อยากทราบเรื่อง อิทัปปัจจยตา
 เนื้อความ :

เคยได้ยินมาและมีคนถาม  แต่ตอบเขาไม่ได้ มีที่อย่างไรบ้าง

 จากคุณ : ปาหนัน [ 8 ม.ค. 2545 / 21:55:27 น. ]
     [ IP Address : 203.170.155.21 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (loognam)

กฏอิทัปปัจจยตา   ถือเป็นหัวใจปฏิจจสมุปบาท  มีใจความดังนี้

เมื่อสิ่งนี้ มี   สิ่งนี้ย่อม มี
เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้  สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น
เมื่อสิ่งนี้  ไม่มี    สิ่งนี้  ย่อมไม่มี
เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้  สิ่งนี้จึงดับไป

อิทัปปัจจยตา   คือคำย่อของเรื่องปฏิจจสมุปบาท   โดยมีใจความแต่เพียงว่า  "เมื่อมีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย   สิ่งนี้ ๆ ย่อมเกิดขึ้น"   ตลอดถึงปฏิปักขนัยที่กลับกันอยู่ด้วยในตัว    คือว่า  "ถ้าไม่มีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย   สิ่งนี้ ๆ  ก็ไม่เกิดขึ้น"    ถ้าจะกล่าวในรูปของปฏิจจสมุปบาท    ก็กล่าวยืดยาว   โดยขยายออกไป  ตั้งแต่อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร,      สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ   ฯลฯ    กระทั่งชาติเป็นปัจจัยให้เกิดชรามรณะโสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาส,      พร้อมทั้งฝ่ายดับ  ที่ว่า  เพราะอวิชชาดับ   สังขารจึงดับ,     เพราะสังขารดับ   วิญญาณจึงดับ  ฯลฯ   กระทั่งเพราะชาติดับ    ชรามรณะโสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาส    จึงดับ,  ดังนี้

ความสำคัญของเรื่องนี้    ที่สังเกตได้จากพระพุทธภาสิตทั้งสิ้น    ก็คือมุ่งหมายจะขจัดความเห็นผิด    สำคัญผิดว่ามีตัวตน   สัตว์บุคคล   ตามที่คนเรารู้สึกกันได้เองตามสัญชาตญาณ,    หรือที่ยิ่งไปกว่านั้นอีกก็คือ    มุ่งแสดงให้เห็นว่า   ไม่มีดี   ไม่มีชั่ว,    ไม่มีบุญ  ไม่มีบาป,   ไม่มีการได้  ไม่มีการเสีย,   และอื่นๆ  ที่เป็นคู่ตรงกันข้าม,    เพราะนั่นมนุษย์บัญญัติขึ้นเอง    ตามความรู้สึกของมนุษย์;      โดยที่แท้แล้ว     ทั้งหมด ทุก ๆ คู่     ล้วนเป็นเพียงกระแสแห่ง   อิทัปปัจจยตา  เสมอกันหมด,     แม้ที่สุดแต่ปัญหาที่ว่า   คนตายแล้วเกิดหรือไม่เกิด    ก็จะหมดไปทันที   ถ้าเขาเข้าใจเรื่องอิทัปปัจจยตา :     ไม่มีคน,  ไม่มีการตาย,    ไม่มีการเกิด,     เป็นเพียงกระแสแห่งอิทัปปัจจยตา,    แล้วก็ไปสมมติ หรือบัญญัติ   เอาว่า  ระยะนั้น  เรียกชื่ออย่างนั้น ๆ ,    แล้วก็รู้สึกยึดมั่นถือมั่น    จนรู้สึก   รัก    โกรธ   เกลียด  กลัว   เศร้า  ฯลฯ     หรืออื่นๆ  อีกมากมาย    ไปตามความเขลา ของบุคคลผู้ยังไม่รู้เรื่อง อิทัปปัจจยตา นี้  เท่านั้น

(จากหนังสือ  อิทัปปัจจยตา  ของท่านพุทธทาส)

 จากคุณ : loognam [ 9 ม.ค. 2545 / 00:40:10 น. ]
     [ IP Address : 203.107.150.235 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (ราเชนทร์)

เห็นด้วยกับคุณ loonam ครับ  และขออนุญาตเสริมนิดนึงครับ.......
ปฏิจจสมุปบาท อาจจะเฉพาะเจาะจงไปถึงเรื่องที่เกิดขึ้นกับสภาวะจิตใจเป็นหลัก อย่างที่คุณ loonam ได้อธิบายมา.....
ส่วนอิทัปปัจยตา อาจจะใช้เรียกกับสิ่งทั่วไป ในกรณีที่จะบอกว่า "เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี"  อาจจะกล่าวได้ว่า เป็น"นิยาม"  หรือธรรมนิยาม" ก็ได้ ซึ่งธรรมนิยามนั้น มีระดับต่าง ๆ กัน และเกี่ยวเนื่องผูกพันกัน เป็นห่วงโซ่ และสามารถเอาไปใช้อธิบายอะไรก็ได้ เช่น ผมขอลองเปรียบเทียบเพื่ออธิบายการเกิดขึ้น ของโลก-จักวาล และชีวิต  ซึ่งล้วนแล้วแต่ อยู่ภายใต้อาณัติ ของ กฎ ธรรมนิยาม หรือ อิทัปปัจยตา ทั้งสิ้น

ธรรมนิยาม โดยสรุปแล้ว มี 4 ระดับต้น คือ

1. อุตุนิยาม  เช่นการเกิดขึ้นของสิ่งที่ไม่มีชีวิต หรือวิญญาณครอง เป็นต้นว่า ก้อนหิน ดินทราย  ลม ไฟ ฯลฯ (กรมอุตุนิยมวิทยา  น่าจะเอารากศัพท์มาจากที่นี่นะ)
เรื่ยไปจนถึงการเกิดขึ้น ของจักรวาล-ดวงดาว ต่าง ๆ ในระยะเริ่มแรก

2.พีชนิยาม  เป็นนิยาม ที่เริ่ม จะมีสิ่งแปลก ๆ และพิเศษขึ้นมาอีกระดับหนึ่งแล้ว (กรุณาสังเกตุ คำว่า "พีช" หรือ พืช หรือ สิ่งมีชีวิต ในระดับต้น ๆ ที่ยังไม่มีวิญญาณ) ในลักษณะนี้ ก็สามารถอธิบายได้ ว่า เมื่อกาลเวลาผ่านไประยะหนึ่ง ก็เกิดวิวัฒนาการขึ้น ตามลำดับ ๆ จาก อุตุ (ไม่มีชิวิต ไม่มีวิญญาณ) พัฒนา หรือวิวัฒนาการมาเป็น พีช (มีชีวิต แต่ยังไม่มีวิญญาณ) เช่น จำพวก พืช ในระยะ เริ่มต้น ของวิวัฒนาการ ของโลก

3.จิตนิยาม เป็นการต่อเนื่อง (ปฏิจจ) โดยปัจจัยการที่แล้ว ๆ มา ข้างต้น นั่นเอง  คือ พัฒนา หรือวิวัฒนา มาจาก สิ่ง ไม่มีชีวิต จนถึงมีชีวิต แต่ไม่มีจิตวิญาณครอง  จนมาถึง มีชีวิต และ มีจิตวิญญาณครอง ในระดับ นิยามนี้ คือ จิตนิยาม (เริ่ม ยุ่ง และวุ่นวาย กันแล้ว ก็ตอนที่มีจิตวิญญาณครองนี่แหล่ะ) มนุษย์และสัตว์ เกิดขึ้น และสรรสร้าง สังคม ขึ้น ในช่วงนี้นี่เอง

4. กรรมนิยาม เมื่อมี สิ่งมีชีวิต มีจิตวิญญาณครอง มีการเคลื่อนไหว มีการเกี่ยวโยงสัมพันธ์ ต่อเนื่อง (ปฎิจจ) จากคนหนึ่ง /ตัวหนึ่ง ไปถึง อีกคนหนึ่ง หรือ อีกตัวหนึ่ง ก็แน่นอนว่า ในระดับนี้ ย่อมเกิด สิ่งที่ เรียกว่า "กรรม"  (กรรมนิยาม) ขึ้นมาทันที  ทีนี้ จะเป็น "กรรม" ที่ดี (กุศลกรรม) หรือ กรรมไม่ดี (อกุศลกรรม) หรือ แม้แต่ กรรมที่เป็นกลาง ๆ ไม่ดีไม่ร้าย (อัพยกตกรรม) ก็ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้น ได้ เพราะ สัตว์และมนุษย์ (หรือสิ่งมีชีวิต) ได้วิวัฒนาการมาถึงระดับ ของกรรมนิยาม นี้แล้ว ทั้งสิ้น
และทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ เรียกว่า ธรรมนิยาม  หรือ กฏ อิทัปปัจยตา  ที่ต่าง มีความเกี่ยวโยงเนื่องถึงกัน
(ผมอธิบาย ตามความเข้าใจครับ ผิดพลาดประการใด ผู้รู้โปรด แก้ไข ตักเตือน ครับผม)
ขอให้เจริญในธรรมครับ
ราเชนทร์

 จากคุณ : ราเชนทร์ [ 9 ม.ค. 2545 / 09:30:15 น. ]
     [ IP Address : 202.44.70.239 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (เมธาพร)

อิทัปปัจจยตา   สิ่งหนึ่งเป็นปัจจัยของอีกสิ่งหนึ่ง  เมื่อสิ่งหนึ่งเกิดทำให้อีกสิ่งหนึ่งเกิดตาม  เมื่อสิ่งนั้นดับอีกสิ่งหนึ่งพึงดับไปด้วย  
ปัจจัยหมายถึง เครื่องสนับสนุน
เช่น  เสาเป็นปัจจัยของหลังคา  ถ้าไม่มีเสา หลังคาก็อยู่ไม่ได้ ถ้าไม่มีหลังคา  เสาก็ไม่มีประโยชน์  ทั้งเสาและหลังคาเป็นปัจจัยของกันและกัน
สรรพสิ่งล้วนเกิดจากการที่ปัจจัยมารวมกัน  ชีวิตเกิดจากการมาประชุมของขันธ์ห้า  องค์ประกอบของขันธ์ห้าต่างเป็นปัจจัยของกันและกัน  ถ้าขาดสิ่งหนึ่ง  ทำให้ชีวิตดับไป  เรื่องของ อิทัปปัจจยตา  สามารถใช้อธิบายปรากฎการณ์ของการเกิดและดับของสรรพสิ่งได้อย่างดี   แม้แต่สิ่งที่เห็นอยู่ทั่วไปในทางโลกและทางธรรม  เป็นหัวใจสำคัญในการสร้างและให้กำเนิดสรรพสิ่ง  ที่ผู้สนใจอยากเป็นผู้สร้างสรรค์ทางโลกและทางธรรมควรทำความเข้าใจให้ดี ....

 จากคุณ : เมธาพร [ 9 ม.ค. 2545 / 21:54:42 น. ]
     [ IP Address : 202.133.166.2 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (ปาหนัน)

ขอบคุณทุกท่าน

 จากคุณ : ปาหนัน [ 10 ม.ค. 2545 / 20:19:45 น. ]
     [ IP Address : 203.151.226.171 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (aston27)

เวลาเอาไปใช้อธิบายอะไรให้ใครฟัง โดยเฉพาะคนที่มีปัญหาชีวิต
ผมจะสรุปเป็นภาษาชาวบ้านๆว่า..
มันคือเรื่องของเหตุและผล
ศาสนาพุทธเราสอนให้เชื่อว่า ทุกอย่างเกิดขึ้นด้วยเหตุ ปัจจัย
ตั้งอยู่ด้วยเหตุปัจจัย
และหายลบจบสิ้น ก็ด้วยเหตุและปัจจัย
ผลทุกอย่างเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปด้วยเหตุ ทั้งนั้น

ศาสนาที่เรานับถือ จึงมีความเป็นเหตุ เป็นผลสูงมาก
ขึ้นอยู่กับว่าเราจะยอมรับในเหตุและผลนั้นหรือไม่ เท่านั้นเอง

 จากคุณ : aston27 [ 14 ม.ค. 2545 / 17:08:47 น. ]
     [ IP Address : 202.133.156.230 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!