เนื้อความ :
เตือนจิตสะกิดใจ 1 : คิดผิด ทำผิด
คำพูดคำสอนของหลวงพ่อเทียน จิตตสุโภปรากฏอยู่ในหนังสือหลายเล่ม ที่ถอดจากเทปที่ท่านเทศน์สอนไว้มีเนื้อหาที่น่าสนใจลัดสั้นตัดตรงแลสำหรับเตือนจิตสะกิดใจนักปฏิบัติทั้งหลายได้ดีในบางเรื่องบางตอนดังนี้ (จากหนังสือชุดอิสรภาพแห่งชีวิต เรื่อง สำหรับ
..ผู้เห็นความคิด โดย บุรัญชัย จงกลนี)
ในเมืองไทยเรานี่แหละ มีทั้งบรรพชิตและคฤหัสน์อันเป็นที่ยอมรับนับถืออย่างกว้างขวางทั่วไปว่าเป็นบรรพชิตที่ดีมีความรู้ แต่กลับทำให้คนหลงผิด คิดผิด ทำผิด มีเป็นจำนวนมาก แต่มีคนที่ช่วยให้คนเรากลับคืนมาเป็นคนที่มีสติปัญญานั้นมีน้อย (จากหนังสือ : นิพพานมีคุณค่า : หน้า 13)
คนที่สอนแบบนั้น ไม่ใช่คนไม่รู้นะ เป็นคนที่มีความรู้เป็นคนมีปัญญาพอสมควร เป็นคนที่เรียกได้ว่าเป็นผู้ที่มีคนเคารพนับถือมากนั่นแหละ แต่เมื่อเราคิดถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าจริงๆแล้ว บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละทำลายคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยไม่รู้ตัว (จากหนังสือ : นิพพานมีคุณค่า : หน้า 15) พระพุทธเจ้าตรัสสอนเอาไว้ว่า : ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อการเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น ธรรมเหล่านั้นไม่เป็นคำสอนของพระองค์ธรรมเหล่าใดไม่เป็นไปเพื่อการเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น นั่นแหละเป็นธรรม นั่นแหละเป็นวินัย เป็นคำสอนของพระองค์
หลวงพ่อจะพูดเฉพาะถึงเรื่องการปฏิบัติของหลวงพ่อเองไม่ได้พูดเกี่ยวกับการปฏิบัติของผู้อื่น หลวงพ่อเคยไปนั่งหลับตาภาวนา เจ็บเอว ปวดมึนไปหมด ก็ไม่ยอมพลิก ไม่ยอมเปลี่ยน นั่งทรมานอยู่อย่างนั้นแหละ ดูว่ามันเจ็บตรงไหน เพราะไม่เข้าใจ ก็ดูอยู่นั่นแหละ มันเป็นการทรมานตัวเอง เบียดเบียนตัวเอง แต่หลวงพ่อก็ยังทำ เพราะหลวงพ่อไม่เข้าใจ พระพุทธองค์สอนไว้ทุกแง่ทุกมุม ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อการไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น นั่นแหละเป็นธรรมวินัย เป็นคำสอนของเราตถาคต ควรศึกษาและปฏิบัติ ท่านสอนอย่างนั้น แต่หลวงพ่อไม่เข้าใจ เมื่อไม่เข้าใจก็ทำไปตามที่ครูอาจารย์สอน (จากหนังสือ : หงายของคว่ำ : หน้า 16)
การนึกการคิด การอิจฉาพยาบาท ถือเนื้อถือตัว นั่นแหละเป็นการเบียดเบียนตนเอง นั่นแหละเป็นการเบียดเบียนผู้อื่น คิดอยู่ไม่หยุดไม่สร่างซา แม้กำลังทำบุญอยู่ก็ตาม ไปทอดกฐินวัดนั้นไปทำบุญวัดนี้ แต่ถ้าจิตใจยังคิดอิจฉาพยาบาท ถือเนื้อถือตัวอยู่ มันก็เป็นการเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นอยู่นั่นแหละ เมื่อไม่ได้สมหวังไม่ได้สมดังใจ ก็คิดไม่พอใจ โกรธเกลียดกันขึ้นมาในจิตใจ นั่นแหละเบียดเบียนตน เบียดเบียนผู้อื่น เพราะจิตใจยังไม่เป็นปกติ (จากหนังสือ : หงายของคว่ำ : หน้า 16-17) สิ่งที่หลวงพ่อจะพูดนี้ เป็นสิ่งที่หลวงพ่อรู้และทำได้ สามารถรับรองตนเองและกล้ายืนยันผลการปฏิบัติได้ การประพฤติปฏิบัติตามที่หลวงพ่อพูดนี้ จะรับศีลก็ได้ ไม่รับศีลก็ได้ ทำทานก็ได้ ไม่ทำทานก็ได้ ทำกรรมฐานก็ได้ ไม่ทำกรรมฐานก็ได้ มันไม่เกี่ยวข้องอะไรทั้งหมด มันเกี่ยวข้องกับความรู้สึกตัวเท่านั้น (จากหนังสือ : ความรู้สึกตัว : หน้า 84)
ความรู้สึกตัวนี้ ทำให้คนพ้นทุกข์ได้จริงๆพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ต้องทำความรู้สึกตัว ถ้าไม่ทำความรู้สึกตัวแล้วเป็นพระอริยะบุคคลไม่ได้ แต่การพูดการสอนคนให้ทำความรู้สึกตัวนี้ยากเหมือนเข็นครกขึ้นภูเขา ส่วนการสอนให้คนนั่งทำความสงบนั้นง่ายเหมือนกลิ้งครกลงภูเขา ดังนั้น เมื่อคนไม่เข้าใจ จึงมักไปสร้างความสงบขึ้นมา ความจริงความสงบมันมีอยู่แล้วตามธรรมชาติ เช่น เรานั่งอยู่ตอนนี้ไม่คิดอะไรคือเฉยๆอยู่ ลักษณะนี้แหละสงบ ใครพูดอะไรก็ได้ยินและรู้เรื่อง ตามองก็เห็นอยู่นี่เรียกว่าสงบ หน้าที่ของตา คือ สามารถมองเห็น เราก็ให้มันทำตามหน้าที่ของมัน อย่าไปฝืนมัน ถ้าไปฝืนธรรมชาติของมันมันก็ไม่สงบแล้ว
การทำสมถะกรรมฐานเป็นความสงบเหมือนกับอยู่ในถ้ำเราเข้าไปในถ้ำจุดไฟขึ้น เราคิดว่าความมืดหายไป ความจริงความมืดยังอยู่ในตัวเรานั่นเอง ไม่ได้หายไปไหน เอาไฟไปข้างหน้า มันมืดข้างหลัง เอาไฟไปข้างซ้าย มันมืดข้างขวา ความสงบแบบนี้เป็นความสงบแบบไม่รู้ เรียกว่า สมถะกรรมฐาน ส่วนสงบแบบวิปัสสนากรรมฐาน มันเหมือนที่เราออกจากถ้ำ ไม่ต้องใช้ไฟ อยู่ในที่แจ้ง ความมืดไม่มี (จากหนังสือ : นิพพานมีคุณค่า : หน้า 21)
วิธีปฏิบัติให้ทำง่ายๆ อย่าไปทำของง่ายให้เป็นของยากและเกิดความไม่สะดวกขึ้นมา แต่ต้องเพียรทำให้ต่อเนื่องกัน เหมือนดั่งลูกโซ่หรือนาฬิกาที่หมุนตลอดเวลา ให้ทำมากๆ ยืน เดิน นั่ง นอน ไปไหนมาไหน ทำได้ทั้งนั้น โดยให้ทำความรู้สึกตัวอยู่กับการเคลื่อนไหวของร่างกายตลอดเวลา และเมื่อมันคิด ให้รู้เฉยๆ รู้แล้วทิ้งเลยอย่าไปตามความคิด ทิ้งคิดแล้วกับมาอยู่กับความรู้สึกตัวที่ร่างกายเหมือนเดิม เมื่อความรู้สึกตัวทำงานของมันสมบูรณ์เต็มที่แล้ว มันจะเข้าธรรมชาติดั้งเดิมที่มีอยูในคนทุกๆคนแล้ว นั่นคือ ความไม่มีทุกข์
|