การรักษาศีล
 เนื้อความ :

คัดลอกจากหนังสือสัมมาทิฏฐิ
โดย หลวงพ่อทูล  ขิปฺปปญฺโญ
****************************************
การรักษาศีล
รักษาศีลข้อที่ ๑  คือข้อปาณาฯ 
        การรักษาศีลข้อนี้คือห้ามฆ่าสัตว์ทุกชนิดรวมทั้งมนุษย์ด้วย  การฆ่าสัตว์ทำให้ศีลขาดนั้นมีองค์ประกอบ  ๕  อย่าง  ดังนี้  ๑. สัตว์นั้นมีชีวิต  ๒. รู้อยู่ว่าสัตว์นั้นมีชีวิต  ๓. มีความตั้งใจที่จะฆ่า  ๔. มีความพยายามที่จะฆ่า  ๕. สัตว์ตายด้วยความพยายามนั้น  เมื่อครบด้วยองค์  ๕  นี้ศีลจึงขาด  แต่ถ้า  ๑ - ๔  ศีลยังไม่ขาด  แต่มีความเศร้าหมองไม่สมบูรณ์  การฆ่าสัตว์นั้นทำให้ศีลขาดเท่ากัน  แต่บาปกรรมนั้นไม่เท่ากัน  สมมุติว่าฆ่าสัตว์ตัวที่มีบุญคุณแก่เรา  มีส่วยช่วยเหลือช่วยงานแก่เรา  ทำประโยชน์ให้แก่เรา  เช่น  วัว  ควาย  ช้าง  ม้า  เป็นต้น  ถ้าฆ่าธรรมดาก็มีบาปมากอยู่แล้ว  ถ้าฆ่าด้วยความโกรธก็จะได้รับผลของบาปมากขึ้นเท่าตัว  แต่ถ้าสัตว์ตัวที่ถูกฆ่านั้นเป็นพระโพธิสัตว์ลงมาใช้ชาติ  ก็จะได้รับผลของบาปนั้น  ๑๐  เท่าทีเดียว  เมื่อตายไปก็จะได้ลงไปสู่นรกทันที  จะได้รับกรรมถูกไฟนรกแผดเผาให้เกิดความทุกข์ทรมานยาวนานทีเดียว  เมื่อพ้นจากนรกแล้วก็จะได้มาเกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉาน  ให้เขาฆ่ามาเป็นอาหารหลายร้ายชาติ  ถ้าได้มาเกิดเป็นมนุษย์ก็เป็นมนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์  เพราะยังมีวิบากกรรมติดตามมาสนองได้อีก  เช่นทำให้อวัยวะไม่สมประกอบ  จะทำให้ตาบอด  หูหนวก  ง่อยเปลี้ยเสียขา  แขนหัก  ขาขาด  ปวดหลัง  ปวดเอว  ปวดตามร่างกาย  หาความสุขไม่ได้เลย  หรือเป็นโรคนานาชนิด  ทำให้ชีวิตทนทุกข์ทรมาน  หรือเกิดมาแล้วมีอายุสั้นพลันตายด้วยอุบัติเหตุต่าง ๆ  นี้คือผลกรรมที่ตามสนอง  ถ้าฆ่าสัตว์อื่นที่ไม่มีบุญคุณแก่เรา  ถ้าฆ่ามากไปก็ตกนรกได้  เมื่อพ้นจากนรกแล้วจะเกิดมาเป็นมนุษย์ก็ทำให้ชีวิตหาความสุขไม่ได้  อายุยังไม่ถึงกาลเวลาของอายุขัยก็ตายไปเสีย  ถ้าฆ่าสัตว์เล็ก ๆ น้อย ๆ เกิดมาในชาติหน้าผลของบาปกรรมนั้นจะทำให้ร่างกายเศร้าหมอง  ผิวพรรณหยาบกร้านมีโรคผิดหนังประจำตัว  มีการเจ็บป่วยเมื่อยตัวเป็นประจำ  ดังที่ได้อธิบายมานี้เป็นผลบาปกรรมในการฆ่าสัตว์นั่นเอง

        การใช้ปัญญาพิจารณาในผลของบาปกรรมที่ผิดศีลข้อ  ๑  นี้  ก็เพื่อให้เข้าใจในผลของกรรมที่ตามสนองให้ได้เกิดความกลัวในบาปกรรมนั้น ๆ ให้เกิดความสำนึกในชีวิตเขาและชีวิตเรา  ที่มีความรักความหวงแหนในชีวิตเหมือนกับเรา  สัตว์ทุกตัวตลอดเราด้วยก็ไม่อยากตายเพราะถูกฆ่าเหมือนกัน  ฉะนั้นจึงไม่ควรที่จะอ้างว่า  สัตว์เกิดขึ้นมาเพื่อเป็นอาหารของมนุษย์  แต่ถ้าจับตัวมนุษย์ที่ชอบพูดอย่างนี้ไปให้เสือกินไปให้จระเข้กินดูซิเขาจะว่าอย่างไร  สัตว์ทุกตัวมีความกลัวต่อความตายทั้งนั้น  เห็นมนุษย์อยู่ที่ไหนก็ต้องหลบหลีกปลีกตัวเพื่อความปลอดภัยแก่ชีวิตของเขา  ถึงขนาดนั้นก็พ้นเงื้อมมือมนุษย์ใจบาปนี้ไปไม่ได้  พากันตามไล่ตามฆ่าเอามาเป็นอาหาร  ไม่มีความเมตตาสงสารเขาบ้างเลย  แต่ละวันมีความสะดุ้งหวาดผวากลัวต่อความตายอยู่ตลอดเวลา  ไม่กล้าที่จะออกหากินอะไรได้ตามใจ  ถ้าเราตกอยู่ในสภาพอย่างนี้จะมีความทนทุกข์ทรมานขนาดไหน  ถึงอย่างไรก็ขอให้คิดถึงชีวิตเขาชีวิตเราดูบ้าง  หัวอกเขาอย่างไรหัวอกเราก็เป็นอย่างนั้น  ไม่ควรเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย  ให้ถือว่าเขาเป็นญาติเป็นเพื่อนที่เกิดแก่เจ็บตายเหมือนกันกับเรา  มนุษย์ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีจิตใจสูง  แต่ขอให้สูงด้วยความรัก  ให้สูงด้วยความสงสารต่อสัตว์ทั้งหลาย  จึงจะชื่อว่าเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์  เป็นมนุษย์ที่มีคุณธรรม  ให้สัตว์อื่นได้พึ่งบารมีสมกับที่ว่ามนุษย์มีจิตใจสูงนี้ด้วยเถิด  ถ้าเราใช้ปัญญาพิจารณาในลักษณะนี้อยู่บ่อย ๆ  ใจเราก็จะค่อยเปลี่ยนแปลงไปในทางดี  จะมีความเมตตาต่อสัตว์  มีความสงสารสัตว์มากขึ้น  ในที่สุดเราก็จะไม่กล้าฆ่าสัตว์อีกเลย  นี่คือมีปัญญาในการรักษาศีล  หรือศีลเกิดขึ้นจากปัญญาก็ว่าได้  ถ้ารับศีลมาแล้ว  แต่ขาดปัญญาในการรักษา  ศีลนั้นจะขาดหายไปโดยไม่รู้ตัว  ฉะนั้น  สุตมยปัญญาและจินตมยปัญญา  ต้องเกิดมาก่อนศีลแน่นอน  นี้คือสัมมาทิฏฐิ  คือปัญญาความเห็นชอบในการรักษาศีลนั้นเอง

รักษาศีลข้อ  ๒  คือ  อะทินนาฯ
        ศีลข้อนี้ก็เกิดขึ้นจากปัญญาเช่นกัน  จงใช้ปัญญาพิจารณาอยู่บ่อย ๆ ว่า  สิ่งของของคนอื่นเขาได้มาด้วยความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า  หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินด้วยแรงงานด้วยหยาดเหงื่อของเขาเอง  หวังว่าจะได้อาศัยปัจจัยเหล่านี้หล่อเลี้ยงชีวิตต่อไป  มีความรักทะนุถนอมดูแลเพื่อหวังความสุขในทรัพย์สินเหล่านั้น  ถ้าเราไปลักไปปล้นเอาสิ่งของจากเขามาแล้ว  เขาก็จะมีความเสียดาย  คิดถึงสิ่งของของเขามาแล้ว  เขาก็จะมีความเสียดาย  คิดถึงสิ่งของของเขามากทีเดียว  สมมุติว่ามีคนใดมาลักมาปล้นเอาสิ่งของของเราไป  เราก็จะมีความเสียดายและคิดถึงเช่นกัน  ให้คิดถึงหัวอกเขาหัวอกเราดูบ้าง  เพราะของทุกอย่างใคร ๆ ก็มีความหวงแหนด้วยกันทั้งนั้น  ไม่อยากให้คนใดมาลักเอาทรัพย์สินจากตัวเราไป  เมื่อเราคิดได้อย่างนี้เราก็จะไม่กล้าไปลักเอาสิ่งของของผู้ใดทั้งสิ้น  ศีลข้อนี้ก็จะอยู่เป็นคู่ของกายของใจเราตลอดไป  นี้คือผู้มีปัญญาฉลาดในการรักษาศีล

        ต้องใช้ปัญญาอบรมใจตัวเอง  และสอนใจตัวเองอยู่เสมอ  ให้คิดถึงบาปกรรม  ที่จะตามสนองในชาติหน้าว่า  จะเกิดในสถานที่ทุกข์จนขาดแคลนมาก  ความสะดวกความสบายในทรัพย์ไม่มีเลย  ตลอดที่อยู่อาศัยบ้านเรือน  ที่จะซุกหัวนอนก็ไม่มี  อาหารการกินสิ่งที่ดี ๆ  มีโอชารสจะไม่ได้กินเลย  มีแต่ไปหาเก็บเอาอาหารในถึงขยะกินไปพอประทังชีวิตเท่านั้น  จะหางานหาเงินพอจะเป็นไปได้ก็ไม่ได้  พอจะก็มีไม่มี  เหมือนคำว่า  นกคาบมา  อีกาคาบหนี  ถึงจะมีทรัพย์สินอยู่บ้างแต่ก็จะถูกคนมาลักคนมาปล้นจากตัวเราไป  หรือเกิดความฉิบหายไปด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง  นี่ก็ผลของกรรมในการลักเอาสิ่งของของคนอื่นมาเป็นของตน  ให้เราพิจารณาในลักษณะนี้อยู่บ่อย ๆ ใจก็จะค่อยเห็นโทษภัยที่จะมาถึงตนทีหลัง  ใจก็จะเกิดความละอายและเกิดความกลัวต่อกรรมชั่วมากขึ้น  นี้เรียกว่าตนเตือนตนด้วยตนเอง  ฉะนั้นผู้รักษาศีลก็ต้องมีปัญญาในการรักษาดังนี้

ศีลข้อ  ๓  คือข้อกาเมฯ 
        ศีลข้อนี้ก็ต้องมีปัญญารักษาเช่นกันใช้ปัญญาพิจารณาว่าเราเป็นมนุษย์  รู้จักความละอายในการกระทำของตนเอง  ไม่ควรประพฤติตัวเหมือนสัตว์ดิรัจฉาน  เพราะสัตว์ดิรัจฉานไม่มีปัญญาไม่มีความละอายในความประพฤติ  เขาจึงทำกันไปแบบภาษาสัตว์  ใครเป็นพ่อใครเป็นแม่ใครเป็นลูกเขาไม่ถือกัน  จะล่วงเกินเมียใครลูกใครเขาก็ไม่ละอาย  เขาไม่รู้จักสิ่งที่ควรหรือไม่ควร  นี่เราเป็นมนุษย์ที่เพียบพร้อมด้วยคุณธรรม  มีสติมีปัญญาที่ดี  รู้จักบาปบุญคุณโทษ  จึงไม่ควรฝึกตัวเอาแบบอย่างของสัตว์ดิรัจฉาน  ความพอดีของมนุษย์คือผัวเดียวเมียเดียวก็พอแล้ว  ถ้ามาฝึกตัวเหมือนสัตว์  เกิดชาติหน้าก็จะได้ไปเกิดเป็นสัตว์อีกต่อไป  ดังภาษิตว่า  มนุสฺสติรจฺฉาโน  ถึงร่างกายเป็นมนุษย์  แต่ใจเป็นเหมือนสัตว์ดิรัจฉาน  เมื่อตายไปก็จะได้ไปเกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉานต่อไป  เมื่อได้มาเกิดเป็นมนุษย์วิบากกรรมก็ยังตามมา  กรรมจะบันดาลให้ได้แต่คนนอกใจ  ถ้ามีสามี  สามีก็จะนอกใจ  ถ้ามีภรรยา  ภรรยาก็จะนอกใจ  ไม่มีความซื่อสัตย์ต่อกัน  เผลอเมื่อไร  เป็นอันเกิดเรื่องทันที  ถ้าเป็นไปในลักษณะอย่างนี้  จะไม่มีความสุขในครอบครัวนั้นเลย  มีแต่ทะเลาะเบาะแว้งตีกันฆ่ากันเดือดร้อนวุ่นวายกันไปหมด  นี้คือบาปกรรมตามสนองผู้ชอบล่วงละเมิดศีลข้อกาเมฯ  ฉะนั้นเราเป็นมนุษย์ผู้มีจิตใจสูงมีสติปัญญาที่ดี  ก็ให้มีศีลข้อนี้ประดับใจประดับกาย  ใช้เป็นอุบายสอนใจอยู่เสมอ ๆ  อีกสักวันหนึ่งใจก็จะเกิดความสำนึกตัวมีความละอายในการกระทำในสิ่งที่ผิดจากจารีตประเพณี  นี้คือรักษาศีลด้วยปัญญา  ถ้าปัญญาได้อบรมสอนใจตัวเองอยู่บ่อย ๆ อย่างนี้  ผู้นั้นจะไม่ผิดศีลข้อกาเมฯ  นี้อย่างแน่นอน

ศีลข้อที่  ๔  คือข้อมุสาฯ
        ศีลข้อนี้จะขาดไปเพราะคำพูด  ฉะนั้นก่อนจะพูดต้องตรึกตรองใคร่ครวญในคำพูดให้ดีเสียก่อนจึงพูดออกไป  ว่าการพูดในประโยคนี้จะเกิดความเสียหายกับตัวเองและคนอื่นหรือไม่  ถ้าเราพูดความไม่จริงออกไปจะเกิดความรู้สึกแก่ผู้รับฟังอย่างไร  หรือเราได้รับฟังคำพูดไม่จริงจากคนอื่น  ในความรู้สึกของเราก็จะขาดความเชื่อถือจากคนนั้นทันที  หรือพูดส่อเสียดเบียดบังเปรียบเปรยในลักษณะเสียดแทงให้คนอื่นไม่สบายใจ  การพูดออกไปอย่างนี้จะก่อให้เกิดความแตกแยกกัน  สมมุติว่าแต่ก่อนมามีความรักกันมีอะไรก็ช่วยเหลือกัน  เหมือนกับว่าฝากเป็นฝากตายกันได้  มีความเคารพเชื่อถือกันมาตลอด  ไปไหนไปด้วยกันอยู่ด้วยกัน  ความรักสมัครสมานสามัคคีมีต่อกันอย่างมั่นคง  เป็นเพื่อนสนิทมิตรที่รักต่อกันมาแล้วตาม  เมื่อได้รับฟังคำพูดที่ไม่จริง  หรือเป็นคำพูดส่อเสียดเปรียบเปรยไปในทางทีเสียหาย  ความรักกันความไว้ใจกันที่เคยมีมาทั้งหมดนั้นก็พังทลายลงทันที  ความสามัคคีที่เคยมีต่อกันมาก็แตกแยกกัน  แต่ก่อนเคยแสดงกิริยาในความรักความเคารพต่อกัน  และมีความเชื่อถือต่อกันมายาวนานก็ตาม  ความรู้สึกทั้งหมดนี้ก็หมดสภาพไป  ถึงจะมีภาระหน้าที่พูดคุยกันก็ไม่สนิทสนมกันเหมือนที่เคยเป็นมา  ถึงจะมีกิริยาออกมาในทางที่ดีต่อกันอยู่ก็ตาม  ส่วนตัว  อกิริยา  ที่เจ็บใจฝังลึก ๆ ในความรู้สึกนั้นยังมีอยู่  อีกสักวันหนึ่งก็จะหาช่องทางระบายอารมณ์แห่งความแค้นนี้ออกไปให้ได้  จะเพ่งเล็งหาจุดอ่อนซึ่งกันและกันออกมาตอบโต้กัน  ถ้าพูดต่อหน้าไม่ได้ก็ต้องพูดลับหลัง  อาศัยคนใดคนหนึ่งเป็นสุขภัณฑ์เป็นผู้รับถ่ายเท  ระบายความในในที่ไม่พอใจกับคนคนนั้น  ด้วยวิธีใดก็จะระบายออกมาอย่างเต็มที่  นี้เรียกว่าพูดโจมตีกันลับหลัง  หรือกล่าวคำนินทาว่าร้ายออกมาให้สนใจ  เมื่อเริ่มต้นเป็นมาอย่างนี้  ต่อไปนี้จะเกิดความอิจฉาตาร้อนต่อกัน    หาคำพูดที่จะเอาชนะกันด้วยวิธีต่าง ๆ ในที่สุดก็กลายเป็นพยาบาทอาฆาตจองเวรต่อกันไปไม่มีที่สิ้นสุด

        ฉะนั้น  เราจะฝึกตัวให้เป็นคนจริง  ฝึกรับผิดชอบในคำพูดของตัวเองในมาก  เพราะคำพูดนั้นเป็นสื่อที่กระทบใจได้รวดเร็วกว่าการทำทางกาย  โบราณท่านกล่าวว่า  พูดออกไปสองไพเบี้ย  กลับนิ่งเสียตำลึงทอง  นี่ก็หมายความว่าให้รู้จักการยับยั้งในคำพูดเอาไว้  เพื่อจะได้ทบทวนดูว่าการพูดอย่างนี้จะมีผลดีผลชั่วอย่างไรนั่นเอง  การเกิดปัญหาในสังคมที่ไม่เข้าใจกันทุกวันนี้ก็เกิดจากคำพูดที่ไม่เหมาะสมต่อกัน  คนจะเกิดความรักกัน  หรือเกิดความเกลียดชังกันก็เพราะคำพูด  แต่ละวันจะสัมผัสกันด้วยคำพูดนี้มากกว่าการทำทางกาย  ถ้าใจขาดสติขาดปัญญาความรอบรู้แล้ว  คำพูดก็หลุดออกมาในทางผิดได้ง่าย  ฉะนั้นคำพูดจึงเป็นสื่อที่บอบบางต้องระวังเป็นพิเศษ  อย่าพูดด้วยมานะทิฏฐิ  ว่าเราดีกว่าเขา  เรามีฐานะมั่นคงกว่าเขา  เรามีความรู้ดีกว่าเขา  เรามีหน้าที่การงานตำแหน่งดีกว่าเขา  เรามีชาติตระกูลดีกว่าเขา  เราเป็นผู้บังคับบัญชาเขา  อยากพูดอย่างไร  ก็จะพูดไปตามชอบใจ  อยากพูดดุด่าอย่างไรกับใครก็ใช้อำนาจของตัวเองพูดไปโดยไม่เกรงกลัวต่อใครทั้งสิ้น  โบราณว่า  เท้าช้างเหยียบปากนก  ก็เป็นในลักษณะนี้  นี่เรียกว่า  คนหลงในมานะทิฏฐิของตัวเอง  ถึงผู้น้อยเขาไม่มีโอกาสตอบโต้ก็ตอบ  แต่อย่าลืมว่าผู้น้อยก็มีหัวใจที่เต็มไปด้วยกิเลสเหมือนกัน  มีความโกรธความเกลียดผู้ใหญ่ได้เหมือนกัน  ถ้าเป็นไปในลักษณะอย่างนี้  สังคมของมนุษย์ที่เคยมีความรักต่อกันก็เริ่มจะร้าวฉานหรือแตกสลายไป

เมื่อความรักทางใจไม่มีต่อกัน  ความสัมพันธ์ทางกาย  ความสัมพันธ์ทางวาจาก็ตีตัวห่างจากกัน  แต่ก่อนเคยช่วยเหลือเจือจานต่อกันด้วยกำลังกายกำลังทรัพย์  กำลังสติปัญญา  ช่วยแก้ปัญหากันมาตลอด  แต่บัดนี้ได้พังทลายลง  ขาดทั้งความรัก  ขาดทั้งความสงสาร  ขาดทั้งความเคารพเชื่อถือ  ความดีที่มีต่อกันเป็นอันว่าสิ้นสุดลง  จะพึ่งอะไรต่อกันไปในวันข้างหน้าก็หมดสภาพลง  นี่ก็เป็นเพราะคำพูดเป็นต้นเหตุดังคำที่ว่า  การพูดไม่ดีกับคนอื่นอย่างไรย่อมพูดได้แต่อย่าหวังน้ำใจจากคนอื่น  เมื่อมีความสำคัญได้อย่างนี้  จากนี้ไปให้ตั้งใจไว้ว่า  เราจะไม่พูดเท็จ  พูดส่อเสียด  หรือเราจะไม่พูดที่ทำให้คนอื่นมีความเดือนร้อนเป็นทุกข์ด้วยคำพูดของเรา  นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ศีลข้อที่  ๕  คือข้อสุราฯ 
        ศีลข้อนี้ก็มีความสำคัญอยู่มากทีเดียว  จึงได้บัญญัติเอาไว้  เพื่อป้องกันเหตุร้ายที่จะเกิดขึ้นทีหลัง  เฮโรอีน  ฝิ่น  กัญชา  ยาม้า  เหล่านี้  ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ทำให้ใจเกิดความลืมตัว  กล้าทำกล้าพูดในสิ่งที่ไม่ควรทำควรพูด  ถ้าเมาลงไปเมื่อไรจะไม่คิดถึงในคุณธรรมที่ดีงาม  จะฆ่าสัตว์  ลักทรัพย์  ประพฤติผิดในกาม  พูดโกหกมดเท็จ  พูดส่อเสียด  พูดคำหยาบ  พูดเหลวไหลไม่มีสาระ  หมดความละอาย  จะทำจะพูดอะไรไม่มีความสำนึก  ไม่มีความรับผิดชอบในการทำการพูดของตนเอง  ตามปกติแล้วมนุษย์เรามีนิสัยบ้าบอคอแตกอยู่ในตัวอยู่แล้ว  เมื่อได้เสพสิ่งที่ว่ามาผสมลงไป  ใจก็จะเกิดเป็นบ้าเพิ่มขึ้นหลายท่า  มีกิริยาทางกาย  กิริยาทางวาจา  ที่แสดงออกมานั้นไม่น่าดูไม่น่าฟัง  ดังเห็นกันอยู่ในที่ทั่วไป  ย่อมก่อเหตุก่อภัยขึ้นมานานาประการ  เกิดความเสียหายให้แก่ตัวเองและคนอื่นเป็นอย่างมาก  จะเป็นผู้นำในครอบครัวหรือเป็นผู้นำในการบริหารงานต่าง ๆ ไม่ได้เลย  พวกขี้เมาทั้งหลายนี้จะพัฒนาในสิ่งใดให้ดีขึ้นไม่ได้เลย  มีแต่จะก่อให้เกิดความหายนะล้มเหลวล่มจม  เสียหายในทรัพย์สินเงินทอง  ไม่รู้จักในการเก็บรักษาและไม่รู้จักหาสมบัติเข้ามาเพิ่มเติม  มีแต่จ่ายให้หมดไป  ไม่รู้อนาคตของตนเองว่าจะเป็นไปอย่างไร  การกระทำของคนประเภทนี้  นักปราชญ์บัณฑิตทั้งหลายไม่มีความสรรเสริญอีกต่อไป  ในชาติหน้าเขาก็จะได้รับกรรมชั่วอย่างแน่นอน

        เมื่อคนประเภทนี้ตายไปย่อมลงสู่อบายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  เมื่อได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์วิบากกรรมย่อมตามมาให้ผล  เช่นเป็นคนที่เสียจริตผิดมนุษย์ธรรมดา  ที่เรียกว่าคนไม่เต็มบาทนั่นเอง  คนประเภทนี้จะเห็นกันอยู่ทั่วไป  คนพวกนี้หารู้ตัวไม่ว่าแต่ก่อนได้ทำกรรมอะไรมา  ไม่รู้ตัวเลยเพราะกรรมมาปิดบังเอาไว้  เมื่อใครไม่อยากเป็นคนประเภทนี้ในชาติหน้า  ในชาตินี้ก็อย่ากินเหล้าเมายาดังที่ได้อธิบายมาแล้ว  หรือเคยกินอยู่แล้วก็ขอให้ลดน้อยลง ๆ จนน้อยที่สุด  และจะไม่กินต่อไปจนตลอดวันตาย  ถ้าคิดไว้อย่างนี้  ก็เริ่มจะเป็นคนดีได้บ้าง  ถ้าไม่กินจริง ๆ ก็จะเป็นคนดีมีคุณค่าแก่ตัวเอง

        ดังที่ได้อธิบายวิธีในการรักษาศีล  ๕  มานี้เป็นเพียงหลักการเท่านั้น  ส่วนวิธีการและระเบียบในการรักษาศีลนั้นเราจะตั้งขึ้นมาเอง  ตามปกติแล้วการจะรักษาศีล  ๕  ให้มีความบริสุทธิ์บริบูรณ์พร้อมกันทั้ง  ๕  ข้อนั้นรักษาได้ยากมาก  เพราะสติปัญญาศรัทธาความเพียรเรายังไม่พร้อม  การรักษาศีลกับการรับศีลนั้นต่างกัน  การรับศีลนั้นรับเอาเวลาไหนก็ได้  แต่ถ้ารับไปแล้วไม่รักษาจะหาคุณค่าจากศีลได้อย่างไร  จะรับศีลวันหนึ่งหลาย ๆ ครั้งย่อมทำได้แต่ก็เป็นพิธีรับศีลเท่านั้นเอง  ส่วนการรักษาศีลนั้นต้องมี  สติ  ปัญญา  ศรัทธา  ความเพียรให้พร้อม  เริ่มต้นจะรักษาศีลสัก  ๑ - ๒  ข้อก็ได้  เพื่อฝึกความพร้อมของตัวเองให้มีความกล้าหาญขึ้น  จะรักษาศีลข้อใดข้อหนึ่งก่อนก็ได้  ไม่จำเป็นจะรักษาเรียงตามตำรา  ศีลข้อไหนที่จะรักษาได้ง่ายที่สุดก็ต้องรักษาข้อนั้น  จะทิ้งช่วงในการรักษาห่างกันอย่างไร  ก็ให้อยู่กับความสามารถของตัวเราเอง  ต่อไปจะเพิ่มการรักษาข้อไหน  ก็ให้เราเลือกเอง  ใช้เวลาไม่นานนักเราก็จะมีศีล  ๕  ได้อย่างสมบูรณ์  การรักษาศีลด้วยวิธีนี้จะไม่มีการเสื่อม  และศีลก็ไม่ขาดด้วย  เพราะมีสติปัญญาในการรักษา  มีศรัทธาความเชื่อมั่นว่า  กรรมชั่วย่อมเกิดขึ้นจากผู้ไม่มีศีล  ความเพียรพยายามจะรักษาศีลให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ก็เพียรพยายามอยู่เสมอ  ดังคำว่าความเพียรอยู่ที่ไหน  ความสำเร็จอยู่ที่นั่น  นี้เป็นสัมมาทิฏฐิ  ความเห็นชอบระดับศีล  ๕  นั่นเอง
       
        ศีล  ๘  มีความแตกต่างกันดังนี้  สำหรับศีลข้อกาเมฯ  ในศีล  ๕  นั้น  ศีล  ๘  ให้เปลี่ยนเป็นอพรหมจริยาฯ  ศีลข้อนี้ไม่เหมือนศีลข้อกาเมฯ   เพราะศีลข้อกาเมฯ   ร่วมกันได้เฉพาะคู่สามีภรรยาของตัวเอง  ส่วนศีลข้ออพรหมจริยานั้นร่วมไม่ได้เลย  ถ้าร่วมศีลก็ต้องขาดไป  บางแห่งห้ามผู้หญิงและผู้ชายยื่นสิ่งของให้กัน  ถ้ายื่นสิ่งของต่อมือกันถือว่าศีลขาด  บางแห่งก็ว่ายื่นสิ่งของต่อมือกันได้ศีลไม่ขาด  เพราะไม่ได้ร่วมกัน  ศีลข้อนี้ห้ามร่วมกันเท่านั้น  ทั้งสองอย่างนี้จะปฏิบัติต่อศีลข้อนี้อย่างไร  ให้พิจารณาด้วยความเหมาะสมก็แล้วกัน  ข้อสำคัญอย่าได้เกิดสีลพตปรามาสความลูบคลำความสงสัยในศีลของตน  เมื่อความสงสัยเกิดขึ้นเมื่อไร  ความเศร้าหมองของใจย่อมเกิดขึ้นเมื่อนั้น  หรือทำให้ศีลขาดไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์นั่นเอง

ศีลข้อที่  ๖  วิกาลโภชนาฯ
        ห้ามรับประทานอาหาร  หรือสิ่งของที่จะแทนอาหารได้นับแต่ตะวันบ่ายไปแล้ว  ขณะนี้ยังมีผู้ไม่เข้าใจในศีลข้อนี้เป็นจำนวนมาก  คำว่าอาหารก็คืออาหารที่เรารับประทานกันตามปกตินั้นเอง  จะรับประทานได้แต่เช้าถึงเที่ยงเท่านั้น  ถ้าตะวันบ่ายแล้วรับประทาน  ศีลข้อนี้ขาดไป  คำว่าอาหารรวมทั้งอาหารเสริมด้วย  เช่น  โอวัลติน  นมสด  นมส้ม  นมกล่อง  นมกระป๋อง  ที่เขาผสมแป้งมันถั่วต่าง ๆ ไว้แล้ว  ตลอดทั้งน้ำเต้าหู้ที่ผสมถั่วต่าง ๆ  ทั้งหมดนี้ถ้ารับประทานในตะวันบ่ายเมื่อไร  ศีลจะขาดทันที  เพราะเป็นอาหารเสริมสำเร็จ  จึงไม่ควรรับประทานสิ่งเหล่านี้

ศีลข้อที่  ๗  นัจจคีตวาฑิตะ  -  มาลาฯ
        ตามปกติแล้วเป็นศีลคนละข้อกัน  แต่นักปราชญ์เจ้าทั้งหลายพิจารณาเห็นสมควรเอามารวมกัน  วิธีรักษาก็ใกล้เคียงกัน  การรักษาศีลข้อนัจจคีตวาฑิตะฯ  นั้นห้ามมีการเล่นเพื่อความเพลิดเพลิน  ให้เกิดความสนุกสนานร่าเริงอันเป็นเหตุเกิดความลืมตัว  เช่น  ร้อง  รำ  ทำเพลง  ดีด  สี  ตี  เป่า  เป็นต้น  คำว่า  ร้อง  คือตะโกนเสียงยาว ๆ  ทำเป็นเสียงเล็กเสียงใหญ่  เรียกว่าร้องโห่  คำว่า  รำ  คือ  เต้นรำในท่าต่าง ๆ หรือรำเป็นบทเป็นกลอน  เพื่อความสนุกเพลิดเพลินหรือเรียกว่าหมอลำ  คำว่า  ทำเพลง  คือร้องเพลงในบทเพลงต่าง ๆ ที่เห็นกันในที่ทั่วไป  คำว่า  ดีด  คือดีดพิณหรือกีตาร์   คำว่า  สี  คือสีซอ  คำว่า  ตำ  คือ  ตำฆ้อง  ตีกลอง  ตีระนาคฆ้องวง  เป็นต้น  คำว่า  เป่า  คือ  เป่าขลุ่ย  เป่าแคน  เป่าปี่  หรือเป่าอะไรก็ตาม  ถ้าเพื่อความเพลิดเพลินไม่ได้เลย  ข้อห้ามในศีลข้อนี้  คือห้ามทำอะไรเป็นสื่อเพื่อความสนุกรื่นเริงนั่นเอง

บทข้อ  มาลาคันธวิเลปนะฯ
        การรักษาศีลในบทนี้  คือห้ามแต่งตัวประดับประดา  ทัดดอกไม้  ทาหน้า  เจิมหน้าในลักษณะต่าง ๆ อันเป็นสิ่งจะก่อให้เกิดความรักสวยรักงาม  และหลงตัวเองว่าเราสวยอย่างนี้  เรามีความงามอย่างนั้นไป  และจะก่อให้เกิดความหลงรูปกายของตัวเอง  และจะทำให้ไปหลงรูปกายของคนอื่นด้วย  แต่ถ้าหากมีกิจในสังคม  ที่จะต้องไปร่วมกับเขา  ก็ให้รู้ว่า  ปริสัญญู  ในสังคมเขาแต่งตัวอย่างไร  เราก็แต่งตัวไปตามนั้น  เราไม่ได้ติดใจในการแต่งตัวของเรา  แต่เราทำเพื่อสังคมบางครั้งบางคราวเท่านั้น  การทำลักษณะอย่างนี้ศีลไม่ขาด

ศีลข้อที่  ๘  อุจจาสยนะฯ 
        ในศีลข้อนี้  ห้ามนั่งนอนในที่สูงใหญ่  ภายในยัดด้วยนุ่นและสำลี  ศีลข้อนี้เดิมเป็นศีลของสามเณรและสามเณรี  เมื่อมาถึงในยุคนี้ไม่มีสามเณรี  (หมายถึงผู้หญิงบวชรักษาศีล ๑๐)  แต่มีผู้หญิงต้องการจะออกบวช  นักปราชญ์เจ้าทั้งหลายเห็นสมควรให้รักษาเพียงศีล  ๘  เท่านั้นและสมควรว่าศีลข้ออุจจาสยนะฯ นี้ให้รวมอยู่กับศีล  ๘  ด้วย  ในคำว่าห้ามนั่งนอนในอาสนะใหญ่  ภายในยัดด้วยนุ่นและสำลีนั้น  มีคำถามว่า  ที่นั่งที่นอนสูงใหญ่ก็ตาม  แต่ภายในยัดด้วยของอย่างอื่น  เช่นใบไม้  เศษผ้า  ฟองน้ำ  เหล่านี้จะนั่งนอนได้ไหม  ข้าพเจ้าก็จะตอบว่าได้  เพราะภายในไม่ได้ยัดนุ่นและสำลี  จะยัดด้วยอย่างอื่นไม่เป็นไร  ให้ข้อสังเกตว่า  ทำไมจึงห้ามอย่างนี้  จะตีความหมายไว้  ๓  ประเด็น  ๑. จะทำให้ติดที่นอนมากเกินไปจนลืมตัวลืมเวลาในการภาวนาปฏิบัติ  เพราะที่นอนอ่อนนุ่มอบอุ่นในช่วงฤดูหนาวไม่อยากจะลุกขึ้นปฏิบัติภาวนา  นี้ก็เป็นสาเหตุหนึ่งในศีลข้อนี้  ๒. เป็นเพราะที่นั่งที่นอนดีเกินไป  และเป็นสิ่งที่หายากมากในยุคนั้น  แต่ถ้ามีแล้วจะทำให้ติดในที่นอนนั้น  จะออกไปเที่ยวธุดงค์ภาวนาปฏิบัติในที่ต่าง ๆ ก็จะเกิดความกังวลในใจเรื่องสถานที่หลับนอน  กลัวจะนั่งไม่เป็นสุข  นอนไม่สบาย  จึงได้ห้ามนั่งนอนในอาสนะที่ยัดด้วยนุ่นและสำลี  นี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งในการห้ามในศีลข้อนี้  ๓. เมื่อติดใจในการนั่งนอนอย่างนี้  ก็จะเกิดลืมตัวไปได้  ก็จะแสวงหานุ่นและสำลีมาทำเป็นที่นอนเป็นการใหญ่จนเกิดติดใจจนลืมตัว  ในช่วงนั้นถ้าหากใจมีความกำเริบในเรื่องราคะตัณหาเกิดขึ้น  ก็จะเอาที่นอนเป็นนิมิตหมาย  สมมุติไปในเรื่องอารมณ์ที่มีความกำหนัด  อยากจะสัมผัสนั่นสัมผัสนี่ไป  และสมมุติไปต่าง  ๆ นานานอกขอบเขต  ในที่สุดก็อยู่ไม่ได้รีบสิกขาลาเพศไปเสีย  การเป็นไปในลักษณะนี้ย่อมเป็นไปได้  ถ้าสติปัญญาไม่ดีก็จะเพิ่มปัญหากับสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน  ฉะนั้นการสัมผัสทางกายในลักษณะนี้ก็มีผลสะท้อนเข้าถึงใจได้  การห้ามในศีลข้อนี้ก็เพื่อตัดกระแสไฟแห่งราคะแต่ต้นมือนี้ก็เป็นไปได้เช่นกัน

        ดังได้อธิบายวิธีการรักษาศีลมาในหมวดศีล  ๕  และ  ศีล  ๘  นี้คิดว่านักปฏิบัติทั้งหลายพอจะเข้าใจ  ถ้าเป็นศีล  ๒๒๗  ของพระก็ต้องศึกษาวินัยให้เข้าใจ  คำว่าศึกษาก็หมายถึงสุตมยปัญญา  คือปัญญาในขั้นศึกษาตามปริยัตินั่นเอง  ถ้าไม่มีปัญญาในการศึกษาจะเข้าใจในอาบัติได้อย่างไร  อาบัติหนัก  เมื่อต้องเข้าแล้วขาดจากความเป็นพระทันที  ไม่มีกฎหมายรองรับสู้คดีเหมือนในยุคนี้  เพราะรู้อยู่แก่ใจตัวเอง  อีกอาบัติหนึ่งอยู่ปริวาสกรรมจึงพ้นจากอาบัติได้  อาบัติอีกอย่างหนึ่ง  ต้องแสดงอาบัติ  คือประจานตัวเองรับสารภาพต่อหน้าคณะสงฆ์หรือบุคคล  จึงพ้นจากอาบัติได้  ฉะนั้นการรักษาศีลจะเป็นศีล  ๕  ศีล  ๘  ศีล  ๑๐  และศีล  ๒๒๗  ก็ตาม  ก็ต้องมีสติปัญญาในการรักษาทั้งนั้น  แม้แต่ทรัพย์สมบัติทางโลกก็ต้องมีปัญญาในการแสวงหา  และมีปัญญาในการเก็บรักษาด้วย  ศีลก็เช่นกัน  เมื่อรับจากพระท่านมาแล้วก็ต้องมีปัญญาในการรักษาเช่นกัน

        การรักษาศีลนั้นมิใช่ว่าจะรักษาเพียงกายและวาจาเท่านั้น  เพราะต้นของศีลจริง ๆ แล้วอยู่ที่ใจ  เรียกว่า  เจตนา  ส่วนรักษากายวาจานั้นเป็นเพียงให้เกิดกิริยาสวยงามให้เหมาะสมกับเพศที่แสดงออกมาภายนอกเท่านั้น  ที่จริงแล้วศีลมีต้นเหตุอยู่ที่ใจ  จึงเรียกว่า  มูลฐานของศีลมี  ๓  อย่าง  ๑.  ใจกับกาย  ๒. ใจกับวาจา  ๓. ใจ  กาย  วาจา  ฉะนั้นใจจึงเป็น  หลักใหญ่ให้ศีลเกิดขึ้น  คำว่ารักษาศีลก็คือปัญญาความรอบรู้ในศีลของตนจึงจะรักษาได้  จึงเรียกว่า  สัมมาทิฏฐิ  คือปัญญาความเห็นชอบ  ความรอบรู้และฉลาดในการรักษาศีล  สัมมาสังกัปโป  คือใช้ปัญญาดำริพิจารณาตรึกตรองในศีลข้อนั้น ๆ  ว่าจะรักษาอย่างไรศีลจะมีความบริสุทธิ์บริบูรณ์ สัมมาวาจา  เจรจาชอบ  สัมมากัมมันโต  การงานชอบ  สัมมาอาชีโว  เลี้ยงชีวิตชอบ  คำว่า  ชอบคำเดียวนี้ก็มีความหมาย  คือต้องมีปัญญาพิจารณาก่อนจึงพูด  จึงเป็นวาจาชอบ  มีปัญญาพิจารณาก่อนจึงทำงานนั้นจะไม่ผิดพลาด  จึงเป็นการงานชอบ  สัมมาอาชีโว  เลี้ยงชีวิตชอบ  คือ  มีปัญญารอบรู้ในการเลี้ยงชีวิต  จะหาอย่างไรจึงจะได้มาด้วยความชอบธรรมและเลี้ยงชีวิตอย่างชอบธรรม  ฉะนั้น  ปัญญาในสัมมาทิฏฐิจึงเป็นขั้นเริ่มต้นที่สำคัญ  ถ้าเริ่มต้นถูกต้องชอบธรรมอันดับต่อไปก็จะถูกต้องชอบธรรม  และจะเป็นแนวทางที่ชอบธรรมจนถึงที่สุด  ถ้าเห็นผิดในขั้นเริ่มต้นนี้  ต่อไปก็จะเห็นผิดไปเรื่อย ๆ และเห็นผิดจนถึงที่สุดเช่นกัน  ฉะนั้นการเรียนปริยัติ  ต้องตีความหมายให้ชัดเจน  ให้เข้าใจในเหตุผลและหลักความจริงอย่างแจ่มแจ้ง  จึงจะไม่มีปัญหาในการภาวนาปฏิบัติต่อไป.

                ***********************************

 จากคุณ : สัจจธรรมภิกขุ [ 19 ก.พ. 2544 / 08:02:10 น. ]
     [ IP Address : 203.145.27.15 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (พีทีคุง)

_/|\_ สาธุครับพระคุณเจ้า

 จากคุณ : พีทีคุง [ 19 ก.พ. 2544 / 12:24:02 น. ]
     [ IP Address : 203.148.182.207 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (ย่าม)

สาธุครับที่ช่วยให้ความกระจ่างเรื่องศีล 8 มากขึ้น ทำให้ปฏิบัติได้ถูกต้องมากยิ่งขึ้น

 จากคุณ : ย่าม [ 19 ก.พ. 2544 / 12:32:14 น. ]
     [ IP Address : 203.151.125.166 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (พัลวัน)

สาธุ....

 จากคุณ : พัลวัน [ 19 ก.พ. 2544 / 14:27:34 น. ]
     [ IP Address : 192.168.3.6 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (กฤษ)

สาธุ... อ่านแล้ว เรายังเป็นกบในกะลาแท้ๆเลย ขอคุณที่แบ่งปันความรู้ให้ ขออนุโมทนาครับ

 จากคุณ : กฤษ [ 19 ก.พ. 2544 / 15:27:09 น. ]
     [ IP Address : 203.149.40.54 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (คุณแม่น้องนุ่น)

นมัสการค่ะพระคุณเจ้า
จะขอถามค่ะว่าหากเราตั้งใจดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอร์ ด้วยเหตุผลทาง
การแพทย์ เช่นไวน์ หรือยาดอง และเราไม่ได้ไปเสียสติกับใคร คือนอนทันที
จะเรียกว่าศีลข้อ 5 ขาดหรือเปล่า  ได้ยินจากพี่ที่เคร่งครัดคนหนึ่งบอก ไม่ได้
อย่างเด็ดขาด แค่คิดถึงไวน์ คิดถึงความเคริบเคลิ้ม หลังดื่มไวน์ ก็ขาดแล้ว
ไม่ทราบว่าในความเป็นจริงซีเรียจกันแบบนี้หรือ

ท่านอื่นล่ะคะ มีความเห็นอย่างไรกรุณาบอกเล่าด้วยค่ะ
ขอบคุณ

 จากคุณ : คุณแม่น้องนุ่น [ 19 ก.พ. 2544 / 17:25:37 น. ]
     [ IP Address : 203.145.30.36 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (ไวษณวี)

สาธุด้วยค่ะ อ่านแล้วเข้าใจอะไรๆอีกเยอะเลยค่ะ อ่านไปพิจารณาตัวเองไป
เห็นข้อบกพร่องเยอะเหมือนกันค่ะ จะปรับปรุงต่อไปค่ะ

 จากคุณ : ไวษณวี [ 19 ก.พ. 2544 / 19:03:29 น. ]
     [ IP Address : 10.30.1.214 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (หนูหนุ่มหนวด)

ครับ และขอเสริมข้อมูลอะไรบางอย่างด้วย เกี่ยวกับศีลข้อ ๑
คุณทราบไหมว่า ประเทศไทยเมืองพุทธของเรานี้ ปีหนึ่งๆ ฆ่าสัตว์เป็นอาหารเท่าไหร่?
จากสถิติแบบเป็นทางการนะครับ (ไม่นับที่ลักลอบฆ่ากันเอง)

สถิติสัตว์ถูกฆ่าปี 42
2542(1999) วัว 375,665 ควาย 104,104 หมู 3,643,254 ตัว
รวม 4,123,023

สถิติสัตว์นำเข้า (มิจฉาวาณิช)
2542(1999) วัว 126,319 ควาย 68,901 หมู 1,616 ลูกไก่ 2,104,772 ลูกเป็ด 192,555 ตัว
รวม 2,494,163

สถิติเนื้อสัตว์นำเข้า (มิจฉาวาณิช)
2542(1999) วัว 1,785,300 แกะ 167,718 ไก่งวง 82,296 สัตว์ปีก 112,128 สัตว์อื่น 1,488 กก.
รวม 2,148,930

จำนวนผู้เลี้ยงสัตว์เพื่อการค้าปี 42 (มิจฉาวาณิช)
Total วัวเนื้อ 14,740 วัวนม 15,598 ควาย 1,920 หมู 11,669 ไก่พื้นเมือง 4,376 ไก่เนื้อ 9,671 ไก่ไข่ 5,095 เป็ดเนื้อ 1,719 เป็ดไข่ 1,736
ครัวเรือน

จำนวนสัตว์ที่อนุญาตให้ฆ่าเป็นอาหารปี 42 (ละเมิดศีลข้อ ๑)
วัว 375,665 ควาย 104,104 หมู 3,643,254 ตัว
รวม  4,123,023

จำนวนโรงฆ่าสัตว์  1,528 แห่ง

และในปี 40
จับสัตว์น้ำขึ้นมา 3,396.5 พันตัน
เป็นสัตว์น้ำเค็ม 2,666.3
น้ำจืด 212.5
(มิจฉาวาณิช)
ส่งออก 1,181,255 ตัน
นำเข้าอีก 710,115.4 ตัน

เอาล่ะครับ พอดีไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับโรงแรมม่านรูด ดิสโก้เธค หรือแหล่งอบายมุข/อโคจรอื่นๆ
แต่คาดว่าคงจะมากมายมหาศาลเหมือนกัน
แถมภาครัฐยังสนับสนุนให้ประชาชนละเมิดศี่ลเสียเองด้วย
เห็นได้จาก สนับสนุน ให้ประชาชนเลี้ยงสัตว์ไว้ฆ่ากินเป็นอาหาร
แถมยังผลิตอบายมุขขึ้นมาเสียเอง

ยังไงๆ คนที่เขาฆ่าสัตว์มาให้เราซื้อกินเป็นอาหารนั้น เขามีแววลงอเวจีเห็นๆ อยู่แล้ว (อาจิณกรรม) ถ้ายังไงๆ ช่วยไม่ให้เขาต้องรับโทษหนักกว่านี้ โดยการไม่ซื้อเนื้อสัตว์มาประกอบอาหาร ก็น่าจะดีนะครับ (เพราะน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการช่วยเขา)

 จากคุณ : หนูหนุ่มหนวด [ 19 ก.พ. 2544 / 21:33:01 น. ]
     [ IP Address : 202.28.26.20 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (วิริยะ)

คุณแม่น้องนุ่นครับ.. การแพทย์แผนปัจจุบันไม่มีเหตุผลที่ให้ดื่มแอลกอฮอล์ ใช้ทาภายนอกฆ่าเชื้อโรค และให้ทางหลอดเลือดดำเพื่อแก้พิษจากเหล้าที่กลั่นจากไม้หรือเมธานอลที่อาจทำให้ตาบอดและเสียชีวิตเท่านั้น  แม้มีการศึกษาว่าการดื่มไวน์จะช่วยเพิ่มไขมันประเภทที่มีประโยชน์ (HDL) ในเลือด แต่ผลดีไม่เท่าผลเสีย ยาดองเหล้าเองมีปริมาณแอลกอฮอล์อยู่ค่อนข้างมาก มีผู้ป่วยหญิงหลายรายที่เป็นโรคตับแข็งจากการดื่มยาดองอยู่หลายปี

ไม่ทราบว่าคุณแม่น้องนุ่นดื่มอยู่เองหรือเปล่า ถ้าใช่พยายามเลิกเถิดครับ

 จากคุณ : วิริยะ [ 19 ก.พ. 2544 / 22:26:58 น. ]
     [ IP Address : 203.146.170.13 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (dolphin)

สาธุค่ะ ^_^

 จากคุณ : dolphin [ 20 ก.พ. 2544 / 06:20:19 น. ]
     [ IP Address : 203.147.11.150 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (tchurit)

_/|\_ ครับ
  : )

 จากคุณ : tchurit [ 20 ก.พ. 2544 / 07:03:13 น. ]
     [ IP Address : 203.157.42.217 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (คุณแม่น้องนุ่น)

เคยดื่มไวน์ แค่แก้ว หรือ 2แก้วเองค่ะ หัดดื่มตอนอยู่บนเครื่องบิน เวลาเดินทาง
ไกลมันทรมาน ดื่มแล้วสบายค่ะ แต่ตอนนี้ดื่มไม่ได้ค่ะ หลังดื่มแล้วทรมานกว่า
ไม่ดื่ม อาการเหมือนร่างกายไม่รับ ปั่นป่วนในท้อง และเวียนหัวมาก คล้ายคน
แพ้ท้อง ต้องดื่มน้ำตามมากๆให้ขับปัสสาวะมากๆจึงจะดีขึ้น

ตอนนี้เลิกดื่มแล้วค่ะ คงจะไม่ถูกกับแอลกอฮอร์ ที่ถามเพราะมีคนแนะนำให้ดื่ม
.......เขาบอกดื่มแล้วดี (ยังไม่กล้าลอง) กลัวว่าตับจะเสีย ค่ะ
เพราะเมื่อเดือนก่อนเป็นไข้ค่ะ แล้วเอ็นไซม์ตับก็ขึ้น แต่ตอนนี้ปกติแล้วค่ะ
ไม่ได้ติดแอลกอฮอร์นะคะ ส่วนใหญ่ดื่มเพราะงานค่ะ เชื่อว่าคงไม่มีใครไม่เคย
ลองเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอร์นะคะ เพียงแต่จะมากหรือน้อย และมีสติในการดื่ม
หรือเปล่า เขาว่าดื่มนิดๆสุขภาพจะดี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละคนมากกว่า ส่วนเรื่องยาดองนั้น มียาบางตัวละลายได้ดีในแอลกอฮอร์ แต่ดื่มมากไปก็
จะได้แอลกอฮอร์ที่มีโอกาสทำลายตับเช่นกัน สู้เรามาดูแลสุขภาพด้วยการ
ป้องกันไม่ให้ป่วยดีกว่า เช่น ออกกำลังกาย และรักษาศีล เจริญภาวนา
ทั้งสร้างกุศล ทำบุญญกริยาให้ได้ครบทั้ง 10 สุขภาพกายและใจก็น่าจะดีนะคะ

ขอบคุณ คุณวิริยะนะคะ คุณพูดถูกแล้วค่ะ ใครดื่มอยู่ก็ควรเลิกนะคะ
เพื่อตับของคุณจะได้สะอาด และมีสุขภาพดีค่ะ

 จากคุณ : คุณแม่น้องนุ่น [ 20 ก.พ. 2544 / 07:17:46 น. ]
     [ IP Address : 203.145.30.2 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (สัจจธรรมภิกขุ)

>จะขอถามค่ะว่าหากเราตั้งใจดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอร์ ด้วยเหตุผลทาง
>การแพทย์ เช่นไวน์ หรือยาดอง และเราไม่ได้ไปเสียสติกับใคร คือนอนทันที
>จะเรียกว่าศีลข้อ 5 ขาดหรือเปล่า

ถ้าว่าตามเหตุผลตามที่ "คุณแม่น้องนุ่น" ได้ยกมากล่าวนี้   ไม่ขาด
เพราะไม่เป็นโทษเป็นภัยกับตัวเองและผู้อื่น  แต่ยังกลับให้คุณในการรักษาโรค
แต่ถ้าหลีกเลียง ไปหาวิธีการรักษาอื่นแทนได้ก็น่าจะดีน่ะ
ถ้าไม่ติดในสิ่งเหล่านี้จริงๆ แล้ว  ก็น่าจะพยายามหาสิ่งที่สามารถรักษาได้ไกล้เคียง
หรือดีกว่านั้นจะดีกว่า  และการแพทย์สมัยนี้ก็พัฒนาไปมากแล้ว 
ส่วนสมุนไพรต่าง ๆ ก็มีให้รักษาก็มาก  จึงไม่น่าจะเข้าไปคลุกคลีกับสิ่งมึนเมาเหล่านั้น
ถ้าหลีกเลียงได้ก็น่าจะหลีกเลียงเสีย  แต่ถ้าจำเป็นจริง ๆ ก็พยายามมีสติหาจุดความพอดี

>ได้ยินจากพี่ที่เคร่งครัดคนหนึ่งบอก ไม่ได้
>อย่างเด็ดขาด แค่คิดถึงไวน์ คิดถึงความเคริบเคลิ้ม หลังดื่มไวน์ ก็ขาดแล้ว


ถ้าตามเหตุผลที่ท่านผู้นั้นกล่าวมานั้น   ก็ไม่ได้อย่างเด็ดขาด  ถ้าทำไปตามนั้นศีลก็ขาด
ศีลแปลว่าปกติ  คือจิตใจปกติ ไม่กระเพื้อมด้วยแรงลมแรงคลื่นอันเกิดจากอำนาจของกิเลสตัณหา
เมื่อใดที่จิตใจกระเพื้อมไปด้วยแรงแห่งกิเลสตัณหาแล้ว  ศีลก็ขาดแล้ว
ถ้าคิดถึงรสถึงกลิ่นและความสุขในขณะดื่มหรือทานนั้น  ขณะนั้นกำลังตกอยู่ใต้อำนาจตัณหา
เราเคยยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดไว้  จิตใจก็จะไหลไปสู่อำนาจของสิ่งนั้น  อยากจะเข้าไปเสพไปดื่มอีก
จิตมันก็ขาดความปกติและกระเพื้อมไปด้วยอำนาจกิเลสตัณหาตั้งแต่คิดถึงสิ่งเหล่านั้นแล้ว
ศีลก็ขาด  แต่ขาดในระดับทางจิตใจ  เพราะโดนกิเลสตัณหาครอบงำเสียแล้ว
ส่วนทางกายนั้นยังไม่ขาดเพราะยังไม่กระทำดังที่คิด  แต่จิตในขณะนั้นเศร้าหมองเสียแล้ว
การรักษาศีลนั้นเราต้องรักษาให้ถึงใจ  แล้วการรักษาศีลนั้นจะสมบูรณ์

สิ่งใดก็ตามถ้าเข้าไปเสพด้วยอำนาจแห่งตัณหาราคะแล้ว  สิ่งนั้นย่อมผิด
เปรียบเทียบง่ายๆ  กับการที่เราทานอะไรสักอย่างหนึ่งด้วยตัณหาราคะ หลงไหลในรสในกลิ่น
ของสิ่งนั้น แม้ว่าสิ่งที่เราทานนั้นจะไม่เกี่ยวข้องกับการผิดศีลแต่อย่างใด 
แต่เรากลับได้รับความทุกข์ใจด้วยอำนาจแห่งตัณหาราคะนั้น 
เมื่อไม่มีก็พยายามหามาทาน เมื่อได้มาก็ทานไปด้วยอำนาจกิเลส
ไม่ได้ดังใจที่หวังไว้ก็ทุกข์ร้อนใจขึ้นมา กลายเป็นทาสแห่งตัณหาไป
ส่วนไวน์หรือของมึนเมาต่าง ๆ นั้น ส่วนมากแล้วดื่มด้วยอำนาจกิเลสตัณหากันมากกว่า
ผิดกันตั้งแต่คิดจะดื่มแล้ว  พอได้ดื่มก็ได้รับโทษทุกข์  และของเหล่านี้นั้นมันมีโทษอยู่ในตัวมันเองแล้ว

สิ่งใดก็ตามที่เราเข้าไปเสพด้วยอำนาจกิเลสตัณหาแล้ว  สิ่งนั้นก็จะให้โทษให้ทุกข์เหมือนกันหมด
และถ้าสิ่งนั้นมีทุกข์โทษอยู่ในตัวแล้ว  ก็ยิ่งจะให้โทษทุกข์ขึ้นไปอีก

>ไม่ทราบว่าในความเป็นจริงซีเรียจกันแบบนี้หรือ

ถ้าว่าตามเหตุผลดังที่ยกมาดังกล่าว ก็ไม่เห็นว่าซีเรียสอะไรเลย
เพราะการปฏิบัติยิ่งลึกเข้าไปเท่าไร  ก็ย่อมจะเห็นกิเลสตัณหาตัวที่ละเอียดลงไปอีก
จนเห็นว่าเป็นเรื่องซีเรียสไป  แต่แท้จริงไม่หรอก เราต่างหากที่ไม่เข้าใจเอง
เพราะเราเอาความรู้สึกนึกคิดของตัวเองไปวัดความรู้สึกของผู้อื่น
ถ้าเราทำใจตัวเองให้เป็นกลางย่อมทำความเข้าใจเหตุผล  ก็จะเห็นว่าเป็นจริงดังกล่าวนั้น
แต่เรากลับไม่เห็น และคิดไม่ถึงเสียด้วยซ้ำ  เพราะเรายึดความคิดความเข้าใจของตัวเองเป็นหลัก
ไม่ยึดหลักธรรม  ธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสออกมานั้น เที่ยงตรงและเป็นกลางเสมอ
ปัญหาหรือข้อสงสัยใด  ถ้าได้นำเอาธรรมะและสภาวะจริงๆ มากล่าวแล้ว
ก็สามารถจะลงตัวและคลี่คลายความสงสัยนั้นได้อย่างน่าอัศจรรย์

กฏข้อบังคับหรือที่เรียกว่าศีลนั้น มันเป็นสิ่งที่ดีและเหมาะสมกับภาวะของผู้ที่จะนำเอาไปปฏิบัติ
ได้อย่างไม่ขัดกับความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน  ซึ่งพระพุทธเจ้าพระองค์ก็ทรงตรัสบัญญัติไว้ดีแล้ว
แต่เราเองที่ชอบจะหลีกเลี่ยงกฏข้อบังคับนั้น ด้วยอำนาจกิเลสตัณหาที่ค่อยจะหลอกล่อให้เราหลงอยู่เสมอ
ด้วยข้ออ้างต่างๆ นานา  ก็เหมือนกับการหลีกเลี่ยงกฏหมายทำทุกอย่างที่จะสามารถหลีกเลี่ยงได้
เพราะด้วยประโยชน์บ้างอย่างที่ตัวเองจะได้รับ  นี่ก็เหมือนกัน  การที่เราพยายามหาหนทางหลีกเลี่ยง
ศีล เพราะต้องการความสุขความสบายตามอำนาจกิเลสตัณหาของตัวเอง
ถ้าเป็นความสุขจริง ๆ พระพุทธองค์ก็ไม่คงตรัสหรือบัญญัติไว้  และพระพุทธองค์ก็คงไม่มีความหมาย
แต่พระองค์รู้แล้วว่าความสุขความสบายที่เกิดจากอำนาจของกิเลสตัณหานั้น ไม่ได้เป็นความสุข
ที่แท้จริง  แต่ถ้าสุขที่แท้จริงนั้นต้องอยู่เหนืออำนาจกิเลสตัณหา  พ้นจากความปรุงแต่งของกิเลส
และศีลก็เป็นข้อปฏิบัติเริ่มต้นที่จะนำไปสู่ความพ้นจากอำนาจกิเลสตัณหา 

ศีลนี่ถ้าเราทำการพิจารณาให้ดีแล้ว  จะเห็นว่าถ้าเราทำได้ตามนั้นได้สมบูรณ์แบบแล้ว
ประโยชน์ที่จะได้รับนั้นคือความสบายใจในปัจจุบัน  ความไม่เดือดร้อนใจในภายหลัง
ทำให้จิตใจสงบจากตัณหาราคะได้ในระดับหนึ่ง และเป็นสิ่งเกื้อหนุนให้เราได้ปฏิบัติธรรม
ในระดับสมาธิและเจริญปัญญาในระดับต่อไป

จะเห็นว่าศีลหรือวินัยของพระนั้นมากมายหลายเท่ากว่าคนธรรมดา
แต่ถ้าเราพิจารณาให้ดีจะเห็นว่า  พระพุทธเจ้าพระองค์ทรงเมตตามาก
ต่อผู้ที่เข้ามาบวช  เพราะถ้าประพฤติปฏิบัติอยู่ในกรอบพระธรรมวินัย
ที่พระองค์ทรงบัญญัตินั้นแล้ว  ก็จะนำผู้ปฏิบัติตามนั้นเดินไปสู่มรรคผล
นิพพานเร็วขึ้น  เพราะพระองค์ทรงทำการป้องกันเหตุที่ทำให้จิตใจต้องตก
ไปเป็นทาสของกิเลสไว้หลายทางแล้ว พระองค์ทรงรู้หนทางของข้าศึกคือกิเลส
ดีแล้ว  จึงทรงเมตตาทำการบอกวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องให้  ด้วยการบอกกล่าวว่า
สิ่งใดควรสิ่งใดไม่ควร เสมือนกับว่าสร้างเกราะป้องกันข้าศึกไว้ให้เรียบร้อยแล้ว
และจะทรงประทานให้แก่ผู้ที่มีความศรัทธาที่เข้ามาบวช 
แต่ถ้าเห็นว่าสิ่งที่พระองค์ทรงบัญญัตินั้นเป็นปรปักษ์
กับความอยากความต้องการของเราแล้ว  เรากำลังตกเป็นทาสของกิเลสตัณหาแล้ว
ที่หลอกล่อให้เราพยายามถอดเกราะป้องกันที่พระองค์ทรงประทานไว้ป้องกันตัว
เพื่อจะไม่ได้ไปตกเป็นทาสของกิเลสตัณหา
เราต้องคิดเอาเองว่า เราจะย่อมรับเกราะป้องกันนั้นมาใส่ไว้ป้องกันกิเลสตัณหาด้วยความยินดี
และเต็มใจ  และเห็นถึงคุณความดีคือความเมตตาของพระพุทธเจ้าที่หาประมาณมิได้  หรือไม่
และเล่งเห็นถึงคุณประโยชน์ของการรักษาศีลหรือไม่

ขอเจริญพร.

 จากคุณ : สัจจธรรมภิกขุ [ 20 ก.พ. 2544 / 09:44:48 น. ]
     [ IP Address : 203.145.30.146 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (คุณแม่น้องนุ่น)

สาธุค่ะ ท่านสัจจธรรมภิกขุ กล่าวได้เห็นภาพ และเข้าใจดีค่ะ
การที่ทำจิตให้กระเพื่อมหวั่นไหวไปกับสิ่งกระตุ้น ถึงจะเป็นระดับอ่อนๆ
มันก็ทำให้ตกเป็นเหยื่อของกิเลสได้ เหมือนคนที่ติดการทำสมาธิ
ติดใจในอารมณ์สมาธิ ทำให้ขยันทำสมาธิ (เคยรู้สึกแบบนั้น)
ว่าไปแล้วเป็นฆราวาส หรือมนุษย์ที่ยังไม่หลุดพ้น นี่ล้วนต้องมีจิตที่แข็ง
จะได้ควบคุมไม่ให้ทำหรือคิดอะไรไปในทางเสียหาย ช่างยากจริงๆนะคะ
นมัสการค่ะ

 จากคุณ : คุณแม่น้องนุ่น [ 20 ก.พ. 2544 / 13:29:14 น. ]
     [ IP Address : 203.145.4.82 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (ปิ่น)

สาธุครับ _/|\_

 จากคุณ : ปิ่น [ 20 ก.พ. 2544 / 16:52:00 น. ]
     [ IP Address : 203.126.118.146 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (สัจจธรรมภิกขุ)

>ว่าไปแล้วเป็นฆราวาส หรือมนุษย์ที่ยังไม่หลุดพ้น นี่ล้วนต้องมีจิตที่แข็ง
>จะได้ควบคุมไม่ให้ทำหรือคิดอะไรไปในทางเสียหาย ช่างยากจริงๆนะคะ

ถูกต้องแล้ว
"มนุษย์ที่ยังไมหลุดพ้น"
เป็นมนุษย์นี้มันกว้างมาก รวมถึงพระอย่างอาตมาด้วย
ความเป็นพระนั้น  ใช่ว่าเมื่อบวชแล้วจะไม่ทำ พูด คิด เสียหายเลย
ถ้าไม่ฝึกหัดขัดเกลาแล้ว  มันก็ยังถูกกิเลสชักนำให้กระทำตามอยู่เสมอ
อาตมาเองก็ยังคิดนึกไปตามความรู้ความเห็นของตัวเองอยู่เหมือนกัน
จึงต้องคอยหมั่นเตือนตัวเองว่าให้มองกว้าง พยายามยอมรับเหตุผล
เพราะสิ่งที่เรารู้อยู่นั้น  เราเองก็ยังไม่แน่ใจว่ารู้จริงหรือรู้ไม่จริงกันแน่
แต่ก็พอหลักการตัดสินว่าความรู้นั้นเป็นความรู้จริงหรือรู้ไม่จริง
คือความรู้นั้นต้องเป็นความรู้ที่ได้จากการตามรู้สภาวธรรมตาม
ความเป็นจริงเท่านั้น  จึงจะเป็นความรู้จริง  ความรู้นอกนั้น
เป็นความรู้ไม่จริง  เพราะต้องอาศัยการอ่านจากตำราและจดจำ
แล้วนำมาเข้าขบวนการคิดนึกตริตรองด้วยเหตุผลต่าง  ๆ
แม้จำได้มากมาย  แต่ถ้ายังไม่ได้ปฏิบัติให้มีความรู้ที่ได้รับจากความ
เป็นจริงแล้ว  ความรู้เหล่านั้นก็อาจจะกลับกลายเป็นโทษ
เห็นได้ง่าย ๆ ตัวเองจะมีทิฏฐิมานะยึดติดกับความรู้ความเห็น
ที่ตัวเองมีอยู่

เรื่องการบังคับไม่ให้คิดอะไรในทางเสียหายแก่ตนเอง หรือแก่ผู้อื่นนั้น
เป็นของยาก  เพราะการคิดนั้นก็ต้องอาศัยประสบการณ์ต่างที่สะสมมา
จะให้หยุดคิดหรือตรึกในเรื่องนั้นเรื่องนี้ใช่ง่ายนัก  เพราะเผลอเมื่อไรแล้ว
สัญญาและความตรึกก็ผุดขึ้นมาให้คิดโดยที่เราเองก็ไม่เจตนาให้มันผุดขึ้นมา
เมื่อมันผุดขึ้นมาแล้ว ก็จะปรุงแต่งไปต่างๆ นานาน ดีบ้างไม่ดีบ้าง
แต่ก็ยังวนกับความรู้ความเข้าใจที่ตัวเองมีอยู่เท่านั้น  จะคิดไปถึงเรื่องที่นอกเหนือจาก
ความรู้ความเห็นจากที่มีอยู่นั้นคงไม่ได้

เป็นเรื่องธรรมที่มนุษย์ผู้ยังเป็นปุถุชนอย่างเราจะคิดเป็นกุศลบ้าง อกุศลบ้าง
การเป็นปุถุชนนั้นก็เหมือนกับการยืนอยู่บนหน้าผา  เท้าหนึ่งติดอยู่บนพื้นหน้าผา
อีกเท้าหนึ่งกำลังอยู่บนอากาศ  เป็นการเสี่ยงที่จะเป็นได้ทั้งสองด้าน
ถ้าพลาดขาดสติก็จะตกหน้าผา  คือจิตใจตกไปในที่ชั่วที่เป็นอกุศล
ถ้ามีสติระลึกได้ก็จะยันเท้าติดอยู่กับพื้นหน้าผา  ก็จะมีชีวิตอยู่เพื่อชื่นชมทิวทัศน์
อันสวยงามแห่งขุนเขาให้จิตใจรื่นรม  คือจิตใจได้คิดถึงสิ่งดีที่เป็นกุศล

แต่การใช้ชีวิตอย่างนี้ไม่น่าจะภิรมณ์เลย  แม้ว่าจะความสุขกับการได้ชม
ธรรมชาติก็ตามที  แต่ก็ชมได้ด้วยวิตกกังวลไปด้วยกลัวว่าตัวเองจะตกหน้าผา
แม้ว่าได้รับความสุขอยู่ก็ตาม  แต่ความสุขนั้นก็ยังเจือด้วยความทุกข์อยู่

การที่จะลดความเสี่ยงนั้นก็ต้องเจริญสติสัมปชัญญะอย่างเดี่ยวที่รอดพ้น
จากความเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายนั้นได้ หรือก็สามารถลดความเสี่ยงลงได้บ้าง

จิตใจของปุถุชนนั้นย่อมไหลลงไปสู่ที่ต่ำเสมอ  ถ้าไม่กำลังสติสัมปชัญญะ
เป็นแรงขับดันแล้ว  ก็จะกลิ้งลง ๆ แม้ว่าจะบ้างครั้งจะไปติดสิ่งกีดขวาง
ข้างทางบ้างเช่นต้นไม้ ขอนไม้  หรือก้อนหิน  ไม่สามารถไหลลงไปต่ำกว่านั้นได้
แต่นั้นติดเพราะอาศัยปัจจัยภายนอกที่คอยบังคับไม่กระทำตามดังใจที่คิดไว้
เมื่อมีโอกาสหรือสิ่งขีดขวางนั้นมันหมดกำลังที่จะขีดขวางต่อไปก็จะไหลไปตามอำนาจ
ของกิเลสตัณหาที่เป็นขับดันอยู่ตลอดไม่ขาดสาย

ศีลนั้นก็เปรียบเสมือนว่า  เป็นสิ่งกีดขวางที่พระพุทธองค์ทรงสร้างขึ้นมา
เพื่อเป็นสิ่งกีดขวางทางเพื่อจะหยุดเราไว้  หยุดเพื่อจะให้เราได้มีสติระลึกถึงเหตุการณ์
ต่าง ๆ บ้าง ถ้าไม่ทำอย่างนี้แล้วเราจะไหลไปตามอำนาจของกิเลสตัณหาอยู่เรื่อย
จนไม่มีเวลามานั่งคิดว่าอะไรเป็นอะไร  เป็นการหยุดให้เราพักเพื่อเสริมกำลังแห่งปัญญา
เป็นแรงผลักดันตัวเองให้ทวนกระแสของกิเลส  เพื่อจะไปให้ถึงที่ที่กิเลสไร้อำนาจ

ขอเจริญพร.

 จากคุณ : สัจจธรรมภิกขุ [ 21 ก.พ. 2544 / 14:07:36 น. ]
     [ IP Address : 203.145.27.135 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (หนู)

_/I\_ _/I\_ _/I\_ สาธุค่ะ พระคุณเจ้า

 จากคุณ : หนู [ 21 ก.พ. 2544 / 14:18:37 น. ]
     [ IP Address : 203.147.53.15 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (กอบ)

สาธุครับ พระคุณเจ้า
กล่าวได้ชัดเจน แจ่มแจ้งมากจริง ๆ ครับ

 จากคุณ : กอบ [ 21 ก.พ. 2544 / 15:28:36 น. ]
     [ IP Address : 132.147.160.28 ]


 ความคิดเห็นที่ 18 : (PilGrim)

สาธุค่ะ พระคุณเจ้า
ขอบพระคุณมากค่ะที่ทำให้ทราบศีลทั้ง8ข้อได้อย่างละเอียด เพื่อการปฏิบัติที่ครบถ้วน.. เมื่อก่อนไม่ทราบว่า ห้ามรับประทานอาหารหลังเที่ยงวันนี่รวมถึงโอวัลติน หรือ นมสด ด้วย  เลยดื่มนมสดประมาณบ่าย3เพราะกลัวว่าจะหิวในช่วงเย็น  เป็นคนผอมค่ะ เวลาหิวจะไม่มีแรงเลยกันไว้ก่อน ตอนนี้ทราบแล้วก็จะไม่ดื่มเมื่อตั้งใจจะรักษาศีล8 อีกแล้วค่ะ
ส่วนข้อ5เคยมีประสบการณ์เหมือนกันค่ะ ช่วงนั้นตั้งใจรักษาศีลห้า แต่พอดีเพื่อนชวนไปเลี้ยงฉลองวันเกิด เพื่อนๆก็เชียร์ให้ดื่มเหล้า ถ้าทั่วๆไปก็คงดื่มบ้างเล็กน้อยเป็นการตัดรำคาญบ้างหรือเพื่อเข้าสังคมบ้าง  แต่วันนั้นปฏิเสธตรงๆเลยค่ะ ไม่ว่าเพื่อนจะเชียร์ยังไงก็ ไม่ อย่างเดียว  สุดท้ายก็บอกเพื่อนๆไปว่าตั้งใจจะรักษาศีล5อยู่ขอไม่ดื่มเถอะ  หลังจากนั้นมาก็ภูมิใจและดีใจมากจริงๆที่ตั้งใจรักษาไว้ได้  ถึงวันนี้ก็เลยมั่นใจว่าถ้าเราตั้งใจแล้ว เราก็จะทำตามความตั้งใจให้ถึงที่สุดค่ะ

ส่วนอานิสสงที่แตกต่างกันระหว่างศีลห้ากับศีลแปดนี้เป็นอย่างไรเหรอคะ? โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าทำให้จิตสงบและมีสติในการดำเนินชีวิตประจำวันมากกว่าแล้วก็ช่วยในการทำสมาธิ

 จากคุณ : PilGrim [ 22 ก.พ. 2544 / 01:41:11 น. ]
     [ IP Address : 168.120.12.9 ]


 ความคิดเห็นที่ 19 : (ภิกษุโง่)

สาธุ ครับ ท่านสัจจธรรมภิกขุ

 จากคุณ : ภิกษุโง่ [ 22 ก.พ. 2544 / 08:03:32 น. ]
     [ IP Address : 203.144.197.171 ]


 ความคิดเห็นที่ 20 : (สัจจธรรมภิกขุ)

อานิสงส์ของการรักษาศีลที่มีในพระไตรปิฏก
------------------------------
พระไตรปิฎก เล่มที่ 11
[๒๙๐]    โทษแห่งศีลวิบัติของคนทุศีล ๕ อย่าง
      ๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย คนทุศีลมีศีลวิบัติในโลกนี้ ย่อมเข้าถึงความ
เสื่อมแห่งโภคะใหญ่ ซึ่งมีความประมาทเป็นเหตุ นี้โทษแห่งศีลวิบัติของคนทุศีล
ข้อที่หนึ่ง ฯ
      ๒. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก เกียรติศัพท์อันเสียหายของคน
ทุศีลมีศีลวิบัติ ย่อมระบือไป นี้โทษแห่งศีลวิบัติของคนทุศีลข้อที่สอง ฯ
      ๓. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก คนทุศีลมีศีลวิบัติเข้าไปหา
บริษัทใดๆ คือ ขัตติยบริษัท พราหมณบริษัท คฤหบดีบริษัท หรือสมณบริษัท
เป็นผู้ไม่แกล้วกล้า เป็นคนเก้อเขินเข้าไปหา นี้โทษแห่งศีลวิบัติของคนทุศีล
ข้อที่สาม ฯ
      ๔. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก คนทุศีลมีศีลวิบัติ ย่อมเป็นคน
หลงทำกาละ นี้โทษแห่งศีลวิบัติของคนทุศีลข้อที่สี่ ฯ
      ๕. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก คนทุศีลมีศีลวิบัติ ย่อมเข้าถึง
อบาย ทุคติ วินิบาต นรก เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก นี้โทษแห่งศีลวิบัติ
ของคนทุศีลข้อที่ห้า ฯ
      [๒๙๑] อานิสงส์แห่งศีลสมบัติของคนมีศีล ๕ อย่าง
      ๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย คนมีศีลถึงพร้อมแล้วด้วยศีลในโลกนี้ย่อม
ประสบกองแห่งโภคะใหญ่ ซึ่งมีความไม่ประมาทเป็นเหตุ นี้อานิสงส์แห่งศีล
สมบัติของคนมีศีลข้อที่หนึ่ง ฯ
      ๒. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก เกียรติศัพท์ที่ดีงามของคนมีศีล
๒. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก เกียรติศัพท์ที่ดีงามของคนมีศีล
ถึงพร้อมแล้วด้วยศีล ย่อมระบือไป นี้อานิสงส์ของศีลสมบัติของคนมีศีลข้อที่สอง ฯ
      ๓. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก คนมีศีลถึงพร้อมแล้วด้วยศีล
เข้าไปหาบริษัทใดๆ คือ ขัตติยบริษัท พราหมณบริษัท คฤหบดีบริษัท หรือ
สมณบริษัท เป็นผู้แกล้วกล้าไม่เก้อเขินเข้าไปหา นี้อานิสงส์แห่งศีลสมบัติของคน
มีศีลข้อที่สาม ฯ
      ๔. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก คนมีศีลถึงพร้อมแล้วด้วยศีล
ย่อมเป็นผู้ไม่หลงทำกาละ นี้อานิสงส์ของศีลสมบัติของคนมีศีลข้อที่สี่ ฯ
     ๕. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก คนมีศีลถึงพร้อมแล้วด้วยศีล
ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก นี้อานิสงส์แห่งศีล
สมบัติของคนมีศีลข้อที่ห้า ฯ

พระไตรปิฎก เล่มที่ 20
เพียรอย่างไร ดูกรนางวิสาขา อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ระลึกถึงศีลของตน ...
ดูกรนางวิสาขา อริยสาวกนี้เรียกว่าเข้าจำศีลอุโบสถ อยู่ร่วมกับศีล และมีจิต
ผ่องใสเพราะปรารภศีล เกิดความปราโมทย์ ละเครื่องเศร้าหมองแห่งจิตเสียได้
ดูกรนางวิสาขา จิตที่เศร้าหมอง ย่อมทำให้ผ่องแผ้วได้ด้วยความเพียรอย่างนี้แล
ดูกรนางวิสาขา จิตที่เศร้าหมองจะทำให้ผ่องแผ้วได้ด้วยความเพียร ก็จิตที่เศร้า
หมองจะทำให้ผ่องแผ้วได้ด้วยความเพียรอย่างไร ดูกรนางวิสาขา อริยสาวกใน
ธรรมวินัยนี้ ย่อมระลึกถึงเทวดาว่า เทวดาพวกชั้นจาตุมหาราชิกามีอยู่ เทวดา
พวกชั้นดาวดึงส์มีอยู่ เทวดาพวกชั้นยามามีอยู่ เทวดาพวกชั้นดุสิตมีอยู่ เทวดา
พวกชั้นนิมมานรดีมีอยู่ เทวดาพวกชั้นปรินิมมิตวสวัตตีมีอยู่ เทวดาพวกที่นับเนื่อง
เข้าในหมู่พรหมมีอยู่ เทวดาพวกที่สูงกว่านั้นขึ้นไปมีอยู่ เทวดาเหล่านั้นประกอบ
ด้วยศรัทธาเช่นใด จุติจากภพนี้ไปเกิดในภพนั้น ศรัทธาเช่นนั้นแม้ของเราก็มี
เทวดาเหล่านั้นประกอบด้วยศีลเช่นใด จุติจากภพนี้ไปเกิดในภพนั้น ศีลเช่นนั้น
แม้ของเราก็มี เทวดาเหล่านั้นประกอบด้วยสุตะเช่นใด จุติจากภพนี้ไปเกิดใน
ภพนั้น สุตะเช่นนั้นแม้ของเราก็มี เทวดาเหล่านั้นประกอบด้วยจาคะเช่นใด จุติ
จากภพนี้ไปเกิดในภพนั้น จาคะเช่นนั้นแม้ของเราก็มี เทวดาเหล่านั้นประกอบ
ด้วยปัญญาเช่นใด จุติจากภพนี้ไปเกิดในภพนั้น ปัญญาเช่นนั้นแม้ของเราก็มี
เมื่อเธอระลึกถึงศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญาของตนกับของเทวดา
เหล่านั้นอยู่ จิตย่อมผ่องใส เกิดความปราโมทย์ ละเครื่องเศร้าหมองแห่งจิต
เสียได้ ดูกรนางวิสาขา เปรียบเหมือนทองที่หมองจะทำให้สุกได้ก็ด้วยความเพียร
ทองที่หมองจะทำให้สุกได้ด้วยความเพียรอย่างไร จะทำให้สุกได้เพราะอาศัยเบ้า
หลอมทอง เกลือ ยางไม้ คีม กับความพยายามที่เกิดแต่เหตุนั้นของบุรุษ ดูกร
นางวิสาขา ทองที่หมองจะทำให้สุกได้ด้วยความเพียรอย่างนี้แล ฉันใด จิตที่
เศร้าหมองจะทำให้ผ่องแผ้วได้ด้วยความเพียร ฉันนั้นเหมือนกัน ... ดูกรนางวิสาขา
อริยสาวกเช่นนี้เรียกว่า เข้าจำเทวดาอุโบสถ อยู่ร่วมกับเทวดา มีจิตผ่องใสเพราะ
ปรารภเทวดา เกิดความปราโมทย์ ละเครื่องเศร้าหมองแห่งจิตเสียได้ ดูกรนาง
วิสาขา จิตที่เศร้าหมองจะทำให้ผ่องแผ้วได้ด้วยความเพียรอย่างนี้แล ดูกรนาง
วิสาขา พระอริยสาวกนั้นย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า พระอรหันต์ทั้งหลาย ละการ
ฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะ วางศาตราแล้ว มีความละอาย
มีความเอ็นดู มีความกรุณา หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่จนตลอดชีวิต แม้
เราก็ได้ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะ วางศาตราแล้ว มี
ความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณา หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่
ตลอดคืนหนึ่งกับวันหนึ่งนี้ในวันนี้ แม้ด้วยองค์อันนี้ เราก็ชื่อว่าได้ทำตามพระ
อรหันต์ทั้งหลาย ทั้งอุโบสถก็จักเป็นอันเราเข้าจำแล้ว พระอรหันต์ทั้งหลาย
ละการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ รับแต่ของที่เขาให้ ต้องการแต่ของ
ที่เขาให้ ไม่ประพฤติตนเป็นคนขโมย เป็นผู้สะอาดอยู่จนตลอดชีวิต แม้เราก็ละ
การลักทรัพย์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ รับแต่ของที่เขาให้ ต้องการแต่ของที่เขา
ให้ ไม่ประพฤติตนเป็นคนขโมย เป็นผู้สะอาดอยู่ ตลอดคืนหนึ่งกับวันหนึ่งนี้ใน
วันนี้ แม้ด้วยองค์อันนี้ เราก็ชื่อว่าได้ทำตามพระอรหันต์ทั้งหลาย ทั้งอุโบสถก็
จักเป็นอันเราเข้าจำแล้ว พระอรหันต์ทั้งหลาย ละกรรมเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์
ประพฤติพรหมจรรย์ ประพฤติห่างไกล เว้นขาดจากเมถุนอันเป็นกิจของชาวบ้าน
จนตลอดชีวิต แม้เราก็ได้ละกรรมเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์ ประพฤติพรหมจรรย์
ประพฤติห่างไกล เว้นขาดจากเมถุนอันเป็นกิจของชาวบ้าน ตลอดคืนหนึ่งกับวัน
หนึ่งนี้ในวันนี้ แม้ด้วยองค์อันนี้ เราก็ชื่อว่าได้ทำตามพระอรหันต์ทั้งหลาย ทั้ง
อุโบสถก็จักเป็นอันเราเข้าจำแล้ว พระอรหันต์ทั้งหลาย ละการพูดเท็จ เว้นขาด
จากการพูดเท็จ พูดแต่คำจริง ดำรงคำสัตย์ พูดเป็นหลักฐาน ควรเชื่อได้
ไม่พูดลวงโลกจนตลอดชีวิต แม้เราก็ได้ละการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดเท็จ
พูดแต่คำจริง ดำรงคำสัตย์ พูดเป็นหลักฐาน ควรเชื่อได้ ไม่พูดลวงโลก ตลอด
คืนหนึ่งกับวันหนึ่งนี้ในวันนี้ แม้ด้วยองค์อันนี้ เราก็ชื่อว่าได้ทำตามพระอรหันต์
ทั้งหลาย ทั้งอุโบสถก็จักเป็นอันเราเข้าจำแล้ว พระอรหันต์ทั้งหลาย ละการดื่ม
น้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เว้นขาดจากการดื่มน้ำเมา
คือสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท แม้จนตลอดชีวิต แม้เราก็ละ
การดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เว้นขาดจากการดื่ม
น้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ตลอดคืนหนึ่งกับวันหนึ่งนี้
ในวันนี้ แม้ด้วยองค์อันนี้ เราก็ชื่อว่าได้ทำตามพระอรหันต์ทั้งหลาย ทั้งอุโบสถ
ก็จักเป็นอันเราเข้าจำแล้ว พระอรหันต์ทั้งหลาย ฉันหนเดียว เว้นการบริโภคใน
ราตรี งดจากการฉันในเวลาวิกาลจนตลอดชีวิต แม้เราก็บริโภคหนเดียว เว้นการ
บริโภคในราตรี งดจากการบริโภคในเวลาวิกาล ตลอดคืนหนึ่งกับวันหนึ่งนี้ใน
วันนี้ แม้ด้วยองค์อันนี้ เราก็ชื่อว่าได้ทำตามพระอรหันต์ทั้งหลาย ทั้งอุโบสถจัก
เป็นอันเราเข้าจำแล้ว พระอรหันต์ทั้งหลาย เว้นขาดจากฟ้อนรำขับร้อง การ
ประโคมดนตรี และการดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศล จากการทัดทรงประดับ
และตกแต่งกายด้วยดอกไม้ของหอม และเครื่องประเทืองผิวอันเป็นฐานะแห่ง
การแต่งตัวจนตลอดชีวิต แม้เราก็เว้นขาดจากการฟ้อนรำขับร้องการประโคมดนตรี
และดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศล จากการทัดทรงประดับตกแต่งร่างกายด้วย
ดอกไม้ของหอม และเครื่องประเทืองผิวอันเป็นฐานะแห่งการแต่งตัว ตลอดคืน
หนึ่งกับวันหนึ่งนี้ในวันนี้ แม้ด้วยองค์อันนี้ เราก็ชื่อว่าได้ทำตามพระอรหันต์
ทั้งหลาย ทั้งอุโบสถก็จักเป็นอันเราเข้าจำแล้ว พระอรหันต์ทั้งหลาย ละการ
นั่งนอนบนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ เว้นขาดจากการนั่งนอนบนที่นั่งที่นอนอันสูง
ใหญ่ สำเร็จการนอนบนที่นอนอันต่ำ คือ บนเตียงหรือบนเครื่องปูลาดที่ทำด้วย
หญ้าจนตลอดชีวิต แม้เราก็ได้ละการนั่งนอนบนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ เว้นขาด
จากการนั่งนอนบนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ สำเร็จการนอนบนที่นอนอันต่ำ คือ
บนเตียงหรือบนเครื่องปูลาดที่ทำด้วยหญ้า ตลอดคืนหนึ่งกับวันหนึ่งในวันนี้ แม้
ด้วยองค์อันนี้ เราก็ชื่อว่าได้ทำตามพระอรหันต์ทั้งหลาย ทั้งอุโบสถก็จักเป็นอัน
เราเข้าจำแล้ว ดูกรนางวิสาขา อริยอุโบสถเป็นเช่นนี้แล อริยอุโบสถอันบุคคล
เข้าจำแล้วอย่างนี้แล ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก มีความรุ่งเรืองมาก มีความ
แผ่ไพศาลมาก อริยอุโบสถมีผลมากเพียงไร มีอานิสงส์มากเพียงไร มีความ
รุ่งเรืองมากเพียงไร มีความแผ่ไพศาลมากเพียงไร ดูกรนางวิสาขา เปรียบเหมือน
ผู้ใดพึงครองราชย์เป็นอิศราธิบดีแห่งชนบทใหญ่ ๑๖ แคว้นเหล่านี้ อันสมบูรณ์
ด้วยรัตนะ ๗ ประการ คือ อังคะ มคธะ กาสี โกสละ วัชชี มัลละ เจตี
วังสะ กุรุ ปัญจาละ มัจฉะ สุรเสนะ อัสสกะ อวันตี คันธาระ กัมโพชะ
การครองราชย์ของผู้นั้นยังไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งอุโบสถที่ประกอบด้วยองค์ ๘
ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะราชสมบัติที่เป็นของมนุษย์ เมื่อนำเข้าไปเปรียบเทียบ

--------------------------------------------------------------------------------
ส่วนความแต่งต่างกันระหว่างอานิสงส์ของศีล ๕ และศีล ๘ นั้น
กำลังค้นหาอยู่   

 จากคุณ : สัจจธรรมภิกขุ [ 22 ก.พ. 2544 / 17:17:07 น. ]
     [ IP Address : 203.145.27.73 ]


 ความคิดเห็นที่ 21 : (สัจจธรรมภิกขุ)

คำว่าศีลใน
พจนานุกรมพุทธศาสตร์
ของท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎก
-----------------------------------

จำศีล อยู่รักษาศีล,ถือศีลเป็นกิจวัตร


ทุศีล มีศีลชั่วคือประพฤติไม่ดี มักละเมิดศีล


นิจศีล ศีลที่พึงรักษาเป็นประจำ,ศีลประจำตัวของอุบาสกอุบาสิกา ได้แก่ศีล ๕


เบญจศีล ศีล๕ เว้นฆ่าสัตว์ เว้นลักทรัพย์ เว้นประพฤติผิดในกาม เว้นพูดปด เว้นของเมา มีคำสมาทานว่า๑. ปาณา
ติปาตา ๒. อทินนาทานา ๓. กาเมสุมิจฺฉาจารา ๔. มุสาวาทา ๕. สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานาต่อท้ายด้วยเวรมณีสิกฺ
ขาปทํ สมาทิยามิ ทุกข้อ


ปาริสุทธิศีล ศีลเป็นเครื่องทำให้บริสุทธิ์,ศีลเป็นเหตุให้บริสุทธิ์ หรือความประพฤติบริสุทธิ์ที่จัดเป็นศีลมี ๔ อย่างคือ๑. ปาฏิ
โมกขสังวรศีล สำรวมในพระปาฏิโมกข์ ๒. อินทรียสังวรศีล สำรวมอินทรีย์๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ๓. อาชีวปาริสุทธ
ศีล เลี้ยงชีพโดยทางที่ชอบธรรม ๔. ปัจจัยสันนิสิตศีล พิจารณาก่อนจึงบริโภคปัจจัย๔ คือ จีวรบิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัช


ศีล ความประพฤติดีทางกายและวาจา,การรักษากายและวาจาให้เรียบร้อย,ข้อปฏิบัติสำหรับควบคุมกายและวาจาให้
ตั้งอยู่ในความดีงาม, การรักษาปกติตามระเบียบวินัย, ปกติมารยาทที่สะอาดปราศจากโทษ,ข้อปฏิบัติในการเว้นจาก
ความชั่ว, ข้อปฏิบัติในการฝึกหัดกายวาจาให้ดียิ่งขึ้น, ความสุจริตทางกายวาจาและอาชีพ;มักใช้เป็นคำเรียกอย่างง่าย
สำหรับคำว่า อธิศีลสิกขา


ศีลธรรม ความประพฤติดีงามทางกายวาจา,ความประพฤติที่ดีที่ชอบ, ความสุจริตทางกายวาจาและอาชีวะ; โดยทาง
ศัพท์ ศีลธรรม แปลว่า ธรรมคือศีล หมายถึง ธรรมขั้นศีล หรือ ธรรมในระดับศีลเพราะศีลเป็นธรรมอย่างหนึ่ง ใน
บรรดาธรรมภาคปฏิบัติ ๓ อย่าง คือ ศีล สมาธิ และปัญญา ดังนั้น ต่อจากธรรมขั้นศีลจึงมีธรรมขั้นสมาธิ และธรรม
ขั้นปัญญา; ได้มีผู้พยายามแปลศีลธรรม อีกอย่างหนึ่งว่าศีลและธรรม (ถ้าแปลให้ถูกต้องจริงต้องว่าศีลและธรรมอื่นๆ
คือศีลและธรรมอื่นๆ นอกจากศีล เช่น สมาธิ และปัญญา เป็นต้น เพราะศีลก็เป็นธรรมอย่างหนึ่ง)ถ้าแปลอย่างนี้ จะ
ต้องเข้าใจว่า ศีลธรรม มิใช่เป็นเพียงความประพฤติดีงามเท่านั้น แต่รวมถึงสมถะวิปัสสนา ขันธ์ ๕ ปฏิจจสมุปบาท
ไตรลักษณ์ เป็นต้น ด้วย


ศีลวัตร, ศีลพรต ศีลและวัตร, ศีลและพรต, ข้อที่จะต้องสำรวมระวังไม่ล่วงละเมิด ชื่อว่า ศีลข้อที่พึงถือปฏิบัติชื่อว่า
วัตร, หลักความประพฤติทั่วไปอันจะต้องรักษาเสมอกัน ชื่อว่า ศีลข้อปฏิบัติพิเศษเพื่อฝึกฝนตนให้ยิ่งขึ้นไป ชื่อว่าวัตร


ศีลวิบัติ ดู สีลวิบัติ


ศีล ๕ สำหรับทุกคนคือ ๑. เว้นจากทำลายชีวิต ๒. เว้นจากถือเอาของที่เขามิได้ให้ ๓. เว้นจากประพฤติผิดในกาม
๔. เว้นจากพูดเท็จ ๕. เว้นจากของเมา คือ สุราเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท;คำสมาทานว่า ๑. ปาณาติปาตา
เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ ๒. อทินฺนาทานา ๓. กาเมสุมิจฺฉาจารา ๔. มุสาวาทา๕. สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา (คำ
ต่อท้ายเหมือนข้อ ๑); ดู อาราธนาศีล ด้วย


ศีล ๘ สำหรับฝึกตนให้ยิ่งขึ้นไปโดยรักษาในบางโอกาสหรือมีศรัทธาจะรักษาประจำก็ได้ เช่น แม่ชีมักรักษาประจำ
หัวข้อเหมือนศีล ๕ แต่เปลี่ยนข้อ ๓ และเติมข้อ ๖-๗-๘ คือ ๓. เว้นจากประพฤติผิดพรหมจรรย์คือเว้นจากร่วม
ประเวณี ๖. เว้นจากบริโภคอาหารในเวลาวิกาล คือเที่ยงแล้วไป ๗. เว้นจากฟ้อนรำขับร้อง บรรเลงดนตรี ดูการเล่น
อันเป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์ การทัดทรงดอกไม้ ของหอมและเครื่องลูบไล้ซึ่งใช้เป็นเครื่องประดับตกแต่ง๘. เว้นจาก
ที่นอนอันสูงใหญ่หรูหราฟุ่มเฟือย; คำสมาทาน (เฉพาะที่ต่างจากศีล ๕)ว่า ๓. อพฺรหฺมจริยา ๖. วิกาลโภชนา ๗. นจฺจ-
คีตวาทิตวิสูกทสฺสนา มาลาคนฺธวิเลปนธารณมณฺฑนวิภูสนฏฺฐานา ๘. อุจฺจาสยนมหาสยนา(คำต่อท้ายเหมือนข้อ ๑
ในศีล ๕); ดู อาราธนาศีล ด้วย


ศีล ๑๐ สำหรับสามเณรแต่ผู้ใดศรัทธาจะรักษาก็ได้ หัวข้อเหมือนศีล ๘ แต่แยกข้อ ๗ เป็น ๒ ข้อ (=๗-๘) เลื่อนข้อ ๘
เป็น ๙ และเติมข้อ ๑๐ คือ ๗. เว้นจากฟ้อนรำ ขับร้อง ฯลฯ ๘. เว้นจากการทัดทรงดอกไม้ฯลฯ ๙. เว้นจากที่นอนอัน
สูงใหญ่ ฯลฯ ๑๐ เว้นจากการับทองและเงิน; คำสมาทาน (เฉพาะที่ต่าง) ว่า๗. นจฺจคีตวาทิตวิสูกทสฺสนา ๘. มาลาค-
นฺธวิเลปนธารณมณฺฑนวิภูสนฏฺฐานา ๙. อุจฺจาสยนมหาสยนา ๑๐. ชาตรูปรชตปฏิคฺคหณา(คำต่อท้าย เวรมณี สิกฺขาปทํ
สมาทิยามิ เหมือนกันทุกข้อ); ดู อาราธนาศีล ด้วย


ศีล ๒๒๗ ศีลสำหรับพระภิกษุมีในภิกขุปาฏิโมกข์


ศีล ๓๑๑ ศีลสำหรับพระภิกษุณีมีในภิกขุปาฏิโมกข์


ศีลอุโบสถ คือศีล ๘ ที่สมาทานรักษาพิเศษในวันอุโบสถ ดู อุโบสถศีล


 จากคุณ : สัจจธรรมภิกขุ [ 22 ก.พ. 2544 / 17:19:47 น. ]
     [ IP Address : 203.145.27.73 ]


 ความคิดเห็นที่ 22 : (สัจจธรรมภิกขุ)

_/\_ ครับ...ท่านภิกษุโง่
ว่าง ๆ ก็โปรดเข้ามาสนทนาธรรมบ้างน่ะครับ
เพื่อเป็นกำลังใจแก่ผู้ที่สนใจในธรรมทั้งหลาย
พอให้เห็นว่ายังมีพระภิกษุสงฆ์ที่ยังคงสนใจ
ศึกษาธรรมและปฏิบัติธรรมจริง ๆ จัง ๆ อยู่
อีกอย่างหนึ่ง....ผมเองก็คงอยู่ในลานธรรมนี้
ได้อีกไม่กี่วันแล้ว...และนั้นก็คือผมจะไปจาก
ลานธรรม  โดยที่ไม่รู้ว่าจะได้กลับมานั่งสนทนา
ธรรมกันอีกหรือไม่

เจริญพร..."คุณ pilGrim" และทุก ๆ ท่าน
ขออนุโมทนากลับ "คุณ pilGrim" ที่เป็นผู้ตั้งอยู่ในศีล
ศีลที่ว่าด้วยการห้ามรับประทานอาหารและร่วมไปถึงเครื่องดื่มประเภทนมด้วยนั้น
บ้างแห่งบ้างที่ก็ยังสับสนกับเรื่องนี้อยู่  บ้างวัดก็อนุญาตให้พระภิกษุสามเณรฉันได้
แต่ในพระวินัยก็บอกตรง  ๆว่าเป็นสิ่งที่ห้ามไว้  มันก็เลยทำให้สับสนกัน  และยิ่งสำหรับ
ผู้ที่เริ่มสนใจธรรมะใหม่ ๆเกิดสับสนว่าจะปฏิบัติตัวอย่างไรดี
แต่ทางที่ดีก็น่าจะปฏิบัติตามศีลที่บัญญัติมาดีกว่า เพราะยิ่งสงสัยก็ยิ่งหาคำตอบ

ถ้ารู้ว่าหิวก็หาสิ่งอื่นแทนการดื่มนมก็ได้  เช่นประเภทน้ำผลไม้ต่าง ๆ ซึ่งสมัยนี้ก็หา
มารับประทานได้สะดวก  ถ้าสะดวกจะทำเองก็หาซื้อผลไม้มาปันให้เหลือแต่น้ำ
ประเภทที่ผลไม้ที่สามารถรับประทานได้นั้นต้องไม่ใหญ่กว่าผลมะตูม  คงไม่เกินสี่นิ้ว
ของเส้นผ่าศูนย์กลาง  แต่มีสิ่งหนึ่งที่สามารถแทนโอวัลตินได้ คือผงโกโก้  สามารถนำมา
ชงกับน้ำตาล  แต่ใสนมข้นไม่ได้ อาจจะใส่ครีมเทียมได้อยู่  ไม่อยากจะแนะนำกาแฟ
เพราะเห็นว่าไม่ดี  และบางคนไม่ทานด้วย 

อาตมาเองก็เป็นคนผอมเหมือนกัน  วันไหนที่ฉันอาหารน้อย  ก็จะส่งผลกระทบ
ในตอนเย็นหรือดึกๆ  แต่ถ้าวันไหนที่ฉันอาหารอิ่มก็จะไม่ค่อยจะรู้สึกว่าหิวหรือมี
อาการ  แต่ด้วยความเคยชินก็เลยไม่ค่อยกังวลกับเรื่องนี้มากเท่าไร
ธรรมชาติของร่างกายนั้น  ถ้าเราเติมวัตถุดิบคืออาหารให้น้อยหรือไม่สมดล
ก็จะแสดงความทุกข์ออกมาให้เราเห็น  ถ้าเราไม่รู้ทันก็เราก็จะทุกข์ไปด้วย
ถ้าวันไหนเราทานอาหารมากเกินที่ร่างกายจะรับได้  วันนั้นร่างกายก็จะแสดง
ความทุกข์ออกมาให้เห็นเหมือนกัน
เราจึงต้องหาความสมดลความเป็นกลางให้ถูกกับตัวเอง  แล้วร่างกายก็จะไม่
แสดงความทุกข์ออกมาให้เห็น หรือน้อย 

พระภิกษุสามเณรนั้นเรื่องอดมื้อกินมื้อ (ฉัน) นั้นไม่ค่อยมีปัญหาอะไรมากนัก
เพราะชีวิตประจำก็ไม่ค่อยจะใช้กำลังกายอะไรมากนั้น  แต่สำหรับฆราวาส
ก็ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากหน่อย  เพราะชีวิตประจำวันส่วนใหญ่แล้ว
จะใช้ไปเพื่อประกอบการงานบ้างก็ใช้สมอง บ้างก็ใช้กำลังกาย อาหารจึงเป็นปัจจัยหนึ่ง
ที่สำคัญ  ฉะนั้นเรื่องที่ฆราวาสจะให้ความสำคัญกับการกินนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก
การถือศีลแปดนี้จึงไม่มีข้อปฏิบัติตามตัวเหมือนกับศีลห้า  ขึ้นอยู่กับความสมัครใจ
และความพร้อมของผู้ที่รักษา ถ้าไม่พร้อม เช่นวันๆ หนึ่งต้องใช้กำลังความคิดกำลังกาย
ไปกับการงาน  และรักษาศีลไปด้วยนั้น  ก็จะมีผลกระทบต่อร่างกาย ซึ่งไม่ใช่หุ่นยนต์
ก็จะเกิดความกังวลเกิดทุกข์ขึ้นมา จะนั่งสมาธิก็จะไม่สงบ  จะทำอะไรก็รู้สึกว่าหงุดหงิด
ฟุ้งซ่านไปหมด  เป็นต้น  ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ต้องพิจารณาแล้วว่าเรารักษาศีลเพื่ออะไร
เพื่อละกิเลส หรือเพื่อทรมานกาย 
ฉะนั้นความพร้อมจึงเป็นเรื่องสำคัญ  ถ้าเกิดว่าเราไม่พร้อมที่จะรักษาศีลแปลเป็นนิจศีล
คือรักษาทุกวัน  ก็มีให้เลือกรักษาในวันอุโบสถ  ขึ้น/แรม ๑๔ / ๑๕ ค่ำ ก็ได้

สาธุด้วยกับการรักษาศีลข้อ ๕ ได้อย่างมั่นคง  ไม่ล่วงละเมิดไปเพราะความชักชวน
ของเพื่อนฝูง  เรื่องอย่างนี้เราต้องจิตใจแข็งไว้ก่อน  ถ้าเรารู้จักข่มใจไว้สักระยะหนึ่ง
ไม่นานก็จะเป็นปกติ  เมื่อเพื่อนๆ เห็นว่าเราไม่เล่นด้วยแล้วก็จะเลิกไปเอง  ถ้าเราใจอ่อน
ต่อไปเราก็ใจอ่อนตามคำความชักชวนอีกนั้นแหละ
ธรรมของฆราวาส ๔ 
สัจจะ  ทมะ  ขันติ  จาคะ

สัจจะ  คือเราจริงใจที่จะรักษาศีลให้บริสุทธิ์  ไม่มีสิ่งล้อใจใดมาอยู่เหนือจิตใจ
ไม่ว่าจะเป็นคำชมเชยสรรเสริญ หรือลาภยศ  เรารักษาศีลด้วยความที่เห็น
ถึงประโยชน์ในการรักษาศีล  และโทษของการไม่รักษาศีล  เป็นการรักษาศีลที่
บริสุทธิ์อย่างแท้จริง 

ทมะ  คือรู้จักข่มจิตของตัวเอง  ไม่ให้ตกหรือใหลไปตามอำนาจของกิเลสตัณหา
ซึ่งเป็นเหตุให้ล่วงละเมิดศีล 

ขันติ  คือต้องอดทนต้องสิ่งที่เข้ามายั่วยุให้เราขาดกำลังใจที่จะรักษาศีลต่อไป
ซึ่งถ้าเราขาดความอดทนแล้ว  การรักษาของเราก็จะไม่บริสุทธิ์เป็นที่ไม่สบายใจ
แต่ตนเอง  เป็นทางแห่งความเศร้าหมองของจิตใจ

จาคะ  คือเราต้องยอมสละความสุขความสบายบ้างอย่าง  ที่เหตุทำให้กิเลสตัณหา
เจริญเติบโต  สร้างความทุกข์ใจให้เราในภายหลัง  แต่การสละนี้ต้องเป็นไปด้วยปัญญา
ด้วย  ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วจะทำไปด้วยโมหะ คือความหลงไม่รู้ไม่เข้าใจว่าสิ่งที่ทำนั้น
เพื่อมุ่งหมายจุดประสงค์ใด 

ส่วนเรื่องอานิสงส์ที่แตกต่างกันระหว่างศีล ๕ และศีล ๘ นั้น
ก็พยายามหาจากตำรามาอ้างอิง  ก็พอจะได้มาดังได้ยกไว้แล้ว
จากพระไตรปิกฎ

>โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าทำให้จิตสงบและมีสติในการดำเนินชีวิตประจำวันมากกว่า
>แล้วก็ช่วยในการทำสมาธิ
ถูกต้องแล้ว
ถ้าพิจารณาดูให้ดีแล้ว ศีล ๘ นั้นจะมีอะไรที่แตกต่างจากศีล ๕ ได้อย่างเห็นได้จัดเจนมาก
และศีล ๘ นั้นก็เอื้ออำนวยต่อการเจริญจิตให้เป็นสมาธิง่ายกว่าศีล ๕ 
แต่ต้องขึ้นอยู่กับการปฏิบัติด้วย  ถ้าปฏิบัติศีลด้วยความถูกต้องก็จะเป็นไปตามนั้น
เรารู้อยู่แล้วนิวรณ์นั้นเป็นตัวขัดขวางความสงบหรือเป็นสมาธิของจิต
ถ้าเราพิจารณานิวรณ์กับศีลสามข้อหลังในศีล ๘ แล้ว  จะเห็นว่าถ้ารักษาศีลแปดได้
ก็จะลดตัวนิวรณ์ได้ให้เบาบางลงได้

นิวรณ์ ๕
แปลว่าธรรมที่อันกั้นจิตไม่ให้บรรลุความดี หรือคอยขัดขวางไม่ให้จิตสงบ
กามฉันท์   ความพึงพอใจรักใคร่ในอารมณ์ที่ชอบใจ  เช่นรูปสาย ๆ  เสียงไพเราะ ๆ สัมผัสที่นุ่มเป็นที่สบายเป็นต้น
พยาบาท  ความปองร้าย  คิดแต่จะแก้แค้นเอาคืน 
ถีนมิทธะ  ความที่จิตหดหู่และเคลิบเคลิ้ม  ไม่มีกำลังใจจะทำอะไร 
อุทธัจจกุกกุจจะ  ฟุ้งซ่านและรำคาญ  ความฟุ้งซ่านนี้จะเป็นบ่อย
วิจิกิจฉา  ลังเลไม่ตกลงได้  เมื่อสงสัยในเรื่องใด ก็จะพยายามหาคำตอบด้วยการคิดบ้าง ค้นคว้าสอบถามบ้าง

จะเห็นว่าศีล ๘ นั้นจะสัมพันธ์กับนิวรณ์
ความพึ่งพอใจในรสอาหาร  อันจัดเป็นกามฉันท์  ก็จะไปตรงกับศีลข้อ ๖
ความพึงพอใจในรูป เสียง กลิ่น  สิ่งที่มากระทบกาย อันจัดเป็นกามฉันท์  ก็จะไปตรงกับศีลข้อ ๗ - ๘
แล้วก็จะไปสัมพันธ์กับความฟุ้งซ่านด้วย  ค่อยคิดค่อยพยายามจะแสวงหามาเสพ
มาด้วยมาแล้วก็จะดิ้นรนหาสิ่งใหม่ ๆ อีก  ถ้าเราคิดดีจะเห็นว่ามันสัมพันธ์กันจริง ๆ

ศีลแปดนั้นถ้าได้รักษาอย่างจริงจังแล้ว ๆ ก็เป็นไปด้วยปัญญา
ก็จะเป็นประโยชน์เกื้อกูลให้จิตมีสมาธิมากขึ้น 
เป็นไปเพื่อความก้าวหน้าแห่งการปฏิบัติธรรม
แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับความพร้อมของตัวบุคคลนั้นด้วย
การทำอะไรเกินความพอดี  เกินประมาณนั้น
ผลที่จะได้รับนั้นอาจจะเป็นโทษมากกว่าประโยชน์
ถ้าไม่พร้อมก็หาสิ่งที่พอดีกับตนปฏิบัติ  ถ้าพร้อมเมื่อไร
แล้วค่อยประพฤติปฏิบัติไปตามวาระและโอกาสจะอำนวยต่อไป

ขอเจริญพร.

 จากคุณ : สัจจธรรมภิกขุ [ 22 ก.พ. 2544 / 21:23:28 น. ]
     [ IP Address : 203.145.30.128 ]


 ความคิดเห็นที่ 23 : (PilGrim)

นมัสการค่ะพระคุณเจ้า

ขอบพระคุณมากค่ะ อธิบายไว้ได้อย่างละเอียดมาก หมดข้อสงสัยในการรักษาศีลแล้วค่ะ ทีนี้ก็คงเหลือแต่การตั้งใจปฏิบัติให้ได้ครบถ้วนตามที่เข้าใจ..

ขอขอบพระคุณอีกครั้งค่ะ..

 จากคุณ : PilGrim [ 23 ก.พ. 2544 / 01:50:23 น. ]
     [ IP Address : 203.148.217.109 ]


 ความคิดเห็นที่ 24 : (น้ำ 18207447)

นมัสการ ขอบพระคุณครับพระคุณเจ้า ขอ Save ไว้อ่านต่อด้วย

หากมีโอกาส อยากได้ไปนมัสการพระคุณเจ้า เข้าใจว่าจะอยู่วัดบุปผารามใช่มั้ยครับ ผมมีบ้านเดิมอยู่ใกล้วัดกัลยาณ์ ไปมาหาสู่กันประจำครับ หากได้ไปอีกก็จะได้มานมัสการด้วยเลย

 จากคุณ : น้ำ 18207447 [ 25 ก.พ. 2544 / 03:15:15 น. ]
     [ IP Address : 203.146.66.28 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!