การแผ่เมตตา
 เนื้อความ :

การแผ่เมตตาเป็นอุบายหนึ่งในการละพยาบาท
ผมเขียนรวมไว้ใน หนังสือมหาสติปัฏฐานสูตร
ในบทที่ 12 ว่าด้วยธัมมานุปัสสนา - นีวรณบรรพ ครับ
นำมาลงไว้ก่อนตามที่สัญญาไว้กับหลายๆคน

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 24 ต.ค. 2544 / 19:48:00 น. ]
     [ IP Address : 202.133.161.58 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (ดังตฤณ)

การแผ่เมตตา

ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่าการแผ่เมตตานั้น มีจุดประสงค์เพื่อละพยาบาท เช่นที่พระพุทธองค์ตรัสสอนพระราหุลในราหุโลวาทสูตรมีความว่า…

ดูกรราหุล เธอจงเจริญเมตตาภาวนาเถิด เพราะเมื่อเธอเจริญเมตตาภาวนาอยู่ จักละพยาบาทได้

และเมื่อเข้าใจแล้วว่าเราต้องการละพยาบาท ก็ต้องทำความเข้าใจให้ละเอียดต่อไปอีกชั้นหนึ่ง ว่า "ความโกรธ" กับ "ความพยาบาท" นั้นเหมือนหรือต่างกันอย่างไร สำหรับความโกรธนั้นคือตัวโกธะ ซึ่งอาจหมายถึงความขุ่นเคืองที่เกิดจากผัสสะกระทบใดๆ อาการทางจิตโดยทั่วไปจะเหมือนไฟไหม้ฟาง คือวูบหนึ่ง หรือระยะหนึ่งแล้วดับหายไป ส่วนความพยาบาทนั้นจะหมายเอาความแค้นใจ ความเจ็บใจ ความคิดร้าย ซึ่งเป็นตรงข้ามกับเมตตาโดยตรง พฤติของจิตจะเป็นไปในทางผูกใจคิดแก้แค้นเอาคืน หรือแม้ไม่ถึงขั้นลงมือเอาคืน ก็มีอาการขัดเคือง ขุ่นข้องค้างเติ่งอยู่อย่างนั้น

เมื่อเข้าใจตรงนี้ ก็จะเห็นว่าตัวความโกรธอาจพัฒนาเป็นความพยาบาท หรืออาจจะหายไปเสียเฉยๆก็ได้ ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยหลายต่อหลายประการ ดังนั้นเราเอาจแผ่เมตตาเพื่อระงับความโกรธ ตัดไฟแต่ต้นลมเพื่อมิให้ลุกลามเป็นพยาบาทก็ได้ หรืออาจแผ่เมตตาเพื่อทำความพยาบาทที่ครอบงำจิตอยู่แล้วให้สูญไปก็ดี ทั้งนี้ต้องเข้าใจว่าการแผ่เมตตามิใช่การทำเชื้อแห่งความโกรธให้ดับลงสนิท เพราะนั่นเป็นงานวิปัสสนา เราแผ่เมตตาเป็นงานสมถะ เพื่อทำจิตให้มีคุณภาพพอจะต่อยอดเป็นวิปัสสนาในภายหลัง

และเมื่อทำความเข้าใจเป็นอย่างดีแล้วว่าจุดประสงค์ของการแผ่เมตตาเป็นไปเพื่อละพยาบาท อันเป็นของครอบงำจิตระยะยาว ก็ต้องเห็นซึ้งยิ่งขึ้นไป ว่าการแผ่เมตตาเป็นเรื่องของการ "เปลี่ยนนิสัย" คือต้อง "ละพยาบาท" ให้ขาดจากจิต แม้โกรธขึ้นก็เหมือนจุดไฟดวงน้อย เรามีน้ำกลุ่มใหญ่ไว้สาดให้ดับพร้อมอยู่แล้ว

เมื่อแผ่เมตตาเป็น จะเกิดกระแสจิตอีกแบบหนึ่งที่ทำให้รู้ว่ากรรมฐานข้อนี้ต่างกับข้ออื่น คือถึงจุดหนึ่งแล้วเหมือนจิตฉายรัศมีเมตตาออกมาเองโดยไม่ต้องกำหนด เนื่องจากเมตตาเป็นธรรมชาติของจิตที่เปล่งประกายได้โดยปราศจากเจตจำนงบังคับ ตรงนั้นจะเห็นอานิสงส์ของการแผ่เมตตาตามที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ในเมตตาสูตร

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเมตตาเจโตวิมุติ อันบุคคลเสพแล้ว เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้ตั้งมั่นโดยลำดับ สั่งสมดีแล้ว ปรารภด้วยดีแล้ว พึงหวังอานิสงส์ ๑๑ ประการคือ ย่อมหลับเป็นสุข, ย่อมตื่นเป็นสุข, ย่อมไม่ฝันลามก, ย่อมเป็นที่รักแห่งมนุษย์ทั้งหลาย, ย่อมเป็นที่รักแห่งอมนุษย์ทั้งหลาย, เทวดาทั้งหลายย่อมรักษา, ไฟ ยาพิษ หรือศาตราย่อมไม่กล้ำกรายได้, จิตย่อมตั้งมั่นโดยรวดเร็ว, สีหน้าย่อมผ่องใส, เป็นผู้ไม่หลงใหลทำกาละ, เมื่อไม่แทงตลอดคุณอันยิ่ง ย่อมเป็นผู้เข้าถึงพรหมโลก

สำหรับงานภาวนาในสติปัฏฐาน 4 คงหวังผลเด่นประการหนึ่งจากบรรดาอานิสงส์ทั้ง 11 ข้อข้างต้นนี้ นั่นคือ "จิตย่อมตั้งมั่นโดยรวดเร็ว" ซึ่งสำหรับอานิสงส์ดังกล่าวย่อมรู้ได้โดยไม่จำเป็นต้องพิสูจน์เสียก่อน ใช้เหตุผลตามจริงที่ว่าเมื่อจิตสงบ อ่อนโยน มีความสุข ปราศจากการคุมแค้นอาฆาตใคร ไม่คิดจองเวรใคร ก็ย่อมปราศจากคลื่นความฟุ้งในหัว และพร้อมพอใจะเข้าสู่ความตั้งมั่นในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งที่ต้องการได้ง่ายๆแน่นอน

การเจริญเมตตาภาวนานั้นแบ่งออกได้เป็นสองลักษณะใหญ่ๆตามวิธีดำเนินจิต แบบแรกคือใช้จิตที่ยังคิดนึกส่งความปรารถนาดี ปรารถนาให้บุคคล สัตว์ หรือสิ่งของอันเป็นเป้าหมายมีความสุข แบบที่สองคือกำหนดจิตอันตั้งมั่นแล้ว แผ่กระแสเมตตาออกตามรัศมีจิต เริ่มต้นอาจจะเพียงในระยะสั้นเพียงสองสามเมตร ต่อมาเมื่อล็อกไว้ได้นาน ก็อาศัยกำลังอันคงตัวนั้น ยืดขยายระยะ หรือตั้งขอบเขตออกไปไกลๆ กระทั่งถึงความไม่มีประมาณ ทิศเดียวบ้าง หลายทิศพร้อมกันบ้าง ตลอดจนครอบโลกโดยปราศจากทิศคั่นแบ่งบ้าง เป็นผลพิสดารในภายในอันรู้ได้ด้วยตนเองเมื่อสามารถทำสำเร็จ

เมื่อทราบว่าการเจริญเมตตาภาวนาแบ่งออกเป็นสองวิถีทางอย่างนี้ ก็พึงทราบว่าการเจริญเมตตาไม่ได้ขึ้นอยู่กับจริตนิสัย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครมีปัจจัยใดๆหนุนหลังหรือถ่วงรั้งเอาไว้ แต่เป็นเรื่องที่ทุกคนสมควรฝึก สมควรทำให้เกิดขึ้นในตน เพื่อขจัดวัชพืชออกไปจากพื้นที่เพาะพันธุ์มรรคผลในจิตเรา

การฝึกเจริญเมตตาโดยอาศัยจิตสามัญ
ก่อนอื่นต้องสำรวจด้วยความตระหนักแบบไม่เข้าข้างตนเอง ว่าเป็นคนมักโกรธ เป็นฟืนเป็นไฟง่าย กับผูกโกรธไว้เผาเราเผาเขาได้นานหรือเปล่า หากรู้ตามจริงว่าเป็นบุคคลเคราะห์ร้าย คือจัดอยู่ในพวกโกรธง่ายหายช้า ก็ให้ทราบว่าอย่างนั้นเป็นคนเมตตาอ่อน มีทุนน้อย จะเอามาใช้เจริญเมตตาเป็นภาวนาทันทีทันใดคงยาก

หลายคนได้รับคำแนะนำให้ภาวนา สัพเพ สัตตา อเวรา โหนตุ ขอสัตว์โลกทั้งหลายอย่าได้มีเวรต่อกันและกันเลย ภาวนาอยู่เกือบสิบปี ยังหน้าตาเหี้ยมเกรียมอยู่เหมือนเดิม ทั้งนี้เพราะตั้งความเข้าใจไว้ผิดพลาด ว่าแค่ท่องบ่นไปก็คือการเจริญเมตตาภาวนาแล้ว หรือหนักกว่านั้นคือนับเป็นการแผ่เมตตาแล้ว ขอให้เข้าใจว่าการเจริญเมตตานั้น เป็นอาการของจิตที่ส่งความปรารถนาดี ปรารถนาให้ผู้อื่นเป็นสุขด้วยใจจริง การท่องบ่นสาธยายมนต์นั้น ไม่ต่างกับนกแก้วนกขุนทองที่พูดได้คำสองคำ แต่หามีความเข้าใจหรือรับรู้ในภาษาที่ตนพูดไม่

ในมหาสีหนาทสูตรท่านตรัสกะชีเปลือยชื่อกัสสปะว่าเมตตาจิตนั้นคือจิตอันไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน ซึ่งหมายถึงการคิด การพูด และการทำอันไม่มีเวรกับใคร ไม่ได้เบียดเบียนใครให้เดือดร้อน ดังนั้นการ "สร้างทุน" คือเมตตาจิตนั้น ก็ต้องอาศัยการหมั่นสำรวจอย่างเข้มงวด ว่าชีวิตเราล่วงไปวันต่อวัน ขณะต่อขณะอยู่อย่างนี้ ด้วยอาการผูกเวร ด้วยอาการเบียดเบียนใครหรือไม่

หากสำรวจตามจริง พบในขณะแห่งการคิด การพูด หรือการทำ ว่าเราเอาแล้ว ก่อเวรแล้ว เบียดเบียนใครเข้าแล้ว ก็ต้องรีบเปลี่ยนท่าทีให้เป็นตรงข้าม คือไม่แม้คิดก่อเวร ไม่แม้คิดเบียดเบียนใครๆด้วยประการใดๆเลย พูดง่ายๆคือถ้าถามตัวเองว่าตอนนี้คิดไม่ดีกับใครหรือเปล่า รู้ตัวแล้วก็เปลี่ยนให้เป็นตรงข้ามเสีย ด้วยความระลึกว่าการคิดไม่ดีย่อมเป็นปฏิปักษ์ต่อเมตตาจิต ระลึกไว้เพียงเท่านี้ก็จะเป็นบาทฐานอันมั่นคงไว้รองรับเมตตาจิตอันจะมาถึงเองข้างหน้าแล้ว

แรกๆเมื่อทำให้เมตตาจิตเกิดขึ้นในเรานั้น จะเป็นเรื่องของการฝืนใจ อาจไม่เห็นผลเป็นความสุขความเย็นทันใด บางทีถึงกับต้องสู้กับความรู้สึกได้เปรียบเสียเปรียบ อันนี้ถ้าเห็นว่ายากหรือเหลือบ่ากว่าแรงนัก ก็อาจเอาแค่ถือศีล 5 ให้ครบ ให้จิตใจสะอาด นั่นก็เรียกว่าสร้างเมตตาจิตอยู่กลายๆแล้ว เพราะเมื่อตีกรอบไว้ กำหนดเจตนาไว้ว่าจะไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ผิดลูกเขาเมียใคร ไม่มุสา และไม่ร่ำสุรา ก็คือระงับเหตุแห่งเวรและการเบียดเบียนทั้งปวงนั่นเอง สำรวจใจที่สะอาดด้วยรั้วคือศีล พอเห็นผลตามจริงก็จะเกิดโสมนัสขึ้นมา

หลังจากเจริญเมตตาจิตด้วยการคิด การพูด การทำเป็นร้อยครั้งพันหน กระทั่งรู้สึกถึงกระแสฝ่ายดี กระแสเย็นใจชุ่มชื่นอันเกิดจากการระงับเวรทั้งปวงแล้ว ชนิดที่สามารถระบายยิ้มอ่อนๆออกมาได้เองโดยไม่ต้องฝืน พอกระแสนั้นเอ่อขึ้นมาเมื่อใดขณะไหนก็ตาม อยู่ในบ้านหรือนอกบ้านก็ตาม ให้ฝึกล็อกอยู่กับความรู้สึกภายในชนิดนั้นไว้ คือรู้ว่าเป็นสุขเย็น และความสุขไม่เคลื่อน ไม่เลื่อนไหลแปรปรวนเป็นอื่นง่าย กระทั่งชัดเต็มอยู่ในอกในใจ มีความตั้งมั่นไม่ต่างกับขณะแห่งการจ่อจิตไว้ที่ลมหายใจหรืออารมณ์ภาวนาอื่นๆ ถึงขั้นนี้เรียกว่ามีทุนไว้ต่อทุนในระดับต่อไปแล้ว

ยิ่งถ้าหากมีพื้นนิสัยอ่อนโยน มีลักษณะแห่งเมตตาอยู่ในตัว คือนอกจากไม่ก่อเวรแล้ว ยังเป็นผู้ชอบสร้างสุขผูกไมตรีกับคนอื่น และนอกจากไม่เบียดเบียนแล้ว ยังเป็นผู้ชอบเอื้อเฟื้อเจือจานให้คนอื่นมีชีวิตที่สะดวกสบายขึ้น ก็อาจใช้ทุนประจำตัวได้เลยทันที คือสังเกตว่าขณะที่ไม่ฟุ้งคิด จิตใจสงบสุขอยู่กับตนเอง บอกตนเองว่านี่เพราะเราไม่มีเวร ก็ไม่มีใครเบียดเบียนตอบ ให้ล็อกเอาความรู้สึกนั้นไว้ในใจ เป็นองค์ภาวนาเดี๋ยวนั้น

หากใครนึกเถียงอยู่ในใจว่าเมตตาแล้ว แต่ยังถูกเบียดเบียนอยู่ดี ก็ให้ตัดเรื่องได้เปรียบเสียเปรียบทิ้ง ยิ่งต้นเหตุยั่วยุให้เหมือนคลั่ง ก็ยิ่งเป็นแบบฝึกชั้นสูง เราจะเอาเป้าหมายเดียวคือเมตตาจิต ฉะนั้นต้องละจากการจองเวร ให้อภัยเป็นทานเสีย ผ่านขั้นยากได้เท่าไหร่ยิ่งเป็นอภัยทานชั้นเลิศขึ้นเท่านั้น เมื่อสำรวจแล้วว่าเราให้ทานเป็นการอภัยออกมาจากแก่นแท้ภายในแล้วมีความสุข ความสงบเย็นทันตาเห็น ก็ดูตามจริงว่านี่ก็คือลักษณะของเมตตาจิต ล็อกไว้อย่างนั้นเป็นองค์ภาวนาได้เช่นกัน

สรุปคือใช้ชีวิตประจำวันนั่นแหละ ในการเจริญเมตตาภาวนาเบื้องต้น ตราบใดเรายังต้องคิด ต้องเจรจา ต้องมีกิจกรรมตอบโต้กับชาวโลก ตราบนั้นคือโอกาสในการเจริญเมตตาภาวนาของเราทั้งหมด ลองระลึกในทุกขณะว่าเมตตาเป็นด้านหัวของเหรียญ พยาบาทเป็นด้านก้อยของเหรียญ เราพลิกด้านหนึ่งขึ้นมา อีกด้านหนึ่งก็หายไปทันที ตัวที่พลิกจากคิดไม่ดีเป็นคิดดีกับผู้อื่นนั่นแหละตัวเมตตาอันเป็นที่รู้สึกได้ชัด ระลึกไว้ง่ายๆอย่างนี้จะสำรวจความคิด คำพูด และการกระทำของตนเองถนัดขึ้น

การเจริญเมตตาโดยอาศัยสมาธิจิต
ในเตวิชชสูตร พระพุทธองค์ตรัสกะวาเสฏฐะตอนหนึ่งมีความว่านิวรณ์เป็นทุกข์ เป็นโทษ และอุบายลัดทางอย่างง่ายที่สุดคือให้ "รู้" เข้ามาตรงๆถึงภาวะของนิวรณ์ อย่างเช่นเมื่อตระหนักว่าพยาบาทกำลังครอบงำจิต ก็ให้พิจารณาเปรียบเทียบว่า…

ดูกรวาเสฏฐะ เปรียบเหมือนผู้ป่วยหนัก บริโภคอาหารไม่ได้และไม่มีกำลังกาย สมัยต่อมาเขาพึงหายจากความป่วยไข้นั้น บริโภคอาหารได้ และมีกำลังวังชากลับคืนมา เขาจะพึงมีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า เมื่อก่อนเราเป็นผู้ป่วย ถึงความลำบาก เจ็บหนัก บริโภคอาหารไม่ได้ และไม่มีกำลังกาย บัดนี้ เราหายจากอาพาธนั้นแล้ว บริโภคอาหารได้และมีกำลังกายเป็นปกติ ดังนี้ เขาจะพึงได้ความปราโมทย์ ถึงความโสมนัส โดยความไม่มีโรคนั้นเป็นเหตุ ฉันใด.

เพียงคิดเทียบเสียได้ด้วยใจอันซื่อ ว่าความพยาบาทนั้นเหมือนโรค เหมือนความป่วย จิตก็เห็นโทษแห่งพยาบาทอย่างแจ่มชัด ถ้าเลิกพยาบาทได้ก็จะปลอดโปร่งโล่งสบาย กินอิ่มนอนหลับเหมือนหายป่วย พอเห็นข้อดีชัดเจนเข้า จิตก็ละพยาบาทอย่างไม่เสียดายเหมือนถ่มเสลดทิ้งจากปากคอ เมื่อทิ้งได้ ก็บังเกิดโสมนัสอันพร้อมน้อมมาใช้แผ่เมตตาขั้นสูงต่อไป

อีกนัยหนึ่ง เมื่อภาวนาจนจิตตั้งมั่น ผ่องใส อ่อนควรเพียงพอแล้ว ก็อาจพิจารณาว่าจิตมีลักษณะเช่นนั้นอยู่ได้ก็ด้วยเพราะปราศจากความพยาบาท หากมีความพยาบาทครอบงำจิตอยู่ ก็คงถึงซึ่งลักษณะตั้งมั่น ผ่องใส อ่อนควรเช่นนี้ไม่ได้ นี่ก็จะเป็นชนวนให้เกิดความโสมนัสในผลอันเป็นปัจจุบันเช่นกัน พระพุทธองค์ตรัสว่าเมื่อสำรวจได้เช่นนั้น พึงแผ่เมตตาออกดังนี้

เมื่อเธอพิจารณาเห็นนิวรณ์ ๕ เหล่านี้ ที่ละได้แล้วในตน ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อปราโมทย์แล้ว ย่อมเกิดปิติ เมื่อมีปิติในใจ กายย่อมสงบ เธอมีกายสงบแล้วย่อมได้เสวยสุข เมื่อมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น เธอมีใจประกอบด้วยเมตตา แผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่สอง ที่สาม ที่สี่ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องเฉียง แผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ ทุกเหล่าในทุกสถาน ด้วยใจประกอบด้วยเมตตาอันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่

กล่าวโดยวิเคราะห์เพื่อดำเนินจิตเข้าสู่การแผ่เมตตาอย่างเป็นขั้นเป็นตอนได้ดังนี้
1) สำรวจว่าจิตยังมีพยาบาทอันเป็นนิวรณ์ชนิดหนึ่งหรือไม่ หากรู้แก่ใจว่ายังมีพยาบาท ให้ละเสียด้วยความคิดเปรียบเทียบพยาบาทเหมือนโรค คิดว่าถ้าจิตเป็นอิสระจากพยาบาท ก็เหมือนหายจากโรค คิดให้น้อย แต่รู้ตามจริงให้มาก
2) หากผ่านข้อก่อนได้สำเร็จ ก็จะมีกระแสสุขแบบที่เป็นเมตตาเกิดขึ้นทันที ดังกล่าวแล้วว่าของแบบนี้มีแต่ด้านหัวกับด้านก้อย คว่ำพยาบาทลงได้ก็เท่ากับหงายเอาเมตตาขึ้นแทน ให้ประคองรู้จิตอัน "ประกอบด้วยเมตตา" นั้นไว้สักครู่หนึ่ง แล้วจึงเริ่มแผ่เมตตาออก เริ่มจากทิศหนึ่งคือเบื้องหน้า ทิศสองคือเบื้องขวา ทิศสามคือเบื้องซ้าย ทิศสี่คือเบื้องหลัง แล้วจึงแผ่ไปยังเบื้องบน เบื้องล่าง ด้านทะแยง จากนั้นเมื่อชำนาญแล้ว จึงกำหนดจิตแผ่ครอบไปทุกทิศพร้อมกัน คือแผ่ไปตลอดโลก เป็นการแผ่สุขให้อย่างไม่เลือกหน้า ไม่เลือกภพเลือกภูมิว่าเป็นมนุษย์ สัตว์ เทวดา หรืออื่นๆ ลิ้มรสความวิเวกอันเกิดจากความไร้เวรภัย ตั้งมั่นในระดับที่เรียกว่า "อัปปมัญญาสมาบัติ"

บางคนอาจสงสัยว่าอุบายวิธีแผ่เมตตาของพระพุทธเจ้าคงต้องรอให้โกรธหรือคิดพยาบาทมาดร้ายใครเสียก่อนกระมัง จึงจะถือเอามาใช้เป็นบทเริ่มต้นได้ ความจริงแล้วก็เหมือนคนเริ่มทำสมาธิด้วยวิธีสำรวจศีลของตนเองทีละข้อ วันไหนทราบชัดว่าศีลของตนสะอาดบริสุทธิ์ไม่บกพร่อง ก็ย่อมเกิดปราโมทย์ เกิดปีติ สงบสุขอยู่กับความผ่องแผ้วอันเป็นคุณลักษณ์ขณะนั้นแห่งจิตตน ทำนองเดียวกันนั้น เมื่อสำรวจแล้วว่าจิตเราปราศจากความดำริก่อเวร ปราศจากการคิดเบียดเบียนใคร เมื่อนั้นกระแสเมตตาย่อมรินรสอยู่ในภายในให้สำเหนียกได้ กำหนดเป็นตัวตั้งเพื่อใช้แผ่ออกตามทิศต่างๆได้

ว่าสำหรับการกำหนดจิตเพื่อแผ่ออกนั้น อาศัยปัจจัยหลักเพียง 3 ประการเป็นฐานเริ่ม ได้แก่
1. จิตอันประกอบด้วยเมตตา ดังกล่าวถึงวิธีก่อแล้วข้างต้น
2. ทิศทาง ขอให้กำหนดเป็นเบื้องหน้าก่อน เพราะเป็นไปตามธรรมชาติการมองออกด้วยสายตามาทั้งชีวิต จึงง่ายกว่าทิศอื่นทั้งหมด
3. ระยะ เริ่มต้นควรมีระยะที่แน่นอน เพื่อให้จิตรู้ว่าควรกำหนดไว้แค่ไหน แรกทีเดียวควรเป็นสัก 2-5 เมตร คือระยะระหว่างสายตากับผนังห้องนอนทั่วไปก็ดี

ด้วยองค์ประกอบทั้ง 3 ประการข้างต้นนี้ พอจะลำดับขั้นตอนได้ง่ายๆ คือให้นั่งตัวตรงสบายๆ สำรวจแน่ใจแล้วว่าจิตประกอบด้วยเมตตาชัดอยู่ในกระแสรู้สึกตรงกลางๆ ทอดตาตรงไปยังเป้าหมายใกล้ตาเบื้องหน้า อาจเป็นเสา อาจเป็นจุดใดจุดหนึ่งบนผนัง ขอให้ตาจับได้โดยไม่ก่อความคิดอันเป็นนิวรณ์ใดๆขึ้นก็แล้วกัน

มองเป้าหมายนิ่งๆสัก 2-3 วินาทีแล้วปิดเปลือกตาลง โดยที่ยังรักษาอาการทอดตาจับนิ่งๆแบบไม่เพ่งจนเกินไป ขณะเดียวกันโฟกัสก็ไม่เลื่อนไหลไปมาให้นัยน์ตาหลุกหลิก แล้วกำหนดความรู้สึกมาที่กระแสเมตตากลางอกอันไม่คับแคบเป็นจุดเล็ก แต่คลุมๆอยู่ในความรู้สึกตัวทั่วถึง จากนั้นแนบกระแสเมตตาเป็นอันเดียวกับอาการทอดสายตาตรง จะเห็นคล้ายตัดความผูกโยงกับประสาทตามาที่กลางอก เสมือนเปิดแผ่นอกโล่งและฉายรัศมีสุขออกไปตรงๆ

ขอให้รักษาทิศทางและระยะไว้ดีๆ เพียงตั้งมั่นไม่นานจะสำเหนียกถึงอาการที่จิตล็อกอยู่กับกระแสสุขอย่างชัดเจน หาไม่แล้ว จิตที่ขาดทิศทางและระยะย่อมกระจายออก หรือวนๆอยู่ในตัว ทำให้ขาดความตั้งมั่นอย่างรวดเร็ว

ขอให้สังเกตการแผ่ที่ผิดพลาดให้ทันตั้งแต่เบื้องแรก คือถ้ารู้สึกดันๆออกไป ตึงขมับ หรือเกร็งส่วนใดส่วนหนึ่ง นั่นอาจเป็นเพราะเราเพ่งมากเกิน ที่ถูกต้องมีเพียงกระแสสุขที่สาดตรงออกไปโดยปราศจากความเครียด และมีสติรู้ตั้งมั่นอยู่ที่กลางๆ

เมื่อจิตเริ่มทรงอยู่ในกระแสสุข ประกอบพร้อมด้วยทิศเบื้องหน้าและระยะใกล้จนชำนาญแล้ว จะเหมือนจิตแสวงความโล่งเป็นระยะไกลขึ้นเอง เพียงกำหนดรู้ตามว่ารัศมีสุขเริ่มขยายออกไป สติก็จะดำเนินตามพัฒนาการของการแผ่เมตตา ที่มีแต่ทิศเบื้องหน้าเป็นกำหนด แต่ขอบเขตจำกัดไม่มี คล้ายมองขอบฟ้าลิบโลก หรือไปไกลถึงอนันต์ เพียงประคองไว้ได้สักนาทีเดียว จิตจะดึงดูดเข้าสู่ความมั่นคงระดับอุปจารสมาธิ มีปีติเย็นวิเวกแปลกกว่าสุขแม้ในสมาธิทั่วไป

ขอให้ฝึกจนกระแสมั่นคงในทิศเบื้องหน้าแล้ว จิตรู้กระแสเมตตาอันเป็นนามธรรมว่าต่างหากจากกายแล้ว ไม่ผูกกับสายตาแล้ว จึงค่อยย้ายมาฝึกแผ่ไปทางทิศเบื้องขวา คล้ายนึกในใจถึงวัตถุที่อยู่ด้านขวาโดยไม่ต้องเหลือบแลสายตาตามอาการนึก และมีระยะทางที่แน่นอนใกล้ตัวก่อน เมื่อสามารถตามกระแสเมตตาได้จนเหมือนไกลถึงขอบฟ้าด้านขวา จึงเป็นอันใช้ได้ หากทำทางทิศเบื้องหน้าชำนาญแล้วจะเห็นการกำหนดทิศด้านข้างง่ายดายและรวดเร็วมาก

เมื่อได้ด้านขวาชำนาญก็ฝึกกำหนด้านซ้าย เมื่อฝึกด้านซ้ายชำนาญก็ให้ลองกำหนดแผ่ซ้ายขวาพร้อมกัน จะมีกระแสแผ่ออกเบื้องหน้าโดยอัตโนมัติ

เมื่อสามารถแผ่สามทิศได้พร้อมกันแล้ว จะเหมือนมีกระแสสุขเป็นตัวเป็นตนเด่นชัดขึ้นให้รู้สึกได้ และจิตจะรักความไม่มีเวร ไม่มีการเบียดเบียน คือไม่อยากเป็นศัตรูกับใคร ไม่อยากทะเลาะเบาะแว้งกับใคร และเหตุการณ์ในชีวิตก็เหมือนจะเริ่มเข้าข้างกระแสเมตตาภายในเรา

สำหรับการแผ่ทางทิศเบื้องหลังนั้นจะยากกว่าสามทิศแรก เหตุเพราะมนุษย์เรามีอายตนะส่งจิตออกกระทบวัตถุเป็นสายตา ซึ่งเล็งไปเบื้องหน้า และเป็นแก้วหู ซึ่งเล็งหนักไปทางซ้ายขวา

การที่จะกำหนดแผ่เมตตาทางทิศเบื้องหลัง จำเป็นต้องอาศัยความรู้สึกในแผ่นหลัง ประกอบกับจิตนึกทวนทิศของอายตนะหยาบ ขอให้ลองนึกถึงแผ่นหลังก่อน แล้วนึกถึงวัตถุสักชิ้น อาจเป็นผนังระยะใกล้ซึ่งอยู่ด้านหลัง นึกเฉยๆโดยไม่ต้องกำหนดกระแสเมตตาก่อนก็ได้ เมื่อแน่ใจแล้วว่านึกเป็น จึงค่อยกำหนดกระแสเมตตาประกอบการนึกย้อนหลังดังกล่าว หากเป็นไปตามลำดับก็จะพบว่าไม่ยากเย็นนัก

หากกำหนดแผ่เมตตาได้ถึงขอบฟ้าเบื้องหลังสำเร็จ จะเหมือนเปิดจิตโล่งออกไปได้ทุกทิศทุกทางไม่จำกัด ทิศเบื้องบน เบื้องล่าง และเบื้องเฉียงทั้งหมด ก็ไม่เหลือวิสัยอีกเลย จะเหมือนมีกระแสเมตตาหลั่งรินออกมาตลอดเวลาโดยไม่ต้องกำหนด พฤติกรรมทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นคิด พูด หรือทำ ก็ถูกล้อมไว้ด้วยทะเลเมตตาจากจิตนั่นเอง อานิสงส์ทั้ง 11 ประการตามพระพุทธองค์ตรัสแสดงจะปรากฏชัดให้ทราบได้อย่างปราศจากกังขา

ถึงตรงนั้น ของแถมที่ตามมาอันรู้ได้เองอาจเป็นการรู้ว่าเมตตาอันเป็นรัศมีจิตของเรามีกำลังใหญ่ โทสะและพยาบาทของคนรอบข้างมีกำลังน้อย ถูกกลบกลืนด้วยสนามพลังเมตตาของเราโดยง่าย ก็จะเป็นการช่วยผู้อื่นให้พ้นนรกในอกได้อ้อมๆ และอาจเป็นสื่อโน้มนำเขามาเข้ากระแสที่ถูกต้องต่อไป หากใครมีไฟร้อนอยู่ในเรือน ก็อาจดับร้อนด้วยจิตตนนี้เอง

ปกติจิตคนเราชอบคิดกักตัวเองไว้ในหัวเหมือนมีกรงขังเล็กๆในโพรงกะโหลก เมื่อเริ่มแผ่เมตตาจึงอาจรู้สึกว่ายาก แต่เมื่อแผ่เป็น ก็จะเห็นความเคยชินเก่าๆเริ่มแปรไป คือจิตเหมือนเป็นอิสระออกมาจากกรงขังเป็นมีสติรู้ตัวทั่วพร้อม นับเป็นการเกื้อกูลต่อการปฏิบัติสติปัฏฐานได้อีกทางหนึ่ง

นักภาวนาที่ประสบปัญหานอนไม่หลับเพราะตาแข็งจากสมาธิอาจชื่นชมอานิสงส์ของการแผ่เมตตาเป็นพิเศษ เมื่อนอนหงายปิดตา กำหนดสุขในอก แผ่ออกไปยังทิศเบื้องบน อาจจับแค่ระยะเพดานห้องนอนก่อน หรือจะเป็นด้านข้างก็ได้ แล้วแต่ถนัด ถ้าจิตล็อกนิ่งแล้วหลับลงในอาการนั้น จะมีแต่ความสุขสบาย และเหมือนเข้าสมาธิอยู่แบบกึ่งเคลิ้มกึ่งรู้ตัว ถึงจะตื่นเร็วเกินเหตุก็เป็นการนอนหลับเต็มตา ไม่เหนื่อยล้าภายหลัง

อย่างไรก็ตาม ความสุข ความสว่างแจ้งในเมตตาเป็นรสอันยากจะเปรียบ ตรงนี้ก็ต้องย้อนกลับไปดูวิธีพิจารณาสุขเวทนาในหมวดเวทนานุปัสสนาดีๆ เพื่อความไม่ยึดติดจนเกินไป ขอให้ระลึกว่าเราแผ่เมตตาเพื่อผลคือละพยาบาทเป็นหลัก มิใช่เพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือไปจากนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัตถุประสงค์อันจะพาออกนอกทางสติปัฏฐานเพื่อพ้นทุกข์ พ้นความยึดติดแม้สุขอันเลิศรสใดๆ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 24 ต.ค. 2544 / 19:48:23 น. ]
     [ IP Address : 202.133.161.58 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (น้องเอ)

ขอบคุณมากค่ะพี่ตุลย์

 จากคุณ : น้องเอ [ 24 ต.ค. 2544 / 20:08:07 น. ]
     [ IP Address : 195.93.64.157 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (รุฬิญา)

ถามพี่ดังตฤณว่าแล้วในกรณีที่รู้สึกว่าจิตมีความสุขมีความแช่มชื่นสุขเย็นอยู่   จะสามารถเพียงแค่ล็อกเอาความสุขเย็นนั้นแล้วนึกขึ้นในจิตว่าขอให้สรรพสัตว์หรือใครก็ตามที่เรานึกถึงอยู่ในขณะนั้นๆมีความสุขโดยที่ไม่กำหนดทิศทางให้ความสุขนั้นแผ่ออกไปจะถือว่าได้ไหมคะ

 จากคุณ : รุฬิญา [ 24 ต.ค. 2544 / 20:54:52 น. ]
     [ IP Address : 203.107.138.32 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (ดังตฤณ)

เรียกว่าเป็นการแผ่แบบเจาะจงครับรุฬิญา
ถ้าเรา "รู้สึก" ถึงจิตผู้เป็นเป้าหมายได้
จิตของคนนั้นแหละคือทิศของกระแสเมตตาที่จะส่งจากเรา
เพราะจิตนั้นเป็นธรรมชาติรู้ทางในตัวเอง
เราไม่จำเป็นต้องระบุให้เขาวิ่งขวา วิ่งซ้าย วิ่งหน้า วิ่งหลังแต่อย่างใดเลย
ต่อให้อยู่ถึงดาวอังคาร ถ้าเพียงเรามีจิตตั้งมั่นพอ
กระแสสุขก็ไปถึงเขาได้โดยไม่จำเป็นต้องกำหนดเสียก่อนว่าดาวอังคารอยู่ตรงไหน

อันนี้ถ้าชำนาญ "จำจิต" บุคคลอันเป็นเป้าหมายได้
ความแม่นยำจะสูงกว่า "จำหน้า" ด้วยครับ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 24 ต.ค. 2544 / 21:08:47 น. ]
     [ IP Address : 202.133.161.58 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (ชวลิต)

พี่ตุลย์ครับ ในกรณีที่เราเคยบาดหมางกับบุคคล แต่ไม่ได้คิดร้าย เพียงแต่ไม่อยากยุ่งเกี่ยวด้วย คือ ไม่ยินดียินร้ายด้วย จะจัดว่าเป็น "พยาบาท" หรือไม่ครับ

 จากคุณ : ชวลิต [ 24 ต.ค. 2544 / 22:05:53 น. ]
     [ IP Address : 192.168.1.3 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (ดังตฤณ)

ต้องดูกันที่จิตครับชวลิต
เราไม่คิดร้าย แต่ยังมีความขุ่นอยู่หรือเปล่า
คิดถึงเขาแล้วรู้สึกด่างๆขึ้นมาในจิตหรือเปล่า

อย่างที่กล่าวไว้ในเนื้อหาของบทนี้
คือถ้าเรามองอะไรง่ายๆ มีแค่เมตตากับพยาบาท เหมือนเป็นเหรียญคนละด้าน
ไม่มีที่เป็นตรงกลางๆ ก็จะเห็นอะไรถนัดขึ้นครับ
ลักษณะเมตตาจิตนั้น ถ้าเราเล็งกันที่เป้าหมายสูงสุดทางภาวนา
คือให้จิตสะอาดจากความระคายใจกับใคร อันจะเป็นอุปสรรคไม่ให้จิต "เห็นธรรมะชัด"
ก็ต้องเอาผลเลิศ คือแม้เห็นศัตรูก็รู้สึกเมตตาเสมอพ่อ แม่ พี่ น้อง คนรัก
เหมามันหมด ใครมีชีวิต เห็นเป็นเป้าหมาย เป็นแหล่งกำเนิดอัปปมัญญาทั้งสิ้น

เพราะฉะนั้น ความไม่อยากยุ่งเกี่ยวด้วยของชวลิต
อาจเข้าข่ายหรือไม่เข้าข่าย ถ้ามองเขาแล้วรู้สึก "เฉยๆ" จริงๆ
ก็จัดเข้าฝ่ายเมตตาแบบอ่อนๆได้เหมือนกัน
เพราะนั่นแปลว่าความบาดหมางในอดีตไม่ทำให้จิตใจเราคิดผูกเวรหรือเบียดเบียนกันอีก

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 24 ต.ค. 2544 / 22:18:04 น. ]
     [ IP Address : 202.133.161.58 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (เปรม)

ขอบคุณมากค่ะพี่ดังตฤณ จะนำไปปฏิบัตินะคะ ตอนนี้ถ้ารู้สึกโกรธเมื่อไร จะพยายามหันมาพิจารณาที่ความรู้สึกโกรธและพยายามละ ก็ช่วยได้เหมือนกัน แต่บางกรณีหากรู้สึกโกรธมากๆ จะพยายามเลี่ยงแต่ยอมรับว่ายังมีความรู้สึกไม่พอใจและอาจถึงกับไม่อยากเกี่ยวข้องด้วยตลอดไป (แบบอยู่ไกลๆได้ยิ่งดี) อย่างนี้ก็เรียกว่าพยาบาทหรือเปล่าคะ

 จากคุณ : เปรม [ 24 ต.ค. 2544 / 23:08:58 น. ]
     [ IP Address : 203.155.70.253 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (ธีรนันท์)

พี่ดังตฤณครับ บางทีผมนึกคำพูดตามไปด้วยหรือพูดออกมาด้วย คล้ายๆกับในบทกรวดน้ำ (แต่เป็นคำพูดปกติไม่ได้เป็นบาลี) รู้สึกว่าจะกำหนดการแผ่ได้ดีขึ้นน่ะครับ อุบายที่ผมใช้คือจะแผ่เมตตาหลังการสวดมนต์ทำสมาธิหรือปฏิบัติเมื่อจิตมันสงบแล้ว แล้วจะค่อยๆ แผ่ไปให้ทีละคนจากที่รู้จัก แล้วก็ไปยังคนอื่นเรื่อยๆ รวมทั้งคนที่ไม่ชอบหน้าเราด้วย ไปจนกระทั่งถึงเบื้องบนแล้วก็เบื้องล่างโดยไม่เจาะจงว่าเป็นใคร (นึกแผ่ไปคล้ายๆ กับในบทกรวดน้ำน่ะครับ) -- คือจะเหมือนกับค่อยแผ่แบบเจาะจงจนกระทั่งไปจบที่ตั้งจิตแผ่ออกไปทุกทิศทาง ทำอย่างนี้ถูกต้องไหมครับ

ผมพบว่าการแผ่เมตตาจะทำได้ดีถ้าใจสงบมากกว่าที่ใจจะยังมีอะไรฟุ้งซ่าน ความรู้สึกคือถ้าสมาธิดีตอนแผ่จะรู้สึกว่าแผ่ได้ไกลกว่าและแรงกว่า (ไม่รู้อุปทานไปเองหรือเปล่า) เมื่อตอนสมัยเพิ่งเข้าวัยรุ่นที่นั่งสมาธิเยอะๆ แล้วทำได้ดีๆ ตอนแผ่ก็รู้สึกอย่างนี้ครับ และขอช่วยยืนยันกับพี่ดังตฤณเลยว่าการแผ่เมตตาทำให้ลดความโกรธในใจตนลงไปได้จริงๆ เพราะหลังจากช่วงนั้นผมก็ไม่เคยทะเลาะกับแม่อีกเลย (ถามน้องกลางชลดูได้ครับ ^_^)  อานิสงฆ์ 11 ประการ ก็เห็นกับตัวเองหลายข้อเลยครับ โดยเฉพาะเมื่อลองมาเทียบตัวเองตั้งแต่สมัยก่อนแผ่เมตตากับเมื่อมาแผ่เมตตาแล้ว แต่บางข้อก็ไม่รู้จริงๆครับ เช่น ย่อมเป็นที่รักแห่ง 'อมนุษย์' ทั้งหลาย เพราะไม่รู้จะพิสูจน์ยังไงครับ ^_^

ส่วนเรื่องสุขที่เกิดขึ้นก็เห็นด้วยครับว่ามันยึดติดได้ สมัยนั้นผมไม่รู้จักสติปัฏฐาน แผ่เสร็จแล้วเย็นสบายติดหนึบอยู่ในสุขนั้นเลยครับ

ขอช่วยเป็นกำลังใจกับคนที่ไม่เคยหัดแผ่เมตตาแล้วกำลังจะลองครับ ว่ามันดีจริงๆ

อืม..มีคำถามครับพี่ดังตฤณ การแผ่เมตตาไม่จำเป็นต้องแผ่ให้คนตายเท่านั้นใช่ไหมครับ? ปกติผมแผ่ไปให้หมดเลย ให้ทั้งพ่อทั้งแม่ ครูบาอาจารย์ และคนที่รักคนใกล้ชิดที่ยังมีชีวิตทุกคน

 จากคุณ : ธีรนันท์ [ 24 ต.ค. 2544 / 23:28:48 น. ]
     [ IP Address : 141.158.66.197 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (ธีรนันท์)

มีอีกคำถามที่สงสัยมานานครับ เพื่อนผมคนหนึ่งเป็นคนสอนผมเรื่องแผ่เมตตามาตั้งแต่นานมาแล้ว เวลาเขาแผ่เมตตา เขาจะแผ่ให้กับพระรูปหนึ่งที่มรณภาพไปแล้วที่เขาเคารพมากไปด้วย ทีนี้ถ้าพระรูปนั้นบรรลุอรหันต์หมดจดจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองแล้ว ผมสมมติว่าเป็นหลวงปู่มั่น หรือพระอรหันต์ในสมัยพุทธกาลที่เป็นแรงบันดาลใจในทางธรรมให้เรา เรายังจะสามารถแผ่เมตตาปรารถนาความสุขให้ท่านเหล่านั้นอยู่ได้หรือไม่ หรือเหมาะสมหรือไม่ครับ

 จากคุณ : ธีรนันท์ [ 24 ต.ค. 2544 / 23:39:42 น. ]
     [ IP Address : 141.158.66.197 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (คนไกลวัด)

    ดิฉันเคยเป็นคนหนึ่งที่คุณดังตฤณเรียกว่า “บุคคลเคราะห์ร้าย  คือจัดอยู่ในพวกโกรธง่ายหายช้า”  พอดิฉันเริ่มจับตัวความโกรธนี้ได้  (ตัวโกรธนี่เห็นชัดกว่าตัวราคะและโมหะ - ไม่ทรายว่าคนอื่นเห็นด้วยหรือไม่)  จะถามตัวเองทันทีว่า “ทำไมถึงโกรธ “  ตอนแรก ๆ มักมีเหตุผลมาชี้แจงกับตัวเองเป็นตุเป็นตะ  แต่หนัก ๆเข้าน้ำหนักของเหตุผลนั้นก็มีไม่พอฟังไม่ขึ้น   ผลสุดท้ายก็เลิกคิดหาเหตุผล  ความโกรธนั้นก็จะสลายตัวไปเอง  ดิฉันยังมีเชื้อความโกรธอยู่   อะไรที่ขวางหูขวางตาก็ยังโกรธขุ่นเคืองรำคาญใจอยู่  แต่ไม่ถึงกับเป็นฟืนเป็นไฟ  จนเก็บเป็นเชื้อไว้เผาเราเผาเขาอีกต่อไป  ทำได้แค่นี้ก็ทำให้ชีวิตหายเครียดไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ   พอเราควบคุมความโกรธได้ไม่พยาบาทจองเวรใคร  ทำให้เราสามารถแก้ปัญหาได้อย่างบัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น  มันเป็นเองไม่ได้ไปรับการอบรมเพิ่มเติม “วิธีแก้ปัญหา” จากสำนักไหนทั้งสิ้น
     คำเปรียบที่ว่า เมตตาและพยาบาทเป็นเหรียญคนละด้านกัน  ทำให้นึกถึงคำสรเสริญที่กล่าวไว้ว่าพระพุทธองค์ทรงหงายของที่คว้ำอยู่   สาธุ      

     ดิฉันมีข้อสังเกตว่าคนที่เจริญเมตตาภาวนาอยู่ประจำนั้นเป็นคนที่มีเสน่ห์มาก  ใคร ๆ อยากเข้าใกล้  ถ้าไม่ระวังรักษาศีลข้อ 3 ให้บริสุทธิ์อาจจะนำความเดือดร้อนมาให้ตน   คุณดังตฤณมีความเห็นอย่างไรคะ        

 จากคุณ : คนไกลวัด [ 25 ต.ค. 2544 / 00:15:44 น. ]
     [ IP Address : 12.87.147.171 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (เรวัตตะ)

ดีครับ

 จากคุณ : เรวัตตะ [ 25 ต.ค. 2544 / 04:06:35 น. ]
     [ IP Address : 202.28.22.43 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (สยาม)

ขออนุญาตินำธรรมบรรยายของหลวงพ่อจรัล มาให้อ่านกัน

วิธีแผ่เมตตาและอุทิศส่วนกุศล
พระราชสุทธิญาณมงคล


ท่านเถรานุเถระและพระนวกะทั้งหลายวันนี้ผมจะเรียนถวายวิธีแผ่เมตตาและอุทิศส่วนกุศล ท่านเป็นพระบวชใหม่ยังไม่เข้าใจ ขอให้ตั้งใจฟัง อย่าวอกแวก ทำใจให้สงบ ตั้งสติก่อน ผมทำได้ผลแล้วนะ จะสอนถวายอุทิศให้ตั้งสติหายใจยาว ๆ ตอนที่กรวดน้ำเสร็จแล้วอธิษฐานจิตไว้ก่อน อธิษฐานจิตหมายความว่า ตั้งสติสัมปชัญญะไว้ที่ลิ้นปี่ สำรวมกาย วาจา จิต ได้ตั้งมั่นแล้ว จึงขอแผ่เมตตาไว้ในใจสักครู่หนึ่ง แล้วก็ขออุทิศให้บิดามารดาของเราว่าเราได้บำเพ็ญกุศล ท่านจะได้บุญได้ผลแน่ ๆ เดี๋ยวนี้ด้วย ผมเรียนถวายนะ มิฉะนั้นผมจะอุทิศไปยุโรปได้อย่างไรท่านทั้งหลายไม่สนใจไม่เป็นไรนะ ผมทำของผมได้ผลเองโดยแผ่เมตตาก่อน บางทีสอนกรรมฐานกัน อุทิศกันแล้วทำอะไรก็ไม่ได้ผล กรรมฐานก็ไม่ได้ ประโยชน์อานิสงส์ก็ยังไม่ได้ แผ่ไม่ออกนะ ไม่ได้ผล เป็นบาปเปล่า ๆหายใจยาว ๆ ตั้งสติก่อน หายใจลึก ๆ ยาว ๆ แล้วก็แผ่เมตตาก่อน มีเมตตาดีแล้ว ได้กุศลแล้ว เขาก็อุทิศเลย อโหสิกรรม ไม่โกรธ ไม่เกลียด ไม่พยาบาทใครอีกต่อไป และเราจะขออุทิศให้ใคร ญาติบุพเพสันนิวาสจะได้ก่อน ญาติเมื่อชาติก่อนจะได้มารับ เราก็มิทราบว่าใครเป็นพ่อแม่ในชาติอดีตใครเป็นพี่น้องของเราเราก็ไม่ทราบ แต่แล้วเราจะได้ทราบตอนอุทิศส่วนกุศลนี้ไปให้ เหมือนโทรศัพท์ไป เขาจะได้รับหรือไม่ เราจะรู้ได้ทันที

ขณะที่ท่านสวดมนต์อุทิศให้ว่า ยาเทวตา...., อิมินา.... เป็นต้น ท่านจะรู้นะว่าย้อนกลับมา เหมือนเราโทรศัพท์ไป อ๋อ มีคนรับ เขาจะย้อนตอบเราว่าฮัลโหล เป็นต้นนี่ก็เช่นเดียวกัน เราจะปลื้มปีติทันทีนะ เราจะตื้นตันขึ้นมาเลย ถ้าท่านมีสมาธิ น้ำตาท่าจะร่วงนะ ขนพองสยองเกล้าเป็นปีติเบื้องต้นถ้าท่านมาสวดมนต์กันส่งเดช ไม่เอาเหนือเอาใต้ ท่านไม่อุทิศ ท่านจะไม่รู้เลยนะ ขอฝากท่านนวกะไว้ด้วย วันนี้ท่านทำบุญอะไร สร้างความดีอะไรบ้าง ดูหนังสือ ท่องจำบทอะไรได้บ้าง ก็อุทิศได้เมืองฝรั่งเขาไม่มีการทำบุญ เราไปทอดกฐิน ผ้าป่า ถวายสังฆทาน เขาทำไม่เป็น แต่ทำไมเขาเป็นเศรษฐี ทำไมเขามีความเจริญทางด้านเทคโนโลยี ทำไมถึงเจริญด้วยอารยธรรมของเขา เพราะเขามีบุญวาสนา เขาตั้งใจทำ มีกิจกรรมในชีวิตของเขา

จะยกตัวอย่าง วันนี้เขาค้าขายได้เป็นพันเป็นหมื่นด้วยสุจริตธรรม เขาก็เอาอันนั้นแหละอุทิศไป วันนี้เขาปลูกต้นไม้ได้มากมาย เขาก็เอาสิ่งนี้อุทิศไปว่าได้สร้างความดีในวันนี้ ไม่ได้อยู่ว่างแต่ประการใด เขาก็ได้บุญ ไม่จำเป็นต้องเอาสตางค์มาถวายพระเหมือนเมืองไทย ถวายสังฆทานกันไม่พัก ถวายโน่นถวายนี่แต่ใจเป็นบาป อุทิศไม่ออก บอกไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้น จะไม่ได้อะไรเลยนะเมืองไทยนี่ผมพูดมานาน ส่วนใหญ่ปากเป็นบุญใจเป็นบาปทั้งนั้น รับศีลแล้วก็ไปดื่มเหล้า รับศีลแล้วก็ไปเล่นการพนัน นี่ ใจไม่ยอมรับ ดื้อด้าน เพราะไม่ได้ปฏิบัติธรรมฝรั่งเขามีธรรมะ ผมไปยุโรปมา ๕ ประเทศ เขามาถามธรรมะกันมาก แต่คนไทยมาขอบุญช่วย มาวัดแต่ละรายมีแต่ให้ช่วยทั้งนั้น แต่เขาไม่มีโอกาสจะช่วยตัวเองเลยนะ ขอฝากท่านทั้งหลายไว้ด้วย ที่ผมไปประสบมา
ที่ผมแผ่เมตตาและอุทิศส่วนกุศล ไปเข้าบ้านลูกสาวญวนที่กรุงปารีส ฝรั่งเศส ทำอย่างนี้นะ เวลาสวดมนต์ อิติปิโส... ยาเทวตา... ตั้งใจสวดด้วยภาษาบาลีเช่นนี้ ที่หยุดเงียบไปน่ะ ผมสำรวมจิตตั้งสติแผ่เมตตา จิตสงบดีแล้วจึงอุทิศไปบางองค์ไม่เอา เอามือลง ไม่อธิษฐาน ท่านจะไม่ได้อะไร แล้วสวดกันก็ได้ด้วย ที่ท่องจำโคลงให้ได้น่ะเพื่อให้คล่องปาก ว่าให้คล่องปากแล้วก็จะคล่องใจ คล่องใจแล้วถึงจะเป็นสมาธิ เป็นสมาธิแล้วถึงจะอุทิศได้ ไม่อย่างนั้นไม่ได้นะเอาตำรามาดูกันก็ไม่ได้ผล แต่ดูตำราเพื่อให้ถูกวรรคตอน และให้คล่องปาก แล้วจะได้คล่องใจ เป็นสมาธิ ถึงจะมีกำลังส่งอุทิศ ไม่อย่างนั้นไม่มีกำลังส่งเลยนะท่านบัณฑิตทั้งหลาย ที่ท่านมาบวชกันสนใจเอาไปเลยครับ ผมจะถวาย ไม่สนใจเอาของผมทิ้งไว้ ท่านจะไม่ได้ผลอะไรเลย เสียเวลาการมาก ผมคิดเสมอว่า หนึ่งนาทีเท่ากับหนึ่งตำลึงทอง ชีวิตของท่านมีค่าไหม ที่ผมพูดมานานท่านจะตีความหมายไม่ออกชีวิตท่านมีค่ามากยิ่งกว่าเพชรนิลจินดา ท่านจะรู้ว่าเวลามีประโยชน์ บวชเก่าบวชใหม่ถ้าไม่ได้ทำประโยชน์ของตนก็ไร้ประโยชน์พวกฝรั่งคาทอลิก ไม่จำเป็นต้องกล่าวว่าพุทธ เขานั่งกรรมฐานเยอะและได้ผลนะ ผมไปเห็นอารยธรรมของประเทศต่าง ๆ เขาเจริญจริง ๆ เขาสะอาดจริง ๆ เขาไม่มีการถวายสังฆทาน กฐินผ้าป่าเขาก็ไม่มี คนไทยทัวร์กฐิน ทัวร์ผ้าป่าไปตามสภาพ มากันเป็นพัน มาทานข้าวแล้วยังด่าเราเสียอีก นี่แหละปากเป็นบุญ ใจเป็นบาป

การอุทิศส่วนกุศล นี่สำคัญนะ แต่ต้อง แผ่เมตตา ก่อน แผ่เมตตาให้มีสติก่อน แผ่เมตตาให้มีความรู้ว่าเราบริสุทธิ์ ใจมีเมตตาไหม และอุทิศเลย มันคนละขั้นตอนกันนะแผ่เมตตากับอุทิศมันต่างกัน ทำใจให้เป็นเมตตาบริสุทธิ์ก่อน ไม่อิจฉา ไม่ริษยา ไม่ผูกพยาบาทใครไว้ในใจ ทำให้แจ่มใส ทำใจให้สบาย คือเมตตา แล้วเราจะอุทิศให้ใครก็บอกกันไป มันจะมีพลังสูง สามารถจะอุทิศให้คุณพ่อคุณแม่ของเรากำลังป่วยไข้ ให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บได้ เช่น วีโก้ บรูน ชาวนอรเวย์ ที่เคยมาบวชที่วัดนี้ เป็นต้น
วันนี้ผมจะถวายความรู้เกี่ยวกับการอุทิศส่วนกุศล โปรดฟังต่อไป

เรามาสวดมนต์ไหว้พระกันว่า โยโสภะคะวา....ใจเป็นบุญไหม สวากขาโต... สุปฏิปันโน...ใจเป็นบุญไหม ท่านจะฟุ้งซ่านไปทางไหน สำรวมอินทรีย์ หน้าที่คอยระวัง เอาของจริงไปใช้ อย่าเอาของปลอมมาใช้เลย ท่าจะเอาบุญหรือเอาบาป คืนหนึ่งกับวันหนึ่ง ท่านคิดนอกออกในอย่างไร จะรู้ได้ด้วยตัวของท่านเองนะ ท่านทำประโยชน์อะไรในวันนี้ เอามาตีความ สำรวมตั้งสติไว้ก่อน ว่าขาดทุนหรือได้กำไรชีวิต และจะไปเรียงสถิติในจิตใจเรียกว่าเมตตา แปลว่าระลึกก่อน เมตตาแปลว่าปรารถนาดีกับตนเอง สงสารตัวเองที่ได้สร้างความดีหรือความชั่วเช่นนี้ วันนี้เราดูหนังสือได้อะไรบ้าง ไม่จำเป็นต้องเอาสตางค์ไปทำบุญเลย วันนี้เราอ่านหนังสือ ท่องนวโกวาทได้ วันนี้ดูธรรมะได้ วันนี้ท่องสวดมนต์ไหว้พระได้ นั่นแหละท่านจะตื้นตัน ท่านจะปีติ ท่านจะยินดี ที่อ่านหนังสือ ท่องบ่น ท่องจำนวโกวาทได้ นั่นแหละเป็นบุญ เป็นคุณประโยชน์ของท่านเอง ในเมื่อเป็นคุณประโยชน์ของท่านแล้ว ท่านจะได้อะไรต่อไป เกิดปีติตอบแทน ปลื้มใจ ดีใจ อันถูกต้องเป็นมงคล มงคลเรียกว่า การปลื้มปีติยินดีในธรรม ได้ผลสมคาดปรารถนา เป็นการสร้างกุศลให้แก่ชีวิตของตนใช่หรือไม่

ท่านทั้งหลายอย่าสร้างอกุศลกรรม สร้างมงคลไว้เถอะ อย่าสร้างอัปมงคลทุกวัน ทำอะไรไม่เชื่อฟัง นั่นแหละเป็นอัปมงคล เป็นอกุศลกรรม เอาดีไม่ได้หรอกครับ ขอเรียนถวายว่า ไม่จำเป็นต้องมีสตางค์เอาไปถวายพระ ไปถวายโน่น ถวายนี่ แล้วก็เป็นบุญ ไม่จริงแน่ ๆ บุญต้องสะสมไว้ในจิตใจของท่าน นะครับ พระนวกะที่รักทั้งหลาย โปรดคิดความหมายและเครื่องหมายแห่งความดีนี้ก่อน ความดีเป็นเครื่องหมายของคนดี ความชั่วเป็นเครื่องหมายของคนชั่ว เครื่องหมายของคนดี ดูลักษณะอย่างการบวชนี้เป็นต้น เราชายชาติเชื้อดีครั้งเดียวนะครับคือบวช เราจะไม่มีโอกาสทำดีเชียวหรือ ท่านออกแขกไม่ดีแล้ว ท่านจะเล่นตลอดชีพเลวร้าย ในยามแก่ก็จะแย่ซิ จะเป็นอัมพาต นอนร้องครวญครางในภายหลังนะ และอกุศลจะย้อน ทำให้สร้างความดีไม่ได้ ท่านจะไม่ได้อะไรเลย นอกเหนือจากไม่ได้แล้วต้องขาดทุนด้วย เสียหายด้วย ถ้าเสมอตัวไปก็ดี แต่เสมอตัวมีทางขาดทุน ถ้าได้กำไรชีวิตแล้วกำไรก็จะได้งาม ท่านมีความประสงค์สิ่งใดท่านจะได้ผลนี้เป็นประโยชน์มาก

ท่านนวกะ วันหนึ่งและคืนหนึ่ง ท่านได้สะสมบุญ ดีใจในความสุข ที่ท่านได้ท่องหนังสือได้ ท่องสวดมนต์ไหว้พระได้ ดีใจไหม ปลื้มปีติยินดี จิตใจของท่านก็เบิกบานได้ท่องหนังสือ ได้พิจารณาปัจจัย ๔ ได้ท่องสวดมนต์ไหว้พระ ทำวัตรเช้าเย็น ได้หมดแล้ว นั่นแหละบุญ ปลื้มปีติยินดีในจิตใจของท่าน ถ้าท่านจะคิดว่าบวชเดี๋ยวเดียวก็สึกไป อย่าคิดอย่างนั้นนะท่านจะขาดทุนนะ คิดแล้วขาดทุน ท่านจะเสียใจในขณะนั้น ถ้าท่านมีสติดี ท่านจะรู้ได้ว่า ท่านขาดทุนหรือได้กำไร ชีวิตนี้คืออะไร ท่านจะตีความหมายของท่านได้ ไหน ๆ มาบวชกันไกลแสนไกลแล้ว ให้มันได้อะไรไปบ้าง ฟังอุปัชฌาย์พูดบ้าง อย่าเอาแต่อารมณ์ อย่าเอาแต่สิ่งที่ไร้สาระ อุปัชฌาย์ชอบอะไรหรือ ชอบเอาของดีให้ อย่าเอาของชั่วมาปนของดี ของดีจะเสีย ท่านเป็นบัณฑิตแล้ว มีปริญญากันทั้งนั้น และเป็นผู้มีอายุไม่ใช่เด็กแล้ว เป็นผู้ใหญ่ด้วยกันทุกรูป ผู้ใหญ่คือผู้มีคุณธรรมแล้ว คุณธรรมของท่านผู้ใหญ่จะเต็มไปด้วยเมตตา เต็มไปด้วยความปรารถนาดี และสงสารสรรพสัตว์ สงสารตัวเอง มีมุทิตาจิต ส่งกระแสจิตด้วยความดีใจ และวางอุเบกขาบางประการที่ไม่ต้องประสงค์ วางตนให้เป็นกลาง ไม่ปล่อยอารมณ์ไปเข้าข้างโน้น เข้าข้างนี้ และไม่เข้าข้างตัวเองด้วย เรียกว่า อุเบกขาของท่านผู้ใหญ่ เราก็เป็นผู้ใหญ่ด้วยกันทุกรูปแล้วไม่ใช่เด็ก มีคุณธรรมสูงทุกองค์ มีสมบัติมนุษย์ทุกองค์ และมีคุณค่าทุกองค์ ค่าของชีวิติมนุษย์ มันตีค่าราคาไม่ได้เลย มันสูงที่สุด ชีวิตมีค่าอย่างนี้ ท่านจะคิดว่าเวลาน่ะมีประโยชน์เหลือเกินนะครับ ท่านโปรดตีความหมาย ไม่ใช่มาบวชกันเล่นสนุกสนาน เราเป็นชายชาติเชื้ออย่าเหลือวิสัย ได้ชีวิตครั้งแรกคือการบวช ท่านจะอวดเขาได้ไหม นี่ชีวิตครั้งเดียวนะ ไม่ใช่ผลุบเข้าผลุบออกเหมือนอย่างเก่า บวชแล้วบวชอีก เหมือนบวดกล้วยบวดฟักทองใช้ไม่ได้

การบวชเป็นชีวิตครั้งแรกของลูกผู้ชาย ที่เรามาชุบตัวเอง เหมือนเงาะป่าโดดลงไปในบ่อทองฉะนั้น และเราก็เอาทองเกลือกกลั้วในจิตใจ เงาะป่าจะได้ดีเพราะพูดไม่เป็น มันเป็นใบ้ มันสวนเงาะ

กินน้อย นอนน้อย พูดน้อย ทำความเพียรมาก คือ เงาะป่า

ต่อไปจะถอดเงาะเป็นพระสังข์ทองนะ รูปตัวเป็นทองหล่อหลอมด้วยจิตใจ มีประกายด้วยธรรมะ แสงระยิบระยับทั่วโลก จะมีแต่ความเจริญรุ่งเรืองไม่เหมือนหกเขยหน้าโง่ ตาก็โง่ หูก็โง่ จมูกก็โง่ ปากก็โง่อีก ทวารหกโง่หมด เรียกว่าหกเขย สู้เงาะป่าผู้เดียวไม่ได้เลย รจนายาใจ อยู่หลายไร่ปลายนา ยังมีความสุขความเจริญ เป็นมหามงคลชีวิต อยู่ตรงนี้นะ แต่ทุกคนไม่เข้าใจที่มาบวชกันนี้ ท่านเก็บหน่วยกิตไว้เถอะ ทีละหยดทีละหยาดเป็นบาปหรือเป็นบุญ เป็นคุณหรือเป็นประโยชน์ ประโยชน์จะถึงได้กับท่านตรงไหน ท่านรู้ตัวของท่านเองนะครับ ผมไม่ไปรู้ของท่านหรอก ไม่อยากรู้ของใคร อยากรู้ของตัวเองว่าทำอะไรบ้าง มีกำไรชีวิตอะไรบ้างในวันนี้ ทำประโยชน์ต่อวัดวาอารามตรงไหน กิจวัตรอย่างไร เรารู้ตัวของเรา แจ้งแก่ใจทุกรูปทุกนามแล้ว ไม่มีใครตีตราให้ท่าน ท่านต้องตีตราของท่านเองนะ เรือจะออกระวัง เรือจะจอดระวัง แต่วิ่งเสียแล้วมันก็ไม่เป็นไร เหมือนเครื่องบิน เวลาจะขึ้นจะลงต้องรัดเข็มขัด การบวชนี้ก็เช่นเดียวกัน จะบวชจะสึกต้องดูให้ดีนะ คิดให้ยาว จะอยู่แค่หัวบันไดหรือประการใด โปรดท่องคำคมนี้ไว้ จะเห็นสั้นดีกว่ายาว หรือเห็นยาวดีกว่าสั้น ต้องคิดแล้วคิดอีกนะ ใน โยนิโสมนสิการ นี้ ผมยังไม่เคยเห็นใครแผ่เมตตาได้ผลเป็นตัวหนังสือเลยนะ ลมหายใจเข้าออกนี่เป็นตัวหนังสือได้ จะสอนครูกรรมฐานก็ยังทำกันไม่ได้ ยืนหนอ ๕ ครั้งก็ทำกันไม่ได้ ยังเคลือบแคลงสงสัยว่าตรงไหนเป็นอะไร ขอเรียนถวายว่า การแผ่เมตตานี่สำคัญมาก

เวลาเราสวดมนต์ตั้งแต่ โยโสภควา... อรหัง… โปรดตั้งใจครับ เพ่งกระแสจิตไปที่พระปฏิมากรรม แทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยจิตเป็นสมาธิ แล้วรำลึกถึงพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าด้วยสมาธิ ข้าพเจ้าประพฤติธรรม นึกถึงพระสังฆะ แปลว่า หมู่สงฆ์อยู่ด้วยความสามัคคี เรียกอาวุโส ภันเต มีการเคารพพระอาวุโส มีการเคารพนบนอบพระธรรมคำสอนอันนี้เป็นประจำข้าพเจ้าขอไหว้พระพุทธเจ้า พร้อมด้วยพระธรรมคำสอน พร้อมด้วยพระสังฆะแห่งอริยสงฆ์สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยทั่วหน้ากัน แล้วน้อมจิตเป็นดวงหทัย แก้วใสสะอาดหมดจดในการสวดมนต์ภาวนา
พุทโธ สุสุทฺโธ
รูปํ อนิจฺจํ เวทนา อนิจฺจา สญฺญา อนิจฺจา...
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณในร่างกาย ไม่เที่ยงแท้ ไม่แน่นอน และเราก็พิจารณาในการสวดไปด้วย จะได้บุญจะได้คุณประโยชน์และเราก็รวบรวมบุญขณะสวดมนต์ในวันนี้ เอามาเป็นพลวปัจจัย เวลาสุดท้ายก็มี
ยาเทวตา...
อิมินา.... เป็นต้น
และเราก็ว่าไปด้วยเสียงดังฟังชัด และน้อมนึกสรุปจบลงก็นั่งสมาธิ สำรวมจิตภาวนา หลับเนตรร่ายเวทย์พระคาถา ภาวนาอุทิศ เรียกว่า แผ่เมตตา หายใจยาว ๆ ตั้งกัลยาณจิตไว้ที่ลิ้นปี่ ไม่ใช่พูดส่งเดช จำนะ ที่ลิ้นปี่เป็นการแผ่เมตตา จะอุทิศก็ยกจากลิ้นปี่สู่หน้าผาก เรียกว่า อุณาโลมา ปจชายเต
นะอยู่หัว สามตัวอย่าละ นะอยู่ที่ไหน ตามเอามา แล้วก็อุทิศทันที จึงถึงตามที่ปรารถนา ไม่ว่าเป็นโยมพ่อ โยมแม่ จะให้น้องเรียนหนังสือ จะให้พี่เรียนหนังสือ หรือจะให้บุตรธิดาของตน จะได้ผลขึ้นมาทันที
ลูกว่านอนสอนยาก ลูกติดยาเสพติด ถ้าทำถูกวิธีแล้ว มันจะหันเหเร่มาทางดีได้ พ่อแม่กินเหล้าเมายา เล่นการพนัน ลูกจะไปสอนพ่อแม่ไม่ได้ มีทางเดียวคือ เจริญพระกรรมฐาน สำรวมจิต แผ่เมตตา อุทิศส่วนกุศล
นะอยู่หัว สามตัวอย่าละ นะอยู่ที่ไหนตามเอามาให้ได้ หมายความว่ากระไร ถ้าท่านทำกรรมฐาน ท่านจะทายออก นะตัวนี้สำคัญ
นะ มีทั้งเมตตามหานิยม
นะ แปลว่า การกระทำอกุศลให้เป็นกุศล
นะ แปลว่า ทำศัตรูให้เป็นมิตร สร้างชีวิตในธรรม
แล้วก็อุทิศส่วนกุศลไป ท่านทำได้หรือยัง ท่านเถรานุเถระท่านทำได้ไหม อย่าทำด้วยอารมณ์ อย่าทำด้วยความผูกพยาบาท อาฆาตต่อกัน ละเวรละกรรมเสียบ้าง แล้วจิตจะโปร่งใส ใจก็จะสะอาด แล้วก็อุทิศไป
จิตมันไม่ติดไฟแดง จิตไม่เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา จิตมันทะลุฝาผนังได้ ท่านเข้าใจคำนี้หรือยัง จิตมันตรงที่หมาย จิตไม่มีตัวตน จิตคิดอ่านอารมณ์ มีจิตโปร่ง ท่านจะทำอะไรก็โล่งใจ สบายอกสบายใจ นะอยู่หัว สามตัวอย่าละ เอานะไปอุทิศให้ได้
ถ้าท่านมีครอบครัวแล้วโปรดตั้งปฏิญาณในใจว่า ให้บุตรธิดาของเรารวยสวยเก่ง เร่งเป็นดอกเตอร์ อย่างนี้ซิถึงจะถูกวิธีของผม
ท่านจะสะสมว่าวันนี้ทำอะไรบ้าง เช่น วันนี้ข้าพเจ้าท่องหนังสือได้ ท่านจะดีใจไหม วันนี้ปลูกมะม่วงไปได้ร้อยต้น ปลูกกล้วยไปได้ร้อยต้น ดีใจมาก นั้นแหละอุทิศได้ ไม่ต้องนำสตางค์ไปถวายวัดโน้นวัดนี้หรอกนะ ถวายตัวเอง ทำความดีให้กับตัวเอง และเอาความดีแพร่ขยายไปถึงจะถูกต้อง

ขอฝากพระนวกะไว้ด้วย ท่านต้องการอะไร เตรียมการ ณ บัดนี้ เข้าพรรษามา ๑ วันพระแล้ว จะเรียนหนังสือหรือไม่เรียน ท่านคิดเอาเองนะ มีไหมที่ผมให้ความชั่วท่าน มีแต่ให้ระเบียบวินัย ทำอะไรให้เรียบร้อย ทำอะไรให้คล้อยตาม ปฏิบัติตาม จะสวยน่ารัก ขอเรียนถวายไว้ ผมก็คำนวณให้ท่าน แผ่เมตตาให้ท่านทุกวัน ผู้รู้นะว่าท่านบาปหรือบุญ แต่ไม่พูด ใครอยากพูดก็พูดไป ไม่กล่าวขวัญกันอีกต่อไป

ท่านสรุปกำไรชีวิตแต่ละวันเวลาของท่านไว้ บวกลบคูณหารตอนออกพรรษา ท่านจะได้กำไรหรือขาดทุน ท่านจะได้บุญมากหรือบาปมาก ท่านจะรู้เอง ไม่มีใครไปบอกท่านหรอก ท่านเป็นพระภิกษุผู้ประเสริฐแล้ว เป็นอุดมเพศสูงสุดแล้ว ไม่ต้องไปนับคะแนนกันว่าสอบได้หรือสอบตก ท่านตรองดูเองเถอะครับ ว่า ทำอะไรเป็นประโยชน์แก่วัด อำนวยประโยชน์แก่ประชาชน สร้างกุศลอะไรที่เป็นประโยชน์แก่ญาติโยมบ้าง อย่าเข้าข้างตัวเองนะครับ ท่านจะเสียศักดิ์ศรี
ท่านปฏิบัติกรรมฐานอย่างที่ผมเรียนถวายได้หรือไม่ รู้กฎแห่งกรรมจริงไหม รำลึกชาติของชีวิตได้ไหม และ แก้ปัญหาได้ไหม มันเกิดขึ้นเฉพาะหน้า มันมาจากเหตุผลประการใด ท่านทราบหรือไม่ ท่านรู้อย่างนี้จะเหลือกินเหลือใช้นะ เป็นประโยชน์แก่ท่านทั้งหลายแล้ว วันนี้เป็นวันธรรมสวนะ เป็นวันพระ เป็นวันที่เราจะบำเพ็ญกุศลกันให้มาก และเป็นวันที่เขาหยุดเมืองสวรรค์นรก ขอให้ท่านนวกะโปรดแผ่เมตตาอุทิศให้ บรรดาญาติผู้ล่วงลับไปแล้ว สู่สัมปรายภพ มาปรารภสามัคคี เรียกว่า สามัคคีธรรมนำสันติสุข เป็นการปรองดองเป็นญาติพี่น้องท้องเดียวกัน ท่านจะเกิดประโยชน์เอง

อย่าลืม กฎแห่งกรรม นะครับ ผมช่วยท่านไม่ได้หรอก มีฟ้าเหนือฟ้า อะไรจะเหนือกฎแห่งกรรมนะครับ ต่อหน้าทำอย่างไร ลับหลังให้ทำอย่างนั้น ทำอะไรให้มีประโยชน์ต่อส่วนรวม รับรองได้เลยว่า ท่านจะได้อานิสงส์เป็นสังฆทาน เป็นสาธารณประโยชน์ร่วมกัน ได้อานิสงส์มาก ท่านไปขุดน้ำกินเสียบ้านเดียว ท่านจะได้อะไรหรือ ขุดบ่อน้ำสาธารณะกินได้ทุกบ้าน ใครมาก็กิน ใครมาก็ใช้ ท่านได้บุญมาก มีถนนส่วนบุคคล ท่านเดินได้เฉพาะบ้านเดียว ไม่สาธารณะแก่คนทั่วไป ท่านจะได้บุญน้อยมาก มีอานิสงส์น้อยมาก นี่เปรียบเทียบถวาย เรื่องจริงเป็นอย่างนั้น ทำอะไรให้เป็นประโยชน์ต่อกัน อย่าหวงกัน จะได้ช่วยกันต่อไป เราจะได้มีสมัครพรรคพวกมากขึ้น ได้พี่น้องมากขึ้น ทำอะไรถึงจะสำเร็จ ได้บรรยายให้ท่านฟังว่าแผ่ส่วนกุศลทำอย่างไร อุทิศตรงไหน ทำใจตรงนั้น และวางจิตไว้ตรงไหน ถึงจะได้ อย่าลืมนะ ที่ลิ้นปี่ หายใจยาว ๆ สำรวมเวลาสวดมนต์นั้นน่ะได้บุญแล้ว ไม่ต้องเอาสตางค์ไปถวายองค์โน้น องค์นี้หรอก แล้วสำรวมจิตส่งกระแสจิตที่ หน้าผาก อุทิศส่วนกุศล เวลาแผ่เมตตาเอาไว้ที่ ลิ้นปี่ สำรวมอินทรีย์ หน้าที่คอยระวัง นะ อุ อุอะมะ อุอะมะ อะอะอุ นะอยู่ตรงไหน เอามาไว้ตรงไหน จับให้ได้แล้วอุทิศไป
เวลาจะอุทิศส่วนกุศลตรงไหน ทำอย่างไร ท่านจะได้นะครับ อย่าทำโดยคลุมเครือ เดาสุ่มไป ท่านจะไม่ได้ผล ทำอะไรไม่มีหลักฐานะ ทำอะไรไม่มีผลงาน ไหนเลยล่ะจะเป็นกิจกรรมของชีวิตได้ ผมทำมา ๔๐ กว่าปีแล้ว ทำได้ผล ขอถวายความรู้เป็นบุญ เป็นกุศล ให้ท่านได้บุญอย่างประเสริฐไป จะได้อุทิศให้โยมเขา เขาเป็นโรคภัยไข้เจ็บ ถ้าไม่เหลือวิสัยมันก็หายได้
วันนี้ก็ขอจบรายการที่ได้อุตส่าห์ถวายความรู้ท่าน โดยที่ผมก็อาพาธมากมาย แต่ก็จะไม่ให้ขาดการถวายความรู้ท่าน เพื่อไม่ให้เสียเวลาที่ท่านมาบวช ก็ได้โปรดเห็นใจ อย่าลืมว่า ความเรียบร้อย ต้องคล้อยตามนะ ถ้าอย่างนั้นไม่เรียบร้อยเลย

ขอความสุขสวัสดีจงมีงอกงามไพบูลย์แก่ท่านพระเถระนวกะ ขอท่านเจริญรุ่งเรือง เจริญธรรมสัมมาปฏิบัติในพระกรรมฐาน งอกงามไพบูลย์ในพระพุทธศาสนา มีความสุขโดยทั่วหน้ากัน และจงเจริญด้วย อายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ ธนสารสมบัติ นึกคิดสิ่งหนึ่งประการใด ให้สมความมุ่งมาดปรารถนาด้วยกันทุกรูป ทุกนาม ณ โอกาสบัดนี้เทอญ


 จากคุณ : สยาม [ 25 ต.ค. 2544 / 08:16:58 น. ]
     [ IP Address : 192.168.160.82 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (ศิษย์นิรนาม)

สาธุครับพี่ดังตฤณ _/I\_ _/I\_ _/I\_

 จากคุณ : ศิษย์นิรนาม [ 25 ต.ค. 2544 / 09:13:03 น. ]
     [ IP Address : 203.151.227.41 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (กาลามะชน)

สาธุครับ

 จากคุณ : กาลามะชน [ 25 ต.ค. 2544 / 09:56:05 น. ]
     [ IP Address : 57.59.8.27 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (รุฬิญา)

สาธุและขอบคุณสำหรับคำตอบค่ะพี่ดังตฤณ

 จากคุณ : รุฬิญา [ 25 ต.ค. 2544 / 11:56:24 น. ]
     [ IP Address : 129.198.13.6 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (ใต้)

สาธุ

 จากคุณ : ใต้ [ 25 ต.ค. 2544 / 12:25:18 น. ]
     [ IP Address : 202.183.152.74 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (yui)

สาธุมากๆค่ะพี่

 จากคุณ : yui [ 25 ต.ค. 2544 / 12:43:43 น. ]
     [ IP Address : 203.151.127.236 ]


 ความคิดเห็นที่ 18 : (สี่ปอ)

สาธุค่ะ  /|\

 จากคุณ : สี่ปอ [ 25 ต.ค. 2544 / 13:08:55 น. ]
     [ IP Address : 136.142.20.123 ]


 ความคิดเห็นที่ 19 : (ภิกษุ)

สาธุ สาธุ สาธุ  เจริญพร

 จากคุณ : ภิกษุ [ 25 ต.ค. 2544 / 14:15:32 น. ]
     [ IP Address : 202.133.161.115 ]


 ความคิดเห็นที่ 20 : (นลิน)

ขอบคุณค่ะ พี่ ดังตฤณ ดีมากสำหรับ...นลินค่ะ

 จากคุณ : นลิน [ 25 ต.ค. 2544 / 15:07:09 น. ]
     [ IP Address : 203.144.180.199 ]


 ความคิดเห็นที่ 21 : (thepyuda)

ขอบพระคุณ คุณดังตฤณและท่านอื่น ๆ ค่ะ

 จากคุณ : thepyuda [ 25 ต.ค. 2544 / 16:40:27 น. ]
     [ IP Address : 203.185.129.13 ]


 ความคิดเห็นที่ 22 : (ใต้)

เรียนถามท่านดังตฤณ  ครับ
1.  ตอนที่ผมนั่งสมาธิเสร็จ แล้วจะเพ่งนิมิตให้เกิดเหมือนเป็นวงรอบ ๆ ตัว  แล้วให้มันกระจายไปตามจิตที่เรากำหนด ให้ไปไกล ๆ เท่า ที่จะทำได้  แต่ไกลไม่มากครับ อย่างมากไม่เกิน 20  เมตร ก็จะรู้สึกว่ากระแสรอบตัวไม่เคลื่อนต่อ ก็จะพอเท่านั้น  อย่างนี้ใช้ได้หรือเปล่าครับ

อันนี้อยากเล่าเองครับ ไม่อยากอ่านก็ข้ามได้ครับ โนพรอมแพรม
เมื่อตอนเย็น  ผมต้องติดต่อกับกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยเรื่องของนักโทษ  ได้ให้เจ้าหน้าที่โทรและส่งแฟกซ์ติดต่อไปแล้ว เพื่อนำนักโทษออกมาสัมภาษณ์ประกอบคำให้การก่อนหน้านี้แล้ว  งานต้องเริ่มวันนี้ ตอนบ่ายสองวันนี้   เวลาประมาณบ่ายโมงได้โทรไปคอนเฟิร์ม ปรากฏว่าท่านบอกว่าหัวหน้าของท่านไม่ให้นำผู้ต้องขังออกมา  ด้วยเหตุ "ขัดข้อง" บางประการ  ตอนที่จนท.โทรไปแล้วมารายงานนี่  ยังรู้สึกว่าเฉย ๆ   เลยโทรไปด้วยตัวเอง ท่านผู้รับสายก็บอกว่า "ขัดข้อง "  ไม่รู้ว่าขัดเรื่องอะไร  ตอนแรกกะว่าคงไม่โกรธหรอก  ของอย่างนี้  แต่ปรากฏว่า  ยิ่งพูด ยิ่งโกรธ  ตอนโกรธ ใจสั่น เสียงเปลี่ยน  พูดติดขัด  เสียงสั่น เป็นอยู่ประมาณ 1 นาที พอรู้ตัวว่าโกรธ เสียงก็เริ่มเปลี่ยนมาเป็นปรกติ  ทีแรกพูดจาไม่ดีเลยครับ  บอกว่า "ถ้าทางคุณไม่ให้ความร่วมมืออย่างนี้ ผมจะได้เขียนรายงานศาลไป"  แต่พอมีสติกลับคืนมา ก็เปลี่ยนคำพูดเป็น "งั้นคงจะติดขัดจริง ๆ นั่นแหละครับ ถึงมาไม่ได้"  ตอนแรกกับตอนหลัง  รู้สึกถึงความแตกต่างของร่างกายและจิตใจมากครับ
ตอนแรกมันร้อน มันรู้สึกแย่ กับตัวเองมาก  แต่ตอนหลังมัน เย็น สบายจังเลยครับ

 จากคุณ : ใต้ [ 25 ต.ค. 2544 / 18:50:13 น. ]
     [ IP Address : 202.183.152.121 ]


 ความคิดเห็นที่ 23 : (Jasmine)

ดีทีเดียว  ขอบคุณมากค่ะ   คุณดังตฤณ 

 จากคุณ : Jasmine [ 25 ต.ค. 2544 / 21:55:15 น. ]
     [ IP Address : 203.144.253.98 ]


 ความคิดเห็นที่ 24 : (ดังตฤณ)

ขอปรับแก้บางจุดครับ

ปกติจิตคนเราชอบคิดกักตัวเองไว้ในหัวเหมือนมีกรงขังเล็กๆในโพรงกะโหลก
แก้เป็น
ปกติจิตคนเราถูกกักไว้ด้วยความคิดในหัวเหมือนมีกรงขังเล็กๆในโพรงกะโหลก

คือจิตเหมือนเป็นอิสระออกมาจากกรงขังเป็นมีสติรู้ตัวทั่วพร้อม
แก้เป็น
คือจิตเหมือนเป็นอิสระออกมาจากกรงขัง นิ่งสบายอย่างมีสติรู้ตัวทั่วพร้อม

มีที่แทรกนิดหนึ่ง

หากใครนึกเถียงอยู่ในใจว่าเมตตาแล้ว แต่ยังถูกเบียดเบียนอยู่ดี ก็ให้ตัดเรื่องได้เปรียบเสียเปรียบทิ้ง ยิ่งต้นเหตุยั่วยุให้เหมือนคลั่ง ก็ยิ่งเป็นแบบฝึกชั้นสูง เราจะเอาเป้าหมายเดียวคือเมตตาจิต ฉะนั้นต้องละจากการจองเวร ด้วยความคิดว่าแค่โกรธก็เป็นเวรทางใจแล้ว ให้อภัยเป็นทานเสีย

นอกนี้มีแก้อีกสองสามแห่งเช่นคำสะกดผิด แต่เห็นว่าไม่สำคัญนัก
ถ้าใครอ่านแล้วสะดุดตรงไหนช่วยบอกด้วยก็จะขอบคุณมากครับ

เปรม
> ตอนนี้ถ้ารู้สึกโกรธเมื่อไร จะพยายามหันมาพิจารณาที่ความรู้สึกโกรธและพยายามละ
ฟังดูฝืนๆชอบกลครับ อยากให้ทุกคนลองอย่างที่ผมลอง
คือดูว่าพระพุทธเจ้าท่านสอนไว้อย่างไร แนะอุบายไว้อย่างไร
คำถามนี้ของทำให้ผมกลับไปแทรกเสริมย่อหน้าที่เกี่ยวข้องดังนี้

เพียงคิดเทียบเสียได้ด้วยใจอันซื่อ ว่าความพยาบาทนั้นเหมือนโรค เหมือนความป่วย จิตก็เห็นโทษแห่งพยาบาทอย่างแจ่มชัด ถ้าเลิกพยาบาทได้ก็จะปลอดโปร่งโล่งสบาย กินอิ่มนอนหลับเหมือนหายป่วย พอเห็นข้อดีชัดเจนเข้า จิตก็ละพยาบาทอย่างไม่เสียดายเหมือนถ่มเสลดทิ้งจากปากคอ เมื่อทิ้งได้ ก็บังเกิดโสมนัสอันพร้อมน้อมมาใช้แผ่เมตตาขั้นสูงต่อไป ขอให้ทดลองน้อมพุทโธบายนี้ไว้ใช้จริงๆจะเห็นว่าได้ผลกว่าการพยายามข่มใจ ฝืนใจละเอาทื่อๆอย่างชัดเจน

ส่วนความรู้สึกไม่อยากเกี่ยวข้องนั้น จัดเป็นเรื่องธรรมดาครับ
พระพุทธองค์ท่านยังตรัส ว่าแม้พระอรหันต์ท่านก็เลือกเสพผู้มีธรรม
หรือคุ้นกันในธรรมก่อนผู้ไม่มีธรรมหรือเดียรถีย์นอกศาสนา
เรายังไม่สิ้นกิเลส ก็ต้องมีคนที่พึงใจและไม่พึงใจอยู่
การคบหา การเสวนา บางครั้งจำเป็นต้องเลือกผู้มีธาตุเดียวกับเรา
อย่างไรก็ตาม แม้อยากอยู่ห่างเขา แต่ใจเราก็ยังมีเมตตาให้
ถึงจะประกันว่าเราเป็นผู้ไม่มีเวร ไม่มีภัย ไม่มีความคิดเบียดเบียนใครแน่ๆ

ธีรนันท์
> บางทีผมนึกคำพูดตามไปด้วยหรือพูดออกมาด้วย
> รู้สึกว่าจะกำหนดการแผ่ได้ดีขึ้นน่ะครับ

อย่างที่บอกครับ ว่าเบื้องต้นของการแผ่เมตตา
ก็คือการคิด การพูด และการทำอันปราศจากเวร
เจืออยู่ด้วยกระแสความปรารถนาดี
ปรารถนาให้ผู้อื่นมีส่วนอันเป็นสุขหรือบุญเดียวกับเรา

การนึกถึงใครเป็นคนๆนั้น ผมเคยทำเหมือนกัน
แต่วัดผลแล้ว ไม่รวดเร็ว และไม่สัมฤทธิ์เท่ากับกำหนดแผ่เป็นอัปปมัญญา
คือเอาสุขโสมนัสอันเกิดแต่ความไร้เวรนั่นแหละ
กำหนดแผ่ออกไปโดยไม่ต้องนึกถึงใคร
คิดไว้ในใจแค่ว่าเราไม่มีเวรกับใคร จึงส่งสุขได้อย่างนี้

จากนั้น เมื่อได้ผลเป็นเมตตาจิตที่ตั้งมั่นระดับหนึ่ง
แล้วค่อยคิดอุทิศส่วนกุศลอันเราสร้างไว้นี้
ให้กับญาติ ศัตรู และสรรพสัตว์ทั้งหลาย
จึงจะเห็นผลชัดว่าเรากำจัดพยาบาทออกไปได้ด้วยจิต ซึ่งละเอียดกว่าความคิด
คือมันลงไปถึงรากของความคิด ซึ่งก็คือกระแสจิตนั่นแหละ

เรื่องความเป็นที่รักของอมนุษย์หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น
ถ้าอยากลอง ก็ให้สวดมนต์ ดำริรักษาศีล 5 ให้สะอาด แล้วแผ่เมตตา
จากนั้นนึกถึงกายอันนั่งพนมมือต่อหน้าพระปฏิมา
ระลึกว่ารูปนี้ นามนี้ อันปฏิบัติตามโอวาทของพระพุทธองค์แล้ว
ย่อมเป็นที่รักของพระรัตนตรัย
จะระลึกสั้นๆแค่ "นี่คือความเป็นที่รักของพระรัตนตรัย"
จ่ออยู่กับความรู้สึกชัดๆนั้นสักพัก
จะพอเข้าใจอะไรขึ้นมา

สำหรับการแผ่เมตตา เราทำไปเพื่อละพยาบาทครับ
ไม่ได้เจาะจงให้คนเป็นหรือคนตาย
เรื่องการเจือจาน เป็นส่วนของการอุทิศส่วนกุศลแล้ว

ส่วนเรื่องการแผ่เมตตาหรืออุทิศส่วนกุศลถวายพระผู้สูงกว่า
นับเป็นเรื่องไม่เหมาะหรอกครับ
สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีไว้กราบไหว้ และถวายธรรมปฏิบัติเป็นบูชาเท่านั้น

คุณคนไกลวัด
> ดิฉันมีข้อสังเกตว่าคนที่เจริญเมตตาภาวนาอยู่ประจำนั้นเป็นคนที่มีเสน่ห์มาก
> ใคร ๆ อยากเข้าใกล้  ถ้าไม่ระวังรักษาศีลข้อ 3 ให้บริสุทธิ์
> อาจจะนำความเดือดร้อนมาให้ตน

อันนี้ต้องแยกแยะเป็นเรื่องๆครับ
เราแผ่เมตตาเพื่อละพยาบาท ต้องแม่นในวัตถุประสงค์ที่แท้จริงนี้
ส่วนอานิสงส์ที่มีเสน่ห์นั้น เป็นผลพลอยได้ตามมา เป็นคนละส่วนกันกับเจตนาเดิม

ก็คงพอเทียบได้กับการที่เราเคยมีศีลบริสุทธิ์
ที่รักษาศีลก็โดยเจตนาให้จิตใจสะอาด ปราศจากเวรภัย
แต่ด้วยเงื่อนไขธรรมชาติอันไม่เป็นที่รู้
พอตายไปแล้ว เกิดใหม่ดันหล่อหรือสวยจัด
ซึ่งคนหล่อมากๆ สวยมากๆทุกคนเท่าที่เห็นมาจะมีปัญหาเดียวกันหมด
คือถูกผลักดันให้เป็นคนหลายใจ หรือเปลี่ยนใจง่าย หรือเอาแต่ใจตัว
หรือไม่ก็พานจะไม่รู้ใจตัวเอง ไม่ปักใจกับใคร ฯลฯ

ในธรรมชาตินั้น ด้านดีที่สุดย่อมมีเชื้อแห่งความเสียที่สุดอยู่
ตรงนี้ต้องเป็นไปตามกรรม
คือถ้าหากศึกษาสิ่งที่พระพุทธองค์สอนอย่างตลอดสาย
เอาศีลเป็นประกันชั้นแรกสุด ก็คงไม่มีปัญหาครับ
สรุปคือเห็นด้วยกับคุณคนไกลวัดทุกประการ

คุณใต้
> เพ่งนิมิตให้เกิดเหมือนเป็นวงรอบ ๆ ตัว
> แล้วให้มันกระจายไปตามจิตที่เรากำหนด ให้ไปไกล ๆ เท่า ที่จะทำได้
> แต่ไกลไม่มากครับ อย่างมากไม่เกิน 20 เมตร ก็จะรู้สึกว่ากระแสรอบตัวไม่เคลื่อนต่อ

จัดเป็นการกำหนดรัศมีจิตอย่างหนึ่งครับ
ทำได้ถึง 20 เมตร อย่างต่ำน่าจะเป็นอุปจารสมาธิ ขออนุโมทนา
แต่จะเป็นการแผ่เมตตาหรือไม่
คงขึ้นอยู่กับการกำหนดรัศมีกระแสสุขอันมีการพิจารณาแฝงอยู่ในกระแส
ว่าสุขนี้เกิดแต่ความไม่มีเวร ไม่มีการเบียดเบียน

เรื่องความสงบเย็นอันเปรียบเทียบได้ชัดจากเหตุการณ์ที่เล่ามานั้น
ก็ขออนุโมทนาเช่นกันครับ
จำได้ว่าครั้งแรกที่ผมแผ่เมตตาสำเร็จ เป็นสุขกว้างไปสามทิศถึงขอบฟ้า
ก็เพราะโกรธเพื่อนคนหนึ่ง (ซึ่งปัจจุบันจำไม่ได้แล้วว่าโกรธเรื่องอะไร)
แล้วก็คิดแผ่เมตตา โดยรักษาความรู้สึกให้อภัยจากใจจริงไว้
แล้วกำหนดแผ่ออกตามทิศต่างๆเท่านั้นเอง

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 25 ต.ค. 2544 / 22:03:45 น. ]
     [ IP Address : 202.133.161.89 ]


 ความคิดเห็นที่ 25 : (ธีรนันท์)

ขอบคุณมากครับพี่ดังตฤณ _/|\_

 จากคุณ : ธีรนันท์ [ 25 ต.ค. 2544 / 22:34:46 น. ]
     [ IP Address : 141.158.66.49 ]


 ความคิดเห็นที่ 26 : (ไก่แก้ว)

_/|\_ สาธุ สาธุ สาธุค่ะพี่ ขอบพระคุณมากๆค่ะ

อนุโมทนาด้วยค่ะ

 จากคุณ : ไก่แก้ว [ 25 ต.ค. 2544 / 22:48:40 น. ]
     [ IP Address : 203.146.131.10 ]


 ความคิดเห็นที่ 27 : (JeyZ)

=^_________________^=

 จากคุณ : JeyZ [ 26 ต.ค. 2544 / 08:08:00 น. ]
     [ IP Address : 208.58.97.43 ]


 ความคิดเห็นที่ 28 : (Foun)

Satuu.

 จากคุณ : Foun [ 26 ต.ค. 2544 / 12:52:03 น. ]
     [ IP Address : 203.146.145.243 ]


 ความคิดเห็นที่ 29 : (ใต้)

ขอบคุณครับท่านดังตฤณ

 จากคุณ : ใต้ [ 26 ต.ค. 2544 / 13:09:52 น. ]
     [ IP Address : 202.183.152.105 ]


 ความคิดเห็นที่ 30 : (ต๊ะ)

โดยปกติเป็นคนมีเมตตาต่อผู้อื่นอยู่แล้ว  เรียกว่าเป็นปกติจิตเลยก็ว่าได้
เวลาเดินไปไหนมาไหน  มักก้มดูพื้น เพราะกลัวเหยียบมด หรือสัตว์ตัวเล็กๆ
หลายครั้ง ที่ช่วยมด ผีเสื้อ  แมลงเม่า หรือสัตว์อื่นที่ตกน้ำ
บางที่ก็ไม่อยากที่จะปัดหยากไย่ในบ้านเลย  เพราะต้องทำร้ายแมงมุม
สงสารเค้าน่ะ เพราะว่าไปทำลายบ้านเค้า  ถึงจะรกไปแต่ก็ไม่ทำอันรายเรา
ถึงอย่างนั้นมันก็ต้องทำน่ะ  เพราะบ้านจะสกปรก
ช่วงหน้าฝนตก  ก็เอาขับรถหลบไส้เดือน กับหอยที่มันคลานออกมาอยู่ในถนน
จนเกือบถูกรถชนตายซะแล้ว......  จริงๆในใจ คิดว่าถ้าโดนชนตายจริง
ก็ไม่เป็นไร  เพราะช่วยชีวิตคนอื่นเค้าได้ ไม่เสียดายอะไร
หลายปีแล้ว ที่ตั้งใจจะไม่ฆ่าสัตว์ทุกชนิด  ทำไม่ได้อยากที่คิดตั้งใจหรอก
ที่เผลอเรอก็มี  สุดวิสัยก็มี  จำใจก็มี  ตั้งในก็มี 
ถึงอย่างนั้นปกติแล้วจะหลีกเลี่ยงจนถึงที่สุด  บ่อยที่ยุ่งกัด ก็ได้แต่นั่งมองมัน
ดูดเลือดจนอิ่ม แล้วบินไป  บางที่นั่งมองเวลามันดูอ่ะ  ท้องมันค่อยๆพองขึ้น
คงกินจนอิ่มเลยหละ  ให้เค้าเป็นทานน่ะ  เค้ากันเราเจ็บนิดเดียว ทำไมต้อง
ตีกันถึงตายด้วย  แค่เลือดไม่กี่หยดทำไมให้ไม่ได้
หลายคนเห็นเค้าเรียกว่าพ่อพระ   เหอะๆๆๆๆ  ผีบ้ามากกว่าน่ะ
จนทุกวันนี้  ไม่รู้ว่าคิดไปเองรึป่าว  คนอื่นโดนยุ่งกัน แต่ผมไม่โดนกัด
หรือโดนกันก็น้อยมาก   กลางคืนนอนผมนอนหลับสบายทั้งคืน ไม่เคยฝัน
ไม่โดนยุ่งกัด  หรืออะไรกวน  แต่แฟนผมบ่น นอนไม่ค่อยหลับยุ่งกัด กวนทั้งคืน
เวลาโดนมดกัด  ผมก็ไม่ฆ่ามัน  ค่อยๆดึงมันออก ทนเจ็บเอาน่ะ
บางที่ทนไม่ไหว ดึงแรงไปหน่อยอ่ะ  หัวหลุดติดกับหนังที่มันกัด
ตัวอยู่ที่มือ   เหอะๆๆๆ  ไม่ได้ตั้งใจ
เมื่อก่อนอยู่หอพัก  มดก็เดินเพ่นพ่านเต็มห้องไปหมด  เพื่อนร่วมห้องน่ะครับ
ไม่ฆ่าหรอก  อยากมากก็กวาดๆ  แต่เด๋วก็มาอีก  มดหน้าด้านอ่ะ ค่าเช่าห้องก็ไม่ช่วยจ่ายสักกะบาท   แถมไล่ไม่ไป 
จำได้มีอยู่ครั้งนึง  นั่งภาวนาอยู่  ยุ่งมันบินวนไปมาที่หู  บ้างก็กัดที่หน้าแข้ง
ตั้ง 2-3 ตัว เลยนึกในใจ  อย่ากวนดิ จะนั่งสมาธิ  เค้าก็หยุดเหมือนกัน.....ยังฟังรู้เรื่องแหะ  สภาวะจิตตอนนั้นค่อนข้างนิ่ง เย็น เต็มไปด้วยความเมตตามั้ง
เลยสื่อสารกับเค้ารู้เรื่อง  ต่อมาไม่เห็นทำได้อีก
อีกครั้ง   ไปจ่ายเงินให้เจ้าของหอพัก  ไปยืนเรียกแกตั้งนาน
แกมัวเล่นกับลูกอยู่ในห้องนอน  เลยถือวิสาสะ เปิดประตูเช้าไปในบ้านแก
มันก็ไม่เชิงบ้านอ่ะ  เพราะแกทำเป็นห้องอยู่ชั้นล่างของหอพักนั้นแหละ
พอเปิดประตูเข้าไป  หมาที่แกเลี้ยงไว้  มันก็วิ่งเข้ามาเล่นด้วย
สงเสียงเห่าเท่านั้นเอง  เจ้าของแกออกมา  แกทำท่าแปลกใจ ถามว่า
เข้ามาหมามันไม่ทำไรเหรอ   ผมก็ว่าเปล่ามันแค่เห่า แล้วก็เข้ามาเล่นด้วยเท่านั้น
เห็นแกทำหน้างงอ่ะ......  หมาแกคงจะดุมั้งครับ ไม่รู้เหมือนกัน
มีอีกที่หอพักนี่แหละครับ   นั่งภาวนาเสร็จ  เห็นจิตสว่างเป็นกุศลแรง
เลยแผ่ออกไป  บอกให้เทวดาโมทนาด้วย  เสร็จก็หลับไป
ตีอะไรไม่รู้เหมือนกัน  ได้ยินเสียงคนคุยกัน 7-8 คน ทั้งชายหญิง
แต่ฟังเท่าไหร่ก็ฟังไม่ออก ว่าคุยอะไรกัน  รู้แต่ว่าหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน
เหมือนกับพวกเค้านั่งกันเป็นวง อยู่บนดาดฟ้าของหอพัก 
ได้ยินเหมือนเสียงวางแล้วดึงกึกๆ บางทีเหมือนกระทืบเท้ามาแรง
แบบวิ่งเล่นมั้ง  แล้วคนอะไร วางแล้วได้ดังขนาดนั้น พื้นเป็นปูน
แก้วคงแตกหมด  นอนฟังอยู่สัก 2-3 นาที ถึงรู้ว่าเป็นอะไร เลยหลับต่อ
ที่ชัดกว่านี่ก็มีอีก  ตอนนั้นนั่งแผ่เมตตาเกือบ ชั่วโมงได้ก็ไล่ไปเรื่อยๆ
พ่อแม่........เทวดา  สัตว์ พรหม  ทั้งคนที่เราเกลียด รู้จัก หรือไม่รู้จัก
แผ่ไปๆ  มีดวงไฟสีขาวเหมือนหลอดนีออน ลอยผ่านหน้าไป แล้วทะลุกำแพงหายไป  ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นอะไร   ยิ่งเขียนยิ่งยาวอ่ะ......อิอิ
เมื่อวานมีคนแก่คนนึง  เดินเข้ามาหา  บอกว่ามาหาญาติ  แต่หาไม่เจอ
ไม่มีเงินกลับบ้าน ข้าวก็ยังไม่ได้กิน มากับหลานชาตัวเล็กๆ
เอาพระมาให้ เป็นพระกริ่ง  แกบอกว่าได้มาจากวัดสุทัศน์
แกว่าจะให้เท่าไหร่ก็ได้แล้วแต่จะให้  ถ้าไม่เข้าตาจนจริงๆพระนี่ก็ไม่ให้ใคร
เหมือนกัน  ดูแล้วน่าสงสารอ่ะ  แต่ก็กลัวเป็นพวกต้มตุ๋น
สุดท้ายด้วยความใจดี  เลยให้ไป 300  นี่ขนาดกลัวโดนต้มนะ  อิอิ
แถวขนมไปอีก 1 ถึง  ให้เอาไปให้หลานกิน
คิดว่า พระก็คือพระ ถึงจะไม่ได้ปลุกเสกอะไร  ท่านศักดิ์สิทธิ์
เราให้ด้วยใจเมตตา บริสุทธิ์  ถึงเค้าจะต้มเราแต่เค้าก็เป็นคน กินข้าวเหมือนกัน
คนทุศีลก็มีชีวิต คิดแบบนี้ได้ค่อยชื่นใจหน่อยอ่ะ  ในเมื่อจะให้ก็ต้องให้
ด้วยใจบริสุทธิ์   คนไม่ดีก็ต้องการมีความสุขเหมือนกัน   ให้ไปแล้วกลับมาทุกข์ใจเองจะได้อะไร เราไม่หวังผลอะไร ขอเพียงเห็นผู้อื่นเป็นสุข  พ้นทุกข์ก็ดีแล้ว
ขอทานก็มี  แม่ชีก็มา  พวกบอกว่าเป็นมูลนิธิก็มาด้วย  ก็หยิบให้ไป  หลายที่
เห็นใจเศร้าหมองลงเลย  เพราะรู้ว่าเค้าทุศีล  ต้องปรับจิตกันน่าดู  เอาเมตตาขึ้นหน้าหละ ทำจิตเราเบิกบานไวดีก่า  เหมือนกับให้ยายคนนั้นอ่ะ  คนทุศีลก็อยากอิ่มท้องเหมือนกัน
เค้าอิ่ม เค้ามีความสุข เราก็ใจไปด้วย  แค่นี่เป็นอันพอ
อีกสักเรื่อง………นะ   ไปงานกฐินวัดปู่ท่านมา  เข้าไปนั่งในวิหารที่ทำพิธีทอดอ่ะ
ก้มลงมามองที่พื้นเป็นจิ้งหรีดตัวนึง  ก็เลยคุยกับมันในใจว่า  มาทำบุญด้วยกันนะ
ชาติหน้าจะได้เกิดเป็นคน  ขอให้ถึงนิพพานไวๆ  พอเอามือจับมัน มันก็ดิ้นเหมือนกัน คงจะหนีอ่ะ
แต่มันก็รู้ความ เอามันเกาะไว้ที่หลังมือ  แล้วนั่งพนมมือฟังพระท่านสวด  ก็หลับตา ภาวนาไป
จิ้งหรีดมันก็ไม่ไปไหน  เกาะนิ่งอยู่จนเสร็จพิธี  พามันออกมา  จะปล่อยเพราะว่าจะกลับแล้ว
มันก็ไม่ยอมอ่ะ  เกาะอยู่ที่มือ จนต้องจับมันแล้วเอาวางไว้ที่พื้นดิ้น  บอกกับมันว่าอยู่นี่แหละ อยู่กับหลวงปู่
สัตว์ คุยกับเค้าด้วยจิตที่เมตตา  เราก็สื่อถึงกันได้ไม่ยากนัก สรุปวันนั้นอิ่มบุญ  เต็มหน้าอกไปหมด
ไม่กินข้าวเลย   จนเย็น ………………

การแผ่เมตตาขึ้นอยู่ที่กำลังของจิตเราเป็นสำคัญ เพราะถ้ากำลังจิตยิ่งมาก เท่าไหร่เรายิ่งสามารถแผ่กระแสจิต
ออกไปได้กว้างไกล  แต่ถ้าแผ่ออกไปมากๆ อาจทำให้เสียกำลังจิตไปได้   ส่วนกระแสจิตจะเย็นมากแค่ไหน
น่าจะอยู่ที่ว่าเรามีเมตตาต่อผู้อื่นเพียงใด  ผมมักรู้สึกตัวเป็นฐานมั่นก่อน  แล้วระลึกถึงความรักเรารักตนเองเช่นใด ก็รักผู้อื่นเช่นนั้น  หวังให้เค้ามีสุข  นึกถึงบุญกุศลที่ทำ  รวมตัวจนได้กำลัง แล้วนึกแผ่ออกไปเป็นสีขาววงกว้าง
สุดประมาณ  ไม่นึกถึงหน้าตา  ตัวตน  เชื้อชาติ  ศาสนา  ใกล้หรือไกล  นึกแค่แผ่ออกไปจนสุดกำลังจิต  เย็นสว่าง
เท่าเทียมกัน  ไม่มีสูง ต่ำ แบ่งชั้นวรรณะใดๆ  หรือไม่บางทีผมก็บริกรรมบทแผ่เมตตา โดยตัดแค่บทสั้นๆ ยึดเป็นหลัก   ใช้ความรู้สึกที่ออกมาจากใจปล่อยกระแสเมตตาออกไป ตามบทแผ่เมตตา แผ่ไปเรื่อยๆ อิ่มใจก็หยุด  บางที่ก็ขี้เกียจ  จริงแล้วผมว่า ผู้ที่จิตเมตตาจริงๆ  ไม่จำเป็นต้องนั่งแผ่เมตตาเลย  ในเมื่อเป็นผู้มีใจเมตตาอยู่แล้ว กระแสจิตย่อมเย็น อยู่เป็นพื้นฐาน เรียกว่า หวังให้ผู้อื่นเป็นสุขตลอดเวลานั้นก็เป็นการแผ่เมตตาโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว  ด้วยเหตุที่ลักษณะจิตเป็นอย่างนั้นเอง ……….เล่าให้ฟัง  ให้อ่านเล่นๆๆครับ



 จากคุณ : ต๊ะ [ 26 ต.ค. 2544 / 13:59:48 น. ]
     [ IP Address : 203.146.0.154 ]


 ความคิดเห็นที่ 31 : (โจ)

สาธุครับ ขอผผลบุญนี้จงมีแด่ทุกท่านโดยทั่งถึงกัน

 จากคุณ : โจ [ 26 ต.ค. 2544 / 14:00:15 น. ]
     [ IP Address : 203.151.98.155 ]


 ความคิดเห็นที่ 32 : (แหย๋ว)

ขอบพระคุณค่ะ

 จากคุณ : แหย๋ว [ 26 ต.ค. 2544 / 16:31:06 น. ]
     [ IP Address : 203.185.129.13 ]


 ความคิดเห็นที่ 33 : (โลภะ)

เห็นด้วยกับคุณต๊ะ ค่ะ
ขออนุโมทนา _/l\_ สาธุ

 จากคุณ : โลภะ [ 26 ต.ค. 2544 / 17:14:27 น. ]
     [ IP Address : 203.155.204.146 ]


 ความคิดเห็นที่ 34 : (คนไกลวัด)

    คงจะเป็นเพราะสายธารแห่งเมตตานี้กระมังที่ทำให้ลานธรรมฯแห่งนี้มีเสน่ห์  คนที่จรเข้ามาสังเกตการณ์  ถึงได้ฝากเนื้อฝากตัวขอเป็นขาประจำกัน  รวมทั้งดิฉันด้วย  ขอบคุณค่ะ  ^_^

 จากคุณ : คนไกลวัด [ 26 ต.ค. 2544 / 21:44:11 น. ]
     [ IP Address : 12.87.149.156 ]


 ความคิดเห็นที่ 35 : (เสรี)

อ่านแล้วได้ความรู้สึกสงบ ล่มลึกดี รู้สึกชอบสำนวนการเขียนของคุณดังตฤณไม่น้อย แต่ก็มาสะดุดนิดนึงตรงที่ใช้คำว่า "ล็อค" ความจริงน่าจะหาคำไทยที่เหมาะสมมาใช้แทน จะช่วยให้อ่านราบรื่นขึ้น เช่น "ยั้งจิต" "กำหนดขอบเขตจิต"

 จากคุณ : เสรี [ 27 ต.ค. 2544 / 23:44:44 น. ]
     [ IP Address : 203.107.246.117 ]


 ความคิดเห็นที่ 36 : (พายุ)

ทุกวันนี้สวดมนต์และแผ่เมตตาทุกวันเช่นกันครับแต่ว่าไม่เคยเห็นจิต
สว่างฯ หรือบางเหตุการณ์ที่คุณต๊ะประสบ ผมมีข้อสงสัยอยากจะขอ
ถามคุณต๊ะเป็นการส่วนตัวครับ กรุณาทิ้งเบอร์อีเมล์ให้ผมด้วยครับ

 จากคุณ : พายุ [ 28 ต.ค. 2544 / 03:50:21 น. ]
     [ IP Address : 195.93.64.157 ]


 ความคิดเห็นที่ 37 : (คนไกลวัด)

    อ่านเรื่องยุง ๆ ของคุณต๊ะเข้า   นึกเอ็นดูเจ้ายุงน้อยขึ้นมาทันทีจนอดไม่ได้ต้องเขียนมาคุยด้วย  ยุงเป็นศตรูหมายเลขหนึ่งมาตั้งแต่ดิฉันจำความได้  ทำสงครามกันมาตลอด  เคยคิดจะเรียนกีฏะ (อาจจะสะกดผิด – วิชาเกี่ยวกับแมลง)  เพื่อจะได้ล้างเผ่าพันธุ์ยุงให้สิ้นแผ่นดินกันเลย  พอดิฉันตั้งใจจะรักษาศีลห้าให้บริสุทธิ์  เกิดปัญหากับเจ้ายุงนี่ขึ้นมาทันที   ขืนเรายังทำสงครามกับเขาอยู่ศีลเราคงไปไม่รอดแน่  จึงตัดสินใจเจรจาสงบศึกกับยุง  เขาก็ยื่นข้อเสนอมาว่าขอกินเลือดอิ่มเพียงมื้อเดียว  เรามาคิดสรตะดูแล้วข้อเสนอนี้อยู่ในวิสัยที่จะรับได้  เพราะเราเองยังไปบริจาคเลือดด้วยความสมัครใจครั้งละตั้งเป็นถุง!  แต่กะเลือดหยดเดียวเราถึงกับตบตีเอาชีวิตเขา  ตั้งแต่นั้นมาเราก็อยู่ร่วมโลกนี้กันได้อย่างสงบ  พอเขาหิวผ่านมาเราก็เต็มใจปล่อยให้เขากินให้อิ่มจนท้องแดงแปล่ง  แต่ยังไม่ใจบุญถึงกับเชิญยุงทั้งครอบครัวมา เลี้ยงโต๊ะจีน!  ^_^  

 จากคุณ : คนไกลวัด [ 28 ต.ค. 2544 / 08:03:40 น. ]
     [ IP Address : 12.87.145.210 ]


 ความคิดเห็นที่ 38 : (ต๊ะ)

html_g@hotmail.com  ครับคุณพายุ
แต่ว่าถ้าจะให้ดีถามกันที่นี่เลยก็ได้อ่ะ
จาได้มีคนช่วยกันตอบบบบบบ..
เพราะคนเก่งแถวนี่เยอะนะครับ  ส่วนผมน่ะคนจำอวด....

 จากคุณ : ต๊ะ [ 28 ต.ค. 2544 / 14:46:25 น. ]
     [ IP Address : 203.146.0.154 ]


 ความคิดเห็นที่ 39 : (pump)

ขออนุโมทนาด้วยคนครับ

 จากคุณ : pump [ 28 ต.ค. 2544 / 21:18:09 น. ]
     [ IP Address : 202.133.166.117 ]


 ความคิดเห็นที่ 40 : (กลางชล)

สาธุค่ะพี่ดังตฤณ _/|\_

 จากคุณ : กลางชล [ 28 ต.ค. 2544 / 22:25:38 น. ]
     [ IP Address : 202.133.165.31 ]


 ความคิดเห็นที่ 41 : (เปรม)

ขอบคุณมากค่ะพี่ดังตฤณ  -/\-

 จากคุณ : เปรม [ 29 ต.ค. 2544 / 20:35:17 น. ]
     [ IP Address : 203.155.70.253 ]


 ความคิดเห็นที่ 42 : (ความคิด)

ขอบคุณครับ

 จากคุณ : ความคิด [ 31 ต.ค. 2544 / 21:37:24 น. ]
     [ IP Address : 10.1.64.26 ]


 ความคิดเห็นที่ 43 : (ปลาทอง)

อนุโมทนา _/l\_ สาธุค่ะพี่

 จากคุณ : ปลาทอง [ 19 พ.ย. 2544 / 20:58:45 น. ]
     [ IP Address : 203.107.156.133 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!