มหัศจรรย์กรรมฐาน กสิณ ๑๐
 เนื้อความ :

   ๑.ผู้สอนสามารถสอนให้ ท่องนรก สวรรค์ เมื่อครบอย่างละ ๕ รอบ แล้ว สามารถได้อภิญญาตาทิพย์
     ๒. มีวสีในฌาน
     ๓. เข้าวิปัสสนาโดยอาศัย สมถะ แนวกสิณ ๑๐ เป็นบาท ฐานได้
     ๔.ผู้ได้อภิญญาแล้วสามารถสอนให้ผู้อื่นเห็นตามได้ด้วย
     ๕.ศึกษาระบบ ภพภูมิได้อย่างเด่นชัด สามารถสัมภาษณ์ สัตว์นรก เทพ  เปรต อสรุกาย รุกขเทวา และวิญญานอื่นๆ ว่าทำไมมาเกิดอย่างนี้ ทำกรรมอะไรไว้ ทำให้เข้าใจระบบกรรมได้ดี
       ๖. รู้ว่า กรรมฐานอย่างไหน ลวง หรือ จริง เช่น ฝึกแบบหลวงพ่อสด โดนหลอกได้อย่างไร สามาถใช้ตาทิพย์รู้วิธีการ หลอก ของวิญญานที่ม่านตาทิพย์
       ๗. สามารถนำบุญจากกรรมฐานไป ให้กับเจ้าหนี้ ที่เราทำกรรมไว้ เป็นการต่อรอง ไม่ให้มาแกล้งเราให้เจ็บป่วย เช่น เรานั่งได้บุญเท่านนี้ได้วิมาน ทิพยสมบัติอย่างนี้ เจ้ากรรมนายเวรที่เราฆ่า วัวไว้ ที่เตรียมจะมาลงโทษเราเมื่อถึงคิวเจ้ากรรมนายเวรคนนั้น หากเค้ารับบุญนั้นก็เป็นการอโหสิกรรมกันไป ไม่ต้องมาแกล้งเรา เป็นต้น
๘.เราก็จะเป็นผู้มีกรรมชั่วเบาบางลงไป สามารถเข้าวิปัสสนาโดยสะดวก ไม่มีเจ้ากรรมนายเวรมาแกล้งเราในการเข้าวิปัสสนากรรมฐาน

 จากคุณ : เอก [ 7 มี.ค. 2545 / 14:27:45 น. ]
     [ IP Address : 203.157.14.245 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (นายโจโจ้)

-สามารถเพิ่มอัตตาตัวตนให้หน้าขึ้นอย่างไม่มีขอบเขต
-เพิ่มโอกาสในการหลงตัวเองและติดการใช้ฤทธิ์ คิดว่าตนเองเป็นผู้วิเศษ ตั้งตนเป็นผู้รู้ ครูบาอาจารย์คน
-เพิ่มโอกาสในการสร้างบาปสร้างกรรมโดยการละเมิดผู้อื่น หรือละเมิดผู้ทรงศีล ที่ให้ผลสะท้อนเป็นกรรมหนัก
-เพิ่มโอกาสในการเวียนว่ายตายเกิด ยืดวงจรวัฏสังสารให้ยาวนานขึ้นได้
-ไม่ใช่สิ่งที่พระพุทธองค์สอนไว้
-ผิดพุทธประสงค์ คือไม่ได้ใช้ในการดับทุกข์
-เป็นโลกียฌาน ไม่มีประโยชน์ในการดับทุกข์
-การคิดหมกมุ่นหรือยุ่งอยู่กับเรื่องกรรม เป็นเรื่องอจินไตย ทำให้เป็นผู้พึงมีส่วนแห่งความเป็นบ้า เดือดร้อนฯ ตามอจินตติสูตร
-เป็นการเพิ่มความสามารถในการสร้างความยุ่งยากให้กับตัวมากขึ้น ธุระของตัวเองยังไม่เสร็จ เรื่องกับคนบนโลกยังยุ่งไม่มากพอ ไปยุ่งกับวิญญาณ นรก สวรรค์ให้เพิ่มความยุ่งมากขึ้นไปอีก
-ความสามารถในการสอนผู้อื่น ถ้าทำให้เขาหลงไปด้วย เศษกรรมที่ได้คือทำให้ตนเองหลงมัวเมาหนักขึ้นไปอีก

 จากคุณ : นายโจโจ้ [ 7 มี.ค. 2545 / 15:02:20 น. ]
     [ IP Address : 203.170.174.98 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (แป๊ะอ้วน)

บุญกรรมโอนกันได้ด้วยรึ?

 จากคุณ : แป๊ะอ้วน [ 7 มี.ค. 2545 / 16:38:04 น. ]
     [ IP Address : 168.120.26.98 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (WebSnow)

Wowwwwwwwww !!!!!! Cooooool !!!
Hi เอก  Where can get this information from ?
Very intersting.
I just want to learn this for testing something.

 จากคุณ : WebSnow [ 7 มี.ค. 2545 / 17:29:12 น. ]
     [ IP Address : 213.122.178.168 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (tb)

เอาละซิครับ เจอกันแล้ว คงมีอะไรสนุกแน่คราวนี้

 จากคุณ : tb [ 7 มี.ค. 2545 / 17:31:16 น. ]
     [ IP Address : 131.107.3.78 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (นายโจโจ้)

ครับ ขอให้พากันไปได้ดิบได้ดีทั้งสองท่านนะครับ คุณใยหิมะกับคุณเอก หัสดีปุระอิอิ

 จากคุณ : นายโจโจ้ [ 7 มี.ค. 2545 / 17:45:32 น. ]
     [ IP Address : 203.170.174.56 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (WebSnow)

55555555

 จากคุณ : WebSnow [ 7 มี.ค. 2545 / 17:49:48 น. ]
     [ IP Address : 213.122.178.168 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (.........)

แนวแม่ชีพิมพาหรือเปล่าครับ  ถ้าไม่ใช่ขออภัย

 จากคุณ : ......... [ 7 มี.ค. 2545 / 17:52:08 น. ]
     [ IP Address : 203.148.169.35 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (ไก่แก้ว)

ถ้าหมายถึงคุณแม่ชีพิมพา (คุณแม่น้อย) ที่วัดหินหมากเป้ง
ก็เกรงว่าไม่ใช่ค่ะ
เพราะคุณแม่น้อยท่านเดินตามรอยพระพุทธองค์
และพระอริยะสาวกทั้งหลายค่ะ

 จากคุณ : ไก่แก้ว [ 7 มี.ค. 2545 / 17:59:04 น. ]
     [ IP Address : 203.146.124.151 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (.....)

ถามเจ้าของกระทู้ครับ   ชื่อพิพพาสงสัยจะซ้ำกันหลายคนนะ  ผมไม่ได้หมายถึงท่านแม่ชีที่
คุณไก่แก้วว่านะครับ 

 จากคุณ : ..... [ 7 มี.ค. 2545 / 18:21:21 น. ]
     [ IP Address : 203.148.169.35 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (บัวในตม)

>สามารถเพิ่มอัตตาตัวตนให้หน้าขึ้น...
ขอถือวิสาสะ แก้แทนพี่โจ้ ว่าน่าจะเป็น"สามารถเพิ่มอัตตาตัวตนให้ขึ้นหน้า.."
ใช่เปล่าค่ะ พี่...

 จากคุณ : บัวในตม [ 7 มี.ค. 2545 / 18:47:10 น. ]
     [ IP Address : 203.148.168.54 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (ม.ม.ม)

ถ้ามีนายสายฟ้าฟาดอีกคนก็มันส์ครบเซ็ต

 จากคุณ : ม.ม.ม [ 7 มี.ค. 2545 / 18:50:49 น. ]
     [ IP Address : 203.107.146.151 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (WebSnow)

กสิณ ๑๐  i know what is mean
but  what อภิญญา mean ?

 จากคุณ : WebSnow [ 7 มี.ค. 2545 / 19:22:37 น. ]
     [ IP Address : 213.122.44.55 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (ชวลิต)

คุณ websnow น่าจะลองสมัครเป็นศิษย์คุณเอกดูนะครับ เห็นว่ารับสมัครลูกศิษย์อยู่ไม่ใช่หรือครับ :)

 จากคุณ : ชวลิต [ 7 มี.ค. 2545 / 20:54:26 น. ]
     [ IP Address : 192.168.1.3 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (WebSnow)

aha  I'm interested.
oh  last night 7 march 2002
I pracetise Kasin no.9 TA TIP. (My first week)
Time 3.00 - 4.00 am  (GMT)

This monk has yellow and orage light around his body and he fly up to topright about 5 metres from ground.
and has alots of monks sat bellow this monk.
Look like they have meeting.
This monk look important for other monks.

I saw him far away and i coudn't see his face.

(Possion > on my left side )
I think this is might be good sign.
Just report, in the future i might come back and look what i type.

 จากคุณ : WebSnow [ 7 มี.ค. 2545 / 22:56:48 น. ]
     [ IP Address : 212.135.182.26 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (bj)

..คนที่เล่นอภิญญาได้ แสดงว่าศีลต้องดี..ฌาณถึงไม่เสื่อม..
..ถ้าใช้ผิดทาง..ฌาณเสื่อม..ต่อไปก็แสดงอะไรไม่ได้..หมดฤทธิ์..
..
..อภิญญาเป็นของดี..มีสอนในพระพุทธศาสนา..
..ตำราวิสุทธิมรรค..มีกล่าวไว้..
..มรรคคืออะไร ...วิสุทธิคืออะไร...หนทางแห่งการไปสู่ความบริสุทธิ์..
..แล้วจะกล่าวว่าเป็นของไม่ดีได้อย่างไร..
..อภิญญาพระพุทธองค์ห้ามพระแสดง..ต่อหน้าหมู่ชน..
..แต่ไม่ได้ห้ามฆราวาสแสดง..แต่ฆราวาสที่ได้ก็ไม่น่าจะแสดงเพื่ออวด..
..เพราะถ้าคนที่ไม่เชื่อแถมมีด่าเป็นของฝากว่าโกหกหลอกลวง..ก็จะเป็นบาปแก่คนด่า....ช่วยพาคนด่าให้ตกนรกง่ายขึ้น..
..

 จากคุณ : bj [ 7 มี.ค. 2545 / 23:44:03 น. ]
     [ IP Address : 203.130.158.195 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (เนยยะ)

เห็นด้วยกับคุณโจโจ้ค่ะ  เกี่ยวกับการฝึกกสิณขาวหรือกสิณดำหรือการได้อภิญญาก็ตามอาจจะทำให้ผู้ฝึกหลงในอภิญญาลิทธาเหล่านั้นได้ง่ายหากมิได้ฝึกการใช้ปัญญา  แต่อย่างไรก็ดีในการฝึกจิตหรือการทำสมาธินั้น ดิฉันได้อ่านในหนังสือธรรมอยู่หลายเล่มนั้น  ท่านผู้เขียน(หลวงทูล) ท่านได้เขียนไว้เกี่ยวกับผู้ใดมีจริตไปในทางความสงบก็ให้ฝึกสมถะไปก็จะได้ฌานและมีอภิญามากมาย และหลังจากนั้นจึงค่อยถอยออกมาใช้ปัญญาพิจารณาสัจจะธรรมเพื่อนิพานต่อไปกลุ่มนี้จะเรียกว่า เจโตวิมุติค่ะแต่ก็มีโอกาสที่จะหลงในอภิญญาได้เป็นการเพิ่มอัตตาตัวตนได้ค่ะ  ผิดพลาดประการใดโปรดชี้แนะด้วย
                 ขอบคุณค่ะ

 จากคุณ : เนยยะ [ 8 มี.ค. 2545 / 09:08:56 น. ]
     [ IP Address : 202.6.107.20 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (เอก)

   หลากหลายแนววิสัยทัสน์ ตามจริต ของเหล่าบุคคล คนไม่รู้ ไม่เห็น ก็ว่ากันไปตามสันดาน
   คนที่พอเห็นก็เริ่มสนใจ
   คนที่ได้แล้วก็เงียบ ดูท่าที
   แต่อย่างไรก็ตาม กสิณ ๑๐ เป็ฯ หนึ่งใน สมถกรรมฐานที่พระพุทธองค์ สรรเสริญ ว่า ได้อภิญญา แรง และเมื่อเจริญ วิปัสสนา แล้ว ก็บรรลุ มรรคผล พระนิพพานไป
แต่อย่างไรก็ตาม ฌานที่ได้ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ไม่เช่น นั้น อาจจะเข้าวิปัสสนาได้ช้า สักหน่อย
  

 จากคุณ : เอก [ 8 มี.ค. 2545 / 12:31:35 น. ]
     [ IP Address : 203.157.72.253 ]


 ความคิดเห็นที่ 18 : (เอก)

แก้ว่า บรรลุไว  หากใครสนใจปฏิบัติ ผมจะเปิดโอกาส ให้ปฏิบัติให้
   จะเอา บทเรียงความที่ข้าพเจ้า ไปสอนเด็ก แล้วให้เด็กจำนวนราว 40 คนเขียน จะยกมาเพียงคนเดียว ดังนี้
ด.ญ.จิตรา วรวงศ์ ชั้น ป. 5 วันที่ 8 มี.ค.2545
       ดิฉันได้เห็นดอกบัว และภูเขา ดิฉันได้มองเห็นตัวเองและดิฉันได้เห็นบนสวรรค์ บนสวรรค์มีทั้งดอกไม้ มีแม่น้ำลำธาร มีพวกสัตว์อื่นๆมากมาย และมีต้นไม้สีสดใสและได้เห็นปราสาท และพวกวังสวยๆมีผู้คนหลากหลายมากมาย และหนูได้รู้สึกว่า สบายใจ ผ่อนคลาย หายเครียดในเรื่องเรียน ดิฉันนั่งไปดิฉันรู้สึกว่าสมองคิดอะไรออก คิดอะไรได้เร็ว และเขียนได้ว่องไวและตอนดิฉันนั่งดอกบัวอยู่ ดิฉันได้รู้สึกสนุกสนานและๆได้เห็นฤาษีนั่งอยู่บนก้อนหิน และได้เห็นนางฟ้าและรู้ว่าเรียนเก่งขึ้นและสมองคิดอะไรก็ได้ง่ายกว่าวันอื่น
                                              จบ
    เอ่อ ขอแก้ไข เด็กเหล่านี้ได้อภิญญาตาทิพย์ทั้งภายใน ภายนอก(ทั้งหลับตาและลืมตา) เกิดจากการสอนของเด็กนักศึกษาผู้หญิงที่เพื่อนข้าพเจ้าสอน เค้าได้อภิญญา พอได้แล้วมันจะรู้อะไรต่อมิอะไรเองโโยอัตโนมัติ เธอได้ไปสอนต่อจนเด็กได้อภิญญามากมาย และให้ข้าพเจ้าไปช่วยเคลียร์ฌานที่มันลวงๆออกที่เกิดจากวิญญานทำให้เห็น คัดเอาแต่ที่จริงๆ ใครโดนวิญญาน ฉีกม่านตาทิพย์(เช่นกรณีร่างทรง) เราก็เย็บม่านตาให้และให้นั่งเอง ให้ได้ตาทิพย์โดยตนเอง จะได้ไม่เป็นทาสใคร ก็แค่นี้เอง
         ใครสนใจจะปฏิบัติก็ลองดูได้น่ะครับ

 จากคุณ : เอก [ 8 มี.ค. 2545 / 12:41:49 น. ]
     [ IP Address : 203.157.72.253 ]


 ความคิดเห็นที่ 19 : (.....)

ถามก็ไม่บอก   การนิ่งถือว่ารับนะ   อภิญญาตาทิพย์แม่ชีพิมพาวัดกำแพงถนนเพ็ชรเกษม ประมาณ 20 กรุงเทพมาหนคร    ที่ถามนี่ไม่ได้ลบหลู่อะไรหรอกครับ  สงสัยจึงถามดูแค่นั้นเอง    ใครชอบแบบไหนก็เชิญตามสบายเถิดครับ    ผมว่าคุณเอกนะยังไม่ได้กสิณหรอกนะ  เป็นอารมย์เบา ๆ  ของกสิณเท่านั้นเอง  เหมือนที่ผมเข้าใจว่าผมได้แล้วอาจารย์ผมมาบอกว่ายังไม่ได้  อารมย์กสิณนะหนักหน่วงสติแก่กล้ากว่านี้เยอะ  การถอดจิตที่คุณเอกว่านะ เห็นการปรุงแต่งจิตด้วยอำนาจสมาธิโดยมีเทวดากลุ่มหนึ่งช่วยอยู่   อย่าลืมนึกถืงบารมีพระพุทธเจ้าและวิปัสนาให้หนักหน่อยนะจะได้เห็นตามความเป็นจริง      เพราะฉะนั้นคุณถึงสามารถส่งจิตขึ้นไปจะเห็นเป็นการเทวดาขึ้นไปสวรรค์ขณะที่ตัวร่ายกายข้างล่างก็สามารถพูดได้ด้วย   จะต่างจากที่ผมพบคนอื่นที่ทำได้มาที่ถอดออกไปแบบทิ้งร่าง  คือร่างกายนี้ไม่มีความรู้สึกแล้ว  เอวัง   การเกิดในโลกนี้มีโอกาศทำบุญทำบาปได้พอ ๆ  กัน ผมไม่รู้เหมือนกันว่าจะปรามาสคุณเอกเข้าให้แล้ว 

 จากคุณ : ..... [ 8 มี.ค. 2545 / 13:40:12 น. ]
     [ IP Address : 203.148.169.97 ]


 ความคิดเห็นที่ 20 : (เอก)

   ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมไม่ถือโกรธ ใครหรอก แลกเปลี่ยนกันได้ มันเป็นเพียงอารมณ์ที่สื่อมาทางอักษร ไร้การปรุงแต่งโดยธรรมชาติ กสิณ เป็นแบบที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ มีมากมาย หากต้องการวิธีการที่ถูกต้องก็รอหน่อย เพราะผมกำลังทำวิทยานิพนธ์ เกี่ยวกับการวิเคราะห์ กสิณ 10 และแนวทางสู่วิปัสสนา ตามที่ปรากฏในพระไตรปิฎก รวมทั้งเข้า ป่าเขาเพื่อทำการวิจัย เกี่ยวกับผู้ที่หลงเหลืออยู่ในการฝึกแบบนี้ เพราะโดยมากจะโดนย่ำยี โดนภาษา และท่าทาง ซึ่งทำให้แบบอย่างสมถกรรมฐานค่อยๆหายไป หายไป เป็นเรื่องที่น่าห่วงอย่างมาก
งานวิทยานิพนธ์ด้านวิปัสสนามมีมากแล้ว หลายสำนัก ทั้งวิเวกอาศรม วัดอัมพวัน
หรือแบบวัดมหาธาตุ (แบบเดียวกับวิเวกอาศรม) สมถกรรมฐานยังมีน้อยมาก ด้วยเกรงว่าจะโดนประณาม หรืออย่างไรไม่ทราบ ว่าต่ำต้อย เห็นมีแต่อาณาปานสติที่มีเพียงไม่มากนัก กสิณ 10 ยังไม่ปรากฏมีอยู่ เห็นควรสร้างไว้เพื่อให้เห็นว่า การปฏิบัติธรรม และผลการปฏิบัติมีอยู่จริง ความมหัศจรรย์ จะปรากฏ เมื่อได้อภิญญาแล้ว มีจริ ไม่ใช่ ความสวยงาม ด้านพรรณาด้านภาษา หรือ จินตนาการแต่เพียงอย่างเดียว

 จากคุณ : เอก [ 8 มี.ค. 2545 / 14:47:27 น. ]
     [ IP Address : 203.157.72.253 ]


 ความคิดเห็นที่ 21 : (น้ำใส)

บทความนี้คัดลอกมาจาก buddhadasa.com
        ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค มีเรื่องของการฝึกฤทธิ์อย่างพิสดาร หลักย่อๆ ก็คือ ขั้นแรก ท่านสอน ให้หาความชำนาญ จริงๆ ในการเพ่งสีต่างๆ และวัตถุ เช่น ดิน น้ำ ไฟ ลม จนติดตาติดใจ เพื่อสะดวกในการ สร้างภาพแห่งมโนคติ ในขั้นต่อไป อันเรียกว่า เพ่งกสิณ ซึ่งเป็น สิ่งมีมา ก่อนพุทธกาล มิใช่สมบัติ ของพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะ ผู้เพ่งต่อฤทธิ์ ต้องหนักไปใน การฝึกกสิณ เท่ากับ ผู้เพ่งต่อพระนิพพาน หนักไปใน การฝึกแห่ง อานาปานสติ และกายคตาสติ เป็นต้น เมื่อสิ่งเหล่านี้ ติดตา และติดใจ จนคล่องแคล่ว พระโยคีนั้น ก็อาจสร้าง มโนคติภาพ อันเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ ได้ทั่วไป ทุกอย่าง กสิณ จึงจำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับผู้ศึกษา ในฝ่ายฤทธิ์ สีขาว สีเขียว และสีต่างๆ ก็ทำนองเดียวกัน เป็นสีของสิ่งทั้งหลาย บรรดามี ในโลกนี้ การฝึก อุทธุมาตกอสุภ คือ การเพ่งจำ ซากศพ ที่ตายได้สี่ห้าวัน กำลังขึ้น พองเขียว จนติดตา และขยายสัดส่วน ให้ใหญ่เล็ก ทำนองย่อ และ ขยายสเกล อยู่ไปมา ตลอดจน ให้ลุกเดิน เคลื่อนไหวได้ ต่างๆ จนติดตา ติดใจ ชำนาญ เมื่อชำนาญใน ขั้นนี้แล้ว จึงฝึก การส่งภาพ ทางใจ หรือ ที่เรียกว่า อธิษฐานจิต เพื่อความเป็น เช่นนี้ เช่นนั้น ครอบงำผู้อื่น ถ้าหาก มีความชำนาญ และกล้าแข็งพอ อาจที่จะ บันดาลให้ คนทั้งชมพูทวีปรู้สึก หรือเห็น เป็นอันเดียวกันหมดว่า ภูเขาหิมาลัย ซึ่งเคยอยู่ ทางทิศเหนือนั้น บัดนี้ได้ ขยับเลื่อน ลงมาอยู่ ทางทิศใต้ หรือ กลางมหาสมุทรอินเดีย เสียแล้ว เป็นต้นได้ แต่เพราะ ความที่อำนาจใจ นั้นๆ ไม่พอ จึง เท่าที่ เคยปรากฏ กันมาแล้ว มีเพียง ในวงคน หมู่หนึ่ง หรือ ชั่วขณะหนึ่ง เท่านั้น สมตาม ที่ชื่อ ของมัน คือคำว่า ฤทธิ์ ซึ่งแปลว่า เครื่องมือช่วย แก้อุปสรรค ให้สำเร็จ กะทันหัน ทันอก ทันใจ คราวหนึ่ง เท่านั้น เพราะว่า แม้หาก พระโยคีองค์ใด เคลื่อน ภูเขาหิมาลัย ได้ด้วย อำนาจฤทธิ์ เมื่อท่านคลายฤทธิ์ หรือตายเสีย ภูเขาหิมาลัย ก็จะ วิ่งกลับสู่ที่เดิม เท่านั้นเอง นักโทษ ที่มีฤทธิ์ อาจบันดาล ให้เขา เห็นตน เหาะลอย อยู่ในอากาศได้ แต่ย่อม ไม่อาจที่จะ ทำลาย เครื่องจองจำ นั้นได้ ถ้าหากมัน เป็นเครื่องมือ ที่แน่นหนา แข็งแรงพอ แต่นักโทษผู้นั้น มีทางที่จะใช้ ฤทธิ์นั้น ให้เป็นประโยชน์ แก่ตน หรือ มีโอกาส ให้อุบาย อันใด อันหนึ่ง หรือ เขาสั่งปล่อย เพราะ กลัวอภินิหาร ของตน
เมื่อตนคล่องแคล่วใน การอธิษฐานจิต แผ่มโนคติภาพ ไปครอบงำ สัตว์อื่น ได้เช่นนี้ ก็เป็นผู้มีฤทธิ์ แต่จะมากหรือน้อย ย่อมแล้วแต่ ความสามารถ ของตน
ในโลกนี้ ไม่มีอะไร เที่ยงอยู่แล้ว เราจะสร้างฤทธิ์ เพื่อเอาชนะ สิ่งที่ไม่เที่ยงนั้น น่าจะไม่ได้รับผลที่น่าชื่นใจ เพราะฉะนั้น พระอริยบุคคล ทั้งหลาย แทนที่จะ ใช้เวลา ไปค้นคว้า ในเรื่องฤทธิ์ ท่านจึงใช้ชีวิต ที่เป็นของ น้อยนิด เดียวนี้ ค้นคว้า หาสิ่งที่เที่ยง และเป็นสุข คือ พระนิพพาน แม้ว่า เรื่องฤทธิ์ และพระนิพพาน ต่างก็ เป็นวิทยาส่วนจิต ด้วยกันก็จริง แต่แตกต่างกัน ลิบลับ ด้วยเหตุผล ดังกล่าวมาแล้ว
เมื่อพระผู้มี พระภาคเจ้า อุบัติขึ้น ในอินเดีย พระองค์ทรงบัญญัติ บาทฐาน ของฤทธิ์ ว่า มีอยู่ สี่ อย่าง คือ ความพอใจ ความเพียร ความฝักใฝ่ และ ความคิดค้น เรียกว่า อิทธิบาท เมื่อทำได้ ผลที่ได้รับ คือ มรรคผลนิพพาน เพราะคำว่า ฤทธิ์ ของพระองค์ จำกัดความเฉพาะ เครื่องมือให้สำเร็จ หรือ ลุถึง นิพพาน เท่านั้น ฤทธิ์ ซึ่งเคยได้ผล เป็นของตบตา และชั่วคราว ก็ได้เปลี่ยน มาเป็น สิ่งซึ่งให้ผล อันมีค่าสูงสุด และแน่นอน ด้วยประการฉะนี้
พุทธทาสภิกขุ
๑๐ พฤศจิกายน ๒๔๘๐

 จากคุณ : น้ำใส [ 8 มี.ค. 2545 / 15:14:21 น. ]
     [ IP Address : 203.144.180.212 ]


 ความคิดเห็นที่ 22 : (yoyo )

ถ้า ทำได้จริง และไม่หลงในฤทธิ์ 
และ ไม่ติดในฤทธิ์ จนวางไม่ได้
และ ยังนับถือ พระไตรปิฏก 
ผม ว่า ดี ทั้งนั้น แหละครับ

 จากคุณ : yoyo [ 8 มี.ค. 2545 / 15:18:10 น. ]
     [ IP Address : 202.133.172.114 ]


 ความคิดเห็นที่ 23 : (........)

ผมก็ไม่เห็นว่า กสิณเป็นของนอกคำสอนพระพุทธเจ้าแต่อย่างไร   ตรงกันข้ามผมกับเห็นว่า อารมย์จิตแนนแน่และมีกำลังของจิตดี  ทราบได้อย่างไ ร อ้าวก็ผมเคยปฏิบัติ   แต่ทีผมหาวิธีการฝึกอยู่คือ วิญยาญกสิณ เคยอ่านแต่ว่าพระที่ปฏิบัติได้ ว่าวิญญาญกสิณนี่ไปกำหนดตัวรู้ที่รู้กสิณอีกที   น่าจะทำได้ทั้งกำหนดให้รุ้ตัวรู้ที่รู้ลมหายใจเข้าออกนะ  เพราะในไตรปิฏกกล่าวไว้ว่า วิญญาญกสิณเป็นสุดยอดของกสิณ     สำหรับอโลกสิณ  ในไตรปิฏกกล่าวไว้  ว่าเป็นอโลกสัญญา กำหนดแสงสว่างเป็นอารมณ์ 

ผมพบคนได้วิชาสามอภิญญาแบบถอดจิตมาบ้างเหมือนกัน เพราะผมชอบแนวนี้   ถ้าผมเล่าไปจะออกแนวอภินิหารมากเกินไป     เลยไม่เล่า   พอคุณเอกมาบอกว่าทำนั่นทำนี่ได้ผมก็สงสัยแค่นั้นเอง  เพราะคนที่ผมพบเขาทำได้เขาอยู่เงียบ ๆ   มาก     คนใกล้ชิดยังไม่มีใครรู้เลย   ก็ต่างคนต่างทำไปเถอะครับ   ตอนนี้ผมคงทำได้คือบ่อมอินทรย์ห้าให้แก่กล้ามากกว่านี้  การรู้การเห็นหรืออภิหารทางจิตผมเลยไม่ค่อยสนใจ  เพราะเบื่อแล้ว   

ผมถามคุณอกหน่อยแล้วกัน ตามประสาคนสนใจแนวคล้ายกัน    พรหมชั้นหนึงถึงชั้นสามต่างจากพรหมชั้นสี่ถึงชั้นสิบหกอย่างไร    ขอให้โชดดีครับ

 จากคุณ : ........ [ 8 มี.ค. 2545 / 15:27:27 น. ]
     [ IP Address : 203.148.169.181 ]


 ความคิดเห็นที่ 24 : (นายโจโจ้)

ผมเคยไปพบมาแล้วครับ แม่ชีพิมพา ทองเกลา โดนท่านตวาดใส่หลายที พยายามทำตามที่ท่านบอกอยู่สองสามวัน คงจะไม่มีวาสนาร่วมกัน ไม่ได้เป็นเวไนยของท่าน ก็เลยลากลับมา และถ้าประเมินจากสายตา มองที่ภายนอก โทสะท่านแรงมาก ภายใน ไม่ทราบครับ :-)

 จากคุณ : นายโจโจ้ [ 8 มี.ค. 2545 / 19:54:44 น. ]
     [ IP Address : 202.183.234.252 ]


 ความคิดเห็นที่ 25 : (นายโจโจ้)

อึมมม ขออีกนิด ได้เจอกับศิษย์เอกของท่านที่เห็นนรก เห็นสวรรค์ได้ อยู่กับท่านมาหกเจ็ดปีแล้ว แอบมากระซิบกับผมถึงเรื่องลับๆที่พี่เขาอึดอัดใจกับคุณแม่ชีหลายเรื่อง สาเหตุนี้ตะหาก ที่ทำให้ผมไม่เห็นด้วยกับการฝึกกสิณ

ทราบครับ ว่าอาจจะทำให้คนบางคนเกิดความรู้สึก หน่าย คลาย วาง ขึ้นมาได้ แต่ต้องขอย้ำคำว่า อาจ เพราะจากที่เห็นมา เจอผู้ทรงอภิญญาชนิดแสดงออกมาหลายท่าน รู้สึกจะ "เละ" ทุกรายครับ ที่พูดนี่รวมถึงตัวเองด้วย เคยหลงอภิญญามาแล้วครับ สร้างบาปสร้างกรรมไว้จม กว่าจะหลุดออกมาได้ ปาไปเกือบปีแนะครับ ใครอยากจะฝึก เห็นว่าดี ก็เชิญเถิดครับ ท่านเลือกทางของท่านเอง ที่ดีที่สุดที่ผมทำได้ ก็คือเตือน

แก้คำผิดข้างบนครับ : ทำให้อัตตาหนาขึ้น ครับผม
คำว่าหนานี้ คำเดียวกับคำว่า ปุถุชน - คนหนา นี่แหละครับ ยิ่งปฏิบัติ ก็มีโอกาสที่จะยิ่ง "หนา" ขึ้นไปเรื่อยๆ แล้วอีตอนจะมาขัดให้บางลงนี่ เหนื่อย เจ็บ และ แสบมากครับ ไม่รวมผลกรรมที่ไปสร้างไว้นะครับ อันนั้น "ต่างหาก" ครับผม

 จากคุณ : นายโจโจ้ [ 8 มี.ค. 2545 / 20:00:29 น. ]
     [ IP Address : 202.183.234.252 ]


 ความคิดเห็นที่ 26 : (widhaya3@yahoo.com)

ผมคิดว่า กรรมฐานทั้ง ๔๐ กอง ดีทั้งนั้นครับ เพราะถ้าไม่ดีองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าคงไม่บัญญัติไว้ครับ  แต่ไม่ว่าของจะดีเพียงใด ถ้าเราไปติดในของนั้น ก็เป็นสิ่งที่ไม่ดีทั้งนั้น  แม้กระทั่งการดูจิตเองก็ตาม  ผมเข้าใจว่าจุดประสงค์ของการดูจิตก็เพื่อให้เห็นกิเลส  จุดประสงค์ของการให้เห็นกิเลสก็เพื่อให้สละละทิ้งมัน  อารมณ์ปลายของการปฏิบัติธรรมในทุกขั้นตอน ก็คือการสละละทิ้งนี่เอง  ดังนั้นผมจึงเห็นว่า ถ้าใครติดอะไรสักอย่าง ก็ไม่ดีทั้งนั้นครับ  ผมจึงขออนุญาตเชิญชวนทุกท่านไม่ว่าท่านที่คัดค้านฤทธิ์ก็ดี หรือท่านที่สนับสนุนฤทธิ์ก็ดี  ให้มาดูจิตในขณะที่อ่านกระทู้เกี่ยวกับฤทธิ์กันครับ  จะได้สามารถแก้ไขทิฏฐิตนเองให้เข้าสู่สัมมาทิฏฐิยิ่งๆขึ้นไปครับ

 จากคุณ : widhaya3@yahoo.com [ 8 มี.ค. 2545 / 20:10:39 น. ]
     [ IP Address : 203.113.38.8 ]


 ความคิดเห็นที่ 27 : (......)

ที่จริงคุณโจโจ้จะพูดอย่างนั้นไม่ถูกนะครับ  คนฝึกกสิณไม่ใช่เป็นอย่างงั้นทุกคนนะ อย่าเอาประสบการณ์ส่วนตัวมาตัดสินคนฝึกกสิณทั้งหมดซีครับ ผมอ่านข้อเขียนคุณโจโจ้แล้วพานคิดไปยังนั้น           ที่ผมรู้จักมาไม่เป็นอย่างนั้นเลยครับ  กรรมฐานทุกกองเป็นฐานทำวิปัสสนาเพื่อให้พ้นทุกข์ได้หมด ขึ้นอยู่กับตัวบุคคล  คนที่บอกว่าตัวเองฝึกสติปัฏฐานสี่เป็นทางตรงบางคนอาจจะยึดมากกว่าพวกฝึกวิชาสามก็ได้ เพราะคิดว่าตัวเองทำถูกและทำตรงกว่าคนอื่นที่ตัวเองเห็นว่าทำอ้อม หรือไม่หนักไปหน่อยก็บอกไม่ตรงตามคำสอนพระพุทธเจ้าเสียนี่  ทั้งที่สวรรค์ นรก  เทวดา พระพุทธเจ้ากล่าวไว้เต็มเลยในไตรปิฏก  มันขึ้นอยู่ว่าใครทำถูกละถูกมากกว่า  ที่ผมพูดนะผมได้ใช้อารมณ์เขียนนะ  ผมรู้จักคนกสิณที่ได้นะครับ  ผมย้ำว่าที่ได้จริง   ๆ  คือนึกจะเข้ากสิณจิตเข้าสมาธิได้เลยฌาญสี่ทุกสถานการ  จิตเขาสะอาดมาก     เสียดายเหรอเกินเขาเหล่านั้นปกปิดตัวเอง    ใครจะฝึกอย่างไร พบอาจารย์แบบ ชอบธรรมหมวดได   แล้วแต่บารมีของท่านเถอะ        เอตกลงผมอยู่ข้างใครนี่ 

 จากคุณ : ...... [ 8 มี.ค. 2545 / 21:18:40 น. ]
     [ IP Address : 203.148.169.111 ]


 ความคิดเห็นที่ 28 : (อติ)

หลวงปู่หลุยท่านกล่าว ไว้ ว่า 
ธรรมะเป็นของกลาง อยู่กับคนดีก็ดี  อยู่กับคนไม่ดีก็ไม่ดี

 จากคุณ : อติ [ 8 มี.ค. 2545 / 21:45:32 น. ]
     [ IP Address : 203.146.0.134 ]


 ความคิดเห็นที่ 29 : (WebSnow)

Here i draw picture what i saw on
7 March 2002, 3.00 -4.00 AM (GMT)  <-- London Time.
but the picture i saw is far (long distance), it look smaller than this.
Do you think who that i saw ?
I remeber light around his body and has alots of monk sat below him.
I saw twice then picture dispear

<img src "http://www.thaifood2.com/images/web_lordbuddha.jpg" >

 จากคุณ : WebSnow [ 8 มี.ค. 2545 / 23:35:39 น. ]
     [ IP Address : 213.122.158.250 ]


 ความคิดเห็นที่ 30 : (WebSnow)

 จากคุณ : WebSnow [ 8 มี.ค. 2545 / 23:37:04 น. ]
     [ IP Address : 213.122.158.250 ]


 ความคิดเห็นที่ 31 : (WebSnow)

He was flying up to top right about 5-10 metres approximatley.
Like they are having meeting.
I coundn't see his face. but i just guess who is he.

 จากคุณ : WebSnow [ 8 มี.ค. 2545 / 23:43:08 น. ]
     [ IP Address : 213.122.158.250 ]


 ความคิดเห็นที่ 32 : (ลมเพลมพัด)

คุณโจโจ้เป็นห่วงเห็นว่า  ทางนี้น่ากลัวอย่าไปเลย ทำให้คนหลงได้ง่าย
คุณ....... เห็นว่าเอ๊ะทางนี้ก็ไม่อันตรายนะ เคยเดิน มีเขียนไว้ แล้วแต่คนตะหาก

สรุปแล้วเป็นห่วงทั้งคู่    เป็นกัลยามิตร กัลยาธรรมทั้งคู่
เจริญในธรรมทั้งหมดนี่แหละ :)

 จากคุณ : ลมเพลมพัด [ 8 มี.ค. 2545 / 23:43:37 น. ]
     [ IP Address : 203.107.151.94 ]


 ความคิดเห็นที่ 33 : (WebSnow)

Above what i have seen , this is didn't mean i showoff. but i open and share information . may be somebody have seen same as me.

Hi เอก

Do you have email address ?
Please contact me  at  websnow@uk2.net
ICQ 15386275
Would like to test something

 จากคุณ : WebSnow [ 8 มี.ค. 2545 / 23:45:58 น. ]
     [ IP Address : 213.122.158.250 ]


 ความคิดเห็นที่ 34 : (WebSnow)

My Master used to see Lord Buddha since last 15 years ago.
My master told me last 15 ears ago,
and last year he met Lord Buddha and he talk with Lord Buddha about religion too.
Ok but anyway this is not important.

Just wanna say that LordBuddha or PRA ARAHAN when they die they live in somewhere and they are not die sam as physic law energy cannot be kill.

Just want to test information that i have for 15 years
my  master told me our Lord budhha has TAMMAJAK icon (Body art , or Mark)
On his leg (i think right leg)
and Lord Buddha has power can suck JIT.

If some one already met Lord buddha please confirm this

Testing 2 informations . not same time and not same place and testing result. this is for some idea.

 จากคุณ : WebSnow [ 9 มี.ค. 2545 / 01:51:51 น. ]
     [ IP Address : 213.122.17.76 ]


 ความคิดเห็นที่ 35 : (000)

ขึ้นอยู่กับจริต ความชอบ
ขึ้นอยู่กับผู้ใช้ๆ เป็นหรือไม่
ไม่ควรคิดว่าคนที่ได้อภิญญาทุกคนต้องเดินผิดแนวเพราะปัจจุบันพระที่ท่านหมดกิเลสและทรงปฏิสัมภิทาญาณรวมทั้งพระที่หมดกิเลสและทรงในฉฬภิญโญและพระที่ท่านหมดกิเลสทรงในเตวิชโช  ก็ยังมีอยู่ นี่เป็นเพียงคุณสมบัติพิเศษและไม่มีผลเสียต่อผู้ที่รู้จักใช้ในการฆ่ากิเลส และโปรดผู้ที่เกี่ยวเนื่องในบางโอกาส
สาธุกับความคิดเห็น ที่ 28

 จากคุณ : 000 [ 9 มี.ค. 2545 / 12:40:26 น. ]
     [ IP Address : 202.28.24.194 ]


 ความคิดเห็นที่ 36 : (yoyo)

วาดรูป ได้สวยดีครับ สื่อความได้ ชัดเจนง่ายต่อการ ทำความเข้าใจ
แต่ละคน ก็ มี ภาพ ประทับใจ แตกต่างกัน ครับ

 จากคุณ : yoyo [ 9 มี.ค. 2545 / 15:38:32 น. ]
     [ IP Address : 202.133.172.14 ]


 ความคิดเห็นที่ 37 : (ฉงน)

อืม!  มันก็พูดยากนะ  เพราะทุกคนมีเหตุผล    แต่มีสิ่งหนึ่งที่น่าคิด    ทำไมพระพุทธเจ้าจึงมีคำสอนตั้ง   84000 พระธรรมขันธ์    ทำไมจึงมีพระอรหัตที่สำเร็จมาไม่เหมือนกัน   พระโมลคัลลา   มีฤทธิ์มาก   แต่พระสารีบุตรไม่มีฤทธิ์แต่มีปัญญามาก   และทั้งสองก็สำเร็จมรรคผลเป็นพระอรหันต์    ทำไมมีจริตไม่เหมือนกัน   ทำไมจะไปหมอชิดแต่นั่งรถคนละคันมาคนละทางก็ถึงเหมือนกัน   บางคนอยู่ไกลอยู่ฝั่งธนฯ   บางคนอยู่สะพานควายถึงเร็วกว่า       จะคิดกันยังไงก็ทางสายเดียวกันจุดมุ่งหมายเดียวกันถึงเร็วถึงช้าสุดแท้แต่วิธีการและความสะดวกสบายของแต่ละคน      จะคิดอย่างนี้ได้หรือไม่

 จากคุณ : ฉงน [ 9 มี.ค. 2545 / 18:24:43 น. ]
     [ IP Address : 80.137.158.173 ]


 ความคิดเห็นที่ 38 : (ช้าง)

     ไปเรื่อยๆ อย่าหยุด ๆ   ถ้าหลงทางก็กลับรถแล้ววิ่งใหม่
กางแผนที่ด้วยก็จะดี จะได้ไม่หลง  หรือไม่ก็ถามคนที่เขาเคยไป
แล้ว  ก็เดินทางได้สะดวก

 จากคุณ : ช้าง [ 10 มี.ค. 2545 / 00:55:00 น. ]
     [ IP Address : 203.149.36.233 ]


 ความคิดเห็นที่ 39 : (WebSnow)

If Nipana is real top thing.
If i can should i will should this way

ได้อภิญญา and create good thing for next our generation,
and have ปัญญามาก.

Creatting good thing for next generation is Big BOON! for ever and i don't just focus go Nipana by my own ( Only me)

 จากคุณ : WebSnow [ 10 มี.ค. 2545 / 01:52:28 น. ]
     [ IP Address : 213.122.52.229 ]


 ความคิดเห็นที่ 40 : (widhaya3@yahoo.com)

อ้าว คุณ WebSnow เป็นพุทธภูมินี่เอง  กราบอนุโมทนาครับ

 จากคุณ : widhaya3@yahoo.com [ 10 มี.ค. 2545 / 08:40:28 น. ]
     [ IP Address : 203.155.228.133 ]


 ความคิดเห็นที่ 41 : (เอก)

     เป็นการแลกเปลี่ยนความเห็นด้วย ทิพยอักขระมากขึ้น ความคิดไม่ควรสุดโต่งในหลายๆโอกาส จะนำความลำคาญแห่งวาระจิตได้
      พระพุทธเจ้าดับขันธ์ ๕ ไปแล้ว การโดนลวงโดนนิมิต ให้ปรากฏ เกิดจากวิญญาน อาจทั้งดี และไม่ ดี เพื่อ โน้มจิตเราไปสู่ ทางที่ไม่ถูกต้อง การกระทำอย่างนั้นเพื่อเป็นทางขวางการบรรลุธรรม ขัดขวางผู้จะมาเป็นใหญ่เหนือ โลกของสามัญปฏิบัติ แห่งสาระวิญญาน เมื่อจิตยินดีในนิมิต ที่วิญญานทำย่อมนำมาซึ่งการยุติ และภาวะถดถอยแห่ง อำนาจฌานและญาน เป็นการปิดกั้น โดยธรรมชาติ ที่แนบเนียนมาก ยากแก่การ ล่วงรู้ได้ แต่ไม่เหลือวิสัยที่ข้าพเจ้าสามารถแก้ได้
         เป็นการแก้นิมิต หรือ ภาวะฌานที่ลวงออกไป จะนำซึ่งสภาวะไหลลื่นแห่งธรรม การเดินของฌานจะไหลเนื่อง ดั่งสายน้ำ ไม่ขาดสาย เอื้อประโยชน์แก่สัตว์โลกโดยไม่รู้ตัว เป็นที่สรรเสริญแก่เหล่าเทพ พรหม โดยทั่ว ย่อมได้รับการอุปถัมภ์ จนกว่าจะเข้มแข็งพอจะเดินด้วยตัวเองได้ในหนทางแห่งวิปัสสนาญานต่อไป ในภาวะนั้น จะไม่มีเทพ พรหม ใดจะช่วยได้แล้ว ต้องเดินโดยลำพัง เงียบเหงายิ่มนัก หากจิตไม่เข้มแข็งพอ ย่อมเกิดอาการหวั่นไหวโดยง่าย วิญญานที่ไม่พอใจอาจแทรกซ้อนในภ่วะจิตที่สั่นคลอน ย่อมนำมาซึ่งการลวงในเรื่องปัญญาได้ เพราะย่อมสำคัญตนผิดไปในแง่ สภาวะธรรม
         มีอะไรมากมายปลีกย่อยนัก ยากที่ชนทั่วไปหยั่งรู้ได้ การรู้มาก บางที ก็ทุกข์ ไม่รู้เลย ก็ยิ่งทุกข์ การปัดความลำคาญ ก็ทุกข์ ทำอย่างไรดี?
       พระพุทธองค์ จากเราไปเสียแล้ว แต่...ด้วยปัจฉิมปาฏิหาริย์ จะปรากฏองค์อีกครั้งสุดท้าย เพื่อเทศนาธรรม นำเทพ พรหม ที่อุทิศตนยังศาสนาให้อยู่ ได้รื่นเริงในธรรมอันวิเศษ ได้ล่วง สู่นิพพานมากมาย ครั้งสุดท้าย ก่อนปิดยุคสมัยแห่งสมณโคดม
            โอ้ หนอ รอ อีกนาน เนิ่นนาน จึงจะปรากฏแห่งพระศรีอาริย์ พระน้องแห่งหน่อโพธิสัตว์ ในภัทรกัปป์นี้
             การตัดสินคนๆหนึ่ง อย่าเพิ่งด่วยตัดสิน จากการเห็นเพียงครั้งเดียว หลวงปู่มั่น เคยว่ากล่าวหลวงปู่ชอบเมื่อเจอกันครั้งแรก แต่ ท่านทนได้ ไม่กล่าวหมิ่น ในที่สุดหลวงปู่มั่นเห็นอัธยาศัย นี้จึ่งรับไว้ในโอวาทธรรมต่อไป
             
          

 จากคุณ : เอก [ 10 มี.ค. 2545 / 10:44:34 น. ]
     [ IP Address : 203.157.72.253 ]


 ความคิดเห็นที่ 42 : (WebSnow)

Hi
What is พุทธภูมิ ?
Please explin i don't understand this

 จากคุณ : WebSnow [ 11 มี.ค. 2545 / 03:53:11 น. ]
     [ IP Address : 213.122.35.9 ]


 ความคิดเห็นที่ 43 : (WebSnow)

I belive that พระศรีอาริย์  already born !
I beleive that people will know after some people open world and show system. then they will understand by Automaticly, if they can think bt them selft as freedom thinking.

--- if you read in bible. then sri arn didn't born yet. but the rela reason.. everyhing can be change, people at the top (Heaven )will send best people aboit religion to help others people !
Like sending sriarn before time to bring good thing for everybody,
Don't have to wait until million year.
most of people under religion don't have freedom about thinking.
they have to folow rule of religion than we never seen SRI ARN.
if SRI ARN tellyuo he is SRI ARN will you belive ?
He will not show power of SRI ARN.
He just show his teaching.

Only people that thye can think by them selft about religion and human nature system. they will see SRI ARN. sure sure !

 จากคุณ : WebSnow [ 11 มี.ค. 2545 / 04:06:37 น. ]
     [ IP Address : 213.122.35.9 ]


 ความคิดเห็นที่ 44 : (คนอยากฮู้)

คุณเอกครับ  มีคนถามผมว่าเบื้องบนชั้นที่มีสีไพทูรณ์เป็นชั้นอะไร ตามที่คุณเคยศึกษาด้านนี้มา   ผมตอบเขาไม่ได้ขอให้คุณตอบให้เขาหน่อย ขอบคุณครับ

 จากคุณ : คนอยากฮู้ [ 11 มี.ค. 2545 / 09:58:41 น. ]
     [ IP Address : 202.129.21.14 ]


 ความคิดเห็นที่ 45 : (เอก)

    มีทุกชั้นแหล่ะครับ อาจนั่งไปเจอ ตรงบริเวณ ใดบริเวณหนึ่ง กระมังครับ
หรือเป็นรัศมีเทพองค์ใดองค์หนึ่งก็ได้ แต่ผมว่าน่าจะเป็นฌานลวงมากกว่าน่ะครับ
ลักษณะที่เห็นเป็นออกสีนวลๆใช่ไหม อย่างนี้ต้องเช็คกันต่อหน้า เพราะอาจมีวิญญานแปลงทำให้เห็นลวงไป

 จากคุณ : เอก [ 11 มี.ค. 2545 / 12:06:07 น. ]
     [ IP Address : 203.157.72.253 ]


 ความคิดเห็นที่ 46 : (WebSnow)

Found new กสิณ  !
1) กสิณ 11  is 3D Virtureallity
2) กสิณ 12  is Infinity
-----------------------------------------
55555 I have smething for fun to tell you.
I found some concept of กสิณ.
I learn กสิณ no.9  from some website only one กสิณ that i can do but still not good yet.just beginning notmore than 2 weeks
---------------
Inside our brain
our brain has 2 parts (Physical)
1) Left brain does Calculation organizing, ALU
2) Right brain does  imagianation 
and we have 2 tpye os memery
1)Temporary memory or working memory   (like RAM)
2) Longterm memory (Like harddisk)
-------------------------------------------------
How กสิณ work
1.Remeber picture and store picture in longterm memory
2.call picture from memory and then focus it,
here the concpt i found
---------------
Then look at this what i found new thing for กสิณ
กสิณ 11  is 3D Virtureallity
normall when you do กสิณ  it is 2 D.
But we can do กสิณ 3D too
Method - by using longterm memory
call pictures from longterm memory and send it to wroking memory then print picture in to your meditation.
Example 
1) remeber your old picture in history like your house or your room
then send picture to your meditation send it around you as left, right, top, bottom.   then now you have 3 Dimension kasin
2) if you want to play with your 3D Kasin, and you want to go to that 3D picture by
focus on point of 3D image and tell yourselft tht you want to getin to that picture now you can take your JIT go to inside that picture, now you are like in the game, you can do what ever you like , like real

*** I already test it **** and i use kasin no.9 to see the way
what i want ot test in the future is i want to make super star Girl  as 3D then i can play with her. 5555 fun fun.

กสิณ 12  is Infinity
you just make some image or you just recall image in your brain and print it into your meditation then you will have anything
Example
1) I make black hole image and moving image  then i call it and i print it into my meditation..
This is fun,  like this blackhole will suck my JIT up to the room. adn soft,
2) I make light image in my brain then i call it and print it inot my meditation then i have light samilar to KASIN .9

tisis good sometime i cannot get or remember image then i can make any image new one and use it.

555 still learning NO.9 kasin. stil not stable yet.

 จากคุณ : WebSnow [ 11 มี.ค. 2545 / 12:26:57 น. ]
     [ IP Address : 213.122.35.162 ]


 ความคิดเห็นที่ 47 : (เอก)

    ใช่แล้วเป็นความคิดที่ถูกต้องมาก เข้าใจถูกวิธีแล้ว คุณได้เข้าไปสู่วังวนแห่งการเคลื่อนไหวของฌานแล้ว เป็นวัฏจักรของเค้า อย่าลำคาญในสิ่งที่เห็น อย่าฟุ้งไป จงทำอย่างต่อเนื่อง ดูอย่างมีสติ เมื่อครบวาระแห่งการดำเนินของฌาน ความมหัศจรรย์ที่ผ่านกาลเวลาและความเพียร จงปรากฏ สู่ความมหัศจรรย์แห่งการเข้าหาธรรมชาติ โดยผ่านสี(วรรณกสิณ) หรือ อรูปกสิณ หรือ ธาตุกสิณ(ดิน น้ำ ลม ไฟ)เราอาศัย สิ่งเหล่านี้เป็นพาหะ ดำเนิน ผ่านธรรมชาติ ที่ไร้การลำคาญและปรุงแต่ง สู่ธรรมชาติอันปราณีตยิ่งกว่า คือ ญาน เป็นปัญญา จากการผ่านการรู้ธรรมชาติอย่างไม่ลุ่มหลงในนิมิต(ระหว่างทางอาจมีลวง ให้ไหลไปจากความจริงของธรรมชาติ เช่น รูป เทพ พรหม  พระพุทธเจ้า ต่างๆ)หากเห็นจงคุยและคบหา อย่างมีสติ ปัญญา ปฏิบัติ คนเดียว ต้องใช้ตัวเองเป็นมิตร อย่าเอาตัวเองเป็นศัตรูและจงอาศัยมิตร เตือน ตนเองเสมอ ถามคำถามและตอบอย่างปัญญา แล้วธรรมชาติที่ไม่ปรุงแต่งจะปรากฏ พลังเหนือธรรมชาติ จะบังเกิดได้ 

 จากคุณ : เอก [ 11 มี.ค. 2545 / 13:35:50 น. ]
     [ IP Address : 203.157.72.253 ]


 ความคิดเห็นที่ 48 : (น้ำใส)

คุณ WEBSNOW มีความสามารถเรื่องกสิณมาก  น่าจะถ่ายทอดออกมาเป็นโปรแกรม computer ที่ผู้เล่นเข้าไปต้องผ่านชั้นกสิณต่างๆ มี ดิน น้ำ ลม ไฟ ฯลฯ ทำเป็น 3 มิติ อย่างที่คุณเล่ามา  มีดวงสีต่างๆให้เพ่งที่หน้าจอ คนที่เล่นเกมส์นี้เล่นไปก็ได้ฝึกกสิณไปในตัว แบบนี้  น่าสนใจดีนะครับ

 จากคุณ : น้ำใส [ 11 มี.ค. 2545 / 15:22:13 น. ]
     [ IP Address : 202.133.132.88 ]


 ความคิดเห็นที่ 49 : (ศิษย์พระป่า)

การฝึกกสิณนี่อันตรายมากนะครับ ผมเคยเห็นเสียหลักกู่ไม่กลับมาหลายราย เพราะเหตุว่าเป็นการฝึกแบบ "ส่งนอก"  ไม่ได้ย้อนกลับมา "ส่งใน" คือดูจิตและกายตัวเองที่เป็นรวงรังของกิเลส(สติปัฏฐาน ๔)  เพราะกิเลสไม่ได้ซ่อนเร้นอยู่ในอารมณ์กสิณเหล่านั้น  แต่อยู่ในตัวผู้รู้ที่ไปเอากสิณมาเป็นอารมณ์ต่างหาก  ถ้าจะฝึกกสิณ ควรจะหลีกเลี่ยงสังคมไปเลย อย่าติดต่อกับมนุษย์สักคนเดียว คือเป็นแบบฤาษีนั้นแหละ  เพราะมีอารมณ์อื่นแทรกมากระทบนิดเดียว เหมือนเอาเข็มเล่มน้อยจิ้มลูกบอลลูน ผลเป็นอย่่างไรก็เดาเอาเองนะครับ

 จากคุณ : ศิษย์พระป่า [ 13 มี.ค. 2545 / 05:21:58 น. ]
     [ IP Address : 128.205.234.161 ]


 ความคิดเห็นที่ 50 : (WebSnow)

Hi ศิษย์พระป่า
Really ?
Can you example for me please about ผมเคยเห็นเสียหลักกู่ไม่กลับมาหลายราย

This is what i'm worry about it.
-----------------------------------------
What i want to do is i want to learn about another world nature  and bring back to earth.
and another ideas is i want to make som e proove about e=mc ^2 about jit and can look at the future to make some prrof aswell. as Einstine's law.

 จากคุณ : WebSnow [ 13 มี.ค. 2545 / 08:55:29 น. ]
     [ IP Address : 213.122.49.91 ]


 ความคิดเห็นที่ 51 : (เอก)

     นั่นเป็นเค้าไม่รู้จริงในเรื่องของประเภท ชนิด และเผ่าพันธุ์ ของฌานน่ะครับ
ผมก็เจอมาเยอะเหมือนกัน ฝึกมาด้วยกันนี้แหล่ะ หลงใหลในฤทธิ์ วิชชา ต่างๆ
หลงใหลในคาถาอาคม สักยันต์ และการปลุกเสก แต่อยากให้มองในมุมกลับว่า คนอื่นไม่ใช่เรา เราไม่ใช่เค้า เราชอบกินปลา เค้าชอบกินหมู เราชอบน้ำโค้ก เราชอบกินเห็ด เค้าอาจเป็นดั่งดักแด้ ถึงเวลาเค้าก็สละรังเองหล่ะครับ สำหรับคนที่เพี้ยนไป หากปรารถนาอยากหาย ข้าพเจ้าสามารถแก้ไขฌานให้ได้ ข้าพเจ้าแก้ไขให้หลายคนแล้ว ไม่ยากหรอกครับ ไม่มีพิธีอะไรมากมาย แค่นั่งสัก15-20นาทีก็เสร็จแล้ว แถมเก่งกว่าเก่า อีกน่ะครับ เคยแก้ไขฌานให้ พระรูปหนึ่ง ดังขนาด ญาติโยมนิมนต์มาสอนกรรมฐานแนวดูจิต เป็นประจำที่กรุงเทพฯ มีศิษย์มาบอกให้ทราบว่าท่านฝึกมาทุกอย่าง รู้หมดแล้ว อยากให้เอกไปตรวจสอบดูสิว่า ที่เอกได้เป็นอย่างไร พอไปแล้วก็นั่งสมาธิกัน ท่านก็ชมว่าเก่ง ยกนิ้วให้และชมต่อหน้าลูกศิษย์อื่นๆว่า เก่งมาก ๆท่านอายุ87 ปีแล้วล่ะ(จากอ่างทอง) พอลูกศิษย์ออกไปพักนอกห้อง ท่านก็บอกให้สอบฌานให้ท่านหน่อย เพราะมีปัญหาอยู่ ข้าพเจ้าก็แก้ไขให้ รอบเดียวปรากฏว่า อภิญญาของท่านที่ ผลุบๆโผล่ๆ ก็แจ่มใส ชัดเจน ท่านมองหน้าข้าพเจ้าอยู่นาน แบบจ้องเลยแหล่ะครับ และยื่นมือมา บอกขอจับมือหน่อย แล้วกล่าวยกย่องเป็นอันมาก ท่านกล่าวว่ามหัศจรรย์มาก เกิดมาไม่เคยเจอแบบนี้เลย ในที่สุดต่อมา ท่านก็มีฌานแจ่มใสและสามารถสั่งสอนลูกศิษย์ได้อย่างแจ่มชัดทั้งสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมแบบดูจิต ครับ
      ส่วนแม่ชีบุญมา (วัดสัมพันธวงศ์)ศิษย์ท่านอาสภะ ก็มีลูกศิษย์ท่านที่เป็นห่วงข้าพเจ้า แล้วมาเตือนข้าพเจ้าให้ไปสอบอารมณ์กับท่านหน่อย เกรงว่าข้าพเจ้าจะหลง ข้าพเจ้าก็ไม่ว่ากระไร ก็ไปตามปกติ พอนั่งต่อหน้าท่าน ท่านก็สอบอารมณ์ปกติ  พอ ข้าพเจ้ากลับแล้ว ลูกศิษย์มาบอกว่าท่านชมข้าพเจ้าเป็นอันมาก ว่าอายุเท่านี้แต่เก่งมาก ดำเนินวิปัสสนา ได้ดีมาก วันหลังๆ ท่านก็มักถามถึงข้าพเจ้าเสมอ
และท่านก็ได้พาไปพบท่านอสภะที่ ชลบุรี วัดอาสภะ(ตั้งใหม่) ท่านอาสภะ ก็ชมต่อหน้าลูกศิษย์อีกว่า เก่งมากแล้ว และก็ได้ถ่ายรูปร่วมกับท่าน เป็นคณะในงานเปิดวัดอาสภะ นั้น
      ก่อนหน้าที่ข้าพเจ้าจะได้มาฝึกกรรมฐานนี้ ก็มีเรื่องแปลกๆเยอะอยู่ เคยเข้ากราบ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ที่จ.เลย ท่านเป่าศรีษะข้าพเจ้าอยู่นานมาก ไม่ยอมหยุดทั้งๆที่ป่วยอยู่ จนลูกศิษย์บอก พอแล้วๆๆ ท่านจึงหยุด และมักมองหน้าข้าพเจ้าอยู่นาน พี่สาวถ่ายรูปท่าน โดยไม่ขออนุญาติ ปรากฏว่าไม่ติดเลยครับ แปลกน่ะ
          ที่ชุมพรก่อนที่ไม่ได้ปฏิบัติเหมือนกัน มีร่างทรง มาที่บ้าน(ตอนนั้นอยู่ ม.3)
บอกว่า ไม่เคยเห็นใครมีรัศมีงามแบบนี้ ขอมาดูลายมือหน่อย มีความสงสัยเป็นอันมาก ใคร่ขอดูตัวชัดๆหน่อย ตอนนั้นแกบอกเห็นข้าพเจ้ารอรถเมล์เหลืองอยู่น่ะแล้วเห็นอะไรบางอย่าง เข้า
            อย่างดูดวงกับปรมมาจารย์ทางโหรแห่งประเทศไทย อายุ 90 กว่า ท่าก็ว่าดวงแบบนี้ไม่น่าจะใช่ดวงมนุษย์น่ะครับ เกิดมาเพิ่งเคยเจอนี้แหล่ะ ดวงดาวทั้งสิบถึงกันหมดลัคนากุม ดาวพฤหัส ดาวอาทิตย์ ดาวจันทร์ ดาวพุธ  ดาวศุกร์ ทั้ง 5ดวง  ข้าพเจ้าเลยสอนท่านนั่งกรรมฐาน รอบเดียวท่านก็ได้อภิญญาเลยครับ ท่านมองข้าพเจ้าอยู่สักครู่ ด้วยความแปลกใจมาก(อันที่จริงท่านนั่งมา 20กว่าปีแล้ว ได้แต่ความสงบ) ท่านเป็นอนาคาริกบุคคล ว่างั้นครับ
         มีเรื่องอื่นๆอีกมากครับ แม้แต่หมอดูข้างถนน ข้าพเจ้าก็สอน รอบเดียวก็สำเร็จได้อภิญญา เช่นกัน
         เอาแค่นี้ก่อนล่ะกันน่ะครับ เป็นการเล่าสู่กันฟังเฉยๆครับ ไม่มีอะไรมาก
เผื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันครับ

 จากคุณ : เอก [ 13 มี.ค. 2545 / 09:03:09 น. ]
     [ IP Address : 203.157.72.253 ]


 ความคิดเห็นที่ 52 : (000000000000)

เออ คุณเอกนี่เก่งนะ   กาลามสูตรบอกไว้ว่า เชื่อเลยก็ผิด  ไม่เชื่อก็ผิด
ขออีเมย์ด้วยครับ

 จากคุณ : 000000000000 [ 13 มี.ค. 2545 / 12:00:19 น. ]
     [ IP Address : 202.129.21.14 ]


 ความคิดเห็นที่ 53 : (WebSnow)

Jakkkkkkkkkkk: เอก
Interesting na..
Where can i read your detail about meditation more ?

 จากคุณ : WebSnow [ 13 มี.ค. 2545 / 12:08:25 น. ]
     [ IP Address : 213.122.36.133 ]


 ความคิดเห็นที่ 54 : (WebSnow)

Hi (เอก)
Do you know how can i meet people  in this world by do meditation ?

Example
how can i meet you in meditation ?
What shoul i do ?
How can i practice about this ?

 จากคุณ : WebSnow [ 13 มี.ค. 2545 / 12:14:16 น. ]
     [ IP Address : 213.122.36.133 ]


 ความคิดเห็นที่ 55 : (WebSNow)

Hi (เอก)
Where can i find your document about meditation ?
I just want to pracise KASIN inorder to test something.

 จากคุณ : WebSNow [ 13 มี.ค. 2545 / 12:15:22 น. ]
     [ IP Address : 213.122.36.133 ]


 ความคิดเห็นที่ 56 : (WebSNow)

Hi (เอก)
Why don't you make meditation website at Yahoo Geocity ?
Then people can read.

 จากคุณ : WebSNow [ 13 มี.ค. 2545 / 12:16:21 น. ]
     [ IP Address : 213.122.36.133 ]


 ความคิดเห็นที่ 57 : (WebSnow)

For example. if you do meditationand i do meditation
then can we see eacother in meditation ?

HOW ?

 จากคุณ : WebSnow [ 13 มี.ค. 2545 / 12:18:37 น. ]
     [ IP Address : 213.122.36.133 ]


 ความคิดเห็นที่ 58 : (WebSnow)

Hi
I wan to ได้อภิญญาตาทิพย์.
Do you open school for meditation ?
How can i learn ?
I a'm in London.

 จากคุณ : WebSnow [ 13 มี.ค. 2545 / 12:31:22 น. ]
     [ IP Address : 213.122.36.133 ]


 ความคิดเห็นที่ 59 : (เอก)

สวัสดีครับ คุณ สโนว์ ผมยังไม่แนะให้นั่งเองน่ะครับ เพราะอันตราย คุณต้องมานั่งจัดระเบียบ ฌานก่อนน่ะครับ หากคุณกลับประเทศไทยแล้วค่อยฝึกครับ ต้องดูแลกันใกล้ชิด แข็งแรงแล้วเราจึงปล่อยให้บินเองครับ แต่อย่างไรก็ตามผมขอส่งรายละเอียดเกี่ยวกับกสิณมาให้อ่านดังนี้ครับ (กระทู้เก่า มี เมล์ผมอยู่ครับ ลองหาดูครับ)เพื่อเป็นการเผยแผ่ธรรมะ อันจะบังเกิดกุศลแก่ข้าพเจ้าและผู้อื่นต่อไป
    สมถกรรมฐาน ๔๐
(ศึกษาเฉพาะกรณี กสิณ ๑๐)
                                       นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส
                                                 
๑. ตตฺถ สมถสงฺคเห ตาว ทส กสิณานิ ทส อสุภา ทศ อนุสฺสติโย ๑
จตสฺโส อปฺปมญฺญาโย เอกา สญฺญา เอกํ ววตฺถานํ จตฺตาโร อารุปฺปา เจติ
สตฺตวิฌธน สมถกมฺมฏฺฐานสงฺคโห ฯ
         ในบรรดากรรมฐาน ๒ อย่างนี้ คือ สมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน ในสมถกรรมฐานสังคหะ พึงทราบการรวบรวมสมถกรรมฐาน โโยแบ่งออกเป็น ๗ หมวดก่อน ดังนี้ คือ กสิณ ๑๐ อสุภ ๑๐ อนุสสติ ๑๐ อัปปมัญญา ๔ สัญญา ๑ ววัตถาน ๑ อารุปป ๔
แสดงกสิณ ๑๐
  
๒. ปถสิกสิณํ อาโปกสิณํ เตโชกสิณํ วาโยกสิณํ นีลกสิณํ ปีตกสิณํ โลหิตกสิณํ
โอทาตกสิณํ อากาสกสิณํ อาโลกสิณญฺเจติ อิมานิ ทส กสิณานินาม ฯ
     จะพึงทราบสมถกรรมฐาน มีกสิณ ๑๐ เป็นต้นเหล่านั้นได้อย่างไร ? ปถวีกสิณ ดินที่พึงกระทำให้เป็นวงกลม มีประมาณ ๑ คืบ ๔ นิ้ว หรือเท่าขันน้ำ เท่ากระด้งอย่างเล็ก หรืออย่างใหญ่เท่าลานข้าว นั้นแหล่ะชื่อว่ากสิณ เพราะพระโยคีบุคคลต้องใช้เพ่งให้ทั่วตลอดอย่างหนึ่ง
     อาโปกสิณ น้ำที่มีความใสสอาดปราศจากสี ใส่ในภาชนะ มี ขัน บาตร เป็นต้น ที่มีขอบปากกว้างประมาณ ๑ คืบ ๔ นิ้ว นั้นแหล่ะชื่อว่ากสิณ เพราะพระโยคีบุคคลต้องใช้เพ่งให้ทั่วตลอดอย่างหนึ่ง
      เตโชกสิณ เปลวไฟที่กองกูณฑ์ไว้แล้ว เอาแผ่นหนังหรือผ้าก็ตาม เจาะให้เป็นวงกลม มีประมาณ ๑ คืบ ๔ นิ้ว ขึงไว้เบื้องหน้านั้นแหล่ะ ชื่อว่า กสิณ เพราะพระโยคีบุคคลต้องใช้เพ่งให้ทั่วตลอดอย่างหนึ่ง
      วาโยกสิณ ลมที่พึงกำหนดเห็นได้ด้วยอาศัยยอดไม้ ปลายไม้ไหว หรือที่พึงกำหนดได้ด้วยอาศัยการพัดมาถูกกายของตน นั้นแหล่ะชื่อว่ากสิณ
       นีลกสิณ สีเขียวที่ปรากฏในใบไม้หรือในผ้าเป็นต้น ที่กระทำให้เป็นวงกลมมีประมาณ ๑ คืบ ๔ นิ้ว เป็นต้น นั้นแหล่ะ ชื่อว่า กสิณ เพราะพระโยคีบุคคลต้องใช้เพ่งให้ทั่วตลอดอย่างหนึ่ง
       ปีตกสิณ สีเหลืองที่ปรากฏในดอกไม้ หรือในผ้าเป็นต้น ที่กระทำให้เป็นวงกลม มีประมาณมี
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
๑พระสัทธัมมโชติกะ ธัมมาจริยะ ,พระมหาถวัลย์ ญานจารี (รวบรวม) ป.ธ. ๙ อภิธรรมบัณฑิต ,ปรมัตถโชติกะ,สมถกรรมฐานทีปนี ปริจเฉทที่ ๙
ประมาณ ๑ คืบ ๔ นิ้ว ขึงไว้เบื้องหน้านั้นแหล่ะ ชื่อว่า กสิณ เพราะพระโยคีบุคคลต้องใช้เพ่งให้ทั่วตลอดอย่างหนึ่ง
        โลหิตกสิณ สีแดงที่ปรากฏในดอกไม้ หรือในผ้าเป็นต้น ที่กระทำให้เป็นวงกลม มีประมาณมีประมาณ ๑ คืบ ๔ นิ้ว ขึงไว้เบื้องหน้านั้นแหล่ะ ชื่อว่า กสิณ เพราะพระโยคีบุคคลต้องใช้เพ่งให้ทั่วตลอดอย่างหนึ่ง
          โอทาตกสิณ สีเขียวที่ปรากฏในดอกไม้ หรือในผ้าเป็นต้น ที่กระทำให้เป็นวงกลม มีประมาณมีประมาณ ๑ คืบ ๔ นิ้ว ขึงไว้เบื้องหน้านั้นแหล่ะ ชื่อว่า กสิณ เพราะพระโยคีบุคคลต้องใช้เพ่งให้ทั่วตลอดอย่างหนึ่ง
            อากาสกสิณ อากาสที่พึงกำหนดได้โดยการตัดช่องฝา หรือผ้าเป็นต้น  ที่กระทำให้เป็นวงกลม มีประมาณมีประมาณ ๑ คืบ ๔ นิ้ว ขึงไว้เบื้องหน้านั้นแหล่ะ ชื่อว่า กสิณ เพราะพระโยคีบุคคลต้องใช้เพ่งให้ทั่วตลอดอย่างหนึ่ง
            อาโลกกสิณ  แสงสว่างของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงไฟ เป็นต้นที่ส่องมาจากช่องฝา เป็นวงกลม  มีประมาณมีประมาณ ๑ คืบ ๔ นิ้ว ขึงไว้เบื้องหน้านั้นแหล่ะ ชื่อว่า กสิณ เพราะพระโยคีบุคคลต้องใช้เพ่งให้ทั่วตลอดอย่างหนึ่ง
             แสดงนิมิต และภาวนาที่เกิดเกี่ยวเนื่องกันจนถึงปฐมฌานเกิด
ก. อาทิกมฺมิกสฺส หิ ปถวี มณฺฑลาทีสุ นิมิตฺตํ อุคคณฺหนฺตสฺส
ตมารมฺมณํ ปริกมฺมนิมิตฺตนฺติ ปวุจฺจติ,สา จ ภาวนา ปริกมฺมภาวนา นามฯ
ข.ยทา ปน ตํ นิมิตฺตํ จิตฺเตน สมุคฺคหิตํ โหติ จกฺขุนา ปสฺสนฺตสฺเสว มโนทฺวารสฺส
อาปาถมาคตํ,ตทา ตเมวารมฺมณํ อุคฺคหนิมิตฺตํ นาม,สา จ ภาวนา ษมาธยติ ฯ
ค.ตถา สมาหิ ตสฺส ปเนตสฺส ตโต ปรํ ตสฺมึ อุคฺคหนิมิตฺเต ปริกมฺมสมาธินา
ภาวนมนุยญฺชนฺตสฺส ยทา ตปฺปฏิภาคํ วตฺถุธมฺมวิมุจฺจิตํ ปญฺญตฺติ สงฺขาตํ
ภาวนามย มารมฺมณํ จิตฺเต สนฺนิสินฺนํ สมปฺปิตํ โหติ ,ตทาตํ ปฏิภาคนิมิตฺตํ
สมุปฺปนฺนนฺติ ปวุจฺจติฯ
ง..ตโต ปฏฐาย ปริพนฺธวิปฺปหีนา กามาวจรสมาธิสงฺขาตา อุปจารภาวนา นิปฺผนฺนา นาม โหติ ฯ
จ.ตโต ปรํ ตเมว ปฏิภาคนิมิตฺตํ อุปจารสมาธินา ษมาเสวนฺตสฺส รูปาวจรปฐมชฺฌานมปฺเปติ ฯ
ความเป็นไปแห่งภาวนาทั้ง ๓  และนิมิตทั้ง ๓ นั้นเป็นไปอย่างไร ?
ก. การเพ่งอารมณ์ของพระโยคีบุคคลผู้เริ่มทำกรรมฐาน ในองค์กรรมฐานมีปริมณฑลของปถวีกสิณเป็นต้นอยู่นั้น อารมณ์กรรมฐานที่กำลังเพ่งอยู่นั้น เรียกว่า บริกรรมนิมิต ภาวนาจิตที่มีบริกรรมนิมิต เป็นอารมณ์นั้น ชื่อว่า บริกรรมภาวนา
ข. เมื่อเวลาใดอารมณ์กรรมฐานนั้นเป็นอารมณ์ ที่รับได้ชัดเจนด้วยจิต คืออารมณ์ของกรรมฐานนั้นเข้าสู่เฉพาะหน้ามโนทวารวิถี เหมือนกับเห็นด้วยตาแล้วเวลานั้นอารมณ์กรรมฐานนั้น ชื่อว่าอุคคหนิมิต และภาวนาจิตที่มีอุคคหนิมิตเป็นอารมณ์ ก็ย่อมสงบ
ค. ต่อจากเวลาที่ได้อุคคหนิมิตของพระโยคีบุคคลผู้มีจิตอันสงบดังอาการที่กล่าวมาแล้วนั้น เมือ่พยายามเจริญ คือ เพ่งอุคคหนิมิตโดยบริกรรมสมาธิอยู่เรื่อยๆเวลาใดอารมณ์ที่เหมือนกับอุคคหนิมิต และพ้นจากปรมัตถธรรม ซี่งเรียกว่าบัญญัติที่สำเร็จมาจากภาวนาย่อมตั้งมั่นอยู่ในจิต คล้ายกับเอาเข้าไปปักแน่นอยู่ในจิต เวลานั้นย่อมกล่าวได้ว่า ปฏิภาคนิมิตเกิดขึ้นสมบูรณ์แล้ว ฯ
ง.   ตั้งแต่ปฏิภาคนิมิตเกิดขึ้นเป็นต้นไป ได้ชื่อว่าอุปจารภาวนา คือ กามาวจรสมาธิ ซึ่งสามารถ   ประหาณนิวรณ์ทั้ง ๕ ซึ่งเป็นศัตรูของสมาธิ เกิดขึ้นแล้ว
จ. ต่อจากเวลาที่อุปจารภาวนาเกิดขึ้นแล้ว เมื่อพระโยคีเพ่งปฏิภาคนิมิตนั้นโโยอุปจารสมาธิให้เป็นไปโดยสมบูรณ์ กล่าวคือ พยายามรักษาปฏิภาคนิมิตนั้นไม่ให้หายไปแล้ว รูปาวจรปฐมฌานก็ย่อมเกิดขึ้น ฯ
   แสดงการเกิดขึ้นของฌานเบื้องต้น มีทุติยฌานเป็นต้น         
ตโต ปรํ ตเมว ปฐมชฺฌานํ สมาปชฺชนํ อธิฏฐานํ วุฏฐานํ ปจฺจเวกฺขณญฺ เจติ อิมาหิ วสิตาหิ วสีตาหิ วสีภูตํ กตฺวา
วิตกฺกาทิกโมฬาริกงฺคปฺ ปหานาย วิจาราทิ สุขุมงฺคุปฺปตฺติยา ปทหนฺโต ยถากฺกมํ ทุติยชฺฌานาทโย ยถารหมปฺเปติ ฯ
ต่อจากที่ปฐมฌานเกิดขึ้นแล้ว ฌานลาภีบุคคลกระทำให้ปฐมฌานนั้นเข้าถึงความชำนาญ โดยวสีทั้ง ๕ คือ
๑.อาวัชชนวสี ชำนาญในการพิจารณาองค์ฌาน โดยวิถีจิตติดต่อกันไม่มีภวังค์คั่นมาก
๒.สมาปัชชนวสี ชำนาญในการเข้าฌานได้โดยรวดเร็ว
๓.อธิฏฐานวสี ชำนาญในการกำหนดเวลาเข้าตามที่ต้องการ น้อยหรือมากก็ตาม(เช่นกำหนด ๕ นาที กำหนดเข้า ๑ ชั่วโมง ก็เข้า ๑ ชั่วโมง ตรงเวลาเป็นต้น)
๔.วุฏฐานวสี ชำนาญในการกำหนดเวลาออกตามที่ต้องการ น้อยหรือมากก็ตาม(ตรงเวลา)
๕.ปัจจเวกขณวสี ชำนาญในการพิจารณาองค์ฌาน โดยปัจจเวกขณชวนะที่เกิดขึ้นติดต่อกัน ไม่มีภวังค์คั่นมาก แล้วก็เพ่งปฏิภาคนิมิต เพื่อละองค์ฌานที่มีสภาพหยาบมีวิตกเป็นต้น และเพื่อให้องค์ฌานที่มีสภาพสุขุม มีวิจารเป็นต้น เกิดขึ้นดังนี้แล้วทุติยฌานเป็นต้นย่อมเกิดขึ้นตามสมควร   โดยลำดับ
สมถกรรมฐานมี ๒ ประการ
๑.ปริตตสมถะ การเจริญสมถกรรมฐานของบุคคลที่ยังไม่เข้าอัปปนาภาวนานั้น ชื่อว่า ปริตตสมถะ เพราะในขณะนั้นมีแต่มหากุศล หรือมหากิริยาชวนะเท่านั้นที่เกิดขึ้น องค์ฌานที่ประกอบอยู่นั้นก็ยังมีกำลังอ่อนอยู่
๒.มหัคคตสมถะ การเจริญสมถกรรมฐานของบุคคลที่เข้าถึงอัปปนาภาวนา คือ มหัคคตฌาน ชื่อว่า มหัคคตสมถะ เพราะในขณะนั้นมหัคคตกุศลหรือกิริยาชวนะเท่านั้นที่เกิดขึ้น และองค์ฌานที่ประกอบอยู่นั้นมีกำลังมาก สามารถเข้าไปเพ็งในสมถอารมณ์อย่างแน่วแน่ ส่วนองค์ฌานที่ประกอบกับมหัคคตกุศลนั้นเล่าก็มีกำลังมาก สามารถประหานนิวรณ์ธรรม โโยวิกขัมภนอีกด้วย
      กมฺมฏฐาน คำว่า กมฺมฏฐาน แปลว่า เป็นที่ตั้งแห่งการเจริญสมถะและวิปัสสนา
   เมื่อแยกบทออกแล้วก็คงพึงได้ ๒ บท คือ กมฺม+ ฐาน
   กมฺม แปลว่า การกระทำ
   ฐาน  แปลว่า เป็นที่ตั้ง
ดังมีวจนัตถะว่า กิริยา = กมฺมํ การกระทำชื่อว่า กรรม
ติฏฺฐติ เอตฺถาติ – ฐานํ การเจริญสมถวิปัสสนา ย่อมตั้งอยู่ในอารมณ์มี กสิณ เป็นต้น และรูปนาม ฉะนั้น อารมณ์อันมีกสิณ เป็นต้น และรูปนามจึงชื่อว่า ฐานะ
      กรรมฐานมี ๒ อย่าง คือ อารมณ์กรรมฐานอย่างหนึ่ง อารัมมณิกภาวนากรรมฐานอย่างหนึ่ง ใน ๒ อย่างนี้ อารมณ์กรรมฐาน ได้แก่อารมณ์ของ สมถะ มี ปถวีกสิณ เป็นต้น และอารมณ์ของวิปัสสนามี เตภูมกสังขารธรรม คือ รูปนามที่เกิดอยู่ในภูมิทั้ง ๓ ดังมีวัจนัตถะแสดงว่า กมฺมสฺส ฐานํ = กมฺมฏฐานํ อารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งการเจริญสมถะ วิปัสสนา ชื่อว่า  กมฺมฏฐาน
      อารัมมณิกภาวนากรรมฐาน ได้แก่การพยายามเจริญสมถะและวิปัสสนาที่เกิดขึ้นก่อนๆ ดังมีวจนัตถะแสดงว่า กมฺมสฺส ฐานํ = กมฺมฏฐานํ ความพยายามที่เกิดขึ้นก่อนๆ อันเป็นที่ตั้งของความพยายามที่เกิดขึ้นหลังๆชื่อว่า  กมฺมฏฐาน สำหรับ วจนัตถะในข้อนี้นั้น หมายความว่า ความพยายามที่เกิดขึ้นในครั้งหลังๆนี้ มีความพยายามที่เกิดขึ้นแล้วในขณะก่อนๆเป็นระยะสืบต่อกันมานั้นเองเป็นที่ตั้ง ฉะนั้น ความพยายามที่เกิดขึ้นก่อนๆนั้น จึงชื่อว่า อารัมมณิกภาวนากรรมฐาน
       เมื่อสรุปแล้ว อารมณ์ของสมถะและวิปัสสนา มี กสิณ เป็นต้น ก็ชื่อ กรรมฐาน ความพยายามที่เกิดขึ้นก่อนๆติดต่อกันมาเป็นลำดับก็ชื่อว่า กรรมฐาน ทั้งสองประการนี้ต่างกันก็แต่เพียงอย่างหนึ่งเป็นอารัมมณธรรม อุปมาเหมือนตัวลคร ส่วนอีกอย่างหนึ่งเป็นอารัมมณิกธรรม อุปมาเหมือนกับผู้ดูลคร
         การเจริญภาวนาทั้งสองนี้แหล่ะเป็นเหตุแห่งการได้บรรลุฌาน มรรค ผล นิพพาน ที่เป็นธรรมพิเศษ ฉะนั้น จึงชื่อว่า กรรมฐาน
         ตามวจนัตถะทั้งสองนัยนี้ หมายความว่า การเจริญสมถะและวิปัสสนา ทั้งสองอย่างนี้ชื่อว่า กรรมฐาน เพราะเป็นเหตุให้ผู้เจริญได้บรรลุ ฌาน มรรค ผล นิพพาน



จริตา
        คำว่า จริตา นั้นได้แก่ บุคคลที่มีกุศลธรรมหรือ อกุศลธรรมเกิดขึ้นบ่อยๆ สำหรับในที่นี้เป็นกี่แสดงถึงประเภททั้ง ๖ ของจริต ฉะนั้น ควรจะแสดงเป็นคำว่า “ ราคะจริยา โทสะจริยา” เป็นต้น จึงจะถูก เพื่อจะได้ตรงกันกับวิสุทธิมรรคอรรถกถา จริยา หมายความว่า เกิดเสมอๆ ดังแสดงวจนัตถะว่า
จรณํ ปวตฺตนํ = จริยา ความเกิดขึ้นเสมอๆ ชื่อว่า จริยา
ราคสฺสจริยา = ความเกิดขึ้นเสมอๆแห่งราคะ ชื่อว่า ราคะจริยา
ราคจริยา เอตสฺส อตฺถีติ = ราคจริโต ความเกิดขึ้นเสมอๆแห่งราคะมีอยู่แก่บุคคลนั้น ฉะนั้น บุคคลนั้นจึงชื่อว่าราคะจริต
การแสดงวจนัตถะของจริตอื่นๆก็คงเป็นไปในทำนองเดียวกันนี้ สำหรับจริตทั้ง ๖ อย่างนี้ เป็นการแสดงรวบรวมโดยสังเขป แต่เมื่อจะแสดงโดยพิศดารแล้วก็มีจำนวนถึง ๖๓ จริตโดยพิศดารมีจำนวน ๖๓ นั้น มีดังนี้ คือ สุทธจริต มี ๑๔ มิสสกจริต มี ๔๙
     สุทธจริต ๑๔ คือ ราคะจริต โทสจริต โมหะจริต ราคะโทสะจริต ราคะโมหะจริต โทสะโมหะจริต ราคะโทสะโมหะจริต ศรัทธาจริต พุทธิจริต วิตกจริต ศรัทธาพุทธิจริต ศรัทธาวิตกจริต พุทธิวิตกจริต ศรัทธาพุทธิจริตวิตกจริต
มิสสกจจริต ๔๙ คือ ในเอกมูล ๒๑ ในทวิมูล ๒๑ ในติมูล ๗ ในเอกมูลมีจริต ๒๑ คือ
       ราคะมูล ๑.ราคะศรัทธาจริต ๒.ราคะพุทธิจริต ๓.ราคะวิตกจริต ๔.ราคะศรัทธาพุทธิจริต ๕.ราคะศรัทธาวิตกจริต ๖.ราคะพุทธิวิตกจริต ๗.ราคะศรัทธาพุทธิวิตกจริต
      โทสะมูล ๑.โทสะศรัทธาจริต ๒.โทสะพุทธิจริต ๓.โทสะวิตกจริต ๔.โทสะศรัทธาพุทธิจริต
๕.โมสะศรัทธาวิตกจริต ๖.โทสะพุทธิวิตกจริต ๗.โทสะศรัทธาพุทธิวิตกจริต
      โมหะมูล ๑.โมหะศรัทธาจริต ๒.โมหะพุทธิจริต ๓.โมหะวิตกจริต ๔.โมหะศรัทธาพุทธิจริต ๕.โมหะศรัทธาวิตกจริต ๖.โมหะพุทธิวิตกจริต ๗.โมหะศรัทธาพุทธิวิตกจริต
ในทวิมูลมีจริต ๒๑ คือ
         ราคะโทสะมูล ๑.ราคะโทสะศรัทธาจริต ๒.ราคะโทสะพุทธิจริต ๓.ราคะโทสะวิตกจริต ๔.ราคะโทสะศรัทธาพุทธิจริต ๕.ราคะโทสะศรัทธาวิตกจริต ๖.ราคะโทสะพุทธิวิตกจริต ๗.ราคะโทสะศรัทธาพุทธิวิตกจริต
        ราคะโมหะมูล ๑.ราคะโมหะศรัทธาจริต ๒.ราคะโมหะพุทธิจริต ๓.ราคะโมหะวิตกจริต ๔.ราคะโมหะศรัทธาพุทธิจริต ๕.ราคะโมหะศรัทธาวิตกจริต ๖.ราคะโมหะพุทธิวิตกจริต ๗.ราคะโมหะศรัทธาพุทธิวิตกจริต
         โทสะโมหะมูล ๑.โทสะโมหะศรัทธาจริต ๒.โทสะโมหะพุทธิจริต ๓.โทสะโมหะวิตกจริต ๔.โทสะโมหะศรัทธาพุทธิจริต ๕.โทสะโมหะศรัทธาวิตกจริต ๖.โทสะโมหะพุทธิวิตกจริต ๗.โทสะโมหะศรัทธาพุทธิวิตกจริต
ในติมูลมีจริต ๗ คือ
         ราคะโทสะโมหะมูล ๑.ราคะโทสะโมหะศรัทธาจริต ๒.ราคะโทสะโมหะพุทธิจริต ๓.ราคะโทสะโมหะวิตกจริต ๔.ราคะโทสะโมหะศรัทธาพุทธิจริต ๕.ราคะโทสะโมหะศรัทธาวิตกจริต ๖.ราคะโทสะโมหะพุทธิวิตกจริต ๗.ราคะโทสะโมหะศรัทธาพุทธิวิตกจริต
         ดังมีบาลีแสดงว่า
ราคาทิเก ติเก สตฺต สตฺต สทฺธาทิเก ติเก เอกทฺวิติก มูลมฺหิ มิสฺสโต สตฺต สตฺตกํ ฯ
ในจริตทั้ง ๓ มีราคะจริตเป็นต้น มีจำนวน ๗ ในจริตทั้ง ๓ มีศรัทธาจริตเป็นต้น มีจำนวน ๗ ในเอกมูล ทวิมูล ติมูล นั้น มีจำนวนจริต ๔๙ ประเภทที่ปะปนกัน
        การแสดงจริตพิศดารดังที่ได้กล่าวมาแล้วนี้ เป็นการชี้ให้เห็นว่าในคนหนึ่งๆนั้นย่อมมีจริตหลายอย่างปะปนกันได้ คือ ๒-๓-๔ บ้าง แต่ให้กรรมฐานนี้ จะให้ หลายอย่างไปตามจำนวนจริตที่มีอยู่นั้นย่อมให้ไม่ได้ เพียงแต่เลือกให้กรรมฐานอย่างใดอย่างหนึ่งที่เหมาะกับจริตอันหนึ่งที่ได้ปรากฏชัดมากที่สุดกว่าบรรดาจริตอื่นๆที่มีอยู่เท่านั้น
         สำหรับในพระพุทธศาสนานั้นมีหลักที่จะพึงยึดถือเอาไว้เป็นเครื่องสังเกตรู้ได้ในจริตต่างๆ ๕ ประการดังต่อไปนี้
อิริยาปถโต กิจฺจา      โภชนา ทสฺสนาทิโต๒
ธมฺมปปวตฺติโต เจว   จริยาโย วิภาวเยติ ฯ
   บัณฑิตพึงทราบจริตต่างๆโดยอาศัยอิริยาบถ คือ การเดิน ยืน นั่ง นอน ประการหนึ่ง โดยอาศัยกิจ คือการงานที่กระทำประการหนึ่ง โดยอาศัยโภชนะ คือ อาหารประการหนึ่ง โดยอาศัยทัศนะเป็นต้น คือ การดู การฟัง การดม การกิน การลูบไล้ แต่งตัวประการหนึ่ง โดยอาศัยความเป็นไปแห่งธรรมต่างๆ คือความประพฤติดีหรือเลวประการหนึ่ง รวมเป็น ๕ ประการ ดังนี้
     ๑. ว่าโดยอิริยาบถ ผู้ที่มีราคะจริตเมื่อจะเดินไปนั้นย่อมจะเดินไปตามปกติธรรมดา มีกิริยาท่าทางอันชดช้อย ค่อยๆวางเท้าลงและยกเท้าขึ้น เมื่อจะวางลงนั้นก็วางอย่างสม่ำเสมอ เมื่อจะยกขึ้นนั้นก็ยกขึ้นอย่างสม่ำเสมอ มีรอยเท้ากระโหย่ง เมื่อยืนหรือนั่งก็น่าดู มีอาการอันลมุนละม่อม เวลานอนก็ไม่รีบร้อน การจัดที่นอนก็เรียบร้อยสม่ำเสมอ แล้วจึงค่อยๆเอนตัวลงนอน มีการวางอวัยวะส่วนต่างๆน้อยใหญ่ให้เรียบร้อยนอนอยู่ในอาการอันน่าดู เมื่อถูกปลุกให้ลุกก็ค่อยๆลุก ให้คำตอบเหมือนกับไม่ใคร่จะเต็มใจ
     ๒.ว่าโดยกิจ ผู้ที่มีราคะจริตเมื่อจะทำการงานอันใด ย่อมกระทำไปอย่างเรียบร้อย เช่นการปัดกวาดเป็นต้น สะอาดเตียน หมดจดดี ไม่ให้มีฝุ่นลอองปลิวฟุ้งตลบขึ้นมา มือที่ถือไม้กวาดนั้นก็ถือไว้เป็นอย่างดี ค่อยๆกวาดไปๆอย่างแช่มช้าไม่รีบร้อน
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
   ๒ วิสุทธิมรรคอรรถกถา 
๓.ว่าโดยโภชนะ ผู้มีราคะจริตชอบอาหารอันลมุนลมัย มีรสอร่อยสนิทหวานมัน เมื่อบริโภคก็ทำคำข้าวให้กลมกล่อมพอเหมาะพอควร ไม่เล็กเกินไปหรือโตเกินไปชอบลิ้มรสแปลกๆรับประทานไปโดยไม่รีบร้อน ได้อาหารดีที่ถูกปากอย่างเดียวเท่านั้นก็มีความพอใจมาก
๔.ว่าโดยทัศนะ ผู้มีราคะจริตเมื่อได้แลเห็นรูปสวยงามที่เป็นการปลาบปลื้มใจเสียงไพเราะ กลิ่นหอม รสดี เครื่องสัมผัสละเอียดอ่อนที่เป็นไปอย่างธรรมดา แม้เพียงนิดๆหน่อยๆก็เพ่งมองดู ตั้งใจฟังอย่างสนใจ เหมือนกับเกิดพิศวงงงงวยอย่างจริงๆจังๆคล้ายๆกับว่าไม่เคยพบเคยเห็นสิ่งเหล่านี้ แม้จะมีข้อบกพร่องอยู่บ้างก็ไม่มีการถือสา ไม่หยิบยกขึ้นมาว่าเป็นผิดหรือถูกแต่อย่างใด คงติดใจในคูณภาพแม้เพียงนิดเดียวที่มีอยู่ในสิ่งเหล่านี้ เมื่อสิ่งเหล่านี้ผ่านเลยไปแล้วก็ยังไม่ยอมลดละ ยังตามดูตามฟัง อย่างที่เรียกว่าชะเง้อมอง เมื่อจะจากไปก็จากไปอย่างมีอาลัย บางทีถึงกับหันหลังมองอย่างเสียดาย
๕.ว่าโดยธรรมปวัตติ ผู้มีราคะจริตย่อมมีจิตใจต่ำเป็นไปดังนี้ คือ
     ๑.มายา เป็นผู้เจ้าเล่ห์ ๒. สาเฐยฺย  เป็นผู้โอ้อวด ๓.มานะ เป็นผู้ถือตัว ๔. ปาปิจฺฉตา เป็นผู้มีความประสงค์ที่เป็นไปในทางทุจริต ๕.  มหิจฺฉตา เป็นผู้ต้องการให้ผู้อื่นยกกย่องชมเชยสรรเสริญในคุณความดีของตนจนเกินประมาณ๖.อสนฺตุฏฺฐิตา เป็นผู้ไม่มีความพอในเครื่องอุปโภค บริโภค ๗.  สิงฺคะ เป็นผู้แง่งอน ๘.   จาปลฺย เป็นผู้ประดิษฐ์ประดอยเครื่องนุ่งห่มพิถีพิถันกับความสวยงามและตกแต่งกายด้วยเครื่องประดับต่างๆ
ผู้มีศรัทธจริตมีข้อที่จะพึงสังเกตได้ดังต่อไปนี้
๑.ว่าโดยอิริยาบถ ๒.ว่าโดยกิจ ๓.ว่าโดยโภชนะ ๔.ว่าโดยทัศนะ คือ การดู การฟัง เป็นต้น เหล่านี้ ย่อมเหมือนกันกับผู้ที่มีราคะจริตทั้งสิ้น ต่างกันก็แต่เพียงธรรมปวัตติเท่านั้น
    คือ ผู้ที่มีศรัทธาจริตย่อมเป็นผู้ไม่มีมายาสาไถย เป็นต้นแต่ประการใด คงมีจิตใจสูงที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับผู้มีราคะจริตเป็นไปดังนี้ คือ
๑. มุตฺตจาคตา เป็นผูยอมเสียสละกังวลห่วงใยในสิ่งทั้งปวง ๒.อริยานํทสฺสนกามตา มีความต้องการพบเห็นพระอริยเจ้า ๓. สทฺธมฺมโสตุกามตา  ต้องการฟังพระสัทธรรม ๔.ปาโมชฺชพหุลตา มีความปรีดาปราโมทย์อย่างสูงในเมื่อได้พบเห็นพระอริยเจ้าและได้ฟังพระสัทธรรมแล้ว ๕.อสฐตา เป็นผู้ไม่โอ้อวด ๖. อมายาวิตา  เป็นผู้ไม่มีมารยา ๗. ปสาโท เป็นผู้เลื่อมใสในพระรันตนตรัย บิดา มารดา ครู อาจารย์ เป็นอย่างดี
ผู้มีโทสะจริตมีข้อที่จะพึงสังเกตได้ดังต่อไปนี้
๑.ว่าโดยอิริยาบถ ผู้มีโทสะจริต เมื่อเดินไปนั้นยิ่อมประดุจจิกปลายเท้า การวางเท้าลงและยกเท้าขึ้นอย่างเร็วไม่เรียบร้อยกะผลีกะผลาม มีรอยเท้าจิกปลาย เวลายืนหรือนั่งอยู่นั้นก็มีกิริยาท่าทางอันกระด้าง เวลานอนก็รีบร้อนมาก การจัดที่นอนก็จัดตามแต่จะได้ แล้วทอดกายลงนอนอย่าวงเกะกะไม่เรียบร้อย เมื่อถูกปลุกให้ลุกก็ลุกขึ้นอย่างผลุนผลัน มีหน้าตาบูดบึ้ง ให้คำตอบอย่างเดือดๆ คล้ายกันกับว่า คนโกรธกัน
๒.ว่าโดยกิจ ผู้มีโทสะจริต ทำการงานสะอาดแต่ไม่เรียบร้อย เช่นการปัดกวาด เป็นต้นมีเสียงดังฉาดๆ โครมคราม มือกำไม้กวาดไว้แน่นอย่างขึงขังกวาดไปอย่างรีบร้อน สะอาดเป็นหย่อมๆ ทำให้ฝุ่นลอองปลิวฟุ้งตลบขึ้นมาทั้งสองข้าง
๓.ว่าโดยโภชนะ ผู้มีโทสะจริตชอบอาหารหยาบๆ รสเปรี้ยว เค็ม ขม ฝาด จัด เมื่อบริโภคก็ทำคำโตจนคับปาก ไม่ใช่เป็นนักลิ้มรส รับประทานเร็วได้อาหารที่ไม่ถูกใจแม้เพียงอย่างเดียวก็พาลโกรธขึ้นมาได้
๔.ว่าโดยทัศนะ ผู้มีโทสะจริต เมื่อได้แลเห็นรูปที่ไม่ค่อยสวยไม่ค่อยงาม ไม่เป็นการปลาบปลื้มใจ เสียงไม่ค่อยไพเราะ กลิ่นไม่ค่อยหอม รสไม่ค่อยดี เครื่องสัมผัสหยาบ ที่เป็นไปอย่างธรรมดา แม้เพียงนิดๆหน่อยๆ ก็หงุดหงิดใจ ไม่อยากดู ดูได้ไม่นาน ถ้ามีข้อบกพร่องประกอบอยู่บ้างเพียงนิดหน่อยในสิ่งเหล่านี้ ก็ขัดใจ แม้ว่าความดีจะมีอยู่อย่างชัดแจ้งก็ตามที แต่ไม่มีความสนใจในคูณความดีนี้แต่อย่างใดๆเมื่อสิ่งเหล่านี้ผ่านเลยไปก็ไม่รู้สึกเสียดาย เมื่อจะจากหรือหลีกไป ก็ใคร่จะพ้นออกไปอย่างเดียว ไม่มีการแลเหลียวคิดพะวงหลงอาลัยติดใจถึงเลย
๕.ว่าโดยธรรมปวัตติ ผู้มีโทสะจริต ย่อมมีจิตใจต่ำเป็นไปดังนี้คือ
    ๑.โกธ เป็นผู้มักโกรธ ๒. อุปนาห เป็นผู้ผูกโกรธ ๓.  มกฺข  เป็นผู้ลบหลู่บุญคุณ ๔.ปลาส เป็นผู้ดีเสมอ ๕.อิสฺสา เป็นผู้มีความอิจฉาริษยาในคุณสมบัติของผู้อื่นที่ดีกว่าตน หรือเสมอตน ๖.มจฺฉริย เป็นผู้ตระหนี่
ผู้มีพุทธิจริตมีข้อที่จะพึงสังเกตได้ดังต่อไปนี้
๑.ว่าโดยอิริยาบถ ๒.ว่าโดยกิจ ๓.ว่าโดยโภชนะ ๔.ว่าโดยทัศนะ คือการดู การฟัง เป็นต้น เหล่านี้ย่อมเหมือนกันกับผู้มีโทสะจริตทั้งสิ้น ต่างกันก็แต่เพียงธรรมปวัตติเท่านั้น
     คือผู้มีพุทธิจริตนั้น โกธะ อุปนาหะ มักขะ เป็นต้นเหล่านี้ไม่ค่อยจะปรากฏเกิดขึ้นแต่ประการใด คงมีจิตใจสูงที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับผู้ที่มีโทสะจริต เป็นไปดังนี้ คือ
๑. โสวจสฺสตาเป็นผู้ว่าง่ายในการสั่งสอนที่มีประโยชน์ ถึงแม้ผู้นั้นจะมิใช่บิดารมารดา ครู อาจารย์ ญาติสนิทมิตรสหายก็ตาม ถ้าคำตักเตือนแนะนำสั่งสอนใดๆ ประกอบไปด้วยประโยชน์แล้วก็ยอมรับฟังทั้งสิ้น ๒. กลฺยาณมิตฺตตา เป็นผู้เลือกคบแต่คนดีเป็นเพื่อน โดยไม่มีการถือชั้นวรรณะ ๓.โภชเนมตฺตญฺญุตา เป็นผู้รู้จักประมาณในการรับอาหารที่เขาให้ และในการบริโภค ๔. สติสมฺปชญฺญํ เป็นผู้มีสติสัมปชัญยะ ๕.ชาคริยานุโยโค เป็นผู้หมั่นประกอบความเพียร มีจิตใจตื่นอยู่เป็นนิจในกิจที่ดี ๖.สํเวโค เป็นผู้มีความเบื่อหน่ายและเห็นโทษในการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ๗.โยนิโสปธานํ เป็นผู้มีความเพียรโดยเหมาะสมควร คือ มั่นประกอบใน ทาน ศีล ภาวนา เพื่อให้ได้คติที่ดีในภพข้างหน้าต่อๆไป จนถึงที่สุดแห่งทุกข์ทั้งปวง
ผู้มีโมหะจริตมีข้อที่จะพึงสังเกตได้ดังต่อไปนี้
๑.ว่าโดยอิริยาบถ ผู้มีโมหะจริต เมื่อเดินไปนั้นย่อมเดินไปโดยเปะปะ เมื่อวางเท้าลงและยกขึ้นดุจดังคนขย่มตัวมีรอยเท้าและส้น เวลายืน หรือ นั่ง ก็มีอาการบ่งเซ่อ เหม่อๆ ลอยๆเมื่อนอนก็ไม่น่าดู คือนอนขว้างมือและเท้าเหวี่ยงเกะกะไปโดยไม่รู้ตัว การจัดปูที่นอนก็ไม่เรียบร้อย ส่วนมากชอบนอนคว่ำหน้า เมื่อถูกปลุกให้ลุกกฌลุกช้า มีการงัวเงีย หาวเรอ ทำอาการกระบิดกระบวนไปมาน่าลำคาญ
๒.ว่าโดยกิจ ผู้มีโมหะจริต  เมื่อจะทำการงานอันใดมักกระทำไปโดยหยาบๆไม่ถี่ถ้วน คั่งค้าง เอาดีไม่ได้ เช่นการปัดกวาดเป็นต้น มือที่จับไม้กวาดก็จับอย่างหลวมๆ ทำการกวาดไปตามแต่จะได้ ไม่สะอาด ทั้งไม่เรียบร้อย ทำให้มูลฝอยกระจุย กระจายเกลื่อนขึ้นมาในขณะที่กำลังกวาดอยู่
๓.ว่าโดยโภชนะ ผู้มีโมหะจริต เป็นผู้ชอบในรสอาหารไม่แน่นอน เมื่อบริโภคก็ทำคำเล็กๆไม่กลมกล่อม เมล็ดข้าวตกเรี่ยราด เกลื่อนกลาดกระจายไปปากเลอะ จิตใจฟุ้งซ่านไปบริโภคไปอย่างคนใจลอย
๔.ว่าโดยทัศนะ ผู้มีโมหะจริตเมื่อได้เห็นรูปอย่างใดอย่างหนึ่งนั้นว่าโโยเนื้อแท้ของตนเองแล้วก็เป็นคนเฉยๆ เพราะความซึมที่ไม่รู้นั่นเอง ต่อเมื่อมีผู้หนุนข้างขึ้นมาจึงมีการคล้อยตามเขาไป คือคนอื่นเขาติก็พลอยติกับเขาด้วย ถ้าเขาชมก็พรอยชมกับเขาด้วย การได้ยิน การรู้กลิ่นเป็นต้น ก็เป็นไปในทำนองเดียวกันนี้
๕.ว่าโดยธรรมปวัตติ ผู้มีโมหะจริต ย่อมมีจิตใจโง่เขลางมงาย เป็นไปดังนี้คือ
      ๑. ถีนมิทฺธ เป็นผู้มีจิตใจง่วงเหงา หดหู่ ท้อถอย ไม่เข้มแข็ง
      ๒. กุกฺกุจฺจ   เป็นผู้มีลำคาญ
     ๓. วิจิกิจฺฉา เป็นผู้มีความลังเลสงสัยสนเท่ห์
     ๔. อาทานคาหิตา  เป็นผู้มีการยึดมั่นถือมั่น โดยปราศจากเหตุผล
     ๕.ทุปฺปฏินิสฺสคฺคิตา เป็นผู้อบรมสั่งสอนปลดเปลื้องความเห็นผิดๆนั้นได้ยาก
ผู้มีวิตกจริตมีข้อที่จะพึงสังเกตได้ดังต่อไปนี้
  ๑.ว่าโดยอิริยาบถ ๒.ว่าโดยกิจ ๓.ว่าโดยโภชนะ ๔.ว่าโดยทัศนะ คือการดู การฟัง เป็นต้น เหล่านี้ย่อมเหมือนกันกับผู้มีโมหะจริตทั้งสิ้น ต่างกันก็แต่เพียงธรรมปวัตติเท่านั้น
คือผู้มีวิตกจริตย่อมมีจิตใจเป็นไปดังนี้ คือ
๑. ภสฺสพหุลตา เป็นคนพูดพร่ำ
๒. คณารามตา เป็นคนชอบคลุกคลีกับหมู่คณะ
๓.กุสลานุโยเค อรติ  เป็นผู้ไม่มีความยินดีในการทำบุญ บริจาคทานรักษา ศีล เจริญภาวนา
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
๓ ปรมัตถทีปนีมหาฎีกา

๔.อนวฏฺฐิตกิจฺจตา เป็นคนชอบพลุกพล่านไปทางโน้นทางนี้ เปลี่ยนงานเรื่อยไปไม่มีที่สิ้นสุ
๕. รตฺติธุมายนา  กลางคืนชอบคิดวางโครงการณ์แบบสร้างวิมานในอากาศที่จะทำในวันรุ่งขึ้น
๖.ทิวาปชฺชลนา  พอถึงกลางวันเข้าก็ลงมือทำงานตามโครงการที่ตนได้คิดไว้ไม่รู้ว่าผิดหรือถูกแต่ประการใด
๗. หุราหุรํธาวนา เป็นคนเจ้าความคิดไปในเรื่องร้อยแปด
         อนึ่งผู้ที่เป็นพหูสูตรที่มีความรู้ดีเฉลียวฉลาดมาก แม้ว่าจะเป็นผู้ที่มีจริตไม่ดีมาก็ตามที แต่สามารถอาจข่มจริตเหล่านั้นไว้มิให้ปรากฏออกมาด้วยอำนาจด้วยสติสัมปชัญญะก้ได้ ดังนั้นยกเว้นปรจิตวิชานนอภิญญาลาภีเสียแล้ว ผู้อื่นนอกนี้ที่จะล่วงรู้ถึงจริตของแต่ละบุคคลโดยแน่นอนถูกต้องหามีไม่
        คำว่า กสิณ  แปลว่า ทั้งหมด หมายความว่าผู้ที่เพ่งกสิณนั้นจะต้องเพ่งองค์กสิณให้ทั่วไปพร้อมกัน ดังที่ท่านอาจารย์เลดีมหาเถระ แสดงไว้ในปรมัตถทีปนีมหาฎีกา ว่า อเสสผริตพฺพฏเฐน กสิณํ๓  ชื่อว่า กสิณ เพราะอรรถกถาว่าเป็นสิ่งที่พึงแผ่ทั่วไปโดยไม่มี เหลือ
       ดังนั้น ปถวีนั้นก็ได้แก่ดินที่มีปริมณฑลกลมโโยจัดทำขึ้นบ้าง หรือเป็นดินที่มีปริมณฑลกลมอยู่แล้วโดยมิได้จัดทำขึ้นแต่อย่างใด ที่เป็นชนิดเล็กหรือใหญ่ซึ่งพระโยคีบุคคลควรเพ่งโโยทั่วไปพร้อมๆกันนั่นเอง ดังมีวจนัตถะแสดงว่า ปถวี เยว กสิณนฺติ= ปถวีกสิณํ ดินที่มีสัณฐานกลมนั้นแหล่ะเป็นดินที่พระโยคีบุคคลต้องเพ่งโดยทั่วไปพร้อมๆกัน ด้วยภาวนาจิต ฉะนั้นจึงชื่อว่าปถวีกสิณ
      การที่กล่าวว่าดินมีปริมณฑลกลมอยู่แล้ว โดยมิได้จัดทำขึ้นแต่ใช้องค์กสิณได้ นี้มุ่งหมาย๔ เอาเฉพาะแต่ผู้ที่ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย คือมีบุญบารมีเกี่ยวกับการเคยได้รูปาวจรฌานมาแล้วจากภพก่อนใกล้ๆกันกับภพนี้ โดยการเพ่งปถวีกสิณเท่านั้น เพราะผู้ที่เคยได้รูปาวจรฌานมาแล้วจากภพก่อนใกล้ๆกันกับภพนี้ โดยการเพ่งปถวีกสิณนั้น ครั้นมาในภพนี้เมื่อได้แลเห็นดินที่มีปริมณฑลกลมหรือลานข้าวเข้าแล้วก็เพ่งดูโดยบริกรรมว่า ปถวีๆๆเพียงเท่านี้ภาพปถวีกสิณนั้นก็ปรากฏติดอยู่กับใจได้ ที่เรียกว่าเป็นอุคคหนิมิต เมื่อได้อุคคหนิมิตแล้วก็ไม่จำเป็นแต่อย่างใดที่จะต้องมาเพ่งดินหรือลานข้าวนั้นอีก คงเพ่งแต่อุคคหนิมิตที่ตนได้มาแล้วนั้นอยู่กับบ้านหรือกุฏีต่อไปจนกว่าจะได้ปฏิภาคนิมิตและได้รูปฌาน





๔พระสัทธัมมโชติกะ ธัมมาจริยะ ,พระมหาถวัลย์ ญานจารี (รวบรวม) ป.ธ. ๙ อภิธรรมบัณฑิต ,ปรมัตถโชติกะ,สมถกรรมฐานทีปนี ปริจเฉทที่ ๙

ข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้ปฏิบัติ
            พุทธศาสนิกชน ที่เป็นคฤหัสถ์ชาย หญิง และบรรพชิตทั้งหลายที่ได้เกิดมาเป็น มนุษยืพบพระพุทธศาสนานี้ เมื่อมีความเลื่อมใสในคุณของพระรัตนตรัยเชื่อบุญ เชื่อบาป ผลของบุญบาป โลกนี้ โลกหน้า นรก สวรรค์ เหล่านี้เป็นต้นแล้ว สมควรที่จะแสวงอมตธรรม ธรรมที่ไม่ตาย
               การแสวงธรรมหาอมตธรรมนี้มีอยู่ ๒ ประการ
๑. ทางตรง  ได้แก่ การเจริญวิปัสสนาตามแนวสติปัฏฐานทั้ง ๔
๒.ทางอ้อม ได้แก่ การเจริญสมถภาวนาก่อน ต่อเมื่อวิปัสสนาภาวนาก่อน ต่อเมื่อได้สำเร็จเป็นฌานลาภีแล้วจึงจะเจริญวิปัสสนาต่อไป
    ในการทั้ง ๒ นี้ การเจริญสมถภาวนาก็ดี การเจริญวิปัสสนาภาวนาก็ดี กิจเบื้องต้นก่อนที่จะลงมือเจริญนั้นมีอยู่ ๗ ประการ คือ
๑.ตั้งตนอยู่ในศีล
๒.ตัดมหาปลิโพธ เครื่องกังวลใหญ่ ๑๐ ประการ
๓.แสวงหากัลยาณมิตรที่มีความรู้ในการให้กรรมฐาน
๔.ทำการศึกษาอบรมในกรรมฐานที่เหมาะสมกับจริตของตนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปริยัติที่เนยยบุคคลทั้งหลาย จะเว้นเสียมิได้
๕.เว้นจากสถานที่ๆเป็นโทษแก่การปฏิบัติ
๖.อยู่ในสถานที่ๆสะดวกสบายแก่การปฏิบัติ
๗.ตัดขุททกปลิโพธเครื่องกังวลเล็กๆน้อยๆแล้วก็ลงมือปฏิบัติ
ขยายความในบุพพกิจทั้ง ๗ ตามลำดับดังนี้
๑.ตั้งตนอยู่ในศีล
    ศีล ๕ หรืออาชีววัฏฐมกศีล เป็นศีลของคฤหัสถ์
    ศีล ๘ ธรรมดา              เป็นศีลของชี
    ศีล ๑๐                            เป็นศีลของเณร
    ปาฏิโมกขสังวรศีล            เป็นศีลของพระ
๒.มหาปลิโพธ ๑๐ ประการ
    อาวาโส จ กุลํ ลาโภ คโณ กมฺมญฺจ ปญฺจมํ อทฺธานํ ญาติ อาพาโธ คนฺโถ อิทฺธีติ เตทส ฯ
แปลความว่า เครื่องก่อกวนให้เกิดความกังวลมีอยู่ ๑๐ ประการ คือ ที่อยู่อาศัย มั วัด กุฎี เป็นต้น ทายกทายิกา ลาภสักการะ หมู่คณะ นวกรรมการงาน ที่จัดซ่อมแซมปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ซึ่งเป็นที่ ๕ การเดินทาง ญาติโยม อาพาธ การศึกษา การสอนพระปริยัติธรรม การแสดงอิทธิฤทธิ
    เครื่องปลิโพธทั้ง ๑๐ ประการมีชื่อตามภาษาบาลีดังนี้
   
อาวาสปลิโพธ กุลปลิโพธ ลาภปริโพธ คณปลิโพธ กมฺมปลิโพธ อทฺธานปลิโพธ ญาติปลิโพธ อาพาธปลิโพธ
คนฺถปลิโพธ อิทฺธิปลิโพธ
๓.แสวงหากัลยาณมิตร
ปิโย ครุ ภาวนีโย วตฺตา จ วจนกฺขโม
คมฺภีรญฺจ กถํ กตฺตา โน จาฏฺฐาเน นิโยชเย ฯ
    แปลความว่า ผู้ที่จะเป็นอาจารย์ซึ่งได้ชื่อว่ากัลยาณมิตรของผู้ปฏิบัติสมถวิปัสสนาทั้งหลายนี้ ต้องประกอบด้วยคุณ ๗ ประการ คือ
ปิโย เป็นผู้ที่น่ารักน่าเลื่อมใส เพราะมีศีลบริสุทธิ์อย่างหนึ่ง
ครุ เป็นผู้ที่น่าเคารพ เพราะประกอบด้วยคุณธรรมมีศีล สมาธิ และการถือธุดงค์ มีปังสุกูลิกังคธุดงค์ เตจีวริกังคธุดงค์ ปิณฑปาติกังคธุดงค์ เอกาสนิกังคธุดงค์ เหล่านี้เป็นต้นอย่างหนึ่ง
ภาวนีโย เป็นผู้ที่น่าสรรเสริญ เพราะมีจิตใจเที่ยงธรรม ไม่ลำเอียงในบรรดาสหธรรมมิกและลูกศิาย์อย่างหนึ่ง
วตฺตา เป็นผู้สามารถอบรมลูกศิษย์ให้ดีอย่างหนึ่ง
วจนกฺขโม เป็นผู้ยอมรับคำตักเตือนจากสหธรรมมิก และลูกศิษย์อย่างหนึ่ง
คมฺภีรญฺจ กถํ กตฺต  เป็นผู้สามารถแสดงธรรมอันลึกซึ้ง กล่าวคือความเป็นไปของรูปนามขันธ์ ๕ มีสัจจะ ๔ ปฏิจจสมุปบาท ไตรลักษณ์ เหล่านี้เป็นต้นได้อย่างแจ่มแจ้งชัดเจนอย่างหนึ่ง
อฏฺฐาเน โนจ นิโยชเย เป็นผู้เว้นจาการชักชวนในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แม้ที่สุดเพียงครั้งเดียวก็ไม่ทำ มีแต่การคอยชักนำใหทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ตนและประโยชน์ของพระพุทธศาสนาอยู่เป็นนิจอย่างหนึ่ง
       ดังนั้นผู้ที่เป็นอาจารย์สมถวิปัสสนาของผู้ปฏิบัติทั้งหลายควรพยายามอบรมตั้งตนไว้ให้บริบูรร์ด้วยคุณทั้ง ๗ ประการนี้
๔.ทำการศึกษาอบรมในกรรมฐานที่เหมาะสมกับจริตของตน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปริยัติที่เนยยบุคคลทั้งหลายจะเว้นเสียไม่ได้
๕.เว้นจากสถานที่ๆที่เป็นโทษแก่การปฏิบัติ
ในที่นี้สถานที่ ๆเป็นโทษแก่การปฏิบัติมีอยู่ ๑๘ ประการ คือ
   
๑.มหาวาสํ  ที่อยู่อาศัยกว้างขวางใหญ่โตมาก
๒.นวาวาสํ   ที่อยู่อาศัยที่พึ่งสร้างขึ้นใหม่
๓.ชราวาสํ    ที่อยู่อาศัยชำรุดทรุดโทรมเก่าแก่
๔.ปนฺถนิสฺสิตํ สถานที่ๆอยู่ใกล้กับหนทาง
๕.โสณฺฑี       สถานที่ๆใกล้กันกับบ่อน้ำ สระน้ำ
๖.ปณฺณํ   สถานที่ๆใกล้กับสวนผักต่างๆ
๗.ปุปฺผํ     สถานที่ๆ ใกล้กับสวนดอกไม้
๘.ผลํ        สถานที่ๆใกล้กับสวนผลไม้
๙.ปฏฐนียตา  สถานที่ๆเป็นสโมสร
๑๐.นครสนฺนิสฺสิตา  สถานที่ๆใกล้กับตัวเมือง
๑๑.ทารุสนฺนิสฺสิตา   สถานที่ๆใกล้กับป่าฟืน
๑๒.เขตฺตสนฺนิสฺสิตา สถานที่ๆใกล้กับนา
๑๓.วิสภาคานํ ปุคฺคลานํ อตฺถิตา สถานที่ๆอยู่ของบุคคลที่ไม่ถูกกันกับตน
๑๔.ปฏฺฏนสนฺนิสฺสิตา  สถานที่ๆอยู่ใกล้กับท่าเรือ สถานีรถไฟ สนามบิน
๑๕.ปจฺจนฺตสนฺนิสฺสิตา สถานที่ๆอยู่ในชนบท ซึ่งชนเหล่านั้นไม่เป็นผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา
๑๖.รชฺชสีมสนฺนิสฺสิตา  สถานที่ๆอยู่ในระหว่างพรมแดนแวดล้อมไปด้วยราชภัย
๑๗.อสปฺปายตา         สถานที่ไม่สบายซึ่งเนื่องมาจากยักขภัยโจรภัย
๑๘.กลฺยาณมิตฺตานํ อลาโภ  สถานที่ไม่มีกัลยณมิตร คือ ครู อาจารย์ ที่ประกอบด้วยคุณ ๗ ประการ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น
สถานที่ทั้ง ๑๘ ประการนี้ ล้วนแต่เป็นโทษแก่การปฏิบัติทั้งสิ้น เหตุนั้นผู้ปฏิบัติทั้งหลายพึงเว้นเสีย เหมือนกับพ่อค้าเว้นจากทางที่มีภัยเสียฉะนั้น ดังนั้น ท่านอรรถกถาจารย์จึงได้แสดงไว้ในวิสุทธิมรรคกถาว่า
      
มหาวสํ นวาวาสํ                  ชราวาสํ จ ปนฺถนึ๕
  โสณฺฑึ ปณฺณณญฺจ ปุปฺผญฺจ  ผลํ ปฏฺฐิตเมว จ
  นครํ ทารุนา เขตฺตํ                  วิสภาเคน ปฏฺฏนํ
  ปจฺจนฺต สีมาสปฺปายํ               ยตฺถ มิตฺโต น ลพฺภติ
  อฏฺฐารเสตานิ ฐานานิ             อิติ วิญฺญาย ปณฺฑิโต
  อารกา ปริวชฺเชยฺย                   มคฺคํ ปฏิภยํ ยถาติ ฯ
๖. อยู่ในสถานที่ๆ สะดวกสบายแก่การปฏิบัติ
สถานที่สะดวกสบายแก่การปฏิบัตินั้นมีอยู่ ๕ ประการ ดังที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ว่า
กถญฺจ ภิกขเว เสนาสนํ ปญฺจงฺคสมนฺนาคตํ โหติ อิธ ภิกฺขเว เสนาสนํ ฯ
  ดูกรภิกษุทั้งหลาย สถานที่ๆประกอบด้วยองค์ ๕ ซึ่งเหมาะสมแก่การปฏิบัตินั้นเป็นไฉน
 

๕ วิสุทธิมรรคอรรถกถา
การจัดทำองค์ปถวีกสิณและการเพ่ง
๑. เลือกใช้ดินที่มีสีอรุณ และมีความเหนียวพอประมาณ
วัตถุประสงค์
    ๑.เพื่อทำให้จิตชุ่มชื่นเบิกบาน
    ๒.ป้องกันไม่ให้ปะปนกับวรรณกสิณทั้ง ๔(นีลกสิณ ปีตกสิณ โลหิตกสิณ โอทาตกสิณ)
๒.ทำความสะอาด ให้เรียบร้อย
๓.นำมาผสมกับน้ำทำการขยำนวดฟั้นเคล้าคลึงไปมา จนกว่าดินนั้นละเอียดอ่อนสะอาดหมดจรจากฝุ่นละอองธุลีที่มีแปดเปื้อน
๔.แผ่ออกไปให้เป็นแผ่น วงกลมกว้างประมาณ ๑ คืบ ๔ องคุลี
๕.เอาสีเขียวหรือขาวทาลงรอบๆของวงกลมให้ใหญ่เท่ากับเศษหนึ่งส่วนสี่ของนิ้วหรือใช้หนังหรือไม้กระดาน มาตัดเป็นวงกลม แล้วเอาดินดังกล่าวทาลงไปแผ่นหนังหรือกระดาษนั้น  บริเวณหน้าที่ใช้เพ่ง ควรทำให้สะอาดราวกับหน้ากลอง
       อนึ่ง อาจขยาย หรือ ทำให้แคบกว่านี้ก็ได้ตามสมควร หากกระทำแล้วทำให้เกิดอุคคหนิมิตเร็วขึ้นกว่าเดิม แต่หากใหญ่เกินไปจิตใจมักตั้งมั่นได้ช้า สำหรับองค์กสิณที่ใช้เพ่งนี้มักกระทำการเคารพดั่งกับว่าเคารพนับถือพระบรมธาตุฉะนั้น ควรหมั่นพิทักษ์รักษา ดูแลมิให้สกปรกเสมอๆ
๖.แสวงหาสถานที่เหมาะสม จะเป็นภายในบ้าน หรือ สถานที่ใดที่เหทาะสมก็ได้ ที่เหมาะสมกับจริตตน
๗.ลงมือปฏิบัติเพ่งกสิณนั้น ตั้งไว้จำเพาะหน้า ไม่ต่ำหรือสูงเกินไปควรห่างประมาณ ๒ ศอกกับ ๑ คืบ  หากใกล้เกินไปจะแลเห็นลายนิ้วมือหรือรอยไม้ที่คลึงไว้ที่ดิน จะเป็นอุปสรรคได้ หากไกลเกินไป ก็เห็นปริมณฑลกสิณ ไม่ชัดเจน
๘.เมื่อนั่งลงเรียบร้อยแล้ว ก็ตั้งจิตปรารถนา ฌาน ที่จะทำให้ตนออกจากกามคุณอารมณ์ต่างๆ อันเป็นตัวฉันทะที่ประกอบด้วยเนกขัมมสังกัปปะ แล้วจงพิจารณาในคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไปจนกว่าจิตใจจะบังเกิดความรู้สึกแช่มชื่นอิ่มเอิบปราโมทย์ ในพระคุณนั้นๆ
๙.ทำการแผ่เมตตาไปในสัตว์ทั้งหลาย  มีเทวดาและมนุษย์เป็นต้นพอสมควร
๑๐.น้อมจิตมาพิจารณาถึงตัวตนว่า เรานี้มีความตายเป็นธรรมดาไม่มีสิ่งใดช่วยเราให้พ้นความตายไปได้ ดังนั้นจึงสมควรขวนขวายหาสรณะที่พึ่งให้แก่ตน
๑๑.ให้คิดว่าการเพ่งกสิณนี้ เป็นวิธีปฏิบัติอย่างหนึ่งของบัณฑิตทั้งหลาย มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า ตลอดจนพระอริยสาวกเป็นต้น และท่านทั้งหลายเหล่านี้ที่ท่านออกจากวัฏฏะทุกข์มี การเกิด แก่ เจ็บ ตาย ได้นั้นก็เพราะอาศัยการเพ่งกสิณนี้เอง  เมื่อคิดเช่นนี้ให้ยกมือทำการอัญชลีกรรมแด่องค์กสิณนั้น แล้วทำการเพ่งดูพร้อมกับแผ่ใจตลอดทั่วไปภายในขอบเขตแห่งองค์กสิณนั้น อย่าใช้สายตาเพ่งดูหรือให้ใจจดจ่อ แต่เพียงส่วนใดส่วนหนึ่งขององค์กสิณเป็นอันขาด
๑๒.เมื่อทำการเพ่งแผ่ใจโดยทั่วไปอยู่นั้น ก็จงอย่าไปสนใจกับสีของปถวีที่เป็นองค์กสิณและสภาวลักษณะของปถวีที่มีความแข็ง อ่อน แต่อย่างใดๆทั้งสิ้น เพราะมิได้เพ่งวรรณกสิณ
ข้อควรระวัง
๑. อย่าไปสนใจกับสีของปถวีที่เป็นองค์กสิณและสภาวลักษณะของปถวีที่มีความแข็ง อ่อน แต่อย่างใดๆทั้งสิ้น เพราะมิได้เพ่งวรรณกสิณ
๒.ห้ามพิจารณาปรมัตถสภาวปถวีแต่อย่างใด
๓. ภายในจิตใจให้ทำความพอใจ อิ่มใจ ตั้งมั่นอยู่อย่างจริงใจในองค์กสิณ ให้เหมือนกันกับเสือที่กำลังกัดดึงดูดเอาแต่เฉพาะเนื้อเต่าออกมาจากกระดองเต่าฉันนั้น เมื่อกำลังเพ่งดูอยู่ก็จงลืมตาดูอยู่อย่างธรรมดา
๔.อย่าลืมตาให้โต หรือหรี่ตาให้เล็กลงไปแต่อย่างใดนัก
๕.อย่าบริกรรมว่า ปถวีๆๆหรือดินๆๆเป็นระยะไป ไม่จำเป็นจะต้องบริกรรมโดยไม่หยุดหย่อน จะทำให้เป็นการเสกคาถาไป
๖.จงพยายามลืมตาบริกรรมให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ส่วนการหลับตานั้น ก็จงใช้เป็นครั้งคราวแต่อย่าบ่อยนัก ทำไปเรื่อยๆจนกว่าอุคคหนิมิตเกิดขึ้น

หมายเหตุ : องค์กสิณ ที่เหลือ ทั้ง ๙ เป็นไปในทำนองเดียวกันทุกประการ ที่พิเศษออกไปจะแสดงให้ทราบเป็นกรณีไป

วิธีปฏิบัติในขณะที่เพียรเพ่งกสิณ
กรณีที่ยังไม่เกิดอุคคหนิมิต
     ในระหว่างที่กำลังเพ่งดูสสัมภารปถวี หรือ อุตุชปถวีองคืกสิณพร้อมกับใช้ปากบริกรรมว่า ปถวีๆอยู่นั้น พระโยคีบุคคลนั้นย่อมมีความต้องการให้อุคคหนิมิต ปรากฏเกิดขึ้นโดยเร็วที่สุดที่จะเร็วได้ แต่อุคคหนิมิตนั้นก็มิได้ปรากฏได้โดยเร็วตามความประสงค์ของพระโยคี ฉะนั้น จิตใจของพระโยคีจึงรู้สึกเหน็ดเหนื่อย เมื่อจิตใจรู้สึกเหน็ดเหนื่อยขึ้นมาแล้ว ร่างกายก็พลอยอ่อนเพลียและเหฯดเหนื่อยตามใจไปด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ ถีนมิทธนิวรณ์ก็ได้โอกาสเกิดขึ้นครอบงำ โดยทำให้อยากหยุดพัก หรือไปทำกิจการอื่นๆ มีการปัดกวาดทำความสะอาด สวดมนต์ไหว้พระเป็นต้นที่เป็นปลิโพธเครื่องกังวลต่างๆ ดังนั้น ถ้าอาการดังกล่าวแล้วนี้บังเกิดแก่พระโยคีบุคคลแล้วไซร์
         จงเตือนตนเองว่ามิวันใดก็วันหนึ่ง ความตาย ก็จะบังเกิดมีแก่เราอย่างแน่แท้ ทั้งอุคคหนิมิตก็ยังมิได้เกิดขึ้นเลย ถ้าเราขืนหยุดพักหรือมัวไปกังวลอยู่กับการงานอื่นๆแล้ว สมาธิของเราก็จะเสียไป ทั้งการงานเหล่านี้ เราก็เคยกระทำมาแล้วหลายภพหลายชาติ จนกระทั่งถึงภพนี้ก็ยังต้องทำอยู่ ฉะนั้น ในขณะที่เรากำลังเพ่งปถวีกสิณอยู่นี้ ไม่บังควรที่จะไปกระทำกิจต่างๆเหล่านี้เลย แล้วจงมีความพยายามอดทนเพ่งดูอยู่ต่อไปให้มาก และอย่ากระพริบตาบ่อยนัก ประมาณ ๒ หรือ ๓ นาที จึงค่อยใช้ปากบริกรรมว่า ปถวีๆ หรือ ดินๆ เสียครั้งหนึ่ง เป็นระยะห่างกันไปตามสมควร จนกว่าอุคคหนิมิตจะปรากฏขึ้น
กรณีเกิดอุคคหนิมิต
      เมื่ออุคคหนิมิตปรากฏขึ้นทางใจแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องเพ่งปถวีองค์กสิณที่เป็นบริกรรมนิมิต ซึ่งเป็นอารมณ์ภายนอกอีก แต่ต้องเพ่งปถวีกสิณที่เป็นอารมณ์ที่ปรากฏทางใจนั้นและในเวลานั้นความเป็นไปขององค์ปถวีกสิณที่เป็นอุคคหนิมิต กับจิตใจของผู้ปฏิบัตินั้น เสมือนแม่เหล็กที่มีกำลังดึงดูดเอาสิ่งของที่เป็นเหล็กด้วยกันให้มาติดอยู่ได้ ฉันใด จิตใจของพระโยคีบุคคลก็ดึงดูดเอาปถวีองค์กสิณที่เป็นอุคคหนิมิต ให้ติดแนบอย่กับใจได้ฉันนั้น ฉะนั้นการเห็นสิ่งของอื่นๆได้ก็เฉพาะแต่ในเวลาที่พระโยคีลืมตาดูอยู่เท่านั้น ครั้นหลับตาลงก็คงเห็นแต่เพียงภาพปถวีกสิณอยู่อย่างเดียว อารมณ์ต่างๆที่ได้เห็นมาด้วยตาไม่มีการปรากฏทางใจได้เลย ไม่ว่าจะอยู่อิริยาบถใดๆทั้งสิ้น กล่าวคือ ในขณะที่หลับตานอนอยู่ก็ดี ก็คงเห็นแต่ภาพปถวีองค์กสิณเท่านั้นมาปรากฏอยู่เบื้องบน เมื่อลุกขึ้นนั่งก็ปรากฏให้เห็นอยู่ข้างหน้า เมื่อก้มหน้าลงก็เห็นอยู่ข้างล่างเมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นอยู่ข้างบน จะเหลียวซ้ายแลขวาก็คงเห็นมาปรากฏอยู่ข้างๆตัว เมื่อเดินหลับตาจงกรมก็คงเห็นอยู่ข้างหน้าเรื่อยๆไป แม้ที่สุดจะลืมตาอยู่ในที่มืดจักขุทวารวิถีก็ไม่เกิด คงเห็นภาพปถวีกสิณที่เป็นอุคคหนิมิตเท่านั้น อุปมาดังเช่นคนที่กลัวผี บังเอิญเดินไปพบซากศพ หรือมีความจำเป็นที่จะต้องช่วยจัดทำความสะอาดให้แก่ศพบ้างบางประการ ครั้นถึงยามเข้านอนพแหลับตาลงก็คงเห็นแต่ภาพศพที่ตนได้ไปพบเห็นหรือจับต้องจัดแจงมานั้น ปรากฏขึ้นติดตาอยู่ไม่หาย ข้อนี้ฉันใดอุคคหนิมิตที่ปรากฏติดอยู่ทางใจของบุคคลก็ฉันนั้น นอกจากจะหลับลงไปเท่านั้นจึงจะไม่แลเห็น ถ้าตื่นขึ้นเมื่อใด ในขณะที่ยังไม่ลืมตา เวลานั้นภาพปถวีกสิณก็จะปรากฏขึ้นทางใจให้แลเห็นได้ทันที กับทำให้ความง่วงเหงาหาวนอนและการเกียจคร้านอ่อนแอ ท้อแท้ ซึ่งเป็นตัวถีนมิทธนิวรณ์ก็ค่อยๆ ถอยห่างออกไปพร้อมด้วยนิวรณ์ที่เหลือนอกนั้นก็ค่อยๆทุเลาเบาลงไปด้วย
                การเจริญ สมถภาวนานี้ บุคคลใดจะได้สำเร็จเป็นบุคคลมีฌานลาภีบุคคล บุคคลนั้นต้องเป็นปฏิสนธิด้วยไตรเหตุ หรือ ติเหตุกบุคล ดูที่ว่าได้ปฏิภาคนิมิตอย่างไร ถ้าการเจริญสมถภาวนาของบุคคลเข้าถึงขั้นปฏิภาคนิมิตก็ตัดสินได้ว่า บุคคลนั้นมีปฏิสนธิเป็นไตรเหตุ ถ้าหากว่าการเจริญภาวนาของพระโยคีบุคคลมิอาจเข้าถึงปฏิภาคนิมิต เพียงแต่ได้ถึงขั้นอคคหนิมิตเท่านั้น เช่นนี้แล้วก็พึงตัดสินได้ว่าไม่ใช่เป็นติเหตุกปฏิสนธิบุคคล จะให้ได้รับผลเป็นฌานลาภีบุคคลในภพนี้นั้นยังไม่ได้ แต่การเจริญสมถภาวนาของพระโยคีบุคคลที่จะเข้าถึงขั้นปฏิภาคนิมิตได้นั้นก็เป็นไปต่างๆกัน คือ บางท่านก็ปฏิบัติอยู่ไม่ถึง ๑ เดือน หรือ ๑ ปี ปฏิภาคนิมิตก็ปรากฏขึ้น ต่อไปไม่ช้าก็สำเร็จเป็นลาภีบุคคล แต่บางท่านก็ต้องทำการปฏิบัติอยู่เป็นเวลานานประมาณ ๑๐ ปีถึง ๒๐ ปี ปฏิภาคนิมิตจะปรากฏ ต่อจากนั้นไปไม่ช้าก็สำเร็จเป็นฌานลาภี ที่เป็นต่างๆกันดังนี้ ก็เพราะอำนาจแห่งอินทรีย์ทั้ง ๕ และบารมีในภพก่อนๆไม่เหมือนกันนั่นเอง ฉะนั้นเมื่อผู้ใดผู้หนึ่งทำการเจริญสมถภาวนาได้เพียง ๑ เดือน หรือ๒-๓ เดือนล่วงแล้ว แต่ปฏิภาคนิมิตก็หาปรากฏขึ้นแต่อย่างใดไม่ เมื่อเป็นเช่นนี้แนะนำก็ดีตนเองก็ดีจะถือเอาว่าผู้นั้นมิใช่เป็นติเหตุกปฏอสนธิบุคคลก็หาเป็นที่ถูกต้องแน่นอนเสมอไปไม่ เหตุนี้จึงควรปฏิบัติต่อไปเรื่อยๆจนตราบเท่าสิ้นชีวิตนั่นแหล่ะจึงจะเป็นการดี เพราะใครๆก็มิอาจทราบได้ว่าบุคคลผู้นี้จะต้องใช้เวลาปฏิบัติอยู่นานเท่าใดจึงจะเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่าเป็นไตรเหตุหรือไม่ใช่ไตรเหตุ สำหรับการที่จะสำเร็จเป็นฌานลาภีหรือไม่นั้น ไม่ต้องนำมาคิดนึก ถึงแม้ว่าภพนี้จักไม่สำเร็จก็ตามที ก็ยังเป็นที่ฝึกฝนอบรมสั่งสมอินทรีย์เอาไว้เพื่อจะให้ได้มาในภพข้างหน้าต่อไป
       ดังมีปรากฏในการจำองค์กสิณได้ดั่งนี้ ๖
[๓๕๘] กสิณายตนะ [แดนกสิณ] ๑๐ อย่าง
๑. ผู้หนึ่งย่อมจำปฐวีกสิณได้ ทั้งเบื้องบนเบื้องล่างเบื้องขวาง ตามลำดับ
หาประมาณมิได้
๒. ผู้หนึ่งย่อมจำอาโปกสิณได้ ทั้งเบื้องบนเบื้องล่างเบื้องขวาง ตาม
ลำดับหาประมาณมิได้
๓. ผู้หนึ่งย่อมจำเตโชกสิณได้ ทั้งเบื้องบนเบื้องล่างเบื้องขวาง ตาม
ลำดับหาประมาณมิได้
๔. ผู้หนึ่งย่อมจำวาโยกสิณได้ ทั้งเบื้องบนเบื้องล่างเบื้องขวาง ตาม
ลำดับหาประมาณมิได้
๕. ผู้หนึ่งย่อมจำนีลกสิณได้ ทั้งเบื้องบนเบื้องล่างเบื้องขวาง ตามลำดับ
หาประมาณมิได้
๖. ผู้หนึ่งย่อมจำปีตกสิณได้ ทั้งเบื้องบนเบื้องล่างเบื้องขวาง ตามลำดับ
หาประมาณมิได้
๗. ผู้หนึ่งย่อมจำโลหิตกสิณได้ ทั้งเบื้องบนเบื้องล่างเบื้องขวาง ตาม
ลำดับหาประมาณมิได้
๘. ผู้หนึ่งย่อมจำโอทาตกสิณได้ ทั้งเบื้องบนเบื้องล่างเบื้องขวาง ตาม
ลำดับหาประมาณหามิได้
๙. ผู้หนึ่งย่อมจำอากาสกสิณได้ ทั้งเบื้องบนเบื้องล่างเบื้องขวาง ตาม
ลำดับหาประมาณมิได้
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
๖ พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๑ สุตตันตปิฎกที่ ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค


๑๐. ผู้หนึ่งย่อมจำวิญญาณกสิณได้ ทั้งเบื้องบนเบื้องล่างเบื้องขวาง ตาม
ลำดับหาประมาณมิได้

      กรณีเกิดปฏิภาคนิมิตแล้ว
๑.บุคคลที่ทำการเพ่งปถวีองค์กสิณ จนได้อุคคหนิมิตปรากฏขึ้นทางใจแล้วนั้น ก็ไม่ต้องไปนั่งเพ่งปถวีกสิณนั้นอีก
๒.ต้องย้ายที่ไปเสียที่อื่นสุดแต่จะเห็นว่าที่ใดสะดวกสบายและสมควรก็จงพักอาศัยอยู่ ณ ที่แห่งนั้นแล้วตั้งต้นเพ่งอุคคหนิมิตที่ได้มาแล้วนั้นต่อไป
๓.หากกรณีอุคคหนิมิตนั้นเลือนลาง หรือหายไปเนื่องมาจากปลิโพธเครื่องกังวลใจอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว จงรีบกลับไปยังที่เก่าเริ่มต้นเพ่งปถวีองค์กสิณเสียใหม่
๔.เมื่อได้อุคคหนิมิตแล้วจึงกลับไปยังที่ใหม่ตามเดิมแล้วเริ่มเพ่งอุคคหนิมิตนั้นต่อไป ทั้งนี้เพราะถ้าเพ่งองค์กสิณเดิมอยู่อีกจะทำให้ปฏิภาคนิมิตปรากฏขึ้นได้โดยยาก 
๕.ครั้นพยายามเพ่งอุคคหนิมิตอยู่ต่อไปอย่างไม่ขาดสายแล้ว อุคคหนิมิตที่ถูกเพ่งอยู่นั้นก็จะมีสภาพสอาดปราศจากริ้วรอย ด่างพร้อย ด้วยมลทินต่างๆ มีแต่ความละเอียดปราณีตยิ่งขึ้นมามากกว่าอุคคหนิมิตที่ปรากฏเมื่อขณะแรก คือค่อยๆใสขึ้นมาเป็นลำดับเหมือนหนึ่งกับเนื้อกระจก จิตใจขณะนั้นมีแต่ความชุ่มชื่น อิ่มเอิบอยู่ได้โดยไม่รู้เบื่อต่อการเพ่งนั้นเลย อุคคหนิมิตเช่นนี้แหล่ะ เรียกว่า “ปฏิภาคนิมิต “ เมื่อนั้นจึ่งเรียกว่า อุปจารภาวนา หรือ อุปจารสมาธิ ด้วยอำนาจแห่งอุปจารสมาธินี้แหล่ะ นิวรณ์ธรรมต่างๆ ย่อมสงบลงเป็นอย่างดี ไม่มีโอกาสจะปรากฏขึ้นมาเป็นปริยุฏฐานะได้คือ
     ๑.ไม่มีกามฉันทนิวรณ์ ที่มีความยินดีพอใจ ติดใจในการเสวยกามคุณอารมณ์
     ๒.ไม่มีพยาปาทนิวรณ์ ที่ทำให้เกิดความโกรธ ความเสียใจ กลุ้มใจ
     ๓.ไม่มีถีนมิทธนิวรณ์   ที่ทำให้เกิดความง่วงเหงาหาวนอน ท้อถอย
     ๔.ไม่มีอุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์  ที่ทำให้เกิดความฟุ้งซ่าน ลำคาญใจ
     ๕.ไม่มีวิจิกิจฉานิวรณ์ ที่ทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยลังเลใจในครูบาอาจารย์ที่ทำ การแนะนำสั่งสอนถึงวิธีปฏิบัติพร้อมกับแนวทางที่กำลังปฏิบัติอยู่ กับทำให้อวิชชานิวรณ์และกิเลสอื่นๆบรรเทาเบาบางลงไปด้วย
๖.เมื่อเพียรพยายามเพ่งจนเกิดปฏิภาคนิมิตแล้ว ก็จะได้ รูปาวจรปฐมฌาน จึ่งได้ชื่อว่า อัปปนาภาวนา หรือ อัปปนาสมาธิ ได้บังเกิดแก่บุคคลนั้น หากรูปาวจรปฐมฌานยังไม่เกิดขึ้น ให้รักษาปฏิภาคนิมิตไว้เสมือนหนึ่งพระราชินีที่กำลังทรงพระครรภ์ อันพราหมณ์ปุโรหิตทั้งหลายได้ทำนายว่าพระโอรสนี้เป็นชาย และจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์ เหตุนั้นจึงทรงทนุ๔นอมบำรุงรักษาพระครรภ์นั้นเป็นอย่างดี
         ดั่งพระมหาพุทธโฆษาจารย์จึงได้แสดงไว้ในวิสุทธมรรคอรรถกถาว่า
เอวํ หิ นิมิตตํ รกฺขโต     ลทฺธปริหานิ น วิชฺชติ
     อารกฺขมฺหิ อสนฺตมฺหิ     ลทฺธํ ลทฺธํ วินสฺสติ ฯ
         แปลความว่า พระโยคีบุคคลที่มีการรักษาปฏิภาคนิมิตไว้เป็นอย่างดี ย่อมไม่มีการเสื่อมจากอุปจารฌานสมาธิที่ตนได้มาแล้ว ถ้าไม่มีการรักษาปฏิภาคนิมิตให้ดีแล้ว อุปจารฌานสมาธิที่ตนได้มาแล้ว ถ้าไม่มีการรักษาปฏิภาคนิมิตให้ดีแล้วอุปจารฌานสมาธิที่ตนได้มาๆนั้นก็ย่อมเสื่อมหายไป
วิธีรักษาปฏิภาคนิมิต
อาวาโส โครโร ภสฺสํ            ปุคฺคโล โภชนํ อุตุ
อิริยาปโถติ สตฺเตเต             อสปฺปาเย วิวชฺชเย
สปฺปาเย สตฺต เสเวถ            เอวญฺหิ ปฏิปชฺชโต
นจิเรเนว กาเลน                  โหติ กสฺสจิ อปฺปนา ฯ
     แปลความว่า พระโยคีบุคคล เมื่อมีความประสงค์ที่จะรักษาปฏิภาคนิมิตไว้ให้เป็นอย่างดีนั้น พึงเว้นจากอสัปปายะอันเป็นสิ่งที่ไม่ควรแก่ภาวนาสมาธิ มี ๗ อย่าง คือ อาวาส ที่อยู่อาศัยที่หลับนอน โคจระ หมู่บ้านที่จะต้องเข้าไปบิณฑบาตร ภัสสะ ถ้อยคำ ปุคคล บุคคล โภชนะ อาหาร อุตุ ฤดู อิริยาบถ การเดิน นั่ง นอน แล้วพึงเสพแต่สัปปายะอันเป็นสิ่งที่สมควรแก่ภาวนาสมาธิมี ๗ อย่างเช่นเดียวกัน เมื่อพระโยคีบุคคลได้ปฏิบัติตามดังที่ได้กล่าวมาแล้วนี้ บางท่านก้ได้อัปปนาฌานในกาลไม่นานนัก
การขยายปฏิภาคนิมิต๗
            พึงนึกกำหนด(ขยาย)ขนาดแห่งนิมิตที่ได้ไว้อย่างไรนั้นว่า(จงขยาย) ประมาณ ๑ องคุลี๒องคุลี๓องคุลี๔องคุลี---โดยลำดับ แล้วจึงขยายเท่าที่กำหนดไว้ หากมิได้กำหนด(ดังกล่าว) ไม่ควรขยาย เปรียบเหมือนชาวนากำหนดที่จะพึงไถด้วย(รอย)ไถแล้วจึงไถตามภายในที่กำหนดไว้ ฉะนั้น อนึ่งเหมือนภิกษุทั้งหลายจะผูกพัทธสีมา กำหนดนิมิตทั้งหลายก่อนแล้วจึงผูกภายหลัง ฉะนั้น แต่นั้นเมื่อจะขยาย(ต่อไป)ก็พึงกำหนดโดยขนาดคืบ ๑ศอก ๑ เท่าบริเวณด้านหน้า(แห่งวิหาร)เท่าแดนวิหาร และแล้วเท่าแดนหมู่บ้าน แดนนิคม แดนชนบท แดนราชอาณาเขต และแดนสมุทร หรือโดยขนาดเท่าจักรวาล หรือแม้ยิ่งกว่านั้น ก็ขยายไปได้ เปรียบเหมือนลูกหงส์๘ ตั้งแต่กาลที่(แขน)ปีกงอกไป(มันหัด) ไผไปทีละน้อยๆกล้าแข็งเข้าก็ (บิน)ไปสู่ที่ใกล้พระจันทร์พระอาทิตย์ได้โดยลำดับ ฉันใดภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อกำหนด(ขนาด)แล้วขยายนิมิตไปโดยนัยที่กล่าวแล้ว ก็ย่อมขยาย
๗ วิสุทธมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ ฉบับมหามงกุฏราชวิทยาลัย พิมพ์ครั้งที่ ๘/๒๕๔๐ หน้า ๑๕๗
๘ มหาฎีกาแก้ว่า ชวนหํสโปตกา ลูกหงส์พันธ์ที่บินเร็ว

          ไปจนเท่าขนาดจักรวาล หรือยิ่งกว่ากว่านั้นได้ ทีนี้นิมิตนั้นย่อมเป็น(ปรากฏ)แก่เธอ ดุจหนังโคตัวผู้ที่ถูกสับด้วยขอตั้ง ๑๐๐ แผลในเพราะที่สูงๆต่ำๆเป็นแม่น้ำเป็นหล่มเลน เป็นภูเขาขรุขระแห่งแผ่นดินในที่ๆขยายไปๆ 
ปฐมฌานเกิด
         เมื่อพระโยคีบุคคลได้ปฏิบัติถูกต้องดังที่ได้พรรณามาแล้วนี้ รูปาวจรปฐมฌานที่มีองค์ฌาน ๕ ก็เกิดขึ้นแก่พระโยคีบุคคลเป็นไปดังนี้ คือ
๑.มโนทวารวัชชนะที่มีปถวีปฏิภาคนิมิตเป็นอารมณ์เกิดขึ้นตัดกระแสภวังค์ขาด
๒.ลำดับนั้นเกิดมหากุศลญานสัมปยุตตชวนะดวงใด ดวงหนึ่งก็เกิดขึ้น ๔ ขณะ แก่มันทบุคคล หรือ ๓ ขณะ แก่ติกขบุคคล ซึ่งมีปฏิภาคนิมิตเป็นอารมณ์ในฐานที่เป็น บริกรรม อุปจาร อนุโลม โคตรภู หรือ อนุโลม โคตรภู เรียกว่าอุปจารสมาธิชวนะในฌานวิถีแล้วก็ดับไป ต่อจากนั้นปฐมฌานกุศลที่เป็นอัปปนาสมาธิที่มีปฏิภาคนิมิตเป็นอารมณ์เกิดขึ้น ๑ ขณะแล้วก็ดับลง จากนั้น ภวังคจิตก็เกิดต่อไปหลังจากภวังคจิต ปัจเวกขณะวิถีที่มีมโนทวารวัชชนจิต ๑ ครั้ง มหากุศลชวนะ ๗ ครั้ง ก็เกิดขึ้นหลายๆรอบ ทำการพิจารณาองค์ฌานทั้ง๕โดยเฉพาะๆว่าเป็น วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา เสมือนผู้ที่ตื่นจากหลับ แล้วพิจารณาถึงความฝันของตนว่าได้ฝันเรื่องอะไรบ้าง
เหตุที่ทำให้รู้ว่าเป็นอัปปนาฌานหลังจากฌานวิถีได้ดับลงแล้ว
           เมื่อปฐมฌานเกิดขึ้นนั้น แม้ว่าเพียงขณะจิตเดียว ก็สามารถข่มกามตัณหาให้สงบลงได้อย่างราบคาบเป็นพิเศษ จิตใจก็มีกำลังกล้าแข็งเต็มที่องค์ฌานทั้ง ๕ ก็ปรากฏขึ้นอย่างเด่นชัด อุปมาเหมือนกับการตอกตะปูลงไปบนแผ่นกระดานจนแน่นฉันใด การเข้าสู่อารมณ์ของปฐมฌานก็ไม่หวั่นไหวคลอนแคลนฉันนั้น ฉะนั้น จึงทำให้รู้ว่า ฌานเกิดขึ้นแล้วแก่ตน ส่วนจะบอกได้หรือไม่นั้น เกี่ยวกับความรู้ในด้านพระอภิธรรมโดยตรง กล่าวคือ ถ้าได้รับการศึกษาดีพอก็พูดได้ ถ้าไม่ได้รับการศึกษาดีพอก็อาจพูดไม่ถูก
ปฐมฌานที่ได้ชื่อว่า รูปาวจรจิตและการปฏิบัติต่อไปเพื่อให้ทุติยฌานเป็นต้น เกิดขึ้น
          เจตนาที่อยู่ในปฐมฌานกุศลนี้ไม่มีกามตัณหา คือความพอใจในกามคุณทั้ง ๕ ฉะนั้น จึงไม่มีการส่งผลให้ปฐมฌานลาภีบุคคลได้บังเกิดในกามภูมิอีก แต่กลับส่งผลให้ไปบังเกิดในรูปภูมิ ฉะนั้น ปฐมฌานกุศลนี้จึงได้ชื่อว่า รูปาวจรจิต
           สำหรับการปฏิบัติเพื่อจะให้ทุติยฌานเป็นต้นเกิดขึ้นได้นั้น ในขั้นแรกฌานลาภีบุคคลพึงกระทำปฐมฌานกุศลชวนะใหเกิดติดต่อกันอยู่ตลอด ๑วัน ถึง ๗ วันเสียก่อนเพื่อจะได้อบรมจิตใจให้มีสมาธิกล้าแข็งขึ้น เพื่อเป็นบาทแห่งการฝึกวสีภาวะ ๕ ประการ ต่อไป ที่ต้องกระทำดังนี้เพราะการเจริญทุติยฌานหรือตริยฌาน จตุตถฌาน ปัญจมฌานให้เกิดต่อไปตามลำดับได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยวสีภาวะทั้ง ๕ นี้เป็นเหตุสำคัญ ถ้าขาดวสีภาวะทั้ง ๕นี้เสียแล้ว ฌานเบื้องต้นก็เกิดขึ้นไม่ได้ วสีภาวะทั้ง ๕ จะสำเร็จลงได้ต้องอาศัยการเข้าปฐมฌานอยู่เสมอๆเสียก่อนจนจิตใจมีสมาธิกล้าแข็งขึ้น ความสามารถเข้าปฐมฌานได้ต่อกันอยู่เรื่อยๆตลอด ๑ วัน หรือ ๗ วันนี้แหล่ะเป็นจิตใจที่มีสมาธิกล้าแข็ง อันเป็นเหตุสำคัญขั้นแรก
            การที่จะให้ปฐมฌานกุศลชวนะเกิดขึ้นได้เสมอๆนั้น ก็ต้องเพ่งปฏิภาคนิมิตเสียก่อน ทั้งนี้ ก็เพราะว่าเมื่อเพ่งปฏิภาคนิมิตเวลาใด เวลานั้นฌานจิตก็ต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา แต่ทว่าในวิถีหนึ่งๆนั้น คงมีปฐมฌานกุศลชวนะเกิดขึ้นเพียง ๑ ขณะ หรือ ๒-๓ ขณะ แล้วภวังค์จิตก็เกิดต่อไป เป็นไปอยู่ดังนี้ ฉะนั้น ขณะใดที่รู้สึกว่าฌานจิตที่เกิดขึ้นนั้นได้ดับไปแล้ว อย่าได้นิ่งนอนใจและอย่าสนใจในเรื่องอื่นใดทั้งสิ้น จงพยายามเข้าปฐมฌานไว้เสมอๆอย่าให้ขาดสาย เพื่อเป็นการอบรมจิตใจให้สมาธิมีกำลังกล้าแข็งขึ้น ในระหว่างที่กำลังพยายามเข้าปฐมฌานอยู่ ยังไม่ได้ตลอด ๑ วัน ๒ วัน เป็นต้นนั้น ในเวลานั้นอย่าสนใจในการพิจารณาองค์ฌาน ๕ มีวิตก เป็นต้น ให้มากนัก ควรสนใจแต่ในการเพ่งปฏิภาคนิมิต เพื่อจะได้เข้าปฐมฌานประการเดียวเพราะว่า ถ้าพิจารณาองค์ฌานมากไปในขณะนั้น องค์ฌานเหล่านั้นก็จะปรากฏเกิดขึ้นเป็นของหยาบและมีกำลังน้อย เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะทำให้ปฐมฌานที่ได้มาแล้วเสื่อมไป ทุติยฌานที่จะเกิดขึ้นใหม่ก็เกิดไม่ได้ เมื่อพยายามเข้าปฐมฌานได้เสมอๆตลอด ๑ วัน ถึง ๗ วัน ดังนี้แล้ว ต่อจากนั้นก็ควรฝึกหัดในด้านการกระทำวสีภาวะทั้ง ๕ ให้ชำนาญต่อไป
วสี ๕ อย่าง๙
          ๑. อาวัชชนวสี  คือ ชำนาญในการพิจารณา ถ้าปรารถนาจะพิจารณาองค์ฌานที่ตนได้ ก็อาจสามารถพิจารณาได้ด้วยเร็วพลันมิได้เนิ่นช้าไปเบื้องหน้า แต่ ชวนะ ๔ ชวนะ ๕ ภวังค์ ๒และ ๓ อาจพิจารณาได้แต่ ชวนะ ๔ ชวนะ๕ ในภวังค์อันบังเกิด ๒ ขณะ ๓ ขณะนั้น
          ๒. สมาปัชชนวสี คือ ชำนาญในการเข้าสู่สมาบัติ อาจเข้าสู่สมาบัติได้ในลำดับแห่งอาวัชชนจิตอันพิจารณาซึ่งอารมณ์ คือ ปฏิภาคนิมิตมิได้เนิ่นช้าไป เบื้องหน้าแต่ภวังค์ ๒และ ๓
          ๓. อธิฏฐานวสี คือ ชำนาญในการที่จะรักษาไว้มิให้ฌานจิตนั้นตกสู่ภวังค์ ตั้งฌานจิตไว้ได้โดยอันควรแก้กำหนดปรารถนา จะตั้งไว้เท่าใดก็ตั้งไว้ได้เท่านั้น
          ๔. วุฏฐานวสี คือ ชำนาญในการจะออกจากฌาน กำหนดไว้ว่าเวลาเพียงนั้นจะออกจากฌานก็ออกตามเวลากำหนดไม่คลาดเวลาที่กำหนดไว้
          ๕. ปัจจเวกขณวสี  คือ ชำนาญในการจะพิจารณา พึงสันนิษฐานตามนัยแห่งอาวัชชวสีนั้นท่านว่าไว้เป็นใจความว่า ชวนจิตอันบังเกิดในลำดับแห่งวัชชนจิตนั้นได้ชื่อว่าปัจจเวกขณชวนะนั้นๆได้ชื่อว่าปัจจเวกขณวสี พระโยคาพจรอันได้ปฐมฌานชำนาญด้วยวสี ๕ ประการ ฉะนี้แล ภายหลังจึงจะอาจสามารถที่จะจำเริญทุตอยฌานสืบต่อไป ถ้าไม่ชำนิชำนาญก่อนแล้วและจะจำเริญทุติยฌานสืบต่อไป ก็จะเสื่อมจากปฐมฌานและทุติยฌานทั้ง ๒ ฝ่าย
๙ มหาวงศ์ ชาญบาลี ,พระวิสุทธิมรรค,หน้า ๒๘๓
ขั้นสุดท้ายแห่งการปฏิบัติเพื่อให้ได้ทุติยฌาน
                 ธรรมในทุติยฌาน๑๐
        ยังมีอีกข้อหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรบรรลุทุติยฌาน มี ความผ่องใสแห่งใจภายใน มีความเป็นธรรมเอกผุดขึ้น เพราะสงบ วิตก วิจาร ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ ธรรมดาในทุติยฌาน อันเป็นความผ่องใสแห่งใจภายใน ปีติ สุข จิตเป็นเอกัคคตา ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา วิญญาณ ฉันทะ อธิโมกข์ วิริยะ อุเบกขา มนสิการ เป็นอันสารีบุตรกำหนดได้แล้ว ตามลำดับบท
“เธอย่อมรู้ชัดว่า ธรรมเครื่องสลัดทุกข์ที่สูงๆยังมีอยู่ และมีความเห็นต่อไปว่า ธรรมเครื่องสลัดทุกข์มีได้ เพราะปฏิบัติธรรมนั้นๆให้มากขึ้น๑๑”
        เมื่อปฐมฌานลาภีบุคคลได้ฝึกฝนในวสีภาวะทั้ง ๕ จนชำนาญแล้ว จากนั้นจงเข้าปฐมฌานก่อน ออกจากปฐมฌานแล้วก็พิจารณาปฐมฌานนั้นว่า ปฐมฌานนี้เป็นฌานที่ยังใกล้กับนิวรณ์อยู่ ทั้งวิตกองค์ฌานก็มีสภาพหยาบ ซึ่งเป็นเหตุทำให้องค์ฌานอื่นๆมีวิจารเป็นต้นมีกำลังน้อยไป ทำให้จิตใจมีสมาธิไม่เข้มแข็งพอ นิวรณ์ที่ถูกประหารไปแล้วนั้นอาจกลับเกิดขึ้นอีกได้ ทำให้ปฐมฌานที่ได้มาแล้วนี้กลับเสื่อมสูญไป ส่วนทุติยฌานนั้ยย่อมห่างไกลจากนิวรณ์ ทั้งองค์ฌานก็มีความปราณีตสุขุมอีกด้วย
          เมื่อได้ใคร่ครวญดูอย่างนี้โดยถี่ถ้วน จนเกิดความเบื่อหน่ายในปฐมฌานปราศจากนิกกันติตัณหา คือไม่มีการติดใจในปฐมฌานแต่อย่างใดแล้ว จากนั้นก็จงเริ่มต้นเพ่งปฏิภาคนิมิตพร้อมกับบริกรรมในใจว่า”ปถวีๆ”เพื่อให้ได้มาซึ่งทุติยฌานนั้น ภาวนาจิตใจในขณะนั้นชื่อว่าบริกรรมภาวนา และนิมิตของบริกรรมภาวนาในระยะนี้ คือ ปฏิภาคนิมิต มิใช่บริกรรมนิมิตหรืออุคคหนิมิตไม่ ซึ่งต่างกับบริกรรมภาวนาที่เป็นเบื้องต้นของปฐมฌาน ที่มีบริกรรมนิมิตและอุคคหนิมิตเป็นอารมณ์
         เมื่อพระโยคีบุคคลทำการเพ่งและบริกรรมอยู่ดังนี้ จะรู้ว่าภาวนาจิตของตนได้เข้าใกล้ในขอบเขตของอัปปนาภาวนา คือ ทุติยฌานหรือยัง ก็จงเข้าปฐมฌานเสียก่อน เมื่อออกจากปฐมฌานก็พิจารณาองค์ฌาน ๕ ตามลำดับโดยเฉพาะๆและในขณะที่มีการพิจารณานี้ ถ้าเห็นสภาพของวิตกว่าเป็นสภาพหยาบ และเห็นสภาพขององค์ฌาน ๔ นอกนั้นมีความละเอียดสุขุม เช่นนี้ก้พึงรู้ได้ว่าภาวนาจิตของตนนี้ได้เข้าถึงขั้นอุปจารภาวนาซึ่งใกล้เคียงกับอัปปนาภาวนา คือ ทุติยฌานแล้ว ถ้าหากยังไม่เห็นสภาพหยาบของวิตกและความปราณีตสุขุมของวิจารเป็นต้นแล้ว เวลานั้นภาวนาจิตก็ยังคงเป็นบริกรรมภาวนาอยู่ เป็นอันรู้ได้ว่ายังห่างไกลจากอัปปนาภาวนา คือ ทุติยฌาน เมื่อเป็นเช่นนี้ควรพยายามเพ่งและบริกรรมต่อไป จนอุปจารภาวนาเกิดขึ้น
     
๑๐ ปิยทัสสี ภิกขุ,วิมุตติธรรม,พิมพ์ครั้งที่ สอง  พ.ศ.๒๕๒๑,หน้า ๕๐
๑๑ พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑ วินัยปิฎกที่ ๑ มหาวิภังค์ ปฐมภาค

    ครั้นการเพ่งได้เข้าถึงขั้นอุปจารภาวนาเวลาใด หากพยายามเพ่งต่อไปในไม่ช้า อัปปนาภาวนา คือ ทุติยฌาน ก็จักเกิดขึ้นโดยลำดับดังนี้ คือ ภวังค์ ภวังคจลนะ ภวังคุปัจเฉทะ มโนทวาราวัชชนะ บริกรรม อุปจาร อนุโลม โคตรภู ทุติยฌาน ๑ ครั้ง ภวังคจิตต่อไป จากนั้นปัจจเวกขณะวิถีที่มีการพิจารณาองค์ฌาน ๔ ตามลำดับ โดยเฉพาะๆก็เกิดขึ้น เป็นอันว่าได้สำเร็จเป็นทุติยฌานลาภีบุคคล
         การปฏิบัติขั้นแรกและขั้นสุดท้ายเพื่อให้ได้ตติยฌานเป็นต้นจนถึงปัญจมฌานเกิดต่อไปนั้น ก็เป็นไปในทำนองเดียวกันนี้ทุกประการ คงต่างกันแต่เพียงการพิจารณาให้เห็นโทษขององค์ฌานนั้นๆ ตามลำดับเท่านั้น คือทุติยฌานลาภีบุคคลเมื่อจะขึ้นตติยฌานก็ต้องพิจารณาให้เห็นโทษของวิจารที่มีสภาพหยาบกว่าปีติ สึข เอกคัตตา แล้วตั้งต้นเพ่ง ปฏิภาคนิมิตโดยภาวนาทั้งสามตามลำดับอันเป็นวิจารวิราคต่อไป ตติยฌานลาภีบุคคลเมื่อจะขึ้นจตุตถฌานก็ต้องพิจารณาให้เห็นโทษของปีติ ที่มีสภาพหยาบกว่า สุข เอกัคคตร แล้วก็ตั้งต้นเพ่งปฏิภาคนิมิตโโยภาวนาทั้งสามตามลำดับอันเป็นปีติวิราคภาวนาต่อไป จตุตถฌานลาภีบุคคลเมื่อจะขึ้นปัญจมฌานก็ต้องพิจารณาให้เห็นโทษของสุขที่มีสภาพหยาบกว่า อุเบกขา เอกัคคตา แล้วก็ตั้งต้นเพ่งปฏิภาคนิมิตโดยภาวนาทั้งสามตามลำดับ อันเป็นสุขวิราคภาวนาต่อไป
           เท่าที่ได้พรรรณามานี้เป็นการพรรณาโดยปัญจกนัย ตามนัยแห่งปัญญาของมันทบุคคลที่ไม่อาจพิจารณาเห็นโทษของวิตก และวิจารทั้งสองนี้ในเวลาเดียวกันได้ สำหรับติเหตุกบุคคลนั้น เมื่อจะขึ้นทุติยฌานต่อไปนั้นมีปัญญาสามารถใครครวญเห็นโทษของวิตกและวิจารทั้งสองพร้อมๆกัน ดังนั้นเมื่อตั้งต้นเพ่งปฏิภาคนิมิตโดยภาวนาจิตทั้งสามตามลำดับอันเป็นวิตกวิจารวิราคภาวนาต่อไปนั้น ทุติยฌานที่มีองค์ฌาน ๓ คือ ปีติ สุข เอกัคคตา ก็ย่อมเกิดขึ้น เมื่อได้ปฏิบัติต่อไปตติยฌานที่มีองค์ฌาน ๒ คือ สุข เอกัคคตา ก็ย่อมเกิดขึ้น และเมื่อปฏิบัติต่อไปอีก จตุตถฌานที่มีองค์ฌาน ๒ คือ อุเบกขา เอกัคคตา ก็ย่อมเกิดขึ้น เหตุนี้ฌานเหล่านี้จึงเป็นไปโดยจตุกกนัยตามปัญญา ของติกขบุคคล เป็นอันว่าผู้นั้นได้สำเร็จรูปาวจรฌานหมดสิ้น ในขณะที่ได้รูปาวจรปัญจมฌานนั้น หากผู้นั้นได้เคยสร้างบารมีเป็นพิเศษมาแล้ว กล่าวคือได้เคยชำนาญในการแสดงอภิญญาในภพก่อนๆที่ใกล้กับภพนี้ก็ดี หรือได้เคยสร้างทาน ศีล ภาวนาในภพก่อนๆโดยตั้งความปรารถนาไว้จะให้ตนได้อภิญญาในภพต่อไปเหล่านี้ก็ดี เมื่อรูปาวจรปัญจมฌานเกิดขึ้นนั้น ปัญญาที่ประกอบกับจิตดวงนั้นเป็นปัญญาที่มีอำนาจพิเศษอยู่ในตัวเรียกว่าอภิญญา จากนั้นเมื่อต้องการทำอภิญญาเวลาใดก็ทำได้ สำหรับรูปฌานลาภีที่นอกจากบุคคลเหล่านี้ ต้องได้อรูปฌานทั้ง ๔ พร้อมทั้งมีความชำนาญในวสีภาวะ ๕ อย่างที่เกี่ยวกับรูปฌาน อรูปฌาน ที่เป็นสมาบัติ ๙ หรือ ๘ เสียก่อน จึงจะแสดงอภิญญาได้


การปฏิบัติขั้นแรกและขั้นสุดท้ายเพื่อจะได้อรูปฌานต่อไปตามลำดับ
           ขั้นแรกของการปฏิบัติเพื่อให้อากาสานัญจายตนฌานเกิดขึ้นนั้น ฌานลาภีบุคคลพึงกระทำรูปาวจรปัญจมฌานกุศลชวนะ ให้เกิดติดต่อกันจนชำนาญในวสีภาวะทั้ง ๕ ที่เกี่ยวกับรูปาวจรปัญจมฌาน เหมือนกับการปฏิบัติของปฐมฌานลาภีเพื่อให้ทุติยฌานเกิดฉันนั้น ต่างก็แต่เพียงก่อนหน้าจะเริ่มฝึกหัดในวสีภาวะทั้ง ๕ นั้น ฌานลาภีบุคคลได้มีความเห็นต่างกันเป็น ๒ ฝ่าย คือ ฝ่ายหนึ่งเป็นความเห็นทั่วๆไป ในเวลาที่ว่างจากพระพุทธศาสนาอีกหนึ่งเป็นความเห็นทั่วๆไป ในเวลาที่มีพระพุทธศาสนาปรากฏขึ้นแล้ว
            ความเห็นในเวลาที่ว่างจากพระพุทธศาสนา
            ปัญจมฌานลาภีบุคคลมีความเห็นว่า การประหัตประหาญซึ่งกันและกันด้วยอาวุธต่างๆก็ดี  โรคต่างๆก็ดี ความหิวกระหายก็ดี ความกำหนัดรักใคร่ซึ่งกันและกันก็ดี เหล่านี้ล้วนแต่เนื่องจากร่างกายนั้นเองเป็นเหตุ และร่างกายนี้เล่าก็เกิดมาจากโลหิตของมารดาบิดา อันเป็นของไม่สะอาดอีกด้วย ฉะนั้นกายนี้จึงเรียกว่ากรชกาย ส่วนในอรูปภูมินั้นเป็นภูมิที่ปราศจากร่างกายมีแต่จิตใจอย่างเดียว ฉะนั้นเรื่องเดือดร้อนต่างๆที่เกี่ยวกับกายนั้นจึงได้ถูกระงับไปหมดสิ้น เป็นความสุขอย่างยิ่ง เมื่อได้คิดเช่นนั้นแล้วก็เกิดความเบื่อหน่ายในร่างกายมีแต่ความอยากได้ไปเกิดในอรูปภูมิ พร้อมกันนั้นก็มีความหวาดกลัวในปฏิภาคนิมิตอันเป็นอารมณ์ของรูปาวจรปัญจมฌานที่เกิดเนื่องต่อกันมาจากรูปที่เป็นอง์กสิณอีกด้วย เสมือนหนึ่งผู้ที่กลัวผีในเวลาค่ำคืนได้แลเห็นตอไม้เข้าก็สำคัญผิดคิดว่าผีหลอกเกิดสะดุ้งกลัว ฉันใด ปัญจมฌานลาภีบุคคลที่มีการเห็นโทษของร่างกายก็ฉันนั้น สมดังที่มีคาถาแสดงไว้ว่า
ยถา ปิสาจ ภีรุโก   รตฺตึ ขาณุมฺปิ ภายติ
เอวํ กรชภีรุโก        โยคี กสิณรูปกํ ฯ
          แปลความว่า ผู้ที่กลัวผีในเวลากลางคืน แม้ได้แลเห็นตอไม้ก็มีความสะดุ้งกลัวเกิดขึ้นฉันใด โยคีบุคคลที่มีความกลัวต่อร่างกายก็ย่อมกลัวต่อรูปฌานที่มีอารมณเป็นรูปกสิณฉันนั้น
                ความเห็นในสมัยที่มีพระพุทธศาสนา
              ปัญจมฌานลาภีบุคคลหาได้มีการพิจารณาเห็นโทษในร่างกายแต่ประการใดไม่ เพียงแต่มีความเห็นว่าสมาธิที่เกิดจากอรูปฌานนั้นมีกำลังมั่งคงและปราณีตมากกว่าสมาธิที่เกิดจากรูปฌาน ฉะนั้นจึงอาจทำอภิญญาได้ หรือถ้าได้สำเร็จเป็นพระอนาคามีมีพระอรหันต์เวลาใด ก็ยังช่วยให้ตนสามารถเข้านิโรธสมาบัติอันเป็นสันติสุขที่มีสภาพคล้ายกับอนุปาทิเสสนิพพานได้อีกด้วย เมื่อมีความเห็นเช่นนี้แล้ว ก็เริ่มต้นปฏิบัติในวสีภาวะทั้ง ๕ ต่อไป ในระยะขั้นสุดท้ายนี้ เมื่อออกจากรูปปัญจมฌานแล้ว ถ้าเห็นว่าปริมณฑลของปฏิภาคนิมิตที่แผ่ไปนั้นเล็กเกินไปอยากขยายให้ใหญ่ถึงภูเขาจักรวาลก็ทำได้ แล้วแต่กำลังสมาธิของตนที่สามารถเพ่งให้ทั่วถึงได้ ถ้าเห็นว่าใหญ่มากเกินไปอยากทำให้เล็กลงก็ทำได้เช่นเดียวกัน แต่อย่างเล็กที่สุดก็ต้องมีขนาด ๑ คืบ กีบ ๔ องคุลี จะเล็กไปกว่านี้ไม่ได้หรือเห็นว่าไม่จำเป็นที่จะขยายให้ใหญ่หรือเล็กลง เมื่อมีขนาดเท่าใดก็คงให้มีอยู่เท่านั้นก็ได้ แล้วเพ่งต่อไปอย่างไม่สนใจใดๆในปฏิภาคนิมิตที่ปรากฏอยู่นั้นเลย มีแต่ความพยายามที่จะพรากใจออกจากปฏิภาคนิมิตนั้น แล้วกลับพยายามยึดหน่วงให้อากาสบัญญัติให้ปรากฏแทนที่ โดยคิดว่าปถวีปฏิภาคนิมิตไม่มีๆคงมีแต่อากาสว่างเปล่าอยู่เท่านั้น พร้อมกับบริกรรมอยู่ภายในใจว่า อากาโส อนนฺโตๆ (อากาสไม่มีที่สิ้นสุดๆ)
           เมื่อปัญจมฌานลาภีบุคคลพยายามเจริญเช่นนี้เสมอไปนั้น เวลาใดจิตใจปราศจากนิกกันติตัณหาในรูปปัญจมฌาน เวลานั้นภาวนาจิตของพระโยคีบุคคลนั้นก็ขึ้นสู่ขั้นอุปจารภาวนา การเจริญภาวนาจากนี้ต่อไปไม่ช้านัก ปถวีปฏิภาคนิมิตที่เป็นนิมิตกรรมฐานก็จะสูญหายไปจากใจ คงเหลือแต่อากาสว่างเปล่าที่เป็นภายในบริเวณของปฏิภาคนิมิตแผ่ไปอุปมาดังผู้ที่กำลังเพ่งดูผ้าม่านที่ติดอยู่กับช่องหน้าต่างอย่างสนใจในขณะนั้น ผ้าม่านก็หลุดลงไปด้วยอำนาจพายุที่พัดมาอย่างแรง จึงมองเห็นแต่อากาสที่ว่างๆอยู่เท่านั้นฉันใดพระโยคีบุคคลเพิกปถวีกปฏิภาคนิมิตออกจากใจได้ก็ฉันนั้น แต่การเพิกกสิณออกจากใจนั้นหาใช่เหมือนกับการเลิกเสื่อออก หรือยกจานอาหารออกจากถาดแต่อย่างใดไม่ หากเป็นการเพิกโดยไม่ให้จิตใจไปคิดนึกพัวพันอยู่ในกสิณอีกเท่านั้น ดังมีคาถากล่าวไว้ตรงกันกับวิสุทธมรรคอรรถกถาว่า
กสิณํ อุคฺฆาเฏนฺโต โส        น  กิลญฺชํ ปูปํ ปิวา
เกวลํ ตมนาวชฺชํ                อากาโส อิติ อิกฺขติฯ
  แปลความว่า พระโยคีบุคคลเพิกองค์กสิณออกจากใจนี้ หาใช่เหมือนกับการเลิกเสื่อออก หรือยกจานขนมออกแต่อย่างใดไม่ หากเป็นการเลิกสนใจในกสิณนิมิตนั้นเสีย กลับไปสนใจเพ่งและบริกรรมว่า อากาโสๆต่อไป
  อากาโส อนนโต(อากาสไม่มีที่สิ้นสุด) นี้หมายความว่า ธรรมดาอากาสนั้นเป็นบัญญัติไม่ใช่ปรมัตถ์ ฉะนั้น จึงไม่มีเบื้องต้น คือการอุบัติขึ้น และไม่มีเบื้องปลาย คือการดับไป นี้แหล่ะเรียกว่า
อนนฺโต แต่การบริกรรมนั้นใช้แต่เพียงว่า อากาโสๆก็ได้ อากาสํ ก็ได้
    เมื่อสามารถเพิกปถวีปฏิภาคนิมิต ซึ่งเป็นนิมิตกรรมฐานที่ติดอยู่กับใจเสียได้ในเวลานั้น อากาสบัญญัติก็ปรากฏขึ้นแทนที่ทันที พร้อมด้วยอากาสานัญจายตนฌานที่มีองค์ฌาน ๒ ก็เกิดขึ้นเป็นไปดังนี้ คือ ภวังค์ ภวังจลนะ ภวังคุปัจเฉทะ มโนทวาราวัชชนะ ปริกรรม อุปจาร อนุโลม โคตรภู อากาสานัญจายตนกุศลจิตเกิดขึ้น ๑ ครั้ง แล้วก็ดับไป จากนั้นภวังคจิตก็เกิดต่อเล็กน้อย แล้วปัจเวกขณวิถีที่มีการพิจารณา อุเบกขา เอกัคคตา ก็เกิดขึ้นตามสมควร เป็นอันว่าผู้นั้นได้สำเร็จเป็นอากาสานัญจายตนฌานลาภีบุคคล
      อากาสานัญจายตนฌานนี้มีชื่อเรียกเป็น ๓ อย่าง คือ ๑.อรูปฌาน ๒.อากาสานัญจายตนฌาน ๓.ปฐมารุปปฌาน ที่เรียกว่าอรูปฌานนั้น เพราะว่าปัญจมฌานลาภีบุคคลนี้มิได้สนใจเพ่งปถวีปฏิภาคนิมิตที่เป็นรูปารมณ์แต่ประการใด เมื่อฌานจิตนี้ก็ปราศจากรูปเป็นอารมณ์ ฉะนั้น จึงเรียกว่ อรูปฌานที่เรียกว่าอากาสานัญจายตนฌานนั้น ซึ่งไม่ปรากฏว่าเบื้องต้นคือการเกิด และเบื้องปลายคือความดับนั้นอยู่ที่ตรงๆไหน ฉะนั้น จึงเรียกว่า อากาสานัญจายตนฌานที่เรียกว่าปฐมารุปปฌานนั้นก็เพราะว่า ภายหลังที่ได้เว้นจากบัญญัติกรรมฐานที่เกี่ยวกับรูปได้แล้ว ฌานนี้ได้เกิดขึ้นครั้งแรกในบรรดาอรูปฌานทั้ง ๔ ฉะนั้น จึงเยกว่า ปฐมรุปปฌาน
การปฏิบัติขั้นแรกและขั้นสุดท้ายของวิญญานัญจายตนฌาน
          พระโยคีบุคคลเมื่อต้องการเจริญวิญญาณัจายตนฌานต่อไป ขั้นแรกก็จงปฏิบัติในวสีภาวะทั้ง ๕ ที่เกี่ยวกับอากาสานัญจายตนฌานเสียก่อน หลังจากมีความชำนาญในวสีภาวะทั้ง ๕อย่างสมบูรณ์ดีแล้ว แต่นั้นก็จงเข้าอากาสานัญจายตนฌาน เมื่อออกจากฌานก็พิจารณาเห็นโทษของอากาสานัญจายตนฌานว่าอากาสานัญจายตนฌานนี้เป็นฌานที่ใกล้กับรูปปัญจมฌานอันเป็นข้าศึกแก่กันอยู่ ถ้าขาดการเข้าฌานนี้อยู่เสมอๆเวลาใดแล้ว เวลานั้นฌานนี้อาจเลือนหายไปจากใจ และกลับทำให้สมาธิลดระดับลงไปตั้งอยู่ในรูปปัญจมฌานตามเดิมได้อีก ทั้งสมาธิที่เกิดจากฌานนี้ก็ยังหยาบกว่าสมาธิที่เกิดจากวิญญานัญจายตนฌานอีกด้วย เมื่อพิจารณาเห็นโทษอากาสานัญจายตนฌานดังนี้แล้วจากจิตสันดานของตน โดยการพยายามพรากใจออกจากอากาศบัญญัตินั้นเสีย แล้วกลับพยายามยึดหน่วงให้อากาสานัญจายตนฌานมาปรากฏแทนที่โดยบริกรรมว่า วิญฺญาณํ  อนนฺตํๆ หรือ วิญฺญาณํๆ (นี้เป็นปฐมรุปปวิญญานที่มีอากาศบัญัติไม่มีที่สิ้นสุด เป็นอารมณ์ หรือนี้เป็น ปฐมารุปปวิญญาน)อยู่ดังนี้เรื่อยๆ
            เมื่อพระโยคีบุคคลพยายามเจริญอยู่อย่างนี้เสมอไปนั้น เวลาใดจิตใจปราศจากนิกกันติตัณหาในอากาสานัญจายตนฌาน เวลานั้นภาวนาจิตของพระโยคีบุคคลนั้นก็ขึ้นสู่อุปจารภาวนา การเจริญภาวนาต่อไปไม่ช้าอากาศบัญญัติที่เป็นนิมิตกรรมฐานก็จักสูญหายไปจากใจ การพยายามก้าวล่วงอากาศบัญญัติ ซึ่งเป็นนิมิตกรรมฐานติดอยู่กับใจเสียได้ในเวลาใด เวลานั้น อากาสานัญจายตนฌานกฌปรากฏขึ้นแทนที่ทันที พร้อมด้วยวิญญาณัญจายตนฌานที่มีองค์ฌาน ๒ ก็ได้เกิดขึ้นเป็นไปดังนี้ คือ ภวังค์ ภวังจลนะ ภวังคุปัจเฉทะ มโนทวาระวัชชนะ ปริกรรม อุปจาร อนุโลม โคตรภู วิญญาณัญจายตนกุศลจิตเกิดขึ้น ๑ ครั้งแล้วก็ดับไป จากนั้นภวังคจิตก็เกิดต่อเล็กน้อยแล้งปัจเวกขณวิถีที่มีการพิจารณา อุเบกขา เอกัคคตา ก็เกิดขึ้นตามสมควร เป็นอันว่าผู้นั้นได้สำเร็จเป็นวิญญาณัญจายตนฌานลาภีบุคคล
              เรื่องนี้ก็น่าสงสัยว่า เมื่อฌานลาภีบุคคลได้เห็นโทษของอากาสาณัญจายตนฌานด้วยประการต่างๆฉะนี้แล้ว เหตุไฉนเมื่อจะเจริญฌานเบื้องต้นต่อไปนั้นจึงกลับไปฝักใฝ่สนใจในอากาสาณัญจายตนฌานนั้นอีก ข้อนี้แก้ว่า วิญญาณัญจายตนฌานจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัยอากาสาณัญจายตนฌานนี้แหล่ะเป็นเหตุ เช่นเดียวกันกับสัททารมณ์ซึ่งเป็นเหตุในการเกิดขึ้นแห่งโสตวิญญานฉันนั้น โดยเหตุนี้ ถึงแม้ว่าฌานลาภีบุคคลจะพิจารณาเห็นโทษอย่างใดก็ตามที ก็ยังจำเป็นต้องใส่ใจนึกถึงอยู่นั่นเอง ทั้งนี้ก็เพื่อจะให้สพเร็จผลเป็นวิญญาณัญจายตนฌานลาภีบุคคลตามความมุ่งหมายของตนเท่านั้น อุปมาเสมือนหนึ่งมหาดเล็กที่ได้แลเห็นโทษของพระราชาในประการต่างๆเช่น ความไม่เป็นธรรมมากน้อยเพียงใดก็ตามที แต่ก็ต้องมีใจเคารพรักและคอยปฏิบัติรับใช้ต่อพระองค์อยู่นั่นเอง เพื่อจะได้เป็นที่อาศัยพักพิงยังอาชีพ ของตนให้เจริญรุ่งเรืองต่อไปในภายหน้าดังที่ท่านอรรถกถาจารย์ได้แสดงไว้ว่า
อาลมฺพนํ กโรเตว      อญฺญาภาเวน ตํ อิทํ
ทิฏฐโทสมฺปิ ราชานํ   วุตฺติ เหตุ ชโน ยถา ฯ
       แปลความว่า ผู้ที่มีความประสงค์อยากได้วิญญาณัญจายตนฌาน ย่อมจำเป็นที่จะต้องกระทำอากาสาณัญจายตนฌานให้เป็นอารมณ์อยู่เสมอไป เพราะอนกจากนั้ก็ไม่มีอารมณ์อื่นๆที่จะกระทำให้วิญญาณัญจายตนฌานเกิดขึ้นได้ เสมือนหนึ่งบุรุษมหาดเล็ก แม้ว่าจะได้เห็นโทษของพระราชาพระองค์นั้นอยู่นั่นเอง เพื่อแก่การยังอาชีพของตนให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป
การปฏิบัติขั้นแรกและขั้นสุดท้ายของอากิญจัญญายตนฌาน
        พระโยคีบุคคลเมื่อต้องการเจริญอากิญจัญญายตนฌานต่อไปนั้น  คั่นแรกก็จงปฏิบัติในวสีภาวะทั้ง ๕ ที่เกี่ยวกับวิญญาณัญจายตนฌานเสียก่อน  หลังจากมีความชำนาญในวสีภาวะทั้ง ๕ อย่างสมบูรณ์ดีแล้ว  แต่นั้นก็จงเข้าวิญญาณัญจายตนฌานเมื่ออกจากฌนก็พิจารณาเห็นโทษของวิญญาณัญจายตนฌานนี้ยังเป็นฌานที่ใกล้กับอากาสานัญจายตนฌานอันเป็นข้าศึกแก่กันอยู่  คือ ถ้าขาดการเข้าฌานนี้อยู่เสมอ ๆ  ในเวลาใดแล้ว  เวลานั้นฌานอาจเลือนหายไปจากใจได้กลับทำให้สมาธิลดระดับไปตั้งอยู่ในอากาสานัญจายตนฌานเสียอีกด้วย  ทั้งสมาธิที่เกิดจากฌานนี้ก็ยังหยาบกว่าสมาธิที่เกิดจากอสกิญจัญญายตนฌานเสียอีกด้วย     ครั้นได้พิจารณาเห็นโทษในวิญญานัญจายตนฌานดังนี้แล้ว  ก็เกิดการฝักใฝ่สนใจในอากาสานัญจายตนฌานที่ดับสูญขาดไปจากจิตตสันดานของตนอย่างไม่มีเหลืออยู่เลย   แม้ที่สุดเพียงแต่ภังคักขณะของฌานนั้นหาได้มีเหลืออยู่ไม่  โดยการพยายามพรากใจออกจากอากาสานัญจายตนฌานนั้น ๆ เสีย  แล้วกลับพยายามทำการยึดหน่วงให้นัตถิภาวบัญญัติมาปรากฏแทนที่โดยบริกรรมว่า       นตฺถิ  กิญฺจื ๆ  ( ความเหลืออยู่ของอากาสานัญจายตนฌานแม้เพียงเล็กน้อยก็ไม่มี  หมายความว่า  อย่าว่าแต่    อุปาทะ  ฐีติ  คือ ขณะเกิด  ขณะตั้งอยู่ของอากาสานัญจายตนฌานนั้นเลย  แม้แต่เพียงภังคะ  คือขณะดับก็ยังไม่มีเหลืออยู่ ) อยู่ดังนั้นเรื่อย ๆ
        แม้พระโยคีบุคคลหลายพยายามเจริญอย่อย่างนี้เสมอไปนั้น        เวลาใดจิตใจปราศจากนิกกันติ ตัณหาในวิญญาณัญจายตนฌาน  เวลานั้นภาวนาจิตของพระโยคีบุคคลนั้นก็ขึ้นสู่คั่นอฺปจารภาวนา  การเจริญภาวนาจากนี้ต่อไปไม่ช้า  อากาสานัญจายตนฌานที่เป็นนิมิตกรรมฐานก็จะสูญหายไปจากใจ  อุปมาเหมือนกับบุรุษนายหนึ่งที่กำลังเดินผ่านไปทางหน้าสภาประชุมสงฆ์  ในขณะนั้นได้เหลือบเห็นหมู้สงฆ์กำลังประชุมกันอยู่อย่างคับคั่งแล้วเดินเลยไป  ขากลับก็คงเดินผ่านมาทางด้านนั้นอีกเช่นกัน  แต่ครั้งนี้มิได้เหมือนเช่นเดิม  ทั้งนี้ก็เพราะพระสงฆ์ ได้กลับไปหมดสิ้นแล้ว  บุรุษนั้นรำพึงอยู่ภายในใจว่า  บัดนี้พระสงฆ์ท่านกลับไปหมดสิ้นแล้ว  แม้แต่เพียงรูปหนึ่งก็ไม่เหลืออยู่เลย  การพยายามก้าวล่วงจากอากาสานัญจายตนฌาน  ซึ่งเป็นนิมิตกรรมฐานติดอยู่กับใจเสียในเวลาใด  เวลานั้น  นัตถิภาวบัญญัติก็ปรากฏขึ้นแทนที่ทันที  พร้อมด้วยอากิญจัญญายตนที่มีองค์ฌาน ๒ ก็ได้เกิดขึ้นเป็นไปดังนี้  คือ  ภวังค์  ภวังคจลนะ  ภวังคุปัจเฉทะ  มโนทวาราวัชชนะ  บริกรรม  อุปจาร  อนุโลม  โคตรภูอากิญจัญญายตนฌานกุศลจิตเกิดขึ้น ๑ ครั้ง  แล้วก็ดับไป  จากนั้นภวังคจิตก็เกิดต่อเล็กน้อย  แล้วปัจจเวกขณวิถีที่มีการพิจารณาอุเบกขา  เอกัคคตา  ก็เกิดขึ้นตามสมควรเป็นอนว่าผู้นั้นได้สำเร็จ  เป็นอากิญจัญญาตนฌานลาภีบุคคล



        การปฏิบัติคั่นแรกและคั่นสุดท้ายของเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน
        พระโยคีบุคคลเมื่อต้องการเจริญเนวสัญญานาสัญญาตนฌานต่อไปนั้น  คั่นแรกก็จงปฏิบัติในวสีภาวะทั้ง ๕ ที่เกี่ยวกับอากิญจัญญายตนฌานเสียก่อน  หลังจากมีความชำนาญในวสีภาวะทั้ง ๕ อย่างสมบูรณ์ดีแล้ว  แต่นั้นก็จงเข้าอากิญจัญญายตนฌานเมื่อ ออกจากฌานก็พิจารณาเห็นโทษของอากิญจัญยายตนฌานนั้นว่า อากิญจัญญายตนฌานนี้นี้ยังเป็นฌานที่ใกล้กับวิญญาณณัญจายตนฌานอันเป็นข้าศึกแก่กันอยู่  คือ ถ้าขาดการเข้าฌานนี้อยู่เสมอ ๆ  ในเวลาใดแล้ว  เวลานั้นฌานอาจเลือนหายไปจากใจได้ กลับทำให้สมาธิลดระดับไปตั้งอยู่ในวิญญาณณัญจายตนฌานเสียอีกด้วย  ทั้งสมาธิที่เกิดจากฌานนี้ก็ยังไม่ปราณีตและความสงบนั้นเล่าก็ยังไม่สงบเท่ากับความสงบที่มีอยู่ในเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน  สำหรับสัญญาความจำเป็นต้นที่มีอยู่ในอากิญจัญญายตนฌานนี้ก็ยังหยาบอยู่จึงเป็นอุปสรรคแก่สมาธิ  ส่วนสัญญาความจำเป็นต้นที่มีอยู่ในเนวสัญญานาสัญญายตนฌานนั้นปราณีตสุขุมมากกว่านี้ยิ่งนัก   ฉะนั้นอรูปฌานที่  ๔  นี้  จึงเป็นฌานที่มีความปราณีตยอดยิ่ง  เป็นการพิจารณาเห็นโทษเพื่อให้หมดความยินดีในอากิญจัญญายตนฌาน  แต่ก็ยังเห็นความดีของฌานนี้ว่าถึงแม้จะสงบปราณีตไม่เท่าถึงฌานที่ ๔  ก็จริงอยู่  แต่ทว่ามีความสงบความปราณีตอยู่ไม่น้อยเหมือนกันเพราะสามารถรับบัญญัติอารมณ์ที่ไม่มีปรมัตถ์รองรับที่เป็นอภาวบัญญัติหรือนัตภิภาวบัญญัติอันเกี่ยวกับอากาสานัญจายตนฌานได้  เมื่อคิดเช่นนี้แล้วก็สนใจนึกถึงอากิญญจัญญายตนฌานที่ดับไปแล้วจากจิตสันดานของตน  โดยการพยาบยามพรากใจออกจากนัตถิภาวบัญญัตินั้นเสีย  แล้วพยายามยึดหน่วงอากิญจัญญายตนฌานมาปรากฏแทนที่โดยบริกรมว่า  สนฺตเมตํ  สนฺตเมตํ  ( อากิญจัญญายตนฌานนี้มีสมาธิสงบมากปราณีตมาก  หรือ  สนฺตํ ๆ ปณีตํ  ดังนี้ก็ได้ )
        แม้พระโยคีบุคคลหลายพยายามเจริญอย่อย่างนี้เสมอไปนั้น        เวลาใดจิตใจปราศจากนิกกันติตัณหาในอากิญจัญญายตนฌาน  เวลานั้นภาวนาจิตของพระโยคีบุคคลนั้นก็ขึ้นสู่คั่นอฺปจารภาวนา  การเจริญภาวนาจากนี้ต่อไปไม่ช้า  นัตถิภาวบัญญัติที่เป็นนิมิตกรรมฐานก็จะสูญหายไปจากใจ  การก้าวล่วงจากนัตถิภาวบัญญัติที่เป็นนิมิตกรรมฐานที่อยู่ติดกับใจเสียได้ในเวลาใด  เวลานั้น  อากิญจัญญายตนฌานก็ปรากฏขึ้นแทนที่ทันทีพร้อมด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนฌานที่มีองค์ฌาน ๒  ก็ได้เกิดขึ้นเป็นไปดังนี้คือ  ภวังค์   ภวังคจลนะ  ภวังคุปัจเฉทะ  มโนทวาราวัชชนะ  ปริกรรม  อุปจาร  อนุโลม  โคตรภู  เนวสัญญานาสัญญายตน  กุศลจิตเกิดขึ้นได้  ๓  ครั้ง  แล้วก็ดับไป  จากนั้นภวังคจิตก็เกิดขึ้นเล็กน้อย  แล้วปัจจเวกขณวิถีที่มีการพิจารณา  อุเบกขา  เอกัคคัตาก็เกิดขึ้นตามสมควร  เป็นอันว่าผู้นั้นได้สำเร็จเป็นเนวสัญญานาสัญญายตนฌานลาภีบุคคล
        การปฏิบัติเพื่อให้ได้มาซึ่งเนวสัญญานาสัญญายตนฌานของพระโยคีบุคคลนั้น  ก่อนการบริกรรมก็ได้พิจารณาเห็นโทษของอากิญจัญญายตนฌานนานาประการ  แต่ครั้นลงมือบริกรรมก็ได้พิจารณาเห็นคุณความดีของฌานนี้อยู่ไม่น้อย  ทั้งได้ยกย่องชมเชยเป็นอันมากดังที่ปรากฏในคำบริกรรมว่า  สนฺตเมตํ  ปณีตเมตํ  เช่นนี้มิเป็นการขัดกันไปหรือ  ?    แก้ว่า หาได้ขัดกันแต่อย่างใดไม่  อุปมาเหมือนกับคนๆ หนึ่ง  ซึ่งมีรูปร่างสันฐานผิวพรรณไม่งดงามไม่น่าชมเลย  แต่จิตใจประกอบด้วยคุณความดีหลายประการ  เมื่อผู้ใดผู้หนึ่งได้พบเข้าก็จะกล่าวคำตำหนิเย้ยหยันว่าช่างมีรูปร่างขี้ริ้วเสียจริง ๆ  แต่ครั้นได้เข้าใกล้ทราบถึงอัธยาศัยจิตใจเป็นอย่างดีแล้ว  ก็จะต้องสรรเสริญในคุณความดีของบุคคลนั้นฉันใด  การพิจารณาเห็นโทษแล้วกลับเห็นความดีในอากิญจัญญายตนฌานของพระโยคีบุคคลก็ฉันนั้น
        อนึ่ง การยกย่องชมเชยอากิญจัญญายตนฌานโดยการคบริกรรมว่า  สนฺตเมตํ ปณีตเมตํ
นั้น  หาใช่มีความประสงค์จะเข้าฌานนี้อีกก็หามิได้  เพียงแต่อาศัยใช้บริกรรมเพื่อจะพ้นไปจากฌานนี้  แล้วก้าวขึ้นสู่เนวสัญญานาสัญญายตนฌานต่อไปต่างหาก  อุปมาดัง  พระราชาประทับทรงช้างออกไปทอดพระเนตรในการแสดงศิลปหัตถกรรม ณ สถานที่แห่งหนึ่ง   ในขณะที่ทรงทอดพระเนตรโดยทั่วๆไปภายในบริเวณนั้น  ได้ทรงทอดพระเนตรเห็นบุรุษนายหนึ่งกำลังนั่งแกะสลักงาฃ้างอย่างวิจิตรงดงาม  ทรงพอพระทัยในฝีมือของบุรุษนั้นเป็นอย่างยิ่ง  ถึงกับออกพระโอษฐ์ชมเชยวา  บุรุษนี้ช่างมีฝีมือในการแกะสลักเป็นอย่างยิ่งยากที่จะหาผู้ใดเทียมได้   แม้จะทรงพอพระทัยมากมายเพียงใดก็ดี  แต่ก็หาได้มีพระดำริห์จะทรงสละราชสมบัติออกมาเป็นนายช่างแกะสลักงาไม่
เพียงแต่ทรงชมเชยแล้วก็เสด็จผ่านเลยกลับเข้าสู่พระราชวังตามเดิม  ดังนั้นพระมหาพุทธโฆษาจารย์จึงได้กล่าวว่า
                ทนฺตกาเร   วณฺเณนฺโตปิ        น  ราชา  ตตฺถ  กามิโก
                อสมาปตฺ กาโมว                   โยคี  ตติยติกฺกโม ฯ
        แปลว่า  แม้พระราชาจะได้ทรงชมเชยบุรุษที่เป็นช่างแกะสลักงาช้างอย่างยิ่งเพียงใดก็ตาม  แต่หาได้มีพระราชประสงค์จะทรงเป็นนายช่างแกะสลักงาช้างนั้นไม่  พระโยคีบุคคลที่ได้ตติยารุปปฌานแล้ว  แม้ว่าจะได้กล่าวคำชมเชยตติยารุปปฌานนี้โดยบริกรรมว่า  สนฺตเมตํ  ปณีตเมตํ  อญู่ดังนี้ก็ตามที  ครั้นแล้วก็ได้ก้าวล่วงตติยารุปปฌานนี้ไปเสีย  ทั้งนี้ก็เพราะพระโยคีบุคคลไม่มีความประสงค์ที่จะเข้าสมาบัตินี้อีก
        อรูปฌานทั้ง ๕ มีความปราณีตต่างกันยิ่ง ๆ ขึ้นไป
ตามลำดับแห่งชั้นของฌานนั้น ๆ 
                      สุปณีตตรา  โหนติ                     ปจฺฉิมา  ปจฺฉิมา   อิธ
                         อุปมา  ตตฺถ  วิญฺเญยยา             ปาสาทตล  สาฏิกา  ฯ
        แปลความว่า  ในอรูปฌานทั้ง  ๔  นั้น  ฌานที่เกิดขึ้นครั้งหลัง ๆ ย่อมมีสภาพปราณีตกว่าครั้งก่อน ๆ  การที่อรูปฌานทั้ง ๔ มีความปราณีตกว่ากันและกันนั้น  อุปมาเสมือนหนึ่งความปราณีตสวยงามของปราสาท ๔ ชั้น  และผ้านุ่ง ๔ ผืน  ที่มีฝีมือละเอียดมากกว่ากันและกัน
        อธิบายว่า  เมื่อได้พิจารณาดูอรูปฌานทั้ง ๔ ชั้นนี้  ในแง่ขององค์ฌานฝ่ายเดียวโดยไม่พิจารณาไปในแง่ของภาวนาแล้ว  ก็อาจเข้าใจผิดว่าอรูปฌานทั้ง ๔ มีคุณธรรมเสมอกัน  เพราะมีองค์ฌาน ๒  คือ  อุเบกขา  เอกัคคตา  เท่ากันนั่นเอง  แต่ถ้าได้พิจารณาถึงการอบรมเจริญภาวนาของฌานนั้น ๆ แล้ว  จะเห็นได้ว่าฌานเบื้องบน  ย่อมมีคุณธรรมปราณีตกว่าฌานเบื้องต่ำตามลำดับ เสมือนหนึ่งปราสาทหรือโรงแรม ๔ ชั้น แต่ถ้าได้พิจารณา ดูให้ถี่ถ้วนถึงการตบแต่งด้วยเครื่องเรือนอย่างดี พรั่งพร้อมไปด้วยเครื่องอุปโภค บริโภคก็ดี ตลอดถึงความสนุกสนาน เพลิดเพลินที่มีอยู่ก็ดี เหล่านี้ในชั้นบนๆขึ้นไปย่อมมีความสวยงาม บริบูรณ์ สนุกสนาน เท่ากันไม่ หรือเหมือนกับผ้านุ่ง ๔ ผืนที่ทอขึ้นด้วยด้ายชนิดเดียวกัน กว้างยาวก็เท่ากัน แต่ฝีมือการทอก็ดี เนื้อผ้าก็ดี มีความปราณีตมากกว่ากันและกันในจำนวน ๔ ผืนนั้น
         อาโปกสิณ  คำว่า อาโป  ในที่นี้มิได้หมายเอาสภาวะอาโปที่มีลักษณะไหลหรือเกาะกุมแต่ประการใด แต่มุ่งหมายเอาสสัมภารอาโป คือน้ำธรรมดาที่ใช้อาบใช้กินนี้เอง ฉะนั้น ผู้ที่ประสงค์จะเพ่งอาโปกสิณนี้ ถเาเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยอุปนิสสัยคือบุญบารมีที่เกี่ยวกับเคยได้รูปฌานมาแล้วจากภพก่อนๆใกล้ๆกับภพนี้ โดยอาศัย  เพ่งอาโปกสิณนั้น ในภพนี้เมื่อได้แลเห็นแม่น้ำ สระน้ำ หรือบ่อน้ำ ก็เพียงแต่เพ่งดูพร้อมกับบริกรรมว่า อาโปๆหรือน้ำๆ อุคคหนิมิตก็ปรากฏขึ้นได้ เมื่อุคคหนิมิตปรากฏแล้วก็มิจำเป็นที่จะเพ่งดูแม่น้ำ สระน้ำ หรือบ่อน้ำอีก  คงเพ่งอุคคหนิมิตที่ตนได้มาแล้วนั้นอยู่กับบ้านหรือกุฎีต่อไป จนกว่าจะได้ปฏิภาคนิมิตและได้รูปฌาน
           อนึ่งความเป็นไปแห่งอุคคหนิมิต และปฏิภาคนิมิตที่เกิดจากการเพ่งอาโปกสิณนั้น คือ อุคคหนิมิตนี้เหมือนกับบริกรรมนิมิตทุกอย่าง หมายความว่า ถ้าอาโปองค์กสิณนั้นไหวเพื่อม หรือ มีฟอง มีต่อม อุคคหนิมิตก็มีลักษณะไหวกระเพื่อม ฯลฯ ปรากฏอยู่เช่นเดียวกัน ส่วนอาโปปฏิภาคนิมิตนั้นต่างกันกับอุคคหนิมิตคือ ไม่มีการเคลื่อนไหว ตั้งนิ่ง ย่อมปรากฏเป็นความใสสอาดเหมือนดังแก้วมรกตที่ตั้งไว้ในที่สูง
                 สำหรับการงานต่างๆที่พระโยคีบุคคลจะพึงปฏิบัติในการเจริญอาโปกสิณ นับตั้งแต่ปฏิภาคนิมิตเกิดเป็นต้น จนถึงได้รูปฌาน อรูปฌานนั้น ก็คงเป็นไปเช่นเดียวกับการเจริญปถวีกสิณทุกประการ
              เตโชกสิณ คำว่า เตโช ในที่นี้มิได้มุ่งหมายเอาสภาวเตโชที่มีลักษณะ เย็นร้อน แต่ประการใด หากมุ่งหมายเอาสสัมภารเตโช คือไฟธรรมดาที่ปรากฏอยู่ทั่วไปนี้เอง ฉะนั้น ผู้ที่ประสงค์จะเพ่งเตโชกสิณนี้ ถ้าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยอุปนิสสัย คือบุญบารมีที่เกี่ยวกับเคยได้รูปฌานมาแล้วจากภพก่อนใกล้ๆกับภพนี้ โดยอาศัยการเพ่งเตโชกสิณนั้น ภพนี้เมื่อแลดูเปลวไฟที่ตะเกียง ในเตา ในฐานระบบบาตร หรือ ไฟไหม้ป่า อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็เพียงแต่เพ่งพร้อมบริกรรมว่า เตโชๆๆหรือ ไฟๆๆอุคคหนิมิตก็ปรากฏขึ้นได้ เมื่อุคคหนิมิตปรากฏแล้วก็มิจำเป็นที่จะต้องเพ่งดูเปลวไฟนั้นๆอีก คงเพ่งเพียงแต่อุคคหนิมิตที่ตนได้มาแล้วนั้นอยู่ต่อไป จนกว่าจะได้ปฏิภาคนิมิตและได้รูปฌาน
             เตโชปฏิภาคนิมิตนั้นต่างกับอุคคหนิมิต คือ ตั้งมั่นอยู่ไม่มีการพัดไหวไปมาแต่อย่างใดย่อมปรากฏเป็นความใสสอาดดังผ้ากัมพลแดง หรือพัดใบตาลทองคำ หรือเสาทองแท้ที่ตั้งไว้ในที่สูง
             สำหรับการงานต่างๆที่พระโยคีบุคคลจะพึงกระทำในการเจริญเตโชกสิณ นับตั้งแต่ปฏิภาคนิมิตเกิดเป็นต้น จนได้รูปฌาน อรูปฌานนั้น ก็คงเป็นไปเช่นเดียวกันกับการเจริญปถวีกสิณทุกประการ
             วาโยกสิณ คำว่า วาโย  ในที่นี้มิได้มุ่งหมายเอาสภาวที่มีลักษณะเคร่งตึงเคลื่อนไหวแต่ประการใด หากแต่มุ่งหมายเอาสสัมภารวาโย คือลมธรรมดาที่มีทั่วๆไปนี้เอง ฉะนั้น ผู้ที่ประสงค์จะเพ่งวาโยกสิณนี้ จะเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยอุปนิสสัย คือ บุญบารมีที่เกี่ยวกับการเคยได้รูปฌานแล้วจากภพก่อนๆใกล้ๆกับภพนี้โดยอาศัยการเพ่งวาโยกสิณก็ตาม หรือไม่มีบุญบารมีมาจากภพก่อนก็ตาม การจัดทำวาโยกสิณขึ้นเป็นพิเศษย่อมไม่มี จำเป็นจะต้องถือเอานิมิตจากลมธรรมดานี้เอง โดยอาศัยการเห็นและการถูกต้องแล้วจึงทำการเพ่งและบริกรรมได้ กล่าวคือเมือ่ได้แลเห็นยอดไม้ ใบไม้ที่สั่นไหวแกว่ง และเส้นผมที่ถูกลม หรือในขณะที่มีลมพัดมาต้องกายอยู่ ในขณะนั้นก็จะทำการเพ่งดูความสั่นไหวแกว่ง ของยอดไม้ ใบไม้ ปลายผม หรือความรู้สึกสัมผัสในเมื่อลมมาต้องกายอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วแต่สะดวก พร้อมกับบริกรรมว่า วาโยๆๆหรือลมๆไปเรื่อยๆจนกว่าอุคคหนิมิตจะปรากฏขึ้น เมื่ออุคคหนิมิคตปรากฏแล้วก็มิจำเป็นที่จะเพ่งดูความเป็นไปของสิ่งต่างๆเหล่านี้อีกแต่ต้องเพ่งอุคคหนิมิตที่ตนได้มาแล้วนั้นต่ไอไปจนกว่าจะได้ปฏิภาคนิมิตและได้รูปฌาน
           ความต่างกันระหว่างนิมิตทั้งสามในการเพ่งวาโยกสิณนั้น การไหวสั่นแกว่งของยอดไม้ ใบไม้ เส้นผมที่ถูกลมก็ดี ลมพัดต้องกายก็ดี เหล่านี้เป็นบริกรรมนิมิต สำหรับอุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิต ทั้งสองนี้เมื่อปรากฏเกิดขึ้นนั้นมีลักษณะเหมือนกับเกลียวแห่งไอข้าว ไอน้ำ นำตก ควัน ที่เราเคยเห็นอยู่นี้เอง แต่อุคคหนิมิตนั้นมีการไหวหวั่นสำหรับปฏิภาคนิมิตนั้นไม่ไหวหวั่น มีสภาพเป็นกลุ่มเป็นกองตั้งมั่นนิ่งอยู่เหมือนกับภาพถ่ายหรือภาพเขียน ตามปกติลมนั้นเห็นด้วยตาไม่ได้ ฉะนั้น พระโยคีบุคคลจึงต้องอาศัยการ ไหว สั่น แกว่ง ของใบไม้เป็นต้นที่เกิดจากลมพัดเป็นเครื่องเพ่ง แต่เมื่ออุคคหนิมิตเกิดขึ้นนั้น พระโยคีบุคคลจะเห็นลมนี้โโยทางใจ เพราะได้เปลี่ยนจากลมธรรมดาเป็นลมพิเศษ ปรากฏขึ้นแก่ใจพระโยคี ดังนั้นลมธรรมดานี้จึงเปลี่ยนสภาพไปเหทมือนกับเกลียวแห่ง ไอน้ำ ไอข้าว น้ำตก ควัน โดยเหตุนี้พระโยคีจึงควรเข้าใจในเรื่องลมธรรมดาและลมพิเศษทั้งสองอย่างให้ดีเพื่อจะให้ได้มาซึ่งอุคคหนิมิตโโยเร็ว เมื่อป็นเช่นนี้ก็จะมีคำถามขึ้นมาว่าจะเพ่งไอข้าว ไอน้ำ ควัน ทีเดียวไม่ได้หรือ เพราะสิ่งเหล่านี้ก็เป็นลมพิเศษเหมือนกัน ? แก้ว่าจะทำเช่นนั้นไม่ได้เพราะสิ่งเหล่านี้มีสีสรรวรรณะปนอยู่ทั้งเป็นลมพิเศษอีกด้วย และจะกลายเป็รการเพ่งวัณณกสิณซึ่งไม่ได้ตั้งใจเจริญ โดยตั้งใจเจริญวาโยกสิณต่างหาก
            สำหรับการงานต่างๆที่พระโยคีบุคคลจะพึงปฏิบัติในการเจริญวาโยกสิณนับตั้งแต่ปฏิภาคนิมิตเกิดเป็นต้นจนได้ถึงรูปฌาน อรูปฌานนั้น ก็คงเป็นไปเช่นเดียวกับการเจริญปถวีกสิณทุกประการ
                                                 จบมหาภูตกสิณ
นีลกสิณ  พระโยคีบุคคลประสงค์จะเจริญนีลกสิณนั้น   ถ้าเป็นผู้ที่ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย  คือบุญบารมีที่เกี่ยวกับการได้รูปฌานมาแล้วจากภพก่อนๆใกล้กับภพนี้  โดยอาศัยการเพ่งนีลกสิณนั้น  ครั้นมาในภพนี้เมื่อได้แลเห็นใบไม้ ดอกไม้สีเขียว  หรือผ้าสีเขียว  แก้วมณีสีเขียว วัตถุสิ่งของอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นสีเขียว   แล้วก็เพ่งดูพร้อมกับบริกรรมว่า  นีลํ  นีลํ  หรือ  เขียว  เขียว  เท่านี้อุคคหนิมิตก็ปรากฏขึ้นได้  เมื่ออุคคหนิมิตปรากฏแล้ว  ก็มิจำเป็นต้องเพ่งดูสิ่งของเหล่านี้อีก  คงเพ่งดูแต่อุคคหนิมิตที่ตนได้มาแล้วนั้นต่อไป  จนกว่าจะได้ปฏิภาคหนิมิตและได้รูปฌาน  ถ้าหากว่าไม่เคยมีบุญบารมีมาจากภพก่อน  ตามที่ได้กล่าวมาแล้วนั้นก็ต้องจัดทำเป็นองค์กสิณขึ้น
        การจัดทำองค์นีลกสิณนั้น  พระโยคีบุคคลจะใช้ดอกไม้สีเขียว  มีดอกอัญชัญ  ดอกอุบลเขียว  เป็นต้น  หรือผ้าเขียว  วัตถุที่มีสีเขียว  อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้  แล้วแต่ความพอใจของตน  ถ้าจะใช้ดอกไม้ก็ต้องนำเอาดอกไม้นั้นมา  จัดใส่ผะอบ  พาน  กล่อง  บาตร  ขัน  อย่าให้เกษรหรือขั้วปรากฏขึ้นมา  ให้เต็มเสมอกับขอบภาชนะที่มีขนาดกว้างประมาณ ๑ คืบ    กับ  ๔   องคุลี  เมื่อจะใช้ผ้าเขียวเอามาทำเป็นวงกลมขึ้นถ้าจะใช้กระดาษหรือสังกะสี  ก็ต้องนำเอาสิ่งเหล่านี้มาตัดเป็นวงกลมกว้างประมาณ ๑ คืบ  กับ ๔ องคุลี  แล้วเอาสีเขียวแก่ทาลงบนแผ่นวงกลมให้เรียบร้อย  ตามขอบทาด้วยสีขาว หรือ แดง  ใหญ่เท่ากับเศษหนึ่งส่วนสี่ของนิ้ว  เพื่อช่วยให้สีเขียวนั้นปรากฏเด่นชัดขึ้น
        วัณณกสิณที่เหลือ ๓        พระโยคีบุคคลมีความประสงค์ที่จะเจริญ  ปีตกสิณ  กสิณสีเหลือง  โลหิตกสิณ  กสิณสีแดง   โอทาตกสิณ กสิณสีขาว   ทั้ง ๓  นี้   อย่างใดอย่างหนึ่ง  นั้น  ถ้าเป็นผู้ที่ถึงพร้อมด้วยด้วยอุปนิสัยคือ  บุญบารมีที่เกี่ยวกับการเคยได้รูปฌานมาแล้วจากภพก่อนใกล้ ๆกับ ภพนี้  โดยอาศัยการเพ่งวัณณกสิณอย่างใดอย่างหนึ่ง  ในบรรดา ๓ อย่างนี้  ครั้นมาในภพนี้เมี่อได้แลเห็นดอกไม้ ผ้า หรือวัตถุสิ่งของที่มีสีเหลือง แดง  ขาวเข้าแล้ว  ก็เพ่งดูพร้อมกับบริกรรมว่า  ปีตกํ  ปีตกํ  เหลือง  เหลือง  โลหิตกํ  โลหิตกํ  แดง  แดง  โอทาตํ  โอทาตํ  ขาว ขาว   เพียงเท่านี้อุคคหนิมิตก็ปรากฏขึ้นได้  เมื่ออุคคหนิมิตปรากฏขึ้นแล้วก็มิจำเป็นจะต้องเพ่งดูสิ่งเหล่านี้อีก  คงเพ่งดูแต่อุคคหนิมิตที่ตนได้มาแล้วนั้นต่อไป  จนกว่าจะได้ปฏิภาคนิมิต    และได้รูปฌาน  ถ้าหากไม่เคยมีบุญบารมีมาจารกภพก่อนๆตามที่ได้กล่าวมาแล้ว  ก็ต้องจัดทำองค์กสิณขึ้น  การจัดทำองค์กสิณทั้ง  ๓  นี้ ก็เป็นไปได้เช่นเดียวกันกับการทำนีลกสิณนั้นเอง
        ความต่างกันระหว่างนิมิตทั้ง ๓  ในการเพ่งวัณณกสิณนั้น  สีเขียว  เหลือง  แดง  ขาว  ที่เป็นองค์กสิณนั้นเองที่เป็นบริกรรมนิมิต  ส่วนอุคคหนิมิตนั้นก็ได้แก่สภาพของบริกรรมนิมิตนั้นเอง  หากแต่เป็นสภาพที่ปรากฏให้เห็นได้ทางใจ  สำหรับปฏิภาคนิมิตนั้นมีสภาพใสบริสุทธิ์สะอาดปราศจากมลทิน  ยิ่งไปกว่าอุคคหนิมิตหลายสิบเท่า  ถ้าเป็นนีลกสิณก็ปรากฏเหมือนกับแก้วมณีสีเขียว ถ้าเป็นปีตกสิณ โลหิตกสิณ โอทาตกสิณ  ก็ปรากฏเหมือนกับแก้วมณีที่เป็นสีเหลือง แดง ขาว
        ส่วนการงานที่จะพึงปฏิบัตินับตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งถึงได้รูปฌาน  อรูปฌานนั้น  ก็เป็นเช่นเดียวกันกับการเจริญปถวีกสิณทุกประการ
        สีอื่น ๆ  ก็จัดเข้าในวัณณกสิณทั้งสี่นี้ได้  คือ  สีดำ  สีน้ำเงิน  สีฟ้าแก่  สีเขียวใบไม้เป็นต้นเหล่านี้   อนุโลมเข้าในฝ่ายกสิณ  สีทองอนุโลมเข้าในฝ่ายปีตกสิณ  สีชมภู  สีแสด  อนุโลมเข้าฝ่ายโลหิตกสิณ  สีไข่ไก่  สีฟ้าอ่อน ๆ  สีเทาอ่อน ๆ   เหล่านี้ก็อนุโลมเข้าฝ่ายโอทาตกสิณได้เช่นเดียวกัน  ดังนั้นสีต่าง ๆ  ที่ปรากฏอยู่ทั่วไปนั้นเมื่อใช้เพ่งแล้วก็ทำให้รูปฌานเกิดได้
จบวัณณกสิณ

        อาโลกกสิณ  พระโยคีบุคคลที่มีความประสงค์จะเจริญอาโลกสิณนั้น  ถ้าเป็นผู้ที่ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย  คือบุญบารมีที่เกี่ยวกับการเคยได้รูปฌานมาแล้วจากภพก่อนใกล้ ๆ กับภพนี้  โดยการอาศัยการเพ่งอาโลกสิณนั้น  ครั้นมาในภพนี้เมื่อได้แลเห็นแสงสว่างของดวงอาทิตย์  ดวงจันทร์  ดวงไฟ  เป็นต้นแล้ว  ก็เพ่งดูแสงสว่างของสิ่งเหล่านี้พร้อมกับบริกรรมว่า   โอภาโส  โอภาโส  แสง  แสง  หรือ  อาโลโก  อาโลโก  สว่าง  สว่าง  เพียงเท่านี้อุคคหนิมิตก็ปรากฏขึ้นได้  เมื่ออุคคหนิมิตปรากฏขึ้นแล้วก็มิจำเป็นต้องดูของเหล่านี้อีก  คงเพ่งดูแต่อุคหนิมิตที่ตนได้มาแล้วนั้นอยู่ต่อไป  จนกว่าจะได้ปฏิภาคนิมิต  และได้รูปฌาน  ถ้าหากว่าไม่เคยมีบุญบารมีมาจากภพก่อน ๆ คามที่ได้กล่าวมาแล้ว  ก็ต้องจัดทำเป็นองค์กสิณขึ้น
        การจัดทำอาโลกกสิณนั้น  เมื่อพระโยคีบุคคลมิอาจเพ่งแสงสว่างของดวงอาทิตย์  ดวงจันทร์  ดวงไฟต่าง ๆ โดยตรงได้  ก็ต้องจัดทำแสงองค์กสิณขึ้นโดยวิธีเจาะฝาเรือน  หรือหลังคาบ้านเพื่อให้แสงสว่างลอดเข้าไปภายในปรากฏที่ฝาหรือพื้นเรือน  แต่บางเวลาแสงของดวงอาทิตย์  ดวงจันทร์ก็ไม่มี  เช่นนี้ก็ต้องจัดทำแสงขึ้นโดยจุดตะเกียงหรือเปิดไฟเอาไว้แล้วเอาม่านกั้นกำบังไว้มิดชิด  ม่านนั้นก็เจาะให้กว้างตามสมควร  เพื่อแสงจะได้ส่องลอดออกมาเป็นดวงที่ฝา  แล้วก็เพ่งดูแสงสว่างนั้นพร้อมกับบริกรรมตามที่กล่าวไว้ข้างต้นนี้  จนกว่าจะได้อุคคหนิมิต
        ความต่างกันระหว่างนิมิตทั้ง ๓  ในการเพ่งอาโลกสิณ  คือ  แสงสว่างที่ปรากฏจากดวงอาทิตย์  ดวงจันทร์  ดวงไฟต่าง ๆ เป็นต้นก็ดี  แสงสว่างที่ตนจัดทำขึ้นก็ดีเหล่านี้เป็นบริกรรมนิมิต  ส่วนอุคคหนิมิตมีแสงสว่างเท่าใด  อุคคหนิมิตก็มีแสงสว่างเพียงนั้น  สำหรับปฏิภาคนิมิตนั้นแสงสว่างมีสัณฐานปรากฏเป็นกลุ่มก้อน  คล้ายกับดวงไฟที่ปรากฏอยู่ในโป๊ะไฟสีขาวสว่างรุ่งโรจน์ยิ่งไปกว่าแสงสว่างของอุคคหนิมิตมากมายหลายเท่า
        ส่วนการงานที่จะพึงปฏิบัตินับแต่เริ่มต้น  จนกระทั่งได้รูปฌาน  อรูปฌานนั้น  ก็เป็นเช่นเดียวกันกับการเจริญปถวีกสิณทุกประการ
จบอาโลกกสิณ

        ปริจฉินนากาศกสิณ  หรือ  อากาศกสิณ  พระโยคีบุคคลมีความประสงค์จะเจริญอากาศกสิณนั้น  ถ้าเป็นผู้ที่ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัยคือ  บุญบารมีที่เกี่วกับการเคยได้รูปฌานมาแล้วจากภพก่อน ๆ  ใกล้กับภพนี้   โดยการเพ่งอากาศกสิณนั้น  ครั้นมาในภพนี้เมื่อได้เห็นอากาศตามช่องฝา  ช่องลม  ช่องประตู  ช่องหน้าต่างเหล่านี้ก็เพ่งดูอากาศตสมช่องนั้น ๆ  พร้อมกับบริกรรมว่า  อากาโส  อากาโส  หรือ  แจ้ง  แจ้ง   เพียงเท่านี้อุคคหนิมิตก็ปรากฏขึ้นได้  เมื่ออุคคหนิมิตปรากฏขึ้น แล้วก็มิจำเป็นที่จะต้องเพ่งดูอากาศนี้อีก  คงเพ่งแต่อุคคหนิมิตที่ตนได้มาแล้วนั้นต่อไป  จนกว่าจะได้ปฏิภาคนิมิตและได้รูปฌาน  ถ้าหากไม่เคยมีบุญบารมีมาจากภพก่อน ๆ  ตามที่ได้ล่าวมาแล้วก็ต้องจัดทำเป็นองค์กสิณขึ้น
        การจัดทำองค์อากาศกสิณนั้น  เมื่อพระโยคีบุคคลมิอาจเพ่งอากาศตามช่องฝา  ช่องลม  เป็นต้นโดยตรงได้  ก็ต้องจัดทำองค์กสิณขึ้นโดยวิธีเจาะฝาเรือนที่มิดชิด  หรือหลังคาที่มุงสนิทเรียบร้อยดีนั้นให้เป็นช่องกว้างประมาณ ๑ คืบ  กับ ๔ นิ้ว แล้วเพ่งดูอากาศที่ปรากฏตามช่องนั้น ๆ  พร้อมกับบริกรรมตามที่ได้กล่าวไว้แล้ว   จนกว่าจะได้อุคคหนิมิต
        ความต่างกันระหว่างนิมิตทั้ง ๓  ในการเพ่งอากาศกสิณนั้น  อากาศที่ปรากฏตามช่องฝา  ช่องลม  เป็นต้นก็ดี  อากาศที่ปรากฏตามช่องฝา  หลังคาที่ได้จัดทำขึ้นก็ดี  เหล่านี้เป็นบริกรรมนิมิต   ส่วนอุคคหนิมิตนั้นเหมือนกับบริกรรมนิมิตทุกประการ  คือบริกรรมนิมิตมีขอบเขตช่องฝาหลังคาอย่างใด  อุคคหนิมิตก็มีอยู่อย่างนั้นเหมือนกันเหมือนกัน   สำหรับปฏิภาคนิมิตนั้นย่อมปรากฏแต่อากาศอย่างเดียว  ขอบเขตของสิ่งเหล่านั้นมิได้ปรากฏ  ทั้งทำการขยายให้กว้างใหญ่ออกไปเท่าใด ๆ  ก็ขยายได้  เพราะสมาธิมีกำลังมากพอ  แต่อุคคหนิมิตนั้นพระโยคียังทำการขยายไม่ได้  เพราะสมาธิในขณะนั้นยังมีกำลังไม่พอ
        ส่วนการงานที่จะพึงปฏิบัตินับตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งได้รูปฌาน  อรูปฌานนั้นก็เป็นเช่นเดียวกับการเจริญปถวีกสิณทุกประการ   
การเพ่งกสิณอย่างหนึ่งแต่ก็สามารถยังนิมิต
ที่เกี่ยวกับกสิณอื่น ๆ ที่เหลืออีก ๙ ให้เกิดได้
        พระโยคีบุคคลที่ได้รูปฌานทั้ง ๕  โดยอาศัยการเพ่งกสิณอย่างใดอย่างหนึ่งในบรรดากสิณ ๑๐ นั้น  ถ้าต้องการอุคคหนิมิตปฏิภาคนิมิตที่เกี่ยวกับกสิณที่เหลือ ๙ นอกจากที่ตนเคยได้ใช้เพ่งมาแล้วนั้น   มิจำเป็นที่จะต้องจัดทำองค์กสิณขึ้นใหม่แต่ประการใด  เมื่อได้แลเห็นสิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่ตามธรรมดา  มีดิน  แม่น้ำ  บ่อน้ำ  ไฟ  ลม  สีต่างๆ  แสงสว่าง  อากาศ  แล้วก็ทำการเพ่งพร้อมกับบริกรรมเพียงเท่านี้  อุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิตก็จักปรากฎได้  เช่นเดียวกับผู้ที่เคยมีบุญ  บารมีมาแล้วจากภพก่อนๆ
กรรมฐานที่ทำให้ได้ฌานเร็ว
        ในบรรดากรรมฐาน ๓๐  ที่ให้ถึงฌานได้นั้น  กสิณ ๑๐  เป็นกรรมฐานที่ทำให้ถึงฌานเร็วกว่ากรรมฐานอื่นๆ  ทั้งนี้ก็เพราะว่าการเพ่งกสิณนั้นอุคคหนิมิตและอุปจารสมาธิเกิดง่ายการได้ฌานเร็วก็เร็วยิ่งเป็นวัณณกสิณ ๔ ด้วยแล้ว  อุคคหนิมิตและอุปจารสมาธิตลอดจนถึงการได้ฌานเหล่านี้ย่อมง่ายและเกิดได้เร็วยิ่งกว่ากสิณอื่น ๆ อีกด้วย   ยิ่งกว่านั้นในวัณณกสิณด้วยกันนี้  พระพุทธองค์ก็ทรงยกย่องโอทาตกสิณเป็นกสิณที่ประเสริฐเลิศยิ่งกว่ากสิณที่เหลือ ๓    โดยเหตุว่าทำให้จิตใจของพระโยคีบุคคลที่กำลังเจริญอยู่นั้นมีความผ่องใสปราศจากถีนมิทธะเป็นพิเศษ  และในขณะที่อุคคหนิมิตยังไม่ปรากฏ หรือปรากฏแล้วก็ตาม  โอทาตกสิณยังเป็นกสิณที่ทำให้พระโยคีบุคคลสามารถทราบเหตุการณ์ต่าง ๆคล้ายกับผู้ที่ได้ฌานอภิญญา
อานุภาพแห่งกสิณ  ๑๐
ฤทธิ์ที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจปถวีกสิณ  คือ
        ๑.  เนรมิตคน ๆ เดียวให้เป็นหลายร้อยหลายพันคน
        ๒. เนรมิตตนเองให้เป็นพระยานาคพระยาครุฑ
        ๓.  ทำท้องอากาศ  แม่น้ำ  มหาสมุทรให้เป็นพื้นดิน  เดิน  ยืน  นั่ง  นอน  ได้
        ๔.  เนรมิตเป็นต้นไม้  วิมาน  วัดวาอาราม  เคหะสถาน บ้านเรือน  วัตถุสิ่งของต่างๆ แล้วแต่
               ความประสงค์ของตน
        ๕.  ทำสิ่งของเบาให้หนัก
        ๖.  ทำให้วัตถุตั้งมั่นติดแน่นอยู่  มิให้โยกย้ายเคลื่อนที่ไปได้
        ๗.  ได้อภิภายตนะ  คือ  สามารถข่มทำลายธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อจิตใจและสามารถข่ม                     
                    อารมณ์ต่างๆ  ทั้งที่เป็นอิฏฐารมณ์  และอนิฏฐารมณ์มิให้มาปรากฏภายในจิตใจของตน
ฤทธิ์ที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจอาโปกสิณ  คือ
        ๑.  แทรกแผ่นดินไปแล้ว ผุดขึ้นมาได้
        ๒.  ทำให้ฝนตก
        ๓.  ทำพื้นแผ่นดินให้เป็นน้ำและมหาสมุทร
        ๔.  ทำน้ำให้เป็นน้ำมัน  น้ำนม  น้ำผึ้ง
        ๕.  ทำให้กระแสน้ำพุ่งออกมาจากร่างกาย
        ๖.  ทำให้ภูเขา  ปราสาท  วิมาน  สะเทือนหวั่นไหว
ฤทธิ์ที่เกิดโดยอำนาจเตโชกสิณ  คือ
        ๑.  เกิดควันกำบังตน  และทำให้เปลวไฟลุกโชติช่วงขึ้นจากร่างกาย หรือวัตถุอื่นๆ
        ๒.  ทำให้ฝนถ่านเพลิงตกลงมา
        ๓.  ใช้ไฟที่เกิดจากฤทธิ์ของตนดับไฟที่เกิดจากฤทธิ์ของผู้อื่นให้ดับลงได้
        ๔.  สามารถเผาผลาญบ้านเมือง  วัตถุสิ่งของอื่นๆได้
        ๕.  ทำให้แสงสว่างเกิดขึ้นเพื่อจะได้แลเห็นรูปด้วยทิพพจักขุอภิญญา
        ๖.  ทำให้เตโชธาตุเกิดขึ้นไหม้สรีระในสมัยที่ปรินิพพาน
        ๗.  ทำให้ความมืดหายไป
ฤทธิ์ที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจวาโยกสิณ  คือ
        ๑.  เหาะไปได้
        ๒.  สามารถไปในสถานที่ๆตนเองต้องการจะไปได้อย่างรวดเร็ว
        ๓.  ทำสิ่งที่หนักให้เบา
        ๔.  ทำให้พายุใหญ่เกิดขึ้น
ฤทธิ์ที่เกืดจากอำนาจนีลกสิณ  คือ
        ๑.  ทำวัตถุสิ่งของให้เป็นสีเขียว
        ๒.  ทำเหล็ก  ทองเหลือง  ทองแดง  เป็นต้น  ให้เป็นแก้วมรกต
        ๓.  ทำให้ความมืดเกิดขึ้นไม่ว่าเวลาใด
        ๔.  ได้อภิภายตนะ
        ๕.  ได้สุภวิโมกข์  คือ  บรรลุ  มรรค  ผล  นิพพาน  โดยง่ายและสะดวกสบาย
ฤทธิ์ที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจปีตกสิณ  คือ
        ๑.  ทำวัตถุสิ่งของให้เป็นสีเหลือง
        ๒.  ทำเหล็ก  ทองเหลือง  ทองแดง  เป็นต้น  ให้เป็นทอง
        ๓.  ได้อภิภายตนะ
        ๔.  ได้สุภวิโมกข์
ฤทธิ์ที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจโลหิตกสิณ  คือ
        ๑.  ทำวัตถุสิ่งของให้เป็นสีแดง
        ๒.  ทำเหล็ก  ทองเหลือง  ทองแดง  ให้เป็นแก้วทับทิม
        ๓.  ได้อภิภายตนะ
        ๔.  ได้สุภวิโมกข์
ฤทธิ์ที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจโอทาตกสิณ  คือ
        ๑.  ทำวัตถุสิ่งของให้เป็นสีขาว
        ๒.  ทำเหล็ก  ทองเหลือง  ทองแดง  ให้เป็นเงิน
        ๓.  ทำให้หายจากความง่วงเหงา  หาวนอน
        ๔.  ทำให้ความมืดหายไป  แล้วทำแสงสว่างให้เกิดขึ้นเพื่อเห็นรูปด้วยทิพพจักขุอภิญญา
ฤทธิ์ที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจอาโลกกสิณ  คือ
        ๑.  ทำวัตถุสิ่งของให้เกิดแสงสว่าง  หรือทำให้ร่างกายเกิดแสงสว่างเป็นรัศมีพวยพุ่งขึ้นมา
        ๒.  เนรมิตเป็นรูปต่างๆ ประกอบด้วยแสงสว่างอย่างรุ่งโรจน์
        ๓.  ทำให้ไม่ง่วงเหงา  หาวนอน
        ๔.  ทำความมืดให้หายไป  แล้วทำแสงสว่างให้เกิดขึ้นเพื่อเห็นรูปด้วยทิพพจักขุอภิญญา
        พระมหาพุทธโฆษาจารย์ได้กล่าวไว้ในวิสุทธิมรรคอรรถกถาว่า            บรรดากสิณ  ๑๐    มี  เตโชกสิณ   โอทาตกสิณ  อาโลกกสิณ  ที่ทำให้แสงสว่างเกิดขึ้น  เพื่อจะได้เห็นรูปต่างๆ  ด้วยทิพพจักขุอภิญญานั้น  ท่านจัดอาโลกกสิณว่าเป็นกสิณที่ดีเยี่ยม
ฤทธิ์ที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจอากาศกสิณ  คือ
        ๑.  ทำให้เกิดการเปิดเผยสิ่งที่ปกปิดซ่อนเร้นลี้ลับให้ปรากฏขึ้นได้
        ๒.  ทำให้มหาสมุทรเป็นอุโมงช่องว่างเกิดขึ้นภายในแผ่นดิน  ภูเขา  มหาสมุทร  แล้วยืน    
                    เดิน  นั่ง  นอนได้
        ๓.  เข้าออกทางฝา   หรือ กำแพงได้
        ฤทธิ์ต่าง ๆ ที่ได้กล่าวมาแล้วนี้เป็นฤทธิ์ที่เกิดจากอำนาจของกสิณโดยเฉพาะ ๆ   สำหรับฤทธิ์  ที่เกิดจากกสิณทั้ง ๑๐  ได้นั้นมีดังนี้
        ๑.  ทำการกำบังสิ่งต่างๆ ไว้  ไม่ให้ผู้ใดแลเห็น
        ๒.  ทำวัตถุสิ่งของที่เล็กให้กลับเป็นใหญ่  หรือที่ใหญ่ให้กลับเป็นเล็ก
        ๓.  ทำระยะทางใกล้ให้เป็นไกล  และย่นหนทางไกลให้กลับเป็นใกล้

การเข้าสู่วิปัสสนากรรมฐานหลังจากฝึกสมถกรรมฐาน
        เมื่อได้บรรลุจตุตถฌานแล้ว ถ้าผู้ปฏิบัติประสงค์จะปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เพื่อบรรลุมรรคผลนิพพานก็ทำได้ไม่ยาก เพราะเมื่อได้จตุตถฌานแล้วนั้น ย่อมมีสมาธิแรงกล้าอยู่แล้ว ในเรื่องนี้พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า
     “ เมื่อได้จตุตถฌานแล้ว จิตตั้งมั่นบริสุทธิ์ขาวผ่อง ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส เป็นจิตอ่อนโยนนิ่มนวลควรแก่การงาน เป็นจิตไม่หวั่นไหวตั้งอยู่อย่างนี้แล้ว ก็ทำจิตให้น้อมไปเพื่ออาสวักขยญาน คือความพ้นแล้วจากอาสวกิเลสมี โลภ โกรธ หลง โดยบรรลุถึงซึ่งความเป็นอรหันต์”๑๒
        วิปัสสนากรรมฐาน หรือ วิปัสสนาภาวนา คืออุบายทำปัญญาให้รุ่งเรือง ทำปัญญาให้เจริญเต็มที่เพื่อให้ละอวิชชาเสียได้ สมดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า๑๓
    ถาม  เจริญสมถะเพื่ออะไร?
    ตอบ  เพื่ออบรมจิต
    ถาม  อบรมจิตแล้วได้อะไร?
    ตอบ  ละราคะได้
    ถาม  เจริญวิปัสสนาเพื่ออะไร?
    ตอบ  เพื่ออบรมปัญญา
    ถาม  อบรมปัญญาแล้วได้อะไร?
    ตอบ  ละอวิชชาได้
          บุคคลผู้จะเจริญสมถะหรือวิปัสสนาย่อมเป็นผู้มีศ๊ลเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว ผู้เจริญสมถะและวิปัสสนา จึงเป็นผู้มีศีลสมาธิและปัญญาพร้อมบริบูรณ์ในตน สัมมาสมาธิที่พระพุทธองค์ตรัสในบาลี๑๔ หมายถึงสมาธิในฌานระดับต่างๆตั้งแต่ระดับที่ ๑ถึงระดับที่ ๔ เป็นความสงบประณีตแห่งดวงจิตที่ปราศจากนิวรณ์ ๕ คือความพอใจในกาม,ความพยาบาท,ความคร้านกาย คร้านใจ ง่วงงุน,ความฟุ้งซ่านรำคาญและความลังเลสงสัย ไม่แน่ใจ เมื่อปราศจากนิวรณ์ จิตสงบนิ่งอยู่ในอารมณ์ของสมาธิแล้วก็พร้อมที่จะก้าวไปสู่ญาน(ความรู้หรือปัญญา)ขั้นต่างๆนี่เป็นสมาธระดับสูง เพื่อความก้าวหน้าแห่งการพัฒนาจิตใจให้บริบูรณ์ด้วยสมาธิและปัญญษเต็มความหมายที่พระพุทธองค์ทรงประสงค์เพื่อพุ่งไปสู่ความหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง อันเป็นจุดหมายสูงสุดของพุทธศาสนา ซึ่งการทำจิตให้สงบ ก็มีสมถกรรมฐาน ๔๐ วิธี เช่น กสิณ ๑๐ อสุภะ ๑๐ เป็นต้น


๑๒ ฉวิโสธนสูตร
๑๓  อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต ๒๐/๗๘/๒๗๕
๑๔  มัคควิภังคสูตร สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค ๑๙/๑๐/๓๓
การเข้าสู่วิปัสสนา เมื่อฝึกสมถกรรมฐานแนวกสิณ ๑๐๑๖
          การเจริญวิปัสสนา แบ่งอออกเป็น ๒ นัย คือ
๑.สมถยานิกนัย
๒.วิปัสสนายานิกนัย
    ๑.สมถยานิกนัย หมายความว่า การเพ่งอารมณ์ ในสมถภูมิ สมถภูมิมี ๗ หมวด ๔๐ องค์คือ
กสิณ ๑๐ อสุภ ๑๐ อนุสสติ ๑๐ อัปปมัญญา ๔ อาหาร ๑ ววัตถาน ๑ อารูปป ๕ รวมเป็น ๔๐ องค์อย่างใดอย่างหนึ่งให้ถึง
อุปจารสมาธิ คือ สมาธิเกิดอยู่ ในขณะที่จวนจะได้ฌานทั้ง ๙ มีปฐมฌานเป็นต้น หรือ อัปปนาสมาธิ คือ สมาธิที่เกิดอยู่ในระหว่างได้ฌาน ที่เรียกว่าฌานทั้ง ๙ มี ปฐมฌานเป็นต้นนั่นเอง แล้วต่อไปจึงพิจารณารูป นาม โดยความเป็น
                       อนิจจัง  ไม่เที่ยง
                       ทุกขัง     ทนอยู่ไม่ได้
                       อนัตตา  บังคับบัญชาไม่ได้
ไปจนกระทั่งถึง มรรค ผล นิพพาน
        ๒.วิปัสสนายานิกนัย หมาความว่า การกำหนดเพ่งอารมณ์ในวิปัสสนาภูมิ ๖ หมวด อย่างใดอย่างหนึ่งไปโดยตรงทีเดียว โดยไม่ต้องอาศัยสมถกรรมฐานเป็นที่ตั้งสมาธิที่เกิดขึ้นในขณะที่กำหนดอารมณ์ รูป นาม นี้ชื่อว่า ขณิกสมาธิ
            ในระหว่างนัยทั้ง ๒ นี้ บุคคลที่พิจารณาโดยสมถยานิกนัยนั้น ได้ผลช้าและพิจารณายากกว่าวิปัสสนายานิกนัย ส่วนบุคคลที่กำหนดพิจารณาโดยวิปัสสนายานิกนัยนั้นได้ผลเร็วและไม่สู้ลำบากนัก
           ผู้ต้องการจะเข้าปฏิบัติวิปัสสนา จำเป็นที่จะต้องศึกษาให้เข้าใจถึงรูปและนามที่มีอยู่ในตัวเราให้ดีเสียก่อน เพราะรูปนามนี้จะต้องเป็นอารมณ์แก่ผู้ปฏิบัติเพื่อใช้กำหนดพิจารณา ฉะนั้นถ้าไม่ศึกษาให้เข้าใจแล้ว การปฏิบัติย่อมไม่เกิดผลแก่ผู้นั้น หรือจะได้ผลก็กินเวลานานมาก รูปที่ใช้เป็นอารมณ์ในการกำหนดเคลื่อนไหว อิริยาบถใหญ่และอิริยาบถย่อยทั้งปวง นามที่ใช้เป็นอารมณ์ ในการกำหนดพิจารณาในที่นี้ก็คือ นาม ที่เกิดขึ้นภายในตัวของเราเอง
            รูปที่เกิดขึ้นในขณะเคลื่อนไหวอิริยาบถใหญ่นั้น ได้แก่การ
                      ยืน
                      เดิน

๑๖  พระศรีคัมภีรญาน,ถาม-ตอบ ใน วิปัสสนากรรมฐานทีปนี ชั้นมัชฌิมอาภิธรรมิ โท
                    


                       นั่ง
                      นอน
        
     และรูปที่เกิดขึ้นในขณะเคลื่อนไหว อิรืยาบถย่อยได้แก่
                   การคู้
                   เหยียด
                   เงย
                  เหลียวซ้าย แลขวา
                 ถอยหน้า ถอยหลัง เหล่านี้เป็นต้น
       นี้เป็นฝ่ายรูปธรรม ที่ผู้ปฏิบัติใช้เพ่งกำหนดพิจารณา ส่วนนามธรรมที่ผู้ปฏิบัติใช้กำหนดพิจารณานั้น คือ
                  ในขณะเห็น
                  ในขณะได้ยิน
                  ในขณะได้กลิ่น
                  ในขณะรู้รส
                  ในขณะกูกต้อง
                  เย็น
                  ร้อน
                 อ่อน
                 แข็ง
           และคิดเรื่องราวต่าง ขณะที่ต้องการสิ่งต่างๆ
                 ขณะที่รู้สึก
                 ปวด
                 เมื่อย
                 เจ็บ
                 คัน เหล่านี้เป็นต้น
           สิ่งต่างๆ ที่กล่าวมาแล้วนี้ เป็นข้อสำคัญที่ผู้ปฏิบัติพึงศึกษาให้เข้าใจ ก่อนที่จะลงมือปฏิบัติในขั้นต่อไป

              ความต่างกันระหว่างพระอริยบุคคลที่อาศัยสมถกัมมัฏฐานมาแต่เดิม  และอาศัยวิปัสสนามาแต่เดิมนั้น ธรรมดาพระอริยบุคคล ย่อมมีหลายจำพวกแล้วแต่ปุพพาธิการ คือ พระอริยเจ้าบางคนเพ่งสมถะมาแต่เดิม ภายหลังเจริญวิปัสสนา แล้วก็สำเร็จเป็นพระอริยะ อีกจำพวกหนึ่งอาศัยวิปัสสนาล้วน แล้วก็สำเร็จเป็นพระอริยะบุคคลก็มี  อีกจำพวกหนึ่งเพ่งสมถะและวิปัสสนาปะปนกัน สำเร็จเป็นพระอริยะก็มี อีกจำพวกหนึ่งฟังธรรมจบลงแล้วกลายเป็นพระอริยะก็มี แต่อย่างไรก็ดี พวกอริยที่อาศัยสมถหรือฌาน เรียกว่า เจโตวิมุตติพระอริยะที่ไม่มีฌานและอภิญญาหรืออาศัยวิปัสสนาล้วน เรียกว่า ปัญญาวิมุตติ บางทีพวกที่มีปุพพาธิการ แม้ว่าอาศัยวิปัสสนาล้วนก็ตาม ขณะที่ถึงพระอริยมรรคนั้น ฌานและอภิญญามาด้วยกันก็มี พระอริยะอย่างนี้ ต้องเรียกว่า เจโตวิมุตติเหมือนกัน
                ในธรรมบทบาลีนั้น ฌานกับปัญญาอาศัยซึ่งกันและกัน คือ ผู้ที่ไม่มีปัญญาก็ไม่ถึงฌาน ผู้ไม่ถึงฌานก็ย่อมไม่เกิดปัญญา เพราะฉะนั้นฌานกับปัญญาทั้ง ๒ จึงเป็นเหตุทางพระนิพพานเท่าๆกัน ตามพุทธภาษิตที่ว่า
นตฺถิ ฌานํ อปญฺญสุส นตฺถิ ปญฺญา อฌายิโน
ยมฺหิ ฌานนฺจ ปญฺญา จ เสวฺ นิพฺพานสนฺติเก ฯ
ผู้ไม่มีปัญญา ฌานย่อมไม่เกิด
ผู้ไม่มีฌาน    ปัญญาย่อมไม่เกิด
                 วิปัสสนาภูมิทั้ง ๖ ได้แก่
๑.ขันธ์ ๕  คือ กองทั้ง ๕
๒.อายตนะ ๑๒  คือ สะพานเครื่องเชื่อมเครื่องต่อให้เกิดความรู้มี ๑๒
๓.ธาตุ ๑๘ คือ สิ่งที่ทรงไว้ซึ่งสภาพของตนมี ๑๘
๔.อินทรีย์ ๒๒ คือ ความเป็นใหญ่ ๒๒
๕.อริยสัจ ๔ คือ ความจริงอันประเสริฐ มี ๔
๖.ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ คือ ความประชุมพร้อมของเหตุผล มี ๑๒
ความต่างกันระหว่างสมถและวิปัสสนากรรมฐาน
            ธรรมดาวิปัสสนากัมมัฏฐานนั้นไม่เหมือนกับสมมัฏฐาน ๔๐ องค์ เพราะสมถะปรมัตถ์ ๔๐ องค์นั้น อาศัยอารมณ์เป็นบัญญัติได้ทั้งสิ้น ส่วนวิปัสสนานั้น ต้องอาศัยปรมัตถ์อย่างดียวเท่านั้น คืออารมณ์ นาม-รูป ทั้ง ๒ โดยเป็น= อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นพิเศษ ฉะนั้น ท่านจึงทำวิเคราะห์ว่า “วิเสเสนากาเรน ปสฺสตีตี=วิปสฺสนา "ดังนี้ ดังนั้น คำว่า วิปัสสนา หมายความว่า เป็นภาวนาที่เพ่งด้วยหลายอย่างหลายนัยและเพ่งด้วยอาการพิเศษ ดังที่ได้อธิบายแล้วทุกประการ
               วิปัสสนาภาวนาย่อมไม่มีการเห็นนิมิตร ท่านอธิบายตรงๆว่า “เป็นอันตราย”คือ เป็นมลทินของวิปัสสนา เมื่อเห็นนิมิตรยึดถืออยู่นานเท่าใด วิปัสสนาก็ช้าไปเท่านั้น
                สิ่งที่เป็นมลทินของวิปัสสนาภาวนานั้น มี ๑๐ อย่าง คือ
๑.โอภาโส    -    แสงสว่าง
๒.ปีติ          -    ความยินดี
๓.ปัสสัทธิ    -   ความสงบของกายและจิต
๔.อธิโมกโข -    ศรัทธาแรงกล้า
๕.อุปัฏฐานัง -  สติปรากฏชัด
๖.ปัคคโห    -    วิริยะแก่กล้า
๗.สุขัง        -    สุขเวทนา
๘.ญาน      -     ญานแก่กล้า
๙.อุเบกขา  -     เฉยๆเกินไป
๑๐.นิกันติ  -     ตัณหาที่ติดอารมณ์ ๙ ประการ
   รวมเป็นวิปัสสนูกิเลส ๑๐ ประการ หมายความว่า ไม่ใช่หนทางเพื่อวิปัสสนาเลยแม้แต่น้อย ผู้ใดยินดีอารมณ์อารมณ์อันใดอันหนึ่งที่กล่าวมาแล้ว พระโยคีพึงรู้เถิดว่า กัมมัฏฐาน ที่ตนเจริญมา จะต้องดับเสื่อมสูญไปเป็นแน่แท้ โดยไม่ต้องสงสัยเลย
    วิปัสสนูกิเลสทั้ง ๑๐ ประการนี้ โดยมากเกิดในอุทยัพพยญษนนั้นเอง ผู้ที่ถึงอุทยัพพยญานนั้น อาศัยความเห็นรูปนามชัดว่า รูปก็มีการเกิดดับ เช่น นาม นามก็มีการเกิดดับ เช่น ณุป สังขารทั้งหมดในโลกนี้ มีแต่เกิดดับ ไม่มีอะไรนอกจากเกิดดับ ดังนี้แล้ว อุปกิเลสก็ย่อมตามหลังมาเวมอ เวลานั้นผู้ที่มีความรู้ทางปริยัตินั้น รู้ได้ว่าอุปกิเลส ผู้ที่ไม่มีความรู้ทางปริยัตินั้น เข้าใจว่าวิเศษแล้ว เมื่อเกิดความเข้าใจผิดดังนี้ จิตใจของพระโยคีก็ต้องติดอยู่ตรงนี้ หรือความเข้าใจนี้แหล่ะทำให้เสื่องลงไปตลอด เพราะฉะนั้น การเห็นนิมิตรคือ รัศมีต่างๆเป็นต้น ในวิปัสสนากัมมัฏฐาน ไม่ได้รับรองว่าเป็นของดีวิเศษอะไร นอกจากถือว่าเป็นอุปกิเลสของกัมมัฏฐาน และจะว่าเป็นสมถะไม่ได้ เพราะคนที่เห็นนิมิตรไม่ได้เพ่งสมถะ เพ่งวิปัสสนาต่างหาก ไม่จัดเป็นอะไร แต่จัดเป็นอุปกิเลส
แสดงผลแห่งการปฏิบัติกสิณ ๑๐ สู่แดนเกิด คือ ภพภูมิ พรหมโลกต่างๆดังนี้๑๗
๑.ปฐมฌาน มีพรหมชั้นที่ ๑ ปาริสัชชา(๑/๓มหากัป) ๒ ปุโรหิตา(๑/๒มหากัป) ๓ มหาพรหมา(๑มหากัป) ตามกำลังแห่งสมาธิ
๒.ทุติยฌาน มีพรหมชั้นที่ ๔ปริตตาภา(๒มหากัป) ๕อัปปมาณาภา(๔มหากัป) ๖อาภัสสรา(๘มหากัป)


๑๗ นิศา เชนะกุล,โครงสร้างพระสัทธรรม ในพระพุทธศาสนา


๓.ตติยฌาน มีพรหมชั้นที่ ๗ปริตตสุภา(๑๖มหากัป) ๘ อัปปมาณสุภา(๓๒มหากัป)๙สุภกิณหา(๖๔มหากัป)
๔.จตุตถฌาน มีพรหมชั้นที่ ๑๐ เวหัปผลา(๕๐๐มหากัป) ๑๑ อสัญญีสัตว์(๕๐๐มหากัป)
หากปฏิบัติวิปัสสนาต่อได้โสดาบันบุคคลหรือสกิทาคามีบุคคล สามารถอยู่ได้ทุกภูมิที่ไม่เป็นอบายภูมิ ๔ (นรก เปรต อสุรกาย ดิรัจฉาน) หากปฏิบัติได้อนาคามีบุคคล ย่อมได้เกิดในแดนพรหมที่ ๑๒ อวิหา(๑,๐๐๐ มหากัป) ๑๓ อตัปปา(๒,๐๐๐มหากัป) ๑๔สุทัสสา(๔,๐๐๐มหากัป) ๑๕สุทัสสี(๘,๐๐๐มหากัป) ๑๖ อกนิฏฐา(๑๖,๐๐๐ มหากัป) ทั้ง ๑๒–๑๖ เรียกว่าชั้นสุทธาวาส เป็นการเวียนตายเกิดในแดนดังกล่าว ๑๒–๑๖ โดยไม่ต้องมาเกิดในแดนอื่นอีกจนกว่าจะนิพพาน






















ทัศนคติต่อการเพ่งกสิณ
        ในหลักการของพระพุทธศาสนาพระพุทธเจ้า
ทรงวางหลักปฏิบัติเพื่อเป็นวิธิการฝึกจิตสำหรับเหล่าพุทธบริษัท ๔๐ วิธิ เรียกว่า อารมณ์ของ สมถกรรมฐาน ๔๐ อย่าง คือ กสิณ ๑๐, อสุภะ ๑๐, อนุสติ ๑๐, พรหมวิหาร ๔, อรูปกรรมฐาน ๔, อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑, จตุธาตุววัฏฐาน ๑ รวมเป็น ๔๐ อย่าง
        เมื่อพูดถึงเรื่องกสิณแล้วชาวพุทธส่วนใหญ่จะได้ยินบ่อยๆ ในเวลาพระแสดงธรรมปาฐกถา แต่ไม่ค่อยทราบรายละเอียดเท่าที่ควรนัก ทั้งนี้คงเป็นเพราะวัด หรือสำนักปฏิบัติกรรมฐานต่างๆ ไม่ได้เน้นในเรื่องการเพ่งกสิณ แต่จะสอนกันเพียงวิธิเดียว คือ อานาปานสติ ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งของการเจริญอนุสติ ๑๐ อย่าง เพราะเป็นวิธีที่ง่าย ไม่ต้องมีอุปกรณ์อะไรมาก เพียงนั่งหลับตากำหนดลมหายใจเข้าออกก็เชื่อว่าทำให้บรรลุได้ ส่วนวิธีการเพ่งกสิณนั้น ต้องอาศัยอุปกรณ์หรือวัตถุเป็นตัวจูงจิตให้ติดอยู่ จึงต้องอาศัยวัตถุสร้างเป็นแบบขึ้น เพื่อเพ่งมองกำหนดจิตและต้องเข้าใจวิธีทำแผ่นกสิณให้ถูกต้องด้วย มิฉะนั้นจะกลายเป็นกสิณที่มีตำหนิ เพ่งไปก็ไม่เป็นประโยชน์ เสียเวลาเปล่า ในคัมภีร์ท่าน เรียกกสิณที่ไม่ถูกวิธีนี้ว่า กสิณโทษ คือ กสิณที่ไม่ถูกหลักเกณฑ์ มีตำหนิไม่สามารถจูงจิตให้เป็นสมาธิได้ ไม่สัมฤทธิ์ผลในการเพ่งกสิณ คงเป็นเพราะเหตุนี้ก็ได้จึงทำให้วัดต่างๆ ล้วนแต่สอนอานาปานสติเป็นพื้น
        อีกอย่างหนึ่ง เกี่ยวกับกสิณนี้ เนื่องจากชาวพุทธส่วนใหญ่สนใจอยู่เฉพาะเรื่องอานาปานสติกรรมฐาน จึงทำให้ไม่ศึกษาถึงรายละเอียกของกรรมฐานอื่นๆ อีก ซึ่งเป็นวิธีที่พระพุทธองค์ได้ทรงจำแนกวิธีต่างๆ ไว้เพื่อให้เหมาะกับอุปนิสัยหรือจริตของบุคคล ทำให้เข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องกสิณอยู่มาก ทั้งวิธีทำแผ่นกสิณชนิดต่างๆ วิธีการเพ่งหรือทัศนคติที่ผิดต่อการเพ่งกสิณ เช่น เข้าใจว่าถ้าเพ่งกสิณแล้วจะทำให้เสียสติ ทำให้วิกลจริต เป็นเพียงวิธีการทำสมถกัมมัฏฐานเท่านั้นไม่ทำให้บรรลุธรรมได้เป็นต้น ทัศนะเช่นนี้ชาวพุทธพึงทำความเข้าใจให้ดี พึงใช้ จิตวิเคราะห์ พิจารณาโดยแยบคาย จะได้รู้ว่าคำสอนของพระพุทธเจ้าดีจริงไม่มีโทษแก่ผู้ปฏิบัติ ท้าพิสูจน์ได้ (เอหิปัสสิโก) ดังนั้น ท่าพึงศึกษาให้เข้าใจ เพื่อเป็นประโยชน์แก่ตัวท่านเองทั้งในปัจจุบันและได้สร้างบารมีต่อไปในอนาคต พร้อมทั้งประโยชน์แก่เทวดาและสรรพสัตว์อื่นๆ ด้วยประเภทของกสิณ
        กสิณ คือ สิ่งกำหรับเพ่งมองเพื่อทำจิตให้เป็นสมาธิ เป็นกรรมฐานชนิดหนึ่งที่มีประสิทธิภาพมากในการนำจิตให้เข้าไปยึดติดอยู่กับกสิณ ทำให้จิตเป็นสมาธิได้เร็ว มีอานิสงส์ และอานุภาพมาก เพราะเป็นการฝึกจิตด้วยวิธีใช้วัตถุเป็นเครื่องมือและเมื่อเท่ากสิณจนจิตเป็นสมาธิแล้วจะใช้จิตบังคับวัตถุได้ด้วย
กสิณนี้มีทั้งหมด ๑๐ วิธี คือ
๑.        ปฐวีกสิณ        กสิณดิน        คือ การเพ่งดินเป็นอารมณ์
๒.        อาโปกสิณ        กสิณน้ำ        คือ การเพ่งน้ำเป็นอารมณ์
๓.        เตโชกสิณ        กสิณไฟ        คือ การเพ่งไปเป็นอารมณ์
๔.        วิโยกสิณ        กสิณลม        คือ การเพ่งลมเป็นอารมณ์
๕.        นีลกสิณ        กสิณสีเขียว         คือ การเพ่งสีเขียวเป็นอารมณ์
๖.        ปีตกสิณ        กสิณสีเหลือง        คือ การเพ่งสีเหลืองเป็นอารมณ์
๗.        โลหิตกสิณ        กสิณสีแดง        คือ การเพ่งสีแดงเป็นอารมณ์
๘.        โอทาตกสิณ กสิณสีขาว        คือ การเพ่งสีขาวเป็นอารมณ์
๙.        อาโลกกสิณ กสิณแสงสว่าง คือ การเพ่งแสงสว่างเป็นอารมณ์
๑๐.        อากาสกสิณ กสิณที่ว่างช่องว่าง        คือ การเพ่งอากาศหรือที่ว่างเป็นอารมณ์
        กสิณทั้ง ๑๐ วิธีนี้ ข้อที่ ๑-๔ เรียกว่า ภูตกสิณ คือ กสิณที่กำหนดธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นอารมณ์ ข้อที่ ๕-๘ เรียกว่า วรรณกสิณ คือ สีเขียว สีเหลือง สีแดง สีขาว ส่วนข้อที่ ๙-๑๐ คือ แสงสว่างและอากาศ ไม่มีชื่อเรียกเฉพาะ        
        กสิณทั้ง ๑๐ อย่างมีวิธีการเพ่งเหมือนกัน คือ
เพ่งมองไปที่กสิณแล้วหลับตานึกถึงภาพกสิณนั้น และภาวนาชื่อของกสิณนั้นไปด้วย เมื่อทำให้เรื่อยๆ ภาพของกสิณจะปรากฏเป็นเงาของกสิณนั้นๆ ขึ้นมาในเวลาที่หลับตาและชัดขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถใช้จิตสั่งบังคับมันให้เป็นไปตามที่เราต้องการได้ ซึ่งเรียกว่า แสดงฤทธิ์ได้ และผู้ที่จะแสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้ จะต้องผ่านการฝึกจิตด้วยวิธีการเพ่งกสิณเหล่านี้มาเท่านั้นจึงจะแสดงได้ ถ้าไม่เคยฝึกการเพ่งกสิณมาก่อนจะไม่สามารถแสดง
ฤทธิ์อะไรได้เลย
        กสิณทั้ง ๑๐ อย่างมีผลให้เกิดอิทธิฤทธิ์ต่างกัน ผู้ฝึกมาด้านใดก็จะแสดงได้เฉพาะในด้านนั้น ไม่สามารถแสดงได้ทุกอย่าง แต่อย่างไรก็ตามอิทธิฤทธิ์ไม่ใช่จุดประสงค์หลักของการฝึกจิตในพระพุทธศาสนา เป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้น การฝึกจิตตามพุทธวิธี เพื่อให้จิตมีคุณภาพ มีธรรมชาติอ่อนโยน นุ่มนวลควรแก่การนำไปใช้งาน หรือทำให้ทำงานทุกประเภทได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังพระพุทธองค์ตรัสว่า
        ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เห็นธรรมอื่น
แม้สักอย่าง ที่ไม่อบรมแล้ว ย่อมไม่สมควรแก่การใช้งานเหมือนจิต ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จิตที่ไม่อบรมแล้วย่อมไม่ควรแก่การใช้งาน
         จิตที่ไม่อบรมแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความพินาศอย่างใหญ่หลวง
         จิตที่อบรมแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่
         จิตที่ไม่อบรมแล้ว ไม่ทำให้มากแล้วย่อมนำทุกข์มาให้
         จิตที่อบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมนำสุขมาให้๑
        จากพระพุทธพจน์เหล่านี้ ทำให้เราทราบว่า จิตเป็นเรื่องที่สำคัญกับมนุษย์ มนุษย์ทุกคนสามารถพัฒนาจิตของตนให้ดีขึ้น แล้วนำจิตนั้นไปใช้ประโยชน์อย่างไม่มีขีดจำกัด เป็นต้นว่า ทำกิจการงานต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือใช้จิตสั่งบังคับวัตถุได้ ที่เรียกว่า แสดงฤทธิ์ หรือเพื่อพิจารณาธรรมให้รู้แจ้งเห็นจริงแล้วบรรจุอรหัตตผลได้ในที่สุด
        แม้ในภาวะปัจจุบัน คนจำนวนมากที่มีศักยภาพต่างกัน ทั้งนี้ก็เพราะได้รับการฝึกฝนมาไม่เหมือนกัน ผู้ได้รับการฝึกจิตมาดี ย่อมมีสมาธิดีกว่าคนอื่น ผลจากมีสมาธิดีทำให้การกระทำดี การพูดดี การคิดดี การทำงานหรือการเรียนหนังสือก็จะดีตามไปด้วย เพราะจิตนิ่งเป็นสมาธิย่อมสามารถทำสิ่งต่างๆ ให้ประสบผลสำเร็จได้เป็นอย่างดี ท่านเปรียบคนที่อบรมจิตมาดีเหมือนผ้าขาวบริสุทธิ์สะอาด พร้อมที่จะนำไปย้อมกับสีอะไรก็ได้ และย้อมสีจะติดผ้านั้นอย่างดี ส่วนผ้าที่สกปรกเปรอเปื้อน แม้นำไปย้อมสี สีก็ไม่ติดผ้า ถึงติดก็ดูไม่สวยไม่มีระเบียบเหมือนคนที่ไม่ได้ฝึกจิตมา จิตที่ไม่ได้ฝึก ไม่มีสมาธิ เป็นจิตที่เต็มไปด้วยความฟุ้งซ่านด้วยกิเลสต่างๆ เมื่อใช้คิดทำอะไรจึงไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ ทำอะไรก็ล้มเหลว ไม่ประสบผลสำเร็จ
        การฝึกจิตจึงเป็นการพัฒนาตนที่ดีที่สุด แต่จิตนี้เป็นธรรมชาติที่ฝึกได้ยาก คุ้มครองได้ยาก ยากแก่การฝึก พระพุทธองค์จึงทรงแสดงพุทธวิธีการฝึกจิตไว้ให้เหมาะแก่อุปนิสัยหรือจริตของแต่ละบุคคล ซึ่งมีอยู่ ๔๐ วิธี เรียกว่าอารมณ์กรรมฐานไว้ ๔๐ อย่าง เพื่อให้คนแต่ละประเภทได้นำไปใช้ในการฝึกจิตของตนให้เหมาะกับอุปนิสัย เพื่อให้จิตหยุดฟุ้งซ่าน หยุดการซัดส่าย ให้เป็นสมาธิหยุดนิ่งอยู่กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งที่กำหนดได้











๑        พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ ข้อ ๒๒ หน้า ๔



กสิณ ๑๐ ก็เป็นอารมณ์กรรมฐานอย่างหนึ่งในบรรดาอารมณ์กรรมฐาน ๔๐ อย่างนั้น ที่บุคคลผู้ต้องการอบรมจิตสามารถนำไปฝึกได้ และเหมาะกับบุคคลทุกจริต ทุกคนสามารถเพ่งกสิณได้ทั้ง ๑๐ วิธี แต่ก็ควรทำการเพ่งให้ถูกวิธีตามลักษณะของกสิณแต่ละประเภทที่กล่าวไว้ในคัมภีร์พระพุทธศาสนา ส่วนกสิณที่ไม่ตราตามหลักพุทธบัญญัติ เป็นกสิณที่มีตำหนิ เรียกว่า กสิณโทษ หมายถึงกสิณที่มีตำหนิ ทำไม่ถูกวิธี เพ่งแล้ว
จิตไม่เป็นสมาธิเพราะเห็นตำหนิที่กสิณนั้น เพ่งแล้วไม่สามารถทำอุคคหนิมิต และปฏิภาคนิมิตให้เกิดได้ อันจะส่งผลไปถึงจิตไม่เป็นสมาธิด้วย ทำให้เสียเวลา รวมทั้งไม่สามารถแสดงอิทธิฤทธิ์อะไรๆ ได้เลย ความจริงแล้วมิใช่เฉพาะกสิณเท่านั้น แม้กรรมฐานอื่นๆ ถ้าปฏิบัติไม่ถูกวิธี ก็ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์เหมือนกัน ดังนั้น พระพุทธองค์จึงทรงบัญญัติให้ภิกษุบวชใหม่ต้องอยู่อาศัยภายใต้การดูแลของพระอุปัชฌาย์อย่างน้อย ๕ ปี จึงจะพ้นการดูแลได้ เหตุผลก็เพื่อพระอุปัชฌาย์จะได้อบรมสั่งสอนแนะนำวิธีการต่างๆ เกี่ยวกับความรู้ทางด้านวินัยธรรม และวิธีปฏิบัติกรรมฐานด้วย การปฏิบัติกรรมฐานยิ่งเป็นเรื่องสำคัญ ผู้ปฏิบัติใหญ่ๆ จะต้องอาศัยกัลยาณมิตรผู้รู้คอยแนะนำวิธีให้ถูกต้องอยู่เสมอ
        ดังนั้น การทำกรรมฐานด้วยวิธีอะไรก็ตาม ควรทำให้ถูกวิธีมีผู้รู้คอยให้คำแนะนำ ก็จะเกิดประโยชน์อย่างมหาศาลแก่ผู้ปฏิบัติได้
วิธีการทดสอบนิมิตกสิณ
        ผู้ที่จะเพ่งกสิณสามารถทดสอบการเพ่งดูนิมิตกสิณก่อนจะมีการฝึกเพ่งจริงด้วยวิธีง่ายๆ ดังนี้
        ๑.        ตั้งแผ่นกสิณไว้ระดับสายตา
        ๒.        ยืนห่างจากแผ่นกสิณประมาณ ๑ เมตร
        ๓.        เพ่งมองไปที่กลางแผ่นกสิณและนึกภาวนาสีของกสิณนั้นไปด้วยในใจนาน ๑ นาที
        ๔.        ถอยหลังออกจากแผ่นกสิณนั้น ๑ หรือ ๒ ก้าวพร้อมกับสังเกตความเปลี่ยนแปลงที่แผ่นกสิณนั้นควรทำ ๓ เที่ยวจะเห็นภาพนิมิตรสว่างชัดมากขึ้น
        จากการทดสอบนี้ ผู้ทดสอบจะสังเกตเห็นรัศมีวงกลมสว่างออกรอบข้างของแผ่นกสิณ ซึ่งกสิณแต่ละสีจะมีสีไม่เหมือนกัน ความสว่างของสีนิมิตนี้ยิ่งเพ่งบ่อยเท่าไร สีก็ยิ่งสว่างชัดมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อผู้เพ่งจนเกิดความชำนาญแล้ว แม้หันหน้าออกจากแผ่นกสิณไปมองยังสถานที่อื่น ภาพนิมิตรนั้นก็จะยังติดตาไปด้วย ถ้าสถานที่มองนั้นอยู่ไกลๆ ภาพของกสิณจะใหญ่มากขึ้น ถ้ามองมาใกล้ๆ ภาพของนิมิตกสิณจะเล็กลง เช่น เพ่งกสิณแล้วหันมามองที่ฝ่ามือตนเอง ก็จะเห็นภาพนิมิตปรากฏที่ฝ่ามือ ถ้ายื่นมือออกห่างๆ ตาเรา ภาพกสิณจะใหญ่ขึ้น ถ้าเลื่อนเข้ามาใกล้ๆ ตา ภาพกสิณก็จะเล็กลงเรื่อยๆ คือเพ่งไปไกลๆ ภาพนิมิตกสิณจะขยายใหญ่ ถ้าเพ่งมาใกล้ๆ ภาพกสิณจะเล็กลง
        การทดสอบด้วยวิธีนี้เป็นเพียงการทดสอบเพื่อดูสีนิมิตในขั้นเริ่มแรกเท่านั้น ส่วนในเวลาเพ่งจริงให้ใช้วิธีเพ่งแล้วหลังตานึกถึงภาพของกสิณสลับกันไปเรื่อยๆ จนสามารถบังคับนิมิตให้เป็นสีเดียวกับแผ่นกสิณได้แล้วจึงหยุดเพ่งแผ่นกสิณ แล้วให้นั่งหลับตาเพ่งภาพนิมิตกสิณนั้นต่อไป จงพยายามประคับประคองนิมิตนั้นไว้อย่าให้หาย หรือเปลี่ยนเป็นสีอื่นไป พยายามบังคับเพ่งไปเรื่อยๆ ถ้าภาพนิมิตหายไปให้นึกดูก่อน นึกให้ขึ้นมาอีกให้ได้ ถ้าไม่สามารถนึกได้จริงๆ จึงควรไปเพ่งแผ่นกสิณอีกเพื่อให้ภาพกสิณนั้นกลับมาปรากฏอีก แล้วทำการเพ่งต่อไป
วิธีการเพ่งกสิณ
        การเพ่งกสิณแต่ละอย่าง มีวิธีการเพ่งเหมือนกัน
คือ การเพ่งมองไปที่แผ่นกสิณสักพักหนึ่งแล้วก็หลับตานึกถึงภาพของกสิณนั้นทั้งการเพ่งมองและหลับตาให้เอาจิตไปจับอยู่ที่แผ่นกสิณนั้น พร้อมทั้งบริกรรมภาวนาในใจไปพร้อมๆ กับที่เพ่งมองและหลับตานึกถึงภาพนั้นด้วยตามชนิดของกสิณที่เพ่ง เช่นเพ่งสีแดง ก็นึกภาวนาว่า โลหิตะกัง โลหิตะกังหรือจะบริกรรมภาวนาเป็นภาษาไทย ว่า สีแดง, สีแดง ดังนี้ก็ได้ โดยบริกรรมไปเรื่อยๆ หรือเพ่งสีอื่นก็บริกรรมภาวนาไปตามสีนั้นๆ ซึ่งคำบริกรรมภาวนาของกสิณแต่ละอย่างมีคำภาวนาว่า ดังนี้
กสิณดิน บริกรรมว่า        ปะถะวี, ปะถะวีหรือ ดิน, ดิน
กสิณน้ำ                     อาโป, อาโปหรือ น้ำ, น้ำ
กสิณไฟ                     เตโช, เตโช หรือ ไฟ, ไฟ
กสิณลม        วาโย, วาโย หรือ ลม, ลม
กสิณสีแดง         โลหิตะกัง, โลหิตะกัง หรือ
                สีแดง, สีแดง
กสิณสีเขียว บริกรรมว่า นีลัง, นีลัง หรือ สีเขียว,สีเขียว
กสิณสีเหลือง        ปีตะกัง, ปีตะกังหรือ สีเหลือง,สีเหลือง
กสิณสีขาว        โอทาตัง, โอทาตัง หรือ สีขาว,สีขาว
กสิณแสงสว่าง        อาโลโก, อาโลโก หรือแสงสว่าง, แสงสว่าง
กสิณอากาศ        อากาโส, อากาโสหรืออากาศ, อากาศ หรือ ช่องว่าง,ช่องว่าง       
(หมายเหตุ : อากาศกสิณในพระไตรปิฎกบางแห่ง เรียกว่า วิญญาณกสิณในข้อนี้ให้กำหนดช่องว่างๆ เพื่อให้รู้ว่าในที่ใดๆ ก็ตาม มีอากาศ หรือช่องว่างเต็มไปหมด)
        การเพ่งและหลับตานึกถึงภาพกสิณทุกครั้งจะต้องภาวนาบริกรรมไปด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อทำจิตไม่ให้ฟุ้งซ่านซัดส่าย ทำให้จิตมีที่ยึดเหนี่ยวอยู่กับแผ่นกสิณนั้น หรือเวลาหลับตาก็ให้ไปยึดอยู่ที่นิมิตของกสิณนั้น และอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเป็นการบังคับกสิณนั้นให้เป็นไปตามอกนาจที่เราใช้จิตบังคับมัน เช่น เพ่งสีแดง ภาวนาว่าสีแดง แต่นิมิตที่เห็นในระยะแรกๆ จะไม่เป็นสีแดง แต่เป็นสีเขียวอ่อนปนฟ้าอ่อนๆ สว่างชัดมาก เราก็ต้องเพ่งและภาวนาว่าแดง แดงไปเรื่อยๆ จนกว่าสีนั้นจะเปลี่ยนไปเป็นสีแดง ตามที่เราภาวนาและบังคับให้เป็น
        การภาวนาบริกรรมกสิณอื่นๆ ก็ให้ทำเช่นเดียวกันนี้ พร้อมกับเพ่งมองกสิณนั้นๆ จะทำโดยเพ่งมองอย่างไม่ได้ หรือหลับตานึกภาพในใจอย่างเดียวก็ไม่ได้เช่นกัน จะต้องเพ่งมองและหลับตานึกถึงภาพนั้นสลับกันไป พร้อมกับคำภาวนา
        การเพ่งกสิณมีองค์ประกอบสำคัญ ๓ ประการ คือ
                ๑.        เพ่งมอง
                ๒.        หลับตานึกถึงภาพกสิณ
                ๓.        ภาวนาหรือบริกรรมในใจ
        มีบางคนหรือพระบางรูปเข้าใจว่าการเพ่งคือการจ้องมองอย่างเดียว การเพ่งกสิณอันนี้ไม่ถูกต้อง การจ้องมองเพียงอย่างเดียวจะทำให้จิตเป็นสมาธิได้เพียงขึ้นอุปจารสมาธิเท่านั้น เหมือนกับมองดูอะไรบางอย่างนานๆ จะมีสมาธิเฉพาะเวลามองดู จะไม่สามารถเก็บสิ่นั้นเข้ามาไว้ในสัญญาได้ และจะไม่สามารถทำให้นิมิตเกิดได้ เพราะความที่ไม่เคยฝึกเพ่งเพื่อกสิณนั้นเข้ามาไว้ในใจ แต่อีกบางคนเข้าใจว่าการเพ่งกสิณ คือ นั่งหลับตานึกสร้างภาพของกสิณขึ้นมาในใจ เช่น นั่งนึกถึงภาพดิน น้ำ ไฟ ลม หรือนึกถึงสีเขียว เหลือง แดง ขาว เป็นต้นให้เกิดในใจ ดังนี้ก็ไม่ถูกต้อง การทำเช่นนี้มีแต่จะเกิดนิมิตอย่างอื่นปรากฏขึ้นมาแทน และจะทำให้ผู้นั้นหลงไปตามได้ หรือไม่ก็ทำไม่สำเร็จ อาจเกิดความเมื่อยล้า หรือฟุ้งซ่านในเวลาที่ทำ เพราะนั่งเพ่งแล้วไม่เกิดภาพขึ้น จึงทำให้เบื่อหน่ายและเลิกทำไปในที่สุด
เพ่งเทียนไม่ใช่เตโชกสิณ
        การเพ่งกสิณที่มีผู้เข้าใจผิดมากที่สุดก็คือการเพ่งเทียนโดยคิดว่าการเพ่งเทียนคือการเพ่งกสิณไฟ โดยจุดเทียนขึ้นมาแล้วก็นั่งเพ่งไปจนเทียนดับ การเพ่งเทียนแบบนี้ถือว่าเป็นกสิณโทษ เพ่งไปก็ไม่เกิดประโยชน์ และเสียเวลา ไม่ใช่วิธีการของการเพ่งกสิณไฟที่ถูกต้อง
        สาเหตุที่การเพ่งเทียนเป็นกสิณโทษนั้น เพราะเมื่อจุดเทียนขึ้นมา ความสว่างของแสงเทียนจะกระจายไปทั่วบริเวณห้องเวลาเพ่งเปลวเทียน สายตาจะมองเห็นแสงสว่างทั่วบริเวณที่รัศมีแสงเทียนนั้นกระจายไปถึง เปลวเทียนนั้นจะมีรัศมีไม่กำจัด ไม่มีขอบเขต และที่สำคัญคือเวลาเพ่งมองจะเห็นต้นเทียนและน้ำตาเทียนไปด้วย ทำให้อารมณ์ไม่เป็นหนึ่งเดียว
        การเพ่งกสิณไฟที่ถูกต้องตามที่กล่าวไว้ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคมีวิธีทำดังนี้
        ๑.        ก่อไฟกองใหญ่พอประมาณ
        ๒.        หาแผ่นกระดาน หรือ เสื่อลำแพนมาปิดบังกองไฟนั้น
        ๓.        เจาะรูให้เป็นวงกลมที่แผ่นกระดานนั้น ความกว้างเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑ คืบ ๔ นิ้ว (เท่าแผ่นกสิณสี) แล้วตั้งแผ่นกระดาษที่เจาะรูเป็นวงกลมนั้น บังกองไฟให้มองเห็นเปลวไฟที่ลุกไหม้อยู่ แล้วนั่งเพ่งเปลวไฟนั้น ด้วยวิธีการเพ่งและหลับตาพร้อมกับบริกรรมภาวนา ว่า เตโช หรือ ไฟ ไฟ ดังนี้ เรื่อยไป โดยเพ่งเฉพาะเปลวไฟ ไม่ต้องใส่ใจว่ามันเป็นสีอะไร หรืออาการอื่น เช่น ร้อนเป็นต้น
        การนำเอาแผ่นกระดานเจาะรูเป็นวงกลมมา
ปิดกองไฟก็เพื่อทำให้กสิณหรือแสงไฟมีขอบเขตจำกัด (ปริจฉินทณฑล) เพื่อจะเพ่งไฟได้อย่างมีจุดหมาย หรือมีดวงกสิณที่ชัดเจนและจะไม่ทำให้เห็นดุ้นฟืน ขี้เถ้า และควันไฟ เป็นต้น ซึ่งเป็นกสิณโทษ ส่วนการเพ่งเทียนหรือเพ่งกองไฟที่ไม่ได้ตกแต่งตามวิธีที่กล่าวนี้ ถือว่าเป็นกสิณโทษทั้งหมด
        ส่วนผู้ที่เพ่งไฟมิได้ตบแต่งขึ้นตามแบบที่กล่าวนี้ ย่อมเป็นกสิณโทษ คือ เวลาเพ่งไป ก็จะเห็นท่อนฟืนบ้าง ถ่านไฟบ้าง เถ้าบ้าง ควันบ้าง ลำเทียนบ้าง น้ำตาเทียนบ้าง จิตย่อมไม่ดิ่งเป็นสมาธิ แม้เป็นสมาธิก็จะเป็นภาพกสิณโทษเหล่านั้นปรากฏด้วย จึงทำให้จิตไม่นิ่ง ไม่ควรเพ่งกสิณที่ไม่ถูกต้อง
        ส่วนในบางกรณีที่ตามคัมภีร์กล่าวไว้ว่า มีภิกษุณีบางรูปแม้เพียงเห็นแสงเทียนแล้วมีจิตกำหนดอยู่ที่แสงเทียนนั้น ชื่อว่า ท่านเพ่งกสิณไฟก็สามารถบรรลุธรรมได้ ในกรณีเช่นนี้ถือว่ายกเว้น เพราะท่านเคยมีบารมีเกี่ยวการเพ่งกสิณไฟมาก่อนแต่ในอดีตชาติ เมื่อมาถึงชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายจึงสามารถมองดูเพียงเปลวเทียนก็สามารถบรรลุธรรมได้ ส่วนคนที่ไม่เคยมีบารมีมาก่อน ไม่เคยสั่งสมการเพ่งกสิณประเภทนี้มาเลยแต่ในอดีต จำเป็นจะต้องสร้างหรือตกแต่งวงกสิณขึ้นมาเพ่ง จึงจะสามารถทำให้จิตเป็นสมาธิได้ดี
จุดประสงค์ของการเพ่งกสิณ
        ผู้เพ่งกสิณ (ทั้ง ๑๐ วิธี) พึงเข้าใจและตั้งใจอยู่เสมอว่า  เป้าหมายของการเพ่งกสิณก็คือ เพื่อทำจิตของตนให้เป็นสมาธิด้วยวิธีการใช้อุปกรณ์เป็นสื่อให้จิตยึด
กับสิ่งที่เพ่งและรับเอากสิณ หรือภาพของกสิณแต่ละอย่างนั้นเข้ามาเก็บไว้ในความทรงจำ (สัญญา) ของเราให้มากๆ จนกระทั่งเมื่อเราต้องการสิ่งนั้นๆ ก็สามารถนึกนำออกมาใช้แทนของจริงได้เลย ไม่จำเป็นต้องไปหาของนั้นอีก ยกตัวอย่างเช่น ผู้ที่เพ่งแสงสว่าง (อาโลกกสิณ) สามารถเพ่งแสงสว่างให้เกิดตอนกลางคืนได้ ทำแสงสว่างให้เกิดในที่มืดได้ โดยไม่จำเป็นต้องหาไฟหรือแสงสว่างอีก ผู้เพ่งสีเขียวก็สามารถเนรมิตสีเขียวขึ้นมาได้เลย ดังนี้เป็นต้น
        เมื่อเข้าใจจุดประสงค์เช่นนี้แล้ว เวลาเพ่งกสิณ แม้เกิดภาพนิมิตอื่นๆ ซ้อนขึ้นมาก็ไม่ต้องสนใจ เพียงแต่ดูมันเฉยๆ ดูเพื่อศึกษาว่ามันเกิดขึ้นมาเพราะอารมณ์ของเราขณะนั้นเป็นอย่างไร บางขณะเมื่อจิตเริ่มเมื่อยล้าก็ทำให้เกิดภาพนิมิตอื่นๆ ขึ้นมาได้ บางครั้งเผลอหลับก็เกิดภาพนิมิตได้ หรือแม้มีสติสมบูรณ์อยู่ก็เกิดภาพขึ้นมาได้เหมือนกัน
        ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคท่านกล่าวว่า ไม่ว่าภาพนิมิตนั้นจะเกิดขึ้นมาเองหรือเราทำให้เกิดขึ้นมา (ผู้เพ่งกสิณสำเร็จสามารถทำนิมิตให้เกิดขึ้นมาได้) ภาพที่ปรากฏทั้งหมดนั้นเกิดมาจากสัญญา (ความทรงจำ) ของเราปรุงแต่งขึ้นไม่ใช่สิ่งที่เป็นอัตตา ตัวตนอะไรทั้งนั้น เห็นก็ให้ดูเฉยๆ เหมือนความฝันที่เกิดขึ้นมาในเวลาเราหลับ ความฝันนั้นเราเห็นจริงๆ ในเวลาหลับ แต่ของที่ฝันนั้นไม่เป็นเรื่องจริง การเห็นภาพนิมิตอื่นที่แทรกเข้ามาในเวลาเพ่งกสิณนี้ก็เหมือนกัน ไม่ต้องสนใจ ให้ตั้งจิตกำหนดเพ่งกสิณต่อไปเรื่อยๆ เพราะจุดประสงค์ของเราคือการฝึกเพ่งกสิณเพื่อทำจิตให้เป็นสมาธิ และสามารถรับเอากสิณที่เพ่งนั้นเก็บไว้ในสัญญาให้มาก นิมิตอื่นที่ปรากฏขึ้นมาถือว่าเป็นนิมิตที่รบกวนให้ฝึกต่อไปไม่ต้องสนใจ ถ้าเราเข้าใจจุดประสงค์ของการเพ่งกสิณเช่นนี้แล้ว ก็จะหมดปัญหาเรื่องภาพนิมิตที่ปรากฏขึ้นมาได้
        ปัญหาเรื่องภาพนิมิตนี้ เป็นปัญหาสำคัญมากสำหรับผู้ฝึกกรรมฐานที่ไม่เข้าใจจุดประสงค์หลักของการนั่งกรรมฐาน ไม่เฉพาะการเพ่งกสิณเท่านั้น รวมถึงกรรมฐานอื่นๆ ด้วย เมื่อเห็นปรากฏการณ์อะไรเกิดขึ้นมามักจะตกใจหรือดีใจ คิดว่าตนเองมีญาณวิเศษหรือมีภูมิธรรมสูง เป็นต้น และไปยึดติดกับสิ่งที่ปรากฏนั้น ลืมจุดประสงค์หลักของการนั่งกรรมฐานไป คนส่วนมากเมื่อนั่งกรรมฐานเห็นปรากฏการณ์หรือนิมิตต่างๆ มักจะหลงไปกับปรากฏการณ์นั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจผิด ถ้าหลงมากๆ หรือเที่ยวไปเล่าให้ใครต่อใครฟังมากๆ เข้า เขาจะหาว่าผู้นั้นเป็นบ้าไป อันนี้ต้องระวัง อาจจะมีผลเสียมาถึงวิธีการนั่งกรรมฐานด้วยก็ได้ เพราะคนไม่รู้เกิดความกลัวขึ้นมาไม่กล้านั่งกรรมฐานเพราะเกรงจะเป็นเหมือนคนนั้นก็ได้
        ความจริงแล้วนิมิตที่ปรากฏขึ้นนี้ ท่านเรียกว่านิมิตโอภาส แปลว่า เกิดแสงสว่างขึ้นมาในใจในเวลานั่งกรรมฐาน นิมิตแสงสว่างนี้จะเป็นแสงสว่างเป็นดวง เป็นแสง หรือสว่างทั้งหมด เมื่อเกิดขึ้นแล้วถือว่าเป็นนิมิตที่ดี แสดงว่าผู้นั้นมีจิตนิ่งพอสมควร จึงเกิดแสงนี้ขึ้นมาได้ แต่อย่าไปหลงว่านั่นคือสิ่งที่แสดงว่าตนบรรลุธรรมแล้ว หรืออะไรทำนองนี้ เพราะนั่นท่านกำลังจะเข้าใจผิด
        นิมิตต่างๆ ที่เกิดขึ้นในภาษาพระท่านเรียกว่า
วิปัสสนูปกิเลส แปลว่า ความเศร้าหมองของวิปัสสนา คือจะเป็นตัวขัดขวางไม่ให้บรรลุธรรม ไม่เข้าใจความเป็นจริงของธรรมชาติของโลก และชีวิต ถ้าเราไปยึดและหลงใหลในนิมิตเหล่านั้น จะทำให้หลงเพลิดเพลินไปตามแล้วจะไม่ก้าวหน้าในธรรม
        กรรมฐานที่ดีนั้นจะต้องเป็นกรรมฐานที่ไม่มีนิมิตมารบกวนได้เหมือนคนเวลานอน การนอนหลับที่ดีคือนอนแล้วไม่ฝัน (เหมือนการนอของพระอรหันต์) ถ้านอนแล้วฝันคือการนอนที่ไม่ดี แสดงว่านอนหลับไม่สนิท จึงทำให้จิตปรุงแต่งได้ และเกิดภาพขึ้นมาในใจตามที่สัญญาเคยเก็บไว้ ถ้านอนฝันตลอดทั้งคืน เมื่อตื่นขึ้นมาจะรู้สึกว่าอ่อนเพลีย เหมือนไม่ได้นอนทั้งคืน ยิ่งถ้าเจอฝันร้ายก็ยิ่งทำให้เห็นชัดว่า ร่างกายเมื่อยล้าอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด ส่วนผู้นอนหลับสนิทไม่ฝันเมื่อตื่นขึ้นมาจะรู้สึกสดชื่น แจ่มใส แม้จะหลับในระยะสั้นๆ เพียง ๔-๕ ชั่วโมงก็ไม่เกิดอาการง่วงซึม ตื่นขึ้นมาก็มีความสดชื่นเหมือนพระอรหันต์นอนเพียง ๔-๕ ชั่วโมงก็เพียงพอแก่ความต้องการของร่างกายที่จะพักผ่อน นี้คือความฝันก็เป็นสิ่งรบกวนการนอน เหมือนกันนิมิตเป็นสิ่งรบกวนกรรมฐานเหมือนกัน
        ลักษณะนิมิตในพระพุทธศาสนา สามารถแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ
        ๑.        รูปและแสงสว่างที่เกิดในกรรมฐานและความฝัน
        ๒.        ภาพเงาของกสิณ ๑๐ ที่ปรากฏในเวลาเพ่งกสิณ
        ในข้อแรกนั้นแบ่งออกเป็นความฝันอย่างหนึ่ง รูปและแสงสว่างอีกอย่างหนึ่ง
        ความฝันท่านก็เรียกว่านิมิต คนนอนหลับฝัน ท่านเรียกว่า นิมิตรบกวน ทำให้หลับไม่สนิท ความฝันจึงเป็นการทำลายความหลับ ดังนั้น การนอนฝันจึงเป็นเรื่องไม่ดี การนอนหลับโดยไม่ฝันดีกว่า
        ส่วนรูปและแสงสว่างที่ปรากฏในเวลานั่งกรรมฐานก็เหมือนกัน ถือว่าเป็นนิมิตที่ทำลายสมาธิ ทำให้จิตหลงเพลินไปตามได้ ถึงแม้นิมิตพวกนี้จะบ่งบอกถึงว่าผู้ทำให้เกิดนิมิตได้มีสมาธิดี หรือเก่งในด้านสมาธิก็ตาม แต่นิมิตนั้นก็ยังเป็นตัวกวนสมาธิอยู่นั่นเอง เป็นตัวทำให้จิตไม่อยู่นิ่ง ดังนั้นนิมิตพวกนี้ท่านจึงสอนให้ละสีย หรือไม่ต้องสนใจ ให้กำหนดจิตไปตามกรรมฐานที่กำหนดอยู่ต่อไป ถ้านิมิตนั้นหายไปได้ และจิตกำหนดแนบสนิทกับกรรมฐานที่กำหนดอยู่จึงจะถือว่าดี
        ส่วนข้อ ๒ คือ ภาพเงาของกสิณ ๑๐ อย่างที่ปรากฏในเวลาเพ่งกสิณท่านก็เรียกว่า นิมิตเหมือนกัน แต่นิมิตของกสิณนี้แตกต่างจากรูปและแสงสว่างที่กล่าวมาแล้วนิมิตของกสิณ คือ นิมิตที่กำหนดขึ้นตามกสิณแต่ละอย่าง เพื่อให้จิตยึดถือเป็นอารมณ์ ทำให้จิตหยุดนิ่งอยู่กับนิมิตของกสิณนั้นๆ ถ้าเพ่งกสิณแล้วไม่เกิดนิมิตตามภาพของกสิณนั้นๆ ถือว่าจิตไม่มีคุณภาพพอ ต้องทำต่อไปเรื่อยๆ จนภาพของกสิณหรือนิมิตของกสิณจะปรากฏเมื่อเห็นนิมิตกสิณแล้ว ให้ยึดเอานิมิตนั้นเป็นอารมณ์ต่อไป นิมิตกสิณนี้ถือว่าเป็นมินิตที่ต้องรักษาไว้ เพ่งให้เกิดตามสีของกสิณชนิดนั้น ถ้าเพ่งให้เกิดนิมิตสีของกสิณได้ถือว่าดีมาก จงพยายามเพ่งให้อยู่กับที่ต่อไป หรือให้ลอยไปมาได้ ให้ขยายใหญ่หรือเล็กได้ นึกให้เป็นไปได้ตามใจบังคับ ถือว่าสำเร็จวิชาการเพ่งกสิณนั้นๆ แล้ว สามารถนำจิตนั้นไปเจริญวิปัสสนาต่อได้ หรือจะใช้จิตนั้นเนรมิตวัตถุให้เป็นไปตามสีของกสิณที่เพ่งได้ (กสิณ ๑๐ แต่ละอย่างมีอนุภาพเฉพาะทาง เช่นฝึกเพ่งสีแดง
ก็สามารถเพ่งมองวัตถุบังคับให้เป็นสีแดงได้ เพ่งกสิณลม ก็สามารถทำให้เกิดลมพัดได้ ทำให้เหาะไปในอากาศได้ เป็นต้น (ดู อิทธิฤทธิ์ของกสิณแต่ละอย่าง หน้า‚ นี้คืออานิสงส์ของกสิณที่พลอยได้ตามมาด้วย
        นอกจากการฝึกจิตที่ได้ผลแล้วนิมิตของกสิณแต่ละอย่างจำเป็นจะต้องทำให้เกิด และเมื่อเกิดแล้วจะต้องรักษาไว้เพื่อประโยชน์ของการทำกรรมฐานให้พัฒนายิ่งขึ้น ส่วนนิมิตในข้อแรกและนิมิตที่เกิดกับกรรมฐานอื่นๆ ให้ขจัดออกไป แม้จะเป็นนิมิตที่ดีก็ต้องขจัดออกไป เพราะถ้าไปยึดติดจะกลายเป็นวิปัสสนูปกิเลสไป กลายเป็นนิมิตที่เป็นอุปสรรคต่อการทำกรรมฐาน ผู้ฝึกกรรมฐานพึงเข้าใจหลักการนี้ และจุดประสงค์ของตนในการทำกรรมฐานเพื่อให้จิตเป็นสมาธิมิใช่เพื่อต้องการเห็นนิมิตต่างๆ หรือวิปัสสนูปกิเลส ถ้าฝึกตามจุดประสงค์นี้ เมื่อจิตที่ฝึกได้ที่แล้วจิตนุ่มนวล ควรแก่การใช้งาน สามารถนำไปใช้เพื่อให้เห็นรูปตามต้องการได้สามารถแสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้นี้คือคุณภาพของจิตที่ได้รับการฝึกอย่างถูกวิธี และฝึกสำเร็จแล้ว จะทำได้จริงๆ มีพระพุทธพจน์ยืนยันมากมายหลายแห่ง
ทำไม? จึงต้องทำแผ่นกสิณ


        จุดประสงค์ของการฝึกจิต เพื่อให้จิตมีคุณภาพ คือ มีสมาธิ เกิดความสะอาด สว่าง สงบ วิธีการฝึกจิตในพระพุทธศาสนามีหลายประการดังที่เคยกล่าวแล้ว การเพ่งกสิณก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ฝึกจิตให้ได้ผลเร็ว
        ผู้เขียนเคยฝึกทำกรรมฐานด้วยอานาปานสติมาเป็นเวลานาน แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ จึงเปลี่ยนมาเพ่งกสิณโดยวิธีตัดกระดาษทำเป็นวงกลมเพื่อใช้เป็นอุปกรณ์เท่ากสิณ และใช้เพ่งมาเป็นเวลาประมาณแรมปี แต่ก็ไม่สามารถทำนิมิให้เกิดได้ ทั้งนี้คิดว่าเพราะกระดาษมีสีที่หยาบ มีรอยยับง่าย เวลาเคลื่อนย้ายทำให้มีรอยยับ เป็นกสิณที่ไม่ถูกต้องตามหลักการของพระพุทธศาสนา
        อีกอย่างหนึ่ง ไม่มีศรัทธากับแผ่นกระดาษนั้น โดยคิดไปว่า แผ่นกระดาษเพียงแค่นี้จะทำให้เกิดมรรคผลได้อย่างไร ทั้งผลจากการเพ่งจึงไม่เกิดสมาธิจิตแต่อย่างใด        กระดาษนั้นไม่สามารถถือนำไปใช้เพ่งตามป่า หรือนอกสถานที่ได้
        ดังนั้น การเพ่งกสิณกับอุปกรณ์สำหรับเพ่งที่ไม่ถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนา จะไม่เกิดผลดีกับจิต หรือเรียกว่า กสิณโทษ
        สำหรับวัสดุแผ่นกสิณที่ออกแบบมานี้ ทำด้วยพลาสติกอย่างดี เพ่งแล้วไม่เกิดโทษแก่ผู้ปฏิบัติ ทำให้เกิดอุคคหนิมิต และปฏิภาคนิมิตได้เร็ว คงทน ถาวร สะดวกและง่ายในเวลาเพ่ง โดยจะใช้ตั้งกับพื้นหรือติดผนังห้องก็ได้ ตั้งไว้ที่ห้องพระสำหรับเพ่งหลังจากสวดมนต์แล้วก็ได้ สะดวกต่อผู้ปฏิบัติธรรม และเป็นการเผยแผ่พุทธธรรม เพื่อให้มีการรณรงค์ฝึกเพ่งกสิณอย่างจริงจัง ซึ่งจะช่วยให้นักปฏิบัติได้วิธีการฝึกจิตที่เกิดสมาธิได้เร็ว ทั้งได้สร้างบารมีต่อไปถึงชาติหน้าด้วย
        กสิณที่ออกแบบมานี้ มีทั้งหมด ๔ สี คือ สีแดง
สีเขียว สีเหลือ และสีขาว รวมเรียกว่า วรรณกสิณ ๔ ซึ่งวรรณกสิณก็แปลว่า กสิณสี ๔ อย่างนั่นเอง ผู้ที่ผ่านการเพ่งกสิณสีนี้ได้แล้ว จะสามารถฝึกกสิณที่เหลืออื่นๆ ได้ทั้งหมด
        ส่วนกสิณที่เหลืออีก ๖ อย่างคือ กสิณดิน กสิณน้ำ กสิณไฟ กสิณลม กสิณแสงสว่าง และกสิณอากาศ เป็นกสิณที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ผู้ต้องการเพ่งสามารถสร้างแบบขึ้นมาเพ่งได้เอง ด้วยอุปกรณ์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ แต่ก็พึงสร้างให้ถูกต้องตามลักษณะของกสิณแต่ละกสิณด้วย จึงจะมีผลที่ถูกต้อง
อานิสงส์การเพ่งกสิณ
        การเพ่งกสิณ เมื่อบุคคลเพ่งในกสิณทที่ถูกต้อง และบรรลุผลจนเกิดอุคคหนิมิต คือ (ภาพเงากสิณที่เห็นปรากฏในเวลาหลับตา) และปฏิภาคนิมิต (ภาพเงากสิณที่เป็นปรากฏในเวลาหลับตาที่มีสีเหมือนแผ่นกสิณจริง) แล้ว ผู้นั้นย่อมได้ผลดี คืออานิสงส์ ๑๐ อย่าง เหล่านี้ คือ
        ๑.        ทำจิตให้มีสมาธิเร็วและมั่นคง
        ๒.        ไม่คิดฟุ้งซ่านและไม่ง่วงนอนในเวลาทำสมาธิ
        ๓.        เห็นภาพนิมิตติดตาได้ง่าย
        ๔.        มีสัญญาดี มีความจำดี ไม่ลืมสติ
        ๕.        สามารถทำรูปฌาน ๔ ให้เกิดได้ง่าย
        ๖.        สามารถเนรมิตรูปและสีต่างๆ ขึ้นมาได้
        ๗.        ได้โลกิยอภิญญา แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้
        ๘.        ได้อภิภายตนะ (สัมผัสพิเศษ) ๘ อย่าง
        ๙.        สามารถบรรลุสุภวิโมกข์ได้ (เฉพาะวรรณกสิณ ๔ สี)
        ๑๐.        มีจิตนุ่มนวล ควรใช้เป็นฐานในการเจริญ                     วิปัสสนาเพื่อบรรลุฌานต่อไปได้
อานุภาพกสิณ
        การเพ่งกสิณทั้ง ๑๐ วิธี มีอานุภาพมาก ทำให้ได้อภิญญาทุกกสิณ แต่ว่ากสิณแต่ละอย่างก็มีอานุภาพต่างกัน สามารถแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ได้ต่างกันตามแต่ชนิดของกสิณที่เพ่ง
        ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ได้แสดงคุณวิเศษต่างๆ ที่เกิดจากอำนาจของกสิณแต่ละอย่างไว้ดังนี้
        ๑.        ปถวีกสิณ กสิณดินมีคุณวิเศษ คือ สามารถหายตัวได้ ปรากฏตัวได้ เนรมิตคนๆ เดียวให้เป็นหลายคนได้ เนรมิตคนจำนวนมากให้ปรากฏเพียงคนเดียวได้ เนรมิตรแผ่นดินให้ลอยไปในอากาศหรือในน้ำได้ เดินไปบนน้ำได้ เนรมิตกายเป็นสิ่งต่างๆ ได้ และได้อภิภายตนะ (สัมผัสพิเศษ) นิดหน่อย (ปริตนัย) เป็นต้น
        ๒.        อาโปกสิณ กสิณน้ำมีคุณวิเศษ คือ สามารถดำดินได้ เนรมิตให้ฝนตกได้ เนรมิตให้มีทะเล และแม่น้ำขวางกั้นได้ ทำปราสาทหรือภูเขาแผ่นดินให้หวั่นไหวได้ ทำกระแสน้ำให้พุ่งออกจากร่างกายของตนได้ เหมือนพระพุทธองค์ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ เป็นต้น
        ๓.        เตโชกสิณ กสิณไฟมีคุณวิเศษ คือ บันดาลเปลวไฟหรือควันไฟให้เกิดขึ้นได้ ทำฝนเพลิงให้ตกได้ สามารถเผาผลาญสิ่งต่างๆ ได้ ทำแสงสว่างให้เกิดขึ้นได้ ทำให้มีตาทิพย์ได้ ทำให้ความมืดหายไปได้ ทำเปลวไฟให้พุ่งออกจากกายตนได้เหมือนพระพุทธเจ้าทรงแสดงเปลวไฟในการแสดงยมกปราฏิหาริย์ และเผาสรีระของตนเองในความปรินิพพานได้
        ๔.        วาโยกสิณ กสิณลม มีคุณวิเศษ คือ เหาะไปในอากาศได้ เดินได้เร็วเหมือนลมพายุ เนรมิตลมพายุให้
เกิดได้ เนรมิตของหนักให้เบาได้ เป็นต้น
        ๕.        นีลกสิณ กสิณสีเขียว มีคุณวิเศษคือ เนรมิตวัตถุสีเขียวขั้นมาได้ เพ่งวัตถุให้กลายเป็นสีเขียวได้ เพ่งแร่ต่างๆ ให้เป็นหยกได้ ขับความมืดให้หายไปได้ ได้
อภิภายตนะ ทั้งโดยสุวรรณนัย และทุพพรรณนัย คือ
มีจิตอยู่เหนืออารมณ์ของสิ่งที่มอง ทั้งสิ่งที่สวยงาม หรือทั้งสิ่งที่น่าเกลียดเศร้าหมอง มองเห็นความจริงของสิ่งนั้นอย่างทะลุปรุโปร่งด้วยรำดิในใจว่า สิ่งนี้เรารู้แจ้ง
เราเข้าใจแล้ว เราทราบชัดแล้ว และบรรลุสุภวิโมกข์ได้ คือ บรรลุธรรมได้แม้มองเห็นที่สวยงาม จิตอยู่เหสืออารมณ์ต้องการ เพราะอำนาจอภิภายตนะ
        ๖.        โลหิตกสิณ กสิณสีเหลือ มีคุณวิเศษ คือ สามารถเนรมิตรูปร่างวัตถุสีแดงขึ้นมาได้ เพ่งวัตถุให้เป็นสีแดงได้ เพ่งแร่ธาตุต่างๆ ให้เป็นทับทิมแดงได้ ได้อภิภายตนะทั้งสุวรรณนัย และทุพพรรณนัย และสามารถบรรลุสุภ-วิโมกข์ได้
        ๗.        ปีตกกสิณ กสิณสีเหลือ มีคุณวิเศษ คือ สามารถเนรมิตรูปวัตถุสีเหลืองขึ้นมาปรากฏได้ เพ่งวัตถุให้เป็นสีเหลือได้ เพ่งแร่ธาตุต่างๆ ให้เป็นทองคำได้ ได้อภิภายตนะทั้งสุวรรณนัย และทุพรรณนัย และบรรลุสุภ-วิโมกข์ได้
        ๘.        โอทาตกสิณ กสิณสีขาว มีคุณวิเศษ คือ เนรมิตรูปสีขาวต่างๆ ขึ้นมาได้ ขับถีนมิทธะความง่วงหงาวหาวนอนได้ ทำความมือให้หายไปได้ ทำแสงสว่างให้ปรากฏขึ้นมาดูรูปด้วยทิพจักษุได้ ได้อภิภายตนะทั้งสุวรรณนัย และทุพรรณนัย และบรรลุสุภวิโมกข์ได้
        ๙.        อาโลกกสิณ กสิณแสงสว่างมีคุณวิเศษ คือ เนรมิตรูปโปร่งแสงขึ้นมาได้ ขับความง่วงซึมได้ ทำความมืดให้หายไปได้ ทำแสงสว่างขึ้นมาให้เห็นรูปด้วย
ทิพจักษุได้
        ๑๐.        อากาสกสิณ กสิณอากาศ มีคุณวิเศษ คือ สามารถเดินทะลุเข้าไปในห้องที่ปิดประตูได้ เดินทะลุกำแพงได้ เป็นต้น
        อิทธิฤทธิ์ หรือคุณวิเศษต่างๆ ที่กล่าวมา จะปรากฏอยู่ได้เฉพาะช่วงเวลาที่อธิษฐาน หรือแสงฤทธิ์เท่านั้น เมื่อคลายฤทธิ์แล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็จะกลับเข้าที่เดิม
        ดังนั้น การแสดงฤทธิ์นี้ พระพุทธเจ้าจึงไม่ทรงสรรเสริญฯ ถ้าผู้มีฤทธิ์ยังไม่บรรลุธรรมก็อาจเสื่อมจากฤทธิ์ได้ ดังเช่นพระเทวทัต หรือฤาษีต่างๆ ที่ได้เสพกามแล้วฤทธิ์ก็เสื่อม
        ฤทธิ์ต่างๆ ที่บรรยายมานี้ โดยที่จริงแล้วเป็นผลพลอยได้จากการฝึกจิตด้วยวิธีกสิณเท่านั้น การฝึกจิตด้วยวิธีอื่นๆ ๓๐ อย่างที่เหลือ จากอารมณ์ของสมถกรรมฐาน ๔๐ อย่าง จะไม่มีฤทธิ์เกิดขึ้น ฤทธิ์ที่เกิดขึ้นจะต้องเกิดจากอำนาจของกสิณเท่านั้น ซึ่งกสิณแต่ละอย่างก็มีอิทธิฤทธิ์ต่างกันดังบรรยายมานี้
วิธีสร้างดวงกสิณทั้ง ๑๐ อย่าง
        การเพ่งกสิณ ถือว่าเป็นวิธีการฝึกจิตวิธีหนึ่งที่มีอานุภาพมาก ผู้ต้องการฝึกเพ่งกสิณจะต้องมีอุปกรณ์ในการเพ่ง ซึ่งอุปกรณ์ในการเพ่งกสิณนี้ค่อนข้างมีความละเอียดปราณีตพอสมควร ทั้งนี้ก็เพราะว่าสิ่งที่จะเพ่งเป็นกสิณนั้น จะถูกบันทึกไว้ในสัญญาของผู้เพ่ง ถ้าอุปกรณ์ไม่ดี มีตำหนิ นิมิตนั้นก็จะถูกบันทึกไว้ด้วย และจะเป็นนิมิตไม่บริสุทธิ์ ทำให้จิตของผู้เพ่งไม่เป็นสมาธิด้วย
        ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ได้อธิบายถึงวิธีทำดวงกสิณขึ้นมาเพ่งทั้ง ๑๐ วิธีไว้ในลักษณะต่างๆ ดังนี้
วิธีทำวรรณกสิณ (กสิณสี ๔ สี)
        วรรณกสิณ หมายถึงกสิณมี ๔ สี คือ สีแดง สีเขียว สีเหลือง และสีขาว กสิณสีทั้ง ๔ สีนี้ จะไม่นำมาแสดง เพราะผู้เขียนได้ออกแบบทำแต่ละสีออกมาเผยแผ่แล้ว ซึ่งทำเป็นแผ่นด้วยพลาสติกอย่างดี มีขาตั้ง มีหูแขวน
มีคู่มือบรรยายถึงวิธีใช้เพ่งอย่างละเอียด สามารถปรับหน้าแผ่นขึ้นลงได้ มีจำหน่ายทั่วไปอยู่แล้วในที่ จึงจะไม่อธิบายถึงวิธีทำซ้ำอีก แต่จะอธิบายเฉพาะที่เหลืออีก ๖
อย่าง
วิธีทำปฐวีกสิณ
        ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ได้บรรยายวิธีทำปฐวีไว้ดังนี้ ใน (วง) กสิณ ๒ ชนิดนั้น ชนิดเคลื่อนที่ได้พึงผูกท่อนผ้าเก่าหรือแผ่นหนังหรือเสื่อลำแพนก็ได้ เข้าที่ไม้ (สะดึง) ๔ อัน แล้วเอาดินที่เก็บรากหญ้า ก้อนกรวดและทราย (หยาบ) ออกแล้วขยำดีแล้วมาฉาบแต่งให้เป็นแผ่นกลม ได้ขนาดดังกล่าวมาแล้วลงในท่อนผ้าเก่าหรือแผ่นหนัง หรือเสื่อลำแพนที่ตรึงไว้นั้น วงกสิณชนิดเคลื่อนที่ได้นั้น เวลาจะบริกรรมพึงวางราบลงที่พื้นแล้วจึงเพ่งดู
        กสิณชนิดตั้งอยู่กับที่ พึงตอกหลักเข้าหลายๆ อัน
ลงที่พื้นดินโดยอาการแห่งฝักบัว (คือตอกให้ข้างล่าสอบข้างบนผายโดยรอบ สัณฐานดังฝักบัว) แล้วตรึง (หลักเหล่านั้นให้ติดกัน) ด้วยเถาวัลย์ แต่ง (เป็นโครง) ขึ้นจึงแต่งวงกสิณมีสัณฐานกลมกว้างประมาณ ๑ คืบ ๔ นิ้ว ด้วยดินสีอรุณที่ชำระดีแล้วลงข้างบน อันที่จริง
คำว่า (ขนาดเท่ากะโล่หรือขนาดเท่าชามอ่าง) นั้น พระโบราณาจารย์กล่าวหมายเอาประมาณ ๑ คืบ ๔ นิ้ว นี้นั้นเอง
        ข้อนี้พระโบราณาจารย์ ก็ได้กล่าวไว้ว่า “พระโยคาวจรผู้จะขึ้นเอาปฐวีกสิณ ถือเอานิมิตในดินที่แต่งขึ้น หรือมิได้แต่งก็ตาม (แต่ต้อง) เป็นดินมีที่สุด คือมีกำหนด สัณฐานกลมชักวงรอบได้ มิใช่ (กว้างใหญ่จนไม่มีที่สุด คือไม่มีกำหนดสุดสัณฐาน ไม่กลมชักวงรอบไม่ได้ ขนาดเท่ากะโล่หรือชามอ่าง เธอทำนิมิตนั้นให้ขึ้นดี กำหนดจดจำไว้อย่างดี ครั้นเธอทำนิมิตนั้นให้ขึ้นดี กำหนดจดจำไว้อย่างดีแล้ว จะเป็นผู้เห็นอานิสงส์มีความสำคัญ (ในปฐมวีกสิณ) ว่าเป็นดวงแก้ว แล้วตั้งความยำเกรง (ในนิมิตนั้นด้วยเห็นเป็นสำคัญไม่ปล่อยให้เสื่อมไปเสีย?) รัก (นิมิตนั้น) อยู่ ผูกจิตไว้มั่นในอารมณ์ (คือนิมิตที่ขึ้นดี) นั้นด้วยความเชื่อว่า “เราจะต้องพ้นจากชรามรณะด้วยปฏิปทาอันนี้เป็นแน่แท้” เธอสงัดจากกามทั้งหลายทีเดียว ฯลฯ เข้าถึงปฐมฌานอยู่ ดังนี้
(วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ หน้า ๙๒)
        พระโยคาวจรผู้ใด เคยบวชในพระศาสนาหรือว่าบวชเป็นฤาษี ทำจตุกฌานหรือปัญจมฌานในปฐวีกสิณให้เกิดมาแล้วแม้ในอดีตภพ นิมิตในดินที่มิได้แต่ง (ดังกล่าว) ในคำอรรถกถาโบราณนั้น คือในที่ (ดิน) ที่เขาไถแล้วหรือในวงกลมแห่งลานนวดข้าว ย่อมเกิดขึ้นได้แก่พระ-โยคาวจรผู้มีบุญ ผู้ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย (แห่งภาวนา) เห็นปานนั้น ดุจพระสัลลกเถระ
        ได้ยินว่า เมื่อท่านองค์นั้น (เพ่ง) ดูที่ (ดิน) ที่เขาไถแล้วนิมิตขนาดเท่าที่ (ที่ดูเห็น) นั้นได้เกิดขึ้น ท่านขยายนิมิตนั้นยังปัญจมฌานให้เกิดแล้วเจริญวิปัสสนา มีฌานเป็นปทัฏฐาน ได้บรรลุพระอรหัต๑
วาโยกสิณ กสิณลม
        วาโยกสิณ หมายถึงวิธีการเพ่งกสิณด้วยการเพ่งลมเป็นอารมณ์ หรือเพ่งลมเพื่อให้จิตเป็นสมาธิ ผู้ที่ต้องการเพ่งกสิณลมนี้ พึงเพ่งได้โดยวิธีแต่งลมขึ้นมาเพ่ง หรือเพ่งลมตามธรรมชาติก็ได้ โดยวิธีการเพ่งใบไม้ไหว เศษผ้าไหว หรือกระดาษไหว เมื่อเวลาต้องลม
        การแต่งกสิณลมขึ้นมาใช้นี้ ท่านควรแต่งโดยวิธีการใช้พัดลมตั้งโต๊ะพัดเป่าไปที่เศษผ้า หรือเศษกระดาษที่ตัดเป็นฝอยๆ ยาวพอประมาณ เป็นหลิ้วๆ หรือเป็นเส้นๆ ห้อยไว้ที่ฝาผนังหรือกลางแจ้ง ขณะที่เศษผ้าเป็นต้นนั้นถูกลมพัด เศษผ้าจะไหวสั่นไปตามลม ให้เพ่งไปที่เศษผ้าปลิวไหวนั้น และภาวนาในใจว่า วาโย, วาโย หรือ ลม, ลม ดังนี้ ไปเรื่อยๆ ทั้งเพ่งมองและหลับตาสลับกันไปจนสามารถทำภาพไหวของผ้านั้นมาเก็บไว้ในสัญญาได้แล้ว จึงควรหยุดเพ่งและนั่งหลับตาเพ่งในนิมิตต่อไป จนสามารถเข้าฌานสลับกันไปกับฌานได้ ซึ่งถือว่าสำเร็จในการเพ่งกสิณลมนี้
วิธีทำเตโชกสิณ (กสิณไฟ)
        เตโชกสิณ คือ กสิณไฟกสิณที่มีแสงไฟเป็นอารมณ์ การเพ่งกสิณไฟนี้ ถ้าฟู้ที่มีบารมีมาแต่ในอดีต คือ เคยเพ่งมาแล้วในอดีต จะสามารถเพ่งได้เร็วแล้วเพ่งไฟตามธรรมชาติ ที่เห็นต่อหน้าได้ ในสมัยพุทธกาลมีพระเถระชื่อจิตตคุตฺตะ ท่านเคยมีบารมีการเพ่งเตโชกสิณมาแต่ในอดีต วันหนึ่งท่านเดินเข้าไปในพระอุโบสถในวันธรรมสวนะ เพ่งดูเปลวไฟตะเกียงเท่านั้น ก็สามารถทำนิมิตให้เกิดได้
        ส่วนผู้ที่ไม่เคยสร้างบารมี ผู้ไม่มีบุญญาธิการด้านเตโชกสิณมาก่อน ท่านให้แต่งนิมิตขึ้นมาเพ่ง คัมภีร์วิสุทธิมรรค ท่านได้อธิบายขั้นตอนในการทำกสิณไฟไว้ตามลำดับดังนี้
        ๑.        เตรียมหาฟืนไม้ที่แห้งสนิท มากองไว้
        ๒.        ก่อกองไฟให้ใหญ่
        ๓.        หาเสื่อลำแพนหรือแผ่นหนังแห้ง หรือผ้าหรือกระดานไม้อัดสำหรับตั้งบังกองไฟนั้น
        ๔.        เจาะรูที่เสื่อลำแพนหรือกระดานไม้อัดนั้น เป็นวงกลมขนาด ๑ คืบ ๔ นิ้ว (เท่าแผ่นกสิณสี)
        ๕.        ตั้งเสื่อลำแพนหรือกระดานไม้อัดนั้น บังกองไฟ
        ๖.        นั่งเพ่งไฟตรงกลางช่องวงกลมนั้น พร้อมกับคำภาวนาว่า เตโช, เตโช, หรือไฟ, ไฟ ทั้งเพ่งมองและหลับตาสลับกันไป
        การเพ่งกสิณไฟนี้ ผู้เพ่งพึงใส่ใจเฉพาะเปลวไฟเท่านั้น ไม่ต้องใส่ใจถึงหญ้า, ไม้, ควัน, หรือเปลวไฟที่เหลือ, ไม่ต้องพิจารณาสีของเปลวไฟ ไม่ว่าจะเป็นสีขาวหรือเหลืองเป็นต้นก็ตาม, ไม่ต้องใส่ใจว่ามันร้อน ให้คิดว่านั่นเป็นคุณลักษณะอันเดียวกับไฟ
        เมื่อเพ่งและหลับตา ภาวนาไปเช่นนั้น จะสามารถทำนิมิต ๒ อย่างให้เกิดขึ้นได้ คือ
        ๑.        อุคคหนิมิตในเตโชกสิณ (นิมิตที่เป็นเงากสิณ)
        ๒.        ปฏิภาคนิมิต (นิมิตที่เหมือนไฟจริงๆ)
        อุคคหนิมิตจะปรากฎเหมือนเปลวไฟขาดไปๆ ส่วนปฏิภาคนิมิตจะปรากฏเปลวไฟนิ่งเหมือนผ้ากำพลสีแดงกลางอากาศ เหมือนพัดสีทอง ในขณะที่ปรากฏปฏิภาคนิมิตนี้ ผู้เพ่งสามารถเข้าฌานได้จากฌานที่ ๑ ถึงฌานที่ ๔ ได้ (ฌานที่ ๑ หมายถึงระดับการเพ่งขึ้นเริ่มแรก ที่เรียกว่าฌาน หรือเพ่งฌาน)
        ส่วนผู้ที่เพ่งไฟหรือเตโชกสิณซึ่งมิได้ตกแต่งตาม
วิธีการที่กล่าวมา กสิษโทษ (กสิณที่มีตำหนิ)  จะปรากฏ คือ ในขณะเพ่งไฟจะเห็นท่อนฟืนด้วย เห็นถ่านไฟด้วย เห็นเถ้าไฟด้วย เห็นควันไฟด้วย สมาธิจะไม่นิ่งแม้เพ่งเทียน เพ่งตะเกียง เพ่งหลอดไฟ ก็มีโทษกสินเหมือนกันนี้ ดังนั้น ผู้จะเพ่งกสิณไฟควรทำให้ถูกวิธีจึงจะเกิดผลตามต้องการได้
อาโปกสิณ กสิณน้ำ
        อาโปกสิณ คือการเพ่งน้ำเป็นอารมณ์ น้ำที่จะนำมาเพ่งได้นั้น ต้องเป็นน้ำใสสะอาดไม่มีสีอื่นๆ เจือปน ไม่ขุ่น ไม่มีตะกอน ท่านอธิบายว่า น้ำที่มีสีอื่นปนเป็นกสิษโทษ คือโทษของกสิณน้ำมี ๔ สีคือ น้ำสีเขียว สีเหลือง สีขาว และสีแดง ถ้าน้ำมีสีเช่นนี้ ไม่ควรเพ่ง
        การเพ่งน้ำที่ถูกต้องนั้น ไม่ควรเพ่งน้ำที่อยู่ในสระในทะเล เป็นต้น เพราะจะทำให้นิมิตเกิดยาก ควรจัดทำกสิณน้ำขึ้นมาใช้เองด้วยวิธีการตักน้ำใส่ภาชนะที่ไม่ใหญ่จนเกินไป เช่น บาตร หรือถังน้ำพอเสมอขอบมากบาตรหรือถังน้ำ นำไปตั้งไว้ในสถานที่อันเหมาะแก่การนั่งกรรมฐาน ตั้งห่างจากตัวผู้นั่งเพ่งพอประมาณ คือประมาณ
๑ เมตรแล้วเพ่งไปที่น้ำนั้น โดยไม่ต้องพิจารณาสีของน้ำ
        ไม่ต้องใส่ใจถึงลักษระของภาชนะที่ใส่ โดยนึกเสียว่า ทั้งน้ำ สีของน้ำ และภาชนะที่ใส่เป็นอันเดียวกัน ตั้งจิตภาวนาว่า อาโป อาโป น้ำ น้ำ (หรืออาจใช้คำอื่นก็ได้ เช่น อุทกัง, วาริ, อัมพุ, สลิลัง ชือใดชื่อหนึ่งก็ได้)
        การเพ่งกสิณน้ำนี้ ก็เพ่งเหมือนกันกับกสิณทั่วไป
คือ เพ่งมองน้ำชั่วระยะครู่หนึ่ง แล้วก็หลับตานึกถึงภาพของน้ำที่เพ่งนั้น แล้วลืมตาขึ้นมาเพ่งใหม่ และหลับตานึกถึงภาพกสิณนั้นไปเรื่อยๆ แม้ ๑๐๐ ครั้ง ๑,๐๐๐ ครั้ง หรือมากกว่านั้น จนกว่าจะเกิดอุคคหนิมิต และปฏิภาคนิมิต ต่อไป
        ขณะที่เริ่มเกิดอุคคหนิมิตในช่วงแรกๆ นิมิตกสิณน้ำนี้จประปรากฏเหมือนว่ายังมีความสั่นไหวอยู่ คือ ปรากฏเป็นเหมือนคลื่นน้ำกระเพื่อมอยู่ไม่นิ่ง ยิ่งถ้าน้ำมันมีฟองน้ำอยู่ด้วย เวลาเกิดอุคคหนิมิตก็จะปรากฏ เห็นฟองน้ำนั้นด้วย ซึ่งฟองน้ำนี้ท่าน เรียกว่า กสิณโทษด้วยเช่นกัน ดังนั้นจึงไม่ควรเพ่งน้ำที่มีฟองอยู่ด้วย
        ส่วนเวลาเกิดปฏิภาคนิมิตแล้ว ภาพกสิณจะปรากฏเป็นดวงเหมือนน้ำใสแจ๋วเหมือนกระจกใส หรือเหมือนดวงแก้วใส สามารถนึกให้ขยายขนาดได้ นึกให้เล็กลงได้
        ภาพนิมิตที่เกิดนี้ เป็นภาพที่เกิดจากสัญญา (ความจำ) ที่เก็บอารมณ์ไว้ ไม่ควรคิดว่าเป็นของวิเศษ อย่ายึดว่าเป็นอัตตาหรือตัวตนขึ้นมา สิ่งนี้จะสามารถปรากฏแก่เราเมื่อขณะจิตมีสมาธิ ถ้าไม่มีสมาธิก็สร้างนิมิตขึ้นมาไม่ได้ ดังนั้นไม่ควรกระหยิ่มใจและโอ้อวดจนเกินพอดี
        ผู้ทำปฏิภาคนิมิตขึ้นมาได้นี้ ท่านบอกว่า คือบรรลุถึงอุปจารฌาน และฌาน ๔ ฌาน ๕ ได้แล้ว
        สำหรับผู้ที่เคยมีบารมีเกี่ยวกับการเพ่งอาโปกสิณมาแล้วในอดีต แม้ไม่ได้ทำกสิณน้ำขึ้นมาเพ่งเองเพียงแต่รู้วิธีเพ่งน้ำที่อยู่ตามธรรมชาติ เช่น น้ำในสระ ในบึง ในมหาสมุทร ในทะเลเป็นต้น ก็อาจทำนิมิตให้เกิดขึ้นได้ เหมือนพระจูฬสิวเถระ นั่งเรือจากท่ามหาติตถะไปยังชมพูทวีป เพ่งมองน้ำในมหาสมุทร ก็สามารถทำฌานให้เกิดได้
วิธีทำอากาสกสิณ (กสิณอากาศ)
(พระไตรปิฎกเรียก วิญญาณกสิณ)
        อากาสกสิณ หมายถึง การเพ่งอากาศตามช่องหน้าต่าง ช่องประตู โดยกำหนดระหว่างช่องว่างๆ ของหน้าต่างนั้นเป็นช่องอากาสมีอากาศอยู่ และภาวนาไปพร้อมกันกับการเพ่งมองนั้นว่า อากาโส อากาโส ว่าง ว่าง ไปเรื่อยๆ ด้วยวิธีเพ่งและหลับตานึกถึงภาพของอากาศนั้นสลับกันจนจะเกิดเห็นนิมิตของอากาศนั้นปรากฏขึ้น ส่วนคนที่เคยมีบารมีเคยสั่งสม การเพ่งอากาศนี้มาแล้วในอดีตจะเพ่งได้ง่ายเพียงเห็นช่องหน้าต่างก็สามารถเพ่งทำนิมิตให้เกิดได้
        สำหรับคนที่ไม่เคยมีบารมีมาก่อน ท่านให้สร้างอากาศกสิณนั้นขึ้นมาเพ่งเอง โดยวิธีทำช่องขนาดหนึ่งคืบสี่นิ้วเข้าที่ห้องที่มิดชิด หรือจะทำเป็นซุ้มปิดคลุมหมดทุกด้าน ทำช่องที่ฝาให้มองทะลุออกไปด้านนอกได้ แล้วเพ่งมองที่ช่องนั้น ภาวนาว่า อากาโส อากาโส ว่าง ว่าง ไปเรื่อยๆ
        ความรู้สึกของการเพ่งกสิณชนิดนี้ จะรู้สึกว่าในที่ทุกแห่งมีที่ว่างทั้งหมด ไม่มีอะไรติดกันเป็นแท่งทึบแม้แต่ฝาบ้าน เมื่อว่าโดยความจริงแล้วมันก็ว่างไม่ติดกัน
ทั้งหมด ช่องระหว่างเม็ดทรายก้อนหินเชื่อมติดกันมันก็มีช่องว่าง ข้อเปรียบเทียนที่เห็นได้ชัดในปัจจุบันก็คือคลื่นวิทยุ คลื่นโทรศัพท์สามารถผ่านไปได้ทุกที่ไม่มีที่ติดขัด
ดังนั้น ผู้ที่เพ่งอากาสกสิณนี้จึงมีอิทธิฤทธิ์อย่างหนึ่ง คือ เดินผ่านทะลุเข้าไปในภูเขาได้ ผ่านเข้าไปในห้องโดยไม่เปิดกลอนประตูได้ เพราะอากาศแทรกอยู่ทุกแห่ง ทุกปรมาณูไม่มีว่างเว้น
วิิธีทำอาโลกกสิณ (กสิณแสงสว่าง)
        อาโลกสิณ หมายถึง การเพ่งดูแสงสว่างจะเป็นแสงอาทิตย์ แสงจันทร์ แสงไฟฉาย แสงไฟฟ้า หรือ แสงเทียน อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ โดยวิธีการเพ่งแสงที่ส่องเข้ามากระทบฝาผนังห้องจากช่องหน้าต่าง หรือช่องที่ทำขึ้นเพื่อให้แสงส่องเข้ามาได้ แล้วเพ่งกำหนดดูที่ลำแสงนั้น พร้อมกับกำหนดภาวนาว่า อาโลโก อาโลโกแสงสว่าง แสงสว่าง ไปเรื่อยๆ ด้วยวิธีการเพ่งมองและหลับตานึกถึงภาพแสงสว่างนั้นสลับกันไป จนกว่าแสงสว่างจะปรากฏในเวลาเราหลับเหมือนแสงสว่างจริง แล้วให้หยุดเพ่งแสงนั้น ให้นั่งหลับตาเพ่งแสงสว่างที่ปรากฏในเวลาหลับตานั้นแทน กำหนดจนให้เกิดความชำนาญสามารถบังคับแสงนั้นให้เล็กลงได้ ให้ขยายใหญ่เท่าขนาดตามต้องการได้ ฝึกบังคับให้แสงนั้นเป็นไปต่างๆ อย่างชำนาญ
        วิธีที่กล่าวมานี้ หมายถึง ผู้ที่เคยมีบารมีสร้างสมการเพ่งแสงสว่างมาแล้วแต่ในอดีต เมื่อเวลาเห็นแสงที่ลอดเข้ามาตามหน้าต่างย่อมกำหนดได้เร็ว และเกิดนิมิตติดตาได้เร็ว
        ส่วนผู้ที่ไม่เคยมีบารมีมาเลย และไม่เคยฝึกเพ่ง
มาก่อน ท่านให้สร้างอาโลกกสิณขึ้นมาใช้เพื่อให้เกิดนิมิตติดตาได้เร็ว โดยวิธีทำนั้น คือ การจุดเทียนหรือตะเกียงไว้ในหม้อ แล้วปิดปากหม้อ ทำช่องวงกลมที่ฝาปิดนั้น ให้แสงสว่างออกมาเป็นรูปวงกลม แล้วให้หันแสงไฟนั้นไปส่องที่ฝาผนัง เวลามองดูแสงจะเป็นแสงเป็นวงกลมที่ฝาผนัง ให้นั่งเพ่งไปที่แสงวงกลมนั้น พร้อมกับภาวนาว่า อาโลโก อาโลโก ไปเรื่อย ตามที่กล่าวแล้วปรับหรือปัจจุบันอาจจะใช้ไฟฉายที่สามารถปรับแสงได้ หมุนปรับให้ลำแสงเล็กลงเป็นวงกลมขนาดเท่าหนึ่งคืบสี่นิ้ว ฉายไฟเข้าหาฝาผนังแล้วนั่งเพ่งแสงไฟนั้นก็ได้เหมือนกัน
        บุคคลผู้เพ่งอาโลกกสิณนี้สำเร็จ สามารถเนรมิตแสงสว่างขึ้นเพื่อดูรูปในเวลาตอนกลางคืนได้โดยไม่ต้องมีไฟฉาย หรือ สามารถเนรมิตแสงสว่างขึ้น เพื่อดูรูปด้วยทิพยจักษุ (ตาทิพย์) ได้
วิธีการฝึกเข้าฌานและกสิณให้เกิดความชำนาญ
        พระโยคีผู้ปฏิบัติเริ่มแรก (อาทิกัมมิกะ) ต้องการจะแสดงฤทธิ์ คือ เนรมิตคนคนเดียวให้เป็นหลายคน หรือฤทธิ์อื่นๆ เป็นต้น จะต้องเข้าสมาบัติ ๘ อย่างในกสิณ ๘ อย่างให้เกิดขึ้นก่อนกสิณ ๘ ในที่นี้คือกสิณดิน กสิณน้ำ กสิณไฟ กสิณลม กสิณสีแดง สีเหลือง สีเขียว และกสิณสีขาว เมื่อเข้าสมาบัติเหล่านี้ได้แล้ว ต้องทำให้เกิดความคล่องแคล่วว่องไวชำนาญในลักษณะต่างๆ คือ เริ่มแรกฝึกหันเข้าเรียงลำดับเป็นข้อๆ ไปแล้วก็ทวนย้อนกลับมาเป็นข้อๆ เช่นกัน จากนั้ดให้ฝึกข้ามฌานและข้ามกสิณ เช่น เข้าฌานที่หนึ่งแล้วข้ามไปเข้าฌานที่ ๓ จากที่ ๓ แล้วไปฌานที่ ๕ เช่นนี้เป็นต้นแม้กสิณก็ทำเหมือนกันนี้
        การฝึกหัดเข้าฌานและกสิณนี้จะต้องฝึกหัดให้เกิดความชำนาญมาก ไม่ว่าจะเป็นการทำแบบเรียงลำดับ หรือ ย้อนกลับแต่ละอย่าง หรือ เลือกเพ่งแต่ละอย่าง สามารถทำให้เร็วดังใจคิด
วิธีการฝึกเข้าสมาธิและกสิณนี้ ท่าน แยกวิธีฝึกไว้
๑๔ ลักษณะ (อาการ) คือ
        ๑.        เข้าเรียงตามลำดับกสิณ
        ๒.        ทวนย้อนกลับตามลำดับกสิณ
        ๓.        ทำทั้งตามลำดับและย้อนกลับ
        ๔.        เข้าตามลำดับฌาน
        ๕.        ทวนย้อนตามลำดับฌาน
        ๖.        ทำทั้งตามลำดับและทวนย้อนฌาน
        ๗.        ทำวิธีข้ามทีละฌาน
        ๘.        ทำวิธีข้ามที่ละกสิณ
        ๙.        ทำโดยวิธีข้ามทั้งฌานทั้งกสิณ
        ๑๐.        เพ่งกสิณเลื่อนฌาน
        ๑๑.        เข้าฌานเลื่อนกสิณ
        ๑๒.        เลื่อนทั้งฌานเลื่อนทั้งกสิณ
        ๑๓.        โดยวิธีกำหนดดูองค์ประกอบของฌาน
        ๑๔.        โดยวิธีกำหนดดูกสิณแต่ละอย่างในฌานเมื่อฝึกฝนการเข้าฌานและเข้ากสิณได้ตามที่กล่าวมาแล้ว ท่านกล่าวว่า สามารถแสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้
        ส่วนบุคคลผู้มิได้ได้ฝึกฝนจิตตามวิธีที่กล่าวมานี้ให้ชำนาญจะไม่สามารถทำฤทธิ์ให้เกิดได้ ลำดับแห่งการฝึกฝนและทำฤทธิ์นี้ ท่านกล่าวถึงความยากเป็นงานหนักยิ่ง ซึ่งพอสรุปใจความให้เข้าใจง่ายๆ ว่า
        พระผู้ปฏิบัติที่ไม่เคยได้บำเพ็ญภาวนาแต่ชาติปางก่อน ไม่เคยฝึกฝนจิตให้ชำนาญด้วยวิธีฝึก ๑๔ อย่างนี้ จะทำการแสดงฤทธิ์ต่างๆ ให้สำเร็จได้เป็นไปไม่ได้ (มิใช่ฐานะที่จะมิได้) เพราะว่าแม้แต่การฝึกเพ่งกสิณก็เป็นงานหนัก แก่ท่านเสียแล้ว จำนวน ๑ ใน ๑๐๐ หรือ ๑ ใน ๑,๐๐๐ คน เท่านั้น จึงจะฝึกเพ่งบริกรรมกสิณได้
        ผู้ที่เพ่งบริกรรมกสิณจริง) ก็เป็นเรื่องยาก (งานหนัก) ๑ ใน ๑๐๐ คน หรือ ๑ ใน ๑,๐๐๐ คน เท่านั้นจึงจะให้เกิดปฏิภาคนิมิตได้ ครั้นนิมิตเกิดแล้ว การที่จะสามารถขยายนิมิตนั้นไปจนบรรลุถึงอัปปนาได้ ก็เป็นงานหนัก ๑ ใน ๑๐๐ คน หรือ ๑ ใน ๑,๐๐๐ คน จึงจะทำได้
        สำหรับผู้ใดถึงอัปปนาแล้ว การจะฝึกฝนจิตโดยอาการ ๑๔ อย่างนั้น ก็เป็นงานหนัก ๑ ใน ๑๐๐ คน หรือ ๑ ใน ๑,๐๐๐ คน เท่านั้น จึงจะสามารถฝึกฝนได้
        สำหรับผู้ฝึกฝนจิตตามอาการ ๑๔ อย่างนั้นได้แล้วอันจะทำการแสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้ ก็ยังเป็นงานหนัก ๑ ใน ๑๐๐ คน หรือ ๑,๐๐๐ คน จึงจะสามารถแสดงฤทธิ์ได้
        แม้ผู้แสดงฤทธิ์ได้แล้ว การที่จะรวมจิตเข้าฌานได้โดยฉันพลัน (ขิปปนิสันติ) ก็ยังเป็นงานหนัก ๑ ใน ๑๐๐ คน หรือ ๑,๐๐๐ คน เท่านั้น จึงจะรวมจิตเข้าฌานโดยฉับพลันได้
        แม้ผู้ที่สามารถรวมจิตเข้าฌานได้โดยฉับพลัน การที่จะเป็นที่พึ่งของคนอื่นได้ ก็ยังเป็นงานหนัก
        แต่สำหรับท่านผู้มีบารมีที่ทำมาแล้วแต่ในชาติปางก่อน (บุพโยคะ) อย่างแรงกล้า เช่น พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอัครสาวกทั้งหลาย แม้ได้ได้ฝึกฝนจิตตามลำดับ (ภาวนานุกรม) ตามที่กล่าวแล้ว การแสดงฤทธิ์และคุณธรรมอื่นๆ ทั้งหลาย เช่น ปฏิสัมภิทา เป็นต้น ก็สำเร็จแก่ท่านได้ด้วยอำนาจแห่งอรหัตตผล
        เพราะเหตุนั้น พระผู้ปฏิบัติเริ่มแรกจึงควรฝึกฝนตามอาการ ๑๔ วิธีนี้ จะเป็นการทำจิตให้อ่อน ให้ควรแก่การใช้งาน พึงฝึกฝนในการเข้าฌาน พึงทำความพอใจให้มาก พึงขยันให้มาก เอาใจใส่ให้มาก และหมั่นสังเกตพิจารณาทดสอบทดลองเปลี่ยนแปลงให้มาก (ฉันทะ, วิริยะ, จิตตะ, วิมังสา)
        เมื่อทำให้เกิดความชำนาญมีพลังอำนาจ (วสี,) มีความคล่องแคล่วว่องไว คือ มีความว่องไวต่อการพิจารณาอารมณ์ หรือ การรับอารมณ์ (อาวัชชนวสี) เป็นต้น จึงจะสามารถทำฤทธิ์ให้เกิดได้ ส่วนผู้ที่ได้บำเพ็ญบารมีด้านนี้มาแล้วแต่ในอดีต แม้มีความเชี่ยวชาญเพียงเข้าฌาน ๔ ในการเพ่งกสิณได้ ก็สามารถแสดงฤทธิ์ได้โดยไม่ยาก
        การที่บุคคลฝึกจิตจนสามารถแสดงฤทธิ์ได้เช่นนี้ ท่านอธิบายว่าจิตที่ได้รับการฝึกฝนแบบนี้จะเห็นจิตที่อ่อนเหมาะที่จะนำไปใช้อะไรก็ได้ เหมือนช่างทองผู้ต้องการจะทำทองคำให้เป็นเครื่องประดับต่างๆ ก็ต้องทำทองคำนั้นให้อ่อนเสียก่อนด้วยกรรมวิธีเป่าไฟ เป็นต้น แล้วจึงสามารถนำทองไปทำเครื่องประดับได้ การที่จิตจะมีลักษณะอ่อนและควรแก่การนำไปใช้งานได้ ก็เพราะได้รับการฝึกอบรมมาเป็นอย่างดีแล้วเท่านั้น ดังที่พระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า (ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่พิจารณาเห็นธรรมอย่างอื่น แม้สักอย่าง ที่ได้รับการอบรมให้มากๆ มาเป็นอย่างดีแล้ว จะเป็นของอ่อนควรแก่การใช้งานเหมือนจิตนี้เลย

        ดังนั้น ผู้หวังความเจริญแก่ตนทั้งชาตินี้และชาติหน้าพึงฝึกฝนอบรมจิตให้มากๆ ตามวิธีการตามที่กล่าวมาแล้วนี้แล.
ฤทธิ์ ๑๐ ประเภท
        ๑.        ฤทธิ์เกิดจากการอธิษฐาน (อธิฏฐานาอิทธิ) คือ พระผู้ปฏิบัติ (พระโยคี) อธิษฐานร่างกายของท่านให้กลายเป็นหลายคน ซึ่งจะเป็น- ๑๐๐ คน ๑,๐๐๐ คน
ก็ได้ โดยครั้งแรกให้นึกถึงจำนวนคนที่จะให้เกิดเป็นก่อน แล้วจึงอธิษฐานฌานในอภิญญาว่า ขอเราจงเป็นคน จำนวนเท่านี้ๆ ดังนี้แล้วท่านก็จะเป็นคนจำนวนมากขึ้นเท่ากับจำนวนที่นึกไว้แต่แรก ฤทธิ์เช่นนี้เรียกว่า ฤทธิ์อธิษฐาน
        ๒.        ฤทธิ์แปลงเพศ หรือ แปลงกาย (วิกุพฺพนา
อิทธิ) คือ พระผู้ปฏิบัติได้ สามารถแปลงร่างกายของตนให้เป็นเด็กก็ได้ เป็นคนแก่ก็ได้ เป็นพยานาคก็ได้ หรือเป็นกองทัพต่างๆ ก็ได้
        ๓.        ฤทธิ์เนรมิตร่างกายอื่นต่อจากร่างกายตนนี้ (มโนมยาอิทธิ) คือ ฤทธิ์ที่ใจเนรมิตร่างกายอื่นต่อจากร่างกายเดิมเป็นร่างกายที่เกิดมาจากใจเนรมิตขึ้นนั้น เป็นอีกร่างกายหนึ่งไม่ใช่ถอดออกจากร่างกายเดิม
        ฤทธิ์ข้อนี้ไม่ควรแปลว่า ถอดกาย หรือ ถอดกายทิพย์ หรือมีกายทิพย์ เป็นต้น เพราะจะกลายความเชื่อว่าที่มีกายเป็นตัวตน (อัตตา) ซ่อนอยู่ในตัวของเราแล้วก็ถอดไปโน้นไปนี้ได้ อันอาจจะทำให้หลงผิดยึดมั่นในอัตตา และหลงผิดจากความเป็นจริงได้ เพราะตามความเป็นจริง ร่างกายที่เรามองเห็นอยู่นี้ รวมทั้งจิตที่เราคิดอะไรได้ ก็ล้วนมีลักษณะเกิดและดับอยู่ตลอดเวลา ไม่มีอัตตา (อนัตตา) อยู่ภายใน แต่มันเป็นไปได้เพราะอาศัยสิ่งหลายอย่างมาเป็นปัจจัยอุดหนุนให้เป็นไป (ปฏิจจ-สมุปบาท) ดังนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงความสับสนข้อนี้จึงไม่ควรแปลว่าถอดกาย หรือ ถอดกายทิพย์โดยเด็ดขาด ให้แปลว่า จิตเนรมิตร่างกายอื่นโดยจำลองไปจากร่างกายเดิมที่เห็นอยู่
        ๔.        ฤทธิ์ญาณแผ่คุ้ม หรือ ฤทธิ์ญาณปกแผ่
(ญาณวิปฺผาชาอิทธิ) คือ คุณวิเศษที่เกิดขึ้นด้วยอานุภาพแห่งญาณในกาลก่อน หรือ ภายหลังที่ได้ญาณนั้นในปัจจุบันก็ตาม (ญาณในที่นี้หมายถึงอรหันตมรรคญาณ) โดยญาณนี้จะเป็นตัวคุ้มครองภัยต่างๆ ได้ โดยเฉพาะผู้มีการเกิดเป็นชาติสุดท้าย (อันติมภวิกะ) เหมือนสังกิจจะสามเณรที่อยู่ในครรภ์ของมารดาที่ตายแล้ว ซึ่งคนทั้งหลายเข้าใจว่าตายทั้งกลม จึงนำศพนางไปเผาที่เชิงตะกอน ในขณะที่กำลังเผาอยู่นั้นสัปเหร่อได้ใช้เหล็กแหลมแทงเข้าที่ท้องศพนั้น เหล็กไปแทงถูกที่เบ้าตาของทารกในครรภ์จึงส่งเสียงร้องขึ้น พวกสัปเหร่อรู้ว่า ทารกยังมีชีวิตอยู่จึงยกศพลงจากเชิงตะกอนแล้วทำการ
ผ่าท้องเอาทารกออกมาเลี้ยงดูจนเติบโต และได้บรรพชาเป็นสามเณรจนบรรลุอรหันตตผล พร้อมทั้งปฏิสัมภิทา ในที่สุด
        การที่สามเณรไม่เป็นอันตรายในท้องและบนเชิงตะกอนนั้น เรียกว่า ฤทธิ์ญาณแผ่คุ้มครอง
        ๕.        ฤทธิ์วิเศษที่เกิดด้วยอำนาจสมถะ (สมาธิ
วิปฺผาชาอิทฺธิ) ซึ่งเกิดได้ทั้งก่อนหรือหลังสมาธิก็มี
ในขณะเข้าสมาธิก็มี เรียกอีกอย่างว่า ฤทธิ์สมาธิแผ่คุ้ม เช่นภิกษุกำลังเข้าฌานอยู่ ภัยอันตรายใดๆ ก็ทำร้ายท่านไม่ได้ ดังตัวอย่างที่ครั้งหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรกับพระมหาโมคคัลานะ พักอยู่ที่วิหารชื่อกโปตกันทรา (ซอกเขานกพิราบ) ขณะปลงผมใหม่ๆ ในคืนเดือนหงาย จึงพากันนั่งอยู่ที่กลางแจ้ง ได้มียักษ์ร้ายตนหนึ่ง ใช้มือตีลงที่ศีรษะของท่านพระสารีบุตร มีเสียงดังราวกะฟ้าร้อง ในขณะที่พระสารีบุตรกำลังเข้าฌานอยู่ ดังนั้น ความเจ็บปวด หรืออันตรายใดๆ จึงไม่เกิดแก่ท่าน คุณวิเศษเช่นนี้เรียกว่า ฤทธิ์สมาธิแห่งสมถะปกป้องคุ้มภัย
        ๖.        ฤทธิ์ของพระอริยะทั้งหลายผู้ได้เจโตวสี คือพลังแห่งจิต (อริยาอิทฺธิ) ไม่มีทั่วไปแก่คนเหล่าอื่น ฤทธิ์อันนี้คือฤทธิ์พิเศษที่เกิดขึ้นแก่พระอริยะผู้ได้เจโตวสี
เท่านั้น คือ ความที่ท่านสามารถมีความรู้สึกต่อสิ่งที่มองเห็นในลักษณะตรงกันข้ามกับที่มันเป็นได้ เช่นเห็นว่า ไม่มีปฏิกูลในสิ่งที่ปฏิกูล หรือมองเห็นว่า ปฏิกูลในสิ่งที่ไม่ปฏิกูล
        การมองในลักษณะเช่นนี้ที่ถือว่าเป็นฤทธิ์ด้วยนั้น เพราะจะเกิดได้เฉพาะกับพระอริยะเท่านั้น คือในเวลาที่ท่านแผ่เมตตาก็ดี ในเวลาพิจารณาเห็นเป็นสักแต่ว่าธาตุเท่านั้นก็ดี ในวัตถุที่ไม่น่าปรารถนา (ปฏิกูล) น่าเกลียด น่าชัง ตลอดถึงสัตว์ มนุษย์ คนผู้ที่เป็นศัตรูร้ายที่เราเกลียด ก็ไม่มีความรู้สึกว่าเกลียดชัง หรือไม่ปรารถนาในสิ่งที่ชอบ เรียกว่าเป็นผู้มีอัปปฏิกูลสัญญา (ความสำคัญว่าไม่มีปฏิกูลในสิ่งปฏิกูล) ในทางตรงข้าม เมื่อเวลาที่ท่านเพ่งดูของอสุภะ (สิ่งที่ไม่สวยงาม) หรือ พิจารณาดูความไม่เที่ยงของสังขารเป็นต้น ในวัตถุที่สวยงามน่าปรารถนา (ไม่ปฏิกูล) น่ารักน่าพอใจ ตลอดถึงสัตว์มนุษย์ผู้ที่เป็นที่รัก ก็ไม่มีความรู้สึกว่าชอบใจพอใจรักใคร่ปรารถนาไปตามด้วย เรียกว่าเป็นผู้ปฏิกูลสัญญา (ความสำคัญว่าปฏิกูลในสิ่งไม่ปฏิกูล) คือ ท่านเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะวางเฉยอยู่ได้ในท่ามกลางอารมณ์ทั้งหลาย ปราศจากความดีใจและเสียใจ ความรักและความชังเป็นต้น อาการเหล่านี้เรียกว่า ฤทธิ์ของพระอริยะทั้งหลายผู้ได้เจโตวสี (พลังอำนาจแห่งจิตตานุภาพ)
        ๗.        ฤทธิ์ที่เกิดจากกรรมวิบาก (กมฺมวิปากชาอิทฺธิ) ได้แก่ ฤทธิ์ของนกทั้งหลาย ฤทธิ์ของเทวดาทั้งหลาย ฤทธิ์ของมนุษย์บางพวก ฤทธิ์ของวินิปาติกะบางเหล่า
เช่น นกทั้งหลายสามารถบินไปในอากาศได้โดยปราศจากฌานหรือวิปัสสนา นี่ก็คือว่าเป็นฤทธิ์ที่เกิดจากกรรมวิบากของนกทั้งหลาย (ฌานที่ท่านพูดถึงนี้หมายถึงฌานที่ได้อภิญญา ส่วนวิปัสสนา หมายเอาวิปัสสนาแก่กล้า เกิดอุพเพงคาปีติ ทำให้ร่างกายโลดลอยไปในอากาศได้)
        ส่วนเทวดาทั้งปวง และมนุษย์ที่เกิดในปฐมกัปบางพวก ก็เหาะไปมาในอากาศได้ พวกวินิปาติกะบางเหล่า เช่น ยักษิณีปิยังกรมาตา ยักษีณีอุตตรมาตา ยักษิณีธัมมัตตตา เป็นต้น ก็เหมาะไปมาในอากาศได้ เพราะอำนาจของกุศลกรรมบางอย่างจึงมีฤทธิ์ได้
        ทั้งหมดที่กล่าวมารวมเรียกว่า ฤทธิ์เกิดจากกรรมวิบากทั้งนั้น
        ๘.        ฤทธิ์ของบุคคลผู้มีบุญทั้งหลาย (ปุฺวโตอิทธิ) เช่น พระเจ้าจักรพรรดิ เป็นต้น สามารถไปในอากาศได้ พร้อมกับจตุรงคเสนา รวมไปถึงพวกคนเลี้ยงโคเลี้ยงม้า (เช่นในปัจจุบันคนที่ไปมาโดยเครื่องบินหรือยานอวกาศเป็นต้น ก็จัดเป็นฤทธิ์แห่งบุญอย่างหนึ่ง หรือฤทธิ์แห่งบุญของโฆสกคฤหบดี ในสมัยยังเป็นทารกอยู่ ถูกเขาพยายามฆ่าถึง ๗ ครั้ง ๗ สถานที่ก็ไม่ได้รับความบาดเจ็บอะไรเลย นี้ก็เพราะฤทธิ์บุญรักษาไว้ หรือในปัจจุบันนี้มีเด็กทารกคนหนึ่งชื่อ..............................ได้โดยสารเครื่องบินไปกับมารดา เครื่องบินประสบอุบัติเหตุตกและเกิดระเบิดขึ้น ผู้โดยสารคนอื่นๆ ตายทั้งหมด เหลือลอดไม่ตายเฉพาะทารกน้อยคนเดียว นี้ก็จัดเข้าในฤทธิ์แห่งบุญได้
        ๙.        ฤทธิ์แห่งการร่ายมนต์วิทยา (วิชชามยาอิทธิ) ได้แก่พวกเทพชั้นต่ำมีวิทยาธรเป็นต้น คือ พวกวิทยาธรร่ายมนต์แล้วสามารถเหาะไปในอากาศได้ สามารถเนรมิต (แสดง) โขลงช้างในกลางอากาศได้ เนรมิต (แสดง) ขบวนเสนาต่างๆ ในกลางอากาศได้ นี้คือฤทธิ์แห่งการร่ายมนต์ร่ายวิชาอาคม
        ๑๐.        ฤทธิ์ที่สำเร็จด้วยการกระทำสิ่งนั้นๆ อย่างถูกต้องชอบธรรม ก็ทำให้สำเร็จได้ (ตตฺถ ตตฺถ สมฺมาปโยคปจฺจยาอิชฺฌนฏฺเŸน อิทฺธิ) ฤทธิ์ตามที่แปลนี้ หมายถึง ความสำเร็จ ถ้ามนุษย์ทำอะไรสำเร็จบริบูรณ์อย่างถูกต้องชอบธรรม ก็ถือว่าเป็นฤทธิ์อย่างหนึ่งด้วยเหมือนกัน เข่น ทำเหตุคือการละกิเลสทั้งปวงได้ ย่อมได้ผลคืออรหัตถผล, ทำเหตุด้วยการละความพอใจอยากได้ (กามฉันท์) ย่อมได้ผล คือ เนกขัมมะ (การสลัดออกจากฌาน) เป็นต้น รวมไปถึงการกระทำอื่นๆ ที่ทำเหตุให้ถูกต้องแล้วได้ผลสำเร็จตามความมุ่งหวัง ก็ได้ชื่อว่ามีฤทธิ์ตามฤทธิ์ข้อนี้ด้วย
        ฤทธิ์ที่กล่าวมาทั้ง ๑๐ ประเภทนี้ ถ้ากล่าวโดยสรุปแล้ว อาจแบ่งได้ ๔ ชนิด คือ
        ๑. ฤทธิ์ของผู้ฝึกสมาธิด้วยสมถะ
        ๒.        ฤทธิ์ของผู้มีบุญ, มีกรรมวิบาก
        ๓.        ฤทธิ์ของผู้มีวิชาอาคม
        ๔.        ฤทธิ์ คือ ความสำเร็จในกิจการที่ทำ, ทำอะไรประสบผลสำเร็จ ก็ชื่อว่ามีฤทธิ์ในสิ่งนั้น
        สำหรับผู้ที่ต้องการทราบรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องฤทธิ์ทั้ง ๑๐ ประเภทที่กล่าวมานี้ ผู้เขียนขอแนะนำให้ไปอ่านเพิ่มเติมในหนังสือคัมภีร์วิสุทธิมรรคแปล ฉบับภาษาไทย ภาค ๒ ตอน ๒ ตอนว่าด้วย อิทธิวิธนิเทศ จะมีรายละเอียดเพิ่มกว่าที่นำมากล่าวนี้
วิธีอธิษฐานกายด้วยฌาน
        เมื่อผู้ปฏิบัติสามารถฝึกจิตตนจนสามารถแสดงฤทธิ์ได้แล้ว มีระเบียบวิธีการในการแสดงฤทธิ์อธิษฐานกายให้เป็นหลายคน ตามที่กล่าวไว้ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ดังนี้
        คำว่า อธิษฐานด้วยญาณ มีอธิบายว่า ภิกษุนี้นั้นครั้นยังธรรมอันเป็นภูมิ เป็นบาท เป็นบท และเป็นมูลแห่งฤทธิ์เหล่านั้นให้ถึงพร้อมแล้ว เข้าฌานอันเป็น
บาทแห่งอภิญญาออก (จากฌาน) แล้ว ถ้าต้องการ
(ให้ตนเป็น) ๑๐๐ คน ก็บริกรรมว่า สตํ โหมิ สตํ โหมิ เราจงเป็น ๑๐๐ คน) เราจงเป็น ๑๐๐ คน แล้วเข้าฌานอันเป็นบาทแห่งอภิญญาอีก ครั้นออกจากฌานแล้วจึงอธิษฐานพร้อมกับจิตอธิษฐานนั้นเอง เธอก็เป็นคน ๑๐๐ คนขึ้นได้ แม้ใน (การอธิษฐานให้เป็น) ๑,๐๐๐ คน เป็นต้น ก็ดุจนัยนี้
        ถ้าทำอย่างนั้นไม่สำเร็จไซร้ พึงบริกรรมแล้วเขาฌานเป็นวาระที่ ๒ (เที่ยวที่ ๒) ออกแล้วจึงอธิษฐานอีกก็ได้ ในการอธิษฐานนี้ จิตในฌานอันเป็นบาท มีปฏิภาคนิมิตเป็นอารมณ์ จิตในบริกรรม มีคนจำนวนร้อยเป็นอารมณ์ หรือมีคนจำนวนพันเป็นอารมณ์ (ตามที่ต้องการ) แต่ว่าอารมณ์เหล่านั้นก็เป็นแต่พรรณะ (กายที่นึกกำหนดขึ้น) เท่านั้น ไม่ใช่เป็นสัตว์หรือคนจริงๆ (บัญญัติ) แม้จิตในอธิษฐานก็อย่างนั้นเหมือนกัน คือ
มีคนจำนวนร้อยเป็นอารมณ์ หรือ มีคนจำนวนพันเป็นอารมณ์ อธิษฐานจิตนั้นเป็นจิตสัมปยุตด้วยรูปาวจร จตุตถฌานเกิดขึ้นดวงเดียวเท่านั้น ต่อกับโคตรภูจิต เช่น ดังอัปปนาจิตที่กล่าวมาแล้วแต่ก่อน แม้ในคำที่กล่าวในที่สัมภิทาว่า โดยปกติพระโยคีเป็นคนผู้เดียว แต่นึกให้เป็นคนมากจำนวน ๑๐๐ ก็ดี จำนวน ๑๐๐๐ ก็ดี จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ ก็ดี ครั้นนึกแล้วก็อธิษฐานด้วยญานว่า “เราจงเป็นคนจำนวนมาก” เธอก็เป็นคนจำนวนมากขึ้น ดุจท่านพระจุลปันถก ฉะนั้น (คัมภีร์วิสุทธิมรรค แปลภาค ๒ ตอน ๒ หน้า ๑๒๒)
การเข้าฌานเพื่อแสดงฤทธิ์


        การแสดงฤทธิ์ ถือว่าเป็นการแสดงในสิ่งที่บุคคลทั่วไปไม่สามารถทำได้ ผู้ที่จะแสดงฤทธิ์ได้จะต้องเป็นผู้ที่ได้รับการฝึกจิตมาเป็นอย่างดีแล้ว และสามารถเข้าฌานได้ด้วย เพราะการแสดงฤทธิ์แต่ละครั้งจะต้องเข้าฌานเสียก่อน จึงจะแสดงได้
        วิธีการและขั้นตอนในการเข้าฌานแสดงฤทธิ์นี้ ท่านพระธรรมปิฎก (ป.อ. ยุตฺโต) ได้สรุปวิธีการเข้าฌานแสดงฤทธิ์ไว้ว่า อรรถกถาได้อธิบายวิธีการเจริญอภิญญาอย่างพิสดาร ซึ่งพอสรุปได้ความว่า เบื้องแรกเมื่อเจริญสมถะจนได้ฌาน ๔ แล้ว ให้เจริญต่อไปอีกจนได้สมาบัติครบ ๘ แต่จำกัดว่า ต้องเป็นสมาบัติที่ได้ในกสิณ ๘ (คือยกเว้นอาโลกกสิณและอากาสกสิณ) เท่านั้น ครั้นแล้วฝึกสมาบัติทั้ง ๘ นั้นให้คล่องแคล่วโดยทำนองต่างๆ เป็นการเตรียมจิตให้พร้อม พอถึงเวลาใช้งานจริง คือจะทำอภิญญาให้เกิดขึ้นก็ดี จะใช้อภิญญาแต่ละครั้งก็ดี ก็เข้าฌานเพียงแค่จตุตถฌานแล้วน้อมเอาจิตนั้นใช้เพื่ออภิญญาตามความต้องการ ย้ำข้อสรุปว่า ในการฝึกเตรียมจิตไว้ต้องใช้สมาบัติ ๘ แต่ในเวลาทำอภิญญาก็เข้าเพียงจตุตถฌานเท่านั้น ทั้งนี้ เพราะว่าเมื่อเข้าสมาธิถึงจตุตถฌานแล้ว จิตซึ่งเคยอบรมมาดีแล้วด้วยสมาบัติ ๘ พอมีสมาธิถึงระดับจตุตถฌานก็มีความประณีตเป็นพิเศษยิ่งกว่าจิตของผู้ได้ลำพังจตุตถฌานล้วนๆ เมื่อตัดตอนเอาตรงนี้ ท่านจึงกล่าวว่า ใช้จตุตถฌานเป็นบาทของอภิญญา ตรงกับที่ท่านพูดไว้อีกสำนวนหนึ่งว่า จิตที่พร้อมด้วยองค์ ๘ (โดยการอบรมด้วยสมาธิระดับจตุถฌานถึงขั้นอรูปสมาบัติ) อย่างนี้ เป็นของเหมาะแก่การน้อมเอาไปใช้จึงเป็นบาท คือ เป็นปทัฏฐานแห่งการประจักษ์แจ้งด้วยการรู้จำเพาะ ซึ่งอภิญญาสัจฉิกรณียธรรมทั้งหลาย อย่างไรก็ดี มีข้อยกเว้นว่า สำหรับท่านผู้มีบุพโยคะ (คือมีความเพียรที่เคยทำมาแต่ปางก่อนเป็นพื้นอุปนิสัยหรือเป็นทุนเดิม) แรงกล้าแล้ว เช่น พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอัคสาวก เป็นต้น ไม่ต้องฝึกฝนครบกระบวนวิธีตามลำดับก็ได้ และสร้างความชำนาญเพียงในจตุตถฌานล้วนๆ ก็เพียงพอที่จะทำอภิญญาให้เกิดได้ ไม่จำเป็นต้องสร้างความชำนาญในอรูปสมาบัติ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโต), พุทธธรรม ๒๕๒๙, หน้า ๓๓๘)
        จากคำบรรยายนี้ สรุปได้ความว่า สำหรับผู้ที่จะแสดงฤทธิ์ได้นั้นจะต้องผ่านการเพ่งกสิณ ๘ อย่างให้มีความชำนาญแล้วฝึกสมาบัติ ๘ ต่อไปอีกให้คล่องแคล่ว เมื่อถึงเวลาจะอธิษฐานแสดงฤทธิ์จริง ให้เข้าฌานถึงฌาน ๔ (จตุตถฌาน) แล้วอธิษฐานแสดงฤทธิ์ได้เลย ไม่ต้องเข้าถึงสมาบัติ ๘ แม้แต่พระอริยะผู้ที่เคยสร้างบารมีมาแล้วในอดีต ถึงจะไม่ได้ฝึกจิตถึงอรูปสมาบัติ แต่เวลาแสดงฤทธิ์ก็ต้องเข้าฌานถึงฌาน ๔ เหมือนกัน จึงจะแสดงฤทธิ์ได้ ส่วนผู้ที่เข้าฌานไม่ได้จะไม่สามารถแสดงฤทธิ์ได้เลย

วิธีการอธิษฐานแสดงฤทธิ์
        สำหรับภิกษุผู้ใคร่จะแสดงฤทธิ์ เมื่อได้อบรมจิตพัฒนาให้แก่กล้าแล้ว สามารถทำบาทฐานแห่งฤทธิ์ให้พร้อมแล้วย่อมอธิษฐาน แสดงฤทธิ์ได้ด้วยฌาน ซึ่งการเข้าฌานแสดงฤทธิ์นั้นมีขั้นตอนดังนี้
        ๑.        ทำบาทแห่งฤทธิ์ให้พร้อม
        ๒.        เข้าฌานอันเป็นบาทแห่งอภิญญา
        ๓.        ออกจากฌานนั้น
        ๔.        อธิษฐานด้วยบริกรรมว่า...................(ฤทธิ์ที่จะแสดง)
        ๕.        เข้าฌานอันเป็นบาทแห่งอภิญญาอีก
        ๖.        ออกจากฌานนั้นแล้วอธิษฐานอีก
        ๗.        พร้อมกันจิตอธิษฐานนั้น ฤทธิ์ที่อธิษฐานจะปรากฏขึ้น        
(คัมภีร์วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๒ ตอน ๒ หน้า ๑๒๒)
หมายเหตุ :        ทำบาทแห่งฤทธิ์หมายถึงธรรมที่พร้อม
จะให้แสดงฤทธิ์ได้ ถ้าไม่มีก็แสดงไม่ได้ ธรรมเหล่านี้ คือ ภูมิ, บาท บท และมูลแห่งองค์ประกอบพื้นฐานที่จะทำให้แสดงฤทธิ์ได้
        ในการแสดงฤทธิ์แต่ละครั้งนั้น ผู้แสดงจะต้องทำตามขบวนการ ๗ อย่างดังที่กล่าวแล้วนี้ การแสดงฤทธิ์จึงจะสำเร็จผลตามต้องการได้
        การแสดงฤทธิ์นั้น ไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้เกิดขึ้นได้ง่ายๆ ผู้ฝึกที่จะแสดงฤทธิ์ต้องมีพื้นฐานที่มั่นคง ที่เรียกว่า ภูมิ เสียก่อนแล้วจึงนำเอาภูมินั้นมาเป็นพื้นฐานในการแสดงฤทธิ์
ภูมิแห่งฤทธิ์ มี ๔ อย่าง
        ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคได้แสดงถึงภูมิที่จะนำมาเป็นพื้นฐานในการแสดงฤทธิ์ว่าได้แก่ภูมิ ๔ หรือฌาน ๔ นั่นเอง โดยท่านเรียกว่าภูมิ ตามลักษณะของฌานนั้นๆ คือ
        ปฐมฌาน        เป็น วิเวกชภูมิ        (ภูมิที่เกิดจากวิเวก)
        ทุติยฌาน        เป็น ปีติสุขภูมิ        (ภูมิที่เกิดจากปีติและสุข)
        ตติยฌาน        เป็น อุเบกขาสุขภูมิ         (ภูมิที่เกิดจากอุเบกขาและสุข)
        จตุถฌาน        เป็น อทุกขมสุขภูมิ         (ภูมิที่เกิดจากอทุกขมสุข)
        ภูมิ ๔ แห่งฤทธิ์นี้ เป็นไปเพื่อความได้ฤทธิ์ เพื่อความบรรลุฤทธิ์ เพื่อความแสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้ เพื่อความได้รับอานิสงส์ต่างๆ แห่งฤทธิ์ เพื่อความเชี่ยวชาญแห่งฤทธิ์ เพื่อความกล้าแห่งฤทธิ์ ดังนี้
        เพราะเหตุที่พระโยคีได้เข้าสู่ความกำหนดสุขในฌาน (สุขสัญญา) และกำหนดร่างกายเบาที่ประกอบด้วยสุขนั้น (ลหุสัญญา) และเป็นผู้มีใจและกาย เบา อ่อน ควรแก่การได้ฤทธิ์ เพราะปีติซาบซ่าน (ในปฐมฌานและทุติฌาน) และเพราะสุขซาบซ่าน (ในตติยฌาน) ๓ ฌานนี้จึงเป็นไปเพื่อความได้ฤทธิ์โดยปริยาย ส่วนฌานที่ ๔
นั้น เป็นปกติภูมิ คือภูมิเพื่อได้ฤทธิ์แท้เป็นปกติของภูมิที่จะได้ฤทธิ์ (คัมภีร์วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๒ ตอน ๒ หน้า ๑๑๖)
        ดังนั้น ผู้ที่ฝึกจิตเพื่อแสดงฤทธิ์จะต้องมีภูมิ ๔ หรือฌาน ๔ เหล่านี้เสียก่อน จึงจะแสดงฤทธิ์ได้
บาทแห่งฤทธิ์ ๔ อย่าง
        นอกจากภูมิแล้ว ภิกษุที่จะแสดงฤทธิ์ได้จะต้องมีบาทแห่งฤทธิ์อีก ๔ อย่างเป็นพื้นฐานรองรับ ซึ่งบาทในที่นี้ได้แก่ อิทธิบาท ๔ นั่นเอง อิทธิบาทนี้แปลตรงๆ ว่า บาทแห่งฤทธิ์
        อิทธิ แปลว่า ฤทธิ์ คือ ความสำเร็จ ส่วนบาท
แปลว่า พื้นฐานรอง, หรือเป็นที่ตั้ง เมื่อรวมสองคำเข้าด้วยกันเป็นอิทธิบาท ก็จึงแปลว่า พื้นฐานของอิทธิฤทธิ์, ฐานรองที่จะให้แสดงฤทธิ์ได้เป็นที่ตั้งของฤทธิ์, หรือแปลถอดรูปเป็นไทยแท้ๆ ว่าพื้นฐานของความสำเร็จ, คือ องค์ธรรมพื้นฐานแห่งความสำเร็จทุกอย่างจะต้องมี อิทธิบาท ๔ ประการนี้รองรับเสมอ
บาทแห่งฤทธิ์ ๔ หรืออิทธิบาท ๔ นี้ คือ
        ๑.        รักหรือพอใจในการได้ฤทธิ์ (ฉันทสมาธิ และปธานสังขาร)
        ๒.        หมั่นขยันฝึกเพื่อให้เกิดฤทธิ์ (วิริยสมาธิ และปธานสังขาร)
        ๓.        เอาใจใส่อย่างจริงจัง (จิตตสมาธิ และ ปธานสังขาร)
        ๔.        เฝ้าสังเกต ทดสอบ, ทดลองในการฝึกฤทธิ์อย่างจริงจัง (วีมังสาสมาธิ และ ปธานสังขาร)
        ในหมวดนี้ เมื่อภิกษุผู้ปฏิบัติฝึกฝนจิตให้มีสมาธิประกอบด้วย ฉันทะ แล้วเรียกว่า ฉันทสมาธิ คือ มีสมาธินิ่งด้วยความใคร่จะทำให้เป็นใหญ่ จึงจะบรรลุผลข้อนี้ได้
        ส่วนคำว่าปธานสังขารทุกคำนั้น หมายถึง เวลามีสมาธิอยู่กับอะไร ก็มีปธานสังขาร คือ ความเพียรระวังต่างๆ ประกอบอยู่ด้วย โดยแบ่งออกเป็น ๔ ความเพียร คือ
                ๑.        เพียรระวังมิให้อกุศลเกิดขึ้น
                ๒.        เพียรพยายามละอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว
                ๓.        เพียรพยายามทำกุศลให้เกิดขึ้น
                ๔.        เพียรพยายามรักษากุศลที่เกิดแล้วไม่ให้เสื่อมไป
        ลักษณะ ๔ ประการนี้ จะเกิดร่วมด้วยกับอิทธิบาททุกๆ ข้อ ดังนั้น จึงทำให้ฤทธิ์สำเร็จได้ง่าย
มีพระไตรปิฎกได้อธิบายเรื่องนี้ไว้ง่ายๆ ว่า
        ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หากภิกษุอาศัยฉันทะแล้วจึงได้สมาธิ ได้ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งไซร้นี้ เรียกว่า ฉันทสมาธิ ภิกษุนั้นยังฉันทะให้เกิดความพยายามปรารภความเพียร ประคับประคองตั้งจิตไว้ เพื่อยังอกุศลบาปธรรมที่ยังไม่เกิดไม่ให้เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้วก็พยายามรักษาไว้ อาการเหล่านี้ เรียกว่า ปธานสังขาร ด้วยประการฉะนี้ ฉันทะนี้ด้วย ฉันทสมาธินี้ด้วย ฉันทสมาธิ และปธานสังขาร ดังนี้ แม้ในอิทธิบาทข้ออื่นๆ ก็พึงทราบในทำนองเดียวกันนี้ (คัมภีร์วิสุทธิมรรค ภาค ๒ ตอน ๒ หน้า ๑๑๘)
        ดังนั้น ผู้ใดก็ตามถ้ามีอิทธิบาทครบทั้ง ๔ ข้อบริบูรณ์ดี ทำความเพียรเรื่อยไป ย่อมประสบความสำเร็จแน่นอน แม้การจะสร้างฌานขึ้นมาในใจ ก็ต้องอาศัยอิทธิบาทนี้เหมือนกันเวลาที่เหมาะกับการฝึกจิต
        พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าว่าบุรุษต้องการจะก่อกองไฟที่ติดอยู่เล็กน้อยให้ลุกโพลงขึ้นมากๆ ถ้าหากเขาใส่หญ้าสดๆ ลงไป ใส่มูลโคสดๆ ลงไป ใส่ฟืนไม้สดๆ ลงไป พ่นน้ำเข้าไป เอาฝุ่นทับถมลงไปที่กองไฟนั้น ภิกษุทั้งหลาย บุรุษคนนั้น จะสามารถก่อกองไฟน้อยๆ นั้นให้ลุกโพลงขึ้นมาได้หรือไม่?
        ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “ไม่ได้ พระเจ้าข้า” พระพุทธองค์ตรัสต่อไปว่า ฉันนั้นเหมือนกันภิกษุทั้งหลาย ในเวลาใดที่จิตใจหดหู่ ในเวลานั้นไม่เวลาที่จะเจริญการผ่อนร่างกาย (ปัสสัทธิ) ให้ปลอดโปร่ง มิใช่เวลาที่จะเจริญสมาธิ มิใช่เวลาที่จะเจริญอุเบกขา เพราะเหตุไร เพราะว่าจิตใจที่หดหู่อยู่ยากที่จะทำให้ฟื้นขึ้นมาด้วยธรรม ๓ อย่างนั้น
        ภิกษุทั้งหลาย ก็แลในเวลาใดที่จิตใจหดหู่ ในเวลานั้นควรจะเจริญการวิเคราะห์วิจัยธรรม (ธัมมวิจัย) ควรจะมีความขยัน (วิริยะ) ควรจะให้เกิดความปีติ (ปีติ) เพราะจิตใจที่หดหู่ พระโยคาวจร (ผู้ปฏิบัติ) สามารถทำให้ฟื้นขึ้นมาได้ง่ายด้วยธรรมเหล่านั้น เหมือนบุรุษผู้ต้องการจะก่อกองไฟน้อยๆ ให้ลุกโพลงขึ้น เขาพึงใส่หญ้าแห้งๆ ลงไป ใส่มูลโคแห้งๆ ลงไป ใส่ฟืนแห้งๆ ลงไป เป่าลมเข้าไปไม่เอาฝุ่นโปรยลงไปที่ไฟนั้น บุรุษนั้นอาจจะก่อกองไฟน้อยๆ ให้ลุกเป็นกองใหญ่ได้(วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ หน้า ๑๐๙)
        จากพระพุทธพจน์ที่กล่าวมาสรุปได้เป็น ๔ อย่าง ดังนี้
        ๑.        เวลาที่มีจิตใจหดหู่เหงาหงอย ควรเจริญธรรม ๓ อย่าง คือ
                ๑.๑        การวิเคราะห์วิจัยคัดเลือกเฟ้นธรรม (ธัมมวิจัย)
                ๑.๒        การมีความเพียราขยัน ไม่เกียจคร้าน (วิริยะ)
                ๑.๓        การทำจิตให้เกิดปีติ ให้ร่าเริงเบิกบานในธรรม (ปีติ)
        ๒.        เวลาที่มีจิตใจหดหู่เหงาหงอย อย่างเจริญธรรม ๓ อย่าง คือ
                ๒.๑        การทำจิตผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ(ปัสสัทธิ)
                ๒.๒        การทำจิตให้วางเฉยต่ออารมณ์ (อุเบกขา)
        ๓.        เวลาที่จิตใจมีความฟุ้งซ่าน เพราะมีความเพียรมากเกินไป ควรเจริญธรรม ๓ อย่าง คือ
                ๓.๑        การทำให้จิตผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ(ปัสสัทธิ)
                ๓.๒        การให้จิตหยุดนิ่ง(สมาธิ)
                ๓.๓        การวางเฉยต่ออารมณ์(อุเบกขา)
        ๔.        เวลาที่จิตใจฟุ้งซ่านเพราะความเพียรมากเกินไป ไม่ควรเจริญธรรม ๓ อย่างนี้ คือ
                ๔.๑        การวิเคราะห์วิจัยธรรม(ธัมมวิจัย)
                ๔.๒        ความขยัน(วิริยะ)
                ๔.๓        การทำให้จิตเกิดปีติเบิกบานในธรรม(ปีติ)
        ถ้าบุคคลฉลาดในการเลือกธรรมปฏิบัติให้ถูกกับภาวจิตในขณะนั้นๆ จะทำให้จิตเหมาะกับธรรมที่จะพึงปฏิบัติ เว้นธรรมที่ขัดขวางเสียก็จะทำให้บรรลุผลในการปฏิบัติธรรมได้ ดังนั้น ผู้ปฏิบัติพึงศึกษาในข้อนี้ด้วย
        พระพุทธองค์ เปรียบว่า “เหมือนว่าบุาุษใคร่จะดับไฟกองใหญ่ หากเขาใส่หญ้าแห้งๆ เข้าไป ใส่มูลโคแห้งๆ เข้าไป ใส่ฟืนแห้งๆ เข้าไป เป่าลมเข้าไป และไม่เอาฝุ่นทับถมลงไปในกองไฟนั้น เขาก็ไม่อาจจะดับกองไฟนั้นได้ เหมือนกับในสมัยใดที่จิตใจฟุ้งซ่าน ในเวลานั้นก็ไม่ควรเจริญการวิเคราะห์วิจัยธรรม ไม่ควรเพิ่มความขยัน ไม่ควรทำให้เกิดปีติ เพราะว่าจิตฟุ้งซ่านอยู่ ยากที่จะทำให้สงบลงได้ด้วยธรรมเหล่านี้
        ถ้าเวลาที่จิตใจฟุ้งซ่าน ควรจะเจริญปัสสัทธิความผ่อนกายใจ ควรทำสมาธิให้จิตสงบ ควรวางอุเบกขาต่ออารมณ์ เพราะอารมณ์ฟุ้งซ่านง่ายต้องให้สงบด้วยธรรมเหล่านั้น เหมือนบุรุษจะดับไฟหองใหญ่ แล้วใส่ไม้สดๆ ลงไป ใส่มูลโคสดๆ ลงไป พ่นน้ำเข้าไป เอาฝุ่นทับถมลงไป เขาก็จะสามารถดับไฟนั้นได้ ฉันนั้นเหมือนกัน
วิชชา ๘ ด้วยอำนาจการฝึกจิต
        อำนาจของการฝึกจิตมีอานุภาพมาก ในทัศนะของพระพุทธศาสนา ผู้ที่ฝึกจิตมาดีแล้วจนทำให้จิตตั้งมั่นในอารมณ์ที่กำหนดได้ตามต้องการ เรียกว่า จิตเป็นสมาธิ ผู้นั้นย่อมสามารถทำวิชชา ๘ คือ ฌานทัสสนะ มโนมยิทธิ อิทธิวิธิ ทิพมโสต เจโตปริยฌาณ ปุพเพนิวาสานุสสติฌาณ จูตุปปาตฌาณ และอาสวักขยฌาณ ให้เกิดขึ้นได้
        ในพระไตรปิฎก ได้พูดถึงผู้ฝึกจิตจนจิตเป็นสมาธิแล้วสามารถได้วิชชา ๘ เหล่านี้ไว้ว่า
        ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิแล้ว บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากความขุ่นมัวในใจ เป็นธรรมอ่อนโยน นุ่มนวล ควรแก่การนำไปใช้งาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้แล้ว ย่อมน้อมจิตไปเพื่อพิจารณาความรู้แจ้ง เธอย่อมรู้ชัด (ด้วยอำนาจวิชชา ๘) อย่างนี้ว่า
        “ร่างกายของเรานี้หนอ มีร่างกายที่ประกอบกันขึ้น ด้วยธาตุทั้ง ๔ (ฌานทัสสนะ)  เกิดมาจากมารดาและบิดา เจริญเติบโตขึ้นเพราะข้าวสุกและขนม (อาหาร) มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ต้องอบต้องนวดเฟ้นอยู่ตลอด มีอันต้องตายไปและแตกกระจัดกระจายออกจากกัน และวิญญาณ (จิต) ของเราก็อาศัยอยู่ในร่างกายนี้ ผูกพันอยู่กับร่างกายนี้
        หรือ น้อมจิตไปเพื่อเนรมิตรูปร่างอันเกิดจากใจ (มโนมยิทธิ) คือ เนรมิตร่างกายอื่นจากร่างกายนี้จากใจ มีอวัยวะครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่องก็ได้
        หรือ น้อมจิตไปเพื่อแสดงฤทธิ์ (อิทธิวิธิ) ด้วยการแสดงฤทธิ์หลายประการ คือ เนรมิตคนเดียวให้เป็นหลายคนก็ได้ หลายคนให้เป็นคนเดียวก็ได้ ทำให้ปรากฏเห็นตัวก็ได้ ทำให้หายตัวก็ได้ เดินผ่านทะลุกำแพงภูเขาเข้าไปก็ได้ ผุดขึ้นและดำลงในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้ เดินไปบนน้ำเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ เหาะไปในอากาศเหมือนนกก็ได้ ใช้มือลูบคลำพระจันทร์และพระอาทิตย์ก็ได้ ใช้อำนาจทางกายไปตลอดพรหมโลกก็ได้
        หรือ น้อมจิตไปเพื่อหูทิพย์ (ทิพพโสติ) เธอย่อมได้ยินเสียง ๒ ชนิด คือ เสียงทิพย์ และเสียงมนุษย์ทั้งในที่ไกลและใกล้ด้วยหูทิพย์อันบริสุทธิ์ ล่วงเกินหูมนุษย์ธรรมดาจะทำได้ (เจโตปริยฌาน)
        หรือ น้อมจิตไปเพื่อกำหนดรู้ใจของผู้อื่น (เจโตปริยฌาน) เธอย่อมกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่น ของบุคคลอื่นด้วยใจ คือ จิตมีราคะ หรือไม่มีก็รู้ จิตมีความโกรธหรือไม่มีก็รู้ จิตมีโทษหรือไม่มีก็รู้ จิตหดหู่หรือฟุ้งซ่านก็รู้ จิตเป็นมหาคตหรือไม่มีก็รู้ จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่าหรือไม่มีก็รู้ จิตเป็นสมาธิหรือไม่เป็นก็รู้ จิตหลุดพ้นหรือไม่ก็รู้
        หรือ น้อมจิตไปเพื่อระลึกชาติก่อนได้ คือ (ปุพเพนิวาสานุสถิฌาณ) ระลึกได้ชาติเดียวก็มี สองชาติก็มี ร้อยก็ได้ แสนชาติก็ได้ ตลอดกัปฯ ก็ได้ รู้ว่า ในภพโน้นเรามีชื่ออย่างนี้ มีตระกูลนั้น มีผิวอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น ได้เสวยสุขทุกข์อย่างนั้นๆ มีอายุเพียงเท่านั้น ครั้นตายจากภพนั้นแล้วได้ไปเกิดในภพโน้นๆ ต่อไป และรู้อย่างละเอียดเช่นนั้นๆ
        หรือ น้อมจิตไปเพื่อรู้การตายและเกิดของสัตว์ทั้งหลาย (จูติปปาตฌาณ)  เธอเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังตายอยู่ กำลังเกิดขึ้น ทั้งเลวและประณีต มีผิวพรรณดีและไม่ดี ได้ดีหรือตกยาก ด้วยตาทิพย์อันบริสุทธิ์ ล่วงเกินจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามแรงการกระทำของตน (กรรม) ว่า สัตว์เหล่านี้ทำกายทุจริต วจี ทุจริต มโนทุจริต ติเตียนพระอริยเจ้า มีความเห็นผิด ยึดถือการกระทำด้วยความเห็นผิด หลังจากตายแล้ว เขาย่อมตกไปสู่อบาย ทุคติ วินิบาต นรก ส่วนสัตว์ผู้ทำกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยเจ้า มีความเห็นถูกต้อง ยึดถือการกระทำด้วยความเห็นชอบ หลังจากตายแล้ว ย่อมเข้าสู่สุคติโลกสวรรค์ เธอเห็นหมู่สัตว์กำลังตายและเกิด เลว ประณีต มีผิวดี หรือไม่ดี ได้ดีหรือตกยาก ด้วยตาทิพย์ ล่วงเกินตาของมนุษย์ ย่อมรู้อย่างชัดแจ้งว่าหมู่สัตว์เป็นไปตามแรงการกระทำของตน (กรรม) ดังนี้
        หรือ น้อมจิตไปเพื่อสิ้นอาสวะกิเลส (อาสวักขย-ฌาณ) เธอย่อมรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้คือทุกข์ นี้คือสาเหตุแห่งความทุกข์ นี้คือความดับทุกข์ นี้คือข้อปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์ เหล่านี้คืออาสวะ นี้คือสาเหตุแห่งอาสวะ นี้คือความดับของอาสวะ นี้คือข้อปฏิบัติเพื่อดับอาสวะ เมื่อเธอรู้เห็นอย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้นจากความใคร่ในกาม จากความยึดติดในภพ จากความยึดมั่นในความไม่รู้ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ก็รู้ว่าหลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่าการเกิดสิ้นสุดแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว สิ่งที่ควรทำสำเร็จแล้ว กิจอื่นนอกนี้ที่จะทำอีกไม่มีแล้ว(ที. สี. ๙/๒๗๐/๒๔๖)
ภูมิธรรมที่ทำให้เกิดฤทธิ์
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๑ ข้อ ๖๙๙ หน้า ๔๑๙ ได้อธิบายถึงภูมิธรรมต่างๆ ที่ทำให้เกิดฤทธิ์ได้ ไว้ดังนี้
ฤทธิ์เป็นอย่างไร ฤทธิ์มีเท่าไร ภูมิ บาท บท มูลแห่งฤทธิ์ มีอย่างละเท่าไรฯ
ฤทธิ์ในคำว่า ฤทธิ์เป็นอย่างไร ด้วยความว่าสำเร็จ ฤทธิ์ในคำว่า ฤทธิ์มีเท่าไร มี ๑๐, ภูมิแห่งฤทธิ์มี ๔, บาท มี ๔, บท มี ๘, มูล มี ๑๖ ฯ
        ฤทธิ์ ๑๐ เป็นไฉนฯ
        ฤทธิ์ที่อธิษฐาน ๑ ฤทธิ์ที่แผลงได้ต่างๆ ๑ ฤทธิ์สำเร็จด้วยใจ, ฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยฌาน, ฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยสมาธิ, ฤทธิ์ของพระอริยะ ๑ ฤทธิ์เกิดแต่ผลกรรม ๑ ฤทธิ์ของท่านผู้มีบุญ ๑ ฤทธิ์ที่สำเร็จวิชา ๑ ชื่อว่าฤทธิ์ ด้วยความสำเร็จ เพราะเหตุแห่งการประกอบชอบในส่วนนั้น ๑ ฯ
        ภูมิ ๔ แห่งฤทธิ์เป็นไฉน ฯ
        ปฐมฌานเป็นภูมิเกิดวิเวก ๑ ทุติยฌานเป็นภูมิแห่งปีติและสุข ๑ ตติยฌานเป็นภูมิแห่งอุเบกขาและสุข ๑ จตุตถฌานเป็นภูมิแห่งความไม่มีทุกข์ไม่มีสุข ๑ ภูมิ ๔ แห่งฤทธิ์นี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความได้ฤทธิ์ เพื่อความได้เฉพาะฤทธิ์เพื่อแผลงฤทธิ์ได้ต่างๆ เพื่อความสำเร็จแห่ง
ฤทธิ์ เพื่อความเป็นผู้ชำนาญในฤทธิ์ เพื่อความแกล้วกล้าด้วยฤทธิ์ ฯ
        บาท ๔ แห่งฤทธิ์เป็นไฉน ฯ
        ภิกษุในศาสนานี้ เจริญอิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วยฉันทะและปธานสังขาร ๑ เจริญอิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่ง ด้วยความเพียรและปธานสังขาร ๑ เจริญอิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วยจิตและปธานสังขาร ๑ เจริญอิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วยวิมังสาและปธานสังขาร ๑ บาท ๔ แห่งฤทธิ์นี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความได้ฤทธิ์เพื่อความแกล้วกล้าด้วยฤทธิ์
        บท ๘ แห่งฤทธิ์เป็นไฉน ฯ
        ถ้าภิกษุอาศัยฉันทะได้สมาธิ ได้เอกัคคตาจิต ฉันทะไม่ใช่สมาธิ สมาธิไม่ใช่ฉันทะ ฉันทะเป็นอย่างหนึ่ง สมาธิเป็นอย่างหนึ่ง ถ้าภิกษุอาศัยวิริยะได้ สมาธิ ได้เอกัคคตาจิต วิริยะไม่ใช่สมาธิ สมาธิไม่ใช่วิริยะ วิริยะเป็นอย่างหนึ่ง สมาธิเป็นอย่างหนึ่ง ถ้าภิกษุอาศัยจิตได้สมาธิ ได้เอกัคคตาจิต จิตไม่ใช่สมาธิ สมาธิไม่ใช่จิต จิตเป็นอย่างหนึ่ง สมาธิเป็นอย่างหนึ่ง ถ้าภิกษุอาศัยวิมังสาได้ สมาธิได้เอกัคคตาจิตวิมังสาไม่ใช่สมาธิ สมาธิไม่ใช่วิมังสา วิมังสาเป็นอย่างหนึ่ง สมาธิเป็นอย่างหนึ่ง บท ๘ แห่งฤทธิ์นี้ย่อมเป็นไปเพื่อความได้ฤทธิ์เพื่อความแกล้วกล้าด้วยฤทธิ์ ฯ
        มูล ๑๖ แห่งฤทธิ์เป็นไฉน ฯ
        จิตไม่ฟุบลง ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะความเกียจคร้าน เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอเนญชา (จิตไม่หวั่นไหว) จิตไม่ฟูขึ้น ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะอุทธัจจะ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอเนญชา จิตไม่ยินดี ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะราคะ จิตไม่มุ่งร้าย ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะพยาบาท จิตอันทิฐิไม่อาศัยย่อมไม่หวั่นไวเพราะทิฐิ จิตไม่พัวพันย่อมไม่หวั่นไหวเพราะฉันทราคะ จิตหลุดพ้นย่อมไม่หวั่นไหวเพราะกามราคะ จิตไม่เกาะเกี่ยว ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะกิเลส จิตปราศจากเครื่องครอบงำ ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะความครอบงำแห่งกิเลส เอกัคคตาจิตย่อมไม่หวั่นไหวเพราะกิเลสต่างๆ จิตที่กำหนดด้วยศรัทธา ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา จิตที่กำหนดด้วยวิริยะ ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะความเกียจคร้าน จิตที่กำหนดด้วยสติ ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะความประมาท จิตที่กำหนดด้วยสมาธิ ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะอุทธัจจะ จิตที่กำหนดด้วยปัญญา ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะอวิชชาเพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอเนญชาจิตที่ถึงความสว่างไสว ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะความมืดคืออวิชชา เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า อเนญจามูล ๑๖ แห่งฤทธิ์นี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความได้ฤทธิ์ เพื่อความได้เฉพาะฤทธิ์ เพื่อแผลงฤทธิ์ได้ต่างๆ เพื่อความสำเร็จแห่งฤทธิ์ เพื่อความเป็นผู้ชำนาญในฤทธิ์ เพื่อความแกล้วกล้าด้วยฤทธิ์ ฯ
ฤทธิ์ที่เกิดจากอำนาจกสิณแต่ละอย่าง
        ในพระไตรปิฎกได้แสดงฤทธิ์ต่างๆ ที่เกิดจากอำนาจของกสิณแต่ละอย่างไว้ ซึ่งคัมภีร์วิสุทธิมรรคได้นำมาอธิบายขยายความเพิ่มเติมอีก เพื่อความชัดเจน
ยิ่งขึ้น
        เนื้อความเดิมของพระไตรปิฎกจะพูดไว้รวมๆ ส่วนคำที่วิสุทธิมรรคนำมาอธิบายเพิ่มจะขึ้นต้นด้วยคำว่า
        ต่อไปนี้เป็นการแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับฤทธิ์ต่างๆ ที่เกิดจากอำนาจของกสิณแต่ละอย่าง ดังนี้
        ภิกษุในศาสนานี้ ย่อมแสดงฤทธิ์ได้เป็นอันมาก คือ คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ ทำให้ปรากฏก็ได้ ให้หายไปก็ได้ ทะลุฝากำแพงภูเขาไปได้ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้ ผุดขึ้นดำลวในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้ เดินไปบนน้ำไม่แตกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ เหาะไปในอากาสเหมือนนกก็ได้ ลูบคลำพระจันทร์พระอาทิตย์ซึ่งมีฤทธิ์มีอานุภาพมากอย่างนั้นด้วยฝ่ามือก็ได้ ใช้อำนาจทางกายไปตลอดพรหมโลกก็ได้ ฯ
        คำว่า ในศาสนานี้ คือ ในทิฐินี้ ในความควรนี้ ในความชอบใจนี้ ในเขตนี้ ในธรรมนี้ ในวินัยนี้ ในปาพจน์นี้ ในพรหมจรรย์นี้ ในสัตถุศาสน์นี้ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่าในศาสนานี้ ฯ
        คำว่า ภิกษุ คือ ภิกษุผู้เป็นกัลยาณปุถุชน เป็นพระเสขะ หรือเป็นพระอรหันต์ผู้มีธรรมไม่กำเริบ ฯ
        คำว่า แสดงฤทธิ์ได้เป็นอันมาก คือ แสดงฤทธิ์ได้มีประการต่างๆ อย่าง ฯ
        คำว่า คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ คือ ท่านผู้มีฤทธิ์โดยปกติเป็นคนเดียว ย่อมนึกให้เป็นหลายคน คือ นึกให้เป็นร้อยคนพันคนหรือแสนคน แล้วอธิษฐานด้วยญาณว่า จงเป็นหลายคนก็เป็นหลายคน ท่านผู้มีฤทธิ์นั้นถึงความชำนาญแห่งจิต แม้คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ เปรียบเหมือนท่านพระจุลปันถกรูปเดียวเป็นหลายรูปก็ได้
ฉะนั้น ฯ
        คำว่า หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ คือ ท่านผู้มีฤทธิ์ โดยปกติหลายคนย่อมนึกให้เป็นคนเดียว แล้วอธิษฐานด้วยญาณว่า จงเป็นคนเดียว ก็เป็นคนเดียว ท่านผู้มีฤทธิ์นั้นถึงความชำนาญแห่งจิต หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ เปรียบเหมือนพระจุลปันถกหลายรูปเป็นรูปเดียวก็ได้
ฉะนั้น ฯ
        คำว่า ทำให้ปรากฏก็ได้ คือ ที่อันอะไร อะไรปิดบังไว้ ทำให้ไม่มีอะไรปิดบัง ให้เปิดเผยก็ได้
        คำว่า ทำให้หายไปก็ได้ คือ ที่อันอะไร อะไรเปิดไว้ ทำให้เป็นที่ปิดบังมิดชิดก็ได้ ฯ
        คำว่า ทะลุฝากำแพงภูเขาไปได้ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้ คือท่านผู้มีฤทธิ์ เป็นผู้ได้ อากาศกสิณสมาบัติ โดยปกติย่อมนึกถึงฝา กำแพง ภูเขา แล้ว
อธิษฐานด้วยญาณว่า จงเป็นที่ว่างก็ย่อมเป็นที่ว่าง ท่านผู้มีฤทธิ์นั้น ย่อมทะลุฝากำแพงภูเขาไปได้ไม่ติดขัด ท่านผู้มีฤทธิ์นั้นถึงความชำนาญแห่งจิต ย่อมทะลุฝากำแพงภูเขาไปได้ไม่ติดขันเหมือนไปในที่แจ้ง เปรียบเหมือนพวกมนุษย์ผู้ไม่ม่ฤทธิ์โดยปกติ ย่อมไปในที่ที่ไม่มีอะไรปิดบังกั้นไว้ไม่ติดขัน ฉะนั้นฯ
        คำว่า ผุดขึ้นดำลงในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้ คือท่านผู้มีฤทธิ์เป็นผู้ได้ อาโปกสิณสมาบัติ โดยปกติ ย่อมนึกถึงแผ่นดินแล้วอธิษฐานด้วยญาณว่า จงเป็นน้ำ ก็เป็นน้ำ คือท่านผู้มีฤทธิ์นั้นผุดขึ้นดำลงในแผ่นดินได้ คือท่านผู้มีฤทธิ์นั้นถึงความชำนาญแห่งจิตผุดขึ้นดำลงในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้ เปรียบเหมือนพวกมนุษย์ ผู้ไม่มีฤทธิ์โดยปกติ ผุดขึ้นดำลงในน้ำได้ ฉะนั้นฯ
           คำว่า เดินไปบนน้ำไม่แตกเหมือนเดินบนแผ่นดิน
ก็ได้ คือท่านผู้มีฤทธิ์เป็นผู้ ได้ปฐวีกสิณสมาบัติ โดยปกติ ย่อมนึกถึงน้ำ แล้วอธิษฐานด้วยญาณว่าจงเป็นแผ่นดิน ก็เป็นแผ่นดิน คือท่านผู้มีฤทธิ์นั้น เดินไปบนน้ำไม่แตกได้ ท่านผู้มีฤทธิ์นั้นถึงความชำนาญแห่งจิต เดินบนน้ำไม่แตกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ เปรียบเหมือนพวกมนุษย์ผู้ไม่มีฤทธิ์โดยปกติ เดินไปบนแผ่นดินไม่แตกได้ ฉะนั้นฯ
        คำว่า เหาะไปในอากาศเหมือนนกก็ได้ คือ ท่านผู้
มีฤทธิ์เป็นผู้ได้ ปฐวีกศิณสมบัติโดยปกติ ย่อมนึกถึง
อากาศ แล้วอธิษฐานด้วยญาณว่า จงเป็นแผ่นดิน ก็เป็นแผ่นดิน ท่านผู้มีฤทธิ์นั้นเดินบ้าง ยืนบ้าง นอนบ้าง ในอากาศกลางหาวเหมือนนกก็ได้ เปรียบเหมือนพวกมนุษย์ผู้ไม่มีฤทธิ์โดยปกติ เดินบ้าง ยืนบ้าง นั่งบ้าง นอนบ้าง บนแผ่นดิน ฉะนั้นฯ
        คำว่า ลูบคลำพระจันทร์พระอาทิตย์ซึ่งมีฤทธิ์ มีอานุภาพมากอย่างนั้นด้วยฝ่ามือก็ได้ คือ ท่านผู้มีฤทธิ์ในศาสนานี้ถึงความชำนาญแห่งจิต นั่งหรือนอนก็ตาม นึกถึงพระจันทร์และพระอาทิตย์ แล้วอธิษฐานด้วยญาณว่า พระจันทร์ พระอาทิตย์ จงมีที่ใกล้มือ ก็ย่อมมีที่ใกล้มือ ท่านผู้มีฤทธิ์นั้น นั่งหรือนอนอยู่ก็ตาม ย่อมลูบคลำสัมผัสพระจันทร์พระอาทิตย์ด้วยฝ่ามือได้ เปรียบเหมือนพวกมนุษย์ผู้ไม่มีฤทธิ์โดยปกติ ย่อมลูบคลำสัมผัสรูปอะไรๆ ที่ใกล้มือได้ ฉะนั้นฯ
        คำว่า ใช้อำนาจทางกายไปตลอดพรหมโลกก็ได้ คือท่านผู้มีฤทธิ์ถึงความชำนาญแห่งจิตนั้น ถ้าประสงค์จะไปยังพรหมโลก ก็อธิษฐานที่ไกลให้เป็นที่ใกล้ว่า จงเป็นที่ใกล้ ก็เป็นที่ใกล้ อธิษฐานที่ใกล้ให้เป็นที่ไกลว่า จงเป็นที่ไกลก็เป็นที่ไกล อธิษฐานที่ใกล้ให้เป็นที่ไกลว่า จงป็นที่ไกล ก็เป็นที่ไกล อธิษฐานของมากให้เป็นของน้อยว่า จงเป็นของน้อย ก็เป็นของน้อย อธิษฐานของน้อยให้เป็นของมากว่า จงเป็นของมากก็เป็นของมาก ย่อมเห็นรูปพรหมนั้นได้ด้วยทิพจักษุ ย่อมฟังเสียงพรหมนั้นได้ด้วยทิพโสตธาตุ ย่อมรู้จิตของพรหมนั้นได้ด้วย เจโตปริยญาณ ท่านผู้มีฤทธิ์ถึงความชำนาญแห่งจิตนั้น ประสงค์จะไปยังพรหมโลกด้วยกายที่ปรากฏ ก็น้อมจิตอธิษฐานจิตด้วยสามารถแห่งกาย ครั้นแล้วหยั่งลงสู่สุขสัญญาและลหุสัญญา แล้วก็ไปยังพรหมโลกได้ด้วยการที่ปรากฏอยู่ ถ้าท่านผู้มีฤทธิ์ถึงความชำนาญแห่งจิตนั้น ประสงค์จะไปยังพรหมโลกด้วยกายที่ไม่ปรากฏ ก็น้อมกายอธิษฐานกายด้วยสามารถแห่ง ครั้นแล้วหยั่งลงสู่ สุขสัญญา และลหุสัญญา แล้วก็ไปยังพรหมโลกด้วยกายที่ไม่ปรากฏ ท่านผู้มีฤทธิ์นิรมิตรูปอันสำเร็จด้วยใจ มีอวัยวะครบทุกส่วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่องไว้ข้างหน้าของพรหมนั้น ถ้าท่านผู้มีฤทธิ์เดินอยู่ รูปกายนิรมิตก็ก็เดินอยู่ ณ ที่นั้น ถ้าท่านผู้มีฤทธิ์ยืนอยู่ รูปกายนิรมิตก็ยืนอยู่ ณ ที่นั้น ถ้าท่านผู้มีฤทธิ์นั่งอยู่ รูปกายนิรมิตก็นั่งอยู่ ณ ที่นั้น ถ้าท่านผู้มีฤทธิ์นอนอยู่ รูปกายนิมิตก็นอนอยู่ ณ ที่นั้น ถ้าท่านผู้มีฤทธิ์บังหวนควันอยู่ รูปกายนิรมิตก็บังหวนควันอยู่ ณ ที่นั้น ถ้าท่านผู้มีฤทธิ์ให้ไฟลุกโพลงอยู่ รูปกายนิมิตก็ให้ไฟ
ลุกโพลง ณ ที่นั้น ถ้าท่านรูปกายนิรมิตก็กล่าวธรรมอยู่ ณ ที่นั้น ถ้าท่านผู้มีฤทธิ์กล่าวธรรมอยู่ถามปัญหาอยู่ รูปกายนิรมิตก็ถามปัญหาอยู่ ณ ที่นั้น ถ้าท่านผู้มีฤทธิ์
อันรูปกายนิรมิตถามปัญหาแล้วก็แก้ รูปกายนิรมิตอันท่านผู้มีฤทธิ์ถามปัญหาแล้วก็แก้อยู่ ณ ที่นั้น ถ้าท่านผู้มีฤทธิ์ยืนสนทนาปราศรัยอยู่กับพรหมนั้น รูปกายนิรมิตรก็ยืนสนทนาปราศรัยกับพรหมนั้นอยู่ ณ ที่นั้น ท่านผู้มีฤทธิ์ทำกิจใด รูปกายนิรมิตก็ทำกิจนั้นๆ นั่นแล นี้ฤทธิ์ที่อธิษฐานเป็นดังนี้ฯ
ฤทธิ์ที่แสดงในลักษณะต่างๆ
        พระเถระนามว่าอภิภู เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่าลุขี สถิตอยู่ในพรหมโลก เปล่งเสียงให้พ้นโลกธาตุทราบชัด ท่านแสดงธรรมด้วยกายที่ปรากฏก็มี ด้วยกายที่ไม่ปรากฏกก็มี ด้วยกายครึ่งหนึ่งส่วนล่างไม่ปรากฏก็มี ด้วยกายครึ่งหนึ่งส่วนบนไม่ปรากฏก็มี ด้วยกายครึ่งหนึ่งส่วนบนปรากฏก็มี ด้วยกายครึ่งหนึ่งส่วนล่างไม่ปรากฏก็มี ท่านละเพศปกติแล้วแสดงเพศกุมารบ้าง แสดงเพศนาคบ้าง แสดงเพศครุฑบ้าง แสดงเพศยักษ์บ้าง แสดงเพศอสูรบ้าง แสดงเพศพระอินทร์บ้าง แสดงเพศเทวดาบ้าง แสดงเพศพรหมบ้าง แสดงเพศสมุทรบ้าง แสดงเพศภูเขาบ้าง แสดงเพศป่าบ้าง แสดงเพศราชสีห์บ้าง แสดงเพศเสือโคร่งบ้าง แสดงเพศเสือเหลืองบ้าง แสดงพลช้างบ้าง แสดงพลม้าบ้าง แสดงพลรถบ้าง แสดงพลราบบ้าง แสดงกองทัพตั้งประชิดกันต่างๆ บ้าง เป็นต้น ฤทธิ์ที่แผลงต่างๆฯ
        ฤทธิ์ที่สำเร็จด้วยใจเป็นไฉนฯ
        ภิกษุในศาสนานี้ นิรมิตกายอื่นออกจากกายนี้ มีรูปสำเร็จด้วยใจ มีอวัยวะครบทุกส่วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง เปรียบเหมือนบุรุษชักไส้ออกจากหญ้าปล้อง เขาพึงมีความสำคัญอย่างนี้ว่า นี้หญ้าปล้อง นี้ไส้ หญ้าปล้องเป็นอย่างหนึ่ง ไส้เป็นอย่างหนึ่ง แต่ไส้ก็ออกจากหญ้าปล้องนั่นเอง อีกประการหนึ่ง เปรียบเหมือนบุรุษชักดาบออกจากฝัก เขาพึงมีความสำคัญอย่างนี้ว่า นี้ดาบ นี้ฝึก ดาบเป็นอย่างหนึ่ง ฝักเป็นอย่างหนึ่ง แต่ดาบก็ออกจากฝักนั่นเอง อีกประการหนึ่ง เปรียบเหมือนบุรุษเอางูออกจากกระทอ เขาพึงมีความสำคัญอย่างนี้ว่า นี้งู นี้กระทอ งูเป็นอย่างหนึ่ง กระทอเป็นอย่างหนึ่ง แต่งูก็ออกจากกระทอนั่นเอง ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน นิรมิตกายอื่นออกจากกายนี้ มีรูปสำเร็จด้วยใจ มีอวัยวะครบทุกส่วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง นี้ฤทธิ์สำเร็จด้วยใจฯ
        ฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยญาณเป็นไฉนฯ
        ความละนิจจสัญญา ย่อมสำเร็จได้ด้วยอนิจจานุปัสนา เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยญาณ ความละสุขสัญญา ย่อมสำเร็จได้ด้วยทุกขานุปัสสนา ความละอัตตสัญญา ย่อมสำเร็จได้ด้วยอนัตตานุปัสสนา ความละความเพลิดเพลิน ย่อมสำเร็จได้ด้วยนิพพิทานุปัสนา ความละราคะ ย่อมสำเร็จได้ด้วยวิราคานุปัสนา ความละสมุทัย ย่อมสำเร็จได้ด้วยนิโรธานุปัสสนา ความละความยึดถือ ย่อมสำเร็จได้ด้วยปฏินิสสัคคานุปัสสนา เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฤทธิ์แผ่ไปด้วยญาณ ท่านพระพักกุละ ท่านพระสังกิจจะ ท่านพระภูตปาละ มีฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยญาณนี้ ฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยสมาธิเป็นไฉน
        ความละนิวรณ์ ย่อมสำเร็จได้ด้วยปฐมญาน เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยสมาธิ ความละวิตกวิจาร ย่อมสำเร็จได้ด้วยทุติยฌาน เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยสมาธิ ความละปีติ ย่อมสำเร็จได้ด้วยตติยฌาน ฯลฯ ความละสุขและทุกข์ ย่อมสำเร็จได้ด้วยจตุตถฌาน ฯลฯ ความละรูปสัญญาปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา ย่อมสำเร็จได้ด้วยอากาสานัญจายตนสมาบัติ ฯลฯ ความละอากาสานัญจายตนสัญญา ย่อมสำเร็จได้ด้วยวิญญาณัญจายตนสมาบัติ ฯลฯ ความละวิญญาณัญจายตนสัญญา ย่อมสำเร็จได้ด้วยอากิญจัญญายตนสมาบัติ ฯลฯ ความละอากิญจัญญายตนสัญญา ย่อมสำเร็จได้ด้วย
เนวสัญญา นาสัญญายตนสมาบัติ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยสมาธิ ท่านพระสารีบุตร ท่านพระสัญชีวะ ท่านพระขาณุโกณฑัญญะอุตตราอุบาสิกา สามาวดีอุบาสิกา มีฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยสมาธิ นี้ฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยสมาธิ
        ฤทธิ์ของพระอริยะเป็นไฉนฯ
        ภิกษุในศาสนานี้ ถ้าหวังว่าเราพึงมีความสำคัญในสิ่งที่ปฏิกูลว่าเป็นสิ่งไม่ปฏิกูลอยู่ ก็มีความสำคัญในสิ่งที่ปฏิกูลนั้นว่าเป็นสิ่งไม่ปฏิกูลอยู่ ถ้าหวังว่าเราพึงมีความสำคัญที่ไม่ปฏิกูลว่าเป็นสิ่งปฏิกูลอยู่ ก็มีความสำคัญในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลว่าเป็นสิ่งปฏิกูลอยู่ ถ้าหวังว่า เราพึงมีความสำคัญในสิ่งที่ปฏิกูลและในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลว่าเป็นสิ่งไม่ปฏิกูลอยู่ ก็มีความสำคัญในสิ่งที่ปฏิกูลและในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลนั้นเป็นสิ่งไม่ปฏิกูลอยู่ ถ้าหวังว่า เราพึงมีความสำคัญในสิ่งที่ไม่ปฏิกูล และในสิ่งที่ปฏิกูลว่าเป็นสิ่งไม่ปฏิกูลอยู่ ก็มีความสำคัญในสิ่งที่ปฏิกูล และในสิ่งที่ปฏิกูลนั้นเป็นสิ่งไม่ปฏิกูลว่าเป็นสิ่งปฏิกูลอยู่ ถ้าหวังว่า เราพึงเว้นสิ่งทั้งสองนั้น มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ ในสิ่งที่ปฏิกูลและในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลอยู่ ก็เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะในสิ่งที่ปฏิกูลและในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลอยู่ฯ
        ภิกษุมีความสำคัญในสิ่งที่ปฏิกูลว่าเป็นสิ่งไม่ปฏิกูลอยู่อย่างไร
        ภิกษุแผ่ไปโดยเมตตา หรือน้อมเข้าไปโดยความเป็นธาตุในสิ่งที่ไม่น่าปรารถนา ภิกษุมีความสำคัญในสิ่งที่ปฏิกูลว่าเป็นสิ่งไม่ปฏิกูลอยู่อย่างนี้
        ภิกษุมีความสำคัญในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลว่าเป็นสิ่งปฏิกูลอยู่อย่างไร
        ภิกษุแผ่ไปโดยความไม่งาม หรือน้อมเข้าไปโดยความเป็นของไม่เที่ยงในสิ่งที่น่าปรารถนา ภิกษุมีความสำคัญในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลว่าเป็นสิ่งปฏิกูลอยู่อย่างนี้
        ภิกษุมีความสำคัญในสิ่งที่ปฏิกูลและในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลอยู่อย่างไร
        ภิกษุแผ่ไปเมตตาหรือน้อมไปโดยความเป็นธาตุ ในสิ่งทั้งไม่น่าปรารถนาและน่าปรารถนา ภิกษุมีความสำคัญในสิ่งที่ปฏิกูลและในสิ่งไม่ปฏิกูลว่าเป็นสิ่งไม่ปฏิกูลอยู่อย่างนี้
        ภิกษุมีความสำคัญในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลและในสิ่งที่ปฏิกูล ว่าเป็นสิ่งปฏิกูลอยู่อย่างไร
        ภิกษุแผ่ไปโดยความไม่งาม หรือน้อมเข้าไปโดยความเป็นของไม่เที่ยง ในสิ่งทั้งน่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนา ภิกษุมีความสำเร็จในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลและในสิ่งที่ปฏิกูลว่าเป็นสิ่งปฏิกูลอยู่อย่างนี้
        ภิกษุเว้นสิ่งทั้งสองนั้น มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะในสิ่งที่ปฏิกูล และในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลอยู่อย่างไร
        ภิกษุในศาสนานี้ เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ ฟังเสียงด้วยหู ดมกลิ่นด้วยจมูก ล้ิมรสด้วยลิ้น ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ ภิกษุเว้นสิ่งทั้งสองนั้น มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ ในสิ่งที่ปฏิกูลและในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลอยู่อย่างนี้ นี้ฤทธิ์ของพระอริยะฯ
        ฤทธิ์เกิดแต่ผลกรรมเป็นไฉนฯ
        นกทุกชนิด เทวดาทั้งปวง มนุษย์บางพวก วินิปาติกเปรตบางพวกมีฤทธิ์เกิดแต่ผลกรรม นี้ฤทธิ์เกิดแต่ผลกรรมฯ
        ฤทธิ์ของท่านผู้มีบุญเป็นไฉนฯ
        พระเจ้าจักรพรรดิ เสด็จเหาะไปในอากาศพร้อมด้วยจตุรงคินีเสนา ตลอดจนพวกปกครองม้าเป็นที่สุด นี้เป็นฤทธิ์ของท่านผู้มีบุญ ฤทธิ์ของโชติยคฤหบดี ฤทธิ์ของชฏิลคฤหบดี ฤทธิ์ของเมณฑกคฤหบดี ฤทธิ์ของโฆสิตคฤหบดี ฤทธิ์ของท่านผู้มีบุญมาก ๕ คน เป็นฤทธิ์ของท่านผู้มีบุญ นี้ฤทธิ์ของท่านผู้มีบุญฯ
        ฤทธิ์สำเร็จด้วยวิชชาเป็นไฉนฯ
        พวกวิชชาธรร่ายวิชาแล้วย่อมเหาะไปได้ แสดงพลช้างม้า พลม้าบ้าง พลรถบ้าง พลราบบ้าง แสดงกองทัพตั้งประชิดกันต่างๆ บ้าง ในอากาศกลางหาว นี้ฤทธิ์สำเร็จด้วยวิชชาฯ
        ชื่อว่าฤทธิ์ด้วยความว่าสำเร็จ เพราะเหตุแห่งการประกอบชอบในส่วนนั้นๆ อย่างไรฯ
        ความละกามฉันทะ ย่อมสำเร็จได้ด้วยเนกขัมมะ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อฤทธิ์ด้วยความสำเร็จ เพราะเหตุแห่งการประกอบชอบในส่วนนั้นๆ ความละพยาบาท ย่อมสำเร็จได้ด้วยความไม่พยาบาท ฯลฯ ความละถีนมิทธะ ย่อมสำเร็จได้ด้วยอาโลกสัญญา ฯลฯ ความละกิเลสทั้งปวง ย่อมสำเร็จได้ด้วยอรหัตมรรค เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าฤทธิ์ด้วยความว่าสำเร็จ เพราะเหตุแห่งการประกอบชอบในส่วนนั้นๆ ชื่อว่าฤทธิ์ด้วยความว่าสำเร็จ เพราะเหตุแห่งการประกอบชอบในส่วนนั้นๆ อย่างนี้ฤทธิ์ ๑๐ ประการเหล่านี้






จบอิทธิกถา








บรรณานุกรม
๑.การศาสนา,พระไตรปิฎก ภาษาไทย ฉบับ สังคายนาในพระบรมราชูปถัมภ์ ๔๕ เล่ม กรุงเทพมหานคร: โรวงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว,๒๕๓๐  
๒. พระไตรปิฎก ฉบับ มหามงกุฏราชวิทยาลัย 
๓.สมเด็จพระพุฒาจารย์(อาจ อาสภมหาเถร),แปลและเรียบเรียง,วิสุทธิมรรค เล่ม ๑,๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๓หน้า ๑๒๗–๓๐๒
๔. สมเด็จพระพุฒาจารย์(อาจ อาสภมหาเถร),และคณะ,แปลและเรียบเรียง,วิสุทธิมรรค เล่ม ๒,๑๔ เมษายน ๒๕๓๓ หน้า ๑๙๘–๓๑๔
๕. พระสัทธัมมโชติกะ ธัมมาจริยะ ,พระมหาถวัลย์ ญานจารี (รวบรวม) ป.ธ. ๙ อภิธรรมบัณฑิต ,ปรมัตถโชติกะ,สมถกรรมฐานทีปนี ปริจเฉทที่ ๙,พิมพ์ครั้งที่ ๓ ,๑ กรกฎาคม ๒๕๓๘,หน้า ๑๓–๙๙
๖.สมพร ศรีวราทิตย์,คัมภีร์สัมโมหวิโนทนี อรรถกถาพระวิภังค์ปกรณื แปล(ตอนอัปปมัญญาวิภังค์-ธัมมหทยวิภังค์),๑ มกราคม ๒๕๒๑
๗.เสวตร เปี่ยมพงศ์สานต์,พุทธวิปัสสนา,พิมพ์โดย วิปัสสนามูลนิธิ วัดมหาธาตุ ครั้งที่ ๒,มกราคม ๒๕๓๔
๘.วศิน อินทสระ,กรรมฐานหรือภาวนา,พิมพ์ครั้งที่ ๓/๒๕๒๘,พิมพ์จำหน่ายโดย สภาการศึกษามหามงกุฏราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนา,ธันวาคม ๒๕๒๔
๙.พระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญานวโรรส,สมถกัมมัฏฐาน,พิมพ์ครั้งที่ ๒๑/๒๕๓๘,มหามงกุฏราชวิทยาลัย
๑๐.พระศรีคัมภีรญาน(ถวัลย์ ญานจารี ป.ธ.๙ อภิธรรมมหาบัณฑิต),คู่มือหลักสูตร คำถาม-คำตอบ อภิธัมมัตถสังคหะ ๙ ปริจเฉท เล่มที่ ๒.ฉบับกาญจนาภิเษก ฉลองศิริราชสมบัติ ครบ ๕๐ ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว,พิมพ์ครั้งที่ ๑ ๙ พฤษภาคม ๒๕๔๓
๑๑.ภัททันตะ อาภมหาเถระ ธัมมาจริยะ อัคคมหากัมมัฏฐานาจริยะ ,พระอาจารย์ ดร.,แว่นธรรมปฏิบัติ,สำนักวิปัสสนากรรมฐาน พุทธพจน์ธรรมะ จัดพิมพ์เป็นธรรมบรรณาการ
๑๒.พระกัมมัฏฐานาจริยะ อู บัณฑิตาภิวังสะ,การอบรมศีลเจริญภาวนาเบื้องต้น และวิปัสสนาฌาน,ตุลาคม ๒๕๔๓
๑๓.พระครูวิมลธรรมรังสี(พระมหาสุภาพ เขมรํสี),เอกสารประกอบการบรรยาย วิชา ธรรมภาคปฏิบัติ ๕,สถาบันวิปัสสนาธุระ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ,๒๕๔๔
๑๔.นิศา เชนะกุล,รวบรวม ,โครงสร้างของพระสัทธรรม ในพระพุทธศาสนา ,พิมพ์ครั้งที่ ๗,๒๕๔๓
๑๕.ขุนสรรพกิจโกศล(โกวิท ปัทมะสุนทร),รวบรวม,คู่มือการศึกษาพระอภิธรรม ปริจเฉทที่ ๙ กัมมัฏฐานสังคหวิภาค หลักสูตรปริญญาธรรมชั้นเอก,สถบันการศึกษาพระอภิธรรม มูลนิธิปริญญาธรรม ,พิมพ์ที่ โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วัดมหาธาตุ,พิมพ์ครั้งที่ ๒ ,กรกฎาคม ๒๕๓๔
๑๖. พระศรีคัมภีรญาน(ถวัลย์ ญานจารี ป.ธ.๙ อภิธรรมมหาบัณฑิต),คำถาม-คำตอบ ในวิปัสสนากรรมฐานทีปนี หลักสูตรชั้น อาจารย์พิเศษตรี และประชาชนทั่วไป.ฉบับกาญจนาภิเษก ฉลองศิริราชสมบัติ ครบ ๕๐ ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว,พิมพ์ครั้งที่ ๑ ๙ พฤษภาคม ๒๕๔๓
๑๗. พระศรีคัมภีรญาน(ถวัลย์ ญานจารี ป.ธ.๙ อภิธรรมมหาบัณฑิต),ถาม-ตอบ ในวิปัสสนากรรมฐานทีปนี ชั้น มัชฌิมอาภิธรรมิก โท และประชาชนทั่วไป.ฉบับกาญจนาภิเษก ฉลองศิริราชสมบัติ ครบ ๕๐ ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว,พิมพ์ครั้งที่ ๑ ,๒๗ กรกฎาคม ๒๕๔๒
๑๘. พระศรีคัมภีรญาน(ถวัลย์ ญานจารี ป.ธ.๙ อภิธรรมมหาบัณฑิต),วิปัสสนากรรมฐานทีปนี เล่ม ๒ หลักสูตรชั้น มัชฌิมอาภิธรรมิก โท และประชาชนทั่วไป.ฉบับกาญจนาภิเษก ฉลองศิริราชสมบัติ ครบ ๕๐ ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, พิมพ์ครั้งที่ ๒, ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๔๑
๑๙. พระศรีคัมภีรญาน(ถวัลย์ ญานจารี ป.ธ.๙ อภิธรรมมหาบัณฑิต),วิปัสสนากรรมฐานทีปนี เล่ม ๑ หลักสูตรชั้น มัชฌิมอาภิธรรมิก โท และประชาชนทั่วไป.ฉบับกาญจนาภิเษก ฉลองศิริราชสมบัติ ครบ ๕๐ ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว,พิมพ์ครั้งที่ ๒, ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๔๑
๒๐.----------------, ซีดี รอม พระไตรปิฎก ,มหาวิทยาลัย มหิดล,๒๕๔๓
๒๑.-----------------,ปริญญาธรรมสำหรับชีวิต,พิมพ์ครั้งที่ ๒,เล่ม ๑ มูลนิธิ ปริญญาธรรม,โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณาชวิทยาลัย,พฤศจิกายน ๒๕๓๔
๒๒.------------------.พุทธธรรม.พิมพ์ครั้งที่ ๓.มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พิมพ์เผยแพร่.กรุงเทพมหานคร:สำนักพิมพ์ด่านสุทธาการพิมพ์,๒๕๒๙









    

 จากคุณ : เอก [ 13 มี.ค. 2545 / 13:30:15 น. ]
     [ IP Address : 203.157.72.253 ]


 ความคิดเห็นที่ 60 : (......)

ผมถามไปก็ไม่ตอบถ้าคุณเอกจะไม่อยากคุยกับผมซะแล้ว  การที่คุณเอกฝึกได้เร็วนะ  ถ้าเป็นจริง ใช้กำลังจิตคุณช่วยด้วยนะซีแผ่ออกจากบริเวณอก   บางทีใหลออกเหมือนสายน้ำตรงลิ้นปี่    หรือไม่ก็อราธนาบารมีเขาลง ก็ต้องฝีกได้ระดับหนึ่งด้วยไม่งั้นทำไม่ได้  อันนี้ผมไม่บอกรายละเอียดนะ  ถ้าทำได้จริงคงรู้ว่าเป็นอย่างไร   ไม่ต้องบอกผมให้ดูเองหรอก   ขี้เกียจดู  ว่าใครว่ามันแล้วกัน  ผมเคยโดนห้ามแล้วทำการฝึกให้คนอื่นแบบนี้  ฝึกให้น้องชายเป็นคนสุดท้ายหรือเปล่าไปแน่ใจ  โดยเทวดาผู้เป็นใหญ่องค์หนึ่งห้ามก่อน  เพราะมีผลเสียมากกว่าผลดี  เพราะต้องเกิดจากการฝึกด้วยตัวเขาเอง  อันนี้ของผมนะ   ผมเลยเลิก  แต่แนะวิธีฝึกให้เขาเอง  ไม่ใช้วิธีแบบนี้อีก    แว๊ป

 จากคุณ : ...... [ 13 มี.ค. 2545 / 14:42:23 น. ]
     [ IP Address : 203.148.168.231 ]


 ความคิดเห็นที่ 61 : (เอก)

   โทษที ที่ไม่ได้ตอบ ตกลง ถามเรื่องอะไรครับ อกเหรอ เปล่าไม่ได้ทำแหวกแนวแบบนั้น แค่ สอนนั่งธรรมดาเนี่ยแหล่ะครับ ทุกอย่างธรรมดาๆๆ ครับ ไม่แหวกแนวแบบนั้น

 จากคุณ : เอก [ 13 มี.ค. 2545 / 16:45:48 น. ]
     [ IP Address : 203.157.72.253 ]


 ความคิดเห็นที่ 62 : (.....)

ถามว่าพรหมชั้นหนึ่งถึงชั้นสามเป็นอย่างไรต่างจากชั้นสี่ถึงชั้นสิบหกอย่างไร   ไอ้แบบนั้นไม่ได้ฝึกก็ไม่ได้ฝึก  ไม่เป็นไร  มันทำได้หลายแบบ ผมก็ทำหลายแบบเหมือนกัน

 จากคุณ : ..... [ 13 มี.ค. 2545 / 17:36:58 น. ]
     [ IP Address : 203.148.168.241 ]


 ความคิดเห็นที่ 63 : (Heart-And-Soul)

เหอๆ  กว่าจะอ่านจบ อ่านไปคิดไปก็ได้อะไรดีๆ ครับ ฝึกควบคู่กันไปก็ ดี เป้าหมายแต่ละคนไม่เหมือนกัน เดินกลางๆ ไม่หนักไปทางใด  อะไรที่มีจริงในธรรมชาติ หรือ เป็นไปตามธรรมชาติ ก็ว่ากันไป จะไปบิดเบือนว่าไม่มี ก็ไม่ได้ ทุกคนเชื่อมั่นว่าตัวเองถูก อาจารย์ตัวเองถูก แต่ก็ต้องพิจารณาด้วยหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นหลัก..ผมก็ฝึกกรรมฐานจากพี่เอก เคยไปสอนกับพี่เอก และก็เคยสอนลูกศิษย์ได้เหมือนกัน  ผมก็ยังไม่ได้อะไรหรอกครับ เพราะของอย่างนี้ แต่ละคนสร้างบารมีมาไม่เหมือนกัน บ้างคน ก็ 10 นาที บางคน ก็ สิบปี หลายคน ก็ บารมีเหนือกว่าเรา  จะดูกันแค่ รูปร่างหน้าตา หรือ ท่าทางการปฏิบัติ เหมือนผู้ทรงธรรมก็ไม่ได้ บางคนก็เป็น ผู้ต้องหา คนจรจัด ที่เรามักมองว่าไม่ดี เค้าก็ ยังฝึกกันได้ ...สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม กรรมจัดสรรให้มาเกิดอย่างนั้น แต่ ภูมิธรรมก็มีมาแต่เดิม
เปิดใจให้กว้างๆ มองให้กว้างๆ เข้าใจกันและกัน นโยบายแต่ละคนไม่เหมือนกัน
บางท่านก็ปราถนา พุทธภูมิ ก็ขออนุโมทนาบุญด้วย บางท่านก็มุ่งเข้านิพพาน ก็ขออนุโมทนาบุญด้วย ด้วยแนวทางที่ต่างกันนี้  วิถีธรรมก็ย่อมข้อที่แตกต่างกัน เพราะแนวทาง ......เพราะแนวทาง เตือนสติกันเป็นการดี มุ่งเข้าใจในอุดมการณ์และแนวคิด แล้วค่อยช่วยเหลือ ขัดเกลา เหมือนอย่างมิตร เพราะทุกคนก็ร่วมวัฏสงสาร ไม่ได้มีใครโชคดีกว่าใคร หรอกครับ .....

 จากคุณ : Heart-And-Soul [ 13 มี.ค. 2545 / 18:10:44 น. ]
     [ IP Address : 203.151.20.65 ]


 ความคิดเห็นที่ 64 : (WebSnow)

Hi เอก
What is your email ?
I Don;t see your email in old post..
can you just post your email in here ?
Very interesting about KASIN.

555555 When i go toythailand i will go to see you and i will bring VDO Camerra and  test all people that can do KASIN 10 and reccord to VDO camerra and show people.

 จากคุณ : WebSnow [ 14 มี.ค. 2545 / 03:52:57 น. ]
     [ IP Address : 213.1.174.189 ]


 ความคิดเห็นที่ 65 : (เอก)

      พรหม แต่ละชั้นต่างกันอย่างไร มีในอภิธัมมัตถะสังคหะ ปริจเฉท ที่ 5 (หากผิดอภัยด้วย) หาอ่านได้ครับ

 จากคุณ : เอก [ 14 มี.ค. 2545 / 12:56:36 น. ]
     [ IP Address : 203.157.72.253 ]


 ความคิดเห็นที่ 66 : (.......)

ตอบแบบนี้ไม่เหมาะกับที่อ้างว่าถอดจิตได้เลย   พรหมขั้นหนึ่งถึงชั้นสามมีทั้งนางฟ้าและเทวดา  พรหมชั้นสี่ถึงชั้นสิบหกถึงจะมีแต่เพศพรหมอย่างเดียว   ถ้าคนเขาทำได้จริงเขารู้ตัวนี้กันนะ   ไม่ใช่เข้าใจว่าพรหมนี้มีเพศพรหมอย่างเดียว  ไปดูไตรปิฏกเทวดาที่นับเนื่องในหมู่พวกพรหมคือพรหมชั้นหนึ่งถึงชั้นสาม  

การที่คุณเอกสอนคนอื่นไปดูสวรรค์นรกนะ  อย่าลืมไปดูเหตุการณ์ปัจจุบันของคนที่ฝึกได้แล้วในคราวเดียวกันว่า พ่อแม่หรือคนรู้จักเขาทำอะไรอยู่ใส่เสื้อผ่าสีอะไร  จดเวลาไว้  แล้วไปถามว่าจริงหรือไม่   เพื่อพิสูจน์อารมย์รู้ว่าเห็นจริงหรือไม่  ถ้าถูกถึงจะเชื่อได้ว่าที่เห็นสวรรค์นรกนะของจริง    ไปละลาขาดเลย   

 จากคุณ : ....... [ 14 มี.ค. 2545 / 14:04:12 น. ]
     [ IP Address : 203.148.177.119 ]


 ความคิดเห็นที่ 67 : (เอก)

  ผมว่าคุณหลงแน่นอน เทวดาจะไปอยู่ชั้นพรหมได้ไง โดนวิญญานหลอกแล้วหล่ะ ไปลองนั่งดูใหม่น่ะ เผื่อจะดีขึ้นมาบ้างครับ เป็นห่วงอ่ะ......

 จากคุณ : เอก [ 14 มี.ค. 2545 / 15:46:15 น. ]
     [ IP Address : 203.157.72.253 ]


 ความคิดเห็นที่ 68 : (......)

ไม่ต้องห่วงผมหรอก     ทำงานทางโลกดีสัมปชัญครบถ้วน   ถ้าว่าง ๆ  ลองไปอ่านบันทึกของเจ้าคุณราชกวีดู  เสียดายผมไม่อาจอ้างคูรบาอาขารญ์ผมได้บางคน  เพราะบางคนยังไม่เชื่อตัวตนของท่านว่ามีหรือไม่มี        แต่คุณน่าจะเก่งกว่าผมนะ  ขนาดหลวงพ่อสดคุณยังกล้าว่าวิชาท่านเลย  ขอให้โชคดีนะ   

 จากคุณ : ...... [ 14 มี.ค. 2545 / 16:41:51 น. ]
     [ IP Address : 203.148.168.154 ]


 ความคิดเห็นที่ 69 : (....)

เขายังเรียกพรหมแต่พรหมที่ลักษณะเหมือนเทวดาคือมีเพศ  แบบผู้หญิงผู้ชาย  แบบเทวดาและนางฟ้าแต่ยังเรียกว่าพรหมอยู่    คุยมากฟุงงมากนะคุณผมหยุดแล้วนะ   คุณจะทำอะไรเรืองของคุณนะ  ผมไม่ยุ่งแล้ว  ขอให้คุณเอกโชคดีนะครับ        ความจริงผมอยากคุยเรื่องอภิญญาด้วยซ้ำไป  ถ้าบอกว่าได้กสิณสิบ   นี้เดินเร็วได้แล้วนะ  ไม่ต้องเหาะหรอก 

 จากคุณ : .... [ 14 มี.ค. 2545 / 17:34:25 น. ]
     [ IP Address : 203.148.169.46 ]


 ความคิดเห็นที่ 70 : (heart-And-Soul)

ไปตามวิถีธรรมแต่ละคนเถอะพี่ท่าน...

 จากคุณ : heart-And-Soul [ 14 มี.ค. 2545 / 21:49:00 น. ]
     [ IP Address : 203.151.20.75 ]


 ความคิดเห็นที่ 71 : (หมอนกเขา)

เอ้า เอ้า....ได้เวลากินยาแล้วเร็ว

 จากคุณ : หมอนกเขา [ 15 มี.ค. 2545 / 09:20:58 น. ]
     [ IP Address : 202.44.221.86 ]


 ความคิดเห็นที่ 72 : (ศิษย์พระป่า)

ผมไม่มีอภิญญา เลยไม่ทราบว่า คุณ (....) คือใครเอ่ย??  ใครมีอภิญญาช่วยตอบที

 จากคุณ : ศิษย์พระป่า [ 18 มี.ค. 2545 / 13:59:06 น. ]
     [ IP Address : 128.205.233.231 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!