รู้สึกว่า พุทโธ จะสงบกว่ายุบหนอพองหนอ แต่ก็ยังกังวลอยู่
 เนื้อความ :


ปกติเวลานั่งจะฟุ้งซ่านมากค่ะ ชอบคิดนู่นคิดนี่ ก็พยายามทำสติปัฏฐาน 4 เพราะเป็นทางสายเอก
ถ้ายุบหนอพองหนอ ก็รู้สึกยังฟุ้งซ่าน แต่เวลาเราภาวนา ว่าพุทโธ จะรู้สึกสงบกว่า นิ่งกว่า ยุบหนอพองหนอ เพราะนึกถึงพระพุทธเจ้า อยากทราบว่าจะผิดไหมคะ หากเราภาวนาพุทโธขณะนั่งแทนยุบหนอพองหนอ แต่ถ้าเวลาเดินหรือเวลาทำอะไรเราก็ภาวนาเป็นสติปัฏฐาน 4 เช่น ซ้ายหนอขวาหนอ ล้างหน้าหนอ แปรงหนอ ฯลฯ ขอคำแนะนำด้วยค่ะ ยังงงงงอยู่ว่าจะภาวนาพุทโธแล้วไม่ใช่สติปัฏฐาน 4 หรือเปล่า

 จากคุณ : mar [ 25 ธ.ค. 2544 / 09:17:26 น. ]
     [ IP Address : 202.133.156.161 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (ดังตฤณ)

ตอนบริกรรมพุทโธ ถ้าบริกรรมถูก ก็จัดเป็นการเตรียมจิตให้มีคุณภาพพร้อมพอจะทำสติปัฏฐาน

และในที่สุดเมื่อจิตมีคุณภาพ เราพิจารณาว่าพุทโธเป็นอาการของจิต
เป็นความหมายรู้อย่างหนึ่ง เป็นเจตนาปรุงแต่งอย่างหนึ่ง
แยกจากอาการรู้ เฝ้าเห็นพุทโธเป็นสิ่งถูกรู้
เดี๋ยวพุทโธชัด เดี๋ยวพุทโธแผ่ว เป็นสิ่งไม่เที่ยง
ในที่สุดสงบลงเหลือแต่รู้ ประคองรู้ไว้ว่าสิ่งใดปรากฏก็เพื่อแสดงเกิดดับ
อันนั้นแหละครับสุดยอดของพุทโธ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 25 ธ.ค. 2544 / 09:38:20 น. ]
     [ IP Address : 202.133.161.67 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (มอ แมน)

การภาวนาพุทโธ จน จิตสงบและมีคุณภาพถึงผู้รู้ อันเป็นผู้ดู ผู้เห็นอารมณ์ที่รู้
ก็จะเห็นธรรมชาติแห่งอารมณ์ที่ไปรู้อยู่อันเป็นสภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันขณะที่เกิดกับผู้รู้นั้น
ขณะนั้นจิตก็จะเห็นอารมณ์ขณะที่กำลังทำอะไรทั้งสิ้น
ซึ่งจะลงที่เดียวกันกับขณะที่เราหันซ้าย ก็รู้ (หนอ) หันขวา ก็รู้(หนอ)
ล้างหน้า ก็รู้(หนอ) แปรงอยู่ ก็รู้(หนอ) ฯลฯ อันเป็น รู้ ที่ทิ้งคำว่า หนอลงหมดสิ้น
ซึ่งไม่ว่าจะหัดอย่างไร หากจิตไปติดเพียง "สงบ" จากพุทโธ
หรือ ติดอยู่ที่ "บริกรรม" จากคำว่า พุทโธ หรือ "สภาพนักพากษ์" หนอ
ก็เป็นการยากที่จิตจะมาเห็นอริยสัจจ์แห่งจิต อันที่ทางที่ทำให้ถึงที่สุดแห่งมรรคผลได้

(ทางอันอื่นอันนั้นเป็นเพียงทำให้เห็นอริยสัจจ์แห่งอารมณ์เฉยๆ
ไม่สามารถทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจ ในอริยสัจจ์แห่งจิต ได้เลย
ผลคือ ทำให้เกิดติดอารมณ์ต่างๆนานา ไม่ว่า จะเป็นอารมณ์สงบ
ยันไปถึงความรอบรู้ในธรรมทั้งหลาย
แต่ก็จะดีกว่าจิตที่ติดข้องในนิวรณ์ครับ)


 จากคุณ : มอ แมน [ 25 ธ.ค. 2544 / 15:39:03 น. ]
     [ IP Address : 203.151.67.39 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (จุ๊)

ไม่มีการกำหนดที่ไหนนะครับ ว่าหันซ้ายหนอ หันขวาหนอ เป็นสติปัฏฐาน ส่วนพุธโธไม่ใช่สติปัฏฐาน

การดำรงสติ ใน กาย เวทนา จิต ธรรม ไม่ว่าด้วยคำภาวนาไหน ล้วนเป็นมหาสติปัฏฐานทั้งสิ้น ส่วนหลังจากจิตรวมดวงแล้ว ก็สามารถพิจารณา อย่างที่คุณดังตฤณบอกครับ

 จากคุณ : จุ๊ [ 25 ธ.ค. 2544 / 17:03:07 น. ]
     [ IP Address : 203.146.7.188 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (โลภะ)

จากประสบการณ์ตัวเองนะคะ
ที่กำหนดยุบหนอ. แล้วสงบได้ยากเป็นเพราะเราจะต้องลากลมหายใจให้ยาวไปถึง
ท้อง  เพื่อที่จะกำหนดพอง-ยุบที่นั่น      ซึ่งมันฝืนธรรมชาติสำหรับคนที่ปกติหายใจสั้น     เลยทำให้รู้สึกอึดอัดและกังวลในการลากลมหายใจ
ส่วนการกำหนดพุทโธ   เราหายใจได้สบาย ๆ ตามปกติของเราเอง  เพียงแต่ตามดูมันเท่านั้น    จิตจึงสงบได้ง่ายและเร็วกว่าการกำหนดยุบ-พองที่ท้อง  
คุณ  mar ลองนึกตามดู   ไม่รู้ว่าจะเป็นจากสาเหตุนี้หรือไม่
...ยังเพิ่งเริ่มต้นเหมือนกันค่ะ   ^__^

 จากคุณ : โลภะ [ 25 ธ.ค. 2544 / 18:54:46 น. ]
     [ IP Address : 203.155.204.146 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (โชติกะ)

         การบริกรรมพุทโธอย่างเดียว โดยไม่รู้ความหมาย กล่าวคือไม่ได้ระลึกถึงความหมายของคำว่า "พุทโธ" ซึ่งเป็นคุณของพระพุทธเจ้าแล้ว การบริกรรมดังกล่าว ไม่จัดเป็นสมถกรรมฐาน และทั้งไม่เป็นวิปัสสนากรรมฐานด้วย

         ส่วนการบริกรรมว่าพุทโธพร้อมทั้งรู้ความหมายของคำบริกรรมไปด้วย กล่าวคือมีการระลึกถึงความหมายของคำบริกรรมว่า "(พระพุทธเจ้า)ทรงเป็นผู้รู้แจ้ง" เช่นนี้ จัดเป็นพุทธานุสสติภาวนา ซึ่งเป็นสมถกรรมฐาน

         พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่า "ผู้เจริญพุทธานุสสติภาวนาย่อมสมหวังดังมโนรถ"
         พุทธานุสสติภาวนามีผลานิสงส์มาก

         แต่การบริกรรมว่า "พุทโธ" โดยมีการกำหนดลมหายใจไปด้วย กล่าวคือเมื่อหายใจเข้า เอาใจใส่ที่ลมหายใจเข้า พร้อมกับบริกรรมว่า "พุท" เมื่อหายใจออก เอาใจใส่ที่ลมหายใจออก พร้อมกับบริกรรมว่า "โธ"  การกำหนดเช่นนี้เป็นการกำหนดที่ลมหายใจเป็นหลัก คำบริกรรมว่าพุทโธเป็นการประคองจิตในจดจ่อที่ลมหายใจเท่านั้น ไม่ใช่การระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าแต่อย่างใด ฉะนั้นจึงเป็นอานาปานสติกรรมฐาน ไม่ใช่พุทธานุสสติกรรมฐาน
         อนึ่ง นักปฏิบัติไม่สามารถเจริญพุทธานุสสติกรรมฐานและอานาปานสติกรรมฐานพร้อมๆกันได้ เพราะว่าธรรมชาติของจิตรับอารมณ์ได้ที่ละอย่างเท่านั้น คือ ขณะที่เอาใจใส่กำหนดที่ลมหายใจซึ่งเป็นบัญญัติ จะไม่สามารถระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นปรมัตถ์ได้


        ส่วนการปฏิบัติกรรมฐานโดยการกำหนดที่ท้องในขณะนั่งกรรมฐานว่า "พองหนอ - ยุบหนอ" กล่าวคือ เมื่อขณะที่ท้องพองขึ้นกำหนดว่า "พองหนอ" ให้พร้อมกับอาการพอง ในขณะที่ท้องยุบลงกำหนดว่า "ยุบหนอ" ให้พร้อมกับอาการยุบ การปฏิบัติเช่นนี้จัดเป็นวิปัสสนากรรมฐาน เพราะการกำหนดอาการพองยุบของท้องเป็นการกำหนดวาโยธาตุ คืออาการพองยุบของท้องเป็น "วาโยโผฏฐัพพรูป" เป็นการเจริญกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน การกำหนดเช่นนี้เป็นการกำหนดตามที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้โดยตรงในพระบาลีสติปัฏฐานสูตร และพระสูตรอื่นๆ

         การปฏิบัติโดยการกำหนดอาการพองยุบของท้องดังกล่าวเป็นการเจริญวิปัสสนากรรมฐานโดยแท้ แต่สมาธิของวิปัสสนากรรมฐานเป็นสมาธิชั่วขณะหนึ่งๆที่เรียกว่า "ขณิกสมาธิ" ซึ่งพระโบราณาจารย์เปรียบสมาธิในวิปัสสนานี้ว่า เป็นเหมือนหม้อดิน แตกง่าย เพราะฉะนั้นการที่มีความฟุ้งซ่านเกิดขึ้นมากมาย จึงเป็นเรื่องปรกติในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน

         อันที่จริงแล้ว ผู้ที่สามารถละอุจธัจจะ คือความฟุ้งซ่านได้โดยเด็จขาด คือพระอรหันต์เท่านั้น แม้พระอริยบุคคลเบื้องต่ำ ๓ คือพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี ทั้ง ๓ นี้ก็ยังมีความฟุ้งซ่านอยู่ เพราะฉะนั้นปุถุชนที่เจริญวิปัสสนากรรมฐานแล้วมีความฟุ้งซ่านเกิดขึ้นจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่สุด

         แต่ว่าการเจริญวิปัสสนากรรมฐานนั้นมีหลักฐานแสดงไว้ว่า "ยะถา ปากะฏัง วิปัสสะนาภินิเวโส = พึงเจริญวิปัสสนาตามอารมณ์ที่ปรากฏชัด" หมายความว่า เมื่อกำหนดอาการพองยุบของท้องอยู่นั้น มีความคิดฟุ้งซ่านเกิดขึ้น ซึ่งเป็นธรรมดาที่จะมีความชัดเจนมากกว่าอาการพองยุบนั้น ก็ไม่ต้องกำหนดที่อาการพองยุบอีกต่อไป แต่ให้กำหนดความคิดซึ่งเป็นความฟุ้งซ่านนั้น โดยบริกรรมว่า "คิดหนอ คิดหนอ" หรือ "ฟุ้งซ่านหนอ ฟุ้งซ่านหนอ" จนกระทั้งความฟุ้งซ่านหมดไป หรือจางไปแล้ว ไม่ชัดเจนอีกต่อไป ก็ให้กลับไปกำหนดที่อาการพองยุบต่อไป การกำหนดความฟุ้งซ่านดังกล่าวเป็นการเจริญจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน

         เท่าที่ได้อ่านคำถามดูแล้ว ผู้ถามคงจะพยายามกำหนดที่อาการพองยุบของท้องเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ไม่ได้กำหนดรู้ความฟุ้งซ่านที่เกิดขึ้น โดยธรรมชาติของจิตนั้นจะสนใจเอาใจใส่ต่ออารมณ์ที่ชัดเจน เมื่ออาการพองยุบไม่ชัดเจนเท่าความฟุ้งซ่านที่เกิดขึ้น แต่ยังคงพยายามกำหนดที่อาการพองยุบอยู่ จึงทำให้เกิดความรำคาญ จิตใจไม่สงบ ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าปฏิบัติไม่ถูกต้องนั่นเอง

         อนึ่ง การปฏิบัติโดยการกำหนดรู้การเคลื่อนไหวของร่ายกาย เข่น การกำหนดว่า "ยืนหนอ" "นั่งหนอ" "นอนหนอ" "หันหนอ" "คู้หนอ" เหยียดหนอ" "ยกหนอ" "ลงหนอ" "ก้มหนอ" "เงยหนอ" หรืออื่นๆที่ตรงกับอาการนั้นๆ เป็นการเจริญกายานุปัสสนาสติปัสสฐาน ถูกต้องตามหลักฐานที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ในพระบาลีสติปัฏฐานสูตรทุกประการ

         ผู้ตั้งกระทู้สามารถถามเพิ่มเติมได้ถ้ายังมีความสงสัยอยู่ : )

 จากคุณ : โชติกะ [ 25 ธ.ค. 2544 / 22:40:21 น. ]
     [ IP Address : 203.151.225.212 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (sayochan)

สาธุค่า

 จากคุณ : sayochan [ 25 ธ.ค. 2544 / 22:49:37 น. ]
     [ IP Address : 203.146.129.63 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (ศิษย์วัดสวนดอก)

ชัดเจนมากครับ คุณโชติกะ  อนุโมทนาด้วยครับ...

 จากคุณ : ศิษย์วัดสวนดอก [ 26 ธ.ค. 2544 / 09:29:43 น. ]
     [ IP Address : 10.0.0.104 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (pump)

สาธุครับ

 จากคุณ : pump [ 27 ธ.ค. 2544 / 03:21:52 น. ]
     [ IP Address : 202.133.166.68 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (aiya)

ชอบพุทโธก็ภาวนาพุทโธเด้อ
บางเวลาชอบ"ยุบหนอพองหนอ" ก็ดีเด้อ
ดีทั้งคู่นั่นแหละ

 จากคุณ : aiya [ 27 ธ.ค. 2544 / 12:39:38 น. ]
     [ IP Address : 192.168.2.234 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (อติ อยากรู้ )

ทำไม เข้า -พุท , ออก -  โธ   แล้วไม่เป็น
เข้า - พอง  , ออก - ยุบ  ทำไม กลายเป็น ยุบ พอง อะครับ
ผมหมายถึงว่า น่าจะเป็นพองหนอ ยุบหนอ ไม่ใช่ ยุบหนอ พองหนอ
:)

 จากคุณ : อติ อยากรู้ [ 27 ธ.ค. 2544 / 15:09:10 น. ]
     [ IP Address : 202.183.152.113 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (เก่ง)

ช่วงแรกๆนี่ลำบากน่ะครับ ก้อไหนจะง่วงเหงาหาวนอนแล้ว ยังมีฟุ้งซ่านลำคาญใจ ความลังเล สงสัย ความอยากได้อีก การคิดว่าพุทโธหรือยุบหนอ เป็นความลังเลสงสัยตัวหนึ่ง 1ในนิวรณ์5 คนเราอยากจะมีความก้าวหน้าเลือกเอาสักทางเถิดครับ ศึกษาข้อมูลแล้วทำไปในทางที่ชอบเลย อย่าลังเลมากเป็นนิวรณ์ไม่เป็นผลดีเลย จะเรียนมัฐยมยังมีเลือกสายวิทย์-สายศิลป์เลย แต่สุดท้ายก้อต้องไปต่อมหาลัยแล้วจบมาหางานทำเหมือนเดิม เปรียบเทียบครับ

 จากคุณ : เก่ง [ 27 ธ.ค. 2544 / 19:19:13 น. ]
     [ IP Address : 202.133.169.191 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (โชติกะ)

         โดยปรกติแล้ว เมื่อหายใจเข้าท้องจะพองขึ้น เมื่อหายใจออกท้องจะยุบลง

         แต่นักปฏิบัติไม่ควรกำหนดลมหายใจเข้าออกและอาการพองยุบไปพร้อมๆกัน เพราะจิตเป็นธรรมชาติที่รับรู้อารมณ์ได้ทีละอย่าง ถ้าพยายามกำหนดหลายอารมณ์พร้อมๆกันแล้วก็จะเกิดความฟุ้งซ่านรำคาญใจ



         การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้นแตกต่างจากการปฏิบัติสมถกรรมฐาน
         การปฏิบัติสมถกรรมฐานนั้น โดยมากมีอารมณ์บัญญัติเพียงอย่างเดียว เช่น การเจริญอานาปานสติกรรมฐานนั้น นักปฏิบัติจะต้องพยายามกำหนดอานาปานบัญญัติ คือลมหายใจเข้าออกเพียงอย่างเดียวในทุกๆอิริยาบท ไม่ต้องพยายามกำหนดอารมณ์อื่นๆมีความฟุ้งซ่านเป็นต้น เพราะว่าอารมณ์ของอานาปานสติกรรมฐานมีอยู่อย่างเดียวเท่านั้น คือลมหายใจเข้าออก เมื่อพยายามกำหนดแต่ลมหายใจอยู่เท่านั้น สมาธิก็จะมีกำลังแก่กล้าขึ้นเรื่อยๆจนสามารถบรรลุอุปจารสมาธิและฌานได้ในที่สุด ซึ่งเป็นอานิสงส์ของสมถกรรมฐาน
         ส่วนการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้น มีอารมณ์ที่หลากหลาย คือมีอารมณ์ที่เป็นกายบ้าง เวทนาบ้าง จิตบ้าง สภาวะธรรมบ้าง นักปฏิบัติจะต้องพยายามกำหนดอารมณ์เหล่านั้นทั้งหมด แต่ว่าจะต้องกำหนดทีละอย่างเท่านั้น คือให้กำหนดรู้เฉพาะอารมณ์ที่ปรากฏชัดเจนที่สุด เช่น ถ้าหากว่ามีทุกขเวทนาเกิดขึ้นรุนแรงและปรากฏชัดเจน ก็จะต้องหยุดการกำหนดอาการพองยุบแล้วไปกำหนดที่ทุกขเวทนานั้นว่า "ปวดหนด ปวดหนอ" "เจ็บหนอ เจ็บหนอ" เป็นต้นตามอาการนั้นๆ ถ้าหากว่าทุกขเวทนานั้นดำรงอยู่ชัดเจนตลอดครึ่งชั่งโมง นักปฏิบัติก็จะต้องกำหนดทุกขเวทนานั้นตลอดครึ่งชั่งโมง หรือถ้าหากว่าทุกขเวทนานั้นดำรงอยู่ชัดเจนตลอดหนึ่งชั่วโมง นักปฏิบัติก็จะต้องกำหนดทุกขเวทนานั้นตลอดหนึ่งชั่วโมง โดยที่ไม่ต้องสนใจกำหนดอาการพองยุบของท้อง

         สรุปว่าการกำหนดแต่อาการพองยุบเท่านั้นไม่ถูกต้อง แต่จะต้องกำหนดอารมณ์อะไรก็ตามที่ชัดเจนที่สุดในขณะนั้นๆ การปฏิบัติเช่นนั้จึงจะถูกต้องตามพระบาลี เพราะพุทธองค์ไม่ได้ทรงแสดงให้เจริญเฉพาะกายานุปัสสนาเท่านั้น แต่ทรงให้เจริญเวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา และธรรมานุปัสสนาด้วย

         อนึ่ง การปฏิบัติกรรมฐานจะต้องอาศัยอาจารย์ที่เป็นกัลยาณมิตร

 จากคุณ : โชติกะ [ 28 ธ.ค. 2544 / 00:17:11 น. ]
     [ IP Address : 203.151.225.67 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (โชติกะ)

         ผมไม่สามารถเข้ามาตอบกระทู้ได้เป็นเวลาประมาณ ๘-๑๐ วัน ถ้าหากว่าใครมีคำถามที่คิดว่าจะตอบได้ ก็ขอให้ถามแล้ว พยายามเข้ามาแสดงความคิดเห็นเล็กๆน้อยๆ เพื่อไม่ให้กระทู้จบ เพราะว่าถ้าไม่มีการแสดงความคิดเห็นเป็นเวลา ๗ วันติดต่อกันแล้ว กระทู้ก็จะต้อง "จบบริบูรณ์" ไปตามระเบียบ

หมายเหตุ ไม่แน่ใจว่าจะสามารถตอบได้ทุกคำถามหรือไม่

 จากคุณ : โชติกะ [ 28 ธ.ค. 2544 / 00:23:08 น. ]
     [ IP Address : 203.151.225.67 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (โชติกะ)

         อีกประการหนึ่ง มีบางคนคิดว่าการกำหนดพองยุบนั้นจะต้องบังคับลมหายใจให้ทองพองและยุบ ที่ถูกแล้วไม่ต้องพยายามบังคับลมหายใจ ให้หายใจเป็นปรกติ อาการพองยุบที่ท้องมีอยู่โดยธรรมชาติอยู่แล้ว แม้ว่าจะไม่กำหนดก็ตาม

 จากคุณ : โชติกะ [ 28 ธ.ค. 2544 / 00:27:33 น. ]
     [ IP Address : 203.151.225.67 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (อ่อนหัด)

การฟันธงว่าอานาปานสติเป็นสมถกรรมฐานเพียงอย่างเดียวนั้นผมเห็นว่ายังไม่ถูกต้องนัก เพราะในอานาปานสติสูตรนั้น ทรงแสดงถึงการกำหนดรู้กาย เวทนา จิต ธรรม อยู่ทุกลมหายใจเข้าออก จนถึงขั้นคลายกำหนัดละกิเลสก็ทรงแสดงอยู่ในสูตรสูตรเดียวกันนี้ ฉะนั้นอานาปานสติตามอย่างของพระพุทธเจ้าจึงเป็นวิปัสนาไปด้วยในตัว ครบถ้วนเป็นสติปัฏฐานในสูตรเดียว  ขอให้พิจารณาครับ

 จากคุณ : อ่อนหัด [ 28 ธ.ค. 2544 / 01:02:42 น. ]
     [ IP Address : 203.146.125.126 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (อติ )

เรียนถามคุณโชติกะ
-  ในกรณี บางคนที่ยังไม่สามารถ จับพอง ยุบ ได้ดี ควรทำอย่างไร
-  ในกรณี ที่บางสำเหนียกรู้ทั้ง ลมหายใจ เข้าและออก และ ทั้งรูปพอง และยุบ  ควรทำอย่างไร
-   ในกรณี ที่สำเหนียกรู้ลมหายใจ ซึ่งเป็นอาณาปาน  แต่มีสติ ตาม รู้ตลอดเวลา  แม้เวทนาเกิดก็รู้  คิดปรุงแต่งเกิด ก็รู้  อย่างนี้ อาณาปาน นั้น เป็น สมถหรือวิปัสสนา 
-  เห็นหนอ  ได้ยินหนอ  กำหนดที่ไหน  ที่ตาหู หรือ รูป เสียง
-   เจ็บหนอ  ปวดหนอ .. กำหนดที่ตรงไหน  ที่กายหรือที่จิต
-  สุขหนอ ทุกข์หนอ  กำหนด ที่ไหน 
-  เกิดทุกขเวทนาที่ขา กดทับ กันมาก ๆ  จนทนไม่ได้ แล้ว ยังต้องกำหนด รู้ เวทนานั้น ต่อไปเรื่อย ๆ อีกหรืออย่างไร

เผื่อจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ปฏิบัติ ในแนวพองหนอ ยุบหนอ เช่น กระผมบ้างครับ

 จากคุณ : อติ [ 28 ธ.ค. 2544 / 13:08:34 น. ]
     [ IP Address : 202.183.152.119 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (pang)

คุณโชติกะ เธอบอกว่าจะไม่อยู่ 8-10 วัน แล้วขอให้ใครเข้ามาแจมบ้างเผื่อยืดเวลากระทู้ เธอกลัวกระทู้จะถูกปิดอีก เลยขันอาสาเข้ามาคุยเล่น ๆ กับน้องอติ
มีเรื่องเล่าของคนโง่คนหนึ่ง ในช่วงเริ่มฝึกนั่งสมาธิ ด้วยความที่นั่งแล้วก็ปวดขาและเป็นเหน็บ คนโง่หวาดกลัวตัวตาย เกิดความข้องในใจว่าเอ๊ะ นั่งทับขาไม่เคลื่อนที่ไปไหนเลย เป็นวันเป็นคืน (แม้จะไม่ถึงวันคืนก็เถอะ แค่ชั่วโมงสองชั่วโมง ) แล้วเลือดมันจะไปเลี้ยงขาได้หรือ ขาคนโง่จะไม่เดี้ยงพิกลพิการ ขาดเลือดขาดอ๊อกซิเจนต้องตัดทิ้งเลยหรือ
คราวหนึ่งมีโอกาสได้กราบพระปฏิบัติที่บนภู เลยถามความข้องใจนี้
ครูบาท่านตอบสะใจ คนโง่ ดีมาก ท่านตอบว่า
อ๋อ โยม.. ก็เราสละซึ่งชีวิตแล้วนี่ จะไปกลัวอะไรกับขาที่จะเดี้ยงแค่นั้น
คำตอบวันนั้นเฉือนลึกบาดหัวใจ คนโง่ มาจนบัดนี้
ค่ะ การมุ่งหน้าปฏิบัติธรรม คือการสละแล้วซึ่งชีวิต ที่จะเดินตรงสู่หนทางสายนี้
ถามน้องอติต่อว่า อาการปวดขาที่นั่งขดอยู่นานนั้น เป็นมานานแล้วหรือยัง หมายความว่าตั้งแต่เราเริ่มนั่งสมาธินั้น คนปกติก็จะมีเวทนา พอกำหนดตรงจุดที่เจ็บปวดนั้น ก็ยังไม่หายหรือคะ (ทำมากี่เดือนกี่ปีแล้วค่ะ ) 
ชอบคำว่า เกิดทุกขเวทนาที่ขา กดทับกันมาก ๆ จนทนไม่ได้
ค่ะ เหนือความทนไม่ได้นั้น มีรางวัลที่มีค่าที่สุดรออยู่ค่ะ ทนต่อไปให้ทะลุตรงนั้นไปอีกสิคะ นั่งดูความเจ็บปวดไปเรื่อย ๆ ให้เหนือความทนไม่ได้นั้น ขึ้นไป แล้วอัศจรรย์จะเกิดขึ้น
หลวงปู่ชาท่านบอกว่า
นิพพานอยู่ฟากความตาย คือเลยความตายไปนิดหนึ่งค่ะ
หวังว่าคงไม่นอกกระทู้นะคะ

 จากคุณ : pang [ 31 ธ.ค. 2544 / 13:00:15 น. ]
     [ IP Address : 203.130.139.176 ]


 ความคิดเห็นที่ 18 : (อติ)

คือ พวก ชั่วโมงบิน ต่ำ อย่างผม คงจะลำบาก ถ้าจะยังฝืนสังขาร ทรมานร่างกาย  แม้ ครูบาอาจารย์จะบอกว่าให้ อดทนหนอ พากเพียรหนอ    ตกสุดท้ายมันก็กลายเป็น โทสะ  ผลักไส  ไอ้ความปวดขา ซะทุกที   ..แล้วจิตใจก็ร้อนรน ทนต่อไปไม่ได้   แต่นั่นแหละครับ  แค่ลืมตามาเท่านั้น  ความปวดขา ก็ มลายหายไป มากกว่า  50 %   อีนี่ กิเลส หลอกคาตา เลย ...
่ึที่เรียนถาม คุณ โชติกะ เผื่อ ท่านจะมีแนวทาง ผ่อนหนักเป็นเบาให้กับพวก ชั่วโมงบินน้อย ๆ อย่างผม อะครับ   
เป็นบ๊อย ๆ   มีอยู่คราวหนึ่ง  ตายเป็นตาย เพื่อถวายเป็นพระพุทธบูชา   ก็เลยนั่งเพ่ง  มันแตกกระจาย ซาบซ่าไปทั่วขา  แล้วก็ลุกเดินได้อย่าง แบบไม่เป็นเหน็บด้วย  จิตใจตอนนั้นมันแช่มชื่น อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน  พอไปรายงานอาจารย์...  ท่านบอกว่า วันหลัง  อย่าไปนั่งเพ่ง  ให้ รู้ อาการปวดเฉย ๆ


มะก่อน เวลานั่ง ไปสักพัก   จะรู้สึก  รำคาญที่สะดือ เหมือนมีคนเอา ไม้พันสำลีมา ไช ที่สะดือ โบว๋ ของเรา     โดยเฉพาะตอนที่มันนั่งแล้ว อารมณ์ดีดี  จะสังเกตว่า อีก ซักพักนะ ไอ้ความรำคาญสะดือ มันจะโผล่มา ... บางครั้งก็โผล่ บางครั้งก็ไม่โผล่...    คือ ไม่ได้ ไปรอให้มันโผล่หรอกครับ  แต่พอมันมาก็ไปดูมันนิดหน่อย อิอิ
      วันหนึ่ง อีกเช่นกัน... หลังจากไป กราบหลวงพ่อ ท่านสอนดูจิต ...ตะเองก็มานั่งดูจิต  ตอนมันรำคาญสะดือ .. อิอิ  เออ แฮะ  ความรำคาญมันหายไปอย่างนิ่ม นวล  ไม่เหมือนการเพ่งให้มันแตก ออกเป็น เสี่ยง ๆ ..

 จากคุณ : อติ [ 31 ธ.ค. 2544 / 16:51:44 น. ]
     [ IP Address : 202.183.152.84 ]


 ความคิดเห็นที่ 19 : (pang)

เด็กรุ่นใหม่มีภาษาไทยแปลก ๆ นะ อันนี้แซวเล่น ไม่ว่ากันค่ะ อาจารย์นิลวรรณ ปิ่นทอง ท่านเคยกล่าวว่า ภาษามีชีวิต เกิดขึ้น เติบโต คงอยู่แล้วก็ตายไป เป็นธรรมะอย่างหนึ่งค่ะ

 จากคุณ : pang [ 1 ม.ค. 2545 / 20:31:08 น. ]
     [ IP Address : 203.130.138.7 ]


 ความคิดเห็นที่ 20 : (อติ )

:)   ปรกติ ผมจะ  strict เรื่อง การเขียน ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ มากน่ะครับ   จนน้อง ๆ ที่ทำงาน บางคน บ่นแล้วบ่นอีก เรื่องการแก้ คำผิด  ถ้าหากบังเอิญผมได้ ไป อ่านเจอเข้า 
แต่เห็นว่า  ในลานธรรมเป็นกันเอง ดี น่ะครับเลย บางทีใช้ ภาษาวัยรุ่น (เก๋า คิก ๆ )   ไปเล็กน้อย   วันหลังไม่ทำ แล้วครับ   สาธุ ... :)

 จากคุณ : อติ [ 2 ม.ค. 2545 / 12:45:54 น. ]
     [ IP Address : 202.183.152.92 ]


 ความคิดเห็นที่ 21 : (Vicha)

การปฏิบัติธรรม บางครั้งก็ต้องทุ่มทั้งชีวิต บางครั้งก็ต้องเบา บางครั้งก็ต้องกลางๆ จึงจะรู้จักทางของตนเอง ไม่มีการปฏิบัติธรรมวิธีใหนหรอกครับ ที่ไม่บังเกิดทุกข์ลักษณ์ หรือหนีหลบหลีกทุกข์อย่างเดียว มีแต่ให้รู้ทุกข์ รู้จักทุกข์ อย่างมีสติปัญญา ก็จะเห็นทางดับทุกข์ ทางดับทุกข์ของแต่ละท่านก็ต่างกัน บ้างหนัก บ้างเบา บ้างกลาง  แต่ทั้งหนัก ทั้งกลาง ทั้งเบา เพื่อดับทุกข์ผู้ปฏิบัติย่อมประสบทุกท่าน เมื่อมีจิตมุ่งสู่นิพพาน

 จากคุณ : Vicha [ 2 ม.ค. 2545 / 21:36:22 น. ]
     [ IP Address : 203.185.155.14 ]


 ความคิดเห็นที่ 22 : (ศิษย์วัดสวนดอก)

เสริมสักนิดครับ  คำว่า ยุบ--หนอ  พอง--หนอ  ถ้ามีความชำนาญในการบริกรรมแล้ว จะเห็นได้ ชักว่า   หนอ.....  คือ  อนัตตา ครับ

 จากคุณ : ศิษย์วัดสวนดอก [ 3 ม.ค. 2545 / 18:23:11 น. ]
     [ IP Address : 10.0.0.104 ]


 ความคิดเห็นที่ 23 : (โชติกะ)

         ช่างมีคำถามมากมายจริงๆนะครับ ผมจะพยายามเท่าที่ทำได้ตามที่ได้รับความรู้มาบ้าง ผิดถูกประการใดต้องขออภัยด้วยครับ
         ผมเชื่อว่ากระทู้จะไม่ถูกปิดเป็นแน่ เพราะว่าท่านผู้ดูแลได้รับรองแล้วว่าตราบใดที่ยังมีผู้แสดงความคิดเห็นอยู่ภายใน ๗ วันหลังจากความคิดเห็นสุดท้าย กระทู้ก็จะไม่จบ

         ขอตอบคำโต้แย้งของคุณอ่อนหัดก่อนดังนี้
         ต้องขอแสดงความชื่นชม เพราะว่าข้อโต้แย้งของคุณอ่อนหัดนับว่าเป็นประโยชน์มาก และเป็นการโต้แย้งด้วยการอ้างหลักฐานด้วย

         ที่ผมได้กล่าวไว้ว่าอานาปานสติเป็นสมถกรรมฐานนั้น เป็นการตอบโดยนัยของอรรถกถาสติปัฏฐานสูตร
         การเจริญอานาปานสติที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้เป็นวิธีการปฏิบัติของผู้ที่เป็นสมถยานิกบุคคล คือบุคคลที่เจริญสมถกรรมฐานจนได้ฌานก่อนแล้วจึงอาศัยฌานนั้นทำให้เป็นบาทแล้วเจริญวิปัสสนาต่อไปจนได้บรรลุพระนิพพาน

         อรรถกถาได้พรรณนาไว้ดังนี้
         .....เมื่อภิกษุนั้นฝึกหัดอยู่ด้วยลมหายใจเข้าและลมหายใจออกซึ่งท่านกล่าวไว้ด้วยประการฉะนี้ ฌาน ๔ ย่อมเกิดขึ้นในนิมิตของลมหายใจเข้าลมหายใจออก ภิกษุนั้นออกจากฌานแล้วกำหนดลมหายใจเข้าและลมหายใจออก หรือกำหนดองค์ของฌานทั้งหลายอยู่
         ในการกำหนดนั้น ภิกษุผู้เจริญกรรมฐานด้วยการกำหนดลมหายใจเข้าและออก ย่อมกำหนด "รูป" อย่างนี้ว่า ลมอัสสาสะและปัสสาสะ(ลมหายใจเข้าและลมหายใจออก) เหล่านี้ อาศัยอะไร ? อาศัยวัตถุรูป กรชกายชื่อว่าเป็นวัตถุ มหาภูตรูป ๔ และอุปาทายรูป เรียกว่าเป็นกรชกาย ครั้นแล้วกำหนดธรรมมีผัสสะเป็นที่ ๕ มีรูปนั้นเป็นอารมณ์ว่า "นาม" ครั้นกำหนด "นามรูป" อย่างนี้แล้ว (ทิฏฐิวิสุทธิ) เมื่อค้นหาปัจจัยของรูปนามนั้นอยู่ก็พบปฏิจสมุปบาท มีอวิชชาเป็นต้น เห็นว่านี่ก็เป็นเพียงปัจจัยและซึ่งเกิดขึ้นแต่ปัจจัยเท่านั้น  สัตว์หรือบุคคลนอกออกไปไม่มีเลย เป็นผู้หมดความสงสัย (กังขาวิตรณวิสุทธิ) ยกนามและรูปพร้อมทั้งปัจจัยขึ้นสู่ไตรลักษณ์ (ด้วยสัมมสนญาน) เจริญวิปัสสนา ย่อมบรรลุพระอรหัตโดยลำดับ
         นี้เป็นมุขหนึ่งในการออกจากทุกข์ตลอดจนบรรลุพระอรหัตของภิกษุรูปหนึ่ง
         แม้ภิกษุผู้บำเพ็ญฌาน ก็กำหนดนามและรูปว่า องค์ฌานทั้งหลายเหล่านี้อาศัยอะไร ? อาศัยวัตถุ กรชกายชื่อว่าเป็นวัตถุ องค์ทั้งหลายของฌานเป็นนาม กรชกายเป็นรูป (ทิฏฐิวิสุทธิ) เมื่อค้นหาปัจจัยของนามและรูปนั้นอยู่ก็พบปัจจยาการ (กังขาวิตรณวิสุทธิ) ยกนามและรูปพร้อมทั้งปัจจัยขึ้นสู่ไตรลัษณ์ (ด้วยสัมมสนญาน) เจริญวิปัสสนา ย่อมบรรลุพระอรหัตโดยลำดับ
         นี้เป็น (อีก) มุขหนึ่งในการออกจากทุกข์ตลอดจนบรรลุพระอรหัตของภิกษุรูปหนึ่ง

         นี้เป็นการตอบโดยปริยัตินัย

         ว่าโดยสภาวะแล้ว อานาปานสติกรรมฐานมีลมหายใจเข้าออก เรียกว่า "อานาปานบัญญัติ" เป็นอารมณ์ ส่วนวิปัสสนามีปรมัตถ์ คือ "รูปนาม" เป็นอารมณ์ เพราะฉะนั้น อานาปานสติกรรมฐานจึงเป็นสมถกรรมฐาน ไม่เป็นวิปัสสนากรรมฐาน แต่เป็นบาทของวิปัสสนาได้โดยการกำหนดรูปนามต่อไป ดังที่อรรถกถาได้พรรณนาไว้

         ส่วนอานาปานสติสูตรนั้นพระพุทธองค์ทรงแสดงทั้งโดยนัยสมถะและโดยนัยวิปัสสนา คือ ในจตุกกะที่ ๑ ก็มีนัยเช่นเดียวกับในอรรถกถาสติปัฏฐานสูตรนั่นแหละ ในจตุกกะที่ ๒ พระพุทธองค์ทรงแสดงโดยนัยแห่งเวทนานุปัสสนา ในจตุกกะที่ ๓ และ ที่ ๔ ทรงแสดงโดยเป็นจิตตานุปัสสนา


         สรุปว่า การเจริญอานาปานสติกรรมฐานที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ในสติปัฏฐานสูตรก็ดี ในอานาปานสติสูตรก็ดี แสดงแสดงไว้สำหรับบุคคลคนที่ปฏิบัติแบบ "สมถยานิกะ"  ซึ่งต่างกับผู้ที่เจริญวิปัสสนาแบบพองยุบที่เป็นการเจริญวิปัสสนาแบบ "วิปัสสนายานิกะ" คือ เป็นการเจริญวิปัสสนาล้วนๆไม่ได้อาศัยฌาน เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "สุทธวิปัสสนายานิกะ"

         แต่ว่า การปฏิบัติที่เป็นสมถยานิกะก็ตาม แบบวิปัสสนายานิกะก็ตาม จะต้องอาศัยครูอาจาย์


         อนึ่ง ผมมีความคิดเห็นว่าการปฏิบัติแบบสมถยานิกะ คือการเจริญสมถกรรมฐานจนได้ฌานก่อนแล้วจึงเจริญวิปัสสนา เป็นวิธีที่ลำบากสำหรับคฤหัถ์ เพราะแม้ว่าจะมีโอกาสได้เจริญสมถกรรมฐานเป็นระยะเวลานานติดต่อกันในสถานที่ที่เหมาะสมจนได้ฌานแล้ว (หรืออาจไม่ได้) เมื่อจะต้องออกมาใช้ชีวิตทางโลก ต้องทำการงานต่างๆฌานก็คงเสื่อมเพราะกามคุณอารมณ์ต่างๆ ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จึงจะได้เจริญวิปัสสนาจะได้บรรลุอริยมรรค  ส่วนการเจริญวิปัสสนาล้วนๆในสถานที่ที่เหมาะสมติดต่อกันเป็นระยะเวลาพอสมควร ก็อาจสามารถบรรลุพระนิพพานเป็นพระอริยบุคคลได้ ส่วนจะใช้เวลาปฏิบัติมากน้อยขนาดไหนนั้น ขึ้นอยู่กับวาสนาบารมีที่เคยอมรมมา หรือถึงแม้ว่าได้เข้าปฏิบัติเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว ยังไม่สามารถบรรลุอริยมรรค แต่ก็ยังมีโอกาสได้ลิ้มรสความอัศจรรย์ต่างๆของวิปัสสนาญาณที่ตนบรรลุถึง เมื่อออกมาใช้ชีวิตทางโลกแล้ว วิปัสสนาญาณเสื่อมไปก็จริง แต่ก็ยังอาจเข้าปฏิบัติได้เรื่อยๆ เมื่อเข้าปฏิบัติอีกวิปัสสนาญาณก็เกิดขึ้นได้อีก สามารถเป็นอุปนิสัยปัจจัยต่อๆไปได้


         คำถามอื่นๆจะได้ตอบต่อไปเท่าที่จะทำได้

 จากคุณ : โชติกะ [ 4 ม.ค. 2545 / 19:47:58 น. ]
     [ IP Address : 203.151.225.67 ]


 ความคิดเห็นที่ 24 : (ด.เด็ก)

สุดยอดครับ

 จากคุณ : ด.เด็ก [ 5 ม.ค. 2545 / 00:35:56 น. ]
     [ IP Address : 202.183.172.126 ]


 ความคิดเห็นที่ 25 : (เด็กวัดแก้ว)

เรียน คุณโชติกะ
อานาปานสติสูตรเป็นธรรมที่พระพุทธองค์ตรัสรู้ และท่านก็ดำรงอยู่ด้วยอานาปานสติ
12 ขั้นแรกเป็น กาย เวทนาและ จิต เป็นสมถะ
และจตุกะที่ 4 นั้นเป็นน่าจะเป็นหมวดธรรม ขั้นที่ 13 ก็คือ อนิจจัง อนิจจังก็คือไตรลักษณ์ ไตรลักษณ์ก็คือวิปัสสนา
ไม่ทราบถูกผิดอย่างไร

 จากคุณ : เด็กวัดแก้ว [ 10 ม.ค. 2545 / 04:28:43 น. ]
     [ IP Address : 10.1.64.31 ]


 ความคิดเห็นที่ 26 : (โชติกะ)

        ตามหลักฐานที่ได้ยกมาแสดงแล้ว อานาปานสติสูตร จตุกกะที่ ๑ เท่านั้นที่พระพุทธองค์ทรงแสดงโดยนัยสมถะ ส่วนจตุกะที่ ๒, ๓ และ ๔ ทรงแสดงโดยนัยวิปัสสนา

 จากคุณ : โชติกะ [ 10 ม.ค. 2545 / 19:06:46 น. ]
     [ IP Address : 203.151.225.106 ]


 ความคิดเห็นที่ 27 : (โชติกะ)

         หมายความว่า เวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา และธัมมานุปัสสนาเป็นสมถะไม่ได้ เป็นได้แต่วิปัสสนาเท่านั้น ส่วนกายานุปัสสนานั้นเป็นได้ทั้งสมถะและวิปัสสนา

 จากคุณ : โชติกะ [ 10 ม.ค. 2545 / 19:08:49 น. ]
     [ IP Address : 203.151.225.106 ]


 ความคิดเห็นที่ 28 : (โชติกะ)

         จะได้ตอบคำถามที่คุณอติได้ถามไว้เท่าที่จะทำได้ โดยจะได้นำคำแนะนำที่พอรู้มาบ้างจากพระวิปัสสนาจารย์เป็นต้นมาแสดงไว้ ฉะนั้น ขอให้คิดว่าเป็นการนำมาเล่าสู่กันฟัง แต่อาจมีความคิดเห็นส่วนตัวอยู่บ้าง ถ้าไม่ชอบใจก็ขออย่าได้ยึดถือเป็นสาระ


         ๑) ในกรณีบางคนที่ยังไม่สามารถจับพองยุบได้ดีควรทำอย่างไร ?
              - มีบางท่านได้แนะนำว่าให้ลองกำหนดอาการพองยุบในอิริยาบทนอนเพราะว่าจะปรากฏชัดเจนกว่า (ให้ลองทำดูเท่านั้นเพื่อให้เกิดความเคยชิน ไม่ได้หมายความว่าให้กำหนดในอิริยาบทนอนเป็นนิจ)
              - อาการพองยุบไม่ปรากฏชัดอาจเป็นเพราะว่านั่งหลังงอ ตั้งกายไม่ตรง พระพุทธองค์ทรงแสดงว่า "นิสีทะติ ปัลลังกัง อาภุชิตฺวา อุชุง กายัง ปะณิธายะ ปะริมุขัง สะติง อุปัฏฐะเปตฺวา = นั่งคู้บัลลังก์ (นั่งขัดสมาธิ) ตั่งกายตรง กำหนดสติที่อารมณ์กรรมฐาน" เพราะฉะนั้นให้ตั้งกายตรง (คอตรง หลังตรง) ตามที่พระพุทธองค์ทรงแนะนำไว้ อาการพองยุบอาจปรากฏชัดเจนขึ้นได้
              - อาจเป็นเพราะว่าพยายามบังคับลมหายใจมากเกินไปอาการพองยุบจึงไม่ปรากฏตามเป็นจริง โดยปรกติเมื่อหายใจเข้าท้องจะพองขึ้น หายใจออกท้องจะยุบลง แต่ถ้าพยายามบังคับลมหายใจท้องอาจจะยุบลงเวลาที่หายใจเข้าเป็นต้น
              - ในขณะที่นั่งกรรมฐานให้เอามือข้างหนึ่งมาสัมผัสที่ท้องโดยไม่ต้องบังคับลมหายใจ จะรู้สึกถึงอาการพองยุบได้ชัดเจนขึ้น เมื่อเคยชินแล้วให้นั่งกำหนดตามปรกติโดยไม่ต้องเอามือมาสัมผัสที่ท้อง
              - ถ้ายังรู้สึกว่าอาการเคลื่อนไหวพองยุบของท้องไม่ชัดเจนอยู่ พระวิปัสสนาจารย์อาจให้กำหนดว่า "นั่งหนอ ถูกหนอ" โดยการกำหนดอาการตั้งตรงของร่างกายส่วนบนและอาการคู้ของร่างกายส่วนล่างว่า "นั่งหนอ" (อาจกำหนดเฉพาะที่อาการตั้งตรงของร่างกายส่วนบนเท่านั้น)  และกำหนดอาการถูกในสถานที่ที่ชัดเจนเป็นต้นว่าที่ก้นข้างขวาที่ถูกพื้นอยู่หรือมือที่วางซ้อนกันอยู่ว่า "ถูกหนอ" โดยให้กำหนดสลับกันไปเรื่อยๆว่า "นั่งหนอ ถูกหนอ นั่งหนอ ถูกหนอ......" การกำหนดดังกล่าวนี้มีค่าเท่ากันกับการกำหนดอาการพองยุบ และเมื่อสมาธิมากขึ้นแล้วอาการพองยุบที่ท้องก็จะปรากฏชัดเจนขึ้นเอง เมื่ออาการพองยุบปรากฏแล้วก็ให้กำหนอที่ท้องว่า "พองหนอ ยุบหนอ" ต่อไป


         ๒) ในกรณี ที่บางคนสำเหนียกรู้ทั้งลมหายใจเข้าและออกและทั้งรูปพองยุบ  ควรทำอย่างไร ?
              - มักเกิดขึ้นกับผู้ที่ได้เคยเจริญอานาปานสติกรรมฐานมาก่อน ให้พยายามกำหนดที่อาการพองยุบเท่านั้นโดยไม่ต้องใส่ใจที่ลมหายใจ แล้วจิตจะเคยชินกับการกำหนดอาการพองยุบเอง อาการใส่ใจที่ลมหายใจจะหมดไปได้ในที่สุด
              - ถ้ารู้สึกรำคาญ อาจกำหนดว่า "นั่งหนอถูกหนอ" ดังที่ได้กล่าวแล้วจนกระทั้งจิตเคยชินกับการกำหนดนั้น การใส่ใจที่ลมหายใจก็จะหมดไปได้ หลังจากนั้นก็กลับไปกำหนดที่อาการพองยุบดังเดิม


         ๓) ในกรณี ที่สำเหนียกรู้ลมหายใจซึ่งเป็นอาณาปานแต่มีสติตามรู้ตลอดเวลา แม้เวทนาเกิดก็รู้  คิดปรุงแต่งเกิดก็รู้  อย่างนี้อาณาปานนั้นเป็นสมถหรือวิปัสสนา ?
              - ไม่ควรกำหนดรู้อารมณ์หลายๆอย่างพร้อมกัน แต่ควรกำหนดอารมณ์ที่ชัดเจนที่สุดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ดังหลักฐานว่า "ยะถาปากะฏัง วิปัสสะนาภินิเวโส = พึงเจริญวิปัสสนาตามอารมณ์ที่ปรากฏชัด"
              - การกำหนดรู้ลมหายใจเป็นการกำหนดบัญญัติที่เรียกว่า "อานาปานบัญญัติ" ผู้ที่เจริญวิปัสสนาล้วนไม่ควรกำหนดที่ลมหายใจซึ่งเป็นบัญญัติ เพราะไม่ใช่อารมณ์ของวิปัสสนา
              - อันที่จริงแล้ว ลมหายใจกระทบที่กระพุ้งจมูกหรือที่ริมฝีปากส่วนบน ที่ลมหายใจนั้นมีวาโยธาตุ คือความเคร่งตึงหรือความหย่อนอยู่ และที่กระพุ้งจมูกและริมฝีปากส่วนบนก็มีกายปสาทอยู่ เมื่อกายปสาทกระทบกับวาโยธาตุซึ่งเป็นโผฏฐัพพารมณ์ กายทวารวิถีจิตย่อมเกิดขึ้น การกำหนดว่าโยธาตุซึ่งเป็นปรมัตถ์เป็นการเจริญวิปัสสนา  หมายความว่าผู้ที่เจริญวิปัสสนาก็อาจกำหนดวาโยธาตุที่บริเวณกระพุ้งจมูกหรือที่ริมฝีปากส่วนบนได้ โดยการกำหนดอาการตึงและหย่อนที่บริเวณนั้นว่า "ถูกหนอ ถูกหนอ" แต่ต้องระวังไม่ให้จิตรับรู้บัญญัติคือลมหายใจเข้าออก  อย่างไรก็ดีการกำหนดเช่นนี้แม้จะถูกต้องแต่ก็กำหนดได้ยากเพราะว่า
              ๑.วาโยธาตุที่บริเวณกระพุ้งจมูกหรือที่ริมฝีปากส่วนบนซึ่งมีอยู่ที่ลมหายใจเป็นของละเอียดปรากฏไม่ชัดเจน และพระฎีกาจารย์ก็ได้แนะนำว่าให้เจริญวิปัสสนาตามอารมณ์ที่ปรากฏชัดเท่านั้น (ดังที่ได้กล่าวมา) ฉะนั้นจึงไม่ได้รับการแนะนำให้ปฏิบัติในการเจริญวิปัสสนาล้วน
              ๒.ลมหายใจคืออานาปานบัญญัติเป็นบัญญัติที่ทำให้ได้อุปจารสมาธิและฌาน เมื่อกำหนดอานาปานบัญญัติไปเรื่อยๆแล้วจะทำให้ได้ฌานในที่สุด ซึ่งไม่ใช่วัตถุประสงค์ของการเจริญวิปัสสนาซึ่งอาศัยเพียงแค่ขณิกสมาธิแล้วได้เห็นแจ้งรูปนามสังขารว่าเป็นอนิจจังทุกขังอนัตตา ส่วนอาการพองยุบของท้องปรากฏชัดเจนและมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา จึงไม่ทำให้ได้อุปจารสมาธิหรือฌาน แต่จะได้ขณิกสมาธิเท่านั้นซึ่งเป็นสมาธิที่พึงประสงค์ของการเจริญวิปัสสนา เมื่อกำหนดรูปนามโดยขณิกสมาธิเท่านั้นก็จะได้เห็นแจ้งรูปนามว่าเป็นอนิจจังทุกขังอนัตตา
         ๓. ปรมัตถธรรมเป็นธรรมที่กำหนดรู้ได้ยาก หมายความว่า แม้ว่าที่ลมหายใจจะมีวาโยธาตุอยู่ แต่ก็กำหนดรู้ได้ยาก นักปฏิบัติที่ไม่ชำนาญในอุบายของวิปัสสนามักจะกำหนดรู้อานาปานบัญญัติเป็นส่วนมาก ซึ่งจะทำให้ได้อุปจารสมาธิและฌานในที่สุด จะไม่ได้เห็นแจ้งรูปนามว่าเป็นไตรลักษณ์จนได้บรรลุอริยมรรค ส่วนการกำหนดอาการพองยุบที่ท้องนั้น อาการพองยุบไม่เป็นอารมณ์ที่ทำให้ได้อุปจารสมาธิและฌานดังที่กล่าวแล้ว (คืออย่างไรเสียการกำหนดอาการพองยุบก็จะไม่เป็นสมถกรรมฐาน)
         ด้วยเหตุดังกล่าวมานี้ การกำหนดวาโยธาตุซึ่งเกิดจากการที่ลมหายใจกระทบกับกระพุ้งจมูกหรือที่ริมฝีปากส่วนบนจึงไม่ได้รับการแนะนำให้ปฏิบัติในการเจริญวิปัสสนาล้วน

         อนึ่ง พระอาจารย์คันธสาราภิวงศ์ได้กล่าวว่า อานาปานสติที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ในสติปัฏฐานสูตรเป็นทั้งสมถะและวิปัสสนา โดยเป็นวิปัสสนาโดยการกำหนดดังที่ได้กล่าวมา (ท่านได้ยกหลักฐานแสดงวินิจฉัยไว้ด้วยอย่างน่ารับฟังยิ่ง) ซึ่งต่างกับที่พระอรรถกถาจารย์ได้กล่าวไว้ว่า อานาปานสติที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ในสติปัฏฐานสูตรเป็นการแสดงโดยนัยสมถะ แต่ผมมีความเห็นคล้อยตามพระอรรถกถาจารย์ เพราะว่าการกำหนดดังกล่าวควรจะเรียกว่าเป็นการกำหนดในธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน อายตนปัพพะ  ขอให้บัณฑิตทั้งหลายลองพิจารณาดู



         คำถามอื่นๆ ดูเหมือนว่าจะไม่อยู่ในประเด็นของกระทู้ อยากจะตอบแต่เกรงว่าจะผิดกติกา ฉะนั้นถ้าผู้ที่ถามยังอยากจะรู้อยู่ ขอให้ตั้งเป็นกระทู้ใหม่ แต่ไม่รับวินิจฉัยสภาวะที่เกิดจากการปฏิบัติ แต่จะได้แสดงเฉพาะหลักฐานที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ทั้งนี้ไม่แน่ใจว่าจะตอบได้ทั้งหมดหรือไม่

 จากคุณ : โชติกะ [ 13 ม.ค. 2545 / 00:07:43 น. ]
     [ IP Address : 203.151.225.203 ]


 ความคิดเห็นที่ 29 : (โชติกะ)

         ถ้าผมได้ตอบสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามหลักฐาน ขอให้ท่านผู้รู้ทั้งหลายช่วยทักท้วงและแก้ไขให้ด้วยโดยไม่ต้องเกรงใจ โดยขอให้ถือพระธรรมวินัยเป็นสิ่งสูงสุด

 จากคุณ : โชติกะ [ 13 ม.ค. 2545 / 00:10:07 น. ]
     [ IP Address : 203.151.225.203 ]


 ความคิดเห็นที่ 30 : (อติ)

ในข้อ 1 และ ข้อ 2  เข้าใจดีแล้ว  สาธุ ครับ
ในข้อ 3 ยังสงสัยอยู่นิดนึง ตรงที่ว่า
เหตุใด พองหนอยุบหนอ จึงไม่ใช่สมถะ

จากความรู้จดจำมา ไม่มากนัก
คำสอนของท่านเจ้าคุณอาจารย์ใหญ่ ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน (ท่านเจ้าคุณโชดก)  ท่านกล่าวไว้ว่า
ญาณในวิปัสสนาสามขั้นแรก
ยังอยู่ในเขตสมถะ   ท่านกล่าวเอาไว้เช่นนี้ (มีหลักฐานในตำราคู่มือวิปัสสนา)
และในความเข้าใจของผม
ผู้ที่ปฏิบัติยังไม่รู้จักวาโยธาตุ หมายถึงยังไม่รู้ในลักษณะของปรมัตถ์
ยังเพ่งที่สัณฐานของท้องที่พอง ยุบ ก็ยังน่าจะจัดว่าเป็นสมถะ

"ส่วนอาการพองยุบของท้องปรากฏชัดเจนและมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา "
ถ้าอย่างนั้น  คำว่า นิ่งหนอ เฉย หนอ หมายความว่าอย่างไร
"จึงไม่ทำให้ได้อุปจารสมาธิหรือฌาน"
จริงหรือครับ   อันนี้ไม่ทราบ แต่เคยได้ยินวิปัสสนาจารย์หลาย ๆ ท่านก็กล่าวว่าแม้จะอยู่ในฌาน ก็ยังเดินวิปัสสนาได้ 

ขอบพระคุณครับ

 จากคุณ : อติ [ 13 ม.ค. 2545 / 01:05:58 น. ]
     [ IP Address : 202.183.137.154 ]


 ความคิดเห็นที่ 31 : (โชติกะ)

         ท่านเจ้าคุณอาจารย์พระธรรมธีรราชมหามุณี (โชดก ญาณสิทธิ ป.ธ.๙) เป็นที่เคารพนับถือของผม ท่านเป็นศิษย์คนไทยคนแรกของพระภัททันตะอาสภมหาเถระ อัคคมหากัมมัฏฐานาจริยะ ท่านได้รับความยกย่องจากอาจารย์ของท่านคนนี้มาก เป็นตนว่าเป็นผู้ที่มีความรู้ยอดเยี่ยมในภาษาบาลี เป็นผู้ที่มีปัญญามากอย่างยากที่จะหาที่เปรียบ ผมฟังมากับหูตัวเองหลายครั้ง

         แต่ว่าการกำหนดพองยุบไม่เป็นสมถกรรมฐานนี้วินิจฉัยตามหลักฐานในอรรถกถา เพราะสมถกรรมฐานมีอารมณ์ ๔๐ อย่าง ได้แก่ กสิณ ๑๐  อสุภะ ๑๐  อนุสสติ ๑๐  อัปปมัญญา ๔  สัญญา ๑  ววัฏฐาน ๑  อรูป ๔  รวม ๔๐ พอดี

         สมถกรรมฐานที่ทำให้ได้ปฐมฌานขึ้นไป ได้แก่ กสิณ ๑๐  อสุภ ๑๐  อานาปานสติ ๑  กายคตาสติ ๑  อัปปมัญญา ๔  อรูป ๔

         อาการพองยุบ เป็นวาโยธาตุ วาโยธาตุเป็นโผฏฐัพพารมณ์ ไม่เป็นอารมณ์ของสมถกรรมฐาน (วาโยธาตุในจตุธาตุววัฏฐานไม่ได้เป็นวาโยธาตุที่หมายถึงในที่นี้) และไม่ทำให้ได้ฌานตามหลักฐานนั้น

         ฌานจิต ๓๕ หรือ ๖๗ ไม่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวร่างกายขึ้นได้แม้แต่นิดเดียว
         ฌานจิตที่ในพระบาลีอรรถกถาหมายถึงคือ จิตที่รับรู้แต่เพียงอารมณ์เดียวเท่านั้นไม่รับรู้อารมณ์อื่น และไม่มีวิถีจิตเกิดขึ้นแทรก เช่น ผู้ที่เจริญปถวีกสิณ เมื่อเข้าปฐมฌานแล้วก็จะมีปถวีกสิณบัญญัติเท่านั้นเป็นอารมณ์ ไม่มีการเห็นการได้ยินเป็นตน ส่วนคำว่าฌานจิตที่ใช้กันอยู่ทั่วไปในปัจจุบันมีความหมายไม่ตรงกันกับพระบาลีอรรถกถา ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าท่านเหล่านั้นไม่ได้ฌาน ท่านอาจจะได้ฌานจริงๆก็ได้ แต่ใช้คำผิดไป คำศัทพ์ต่างๆเป็นบัญญัติที่รู้ได้จากการศึกษาทางปริยัติเท่านั้น ไม่รู้ได้เพราะการเจริญสมถกรรมฐานหรือวิปัสสนากรรมฐาน ฉะนั้นจึงไม่ควรดูหมิ่นท่านเหล่านั้น

         ส่วนเรื่องการกำหนดพองยุบทำให้ได้อุปจารสมาธิหรือไม่นั้น ได้มีผู้กล่าวไว้ต่างๆกัน โดยส่วนตัวแล้วเห็นว่าไม่ทำให้ได้อุปจารสมาธิ เพราะวินิจฉัยว่า สมถกรรมฐานที่มีอารมณ์ ๔๐ อย่างเท่านั้นที่ทำให้ได้อุปจารสมาธิ (จะไม่เชื่อถือก็ได้ เป็นการวินิจฉัยส่วนตัวเท่านั้นครับ)

         การกำหนดว่า "นิ่งหนอ เฉยหนอ" บางแห่งได้แนะนำให้ปฏิบัติ คือเมื่ออาการพองยุบหายไป นักปฏิบัติไม่สามารถกำหนดพองยุบได้จึงให้กำหนดอาการนิ่งของท้องว่า "นิ่งหนอ เฉยหนอ"  จัดว่าถูกต้องเช่นกัน แต่ไม่ควรกำหนดนานๆ ควรกำหนดเพียง ๒-๓ ครั้งเท่านั้น เพราะว่าอารมณ์ที่นิ่งเป็นอารมณ์ที่กำหนดได้ยาก และเมื่อกำหนดนานๆแล้วมักทำให้อินทรีย์คือวีริยะอ่อนไป จะทำให้วิปัสสนาญานไม่ก้าวหน้า เมื่อพองยุบนิ่งไปไม่สามารถกำหนดได้อาจกำหนดว่า "นิ่งหนอ เฉยหนอ" ดังกล่าว แล้วควรกำหนดอาการนั่งและถูกต่อไปว่า "นั่งหนอ ถูกหนอ" การกำหนดที่สลับกันไปเช่นนั้นจะไม่ทำให้วีริยะอ่อนไป และพองยุบก็จะชัดเจนขึ้นเอง ความจริงแล้วอาการพองยุบไม่ได้หายไป แต่บางครั้งละเอียดมากจึงอาจทำให้บางท่านกำหนดไม่ได้

         จะถามหรือแย้งก็ได้นะครับ ไม่ต้องเกรงใจ

 จากคุณ : โชติกะ [ 13 ม.ค. 2545 / 23:19:44 น. ]
     [ IP Address : 203.151.225.157 ]


 ความคิดเห็นที่ 32 : (โชติกะ)

         ขอแก้ไขที่ที่ผิดพลาดด้วยครับ ผมพิมพ์ผิดไปว่า

         "ฌานจิตที่ในพระบาลีอรรถกถาหมายถึงคือ จิตที่รับรู้แต่เพียงอารมณ์เดียวเท่านั้นไม่รับรู้อารมณ์อื่น ***และไม่มีวิถีจิตเกิดขึ้นแทรก***"

         จะต้องแก้ไขว่า

         "ฌานจิตที่ในพระบาลีอรรถกถาหมายถึงคือ จิตที่รับรู้แต่เพียงอารมณ์เดียวเท่านั้นไม่รับรู้อารมณ์อื่น ***และไม่มีภวังคจิตเกิดขึ้นแทรก***"


         แม้ผมจะได้พิมพ์ผิดไปด้วยความไม่เจตนา แต่ก็นับว่าเกิดความเสียหายขึ้น เพราะฉะนั้น ถ้าท่านผู้รู้ท่านใดพบที่ผิดอีก จะในกระทู้นี้หรือที่อื่นก็ตาม ขอให้ช่วยทักท้วงแก้ไขด้วย ไม่ต้องเกรงใจ พุทธบริษัททุกคนควรถือพระธรรมวินัยไว้สูงสุด ไม่ควรเกรงใจใครมากกว่าเกรงใจพระพุทธเจ้า  ขอบพระคุณล่วงหน้าครับ

 จากคุณ : โชติกะ [ 14 ม.ค. 2545 / 22:04:24 น. ]
     [ IP Address : 203.151.225.139 ]


 ความคิดเห็นที่ 33 : (Vicha)

คุณ โซติกะ ผมเคยได้ยินคำว่า ผู้ปฏิบัติวิปัสสนา(ยุบหนอ พองหนอ) ก็กลายเป็นสมาธิระดับฌาน ได้ เรียกว่า ลักขณูฌาน คุณโชติกะพอที่จะทราบใหมครับ ถ้าทราบว่ามีพระอรรถาจารย์ หรือมีในพระบาลี ก็ขอช่วยยกมาอธิบายด้วยครับ จะเป็นการดีมากครับ เพราะผมไม่เคยสอบสวนในหนังสือธรรมมาก่อน

 จากคุณ : Vicha [ 15 ม.ค. 2545 / 21:09:07 น. ]
     [ IP Address : 203.185.155.14 ]


 ความคิดเห็นที่ 34 : (อติ)

เรียนคุณโชติกะ ตามตรง  
ตัวผมเองไม่ค่อยได้ศึกษาปริยัติมากนัก จึงไม่รู้ละเอียดหรือเบื้องลึกหรอกครับ
สิ่งที่ถาม ๆ คือตัวเองก็ไม่ค่อยจะรู้ แต่ได้ยินท่านมา  จึงถามไป  เผื่อจะได้ความรู้กว้างขวางขึ้น ...ซึ่ง มาถึงตอนนี้  ผมก็ยังงง อยู่ดีครับ 
เหตุเพราะ  ผู้เขียนตำราวิปัสสนาแต่ละท่าน  แม้บางที ออกมาจากสำนักเดียวกัน ก็เขียน ตำรา ได้ไม่เหมือนกัน     ไม่รู้จะยึดแนว ไหน อย่างไร 
เพราะต่างก็จะบอกว่า ของตนถูกที่สุดเสมอ  ได้ค้นคว้า หาความมาจากแหล่งที่น่าเชื่อถือที่สุดเสมอครับ
(อันนี้ไม่ได้สบประมาท  หมิ่น เสียดสี หรือ อย่างไร ทั้งสิ้น นะครับ)
จึง...
ขอหยุดความสงสัยแล้วดูความสงสัยไปก่อนดีกว่า 
ขอบพระคุณ คุณโชติกะ นะครับ

 จากคุณ : อติ [ 16 ม.ค. 2545 / 13:24:49 น. ]
     [ IP Address : 202.183.152.95 ]


 ความคิดเห็นที่ 35 : (โชติกะ)

         คุณอติงงหรือสงสัยเรื่องอะไรครับ เผื่อผมจะตอบได้ ปริยัติกับปฏิบัตินั้นจะต้องถูกต้องตรงกันทุกประการ ถ้อยคำที่ใช้ต่างกันแต่อาจมีความหมายเหมือนกันก็ได้ เพราะความรู้ทางปริยัติเช่นถ้อยคำภาษาต่างๆไม่รู้ได้ด้วยการปฏิบัติ

 จากคุณ : โชติกะ [ 18 ม.ค. 2545 / 19:58:12 น. ]
     [ IP Address : 203.151.225.201 ]


 ความคิดเห็นที่ 36 : (โชติกะ)

คุณ Vicha

         ต้องขออภัยที่ทำให้ต้องรอนานนะครับ ผมจำไม่ได้จัดเจนว่าเคยอ่านมาจากที่ไหน จำได้แต่ว่าไม่ได้อ่านมาจากพระบาลีอรรถกถาโดยตรง แต่อ่านจากหนังสืออื่นที่พระอาจารย์ผู้มีความรู้ได้กล่าวไว้ จำได้ว่า ท่านไม่ได้บอกไว้โดยตรงว่า หลักฐานเรื่องฌานทั้ง ๒ แบบนั้นมีอยู่ในอรรถกถาใด  ผมจะลองอธิบายเท่าที่จำได้นะครับ ถ้าผิดขอให้ท่านผู้รู้ช่วยค้านด้วยครับ ไม่ต้องเกรงใจ

         ฌานทั้ง ๒ อย่างนั้นได้แก่ อรัมมนูปณิชฌาน และ ลักขนูปณิชฌาน (ถ้าสะกดผิดช่วยค้านด้วยนะครับ)
๑) อารัมมนูปณิชฌาน หมายถึง ฌานในสมถกรรมฐาน มีบัญญัติเป็นอารมณ์ ฌานที่ผมกล่าวถึงในความคิดเห็นที่ 32 ก็หมายถึงฌานประเภทนี้ เข้าใจว่ารวมถึงอรูปฌานด้วย
๒) ลักขณูปณิชฌาน หมายถึง ฌานในวิปัสสนากรรมฐาน มีรูปนามและพระไตรลักษณ์เป็นอารมณ์

         ถ้าผิดช่วยค้านด้วยนะครับ

 จากคุณ : โชติกะ [ 23 ม.ค. 2545 / 21:55:18 น. ]
     [ IP Address : 203.151.225.111 ]


 ความคิดเห็นที่ 37 : (Vicha)

ครับ คุณโชติกะ ผมก็มีความเข้าใจเป็นอย่างนั้นครับ
ผมมีความเข้าใจต่อไปว่า ดังนั้นสามารถพลิก จาก อรัมมนูปณิชฌาน เป็นลักขนูปณิชฌาน และสามารถพลิกจาก ลักขูปณิชฌาน เป็น อรัมมนูปณิชฌาน ได้
ผมเคยอ่านเจอมาทำนองว่า  โยคาวจรผู้ดำเนินวิปัสสนาญานอยู่เมื่อจิตไปบัญญัติก็จะลงสู่ฌานได้ เช่นเดียวกัน โยคาวจรผู้ดำเนินสมถอยู่ เมื่อจิตไปแจ้งชัดในปรมัต ก็จะเข้าสู่ในลักขูปณิชฌานได้

 จากคุณ : Vicha [ 23 ม.ค. 2545 / 22:23:33 น. ]
     [ IP Address : 203.185.155.14 ]


 ความคิดเห็นที่ 38 : (โชติกะ)

         ผมไม่แน่ใจว่าจะเป็นอย่างนั้นนะครับ เพราะว่า วิธีการกำหนดของสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐานไม่เหมือนกัน ผู้ที่จะปฏิบัติได้ถูกต้องจะต้องรู้จักวิธีปฏิบัติอย่างดีพอ ผมคิดว่าไม่น่าจะพลิกไปเองนะครับ ผมไม่เคยเจอหลักฐานดังกล่าว มีแต่ว่า บางคนเจริญวิปัสสนาภายหลังจากที่ได้ฌานแล้ว (อย่างที่อรรถกถาว่าไว้) โดยขณะที่เจริญวิปัสสนาก็เข้าฌานบ้างเป็นครั้งคราวเพื่อทำฌานที่ตนได้ให้เป็นบาท หรือบุคคลที่เจริญวิปัสสนาแล้ว ซึ่งอาจจะบรรลุอริยมรรคแล้วกลับมาเจริญสมถกรรมฐานอีก

         คุณ Vicha คงหมายถึงว่าผมเคยเจอหลักฐานดังกล่าวหรือไม่ใช่ไหมครับ ตอบว่าไม่เคยเจอครับ น่าจะลองถามท่านผู้รู้ท่านอื่นดูนะครับ :)


         อย่างไรก็ดี ผมเห็นว่า การกำหนดพองยุบ ไม่ทำให้ได้ฌาน เพราะว่า พองยุบ เป็นวาโยโผฏฐัพพารมณ์ ซึ่งเป็นปรมัตถธรรม ไม่ใช่อารมณ์ของปฐมฌานเป็นต้น ดังที่พระอรรถกถาจารย์ได้แสดงไว้


         ความจริงแล้ว ความรู้ที่ได้จากการเจริญวิปัสสนา ได้แก่ วิปัสสนาญาณ มีอุทยัพพยญาณเป็นต้น จนกระทั่งถึง มรรคญาณ ผลญาณ และปัจจเวกขณญาณเป็นที่สุด สำหรับผู้ที่ไม่เคยศึกษามาทางปริยัติจะไม่สามารถอธิบายสิ่งต่างๆที่ตนได้รู้ได้เห็นในขณะที่เจริญวิปัสสนาอยู่ได้ เช่นชื่อของปรมัตถธรรมต่างๆที่ตนได้รู้แจ้งแล้ว
         พระอริยบุคคลทั้งหลายท่านไม่จำเป็นต้องมีความรู้ทางปริยัติมาก ท่านแทงตลอดในธรรมเหล่านั้น แต่อาจไม่สามารถอธิบายได้ ท่านอาจอธิบายพระธรรมบางอย่างให้ผิดไปได้เพราะว่าพระธรรมเหล่านั้นไม่ได้รู้ด้วยการเจริญวิปัสสนา เช่นเรื่องวิถีจิตต่างๆ หรือ อายุของรูป ๑ ขณะ เท่ากับอายุของจิต ๑๗ ขณะเป็นต้น ด้วยเหตุนี้เราจึงไม่ควรตัดสินความเป็นพระอริยบุคคลด้วยความรู้ในพระปริยัติธรรม ที่คุณอติบอกว่าอาจารย์จากสำนักเดียวกันยังสอนไม่เหมือนกันก็เพราะเหตุนี้ แต่ท่านจะสอนไม่เหมือนกันเฉพาะบางเรื่องเท่านั้น พระอริยบุคคลทั้งหลายท่านรู้จักอุบายของวิปัสสนาเป็นอย่างดี แต่อาจใช้คำเป็นต้นให้ผิดไปก็ได้  เรื่องนี้มีหลักฐานอยู่ครับ คุณ Vicha อาจยังคลางแคลงใจเรื่องนี้อยู่

 จากคุณ : โชติกะ [ 23 ม.ค. 2545 / 23:02:12 น. ]
     [ IP Address : 203.151.225.111 ]


 ความคิดเห็นที่ 39 : (ผู้เดินทาง)

         เมื่อผมเข้ามาในลานธรรมใหม่ๆ  ผมได้อ่านกระทู้ต่างๆที่ POST ไว้ด้านบน มีกระทู้นึง คือ  พอง-ยุบ    ผมได้ตามอ่านจนถีงความเห็นที่ 16 ซี่งเป็นของ  อดีตท่านสันตินันท์  ซี่งสะดุดใจของผมมากๆ โดยเฉพาะข้อย่อยที่ 5 (ผมทำตามกฎของท่าน คือไม่สามารถยกข้อความมากล่าวได้)  ที่ท่านอธิบายนั้นตรงกับที่ผมประสพมาว่า การเจริญกรรมฐานสายพอง-ยุบนั้นสามารถทำให้เกิดฌานได้ เป็นฌานในวิปัสนากรรมฐาน   ผมได้สอบอารมณ์กับพระอาจารย์กรรมฐานของผม  ซี่งท่านก็ได้ให้คำตอบอย่างเดียวกัน  ท่านได้บอกว่า ไม่มีใครกล่าวถึงฌานในวิปัสนากรรมฐาน  ซึ่งก็จริงของท่าน   แต่อย่างน้อยผมก็ได้ยิน ได้รู้จากท่านผู้รู้ 2 ท่าน   ฌานในวิปัสนากรรมฐาน กับ ฌานในสมถกรรมฐาน  จะแตกต่างกันตรง ฌานในวิปัสนากรรมฐานนั้นจะนุมนวล โปร่งเบา ว่องไว และทรงกำลัง มากกว่า ฌานในสมถกรรฐาน       ที่ผมกล่าวมานี้มิได้มีเจตนาจะหักล้างคำของพระอรรถกถาจารย์  หรือความเห็นของท่านทั้งหลาย  นี่เป็นเฉพาะประสพการณ์ส่วนตัวของผม  ขอให้ท่านทั้งหลายโปรดพิจารณาก่อน    เจริญในธรรมครับ

 จากคุณ : ผู้เดินทาง [ 24 ม.ค. 2545 / 12:32:30 น. ]
     [ IP Address : 24.160.48.50 ]


 ความคิดเห็นที่ 40 : (หนูนา)

มีประสบการณ์และคิดเห็นเหมือนคุณผู้เดินทางค่ะ
แต่เขียนอธิบายไม่เป็นค่ะ
และคงไม่กล้าเขียนอธิบายด้วยค่ะ
เพราะยังไม่ได้เรียนปริยัติค่ะ

เจริญในธรรมค่ะ

 จากคุณ : หนูนา [ 24 ม.ค. 2545 / 13:57:31 น. ]
     [ IP Address : 203.155.225.158 ]


 ความคิดเห็นที่ 41 : (โชติกะ)

         ผมเข้าใจอยู่แล้วครับว่าคุณผู้เดินทางและคุณหนูนาไม่ได้ตั้งใจจะหักล้างถ้อยคำของพระอรรถกถาจารย์ ความจริงถึงเราจะมีความคิดเห็นขัดแย้งกับพระอรรถกถาจารย์บ้างก็คงไม่เป็นไร ถ้าเรามีเจตนาบริสุทธิ์ไม่พยายามบิดเบือนให้เข้ากับความคิดเห็นของตน ความคิดเห็นของคุณผู้เดินทางและคุณหนูนาก็ไม่ได้แสดงให้เห็นว่ามีเจตนาไม่บริสุทธิ์ที่ตรงไหนนี่ครับ : )


         วิปัสสนาฌาน (ฌานในวิปัสสนา) หมายถึง ลักขณูปณิชฌาน  ในขณะที่เราเจริญวิปัสสนา ก็มีวิปัสสนาฌาน หรือลักขณูปณิชฌานอยู่ด้วยตลอดเวลา


         มีพระวิปัสสนาจารย์หลายท่าน ทั้งๆที่เราเชื่อว่าท่านเป็นอริยบุคคล แต่บางครั้งท่านก็ยังกล่าวบางอย่างไม่เหมือนกับพระบาลีอรรถกถา ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ? ดังที่ได้กล่าวแล้วว่าพระอริยบุคคลทั้งหลายย่อมรู้แจ้งในวิปัสสนาญาณทั้งหลาย แต่ท่านอาจกล่าวบางอย่างที่ไม่ตรงกับพระบาลีอรรถกถาก็ได้ แต่ถ้าท่านพูดถึงวิปัสสนาซึ่งเป็นความรู้ที่ได้รับโดยตรงจากการเจริญวิปัสสนา พระอริยบุคคลเหล่านั้นแม้จะใช้ถ้อยคำผิดไป แต่เนื้อความจะต้องไม่ผิดอย่างแน่นอน ผมไม่ได้ดูหมิ่นพระอริยบุคคลนะครับ พระอริยบุคคลทั้งหลายมีคุณธรรมมากกว่าปุถุชนเช่นผม มีคุณธรรมมากกว่าปุถุชนผู้ทรงจำพระไตรปิฎก แต่ท่านไม่จำเป็นต้องมีความรู้ทางปริยัติธรรมมากก็ได้ เรื่องนี้มีหลักฐานอยู่จริงๆครับ

 จากคุณ : โชติกะ [ 24 ม.ค. 2545 / 23:08:28 น. ]
     [ IP Address : 203.151.225.100 ]


 ความคิดเห็นที่ 42 : (อติ)

มาเพื่อบอกว่ายังติดตามกระทู้อยู่ครับ

ที่จะถามต่อเพื่อให้หายสงสัยจากเรื่องของฌาน ว่า
ในวิปัสสนาญาณ  3 ญาณแรก นั้น จะมีอาการของธรรมปีติ ทั้ง5
ถ้าหากเทียบไปแล้ว  ก็ยังจัดได้อยู่ในฌาน เช่นกัน

เข้าใจว่า พระธรรมปีตินั้น  อาจจะเกิดในช่วงที่เป็นขณิกะสมาธิ  และ/หรือ
อุปจาระสมาธิก็ได้
แต่เคยได้อ่านผ่าน ๆ ตาว่า  พระธรรมปีติ ประเภทไหนน้า
(คิดไม่ออก  เอ่อ  ไม่เที่ยงหนอ ) ที่จะเกิดเฉพาะในฌาน เท่านั้น 

 จากคุณ : อติ [ 25 ม.ค. 2545 / 16:01:32 น. ]
     [ IP Address : 202.183.152.88 ]


 ความคิดเห็นที่ 43 : (โชติกะ)

         ปีติมี ๕ อย่าง ปีติที่ประกอบกับอรัมมณูปณิชฌาน คือ ผรณาปีติ เท่านั้นครับ (มีรายละเอียดในวิสุทธิมรรค) ปีติชนิดอื่นๆ เช่นทำให้ขนลุกขนชัน เป็นต้น ไม่ใช่ปีติที่ในอัปนาฌาน  หมายความว่า ปีติทั้ง ๕ อย่างเกิดได้ทั้งในขณะที่จิตเป็นขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ และอัปนาสมาธิ  ผรณาปีติเท่านั้น เกิดในขณะที่จิตเป็นอัปนาสมาธิ (อัปนาฌาน ซึ่งเป็นอารัมุณปณิชฌาน)

 จากคุณ : โชติกะ [ 26 ม.ค. 2545 / 21:39:18 น. ]
     [ IP Address : 203.151.225.234 ]


 ความคิดเห็นที่ 44 : (โชติกะ)

         ความจริงปีติทั้ง ๕ อย่างเกิดขึ้นได้ในวิปัสสนาญาณทุกๆญาณ (ยกเว้นสังขารุเปกขาญาณ) และปีติก็เป็นโพชฌงค์ด้วย เรียกว่า "ปีติสัมโพชฌงค์"

 จากคุณ : โชติกะ [ 26 ม.ค. 2545 / 21:45:11 น. ]
     [ IP Address : 203.151.225.234 ]


 ความคิดเห็นที่ 45 : (อติ )

ครับ แล้ว หากนั่งวิปัสสนาแล้ว เกิดผรณาปีติ ขึ้นมา  กล่าวได้ไหมครับว่ากำลังได้ ฌาน
จริงหรือครับที่เกิดปีติในทุก ๆ วิปัสสนาญาน อันนี้ ไม่เคยได้ยิน  เพราะเมื่อกล่าว ถึงญาณอื่น ๆ แล้วก็ไม่ได้กล่าวถึงปีติ อีก  แม้กระทั่ง บางท่านยังกล่าวด้วยซ้ำว่า หากเห็นการเกิดดับของรูปนาม มากขึ้นแล้ว อาการเกิดปีติ จะลดน้อยลง

อีกอย่าง  มีครั้งหนึ่งที่ผมไปปฏิบัติ  บังเอิญพบกับเพื่อนท่านหนึ่ง  ท่านไม่สามารถออกจากสมาธิได้ ... อาจารย์บอกว่า เพื่อนคนนั้นมี สมาธิยิ่งเกิน    
คำว่าสมาธิยิ่งเกิน หมายความว่า อย่างไร แล้วเทียบได้เท่ากับฌานหรือไม่ครับ

 จากคุณ : อติ [ 26 ม.ค. 2545 / 22:43:49 น. ]
     [ IP Address : 202.183.152.87 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!