สังข์ทอง-รจนา
 เนื้อความ :

คัดลอกมาจากบางส่วนของหนังสือ “เค้าขวัญวรรณกรรม” ของท่านเขมานันทะค่ะ
เนื้อหาทั้งเล่มจะเป็นธรรมบรรยายเกี่ยวกับวรรณกรรมพื้นบ้าน นำมาตีความออกมา
เป็นสัญลักษณ์ในทางพุทธศาสนา อ่านเพลินดีค่ะ เลยเอามาฝาก

ย่อเรื่อง สุวรรณสังข์ชาดกหรือสังข์ทอง
        พระนางจันทาเทวีพระอัครมเหสีผู้กำลังทรงพระครรภ์ถูกพระสวามีขับไล่
ออกจากเมือง เพราะการกลั่นแกล้งของพระมเหสีรองและเสนาบดี ต้องระหกระเห
เร่ร่อนมาอาศัยอยู่กับตายายใจดีในป่า พระโพธิสัตว์ที่เสด็จมาจุติในครรภ์นาง
สงสารนางผู้เป็นมารดาจะลำบากในการเลี้ยงดู จึงอธิษฐานให้มีรูปเป็นหอยสังข์
อันเป็นทองอร่ามทั้งมีทรัพย์วิเศษอยู่ภายใน ทั้งนี้เพื่อจะได้คอยช่วงเหลือพระมารดา
        เมื่อนางคลอดลูกออกมาเป็น “สังข์ทอง” แล้ว นางจันทาเทวีก็สังเกตเห็น
ว่ากระท่อมที่อยู่มีคนมาปักกวาดสะอาดเรียบร้อยดี ด้วยความสงสัยว่าจะเป็นผู้ใด
นางจึงแสร้งทำทีไปป่า แล้วแฝงกายเฝ้าดู จนพบว่าลูกชายที่รักของนางเองเป็นผู้
ซ่อนตัวอยู่ในหอยสังข์ นางจึงทุบหอยสังข์แตก พระสังข์เสียใจมาก กล่าวกับนางว่า
“สังข์ทองและสมบัติภายในเป็นทิพย์สภาวะ เมื่อไม่มีหอยสังข์นี้แล้ว ลูกจะอยู่ได้
อย่างปลอดภัยที่ไหนเล่า” นางตอบลูกรักว่า “ตัวของลูกคือสภาวะสูงสุด เป็นสิ่งที่
ดีงามที่สุด ไม่มีผู้ใดเอาชนะได้ ไม่มีผู้ใดข่มขี่ได้ ไม่มีผู้ใดทำอันตรายได้อยู่แล้ว”
(ถ้อยคำจากปัญญาสชาดก สำนักพิมพ์ศิลปบรรณาคาร พ.ศ. ๒๔๙๙)
        เมื่อพระบิดาของพระสังข์ล่วงรู้ข่าวอันเป็นมงคลอัศจรรย์ก็เสด็จมารับ
พระสังข์และพระมารดากลับเข้าวังอีกครั้ง และไปผจญกับการกลั่นแกล้งของมเหสีรอง
ลวงพระสังข์ไปประหารชีวิตนานาวิธี แต่ก็ไม่อาจทำให้พระสังข์สิ้นพระชนม์ได้
        ท้ายสุดจึงลอยแพพระสังข์และพระมารดาออกทะเลไป เกิดพายุใหญ่
พัดแพแตก นางจันทาเทวีถูกพัดลอยไปถึงเมืองมัทราส และตกไปเป็นทาสีของ
เศรษฐีธนญชัย ส่วนพระสังข์นั้นจมน้ำจนถึงบาดาลพิภพของพญานาคราช จากนั้น
พระสังข์ได้รับพรและเรือสำเภาทอง ทำให้พระสังข์สามารถลุถึงอาศรมฤษีบนเกาะ
แห่งหนึ่งได้ ฤษีบอกทางไปพาราณสีแก่พระสังข์และสอนว่า
        “ถ้าเธอปรารถนาจะไปจริงๆ ให้ไปตามกระแสน้ำในเบื้องต้น จนถึงนคร
ของยักขิณี เธอต้องอนุญาตให้นางยักขิณีจับตัวเธอ แต่เธอจะไม่มีอันตรายใดใด”
(ถ้อยคำเหล่านี้ชวนขบคิดตีปริศนาในส่วนการปฏิบัติธรรม)
        นางยักขิณีหม้ายราชินีแห่งนครยักษ์จับตัวพระสังข์ทองได้และรักพระสังข์
ดุจเป็นลูกของนางเอง ด้วยความรักนี้ นางจึงปกป้องไม่ให้พระสังข์หนีจากนางไป
นางได้ห้ามพระสังข์ไม่ให้เข้าไปในสวนที่มีซากโครงกระดูกและกะโหลกคนที่ถูกนาง
จับกิน ทั้งยังห้ามไม่ให้ขึ้นไปปราสาทชั้นบนซึ่งมีของวิเศษทั้ง ๕ ประการอยู่ ของวิเศษ
ทั้ง ๕ นั้นได้แก่
        ๑) บ่อที่มีน้ำเป็นเงิน
        ๒) บ่อที่มีน้ำเป็นทอง
        ๓) รองเท้าทอง ๑ คู่ซึ่งเมื่อสวมแล้วสามารถเหาะได้ตามใจนึก
        ๔) พระขรรค์วิเศษที่ผู้ใดเป็นเจ้าของแล้วจะไม่เคยรบแพ้
        ๕) หน้ากากทานพ (นิทานพื้นบ้านว่าเป็นรูปเงาะ)
        เมื่อพระสังข์ตระหนักแน่ว่ามารดาเลี้ยงเป็นนางยักขิณีกินคน พระสังข์ก็คิดหนี
โดยได้ชุบตัวในบ่อเงิน และบ่อทองตามลำดับ สวมใส่ของวิเศษแล้วเหาะหนีไป
        นางยักขิณีติดตามพระสังข์มาจนสุดทางที่แบ่งเขตของยักขิณีกับเขตของมนุษย์
เพราะไม่สามารถข้ามแม่น้ำที่แบ่งเขตนั้นได้ นางจึงคร่ำครวญอาลัยรักพระสังข์ และสอน
มนต์วิเศษผูกใจบรรดาสัตว์ให้เรียกเนื้อเรียกปลาได้ตามใจนึก มนต์วิเศษนี้เรียกว่า
“มโนหรจินดามณีมหามนต์” เป็นมนต์ที่ผู้ใดท่องบ่นได้จะทำให้สมใจนึกดุจมีแก้วสารพัด
นึกทีเดียว
        พระสังข์สวมรูปเงาะแล้วเหาะมาถึงเมืองพาราณสี (ในนิทานพื้นบ้านของเรา
คือเมืองท้าวสามล) ในเวลานั้นนางคันธา (ซึ่งพื้นบ้านเราเรียกว่านางรจนา) ธิดาองค์ที่ ๗
กำลังจะเลือกคู่ พี่ของนางทั้ง ๖ คนเลือกคู่ได้เจ้าชาย ๖ พระองค์ ส่วนนางคันธานั้น
เธออธิษฐานต่อเทพเจ้าว่าถ้านางเป็นคู่ที่แท้ของพระสังข์แล้ว ให้นางสามารถเห็นรูปทอง
ภายในรูปเงาะของพระสังข์ ครั้นเห็นแล้วนางจึงคล้องมาลัยเลือกคู่ให้พระสังข์ พระราช
บิดาของนางกริ้วจัด จึงส่งนางและเจ้าเงาะไปอยู่นอกเมือง
        พระราชาวางแผนจะกำจัดเจ้าเงาะ จึงรับสั่งให้แข่งขันหาเนื้อหาปลากับหกเขย
(ในปัญญาสชาดกเป็นให้ล่าหมูป่าและจับปลา) พระสังข์จึงใช้มนต์เรียกเนื้อเรียกปลา
มาจนหมดสิ้น เมื่อหกเขยไม่สามารถหาเนื้อในป่าและปลาในน้ำได้เลย จึงมาทูลขอ
กับพระสังข์ พระสังข์ก็แบ่งเนื้อแบ่งปลาให้ โดยแลกกับการขอตัดหูและตัดจมูกของ
หกเขยเป็นค่าตอบแทน
        พระอินทร์ทรงช่วยเหลือให้พระสังข์ได้แสดงความสามารถเฉลียวฉลาด
ปกป้องเมืองจากศัตรูจนได้ พระสังข์ก็ทรงม้าไปในรูปจริงอันเป็นทองอร่ามทั้งองค์
และได้ชัยชนะในที่สุด จนได้เสกสมรสกับคันธา ต่อจากนั้นพระองค์ก็ได้พบพระมารดา
อันพรัดพรากจากกันมานาน แล้วขึ้นครองเมืองเป็นกษัตริย์องค์ใหม่ปกครองไพร่ฟ้า
โดยธรรม (ในปัญญาสชาดกยังมีเหตุการณ์อื่นๆอีกหลังจากขึ้นครองเมืองแล้ว)

การตีความ (แต่ท่านเขมานันทะขอให้ผู้เรียบเรียงเปลี่ยนเป็น”สรุปการมองเค้าโครง
ทางด้านจิตวิญญาณ”)

        พระสังข์ทอง เป็นสัญลักษณ์ของโพธิจิต คือ ธรรมชาติแห่งความรู้
(Knowledge Nature) ซึ่งจะงอกงามถึงสภาพตรัสรู้อันสมบูรณ์
        หอยสังข์              แทนสัญลักษณ์แห่งความรู้เฉลียวฉลาด (Intellect) หรือ
ปัญญาอย่างโลกย์ๆ ย่อมรู้สึกมั่นคงต่อชีวิตเหมือนพระสังข์เมื่อยังซ่อนตัวอยู่
ในหอยสังข์ แต่เมื่อทุบหอยสังข์แตกแล้วทำลายความรู้สึกนั้น เท่ากับเป็นการ
เผชิญกันสภาพที่ไม่มั่นคง แต่หากไม่มีการทำลายเปลือกนอกนี้ จิตก็ย่อมไม่
ตระหนักต่อสำนึกที่เหนือกว่า ก็ด้วยประสบการณ์แห่งทุกข์อันเกิดจากความ
ไม่มั่นคง แต่หากไม่มีการทำลายเปลือกนอกนี้ จิตก็ย่อมไม่ตระหนักต่อสำนึก
ที่เหนือกว่า ก็ด้วยประสบการณ์แห่งทุกข์อันเกิดจากความไม่มั่นคงนั้นเองที่
โพธิจิตจะลุกตื่นขึ้นทำหน้าที่ได้ ธรรมชาติของจิตนั้นประภัสสสรสว่างในตัว
ของมันเองอยู่แล้ว เมื่อเราตระหนักแท้ถึงธรรมชาตินี้ได้ เราก็ตระหนักรู้ถึง
ความจริงแห่งชีวิตคือ ทุกข์และเหตุแห่งทุกข์เอง ประสบการณ์ทางจิตวิญญาณนี้
จะปลุกเราให้ตื่นขึ้นในทางหรือ”มรรค” เป็นการเริ่มต้นการเดินทางเข้าสู่ความ
ลึกซึ้งของชีวิต ดุจดังสัญลักษณ์ที่พระสังข์จมลึกลงไปในทะเลลึกแดนแห่ง
นาคราช (นาคมักจะถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของความลึกซึ้งหรือมานะอันลึกซึ้ง
เสมอ)
        เรือสำเภาทอง แทนค่าความรู้อันจริงแท้และรุ่งเรือง จากการ
ได้ประจักษ์ความจริงแห่งทุกข์ แม้ว่าจะยังไม่ถึงที่สุดสมบูรณ์ก็ตามที
        เกาะที่ตั้งอาศรมฤษี ต่างสัญลักษณ์ของสภาวะจิตที่เป็นอุปจารสมาธิ
        เมืองของยักขิณีพันธุรัต เป็นสัญลักษณ์ของนิวรณ์ ๕ อันผู้ปฏิบัติละ
ได้แล้วจะประสบความสุขสงบเป็นสัญลักษณ์ของนิรามิสสุข (เพราะเป็น
เมืองสังหาร “คน” สภาพคนถูกฆ่าเหลือแต่กองกระดูก เทียบเท่าเฉียดฌาน
กลับมาสู่สภาวะปกติและเฝ้าดูด้วยปัญญาที่เรียกว่าวิปัสสนา เพื่อรู้แจ้งความจริง
ของชีวิต คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
        นี่คือสัญลักษณ์ที่จะต้องแต่งให้พระสังข์หนีออกจากเมืองยักขิณีมาสู่
เมืองมนุษย์ (พาราณสี) เป็นความงามของประสบการณ์ทางจิตวิญญาณ
อันเกินกว่าจะบอกกันด้วยภาษาสัญลักษณ์อื่นได้ดีกว่านี้แล้ว
        ผลสัมฤทธิ์จากการบรรลุอายตนะในฌานทำให้ได้มนต์วิเศษมโนหรจินดา
นั้นหมายถึง มโนมยิทธิ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เจโตปริญาณหยั่งรู้ใจสัตว์
        พระธิดาทั้งหกและหกเขย เป็นสัญลักษณ์ของอินทรีย์ทั้ง ๖ กับอารมณ์ทั้ง ๖
        นางคันธาหรือรจนา คือธรรมายตนะหรือดวงตาแห่งธรรม (ธรรมจักษุ)
ซึ่งสามารถเห็นแจ้งความทุกข์ จนเห็นสภาวะแจ่งแจ้งปราศจากทุกข์อันแทนด้วย
พระสังข์สวมรูปเงาะไว้
        ม้าที่พระสังข์ทรงเข้าเมืองและออกศึกนั้น คือกรรมฐานอันเหมาะกับ
อุปนิสัยของแต่ละบุคคล
        กรีฑาป้องกันเมืองที่พระสังข์ได้ชัยชนะจากพระอินทร์ปลอมตัวมาก็ช่วยเป็น
สัญลักษณ์ของชัยชนะภายในต่อแผ่นดินภายใน

ข้อสังเกต
        สังข์ทองเป็นวรรณกรรมพื้นบ้านอิงคติพุทธบริสุทธิ์มากกว่าพระสุธน-
มโนห์รา ซึ่งถือคติตามแบบรามายณะ เราจะพบว่า “สังข์ทอง”เน้นให้เห็นถึง
การผสมผสานของจิตที่มีธาตุรู้อยู่แล้ว และประสบการณ์เผชิญหน้ากับความทุกข์
ที่จะพัฒนาเป็นโลกุตรปัญญา
        …………
จริงๆยังมีเรื่องอื่นอีกหลายเรื่องแต่พอแล้วค่ะ เด็กๆเข้านอนได้
ผู้ใหญ่จะสนทนาธรรมต่อประการใดเชิญตามสะดวกค่ะ =)


 จากคุณ : วิลาศินี [ 1 พ.ค. 2544 / 11:12:05 น. ]
     [ IP Address : 203.185.80.14 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (tchurit)

นิทานเรื่องโปรดของผมตอนเด็กๆ
ได้รับการแปลเป็นเทศนาโดยท่านท่านเขมานันทะได้น่าสนใจมากครับ
ตอนเด็กๆ ยังจำติดตาตอนพระสังฆ์วิ่งเข้าหลบในหอยสังข์
ยังเคยคิดเลยว่า เวลาเจอภัยอะไรถ้าเรามีหอยสังข์ไว้คอยหลบก็น่าจะดีนะ

แต่ตอนนี้เห็นด้วยครับว่า
เราต้องกล้าที่จะทำลายเปลือกแล้วเผชิญกับปัญหาที่เข้ามาครับ
: )

 จากคุณ : tchurit [ 1 พ.ค. 2544 / 13:59:35 น. ]
     [ IP Address : 203.157.14.242 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (โยคาวจร)

Zzzzzzzz : )

 จากคุณ : โยคาวจร [ 4 พ.ค. 2544 / 09:02:24 น. ]
     [ IP Address : 202.47.246.8 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (rising_sun)

กระทู้นี้ไม่ค่อยมีคนร่วมสนทนา สงสัยว่าจะฟังนิทานหลับกันหมดแล้วมั๊งครับ

 จากคุณ : rising_sun [ 7 พ.ค. 2544 / 17:39:11 น. ]
     [ IP Address : 210.50.30.3 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (yoyo)

สาธุ ครับ 
และอนุโมทนา กับคุณ วิลาศินี ด้วยครับ 
ได้ สาระ ดี จริงๆ และก็รู้สึกดีด้วยครับ 

ไปนอน แล้วละ ครับ    Zzzzz

 จากคุณ : yoyo [ 14 พ.ค. 2544 / 02:58:02 น. ]
     [ IP Address : 203.144.197.140 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!