ขันธ์ 5 เกี่ยวพันกับ รูปนาม และเกี่ยวกับ จิต เจตสิก รูป อย่าง ไร?
 เนื้อความ :

ขันธ์ 5 เกี่ยวพันกับ รูปนาม และเกี่ยวกับ จิต เจตสิก รูป อย่าง ไร?
สืบเนื่องจากกระทู้เก่า เรื่อง ขันธ์ 5 เกียวข้องกับ ปฏิจสมุทปบาท อย่างไร ? เพราะยังคลุมคลืออยู่ ผมจึงต้องมา ทบทวนอีกครั้ง โดย จากการได้ยินได้ฟังมาจากหลวงพ่อ เปรียนธรรม 9 ประโยค ในอดีด และการเรียนรู้ พระสูตร พระภิธรรมแบบ งูๆ ปลาๆ ว่าสิ่งที่คลุมคลือนั้น ผิดแบบตรงกันข้าม หรือคลาดเคลื่อนไปบางจุด ซึ่งผมยังต้องอาศัยท่านผู้รู้ในที่นี้  ยกหลักฐาน หรือท่วงติง เสนอแนะ และออกความคิดเห็น ก็จะเป็นประโยชน์กับตัวผม และผู้ที่เข้ามาอ่าน   เนื่องจากผมจะขมวด ปริยัต ให้ลงกันได้ กับการปฏิบัติ หรือผลของการปฏิบัติ เท่าที่จะทำได้
หวังว่าผู้ที่อ่านกระทู้ที่ผมตั้งขึ้นมาคงไม่เบื่อหน่ายเสียก่อน เพราะเป็นเรื่องที่เข้า ใจยาก( มากๆ ) สำหรับคนทั่ว ๆ ไป ที่ไม่มีพื้นฐาน ทางปริยัต  หรือปริยัตและปฏิบัติ
ทบทวนเรื่องขันธ์ 5 ก่อน มีขันธ์ อยู่ 5 ขันธ์คือ
1.รูป
2.เวทนา
3.สัญญา
4.สังขาร
5.วิญญาณ
    รูป จัดเป็นรูปธรรม คือสิ่งที่ เห็นได้ด้วยตา ได้ยินได้ด้วยหู สัมผัสกลิ่นได้ด้วยจมูก และสุดท้ายสัมผัสได้ด้วยกาย
    เวทนา สัญญา สังขาร และ วิญญาณ จัดเป็นนามธรรม คือรู้ได้ด้วยใจอย่างเดียว
  ดังนั้นขันธ์ 5 ก็คือ รูปธรรม + กับนามธรรม หรือกล่าวโดยย่อก็คือ รูปนาม นั้นเอง [คำกล่าวโดยย่อ ที่ทำให้ผมเข้าใจและแยกแยะได้เป็นครั้งแรก(ทั้งที่ผ่านมาได้อ่านมาแล้วแต่แยกแยะไม่ได้) ก็คือตอนทำกรรมฐานเป็นระบบ(18 – 19 ปีมาแล้ว) ในสมัยแรก โดยหลวงพ่อ เปรียนธรรม 9 ประโยค ซึ่งมีสมนศักษ์สมัยนั้นว่า พระเทพสิทธิมุนี (โชดก)] 
      เป็นอันว่า ขันธ์ 5 เมื่อ กล่าวโดยย่อ ก็คือ รูปนาม นั้นเอง เกียวพันกันอย่าง 100 % ไม่คลาดเคลื่อนเลย

   มากล่าวถึง ขันธ์ 5 เกียวพันกับ จิต เจตสิก และรูป ในอภิธรรม อย่างไร
      เนื่องจากนิยามที่ว่า จิต กับ เจตสิก เกิดพร้อมกันและดับพร้อมกัน ดังนั้นในบางครั้งผมอาจเรียกรวมกันว่า จิต อย่างเดียว เพื่อสรุปในบางเรื่องในตอนท้าย
      ผมเข้าใจอย่างนี้ รูป ในขันธ์ 5 กับ รูป ในเรื่องของ จิต เจตสิก และรูป ในอภิธรรม เป็นตัวเดียวกัน
และผมเข้าใจว่า นาม (เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ) ก็คือประกอบอยู่ในจิตนั้นเอง
    ที่สำคัญ คือ การแยกแยะว่า นาม(เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ)อันใหน เป็นจิต อันใหนเป็นเจตสิก(ผมกำลังเปิดหาในหนังสืออยู่)
            วิญญาณ ในความหมายก็คือ รู้ อย่างเดียว หรือรู้แจ้งในอารมณ์
             จิต ในความหมายอภิธรรม จิตเป็นธรรมชาติรู้อารมณ์ คือได้รับอารมณ์อยู่เสมอ
   เป็นอันว่า วิญญาน ในขันธ์ 5 กับ จิต ในอภิธรรมเป็นตัวเดียวกัน
             เวทนา ในความหายคือ ความสุข ความทุกข์ หรือ ไม่สุขไม่ทุกข์(เฉย)
             เวทนาเจตสิก  ในอภิธรรมคือ  ธรรมชาติที่เสวยอารมณ์ ก็คือ สุข ทุกข์ หรือ เฉย นั้นเอง
  เป็นอันว่า เวทนา ในขันธ์ 5 ก็คือ เจตสิก อย่างหนึ่ง ในอภิธรรม
             สัญญา ในความหมายคือ จำได้ หมายรู้
             สัญญาเจตสิก ในอภิธรรมคือ ธรรมชาติที่จำอารมณ์
เป็นอันว่า สัญญา ในขันธ์ 5  ก็คือ เจตสิก อย่างหนึ่ง ในอภิธรรม    
    คร่าวนี้มาถึงตัวปัญหา ที่เกิดกับผม และก็มีปัญหากับอีก หลายๆ ท่าน ที่ศึกษาปริยัต หรือท่านที่บรรยายธรรม  หรือแสดงธรรม ก็คือ สังขาร  ชึ่งยังมีความสับสนอยู่ว่า สังขาร เกิดก่อน วิญญาณ หรือ วิญญาน เกิดก่อน สังขาร    
  จากปฏิจสมุทปบาท  เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย  จึงมีสังขาร
                                           สังขารเป็นปัจจัย   จึงมีวิญญาน
                                            ...........                ต่อไปเรื่อยจนจบ 
เป็นอันว่ามีการเกียวพันธ์ ถึง 3 อย่าง  คือ
1. ขันธ์ 5,
2.ปฏิจสมุทปบาท
3. จิตเจตสิกและรูป 
     ขณะนี้ผมกำลังเห็นแนวทางในการคลี่คลาย สิ่งที่ผมคลุมคลือ ในกระทู้ เรื่อง ขันธ์ 5 เกียวพัน กับ ปฏิจสมุทปบาท อย่างไร ได้บ้างแล้วครับ
      มาเริ่มต้นที่อวิชชา หรือโมหะ(ความไม่รู้)  ในปฏิจสมุทปบาทก่อน ว่าอยู่ในจิต หรือ เจตสิก
    ในอภิธรรม กล่าวถึง อกุศลจิต 12 ดวง เป็น โลภมูลจิต 8 โทสมูลจิต 2 โมหมูลจิต 2 ถ้าแปรตามประสาชาวบ้านก็คือ จิตโลภ จิตโกรธ จิตหลง ก็คือจิตนั้นเอง ดังนั้น อวิชชา  ก็คือจิตนั้นเอง รู้(แต่ขาดสติปัญญา)
     มาที่ สังขาร ถ้าแปลตามตัว คือ ปรุงแต่ง ทั้งในขันธ์ 5 และปฏิจสมุทปบาท ซึ่งจะจัดอยู่ ในจิต หรือ เจตสิกดี
  แต่จากปฏิจสมุทปบาท สังขาร มาก่อน วิญญาณ
       ดังนั้นสังขารก็คือ ตัวจิตนั้นเอง ที่เกิดขึ้นเพราะการปรุงแต่ง ของธรรมชาติ 
      ดังนั้นปฏิสนธจิตของผู้มีกิเลสอยู่ ก็คือ ความไม่รู้(อวิชชา)+การปรุงแต่ง(สังขาร) เป็นจิตหรือวิญญาณ
   จากที่กล่าวมาข้างบน สามารถสรุปตามที่ผมเข้าใจ ความเกียวของของ ขันธ์ 5 กับ จิต เจตสิก และรูป ในอภิธรรมได้แล้ว ดังนี้
                                ขันธ์ 5                          จิตเจตสิกรูป
                                รูป                =                  รูป
                                เวทนา           =                 เวทนาเจตสิก
                               สัญญา          =                  สัญญาเจตสิก
                               สังขาร           =                   ตัวปรุงแต่งเกิดจิต  หรือปฏิสนธิจิต
                                วิญญาณ      =                   จิต
                 และตามที่ผมกล่าวตามกระทู้ก่อนหน้านี้ ว่า ขันธ์ 5 เกิดดับ อย่างรวดเร็ว ในขณะหนึ่ง ขันธ์ 5 เกิดดับไปแล้วหลาย ๆ ครั้ง ซึ่งจะเป็นไปตาม อภิธรรม ที่กล่าวไว้ว่า จิตนั้น เกิดดับอย่างรวดเร็ว สืบต่อกันไป ในช่วงแค่ขณะเวลาหนึ่งนั้นจิตนั้น เกิดดับ สืบต่อกันมากมายแล้ว
        สรุปแล้ว จิตบังเกิดขึ้น 1 ดวง นามขันธ์ (วิญญาณ สังขาร สัญญา เวทนา) ย่อมเกิดขึ้นด้วย เมื่อจิตดวงนั้นดับ นามขันธ์ก็ดับด้วย 
        มาถึงจุดที่ผมคลุมคลือ ในการทู้ เรื่อง ขันธ์ 5 เกียวข้องกับ ปฏิจสมุทปบาทอย่างไร
สิ่งที่คลุมคลือ คือ ผมพยายาม จับปฏิจสมุทปบาท ให้ลงร่วมเป็นขันธ์ แต่มีหลายคำหรือหลายตัว ถ้ารวมกันแล้วเกิดความเข้ากันไม่ได้ทั้งหมด เช่น นามรูป  สฬายตณะ ผัสสะ ฯลฯ แต่เมื่อนำเรื่องของ จิตเจตสิก เข้ามาเกี่ยวข้อง ก็จะเข้ากับ ปฏิจจสมุทปบาทได้อย่างลงตัว ผมลองไล่เป็นตัวๆ ดังนี้
ปฏิจสมุทปบาท                            จิตเจตสิก+อนุสัยกิเลส    
อวิชชา                                  ความไม่รู้(อนุสัยกิเลส) ก็คือจิต(ขาดสติปัญญาแต่เริ่ม)
สังขาร                                   ตัวปรุงแต่ง หรือปฏิสนธิจิตด้วยอนุสัยกิเลส ก็คือจิต
วิญญาณ                              จิต(มีอนุสัยกิเลส)
นามรูป                                  ผมจัดเป็นเจตสิกอย่างหนึ่ง( ยังหาไม่เจอ)
อยายตณะ(สฬายตณะ)          ผมจัดเป็นเจตสิกอย่างหนึ่ง( ยังหาไม่เจอ)
ผัสสะ                                   ผัสสเจตสิก (ธรรมชาติที่กระทบอารมณ์)+อนุสัยกิเลส
เวทนา                                  เวทนาเจตสิก (ธรรมชาติที่เสวยอารมณ์)+อนุสัยกิเลส
ตัณหา                                  เป็นเจตสิก เช่น อกุศลเจตสิก 14 ก่อเป็นกิเลสอย่างกลาง ปะทุเป็นอย่าง          
                                            หยาบเมื่อไหรก็ได้ ทางกาย หรือ วาจา 
อุปาทาน                               เป็นเจตสิก เป็นกิเลสอย่างกลางอยู่ แต่ปะทุเป็นอย่างหยาบได้
ภพ                                      เป็นเจตสิก เป็นกิเลสอย่างกลางโตขึ้นอีก แต่ประทุเป็นอย่างหยาบได้
ชาติ                                     เป็นเจตสิก กิเลสอย่างกลางโตขึ้นอีก แต่ประทุเป็นอย่างหยาบได้
ชรา มรณะ โสก.....                นี้ละทุกข์ หรือ ทุกขะ คือทนอยู่ไม่ได้ตั้งอยู่ไม่ได้ คือจุติจิต หรือจิตดับ
        และผมเข้าใจว่าความแรงของกิเลส จะประทุขึ้นใจ หรือ โพ้รง ออกทางกายวาจา อยู่กำลังของอนุสัยกิเลส จากจิตที่สืบทอดกันมาด้วยอวิชชา แล้วมาเจอเจตสิก ที่กระทุ้น เพิ่มขึ้นให้เพิ่มกำลังกิเลสมากขึ้น จนประทุออกมา
ผมอธิบายการเกิดกิเลสอย่างกลางและอย่างหยาบ ตามความเข้าใจของผม ที่เกี่ยวกับจิตดังนี้                           
              สมมุติ เห็นดอกไม้ จิตมีการเกิดดับแล้วหลายๆ ครั้ง แต่มีการสืบทอดการเห็นอยู่ ในการเห็นนั้น และในการเกิดดับของจิตอยู่นั้นมีจิตดวงหนึ่ง เกิดปรุงขึ้นมาว่าสวยและชอบ นั้นคือตัณหาบังเกิดความสวยและชอบเป็นกิเลสอย่างกลาง และจะสืบต่อไปยังจิตที่เกิดดับอีกหลายดวง   จนกิเลสนั้นเพิ่มกำลังขึ้นในการสืบต่อของจิตดวงต่อไป จนทนเฉยอยู่ไม่ได้ เข้าไปลูบ เข้าไปจับ เข้าไปดม เข้าไปเด็ด เป็นกิเลสอย่างหยาบ
         จากที่เห็นดอกไม้ จนถึงเข้าไปดม เข้าไปเด็ด นั้น จิต เกิดดับจนนับไม่ถ้วนแล้ว ขันธ์เกิดดับจนนับไม่ถ้วนและ ปฏิจสมุทปบาทวนรอบ จนนับไม่ถ้วนแล้ว แต่ผู้มีกิเลสทั้งหลายหารู้ได้ไม่ กลับไปหลงอยู่ กับสมมุติ และสมมุติสัจจะ อันเป็น ตัวตัณหา จึงต้องวนเวียนอยู่ในวัฏฏะสงสารอยู่อย่างนั้น  ดังนั้นจึงมีแต่การปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 อันเป็นทางเอกเท่านั้น ที่จะหลุดจาก วัฏฏะสังสารนี้ไปได้
               เป็นอันว่าผมจบลงได้อย่างกระทอนกระแท่นก็แล้วกันนะครับ
        ขอบคุณที่ติดตามอ่านเรื่องที่เข้าใจอยากครับ

 จากคุณ : Vicha [ 24 เม.ย. 2545 / 18:50:13 น. ]
     [ IP Address : 203.144.180.32 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (มอ.แมน)

ทราบว่า คุณวิชชาไม่ใช่ประเภทที่เอาแต่คิดให้หนักๆหัว
ที่จะเอาแต่ท่องจำตำรับตำรา เพื่อจะต้องการแต่ความแม่นยำ
แต่เป็นนักปฏิบัติที่มุ่งอรรถมุ่งธรรมทางใจท่านนึง
เลยมาขอร่วมวงแจมด้วยครับ

จากเท่าที่เคยเข้าไปรู้ไปเห็น
"อวิชชา" หากจะดูเข้าไปทีไรจะไม่เคยเจอตัวครับ
หากมุ่งรู้เห็นเข้าไปจะเห็นได้อย่างมากสุด
เพียงร่องรอยของมันที่ออกมาเป็น "สังขาร" แล้ว
(ด้วยจิตมีกำลังฌานเอื้ออยู่)

คือเห็น "สังขาร" ที่มันกระเพื่อมไปแล้ว
ก่อนจะมีการหยั่งลงของ "วิญญาณ" ครับ
ซึ่งทำให้ทราบชัดว่า
ตัว "สังขาร" และ "วิญญาณ" นี้เป็นคนละระดับ
กับ "สงขาร" "วิญญาณ" ตามปกติในขันธ์ด้วย
(แต่ว่าไปสุดท้ายก็รวมลงเป็นกองขันธ์เหมือนๆกัน)
ตรงนี้ยังจะไม่เกิดอะไรขึ้น
เมื่อ "การหยั่งเกิดขึ้น" หากไปกระทบนาม นามก็ปรากฏ
หากไปกระทบรูป รูปก็ปรากฏ
(รู้เห็นด้วยกำลังตั้งมั่นของจิตครับไม่ใช่ด้วยนึกๆเอา)
โดย "รูป" กับ "นาม" นี้ก็เกี่ยวเนื่องกันอีก
ตามตำรา ท่านจึงว่าไว้ว่า "วิญญาณ" นั้นเป็นปัจจัย "รูปนาม" ไม่ผิด
เมื่อ "นามรูป" ปรากฏแล้ว มันก็พร้อมจะมี ประตู ขึ้น
อันเป็นเหตุถัดๆมาให้มี ผัสสะ มี เวทนาทางใจ
กระเพื่อมเป็น ตัณหา อุปาทานก่อภพก่อชาติขึ้นต่อๆไป
(จิตที่รู้นั้นขณะนั้นไม่มีความจำเป็น
ว่าจะจำแนกอะไรๆอยู่ครับ เหมือนเพียงลืมตาแล้วเห็นปรากฏการณ์เท่านั้น)

จิตที่รู้เห็นตรงนี้ปุ๊บ แต่ด้วยยังไม่ถึงจิตถึงใจตนเอง
บางทีเมื่อมันกระดอนออกมา และด้วยความอยากรู้ว่าคืออะไร
เท่าที่เห็น ม้นจะทำผิดได้อยู่ 2 อย่างด้วยกัน
คือ ไม่หลงไปเพ่งมากขึ้น
หรือ ไม่ก็หลงคิดไตร่ตรองพยายามจะหาความสัมพันธ์ดูครับ

การจะรู้จะเข้าใจปฏิจฯ ได้ชัดเจนขึ้น
จึงไม่น่าจะใช่ด้วยวิธีทั้งสองครับ
เพราะทั้งคู่เป็นการหลงกลทำตามกิเลสออกไป (จิตแส่ส่ายออกไปแล้ว)
อันเป็นการทำสุดโต่งแห่งทั้งสองทางขึ้น

หากสังเกตุออก จะทราบได้ชัดด้วยตัวเองว่า
ทุกขณะของสายปฏิจสมุทปบาทที่รู้ที่เห็น
ไม่ว่าจะเป็น อวิชชา ไล่ไป สังขาร วิญญาณ .... เป็นตัณหา อุปาทาน
เป็นชาติ ภพ ก่อทุกข์ขึ้นก็ตาม
ทั้งหมดนี้การรู้เห็น จะเป็นการรู้ด้วยจิต
ที่ยังมี "อนุสัยกิเลส" นอนเนื่องอยู่ตลอดครับ
(ทราบว่าคุณวิชชา ก็ทราบดีอยู่แล้ว)

ภายหลังเมื่อผมเท่าทันตรงนี้มากขึ้นเป็นลำดับ
คือ เห็นทันความอยากรู้อยากเข้าใจ
ที่เป็น background ซ่อนตัวอยู่
ตอนหลังจิตจึงไม่ค่อยจะออกไปรู้อย่างนั้นให้หนักวุ่นวายใจเท่าไหร่
แต่กลับเข้าไปเห็นปรากฏการณ์มากขึ้นเอง
เมื่อทำเหตุถูก ที่พระสัมมาสัมพุทธองค์ประทานไว้ให้
คือ การเจริญสติสัมปชัญญะ เท่านั้นเองครับ

เข้ามาคุยตามโอกาส ไม่ได้เจาะจงไปที่คำให้แป๊ะๆตามตำรา
ใครสนใจตำราก็ศึกษาเพิ่มเติมจากตำรา
หรือ หากอยากจะไปรู้เห็นต้องตอบว่า
อย่าไปฝึกเลย มันเสียเวลาครับ
ทำเหตุถูกแล้ว จิตจะเกิดการเห็นเอง
บางทีอาจไม่ทราบหรอกครับว่า
กำลังรู้เห็นปฏิจฯอยู่ แต่ก็ดับทุกข์ดับตัณหา ได้ฉับไว

เข้ามาเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์
กับเพื่อนนักปฏิบัติด้วยกันเท่านั้นครับ

 จากคุณ : มอ.แมน [ 24 เม.ย. 2545 / 21:56:06 น. ]
     [ IP Address : 203.151.67.36, 203.152.41.4 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (ศิษย์พระป่า)

กองด้ายยุ่งเหยิงกลุ่มใหญ่เลยนะครับคุณวิชา...เห็นปมเล็กๆบางปมพอจะแก้ได้  ตัวอชิชชาไม่ใช่จิต แต่เป็นเจตสิกตัวหนึ่ง คือ โมหเจตสิก,  ถ้าจะเทียบขันธ์ ๕ กับปฏิจจสมุปบาท ก็คือ  ...รูป ก็คือ รูป ๒๘, เวทนา สัญญา สังขาร คือ เจตสิก ๕๒ , ส่วนวิญญาณ คือ จิตทั้ง ๘๙ ดวง (หรือ ๑๒๑ ดวง)  ... ที่เหลือขอให้ให้ปราชญ์ทางอภิธรรม สะสางก็แล้วกันนะครับ

 จากคุณ : ศิษย์พระป่า [ 25 เม.ย. 2545 / 01:48:24 น. ]
     [ IP Address : 216.218.83.63 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (ปทุมสังกา)

ยังขาดไปอีกนิดหนึ่ง คือตอนที่จิตเข้าไปจับสิ่งใดสิ่งหนึ่งก่อนหน้านั้นวิญญาณเกิดก่อน
เช่นตาเห็นดอกกุหลาบ เกิดเป็นขั้นคือ กุหลาบภายนอกเป็นธาตุ ตาเห็นเกิดจักขุวิญญาณ(ตาเป็นสื่อไปสู่จิต) จิตรู้ว่าเป็นธาตุชนิดหนึ่ง(ขั้นที่1) จิตจำได้ว่าเป็นกุหลาบ(ขั้นที่2) จิตปรุงแต่งว่าสวยงามเน่าเฟะ(ขั้นที่3) ตอนที่เกิดหรือดับนักปฏิบัติไม่ควรไปดูมันมาก เพราะมันละเอียดมาก บางอย่างเกิดนาน ดับนาน บางอย่างเกิดไวดับไว บางอย่างเกิดในขณะอีกอย่างดับ ไม่แน่นอน
เป็นนาม ตรงตาเห็น เป็นรูปตรงขั้นที่1เป็นต้นไป
หรือ หูได้ยินเสียง เสียงเป็นรูป จิตรู้เป็นนาม เสียงเกิด แล้วดับ จิตรับรู้เกิดแล้วดับแล้วก็เกิดจำได้ดับจำได้ เกิดปรุงแต่งดับปรุงแต่ง หัวใจอยู่ตรงจำได้ ปรุงแต่งต่อตรงนี้มีกิเลส
ทั้งหมดเป็นความเข้าใจของผมเองไม่ทราบว่าถูกหรือผิดอย่างไร
จิตจะเป็นประเภทใดตอนที่สัมผัสกับอายตนะทั้งหก ไม่สำคัญมาก สำคัญตรงรู้วางปล่อย
การวิเคราะห์ธรรมเป็นส่วนๆก็ดีอยู่จริง แต่โดยแท้ไม่เป็นส่วนๆกลับเกี่ยวข้องกัน เราเอาแว่นไปส่องเป็นส่วนๆก็จะเห็นเป็นส่วนๆ เข้าใจเป็นส่วนๆ โดยแท้จะเป็นธรรมใดก็ดีก็เหมือนกันอันเดียวกัน ไม่ว่ารูปนาม ไตรลักษณ์ ปฏิจสมุทปาท เพียงแต่พระพุทธเจ้าอธิบายเป็นส่วนๆ
รู้มาก ยุ่งมาก วางไม่ได้ คิดมากฟุ้งมาก ปรุงแต่งมาก

 จากคุณ : ปทุมสังกา [ 25 เม.ย. 2545 / 10:55:28 น. ]
     [ IP Address : 203.148.182.154 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (เมธาพร)

ขันธ์5  เป็นเรื่องของ รูปนาม เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิด นามรูป  
ปฏิจสมุทปบาท  เป็นเรื่องของ ขบวนการ หรือ การดำเนินไป  เกี่ยวเนื่องด้วยการเกิด-การดับ   ในขบวนการย่อมมีการกล่าวถึงปัจจัยที่เป็นส่วนหนึ่งของรูปและนาม 
ในปฏิจสมุทปยาทมีขันธ์   แต่ในขันธ์ไม่มีปฏิจสมุทปบาท เพราะขันธ์ตั้งอยู่ดับไป  แต่การตั้งอยู่และดับไป  อธิบายด้วยขบวนการปฏิจสมุทปบาท
ขันธ์5 เป็น static  process ปฏิจสมุทบาท เป็น dynamic process. 

 จากคุณ : เมธาพร [ 25 เม.ย. 2545 / 15:57:16 น. ]
     [ IP Address : 202.133.149.161 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (aratana)

จิต – เจตสิก – รูป – นิพพาน

        ขอสรุปความสั้น ๆ ทั้งหมด(ทั้ง 4 แผนก) ตามความเข้าใจของกระผม ส่วนรายละเอียดมากๆ มีในตำราอยู่แล้วดังนี้ครับ.
                รูปกาย  เป็น  รูปธรรม
                เวทนา  สัญญา  สังขาร  วิญญาณ  เป็น นามธรรม  เป็นสังขตะธรรม
                นิพพาน เป็น อสังขตะธรรม

        ในสูตรต่างๆแสดงเรื่อง “นิพพาน”   ว่าโลกนี้ก็ไม่ใช่ โลกหน้าก็ไม่ใช่  ดวงอาทิตย์ดวงจันทร์ก็ไม่ใช่  วิญญาณก็ไม่ใช่  เนวสัญญานาสัญญาก็ไม่ใช่   ดุจไฟสิ้นเชื้อแล้วดับไป  อะไรก็ขนาบเรื่อยไปว่าไม่ใช่ เลยอาจจะทำให้ให้เข้าใจไปว่าพระนิพพานเป็นของสูญ.

        ถ้าพระนิพพานเป็นของสูญ  ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะปฏิบัติ  ข้อนี้ทุกท่านคงทราบดีอยู่แล้ว  เหตุนั้นผู้ปฏิบัติจึงทราบว่า  “พระนิพพานสงเคราะห์เข้าในจิต” ในวิญญาณ นั่นเอง .

        ที่ท่านปฏิเสธอะไรทั้งหมดน

 จากคุณ : aratana [ 25 เม.ย. 2545 / 23:54:14 น. ]
     [ IP Address : 203.113.61.197 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (aratana)

ไม่รู้เป็นอะไร โพสไม่หมด

 จากคุณ : aratana [ 25 เม.ย. 2545 / 23:57:17 น. ]
     [ IP Address : 203.113.61.197 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (aratana)

จิต – เจตสิก – รูป – นิพพาน

        ขอสรุปความสั้น ๆ ทั้งหมด(ทั้ง 4 แผนก) ตามความเข้าใจของกระผม ส่วนรายละเอียดมากๆ มีในตำราอยู่แล้วดังนี้ครับ.
        รูปกาย  เป็น  รูปธรรม
        เวทนา  สัญญา  สังขาร  วิญญาณ  เป็น นามธรรม  เป็นสังขตะธรรม
        นิพพาน เป็น อสังขตะธรรม

        ในสูตรต่างๆแสดงเรื่อง “นิพพาน”   ว่าโลกนี้ก็ไม่ใช่ โลกหน้าก็ไม่ใช่  ดวงอาทิตย์ดวงจันทร์ก็ไม่ใช่  วิญญาณก็ไม่ใช่  เนวสัญญานาสัญญาก็ไม่ใช่   ดุจไฟสิ้นเชื้อแล้วดับไป  อะไรก็ขนาบเรื่อยไปว่าไม่ใช่ เลยอาจจะทำให้ให้เข้าใจไปว่าพระนิพพานเป็นของสูญ.

        ถ้าพระนิพพานเป็นของสูญ  ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะปฏิบัติ  ข้อนี้ทุกท่านคงทราบดีอยู่แล้ว  เหตุนั้นผู้ปฏิบัติจึงทราบว่า  “พระนิพพานสงเคราะห์เข้าในจิต” ในวิญญาณ นั่นเอง .

        ที่ท่านปฏิเสธอะไรทั้งหมดนั้น เกรงว่าจะถือเอา “โลกียจิต”  “โลกียวิญญาณ” ในพระอภิธรรมมัตถสังคหะว่า  รูป 28 เป็นรูปธรรม    เวทนา  สัญญา สังขาร วิญญาณ 4 นี้เป็นนามธรรม 5 รวมกับพระนิพพานเป็นอรูปธรรมด้วย . แต่ 
*  รูป 28 สงเคราะห์เข้าใน   รูปขันธ์ 
* เวทนาขันธ์สงเคราะห์เข้าใน   เวทนาเจตสิก 1 ดวง
* สัญญาขันธ์สงเคราะห์เข้าใน  สัญญาเจตสิก 1 ดวง
* สังขารขันธ์สงเคราะห์เข้าใน  เจตสิก 50 ดวง
* วิญญาณขันธ์สงเคราะห์เข้าใน  จิต 89 ดวง
* วิญญาณขันธ์กับ จิต ก็คงเป็นอันเดียวกัน

        จิต 89 ดวง ท่านแบ่งออกเป็น  “โลกียจิต 81 ดวง”  เป็น  “โลกุตรจิต 8 ดวง”  เมื่อโลกุตรนับเข้าในจิตได้ก็คงนับเข้าในวิญญาณได้อีกเหมือนกัน  เพราะวิญญาณขันธ์สงเคราะห์ลงในจิต  89 ดวงได้..

        ในปรมัตถธรรม 4 ท่านจำแนก พระนิพพาน ไว้คนละแผนกกับจิต คือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน ทั้งนี้เพราะอะไร  เพราะว่าถ้าพระนิพพานเป็นที่เดียวกัน  ทุกๆคนก็ต้องได้นิพพานกันหมด  เพราะทุกคนก็ย่อมมีจิตด้วยกัน เหตุนี้จึงแบ่งไว้คนละแผนก  แต่พระนิพพานก็คงออกมาจากจิต  จากวิญญาณนั่นเอง  ผู้ปฏิบัติธรรมจึงควรที่จะถือเอาคำที่เห็นง่ายๆเพื่อไม่ต้องสับสนวุ่นวาย  คือ.-

        จิตอันใดยังกำหนัดขัดเคือง ในราคะ ในโทสะ  อยู่ในโลก ในอารมณ์ ในขันธ์ทั้ง 5 จิตอันนั้นเป็น “โลกียจิต”   จิตอันใดที่ไม่กำหนัดขัดเคือง ในราคะ ในโทสะ  อยู่ในโลก ในอารมณ์ ในขันธ์ทั้ง 5 จิตอันนั้นเป็น “โลกุตรจิต” (จิตออกจากโลก) หรือว่า  วิญญาณอันใดยังกำหนัดขัดเคือง  อยู่ในโลก ในอารมณ์ ในขันธ์ทั้ง 5 วิญญาณอันนั้นเป็น “โลกียวิญญาณ”  วิญญาณอันใดไม่กำหนัดขัดเคือง อยู่ในโลก ในอารมณ์ ในขันธ์ทั้ง 5 วิญญาณอันนั้นเป็น “โลกุตรวิญญาณ”  อันนี้เข้าใจง่ายดี    

        ผู้ปฏิบัติธรรมได้ใจความดังนี้แล้ว ก็พึงฝึกจิต ฝึกวิญญาณ ให้เป็น โลกุตร ฯ ให้ได้ ถ้าหากยังไม่พ้นทุกข์จึงค่อยแสวงหาใหม่ เรามัวไปติดตำรา คนนั้นก็ว่าอย่างนั้น  คนนี้ก็ว่าอย่างนี้ มันจะเป็นตาบอดคลำช้าง  ใครเขาก็ว่าของใครถูก คนตาดีเขาจะหัวเราะเยาะเอา   ขอโทษมิได้ว่าใครนะครับ  กล่าวเป็นสาธารณะ ครับผม..

        นอกนั้นมีผู้กล่าวไว้แล้วมากมาย.
                                                       

                ผิดพลาดกราบขออภัย  ผิดใจขอให้เกิดธรรมะ

 จากคุณ : aratana [ 26 เม.ย. 2545 / 08:35:51 น. ]
     [ IP Address : 203.113.61.198 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (Vicha)

เจตณาการตั้งกระทู้นี้ลึกๆ ประสงค์ให้ผู้ที่ศึกษาพระอภิธรรม ที่มีความแม่นยำ เข้ามาถ้วงติง และแสดงความคิดเห็น เพราะมีจุดบกพร่องอยู่หลายส่วน ไม่อยากให้ลานเสวนาธรรม ขาดผู้รู้ทางอภิธรรม ในการแสดงความคิดเห็น ท้วงติงและเสนอแนะ

 จากคุณ : Vicha [ 26 เม.ย. 2545 / 14:19:54 น. ]
     [ IP Address : 202.133.166.73 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (aratana)

อนุโมทนา..สาธุ  ครับ ท่าน Vicha ที่สามารถซับ ลูกคลื่นได้.
ชื่นใจครับ เมื่อทราบว่า พุทธศาสนา ยังมีคนเช่นท่านผู้...สุขุม อยู่.
เพราะบางกระทู้  กระผนเรียนตรง ๆ ว่า ไม่กล้าแม้แต่จะอ่าน..เลยครับ
                           กราบขอบคุณที่เข้าใจ.

 จากคุณ : aratana [ 26 เม.ย. 2545 / 14:49:12 น. ]
     [ IP Address : 203.113.61.199 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (เมธาพร)

อนุโมทนาสาธุ .....

นาย ก. ตะโกนใส่หน้า นาย ข.   นาย ข.  โกรธนาย ก.  แต่ถ้าพิจารณาให้ละเอียดจะเห็นว่า   ที่นาย ข. โกรธ นั้นคือ  การตะโกนใส่หน้า  ไม่ใช่ นาย ก. เพราะไม่ว่าจะเป็น นาย ค.  นาย ง.  ตะโกนใส่หน้า  นาย ข.ก็เกิดอาการโกรธเช่นกัน   แต่งานนี้นาย ก.เป็นคนตะโกน     ตัวนาย ข.  จึงโกรธ นาย ก.ผู้กระทำ เพราะคิดว่า ผู้กระทำและกิริยาที่กระทำเป็นสิ่งเดียวกัน     ถ้าแยกสองสิ่งนี้ออก  นาย ข.จะไม่รู้สึกโกรธ นาย ก.  และอาจจะมีเมตตา บอกกล่าว นาย ก.ว่า การแสดงการตะโกน นั้นเป็นอาการที่ไม่ถูกต้อง
จิต รวมอยู่กับ เจตสิก  จิตเป็นประธาน  เจตสิกเป็นอาการแสดง  เจตสิกเกิดไม่ได้ถ้าไม่มีจิต  เสมือน  การตะโกนเกิดไม่ได้ถ้าไม่มีผู้กระทำ
จิตและเจตสิก ต้องอาศัยรูปอยู่  เมื่อยังมีชีวิตอยู่ในโลก  เมื่อยังมีขันธ์อยู่  
รูป จิต เจตสิก เป็น สังขตธรรม   หมายความว่า ยังเป็นอยู่ด้วยเหตุ  เป็นไปตามกฎและเงื่อนไขของ ปฏิจสมุปบาท หรือ อิทัปปัจจยตา     สิ่งหนึ่งเป็นปัจจัยของอีกสิ่งหนึ่ง  เมื่อสิ่งหนึ่งดับ อีกสิ่งหนึ่งดับไปด้วย
แต่ นิพพาน จัดอยู่ใน อสังขตธรรม  หมายถึง ไม่เป็นอยู่ด้วยเหตุผล และ เงื่อนไข  คือ อยู่เหนือเหตุของการเกิดและดับ  เพราะไม่มีเกิด และไม่มีดับ ในนิพพาน ไม่มีเงื่อนไขที่จะกำหนดกฎเกณฑ์    เป็นสภาวะที่อยู่เหนือสภาวะทางโลก   สภาวะทางโลกที่เคลื่อนไหวไปตามกฎเกณฑ์ที่มีอยู่แล้ว  อยู่เหนือกฏปฏิจสมุปบาท หรือ อิทัปปัจจยตา
จิตและเจตสิก จะอยู่หรือสูญเมื่อไปนิพพาน   เท่าที่ศึกษามาไม่อาจจะตอบได้  ทราบแต่ว่า  จิตเดิมรวมเจตสิกเดิมที่ไปนิพพานจะไม่กลับมาในโลกมนุษย์อีก... ฃ
ไฟดับแล้วหายไปไหน....  เป็นคำตอบที่ดี....

 จากคุณ : เมธาพร [ 26 เม.ย. 2545 / 21:29:23 น. ]
     [ IP Address : 202.133.149.10 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (สัจจะญาโณ)

ขันธ์ ๕ คือกองทั้ง ๕ ที่พระพุทธเจ้าจำแนกออกมาจากคำว่าตัวตนของเรา เพื่อให้เข้าใจในหมวดหมู่ของธรรมะที่เกิดขึ้นกับเรา อย่างที่รู้กันทั่วไป คือ รูป เวทนา สัญญา  สังขาร และวิญญาณ  
ขันธ์ ๕ พระพุทธเจ้าทรงสมมุติชื่อเพื่อความเข้าใจในการที่จะแสดงให้แก่ผู้สดับรับฟังเข้าใจง่าย ๆ  โดย ร่างกายของเราแบ่งเป็นกอง  ได้  ห้ากอง ตามหมวด ตามหน้าที่ หรือตาม ลักษณะการเกิดก่อนหรือหลัง ตามสถานะ  ตามฯลฯ 
เหตุผล เพื่อให้เข้าใจง่ายในการพิจารณาธรรมะ ขณะฟังธรรม  เพื่อการเกิดศรัทธาหลังจากที่ฟังธรรม 
ส่วน  จิต  เจตสิก  รูป นิพพาน นั้น  เป็นชื่อ(นาม)ของธรรมะอันสูงสุด  การที่จะทำให้เกี่ยวเนื่องด้วยกันมีเยอะมาก  ไม่ควรจะเอามารวมกันเลย มันจะทำให้ฟุ้งเปล่า นำไปใช้เมื่อมีเหตุที่ควรใช้  อะไรเกิดก่อนใช้อันนั้น  ค่อยนำมาพิจารณา 
จิต  คือ  รู้อารมณ์   คิดอารมณ์  มีการสืบต่อ
เจตสิก  คือ  สิ่งที่เกิดขึ้นพร้อม จิต แต่เกิดเองไม่ได้ ต้องอาศัยจิตคิดก่อน จึงจะเกิดได้
รูป คือ  สิ่งที่เปลี่ยนแปลงสภาพไปเพราะเหตุจากปัจจัยภายนอก  รูปไม่ใช่แค่สิ่งที่มองเห็นจับได้เท่านั้น  เสียง  กลิ่น  รสชาด ก็เป็นรูปเหมือนกัน 
นิพพาน  คือ  ความดับกิเลส   เมื่อดับได้คือคือนิพพาน นิพพานอยู่ในตัวเราทุกคน 
จิตมีดวงเดียว  เจตสิกคือห้องที่จิตเข้าไปอยู่ ตามชื่อของมันแหละครับ  นิพพานก็เป็นห้องหนึ่งที่มีอยู่ในเจตสิกของเรา  แต่เราเข้าไม่ได้  ส่วนห้องที่เราได้เข้าบ่อย ก็คือ   โลภ  โกรธ หลง   ปัญญา  เยอะแยะ ห้องไหนเข้ามาก จิตก็เข้าง่ายจนติดเป็นนิสัย  เป็นสันดาน  เป็นกิเลส  ดังนั้นที่เราฝึกทุกวัน  ก็เพื่อเข้าห้องที่มีประโยชน์เกื้อกูลแก่การบรรลุธรรม เช่น  การเจริญสติ  ก็เพื่อให้จิตเข้าห้องนี้ให้มากหน่อย เป็นต้น  เพื่อจะบรรลุเข้าถึงห้องนิพพานในตัวเองได้  ถ้าใครก็ตามเข้าห้อง ปัญญาบ่อย  มันก็หลงอยู่กับความรู้ ที่อยากรู้นั่นเอง  การฟังธรรมศึกษาธรรม ให้เราพิจารณาเป็นอุบายแก่ตัวเราให้เข้าใจง่าย ๆ  บางทีของง่ายกลายเป็นยาก เพราะเราปรุงมากเกินไป  เลยทำให้ สับสนวกวนกับความคิดตัวเอง ทางไหน เป็นทางฝึกเพื่อเข้านิพพาน ควรทำ  ดีกว่า  ธรรมที่เกิดจากความคิดพระพุทธเจ้ายังบอกว่าไม่ควรเชื่อ  ต้องรู้  เห็นด้วยตนเอง ดีกว่า

 จากคุณ : สัจจะญาโณ [ 27 เม.ย. 2545 / 07:26:31 น. ]
     [ IP Address : 203.113.44.10 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (aratana)

**** ในที่สุดก็ทราบว่า  ในน้ำที่ลึก ๆ จริง ๆ ก็ยังมีปลาตัวโตอยู่ ให้ได้พบเห็น..
สาธุ..กราบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า..เข้าใจแล้วว่า ศาสนายังมีผู้สืบทอดได้อยู่
ก็ด้วยกระทู้  ของท่านวิชานี่เอง..อนุโมทนาในกุศโลบายของท่าน..

 จากคุณ : aratana [ 27 เม.ย. 2545 / 18:40:35 น. ]
     [ IP Address : 203.113.61.199 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (เจตน์ webmaster@84000.org)

ชอบอันนี้
สังขาร    = ตัวปรุงแต่งเกิดจิต  หรือปฏิสนธิจิต
สาธุ

 จากคุณ : เจตน์ webmaster@84000.org [ 29 เม.ย. 2545 / 20:44:57 น. ]
     [ IP Address : 203.155.238.79 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!