เนื้อความ :
อารมณ์อื่นๆก็คงเหมือนกันและก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ครั้งใดที่เรามีความรู้ตัวพร้อม เราจะเห็นความคิดและมีสิทธิที่จะไม่ทำตามความคิดนั้นก็ได้ ยิ่งมาอ่านหนังสือตามแนวหลวงพ่อเทียน พูดถึงเรื่องการเห็นความคิดก็ยิ่งสนใจอยากปฏิบัติมากขึ้น คิดว่าถ้าหากเราเจริญสติได้มากๆ เราก็จะไม่หลงไปในอารมณ์หรือความคิดที่เกิดขึ้นมาได้ ขนาดเราเห็นภาพโกรธครั้งเดียว ทุกข์ที่เราเคยมีนั้นลดลงตั้งมากมาย มีความเบาใจเบากาย คลายความยึดมั่นถือมั่นต่างๆได้พอสมควร นี้เป็นอานิสงส์ของการเห็นความคิด - มีความเปลี่ยนแปลงของจิตใจในแนวทางที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อผ่านการปฏิบัติกรรมฐานแนวการ เจริญสติโดยตามรู้ความเคลื่อนไหวของร่างกาย ในขณะปฏิบัติช่วงเวลาสั้นๆ คือ ๖ วันครั้งหนึ่งและ ๔ วันครั้งหนึ่ง ไม่ค่อยรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงเท่าไร แต่เมื่อเข้ามาในสังคมและสิ่งแวดล้อมเดิมๆ จะพบว่าอารมณ์ของเรามั่นคงขึ้น ไม่ฟูๆแฟบๆ จิตขึ้นๆลงๆน้อยลง ทั้งนี้เพราะสติเรามีมากขึ้นนั่นเอง - หลังจากผ่านการปฏิบัติเข้มข้นทั้ง ๒ ครั้ง ในช่วงเวลา ๖ วันและ ๔ วัน ผมได้กลับมาคิดเปรียบเทียบ แนวทางเจริญสตินี้ ผลที่เกิดขึ้นกับปริยัติต่างๆ ตามแนวทางการปฏิบัติและผลก็พบว่าเข้ากันได้ (ตามความเข้าใจของตัวเอง) ทั้งโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ ที่เริ่มด้วยสติปัฏฐาน๔ ,สัมมัปธาน๔, อิทธิบาท๔, อินทรีย์๕, พละ๕, โพชฌงค์๗, มรรคมีองค์๘ ก็เกิดขึ้นได้ เมื่อเราเจริญสติอยู่ สามารถทำกิจในอริยสัจ๔ ได้อย่างที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ นี่เป็นผลจากการเจริญสติอย่างต่อเนื่อง เพียงแค่กำหนดรู้การเคลื่อนไหวโดยการสร้างจังหวะตามแนวของหลวงพ่อเทียน
ประสบการณ์ปฏิบัติธรรม ณ วัดป่าสุคะโต ผมได้มีโอกาสไปปฏิบัติธรรมที่วัดป่าสุคะโต ๓ ครั้ง ดังที่ได้กล่าวไว้แล้ว ๒ ครั้งแรก ครั้งละ ๖ วันและ ๔ วัน ส่วนครั้งที่ ๓ คือ ช่วงเข้าพรรษาปีนี้ (๒๕๔๓) ครั้งแรกได้พบหลวงพ่อคำเขียน สุวณโณ ที่วัดท่ามะไฟหวาน มีเวลาคุยกับท่านไม่ถึง ๕ นาที ท่านถามว่าเจริญสติเป็นแล้วใช่ไหม (สร้างจังหวะ) ผมก็บอกท่านว่าทำตามจังหวะได้แล้ว ท่านก็บอกว่าลงมือทำเลย ปฏิบัติเลย คิดเสียว่านี่เป็นบ้านเรา บ้านที่สองของเรา (ก่อนหน้านี้ผมได้พบพระอาจารย์ทรงศีลก่อนแล้วที่วัดป่าสุคะโต) พอกลับไปที่วัดป่าสุคะโต ก็ลงมือทำเลย ผมไม่เคยถามว่าทำไปแล้วจะพบอะไร เจออะไร แล้วจะแก้อย่างไร พระอาจารย์ทรงศีลได้แนะแนวทางการปฏิบัติ และได้เน้นให้รู้อยู่กับการเคลื่อนไหว ผมก็ลงมือปฏิบัติเต็มที่ ทานอาหารมื้อเดียว ตอนเย็นทานนมกับน้ำปานะ อย่างอื่นบ้าง กิจวัตรประจำวันคือเข้านอนประมาณ ๓ ทุ่ม ตื่นนอนประมาณตี ๒ ตี๒กว่าๆ มาทำวัตรเช้า-เย็น บ้าง ไม่มาทำบ้าง ขึ้นกับความต่อเนื่องของอารมณ์ สมัยยังทำกรรมฐานไม่เป็น คิดว่าการทำวัตรหรือธุระอย่างอื่นเป็นอุปสรรคในการเจริญสติด้วยซ้ำ ทำอะไรอย่างอื่นก็อยากให้เสร็จเร็วๆ จะได้กลับมานั่งสร้างจังหวะหรือเดินจงกรมอีก เมื่อทำใหม่ๆ ก็มีความคิดมาก เข้าข่ายฟุ้งซ่าน ภาพเหตุการณ์เก่าๆในอดีต ก็ผุดมาให้เห็นทั้งๆ ที่ไม่เคยคิดจะจำภาพหรือเหตุการณ์นี้มาก่อน ตั้งแต่สมัยเด็ก สมัยเรียนหนังสือ ภาพบุคคลต่างๆ เกิดขึ้นมาให้เห็นมากมาย ภาพของการทำกรรมในอดีตทั้งดีและไม่ดี (ส่วนใหญ่จะเป็นบาป) ก็ผุดขึ้นมาให้เห็น ในใจตอนนั้นก็คิดว่าเจ้ากรรมนาย เวรต่างๆคงมาทวงถามหนี้ที่ติดกันอยู่ ก็ได้แต่อธิฐานขออโหสิกรรมและแผ่เมตตาไปให้ เหตุการณ์แบบนี้ก็ค่อยๆ น้อยลง ความคิดไปในอนาคตไม่ค่อยมี เพราะไม่มีโครงการใดๆที่คิดจะทำ จะมีมากคือความคิดไปในอดีต ภาพเหตุการณ์ต่างๆนั่นเอง เมื่อรู้ก็ทำอย่างที่กล่าว แล้วก็กลับมาอยู่กับการเคลื่อนไหวอีก ทำอย่างนี้อยู่เรื่อยๆ อุปสรรคอีกอย่างคือ ความง่วง ทำๆไปพอสงบก็จะง่วง อยากจะนอน วิธีแก้ก็มีหลายอย่างเป้าหมายคือเอาตัวให้รอดจากความง่วง และกลับมามีความรู้สึกตัวให้ชัดๆนั่นเอง เปลี่ยนอิริยาบถไปทำอย่างอื่นบ้าง ทำเร็วขึ้นบ้าง นอนหลับไปพักหนึ่งก็มี ทำอิริยาบถแปลกๆ เท่าที่จะคิดขึ้นมาได้ หกคะเมนตีลังกา (ยังคิดอยู่ว่าเป็นฆราวาสก็ดีเหมือนกัน คือไม่ต้องสำรวม) ส่งเสียงตะโกน เดินจงกรมถอยหลัง ไม่เคยทำก็ได้ทำ วิ่งจงกรม วิ่งแบบจ๊อกกิ้ง ทำกายบริหารต่างๆ เยอะแยะมากมายเท่าที่จะคิดขึ้นมาได้ ทำแล้วให้หายง่วง ให้กลับมารู้สึกตัวชัด ๆ ในขณะนั้นเองก็ไม่แน่ใจว่ามันถูกวิธีหรือเปล่า ก็ลองผิดลองถูกเรื่อยไป ไม่ถามแต่แก้เอาเอง ทำอย่างนี้ตลอด ๖ วัน ส่วนความเบื่อหน่าย ความลังเลสงสัย ก็มีมาบ้าง แต่ไม่มาก ก็หลุดเข้าไปร่วมคิด ร่วมสงสัยด้วย พอมีสติก็กลับมารู้สึกตัวใหม่ ก็ทำไป ช่วงทำกลางคืน (ผมได้อยู่กุฏิ ๑๒) ไม่มีไฟฟ้า มีแต่ความมืด ก็เจริญสติในกุฏิ หากมีความง่วงหรือฟุ้งมาก ก็จะลงมาเดินจงกรมข้างล่าง เพราะรู้ตัวอยู่ว่ามีความกลัวความมืดอยู่เหมือนกัน ฉะนั้นเวลาลงมา จิตที่ง่วงหรือฟุ้งก็จะไม่ไปไหน จดจ่ออยู่กับการเคลื่อนของกายความกลัวก็จะไม่มี แต่ถ้าจิตหลุดเมื่อไรก็จะมีความกลัวเกิดขึ้น เมื่อรู้จุดอ่อนแบบนี้ เราก็ใช้ให้เป็นประโยชน์ได้เหมือนกัน ตอนนั้นที่คิดว่าเป็นอุปสรรคอีกอย่างหนึ่งก็คือ ยุงและแมลงหวี่ที่มาคอยกัด-ตอมหู-ตอมตา ตอนนั้นจะรู้สึกรำคาญมากเพราะทำให้จิตไม่สงบ แต่ผมก็ไม่ทำร้ายมันหรือคอยไล่มัน เพราะต้องการความสงบ ดังนั้นพอไม่สงบก็เลยรู้สึกไม่พอใจ ขุ่นใจ ช่วงปฏิบัติผมจะคุยน้อยเท่าที่จำเป็น (บังเอิญช่วงนั้นมีพระและโยมน้อยพอดี) ไม่มีการถามใดๆ จนกระทั่งวันรุ่งขึ้นผมจะเดินทางกลับ ตอนค่ำวันก่อนกลับผมได้ไปกราบลาหลวงพ่อคำเขียนที่วัดท่ามะไฟหวานกับพระอีก ๓ รูป จึงได้ถามปัญหาเรื่องเทคนิคการปฏิบัติหลายอย่างที่เราทำผ่านมา คำตอบจากหลวงพ่อทำให้มีความโล่งอก เบาใจและมั่นในในการปฏิบัติมาก หลวงพ่อตอบว่า อะไรก็ได้ที่ทำให้เรามีความรู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลา ให้ทำเล่นๆเรื่อยๆแต่ทำจริงๆ อะไรก็ได้ เป็นคำตอบที่ผมประทับใจมาก แสดงถึงความไม่ยึดติดในรูปแบบ เป้าหมายอันเดียวคือ สติหรือความระลึกรู้ ผมจะอยู่ที่ไหนหรือทำอะไรก็รู้ได้ ปฏิบัติได้ การวางใจไว้ก่อนว่าเราจะทำเล่นๆ นี้มีประโยชน์มากจริงๆมีอะไรมากมายเกิดขึ้นจากการวางใจว่าจะทำเล่นๆ แต่ว่าให้ต่อเนื่อง และอีกอย่างที่หลวงพ่อบอก คือทำไปอมยิ้มไปน้อยๆ (ให้ตั้งใจ) ในขณะปฏิบัติไม่ต้องเคร่งเครียดใดๆ เทคนิคเหล่านี้มีประโยชน์มหาศาล ขอให้ลองทำดูและพิสูจน์ดู ได้อนิสงส์มากจริงๆ ช่วงนั้นผมก็ยังไม่รู้ว่าตัวสติคืออะไร รู้อยู่แต่ว่ามีอะไร (ความคิดอื่นๆ) เกิดขึ้น เมื่อกลับมาอยู่กับการเคลื่อนไหวแล้วความคิดก่อนหน้านั้นจะหายไป และสภาวะที่รู้อยู่กับการเคลื่อนไหวเฉยๆ นั้นสบายๆ สามารถเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างของอารมณ์ของจิตที่มีความลักคิด (คือไม่ได้ตั้งใจคิด) กับจิตปรกติที่รู้อยู่เฉยๆได้ สามารถแยกอารมณ์วิปัสสนากับอารมณ์สมถะได้ พบว่าทั้งสองอย่างนั้น ในขณะเจริญสตินี้อยู่ด้วยกันตลอดเวลา โดยสมถะเหมือนน้ำหล่อเลี้ยง คลอเคลียอยู่ด้วยตลอด ขณะที่ก็รู้ๆอยู่ ครบ ๖ วัน ผมค่อนข้างมั่นใจแนวทางนี้มาก จึงกลับมาทำต่อในที่ทำงานแต่ก็ไม่ได้อย่างที่คิดไว้ เพราะตอนนั้นทำไม่เป็น ต้องการความสงบอยู่ พอทำงาน จิตไม่สงบก็เลยทำปฏิบัติได้ไม่เหมือนอยู่วัดแต่ก็ดีกว่าเดิม
|