ความเข้าใจเบื้องต้นในคัมภีร์มหาปัฏฐาน
 เนื้อความ :

นโม  ตสฺส  ภควโต  อรหโต  สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส

                  นำเรื่อง

        “ปัฏฐาน” เป็นคัมภีร์ที่ ๗ ของพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ และเป็นคัมภีร์ที่พระพุทธองค์ทรงพยากรณ์ไว้ว่า จะสูญสิ้นเป็นคัมภีร์แรก เพราะเป็นคัมภีร์ที่ละเอียดลึกซึ้ง สุขุมคัมภีร์ภาพโดยที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงเรื่องราวความเป็นไปของสภาพธรรมที่เป็นเหตุเป็นผลแก่กัน  โดยนัยมากมายทั้งพิศดารและละเอียดสุขุมลึกซึ้งยิ่งนัก  ด้วยเหตุนี้ท่านอรรถกถาจารย์จึงเรียกคัมภีร์นี้ว่า “มหาปัฏฐาน” ตามหลักฐานกล่าวว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงพิจารณาพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์อยู่นั้น  เมื่อทรงพิจารณาคัมภีร์ที่ ๑ คือ ธัมมสังคณี  จนถึงคัมภีร์ที่ ๖ คือ ยมก  มาตามลำดับมิได้มีเหตุการณ์พิเศษเกิดขึ้น ต่อเมื่อทรงพิจารณาคัมภีร์ที่ ๗ คือ ปัฏฐาน จึงได้เกิดรัศมีแผ่ซ่านออกจากพระวรกายถึง ๖ สี (หรือที่เรียกว่า ฉัพพรรณรังสี)  คือ  สีเขียว  สีเหลือง  สีแดง  สีขาว  สีม่วงหงสบาท  และสีเลื่อมปภัสสร

        ในอรรถกถาปัญจปกรณ์ ท่านอรรถกถาจารย์ได้ให้ความหมายของคำว่า “ปัฏฐาน” ไว้ถึง ๓ นัยโดยตั้งคำปุจฉาไว้ว่า

     เกนฏฺเ น  ปฏฺ านนฺติ            =  ชื่อว่าปัฏฐานเพราะอรรถว่ากระไร
            แล้ววิสัชนาไว้ด้วยนัยทั้ง ๓ ดังนี้

๑. นานปฺปการปจฺจยฏฺเ น          =  เพราะอรรถว่าแสดงปัจจัยมีประการต่างๆ
๒. วิภชฺชนฏฺเ น   =  เพราะอรรถว่าจำแนกข้อธรรมด้วยปัจจัยต่างๆ
๓. ปฏฺ ิตฏฺเ น            =  เพราะอรรถว่าเป็นที่ดำเนินไปแห่งพระสัพพัญญุตญาณ

ตามคำวิสัชนานัยที่ ๑ ท่านให้คำวิเคราะห์ศัพท์ไว้ว่า
นานปฺปการานิ   านานิ  ปจฺจยา  เอตฺถาติ  ปฏฺ านํ  แปลว่าปัจจัยทั้งหลายมีเหตุปัจจัยเป็นต้นที่เป็นไปโดยประการต่างๆ มีอยู่ในปกรณ์นี้  ปกรณ์นี้จึงชื่อว่า  ปัฏฐาน

สำหรับคำวิสัชนานัยที่ ๒ มีวิเคราะห์ศัพท์ว่าดังนี้
        กุสลาทโย ธมฺมา เหตุปจฺจยาทิวเสน ปฏฺ ิยนฺติ วิภชฺชิยนฺติ เอตฺถาติ ปฏฺ านํ แปลว่า พระผู้มีพระภาคทรงจำแนกธรรมทั้งหลายมีกุศลธรรมเป็นต้น  ด้วยอำนาจเหตุปัจจัยเป็นต้นในปกรณ์นี้  เพราะเหตุนี้ ปกรณ์นี้จึงชื่อว่า ปัฏฐาน

        คำวิสัชนานัยที่ ๓ มีวิเคราะห์ศัพท์ว่า
        ปฏฺ าติ คจฺฉติ สพฺพญฺ ุต านํ เอตฺถาติ ปฏฺ านํ  แปลว่า พระสัพพัญญุตญาณย่อมไปคือย่อมดำเนินไปในปกรณ์นี้ ฉะนั้น ปกรณ์นี้จึงชื่อว่า ปัฏฐาน

        สำหรับเนื้อหาในคัมภีร์มหาปัฏฐานมีการแสดงธรรมที่เป็นปัจจัยอย่างย่อ ๒๔ ปัจจัย ซึ่งเวลาไปงานสวดพระอภิธรรมตามงานศพจะสวดเป็นบทสุดท้าย ซึ่งก็คือปัจจัย ๒๔ นั่นเอง ซึ่งมีชื่อและคำแปลดังต่อไปนี้

                                 ปัจจัย ๒๔
                พระบาลีอุทเทสและคำแปล

๑. เหตุปจฺจโย- ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นเหตุ
๒. อารมฺมณปจฺจโย        - ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นอารมณ์
๓. อธิปติปจฺจโย- ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นอธิบดี
๔. อนนฺตรปจฺจโย- ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความติดต่อกันไม่มีระหว่างคั่น
๕. สมนนฺตรปจฺจโย- ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความติดต่อกันไม่มีระหว่างคั่นทีเดียว
๖. สหชาตปจฺจโย- ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเกิดพร้อมกัน
๗. อญฺ มญฺ ปจฺจโย- ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความอาศัยกันและกัน
๘. นิสฺสยปจฺจโย - ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นที่อาศัย
๙. อุปนิสฺสยปจฺจโย        - ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นที่อาศัยที่มีกำลังมาก
๑๐. ปุเรชาตปจฺจโย        - ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเกิดก่อน
๑๑. ปจฺฉาชาตปจฺจโย- ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเกิดทีหลัง
๑๒. อาเสวนปจฺจโย        - ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเสพบ่อยๆ
๑๓. กมฺมปจฺจโย- ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความปรุงแต่งเพื่อให้กิจต่างๆ สำเร็จลง
๑๔. วิปากปจฺจโย - ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นวิปากคือถึงความสุก  และหมดกำลังลง
๑๕. อาหารปจฺจโย- ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นผู้นำ
๑๖. อินฺทฺริยปจฺจโย- ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นผู้ปกครอง
๑๗. ฌานปจฺจโย- ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นผู้เพ่งอารมณ์
๑๘. มคฺคปจฺจโย- ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นหนทาง
๑๙. สมฺปยุตฺตปจฺจโย- ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นผู้ประกอบ
๒๐. วิปฺปยุตฺตปจฺจโย- ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นผู้ไม่ประกอบ
๒๑. อตฺถิปจฺจโย- ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นผู้ยังมีอยู่
๒๒. นตฺถิปจฺจโย- ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นผู้ไม่มี
๒๓. วิคตปจฺจโย- ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นผู้ปราศจากไป
๒๔. อวิคตปจฺจโย- ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นผู้ยังไม่ปราศจากไป

(จากพระไตรปิฎกลบาลีฉบับสยามรัฐ  เล่ม ๔๐ หน้า ๑ และจากพระไตรปิฎกบาลีฉบับ มจร. อภิ.ป.๔๐/๐/๑ คำแปล จากหนังสือปัฏฐานของท่านอาจารย์สัทธรรมโชติกะ หน้า ๑๐)

        ดังนั้นถ้าผู้ใดก็ตามสามารถเข้าใจในคัมภีร์มหาปัฏฐานทั้งในแง่ของปริยัติ และในแง่ของปฏิบัติก็จะสามารถถ่ายถอนความเห็นผิดในสภาพธรรมทั้งปวงว่าเป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นตัวตน เรา เขา และความเห็นของบุคคลนั้นก็จะเป็นความเห็นอันบริสุทธิ์ที่เรียกว่า กังขาวิตรณวิสุทธิ อันเป็นความบริสุทธิ์ที่ล่วงพ้นจากความสงสัยในนามรูปทั้งปวง ด้วยอำนาจปัญญาที่เกิดจากวิปัสสนาญาณคือ ปัจจยปริคคหญาณ อันเป็นญาณที่สองในญาณ ๑๖

        เมื่อเห็นธรรมทั้งปวงว่ามีเหตุมีปัจจัยแล้ว  ความเห็นผิดทั้งสองอย่างคือความเห็นว่ามีคือสัสสตทิฏฐิ และความเห็นว่าไม่มีคืออุจเฉททิฏฐิ เป็นอันโดนทำลาย เพราะเข้าไปรู้สภาพของกระบวนการเหตุและผลตามความเป็นจริง  กล่าวคือทำลายความเห็นว่าขาดสูญเพราะเห็นผลธรรมที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจเหตุ ไม่มีธรรมที่เกิดขึ้นโดยปราศจากเหตุ และทำลายความเห็นว่ามีอยู่เมื่อเห็นเหตุเหล่านั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา หาได้มีอยู่เป็นนิจไม่  มีเพียงการเกิดขึ้นประชุมกันของเหตุและปัจจัยแล้วก็ดับไปเป็นธรรมดา

        ดังนั้นเมื่อศึกษาถึงเรื่องปัจจัยอย่างพินิจพิเคราะห์รวมถึงเมื่อได้นัยของพระปริยัติแล้ว ผู้ปฏิบัติพึงลองสังเกตสภาพธรรมเหล่านั้นด้วยปัญญาอันแยบคายเถิด แล้วจะเห็นความไม่มีสาระของนามรูปอันใดเลยที่ปัญญาของบัณฑิตจะพึงยึดถือด้วยอำนาจความมีสาระ อันจะเป็นประโยชน์ในการปฏิบัติตนให้พ้นจากทุกข์ และยังจะช่วยรักษาพระปริยัติอันสุขุมนี้ให้คงอยู่ไม่อันตรธานไปโดยเร็วอย่างไม่ควรจะเป็น

        หวังว่าท่านสาธุชนทั้งหลายคงจะเกิดความเข้าใจในคัมภีร์นี้ได้บ้างตามสมควร และถ้ามีข้อสงสัยใด ถ้าผู้เขียนสามารถตอบได้ก็จะตอบในโอกาสอันสมควร สำหรับบางคำถาม และบางโอกาส แต่ถ้าไม่สามารถตอบได้ คงต้องไหว้วานผู้รู้ทั้งหลายช่วยกรุณาตอบ อันจะเป็นการเกื้อกูลประโยชน์ต่อกันและกันเพื่อประโยชน์ของคนหมู่มาก  และถ้าหากมีโอกาสก็จะแนะนำทำความเข้าใจเรื่องของปัจจัย ๒๔ นี้ทีละปัจจัยอย่างย่อๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าศึกษา เพื่อให้สามารถทำความเข้าใจได้อย่างคร่าวๆ อันจะเป็นปัจจัยให้ศึกษาและค้นคว้า รวมถึงสังเกตธรรมเหล่านี้ให้ละเอียดยิ่งขึ้น ตามสมควรในโอกาสต่อไป ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าผู้อ่านจะมีความต้องการศึกษาในคัมภีร์นี้หรือไม่ โปรดแจ้งให้ทราบด้วยเพื่อจะได้ดำเนินการต่อไปเพื่อเป็นการเกื้อกูลประโยชน์ต่อท่านผู้สนใจในอนาคต

จิรํ ติฏฺ ตุ สทฺธมฺโม ธมฺเม โหนฺตุ สคารวา
ขอพระสัทธรรม จงดำรงมั่นตลอดกาล
ขอสาธุชนทั้งหลาย จงมีความเคารพในธรรม

 จากคุณ : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม [ 16 ม.ค. 2544 / 10:48:45 น. ]
     [ IP Address : 203.144.223.75 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม)

ขอแก้บาลีคิดว่า Font ไม่ Support

     เกนฏฺเ น  ปฏฺ านนฺติ            =  ชื่อว่าปัฏฐานเพราะอรรถว่ากระไร
            แล้ววิสัชนาไว้ด้วยนัยทั้ง ๓ ดังนี้

๑. นานปฺปการปจฺจยฏฺเ น          =  เพราะอรรถว่าแสดงปัจจัยมีประการต่างๆ
๒. วิภชฺชนฏฺเ น   =  เพราะอรรถว่าจำแนกข้อธรรมด้วยปัจจัยต่างๆ
๓. ปฏฺ ิตฏฺเ น            =  เพราะอรรถว่าเป็นที่ดำเนินไปแห่งพระสัพพัญญุตญาณ

ตามคำวิสัชนานัยที่ ๑ ท่านให้คำวิเคราะห์ศัพท์ไว้ว่า
นานปฺปการานิ   านานิ  ปจฺจยา  เอตฺถาติ  ปฏฺ านํ  แปลว่าปัจจัยทั้งหลายมีเหตุปัจจัยเป็นต้นที่เป็นไปโดยประการต่างๆ มีอยู่ในปกรณ์นี้  ปกรณ์นี้จึงชื่อว่า  ปัฏฐาน

สำหรับคำวิสัชนานัยที่ ๒ มีวิเคราะห์ศัพท์ว่าดังนี้
        กุสลาทโย ธมฺมา เหตุปจฺจยาทิวเสน ปฏฺ ิยนฺติ วิภชฺชิยนฺติ เอตฺถาติ ปฏฺ านํ แปลว่า พระผู้มีพระภาคทรงจำแนกธรรมทั้งหลายมีกุศลธรรมเป็นต้น  ด้วยอำนาจเหตุปัจจัยเป็นต้นในปกรณ์นี้  เพราะเหตุนี้ ปกรณ์นี้จึงชื่อว่า ปัฏฐาน

        คำวิสัชนานัยที่ ๓ มีวิเคราะห์ศัพท์ว่า
        ปฏฺ าติ คจฺฉติ สพฺพญฺ ุต านํ เอตฺถาติ ปฏฺ านํ  แปลว่า พระสัพพัญญุตญาณย่อมไปคือย่อมดำเนินไปในปกรณ์นี้ ฉะนั้น ปกรณ์นี้จึงชื่อว่า ปัฏฐาน

จิรํ ติฏฺ ตุ สทฺธมฺโม ธมฺเม โหนฺตุ สคารวา
ขอพระสัทธรรม จงดำรงมั่นตลอดกาล
ขอสาธุชนทั้งหลาย จงมีความเคารพในธรรม

รู้สึกว่า ตัว   (ฐไม่มีหาง) กับตัว   (ไม่มีหาง) จะหายไป ถ้าอย่างไรถ้าแก้ไขแล้ว Font ไม่ปรากฏก็ขอให้ผู้อ่านตรวจดูกับบาลีในลำดับต่อไปด้วย

 จากคุณ : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม [ 16 ม.ค. 2544 / 10:56:10 น. ]
     [ IP Address : 203.144.193.208 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม)

ปรากฏว่า ตัว ฐ ไม่มีหาง และตัว ญ ไม่มีหาง ไม่ปรากฏจริงๆ ต้องขออภัยด้วย อย่างไรโอกาสหน้าจะพยายามหาวิธี ซึ่งถ้าไม่ได้คงจะใช้ตัว ฐ และ ญ แทนตัวบาลีที่ถูกต้องในโอกาสหน้า

 จากคุณ : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม [ 16 ม.ค. 2544 / 10:58:02 น. ]
     [ IP Address : 203.144.193.208 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (listener)

ขอบคุณครับ จะรอฟังตอนต่อไปครับ เรื่องนี้คุณปารคเวสโก เคยกล่าวไว้ถึงความสำคัญชองคัมภีร์นี้เช่นกัน
อ่านจากคำนำ ผมเข้าใจว่าคงสอดคล้องกับหลัก อิทัปปัจยตา ในพระสูตรใช่ไหมครับ

 จากคุณ : listener [ 16 ม.ค. 2544 / 11:21:22 น. ]
     [ IP Address : 202.183.197.9 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (0)

เอ๋  พี่ลิสเท่นเหน้อร์ พูดถึงคุณปารคเวสโก ด้วย
แต่เอ ที่ผมเคยอ่านในกระทู้เก่าๆ
จำได้ว่า ชื่อ ปารคเวสิโน ไม่ใช่หรือครับ
หรือว่าเป็นคนละคนกับที่ผมเคยอ่านในกระทู้เก่าๆครับ

ตอนอ่าน ผมยังคิดว่า พี่เขาเข้าใจตั้งชื่อ
คือ ไปเอาคำในพระไตรปิฏกมาตั้ง โดยมีความหมายว่า กำลังหาฝั่ง
ซึ่งก็คล้ายๆกับ ชื่อพี่สันตินันท์ โดยบังเอิญ คือ พอใจในนิพพาน
(คือ ผมเดาเองว่า สันติ คือ นิพพาน นันทะ คือ พอใจ)
ถ้าผิดไป ขอโทษด้วยนะครับ

คัมภีร์มหาปัฏฐานนี้ ผมจะตั้งใจศึกษาอย่างดีครับ
เพราะจนป่านนี้ยังเข้าใจไม่ได้ตลอดรอดฝั่งเลย
ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงจริงๆครับ พี่ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม

 จากคุณ : 0 [ 16 ม.ค. 2544 / 12:04:22 น. ]
     [ IP Address : 203.148.182.239 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (listener)

คุณ 0 เข้าใจถูกครับ ต้องขออภัย คุณ ปารคเวสิโน มา ณ ที่นี้ด้วย ที่เขียนจากความจำ โดยไม่ได้โตรวจสอบให้ถี่ถ้วน

 จากคุณ : listener [ 16 ม.ค. 2544 / 12:09:35 น. ]
     [ IP Address : 202.183.197.9 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (เด็กเพิ่งเริ่มต้น)

อ่านแล้วยิ่งไม่เข้าใจครับ ไม่ทราบว่าทำไมเบื้องต้นถึงได้ยากอย่างนี้ แล้วเบื้องปลายจะยากขนาดไหนครับ แบบว่าไม่มีที่พอจะเข้าใจง่ายๆ แบบที่พระพุทธเจ้าท่านแสดงธรรมแล้วก็เข้าใจได้ ปฎิบัติได้เลยน่ะครับ

 จากคุณ : เด็กเพิ่งเริ่มต้น [ 16 ม.ค. 2544 / 13:46:29 น. ]
     [ IP Address : 192.168.3.6 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (ประสงค์ มีนบุรี)

เรื่อง ปัฏฐาน นี้ เป็นเรื่องที่เข้าใจยากมากนะครับ
เพราะผมคิดว่าไม่สามารถคาดคะเนเอาเองได้

ผู้ศึกษา  ควรมีปัญญา  จากการฝึกหัดมาแล้วเป็นอย่างดีจึงจะพอเข้าใจได้

ถ้าจุดมุ่งหมายของการเสวนาเพื่อ  ถ่ายถอนความเห็นผิด  ผมคิดว่ามีประโยชน์

แต่ผู้ฟังส่วนหนึ่งอาจจะเพียงได้อ่านไว้ก่อนยังไม่สามารถเข้าใจได้ทันที
เมื่อได้ฝึกหัดและสะสมการพิจารณาจนมี ปัญญาก็พอที่จะเข้าใจได้

เรื่องยากที่สุดของการศึกษาพุทธศาสนา
ผมคิดว่าก็คือเรื่อง  การถ่ายถอนความเห็นผิด  นี่หละครับ

 จากคุณ : ประสงค์ มีนบุรี [ 16 ม.ค. 2544 / 14:04:54 น. ]
     [ IP Address : 203.155.232.41 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (tchurit)

พอดีพึ่งได้ CD ที่คุณCDส่งมาให้ดีมากเลยครับ
เปิดเจอพระสูตรที่พูดถึงนี้แล้วละครับ
แต่คงยังไม่มีเวลาตอนนี้
เท่าที่อ่านได้ ๒ หน้ารู้สึกศัพท์แยะเลย
คงต้องค่อยๆอ่านไป(หลังจากกลับจากต่างจังหวัด)
ขอบคุณคุณ CD อีกครั้งครับ
และขอบคุณที่แนะอภิธรรมมาให้อ่านเรื่อยๆครับ
: )

 จากคุณ : tchurit [ 16 ม.ค. 2544 / 15:17:29 น. ]
     [ IP Address : 203.157.42.217 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (Vicha)

ยินดี ที่คุณ  ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม ได้มาร่วมสนทนาธรรม ถึงแม้จะดูยากสักหน่อย
แต่หวังว่าเมื่อกาลเวลาผ่านไป คงหาแนวทาง ในการนำธรรมให้เหมาะ กับบุคลทัวไปได้ดี

 จากคุณ : Vicha [ 16 ม.ค. 2544 / 19:42:43 น. ]
     [ IP Address : 203.151.36.3 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (karun)

อยากให้การศึกษาพระอภิธรรมเป็นไปอย่างกว้างขวางและแพร่หลายไปสู่ชาว
พุทธมากขึ้น  เพื่อจะได้ทําให้ศาสนาพุทธอยู่ยั่งยืนยิ่งขึ้นและจะได้ขจัดความเห็น
ที่ไม่ลงรอยกันในหมู่ชาวพุทธ ขออนุโมทนากับทุกๆท่านที่ยกหัวข้อพระอภิธรรม
ขึ้นมากล่าว

 จากคุณ : karun [ 16 ม.ค. 2544 / 20:42:10 น. ]
     [ IP Address : 203.151.39.143 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (yoyo)


ฟังมาอีกแล้ว
ลืมแล้ว ว่า ฟังมาจากไหน 

จาก สิ่งที่เห็นในชีวิต ประจำวัน  
ธรรมทั้งหลาย มี เหตุ เป็นที่ตั้ง 
ทำให้ เห็น ว่า กรรมมีจริง และ ผลของกรรมมีจริง 
ทำให้ คิดเป็น เหตุผลขึ้น 
ไม่คิดว่า  สิ่งนี้บังเอิญ สิ่งนี้ โชคดี สิ่งนี้ โชคไม่ดี
แต่ พยายามหาสาเหตุเพื่อแก้ไข หรือ อย่างน้อย ก็ยังพอรู้ว่าน่าจะมีสาเหตุมาก่อน

ถ้าไม่เชื่อเรื่อง ผล และ เหตุ แล้ว
เรื่อง ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และ มรรค ก็ไม่ต้องพูดถึง
เพราะ ไม่คิดว่า ทุกข์ มีเหตุ แล้ว
ก็ ไม่ ต้องหาทางดับทุกข์ ต่อกันเลย 

เพราะว่า จะกลายเป็น ความเห็นผิด ว่า ไม่มีเหตุ แต่มีผลได้ 

พลาดพลั้ง ช่วย ปรับปรุง ด้วยนะครับ 

 จากคุณ : yoyo [ 17 ม.ค. 2544 / 01:46:44 น. ]
     [ IP Address : 203.144.192.59 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (สันตินันท์)

ขอบคุณ คุณผู้ไม่ประสงค์ออกนาม เป็นอย่างสูง
และรออ่าน ปัจจัย 24 ด้วยความเคารพในธรรมครับ

หากเป็นไปได้ผมอยากจะให้ลานธรรมจัดให้มีมุมอภิธรรมสักแห่งหนึ่ง
แล้วอาราธนาให้ผู้ศึกษาอภิธรรมในลานธรรม
เช่นคุณประสงค์ คุณรูปนามฯ คุณผู้ไม่ประสงค์ฯ ฯลฯ
ช่วยกันถ่ายทอดความรู้ทางด้านอภิธรรมอย่างเป็นขั้นตอน และด้วยภาษาง่ายๆ
เริ่มจากเรื่องจิต เจตสิก รูป เป็นลำดับไปวันละเล็กวันละน้อย
เพื่อให้ชาวลานธรรมที่สนใจใฝ่รู้ ได้เห็นภาพรวมของอภิธรรม
และมีพื้นฐานและกำลังใจที่จะไปหาความรู้เพิ่มเติมอย่างจริงจังต่อไป

เป็นคำขอที่สร้างภาระมากไปหน่อย
แต่ก็เป็นประโยชน์กับพระศาสนาในระยะยาวนะครับ
เพราะถ้าช่วยกันปูพื้นให้ชาวลานธรรมได้แล้ว
ผู้ที่สนใจจะได้อยากศึกษาอภิธรรมอย่างจริงจังต่อไป
เหมือนอย่างผมเอง ที่หันมาศึกษาจากตำราของสำนักเรียน
ก็เพราะได้อ่านอภิธรรมตามโฮมเพจต่างๆ เป็นจุดบันดาลใจนั่นเอง

ชาวลานธรรมล้วนแต่เป็นปัญญาชน และมีกำลังในสังคม
ถ้าเข้าใจธรรมถูกต้อง ก็จะเป็นกำลังรักษาพระศาสนา
แต่ถ้าเข้าใจผิด ก็จะเป็นกำลังบั่นทอนอายุพระศาสนาได้เช่นกัน
เหมือนอย่างที่นักศึกษาปัญญาชนจำนวนมาก
เคยหลงไปสนับสนุนวัดบางแห่งที่ประกาศสัทธรรมปฏิรูปมาแล้ว

 จากคุณ : สันตินันท์ [ 17 ม.ค. 2544 / 08:46:49 น. ]
     [ IP Address : 203.154.120.12 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (สันตินันท์)

ลืมบอกไปหน่อยหนึ่งครับว่าเห็นด้วยกับ คุณประสงค์
ที่ว่างานที่ยากที่สุดคือการถอนความเห็นผิด ซึ่งก็คือการสร้างสัมมาทิฏฐิหรือความเห็นถูก
และเห็นด้วยกับ คุณวิชา ที่ว่า
เราจะต้องช่วยกันหารูปแบบและวิธีการใหม่ๆ
ในการถ่ายทอดธรรมที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

 จากคุณ : สันตินันท์ [ 17 ม.ค. 2544 / 08:52:58 น. ]
     [ IP Address : 203.154.120.12 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (Namiaki Ryu)

          รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่เห็นชาวลานธรรมผู้เป็นแกนหลักของพระพุทธศาสนาในโลกของ INTERNETได้มีใจเปิดกว้างและกล่าวถึงพระปริยัติสัทธรรมมากยิ่งขึ้น เพราะการเปิดรับในหลักการจะเป็นเครื่องกั้นมิให้พุทธบริษัท 4 ต้องพลัดหลงไปสู่สัทธรรมปฎิรูปซ้ำยังนำไปสู่การปฎิบัติที่ถูกต้องอีกด้วย
          เป็นที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งในปัจจุบันที่มีสำนักปฎิบัติมากมายที่มิได้สอนตรงตามหลักการของปริยัติ ยกตัวอย่างเช่นบางสำนักสอนสมถภาวนาแต่ก็อ้างว่าเป็นวิปัสสนาภาวนาเพราะคำว่า "วิปัสสนา" สามารถน้อมนำพุทธบริษัทที่ไม่มีความรู้ทางด้านปริยัติได้ ซึ่งถ้าจะว่าไปก็นานมาแล้วนับแต่ก่อนรัตนโกสินทร์
          จึงต้องขอกล่าวอนุโมทนาอย่างยิ่งในคำกล่าวที่ได้มีดำริและเจตนาที่จะให้มีการถ่ายทอดพระอภิธรรมในลานธรรมแห่งนี้

 จากคุณ : Namiaki Ryu [ 17 ม.ค. 2544 / 15:02:30 น. ]
     [ IP Address : 203.144.192.73 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม)

เรียนคุณ listener คุณ 0  คุณ Karun
เนื้อหาในคัมภีร์ปัฏฐานอาจจะค่อนข้างยาก  เนื่องจากเป็นคัมภีร์ที่สุขุมลึกซึ้ง  ในอรรถกถาท่านเปรียบเทียบว่าพระสัพพัญญุตญาณของพระพุทธองค์นั้นอุปมาเหมือนปลาใหญ่ ที่เมื่ออยู่ในบ่อน้ำที่เล็ก คับแคบ ปลาย่อมไม่เริงร่า  แต่เมื่อปลานั้นได้อยู่ในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่และล้ำลึกปลานั้นย่อมเริงร่า ฉันใด  พระญาณของพระองค์คือพระอนาวรนญาณ คือญาณที่ไม่มีอะไรขัดข้อง เมื่อให้พิจารณาธรรมหมวดอื่น ย่อมไม่พอแก่กำลังพระสัพพัญญุตญาณของพระพุทธองค์ 

แต่เมื่อพระพุทธองค์ได้ทรงพิจารณาในหมวดธรรมคือปัฏฐานนี้ พร้อมกับอาการ ๑๒ อย่าง ซึ่งก็คือปฏิจจสมุปบาทธรรม จิตของพระพุทธองค์ก็เกิดโสมนัสจิต พระโลหิตก็ผ่องใส  จิตตชรูป (รูปที่เกิดจากจิต) ก็มีความผ่องใสยิ่งนัก และในตอนนั้นพระฉัพพรรณรังสี  ก็เปล่งออกจากพระวรกาย ตราบจนเท่าวันที่พระพุทธองค์ทรงปรินิพพาน

การสาธยายธรรมในลานธรรมนี้  ก็คล้ายๆ กับการปรุงอาหารให้คนหลายๆ คนรับประทาน  บางคนชอบทานเปรี้ยว  บางคนชอบทานเค็ม  ฯลฯ ดังนั้นการจะให้หมวดธรรมที่เหมาะสมกับคนทุกคนคงจะเป็นไปได้ยาก แต่ก็มิได้หมายความว่าจะเป็นไปไม่ได้เลย  แต่อย่างไรเสียก็คงคิดว่า จะพยายามปรุงอาหารให้เข้ากับคนส่วนใหญ่เท่าที่จะเป็นไปได้  แต่อย่างไรก็ดีก็คิดว่าสำหรับหัวข้อในกระทู้นี้ผู้เขียนหวังจะให้เป็นประโยชน์กับคนซึ่งไม่จำเป็นต้องมาก เพียงแต่แค่มีผู้อ่านสักคนเดียวเข้าใจก็คงเป็นประโยชน์แล้ว  แต่เท่าที่ประเมินสถานการณ์ก็คิดว่าน่าจะมีผู้ได้ประโยชน์บ้างมากกว่า ๑ คนเป็นแน่ 

เพราะเหตุว่าคัมภีร์ดังกล่าวจะมีการสาบสูญไปก่อน และเป็นคัมภีร์สุดท้ายในพระไตรปิฎก และถือว่าเป็นคัมภีร์ที่ยากที่สุด เพราะเป็นพระสัพพัญญุตญาณโดยตรง  ดังนั้นเบื้องต้นของคัมภีร์สุดท้ายอาจจะมีความยากบ้าง  แต่อาจจะตั้งข้อสังเกตว่า ความยากนั้นอาจจะเกิดจากการเห็นภาษาบาลีที่พวกเราไม่ค่อยคุ้นกันก็เป็นไปได้  ขอให้ลองอ่านส่วนที่พอจะเข้าใจได้ โดยไม่ต้องสนใจบาลีมาก (ถ้ายังไม่เข้าใจ) คิดว่าน่าจะทำความเข้าใจได้ไม่ยาก  แต่อย่างไรเสียจะให้ทิ้งพระบาลีคงจะไม่ได้  เนื่องจากพระบาลีนอกจากจะเป็นสิ่งที่รักษาพระพุทธพจน์แล้ว  ยังเป็นการรับรองว่าไม่ได้นั่งเทียนเขียนพระพุทธพจน์ขึ้นมาเอง แต่มีหลักฐานในการอ้างอิง และตรวจสอบได้ด้วย

แต่ขอรับรองว่าเมื่อมีการอธิบายในปัจจัยแต่ละปัจจัยแล้ว ผู้อ่านไม่ว่าจะมีความรู้สะสมมามากหรือน้อย น่าจะทำความเข้าใจได้ไม่ยากเพราะจะมีการยกตัวอย่างให้เห็นในชีวิตจริงๆ เท่าที่พอจะยกได้ ซึ่งอย่าลืมว่าพระพุทธพจน์ทั้งปวงล้วนเป็นเรื่องในตัว เป็นส่วนใหญ่ (ยกเว้นนิพพาน) ดังนั้นการทำความเข้าใจเรื่องในตัวคงจะไม่ยากเกินไปนัก ซึ่งถ้าตอนนี้ท่านผู้ใดยังสับสนว่าคัมภีร์ปัฏฐานคืออะไร ก็ขอให้ฟังสรุปเบื้องต้นในตอนต้นนี้ก่อน ๓ ประการ คือ

๑. คัมภีร์ปัฏฐานเป็นคัมภีร์สุดท้ายในพระอภิธรรม และพระไตรปิฎก
๒. คัมภีร์นี้เป็นการแสดงเรื่องเหตุและผลทั้งปวง  ไม่มีสภาพธรรมใดๆ เลยที่จะพ้นไปจากกระบวนการของเหตุและผล ซึ่งพระพุทธองค์ทรงแสดงเรื่องของเหตุและผลไว้อย่างครบถ้วนที่สุดในคัมภีร์นี้  ซึ่งมีรูปแบบของการเกิดเหตุและผลอยู่ ๒๔ แบบ (อย่างย่อ)
๓. คัมภีร์นี้เมื่อศึกษาแล้วนอกจากจะทำให้ผู้ศึกษาสามารถละคลายสภาพความเห็นผิดด้วยอำนาจพระปริยัติแล้ว ซึ่งอาจจะยังเป็นปัญญาประเภทสุตตญาณ และจินตาญาณอยู่ ยังทำให้สามารถนำไปสังเกตสภาพธรรมอันสุขุมนี้ได้ยามที่ปัญญาอันเป็นภาวนามยปัญญาเกิด 

สำหรับผลพลอยได้ที่อาจจะได้ หรือไม่ได้ ก็คือพวกเราอาจจะช่วยกันรักษาคัมภีร์นี้ให้เสื่อมช้าลงกว่าที่ควรจะเป็น อย่างน้อยก็อาจจะในช่วงชีวิตของพวกเรา ก็เป็นได้ มิฉะนั้นแม้ว่าพวกเราอาจจะประพฤติปฏิบัติกันได้ถึงขั้นมรรคผล ฯลฯ แต่เมื่อพวกเราเสียชีวิตไป มรรคผล หรือคุณธรรมส่วนตัวที่พวกเราทั้งหลายก็สูญสิ้นไปกับเรา  แต่ตราบใดที่การศึกษา หรือความรู้ความเข้าใจยังมีการสืบต่อกันต่อไป พระสัทธรรมนี้ก็จะอยู่คู่กับลูกหลานของพวกเราต่อไปตราบเท่าที่พระศาสนาจักสิ้นไป

ในคัมภีร์มโนรถปูรณี อรรถกถาอังคุตตรนิกาย เอกนิบาต มีรายละเอียดของการอันตรธาน ๕ อย่างคือ อธิคมอันตรธาน  การอันตรธานของการบรรลุ ๑  ปฏิปัตติอันตรธาน การอันตรธานแห่งการปฏิบัติ ๑ ปริยัตติอันตรธาน การอันตรธานของพระปริยัติ  ๑ ลิงคอันตรธาน อันตรธานแห่งเพศ (ภิกษุ) และธาตุอันตรธาน อันตรธานแห่งธาตุ ๑ ในอรรถกถามีการอธิบายว่า

“การอันตรธานแห่งปริยัตตินั่นแหละ เป็นมูลแห่งอันตรธาน ๕ อย่างนี้  จริงอยู่เมื่อพระปริยัตติอันตรธานไป  ปฏิบัติก็ย่อมอันตรธาน เมื่อปริยัตติคงอยู่  ปฏิบัติก็คงอยู่….เหมือนอย่างว่า ในระหว่างโคตัวผู้ ๑๐๐ ตัว  หรือ ๑๐๐๐ ตัว เมื่อไม่มีแม่โคตัวผู้จะรักษาเชื้อสายเลย วงศ์เชื้อสายก็ไม่สืบต่อกัน  ฉันใด เมื่อภิกษุเริ่มวิปัสสนา ตั้ง ๑๐๐ ตั้ง ๑๐๐๐ รูป มีอยู่ แต่ปริยัติไม่มีชื่อว่าการแทงตลอดอริยมรรคก็ไม่มี  ฉันนั้นนั่นแล  อนึ่งเมื่อเขาจารึกอักษรไว้หลังแผ่นหิน  เพื่อจะให้รู้ขุมทรัพย์ อักษรยังทรงอยู่เพียงใด ขุมทรัพย์ทั้งหลาย ชื่อว่ายังไม่เสื่อมหายไปเพียงนั้น  ฉันใด เมื่อปริยัติยังทรงอยู่ พระศาสนาก็ชื่อว่ายังไม่อันตรธาน ฉันนั้นเหมือนกันแล”
ที่กล่าวนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าพระปริยัติสำคัญกว่าการปฏิบัติ หรือปฏิเวธ เพราะบุคคลจะล่วงทุกข์ได้อย่างถาวรต้องอาศัยปฏิเวธ คือมรรค ผล นิพพาน  ซึ่งเกิดจากการปฏิบัติ  และการปฏิบัติจะเกิดได้ก็ต้องอาศัยพระปริยัติ เป็นเหตุ และเป็นผลต่อเนื่องกันไป เพราะปฏิเวธที่เกิดก็ต้องสอดคล้องกับพระปริยัติ  ปฏิบัติก็ต้องสอดคล้องกับพระปริยัติ และปริยัติเองก็เป็นผลจากการปฏิบัติจนถึงขั้นปฏิเวธ

ดังนั้นในแง่ความเป็นมูลแล้วปริยัติจึงเหมือนป้ายบอกขุมทรัพย์  ถ้าป้ายไม่มีซะแล้ว ถึงขุมทรัพย์มีอยู่ก็ไม่มีผู้เข้าถึง  แต่อย่างไรเสียป้ายบอก ก็เป็นป้ายบอกหาได้เป็นตัวขุมทรัพย์ไม่  ดังนั้นพระสัทธรรม ๓ คือพระปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ จึงต้องควบคู่กันไป อุปมาเหมือนขาหยั่ง ๓ ขา จะให้ขาใดขาหนึ่งล้มไปย่อมไม่ได้  และต่างๆ ก็พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ในปัจจัย ๒๔ เรียกการอุปการะของสภาพธรรมเช่นนี้ว่า อัญญมัญญปัจจัย  คือความพึ่งพาอาศัยกันและกัน เช่น นามธรรม ซึ่งเป็นขันธ์ ๔ คือ เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ต่างพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน คือเวทนา เป็นเหตุ อุปการะให้ สัญญา สังขาร วิญญาณ  หรือ เวทนา กับสัญญา เป็นอุปการะให้กับสังขาร และวิญญาณ สลับไปเรื่อยๆ

ความแตกแยกของพวกเราผู้ปฏิญาณตนเป็นศิษย์ของพระตถาคตเจ้าจึงเกิดจากการยึดพระสัทธรรมส่วนใดส่วนหนึ่งไว้ไม่ยอมปล่อย และโจมตีพระสัทธรรมส่วนอื่นๆ ที่ตนเองไม่ได้ถือไว้  ดังที่ปรากฏต่อพวกเราจากทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอาจจะมีในอนาคตอีก ดังนั้นเพื่อความปรองดองของพวกเราเหล่าพุทธศาสนิกชนพวกเราน่าจะศึกษาพระธรรมวินัยด้วยความเคารพและเอื้อเฟื้อต่อพระธรรมวินัยของพระพุทธองค์ เพื่อความเจริญของพวกเรา ความดำรงมั่นของพระศาสนา และความเคารพในพระรัตนตรัยอันเป็นสิ่งสูงสุดด้วยกันเทอญ


ยินดีรับข้อเสนอแนะทุกประการที่สหายธรรม และท่านผู้รู้ทั้งหลายจะช่วยกรุณาชี้แจง

 จากคุณ : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม [ 18 ม.ค. 2544 / 00:15:22 น. ]
     [ IP Address : 203.144.193.1 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม)

เรียนคุณสันตินันท์ และผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย

          จริงๆ แล้วตั้งใจที่จะทำการสาธยาย คัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะ ทั้ง ๙ ปริจเฉทในลานธรรมนี้โดยที่อาจจะมีการแสดงเนื้อหา  และอาจจะมีการอธิบาย และตอบคำถามในกรณีที่มีผู้สงสัย แต่ว่าไม่กล้าเพราะตนเองก็ยังเป็นผู้ใหม่ และก็ไม่ทราบว่าในลานธรรมนี้จะมีผู้สนใจ หรือเปิดใจเพียงใดเพราะเกรงว่าอาจจะเกิดกระแสต่อต้านดังที่เคยเป็นมา  เพราะหลายๆ ท่านอาจจะเห็นว่าเป็นคัมภีร์ยุคหลังๆ ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าถ้านำมาเผยแผ่แล้วจะเป็นการสมควรกับสถานที่หรือไม่ 

แต่ถ้าคุณสันตินันท์ และกลุ่มสาธุชนทั้งหลายในลานธรรม อนุญาตและมีจิตยินดีในการที่จะสดับรับฟังพระธรรม โดยเฉพาะในส่วนของพระอภิธรรมเพื่อเป็นประโยชน์ในการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม และเป็นการดำรงไว้ซึ่งพระสัทธรรมอันบริสุทธิ์บริบูรณ์แล้ว ผู้เขียนก็คงต้องขอปวารณาตัวว่าขออนุญาตอาจหาญในการนำเสนอเนื้อหาอภิธรรมในลานธรรมนี้  เพราะตนเองก็ตั้งใจไว้แล้วว่าถ้าได้มีโอกาสถ่ายทอดพระอภิธรรมในลานธรรมนี้  หลายๆ คนก็คงจะได้ประโยชน์ และอาจจะช่วยให้หลายๅ คนที่ไม่เคยรู้เนื้อหาของพระอภิธรรม เพราะไม่ได้ศึกษา หรือไม่มีเวลา จะได้ศึกษาผ่านทางคอมพิวเตอร์  และสามารถเข้าใจเนื้อหาพระอภิธรรมได้ตามสมควร

นอกจากนี้หลายๆ ท่านที่อาจจะเคยมีอคติ ท่านเหล่านี้ส่วนใหญ่มักจะไม่ได้ศึกษา หรือศึกษาแบบไม่ละเอียด  จึงมักเกิดความสับสน และนำไปสู่ความไม่เข้าใจ ทำให้เกิดการปฏิเสธ เมื่อมีการศึกษาแล้ว และเกิดความเข้าใจในเนื้อหา  อนุสาสนีปาฏิหาริย์จะทำให้ผู้ศึกษาเกิดความอัศจรรย์ใจในเนื้อหาเหล่านี้ อันจะทำให้อคติที่เคยมีเบาคลายลงก็เป็นไปได้ ซึ่งก็คงเป็นประโยชน์ในการศึกษาพระธรรมของพระพุทธองค์  และการที่มุ่งแต่จะโต้เถียงกันโดยที่ข้อมูลของแต่ละคนมีไม่เท่ากันก็คงจะไม่มีประโยชน์เท่ากับการเปิดใจกว้างและศึกษาพระพุทธพจน์ให้รอบ และกว้างขวางลึกซึ้งไว้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินธรรมวินัย โดยไม่ใช้อัตโนมติ  อันจะเป็นการจรรโลงไว้ซึ่งความสามัคคีในหมู่พุทธบริษัท และเป็นการสร้างสรรค์ประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่าย  และอาจจะเป็นการลดการขัดแย้งภายในกลุ่มผู้มีพระศาสดาพระองค์เดียวกัน  ซึ่งควรจะช่วยกันจรรโลงพระศาสนาในทางสร้างสรรค์มากกว่ามาทำลายกันเอง

แต่อย่างไรเสียผู้เขียนเองก็เป็นผู้รู้น้อย  การจะทำการเผยแผ่พระอภิธรรมทั้ง ๙ ปริจเฉทเป็นเรื่องที่ใหญ่เกินตัวพอสมควร  ถ้าเป็นไปได้ขอความกรุณาท่านผู้รู้ทั้งหลายช่วยกรุณาร่วมกันเผยแผ่พระอภิธรรมนี้ร่วมกันเพื่อเป็นการจรรโลงพระปริยัติศาสนาให้คงไว้ เพื่อความตั้งมั่นของพระสัทธรรม ในขณะที่ท่านผู้อ่านทั้งหลายก็มีส่วนช่วยให้การเผยแผ่นั้นสำเร็จ  เพราะถ้าไม่มีผู้อ่านแล้วการเผยแผ่ก็ขาดผู้รับสารอันจะทำให้การเผยแผ่นั้นขาดตอนลงและไม่สัมฤทธิ์ผลอย่างที่ควรจะเป็น

จึงเรียนมาเพื่อทราบ และขอความคิดเห็นของท่านทั้งหลาย เพื่อที่จะได้ดำเนินการในการเผยแผ่พระธรรมตามสมควรแก่โอกาส ฐานะ และบุคคล ต่อไป

 จากคุณ : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม [ 18 ม.ค. 2544 / 00:42:59 น. ]
     [ IP Address : 203.144.193.1 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม)

ในความเห็นที่ ๑๕  ตั้งใจจะกล่าวชื่อของทุกท่าน แต่พอดีมือไปถูกปุ่ม Enter เข้าก่อน เลยกล่าวชื่อไว้ไม่หมด ต้องขออภัย  ซึ่งคิดว่าในความเห็นที่ ๑๕ คงเป็นการกล่าวรวมๆ กับทุกท่าน รวมถึง คุณ yoyo คุณ เด็กเพิ่งเริ่มต้น คุณ Vicha และท่านอื่นๆ ด้วย

 จากคุณ : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม [ 18 ม.ค. 2544 / 00:50:29 น. ]
     [ IP Address : 203.144.193.1 ]


 ความคิดเห็นที่ 18 : (rising_sun)

ผมเองก็สนใจในโครงการมุมอภิธรรมเหมือนกันครับ เห็นด้วยครับว่าหากจะทำกันจริงๆก็พอทำได้ ขอนำเสนอเป็นรูปแบบง่ายๆครับ คือตัวมุมอภิธรรมนี้ก็อาจจะเป็นส่วนต่างหากคล้ายๆกับที่เรามีส่วนค้นหาพระไตรปิฏก ส่วนค้นหาพระสูตร

แล้วสำหรับในส่วนมุมอภิธรรมนี้ก็จะมีการตั้งกระทู้ ในแต่ละกระทู้ก็อนุญาตให้คนที่อ่านถามขอข้องใจกัน ผลประโยชน์ก็จะตกกับคนส่วนหนึ่งในลานธรรม ตกแก่ลานธรรม และในที่สุดก็จะตกแก่พุทธศาสนาโดยรวม

 จากคุณ : rising_sun [ 18 ม.ค. 2544 / 01:53:12 น. ]
     [ IP Address : 203.155.229.208, 203.155.35.95 ]


 ความคิดเห็นที่ 19 : (รูปนามหนึ่ง)

ขออนุโมทนา กับธรรมะในส่วนอันลึกซึ้ง ที่ คุณผู้ไม่ประสงค์ฯนำมาแสดง
พร้อมทั้งความมุ่งมั่นในการแสดงธรรมต่อๆไปในลานธรรม
จะรอติดตามอ่านต่อไปนะครับ

 จากคุณ : รูปนามหนึ่ง [ 19 ม.ค. 2544 / 11:12:08 น. ]
     [ IP Address : 202.183.254.39 ]


 ความคิดเห็นที่ 20 : (ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม)

                ๑.  เหตุปัจจัย
พระบาลีนิทเทส :-

เหตู  เหตุสมฺปยุตฺตกานํ  ธมฺมานํ  ตํสมุฏฺฐานานญฺจ  รูปานํ  เหตุปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ
คำแปล:-
เหตุทั้งหลายเป็นปัจจัยแก่ธรรมทั้งหลายที่ประกอบด้วยเหตุ และแก่รูปทั้งหลายที่มี
เหตุและธรรมที่ประกอบด้วยเหตุนั้นเป็นสมุฏฐาน  ด้วยอำนาจของเหตุปัจจัย

คำว่า “เหตุ”. นี้  มีอยู่  ๔  อย่าง  คือ

๑.  เหตุเหตุ-   ได้แก่ เหตุ ๖ คือ  โลภะ  โทสะ  โมหะ  อโลภะ  อโทสะ  อโมหะ
๒.  ปจฺจยเหตุ-   ได้แก่ มหาภูตรูป ๔  อันเป็นเหตุแห่งการเรียกชื่อรูปขันธ์
๓.  อุตฺตมเหตุ-   ได้แก่ กุศล และอกุศล  อันเป็นเหตุให้เกิดวิบาก
๔.  สาธารณเหตุ -   ได้แก่ อวิชชา อันเป็นเหตุให้เกิดสังขารธรรมทั้งปวง

ในบรรดาเหตุ ๔ อย่างนี้  เหตุปัจจัยได้แก่  เหตุเหตุ  คือ เหตุ ๖ เท่านั้น   ดังมีวจนัตถะว่า  

หิโนติ  ปติฏฺฐาติ  เอตฺถาติ  =  เหตุ  ปัจจยุปบันนธรรม  ตั้งอยู่เฉพาะในธรรมนี้   ฉะนั้น ธรรมนี้ ชื่อว่า  เหตุ
เหตุ  จ  โส  ปจฺจโย  จาติ    =  เหตุปจฺจโย   เหตุนี้แหละเป็นปัจจัย   จึงเรียกว่า  เหตุปัจจัย
มูลฏฺเฐน  อุปการโก ธมฺโม  =  เหตุปจฺจโย  ธรรมที่ช่วยอุดหนุน  เพราะอรรถว่าเป็นรากแก้ว ชื่อว่า  เหตุปัจจัย
(จากปัฏฐานอรรถกถา)

ปัจจัย :-        เหตุ ๖ คือ  โลภะ  โทสะ  โมหะ  อโลภะ  อโทสะ  อโมหะ
ปัจจยุปบันน :- สเหตุกจิต ๗๑   เจตสิก ๕๒  (เว้นโมหะเจตสิกที่ประกอบกับโมหะมูลจิต ๒)สเหตุกจิตตชรูป ๑๗  สเหตุกปฏิสนธิกัมมชรูป ๒๐

ธรรมที่เป็นปัจจัยและปัจจยุปบันนของเหตุปัจจัยนี้เกิดขึ้นพร้อมกัน จึงจัดเป็น สหชาตชาติ  และ ปัจจุบันกาล

ขออธิบายศัพท์  ว่า ปัจจัย แปลว่า เหตุ  ปัจจยุปบันแปลว่า ผล
ดังนั้นในเหตุปัจจัยซึ่งเป็นปัจจัยแรก ก็คือธรรมที่เป็นเหตุนั้นได้แก่  โลภะ โทสะ โมหะ ซึ่งเป็นอกุศลเหตุ คือเหตุที่ไม่ดี  และอโลภะ อโทสะ และอโมหะ ซึ่งเป็นฝ่ายกุศลเหตุ  คือเหตุที่ดี  ส่วนผลหรือปัจจยุปบันก็คือ จิตที่มีเหตุที่ประกอบกับเหตุนั้นๆ หมายความว่าในขณะที่โลภะซึ่งเป็นเหตุเกิด จิตที่เป็นโลภะจิตซึ่งเป็นผลนั้นเกิดขึ้นได้ด้วยอำนาจโลภะที่เป็นเหตุ ด้วยอำนาจเหตุปัจจัยนั่นเอง  หรือรูปที่เกิดซึ่งเป็นผลจากจิต เช่นการเดิน อาจจะมีโลภะ หรือโทสะเป็นเหตุ ให้เกิดก็ย่อมได้

ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าในชีวิตของเรา เมื่อเราเกิดเหตุฝ่ายดีเช่น อโลภะซึ่งเป็นเหตุแล้ว ผลก็คือกุศลจิตก็จะเกิด และรูปที่เกิดจากกุศลก็ย่อมเกิดด้วย  เช่นมีจิตคิดจะให้ทาน  เป็นอโลภะเหตุ ซึ่งเป็นเจตสิก  ผลก็คือกุศลจิตที่เป็นญาณสัมฯ หรือญาณวิปฯ ที่มีอโลภะประกอบย่อมเกิด  และรูปที่เกิดจากอโลภะ หรือเกิดจากกุศลเช่นการเดินไปหากับข้าว  จัดข้าวของ เดินไปรอพระ  ขณะที่ยกมือตักข้าว เพื่อใส่ในบาตรพระเหล่านี้เป็นต้น ล้วนเป็นผล ซึ่งเกิดจากเหตุ คืออโลภะ เหตุนั่นเอง นี้เป็นตัวอย่างของเหตุและผลในฝ่ายดีของเหตุปัจจัย

ส่วนในทางตรงกันข้าม เมื่อเกิดโทสะเหตุ ซึ่งเป็นเจตสิก ผลก็คือโทสะจิตซึ่งเป็นอกุศลจิตย่อมเกิด  และรูปอันเป็นผลที่เกิดพร้อมกับโทสะเหตุนั้น เช่น หน้าบึ้งตึง เสียงแข็ง ตาขวาง ฯลฯ ซึ่งเป็นรูปที่เกิดจากจิตอันเป็นโทสะก็ย่อมเกิด โดยความเป็นผล 

ดังนั้นธรรมทั้งหลายเหล่านี้หาใช่สัตว์ บุคคล  ตัวตน เรา เขา แต่อย่างใดไม่  หากแต่เกิดตามสภาพธรรมที่เกิดขึ้นตามกระแสของเหตุปัจจัย  ดังกล่าว ซึ่งเมื่อผู้ศึกษา หมั่นพิจารณาตามด้วยปัญญาอยู่เนืองๆ ก็จะละคลายความเห็นผิดในสภาพธรรมเหล่านี้ได้ ตามสมควรแก่วาสนาบารมี

ถ้าท่านผู้ใดสงสัยจะให้อธิบายเพิ่มเติมกรุณาแจ้ง  และขอให้ท่านผู้รู้ทั้งหลายช่วยแสดงนัยต่างๆ เพิ่มเติม แล้วแต่ความกรุณา เพื่อประโยชน์แก่ผู้อ่านซึ่งจะได้ลิ้มรสพระธรรมได้หลายอรรถรส

                  ขออนุโมทนาท่านผู้อ่านทุกท่าน

 จากคุณ : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม [ 20 ม.ค. 2544 / 23:31:36 น. ]
     [ IP Address : 203.144.194.141 ]


 ความคิดเห็นที่ 21 : (yoyo)


ขอแสดงความเห็นดังนี้ครับ

ดังนั้น การตักบาตรทำบุญก็ เป็น กุศล
หรือ ไหว้พระ ฟังธรรม ศึกษาธรรม หรือ ทำสมาธิ วิปัสนา
จึง มีความเป็นกุศล ถ้า เริ่มด้วย จิตที่ดี 
เพราะย่อมจะนำมาสู่ความดีเป็นผล ลัพธ์
ถ้าไม่มีกรรมไม่ดีอื่นๆ มาขวางกั้นก่อน
และ เช่นเดียวกัน ในทางกลับกัน ฯ 

การคิดในสิ่งที่ดี ประกอบด้วย ปัญญา ตรวจตราสิ่งต่างๆ ตามจริง
ทุกอย่างจึงสำเร็จ ด้วยดี  เป็นส่วนใหญ่
แต่แม้ ทำด้วยดีทุกอย่าง แต่เหตุคือใจ เป็นอกุศล เศร้าหมอง
หรือมองสิ่งต่างๆ ไม่เที่ยงตรงตามจริง
ผลที่ได้ อาจไม่ดีเต็มที่ หรือ อาจเสียหาย
เป็นส่วนใหญ่ 

และ ก็ เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าการกระทำทางกายใดๆ ก็ ผ่าน
กระบวนการ ทางกรรมทางใจมามากมาย ซับซ้อน
แม้ จะไม่ตั้งใจ
แต่ บางครั้ง อาจเป็น ผลของความประมาท
หรือ ความตั้งใจที่ตั้งใจไว้ เพียงชั่วครู่เดียวโดยที่เราไม่ทันรู้ตัว 



 จากคุณ : yoyo [ 22 ม.ค. 2544 / 02:25:05 น. ]
     [ IP Address : 203.144.192.96 ]


 ความคิดเห็นที่ 22 : (sup/sup4c@yahoo.com)

ขอแสดงความเห็นดังนี้ครับ

        พระอภิธรรม เป็นการอธิบายกระบวนการความเป็นไปของสิ่งต่างๆทั้งปวง ทั้งรูปธรรม และนามธรรม

        โดยใช้คำจำกัดความ(Definition) ต่างจากวิชาความรู้ที่เราเรียนกันในปัจจุบัน โดยเฉพาะ จิต และ สิ่งที่เกิดกับจิต

        เริ่มจาก ธรรมสังคณีปกรณ์ และ วิภังคปกรณ์ เป็นการจำแนกแจกแจงและจัดหมวดหมู่

        ธาตุ-ปุคคลบัญญัติปกรณ์ จำแนกธาตุ และบุคคล       

        กถาวัตถุปกรณ์ (แต่งภายหลัง) อธิบาย ความเชื่อมของวัตถุ
       
        ยมกปกรณ์ อธิบาย ธรรมอาศัยกันและกัน

         และ สุดท้าย มหาปัฎฐานปกรณ์   นำมาผสมกันเพื่ออธิบายสิ่งต่างๆทิ่เกิดในโลกธาตุ แม้ชั่วขณะจิตเดียว

        อย่าลืมว่าดีดนิ้วครั้งเดียว (หรือ ตาดู หูฟัง กลิ่น รส สัมผัส) มีหลายๆขณะจิต มหาปัฎฐานปกรณ์ สามารถอธิบาย

        จนทราบว่ากระบวนการต่างๆเป็นอย่างไร เกิดความรับรู้ เสวยทุกข์ มีการเปลี่ยนแปลงไม่คงสภาพ  และ ไม่มีตัวตน เพราะเหตุปัจจัยและผล

        ถึงเราอาจพยายามทำความเข้าใจได้(อย่างยาก) โดยอาศัยสิ่งต่างๆเข้าช่วย ทั้งตรรก หรือ จินตามยปัญญา (ลอง computer simulation ดูซิ)

        ก็ไม่สามารถทดแทนการรู้ด้วยจิตซี่งนุ่มนวลควรแก่การงาน ประกอบด้วยสติสมบูรณ์ สมาธิ เต็ม และ ปัญญาบริสุทธ แก่กล้า ตัดกิเลศไม่หวนกลับ

        ไม่มีทางลัดสั้นมีแต่ทางตรงด้วย มรรค มีองค์แปด นับเป็นโชคดี เกิดมาพบพระพุทธศาสนา หากพระพุทธองค์ไม่ทรงชี้ทางไว้ ไม่มีทางเจอทางออก

        เพราะฉะนั้นฝึกกันเข้าไปเวลามีน้อย อย่าประมาท

 จากคุณ : sup/sup4c@yahoo.com [ 22 ม.ค. 2544 / 16:13:28 น. ]
     [ IP Address : 203.144.249.235 ]


 ความคิดเห็นที่ 23 : (ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม)

ขอสรุปเหตุปัจจัย ก่อนที่จะขึ้นปัจจัยใหม่ ดังต่อไปนี้

๑. เหตุมีอยู่ ๖ คือ เหตุฝ่ายไม่ดี ๓ คือ โลภะ  โทสะ และโมหะ  เหตุฝ่ายดี ๓ คือ อโลภะ อโทสะ และอโมหะ  ซึ่งเป็นเจตสิก อาศัยจิตเกิด

๒. อำนาจของเหตุปัจจัยสามารถทำให้ผลธรรมเกิดได้  แต่ผลธรรมนั้นเกิดพร้อมกับเหตุ ด้วยความเป็นสหชาตชาติ คือเกิดพร้อมกัน  หมายความว่า เหตุและผลเกิดพร้อมกันในขณะเดียวกัน  ในขณะจิตเดียวกัน

๓. เหตุปัจจัยเป็นปัจจัยที่เหมือนรากของต้นไม้  รากของต้นไม้เป็นที่ยึดเหนี่ยว และเป็นเหตุที่ธรรมให้ต้นไม้ตั้งอยู่ได้ และงอกงามขึ้นได้ ฉันใด แม้ผลธรรมทั้งปวงที่เป็นกุศล และอกุศล ต้องอาศัยจากรากเหง้าเหล่านี้คือเหตุ ๖ จึงเกิดขึ้น และตั้งอยู่ และเจริญขึ้นได้

สภาพจิตที่ไม่มีเหตุปัจจัยเข้าไปประกอบ จะไม่สามารถตั้งมั่นอยู่ได้เลย เช่นในขณะที่ให้ทานอยู่นั้น  ถ้าไม่มีอโลภะเป็นปัจจัยแล้ว  การให้ก็ไม่สำเร็จและเกิดขึ้นได้เลย เพราะเมื่ออโลภะไม่มีแล้ว จิตที่จะสละออกก็ไม่มี  การให้ย่อมเกิดไม่ได้ และทานนั้นก็ไม่สามารถเจริญงอกงามได้ 

การภาวนาก็เช่นเดียวกัน ถ้าขณะนั้นไม่มีอโมหะเป็นเหตุ แล้ว การภาวนานั้นก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้  (อาจจะดูภายนอกแล้วเหมือนกัน เช่นนั่งหลับตา มือประสาน ขาขัดสมาธิ แต่จิตไม่ได้เกิดปัญญา เป็นความวางเฉยแบบโมหะ หรือโลภะอุเบกขา)  และไม่มีทางเจริญต่อตามลำดับของวิปัสสนาปัญญา หรือตามแนวของสมถภาวนาได้ เช่นเดียวกัน

ในทางตรงกันข้าม ถ้าขณะที่เกิดความโกรธ ถ้าไม่มีโทสะเหตุเกิดแล้ว  จิตที่เป็นโทสะก็ย่อมเกิดไม่ได้ และไม่สามารถเจริญต่อเป็นทุจริตกรรมใดๆ ได้ เช่น การกล่าวผรุสวาจา หรือการล่วงปาณาติบาต 

ดังนั้นเหตุนั้นเองเป็นธรรมที่ทำให้ผลเกิดขึ้นได้ ตั้งอยู่ได้ และเจริญขึ้นได้ด้วยประการฉะนี้  ดังนั้นเวลาเกิดกุศลจนทำทาน ศีล หรือภาวนาได้  ก็เพราะเหตุปัจจัย เวลาทำอกุศลกรรม ก็เพราะเหตุปัจจัย ซึ่งเป็นปัจจัยที่ ๑ ในปัจจัย ๒๔ ธรรมเหล่านี้หาใช่สัตว์บุคคล ตัวตน เรา เขา แต่อย่างใดไม่

เมื่อทราบดังนี้  แม้ความดี เช่นปัญญาที่เกิดจากการปฏิบัติ หรือว่าปริยัติก็หาใช่สิ่งที่ควรยึดว่าเป็นเราแต่อย่างใดไม่ เพราะเกิดจากเหตุและปัจจัย จะป่วยกล่าวไปไยว่าจะนำความรู้นั้นไปเปรียบเทียบ หรือข่มขู่ผู้อื่น ด้วยอำนาจการยึดในปัญญานั้นว่าเป็นเรา  แต่ความรู้นี้จะเกิดได้จากการรู้ปริยัติที่ถูกต้องก่อน มิฉะนั้นจะเป็นอุจเฉททิฏฐิไปได้  และต้องหมั่นสังเกตพิจารณาสภาพธรรมเหล่านี้ตามความเป็นจริงด้วยปัญญาขั้นวิปัสสนา หรือสติปัฏฐานต่อไปด้วย จึงจะเข้าใจ และเห็นแจ้งในสภาวธรรมเหล่านี้อย่างชัดแจ้งต่อไป

 จากคุณ : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม [ 25 ม.ค. 2544 / 22:36:43 น. ]
     [ IP Address : 203.144.192.209 ]


 ความคิดเห็นที่ 24 : (ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม)

                                     ๒.  อารัมมณปัจจัย
              พระบาลีนิทเทส  พร้อมทั้งคำแปลและองค์ธรรม:-
๑.  รูปายตนํ  จกฺขุวิญฺ าณธาตุยา  ตํสมฺปยุตฺตกาน จ  ธมฺมานํ  อารมฺมณปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ
            รูปายตนะเป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณธาตุ  และธรรม ท. ที่สัมปยุตต์ด้วยจักขุวิญญาณธาตุนั้น  ด้วยอำนาจอารัมมณปัจจัย
๒.  สทฺทายตนํ  โสตวิ ฺ าณธาตุยา ตํสมฺปยุตฺตกานญฺจ ธมฺมานํ อารมฺมณปจฺจเยน  ปจฺจโยฯ
            สัททายตนะเป็นปัจจัยแก่โสตวิญญาณธาตุ  และธรรม ท. ที่สัมปยุตต์ด้วยโสตวิญญาณธาตุนั้น  ด้วยอำนาจอารัมมณปัจจัย
๓.  คนฺธายตนํ ฆานวิญฺ าณธาตุยา ตํสมฺปยุตฺตกานญฺจ ธมฺมานํ  อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโยฯ
             คันธายตนะเป็นปัจจัยแก่ฆานวิญญาณธาตุ  และธรรม ท. ที่สัมปยุตต์ด้วยฆานวิญญาณธาตุนั้น  ด้วยอำนาจอารัมมณปัจจัย
๔.  รสายตนํ  ชิวฺหาวิญฺ าณธาตุยา  ตํสมฺปยุตฺตกานญฺจ  ธมฺมานํ  อารมฺมณปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ
            รสายตนะเป็นปัจจัยแก่ชิวหาวิญญาณธาตุ  และธรรม ท. ที่สัมปยุตต์ด้วยชิวหาวิญญาณธาตุนั้น  ด้วยอำนาจอารัมมณปัจจัย
๕. โผฏฺ พฺพายตนํ  กายวิญฺ าณธาตุยา  ตํสมฺปยุตฺตกานญฺจ  ธมฺมานํ 
อารมฺมณปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ

             โผฏฐัพพายตนะเป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณธาตุ  และธรรม ท. ที่สัมปยุตต์ด้วยกายวิญญาณธาตุนั้น  ด้วยอำนาจอารัมมณปัจจัย
๖.  รูปายตนํ   สทฺทายตนํ  คนฺธายตนํ  รสายตนํ  โผฏฺ พฺพายตนํ  มโนธาตุยา  ตํสมฺปยุตฺตกานญฺจ  ธมฺมานํ  อารมฺมณปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ
             รูปายตนะ  สัททายตนะ คันธายตนะ  รสายตนะ  โผฏฐัพพายตนะ  เป็นปัจจัยแก่มโนธาตุ   และธรรม ท. ที่สัมปยุตต์ด้วยมโนธาตุนั้น 
๗.  สพฺเพ  ธมฺมา  มโนวิญฺ าณธาตุยา  ตํสมฺปยุตฺตกานญฺจ  ธมฺมานํ  อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโยฯ
     ธรรม ท. เป็นปัจจัยแก่มโนวิญญาณธาตุ  และธรรมที่สัมปยุตต์ด้วยมโนวิญญาณธาตุนั้น  ด้วยอำนาจอารัมมณปัจจัย
                       
ปัจจัยได้แก่  จิต ๘๙   เจตสิก ๕๒  รูป ๒๘        นิพพานและบัญญัติ        
ปัจจยุปบันน ได้แก่  มโนวิญญาณธาตุ ๗๖   เจตสิก ๕๒ ที่ประกอบ

๘.  ยํ  ยํ  ธมฺมํ  อารพฺภ  เย  เย  ธมฺมา  อุปฺปชฺชนฺติ  จิตฺตเจตสิกา  ธมฺมา เต  เต  ธมฺมา เตสํ เตสํ  ธมฺมานํ  อารมฺมณปจฺจเยน  ปจฺจโยฯ
     ธรรม ท. เหล่าใด ๆ คือจิตและเจตสิกธรรม  ย่อมเกิดขึ้นเพราะปรารภซึ่งธรรมใด ๆ ธรรม ท. เหล่านั้นๆ เป็นปัจจัยแก่ธรรม ท. เหล่านั้น ๆ  ด้วยอำนาจอารัมมณปัจจัย
เย  เย ธมฺมา   =         ธรรม ท. เหล่าใด ๆ คือ  จิต. ๘๙   เจ. ๕๒
ยํ  ยํ  ธมฺมํ    =        ซึ่งธรรมใดๆ  คือ  จิต ๘๙   เจ. ๕๒   รูป ๒๘  นิ.  บัญ
เต  เต  ธมฺมา  =            ธรรม ท. เหล่านั้นๆ คือ  จิต ๘๙   เจ. ๕๒   รูป ๒๘  นิ.  บัญ
เตสํ  เตสํ  ธมฺมานํ          =  แก่ธรรม ท. เหล่านั้นๆ  คือ จิต ๘๙   เจ. ๕๒
    (บาลีนิทเทส  จากพระไตรปิฎกบาลีฉบับสยามรัฐ เล่ม ๔๐  หน้า ๑-๒)

ปัจจัย:-                จิต ๘๙   เจ. ๕๒   รูป ๒๘  นิพพาน  บัญญัติ
ปัจจยุปบันน:-        จิต ๘๙   เจ. ๕๒
ปัจจนิก:-                รูป ๒๘  นิพพาน

ในปัจจัยนี้  พระพุทธองค์ทรงยกอารมณ์ ๖  คือ จิต  เจตสิก  รูป  นิพพาน  และบัญญัติ ขึ้นมาแสดงในฐานะเป็นปัจจัยให้เกิดจิตและเจตสิก
จากบาลีนิทเทส ๘  ข้อที่แสดงไว้ข้างต้น จะเห็นได้ว่าปัจจัยนั้นได้แก่  อารมณ์ ๖ ส่วนปัจจยุปบันน คือผู้รู้อารมณ์นั้นได้แก่  จิตและเจตสิก  ตามธรรมดานั้น  จิตและเจตสิกจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยมีอารมณ์เป็นปัจจัยให้เกิด  สมดังคำจำกัดความ  หรือวจนัตถะว่า:-

จิตฺตเจตสิเกหิ  อาลมฺพิยตีติ  =  อารมฺมณํ   ธรรมชาติอันจิตและเจตสิกทั้งหลายยึดหน่วง เรียกว่า  อารมณ์
อา  อภิมุขํ  รมนฺติ  เอตฺถาติ  =  อารมฺมณํ   จิตและเจตสิกทั้งหลายมายินดีพร้อมหน้ากันในธรรมชาตินี้    ฉะนั้น ธรรมชาตินี้  เรียกว่า  อารมณ์
จิตฺตเจตสิกา  อาคนฺตวา  รมนฺติ  เอตฺถาติ  =  อารมฺมณํ   จิตและเจตสิกทั้งหลายมายินดีในธรรมชาตินี้   ฉะนั้นธรรมชาตินี้ เรียกว่า  อารมณ์
จิตฺตเจตสิกา  อาลมฺพตีติ   =  อารมฺมณํ   ธรรมชาติใด  ย่อมหน่วงเหนี่ยวจิตและเจตสิกทั้งหลาย   เหตุนั้น ธรรมชาตินี้ เรียกว่า  อารมณ์

ในฐานะที่ปัจจัยนี้  ปัจจัยธรรมได้แก่ อารมณ์   ฉะนั้นเมื่อจัดโดยชาติจึงเป็น อารัมมณชาติ

ถ้าจะอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ก็คงต้องบอกว่า สิ่งที่เรารับรู้ ไม่ว่าจะเป็นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ  ล้วนมีปัจจัยให้เกิดนั่นก็คือ ตัวอารมณ์นั้นเป็นปัจจัยให้จิตเหล่านี้เกิด  ตัวอารมณ์นั้นได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และเรื่องราวทางใจทั้งหลายนั่นเอง 

ดังนั้นการเห็นเป็นต้นนั้น ต้องมีอารมณ์ให้เกิด จึงจะเกิดได้  เช่นการที่เห็นคอมพิวเตอร์อยู่นี้ ถ้าปราศจากรูปารมณ์คือสีที่ปรากฏอยู่แล้ว การเห็นย่อมเกิดไม่ได้เลย  หรือการรับรู้ทางหู  ถ้าปราศจากเสียงแล้ว การได้ยินย่อมเกิดขึ้นไม่ได้เช่นเดียวกัน 

แต่ปุถุชนทั้งหลายเมื่อไม่ได้สดับธรรมของพระอริยะแล้ว ย่อมยึดไปด้วยอำนาจของทิฏฐิว่า เป็นเราได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น รู้รส รู้สัมผัส หรือการคิดนึกทางใจ นั้นล้วนเป็นเราทั้งสิ้น  เพราะหารู้ตามความเป็นจริง ด้วยสุตญาณ จินตญาณ และภาวนาญาณ ว่าธรรมเหล่านี้ล้วนเกิดจากเหตุจากปัจจัย  ซึ่งในที่นี้ปัจจัยดังกล่าวคืออารัมมณปัจจัย หรือปัจจัยโดยความเป็นอารมณ์นั่นเอง  หาใช่เป็นเราเห็น เราได้ยิน  เรารู้กลิ่น เรารู้รส เรารู้สัมผัส หรือเราคิดนึกแต่อย่างใดไม่  ดังประการที่กล่าวมาฉะนั้น

 จากคุณ : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม [ 25 ม.ค. 2544 / 22:48:35 น. ]
     [ IP Address : 203.144.192.209 ]


 ความคิดเห็นที่ 25 : (tchurit)

_/|\_ ครับ
: )

 จากคุณ : tchurit [ 26 ม.ค. 2544 / 06:49:32 น. ]
     [ IP Address : 203.157.42.217 ]


 ความคิดเห็นที่ 26 : (รูปนามหนึ่ง)

สาธุครับ คุณผู้ไม่ประสงฯ

ค่อนข้างเข้าใจยากนะครับ

ขอความกรุณาช่วยอธิบายปัญหาต่อไปนี้หน่อยนะครับ

๑. ปัจจนิก หมายความอย่างไร
๒. เหตุปัจจัยนั้น  ปัจจัย ปัจจยุปบันน จำต้องเกิดในขณะจิตเดียวกัน โดยความ
เป็นสหชาต หมายความว่า เหตุปัจจัย ย่อมเป็นสหชาตปัจจัยเสมอหรือไม่
๓. ปัจจัย ปัจจยุปบันน ในการศึกษาเรื่องปัจจัย๒๔ นั้นทั้งหมดว่าโดย ขณะจิต
ปัจจุบัน ทั้งหมดหรือไม่

ขอขอบคุณครับ

 จากคุณ : รูปนามหนึ่ง [ 27 ม.ค. 2544 / 22:52:40 น. ]
     [ IP Address : 203.170.141.166 ]


 ความคิดเห็นที่ 27 : (ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม)

คุณรูปนามหนึ่ง

๑. ปัจจนิก หมายถึงธรรมที่ไม่ใช่ผล หรือไม่ใช่ปัจจยุปบัน แต่อาจจะเป็นตัวเหตุ หรือตัวปัจจัยได้

๒. เหตุปัจจัย เป็นธรรมที่เป็นสหชาต  ดังนั้น จัดอยู่ในกลุ่มสหชาตปัจจัย ซึ่งมีอยู่ถึง ๑๕ ปัจจัยที่มีรูปแบบของเหตุและผลที่เกิดพร้อมกัน  ซึ่งสามารถแบ่งเป็นกลุ่มได้ ๓ อย่างคือ
     ๒.๑ สหชาตชาติใหญ่ มี ๔ ปัจจัย คือ สหชาตปัจจัย  สหชาตนิสสยปัจจัย สหชาตัตถิปัจจัย และสหชาตอวิคตปัจจัย
     ๒.๒ สหชาตชาติกลาง มี ๔ ปัจจัย คือ อัญญมัญญปัจจัย วิปากปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย และวิปปยุตตปัจจัย
    ๒.๓ สหชาตชาติเล็ก มี ๗ ปัจจัย คือ เหตุปัจจัย อธิปติปัจจัย กัมมปัจจัย นามอาหารปัจจัย อินทริยปัจจัย ฌานปัจจัย และมัคคปัจจัย

         ปัจจัยที่เป็นกลุ่มสหชาตชาติทั้ง ๑๕ ปัจจัยนี้ เหตุและผลเกิดพร้อมกันเสมอ

๓. ในปัจจัย ๒๔ นั้นมีการกล่าวถึงจิตทุกรูปแบบ ไม่เพียงนับเฉพาะที่เป็นเพียงขณะจิตย่อย  แต่นับเป็นมหากัปก็มี  หรือนับเป็นอสงไขยก็มี เช่นอำนาจของอนันตรปัจจัย  ซึ่งจะค่อยๆ อธิบายในตอนต่อๆ ไป  แต่ตอนนี้ให้เข้าใจว่า ปัจจัย ๒๔ มีการกล่าวถึงจิตทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

  ขออนุโมทนาที่กรุณาอ่าน และศึกษา

 จากคุณ : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม [ 29 ม.ค. 2544 / 00:14:49 น. ]
     [ IP Address : 203.144.197.143 ]


 ความคิดเห็นที่ 28 : (ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม)

                                         ๓.  อธิปติปัจจัย
        คำว่า “อธิปติ” นั้น มีความหมายว่าเป็นใหญ่  แม้ในอธิปติปัจจัยนี้ก็มีความหมายว่า อธิปติ เป็นปัจจัย  คือมีธรรมที่เป็นใหญ่นั่นเองเป็นปัจจัย   ความหมายของอธิปติที่ว่า  เป็นใหญ่ นี้  มี ๒ นัย  คือเป็นใหญ่กว่าธรรมที่เกิดร่วมกับตนนัยหนึ่ง  อีกนัยหนึ่งเป็นใหญ่ในฐานะเป็นอารมณ์ที่ดี (อิฏฐารมณ์)  และมีสภาพที่น่าใฝ่ใจเป็นพิเศษ

        ด้วยเหตุนี้อธิปติปัจจัยจึงแบ่งออกเป็น ๒ อย่าง  ตามความหมาย ๒ นัยข้างต้น  นัยแรกเรียกว่า สหชาตาธิปติปัจจัย  นัยหลังเรียกว่า อารัมมณาธิปติปัจจัย ในฐานะที่อธิปติปัจจัยมีธรรมที่เป็นใหญ่เป็นอธิบดีเป็นปัจจัย   ธรรมที่เป็นปัจจัยจึงต้องมีกำลังมาก  ปัจจยุปบันนธรรมคือผลที่เกิดขึ้น  จึงมีกำลังมากด้วยและเกิดขึ้นในขณะทำชวนะกิจด้วย

วจนัตถะ :-
        อธินานํ  ปติ  =  อธิปติ  สภาวธรรมที่เป็นใหญ่กว่าสัมปยุตตธรรม ที่เกี่ยวเนื่องกับตน ชื่อว่า อธิบดี
        อธิปติ จ โส ปจฺจโย จาติ = อธิปติปจฺจโย  สภาวธรรมที่เป็นอธิบดี  นั่นแหละเป็นปัจจัย  เรียกว่า  อธิปติปัจจัย
        เชฏฺ กฏฺเ น  อุปการโก  ธมฺโม  =  อธิปติปจฺจโย  ธรรมที่อุดหนุนกัน  โดยความเป็นใหญ่ เรียกว่า  อธิปติปัจจัย

                              สหชาตาธิปติปัจจัย
พระบาลีนิทเทส  พร้อมทั้งคำแปลและองค์ธรรม:-
๑.  ฉนฺทาธิปติ  ฉนฺทสมฺปยุตฺตกาน  ธมฺมานํ  ตํสมุฏฺ านาน ฺจ รูปานํ  อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
            ฉันทะที่เป็นอธิบดี  เป็นปัจจัยแก่ธรรมทั้งหลายที่ประกอบกับฉันทะ  และแก่รูปทั้งหลายที่มีฉันทะและธรรมที่ประกอบกับฉันทะนั้นเป็นสมุฏฐาน ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย
              ฉันทาธิปติ -----  สาธิปติชวนะ ๕๒  เจ. ๕๐  จิ.๑๗
      สาธิปติชวนะ ๕๒  คือ กามชวนะ ๒๖ (เว้นโมหะชวนะ ๒  หสิตุปปาทะ ๑) 
อัปปนาชวนะ ๒๖   ส่วน เจ.๕๐ นั้น  เว้นฉันทะและวิจิกิจฉา

๒.  วีริยาธิปติ  วีริยสมฺปยุตฺตกานํ  ธมฺมานํ  ตํสมฺฏ านาน ฺจ  รูปานํ  อธิปติปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ
วิริยะที่เป็นอธิบดี  เป็นปัจจัยแก่ธรรม ท. ที่ประกอบกับวิริยะและแก่รูปทั้งหลายที่มีวิริยะ และธรรมที่ประกอบกับวิริยะนั้นเป็นสมุฏฐาน  ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย
วิริยาธิปติ   ------- สาธิปติชวนะ ๕๒  เจ.๕๐ (เว้นวิริยะ-วิจิกิจฉา)

๓.  จิตฺตาธิปติ  จิตฺตสมฺปยุตฺตกานํ  ธมฺมานํ  ตํสมุฏฺ านาน ฺจ  รูปานํ  อธิปติปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ
จิตที่เป็นอธิบดี  เป็นปัจจัยแก่ธรรมทั้งหลาย ที่ประกอบกับจิตและแก่รูปทั้งหลายที่มีจิต  และธรรมที่ประกอบกับจิตนั้นเป็นสมุฏฐาน  ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย
สาธิปติชวนะจิต ๕๒ --------- เจ. ๕๑ (เว้นวิจิกิจฉา)  จิ.๑๗

        ๔.   วีมํสาธิปติ   วีมํสสมฺปยุตฺตกานํ  ธมฺมานํ  ตํสมุฏฺ านาน ฺจ  รูปานํ  อธิปติปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ
วิมังสาคือปัญญาที่เป็นอธิบดี เป็นปัจจัยแก่ธรรมทั้งหลายที่ประกอบกับปัญญาและแก่รูปทั้งหลายที่มีปัญญา  และธรรมที่ประกอบกับปัญญานั้นเป็นสมุฏฐาน  ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย
วีมังสาธิปติ = ปัญญา -------  ติเหตุกสาธิปติชวนะ ๓๔  เจ.๓๗ (เว้นปัญญา)  จิ.๑๗

ปัจจัย         ได้แก่  อธิบดี ๔  คือ  ฉันทะเจตสิกที่ในสาธิปติชวนะ ๕๒   วิริยะเจตสิกที่ในสาธิปติ ชวนะ ๕๒  สาธิปติชวนะจิต ๕๒   และปัญญาเจตสิกที่ในติเหตุกสาธิปติชวนะ ๓๔
ปัจจยุปบัน          ได้แก่  สาธิปติชวนะจิต ๕๒  เจ. ๕๑ (เว้นวิจิกิจฉา)  สาธิปติจิตตชรูป ๑๗
ปัจจนิก         ได้แก่  นิราธิปติจิต ๖๓  (เว้นอัปปนาชวนะ ๒๖)  เจ.๕๒  นิราธิปติจิตตชรูป  ปฏิสนธิ-ปวัตติกัมมชรูป  พาหิรรูป  อุตุชรูป  อาหารชรูป  อสัญญสัตตกัมมชรูป

วจนัตถะ :-
        สหชาต ฺจ  ตํ  อธิปติ  จาติ  =  สหชาตาธิปติ  ธรรมชาติที่เกิดร่วมกันนั้นแหละเป็นอธิบดี เรียกว่า  สหชาตาธิปติ

        ธรรมชาติที่เกิดร่วมกันนั้น  ได้แก่ จิตและเจตสิก  หมายความว่า  ในขณะที่จิตและเจตสิกเกิดขึ้นครั้งหนึ่งๆ นั้น  ถ้าเกิดขึ้นเพราะอาศัยความพอใจ  คือฉันทะที่มีกำลังมาก  ขณะนั้นฉันทะก็ชื่อว่าเป็นใหญ่กว่าธรรมอื่นๆ  ที่เกิดร่วมกับตน  ฉันทะ จึงชื่อว่า อธิบดี ในขณะนั้น  ขณะใดเกิดขึ้นเพราะอาศัยวิริยะคือความพากเพียรอย่างแรงกล้า ขณะนั้นวิริยะก็ชื่อว่าเป็นใหญ่กว่าธรรมอื่นๆ  ที่เกิดร่วมกับตน  วิริยะ จึงชื่อว่า  อธิบดี  ในขณะนั้น

        ขณะใดเกิดขึ้นเพราะอาศัยความเอาใจใส่หรือความตั้งใจเป็นพิเศษ  ขณะนั้นจิตก็เป็นใหญ่กว่าธรรมอื่นๆ  ที่เกิดร่วมกับตน  วิริยะ จึงชื่อว่า  อธิบดี  ในขณะนั้นและขณะใดเกิดขึ้นเพราะอาศัยความพิจารณาไตร่ตรองด้วยปัญญาเป็นพิเศษ  ขณะนั้นปัญญาก็ชื่อว่าเป็นใหญ่กว่าธรรมอื่นๆ  ที่เกิดร่วมกับตน  ปัญญา จึงชื่อว่าเป็น  อธิบดี  ในขณะนั้น  คือ วีมังสาธิปติ

        ด้วยเหตุที่ธรรมที่เป็นปัจจัยคืออธิบดีนี้มีกำลังมาก  ขณะที่เกิดขึ้นเป็นอธิบดีปัจจัยจึงเกิดขึ้นเป็นปัจจัยได้ทีละอย่าง  ธรรมที่เหลือแม้จะเกิดร่วมด้วยก็ไม่ชื่อว่าเป็นอธิบดีในขณะนั้น  แต่ชื่อว่าเป็นธรรมที่เกิดร่วมกับอธิบดีอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้นอีกประการหนึ่งธรรมที่เป็นอธิบดีนั้นมีกำลังมาก  จึงต้องเป็นธรรมที่มีเหตุอย่างน้อย ๒ เหตุ  และเกิดขึ้นในขณะทำชวนะกิจด้วย  ธรรมที่ไม่มีเหตุหรือมีเหตุเดียว  แม้ทำชวนะกิจก็ไม่อาจมีกำลังเป็นอธิบดีได้   ดังนั้นถ้าจะแยกปัจจัยและปัจจยุปบันธรรมโดยละเอียดแล้วจะได้ดังนี้:-

ฉันทาธิปติ -----สาธิปติชวนะ ๕๒ (เว้นโมหะ, หสิตุปปาท)  เจ.๕๐  (เว้นฉันทะและวิจิกิจฉา)  จิ.๑๗
วิริยาธิปติ ------สาธิปติชวนะ ๕๒ (เว้นโมหะ, หสิตุปปาท)  เจ.๕๐  (เว้นวิริยะและวิจิกิจฉา)  จิ.๑๗
จิตตาธิปติ คือ สาธิปติชวนะ ๕๒ -------เจ.๕๑ (เว้นวิจิกิจฉา)  จิ.๑๗
วีมังสาธิปติ คือ ปัญญา ----- ติเหตุกชวนะ ๓๔  เจ.๓๗  (เว้นปัญญา)  จิ.๑๗



                                        อารัมมณาธิปติปัจจัย
พระบาลีนิทเทส :-
        ยํ  ยํ  ธมฺมํ  ครุ ํ กตฺวา  เย  เย  ธมฺมา  อุปฺปชฺชนฺติ  จิตฺตเจตสิกา  ธมฺมา  เต  เต  ธมฺมา  เตสํ  เตสํ  ธมฺมานํ  อธิปติปจฺจเยน  ปจฺจโย  ฯ

คำแปล  ธรรมเหล่าใดๆ  คือจิตและเจตสิก (จิต.๒๘  เจ.๔๕)  เกิดขึ้นเพราะกระทำซึ่งธรรมใดๆ  คือจิต ๘๔  เจ.๔๗  อิฏฐนิปผันรูป ๑๘ นิพพาน ให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ธรรมเหล่านั้นๆ คือ จิต ๘๔  เจ.๔๗  อิฏฐนิปผันรูป ๑๘  นิพพาน  เป็นปัจจัยแก่ธรรมเหล่านั้นๆ  คือ จิต ๒๘  เจตสิก ๔๕  ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย
ยํ  ยํ  ธมฺมํ    =   จิต ๘๔  (เว้นโทสะ ๒   โมหะ ๒  ทุกขสหคตกายวิญญาณ ๑)   เจ. ๔๗  (เว้น โทจตุกะ ๔  วิจิกิจฉา ๑) อิฏฐนิปผันรูป ๑๘ นิพพาน = ป.จ.
เย  เย  ธมฺมา  =  จิต ๒๘  เจ.๔๕  คือ โลภจิต ๘  มหากุศล ๘ มหากิริยาญาณสัมปยุตต์ ๔   โลกุตตร ๘  เจ.๔๕  (เว้นโทจตุกะ ๔  วิจิกิจฉา ๑  อัปปมัญญา ๒) = ป.ย.
เต  เต ธมฺมา  คือ   ยํ  ยํ  ธมฺมํ = ป.จ.
เตสํ  เตสํ  ธมฺมานํ  คือ  เย  เย ธมฺมา = ป.ย.

วจนัตถะ :-
อารมฺมณ ฺจ   ตํ   อธิปติ   จาติ    =  อารมฺมณาธิปติ 
อารมณ์นั่นแหละเป็นอธิบดี  จึงเรียกว่า  อารัมมณาธิปติ
ปัจจัย                  =   จิต ๘๔  เจ. ๔๗  อิฏฐนิปผันรูป ๑๘  และนิพพาน
ปัจจยุปบันน          =   จิต ๒๘  เจ. ๔๕
ปัจจนิก          =   โลกียจิต ๘๑  เจ.๕๒  รูป ๗ หมวด  มี จิตตชรูป  เป็นต้น


        เมื่อจะสรุปก็คือ อธิปติปัจจัย คือปัจจัยที่มีกำลังมาก นั้นแบ่งเป็น ๒ อย่าง คือ สหชาตาธิปติปัจจัย และอารัมมณาธิปติปัจจัย 

สหชาตาธิปติปัจจัยก็คือ อิทธิบาท ๔ หรือ อธิปดี ๔ นั่นเอง ซึ่งเราก็คุ้นกันดีคือ ฉันทะ วิริยะ จิต วิมังสา หรือปัญญา นั่นเอง  ธรรมเหล่านี้ธรรมใดธรรมหนึ่งเมื่อมีกำลังก็จะทำให้ผลธรรมเกิดขึ้นได้  เช่นการฟังธรรม ถ้ามีฉันทะ แม้ไม่มีวิริยะ หรือปัญญา ในตอนต้น แต่ถ้ามีฉันทะอย่างแรงกล้า แล้วผลคือ การฟังธรรมก็อาจจะสำเร็จได้ และวิริยะหรือปัญญาก็จะพัฒนาเกิดขึ้นตาม  หรือถ้าไม่มีฉันทะ หรือปัญญา แต่มีวิริยะ ก็จะทำให้ผลสำเร็จได้ หรือถ้าไม่มีฉันทะ ไม่มีวิริยะ แต่มีปัญญา ก็จะทำให้ผลสำเร็จได้  โดยที่อิทธิบาทตัวใดตัวหนึ่งเป็นผู้นำ อิทธิบาทที่เหลือจะเป็นผู้ตามนั่นเอง

        ส่วนอารัมมณาธิปติปัจจัยนั้นก็คือ อารมณ์ที่มีกำลังเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ของกุศลหรืออกุศล  อย่างอารมณ์กุศลอย่างรุนแรงเช่น พระพุทธเจ้า หรือพระสาวก ฯลฯ ครูบาอาจารย์ที่เคารพ ก็จะเป็นปัจจัยอย่างรุนแรงให้กุศลเกิด ส่วนอารมณ์ฝ่ายอกุศลที่รุนแรงอาจจะเช่น ถ้าชอบอาหารบางอย่าง เช่น ซูชิ  พอเห็นแล้วก็เป็นอารมณ์อย่างรุนแรงให้โลภะ เป็นต้น

 จากคุณ : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม [ 29 ม.ค. 2544 / 00:21:58 น. ]
     [ IP Address : 203.144.197.143 ]


 ความคิดเห็นที่ 29 : (รูปนามหนึ่ง)

ขอบคุณมากครับ
ทำให้เข้าใจดีขึ้นครับ

 จากคุณ : รูปนามหนึ่ง [ 30 ม.ค. 2544 / 23:23:07 น. ]
     [ IP Address : 203.170.159.186 ]


 ความคิดเห็นที่ 30 : (ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม)

                                  ๔.  อนันตรปัจจัย
พระบาลีนิทเทส
๑.        จกฺขุวิ ฺ าณธาตุ  ตํสมฺปยุตฺตกา  จ  ธมฺมา  มโนธาตุยา  ตํสมฺปยุตฺตกาน ฺจ  ธมฺมานํ  อนนฺตรปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ


                จักขุวิญญาณจิต ๒ + ๗ ------ สัมปฏิจฉนจิต ๒ + ๑๐

๒.        มโนธาตุ  ตํสมฺปยุตฺตกา  จ  ธมฺมา  มโนวิ ฺ าณธาตุยา  ตํสมฺปยุตฺตกาน ฺจ  ธมฺมานํ  อนนฺตรปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ


                สัมปฏิจฉนจิต ๒ + ๑๐ ------ สันตีรณจิต ๓ + ๑๑

๓.        โสตวิ ฺ าณธาตุ  ตํสมฺปยุตฺตกา  จ  ธมฺมา  มโนธาตุยา  ตํสมฺปยุตฺตกาน ฺจ  ธมฺมานํ  อนนฺตรปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ


                โสตวิญญาณจิต ๒ + ๗ ----- สัมปฏิจฉนจิต ๒ + ๑๐

๔.        มโนธาตุ  ตํสมฺปยุตฺตกา  จ  ธมฺมา  มโนวิ ฺ าณธาตุยา  ตํสมฺปยุตฺตกาน ฺจ       ธมฺมานํ  อนนฺตรปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ


                สัมปฏิจฉนจิต ๒ + ๑๐ ----- สันตีรณจิต ๓ + ๑๑

๕.        ฆานวิ ฺ าณธาตุ  ตํสมฺปยุตฺตกา  จ  ธมฺมา  มโนธาตุยา  ตํสมฺปยุตฺตกาน ฺจ        ธมฺมานํ  อนนฺตรปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ


                ฆานวิญญาณจิต ๒ + ๗ ----- สัมปฏิจฉนจิต ๒ + ๑๐

๖.        มโนธาตุ  ตํสมฺปยุตฺตกา  จ  ธมฺมา  มโนวิ ฺ าณธาตุยา  ตํสมฺปยุตฺตกาน ฺจ        ธมฺมานํ  อนนฺตรปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ


                สัมปฏิจฉนจิต ๒ + ๑๐ ----- สันตีรณจิต ๓ + ๑๑

๗.        ชิวฺหาวิ ฺ าณธาตุ  ตํสมฺปยุตฺตกา  จ  ธมฺมา  มโนธาตุยา  ตํสมฺปยุตฺตกาน ฺจ        ธมฺมานํ  อนนฺตรปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ


                ชิวหาวิญญาณจิต ๒ + ๗ ---- สัมปฏิจฉนจิต ๒ + ๑๐

๘.        มโนธาตุ  ตํสมฺปยุตฺตกา  จ  ธมฺมา  มโนวิ ฺ าณธาตุยา  ตํสมฺปยุตฺตกาน ฺจ        ธมฺมานํ  อนนฺตรปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ


                สัมปฏิจฉนจิต ๒ + ๑๐ ---- สันตีรณจิต ๓ + ๑๑

๙.        กายวิ ฺ าณธาตุ  ตํสมฺปยุตฺตกา  จ  ธมฺมา  มโนธาตุยา  ตํสมฺปยุตฺตกาน ฺจ        ธมฺมานํ  อนนฺตรปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ


                กายวิญญาณจิต ๒ + ๗ ---- สัมปฏิจฉนจิต ๒ + ๑๐

๑๐.          มโนธาตุ  ตํสมฺปยุตฺตกา  จ  ธมฺมา  มโนวิ ฺ าณธาตุยา  ตํสมฺปยุตฺตกาน ฺจ        ธมฺมานํ  อนนฺตรปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ


        สัมปฏิจฉนจิต ๒ + ๑๐ ----- สันตีรณจิต ๓ + ๑๑

๑๑.        ปุริมา    ปุริมา    กุสลา   ธมฺมา   ปจฺฉิมานํ   ปจฺฉิมานํ   กุสลานํ   ธมฺมานํ 
อนนฺตรปจฺจเยน  ปจฺจโย  ฯ


        โลกียกุ. ๑๗ + ๓๘ (เว้น กุ. อันติมะชวนะ) ที่เกิดก่อน ๆ --- กุ. ๒๑ + ๓๘ (เว้นกาม กุ. ปฐมชวนะ ๘) ที่เกิดหลังๆ

๑๒.         ปุริมา    ปุริมา   กุสลา   ธมฺมา   ปจฺฉิมานํ   ปจฺฉิมานํ    อพฺยากตานํ  ธมฺมานํ  
อนนฺตรปจฺจเยน  ปจฺจโย  ฯ


        กุ. ๒๑ + ๓๘ ที่เกิดก่อนๆ ---- อัพยากตจิต ๒๔ คือ ตทา. ๑๑  มหัคคตวิ. ๙  ผลจิต ๔  เจ. ๓๘  ที่เกิดหลัง ๆ

๑๓.  ปุริมา    ปุริมา   อกุสลา  ธมฺมา   ปจฺฉิมานํ   ปจฺฉิมานํ  อกุสลา  ธมฺมานํ  
อนนฺตรปจฺจเยน  ปจฺจโย  ฯ


        อกุ. ๒๑ +  ๒๗  ที่เกิดก่อนๆ (เว้น อกุ. อันติมะชวนะ) ---- อกุ. ๑๒ + ๒๗ ที่เกิดหลังๆ  (เว้น อกุ. ปฐมชวนะ)

๑๔.  ปุริมา   ปุริมา   อกุสลา   ธมฺมา   ปจฺฉิมานํ   ปจฺฉิมานํ   อพฺยากตานํ  ธมฺมานํ  อนนฺตรปจฺจเยน  ปจฺจโย  ฯ


        อกุ. ๑๒ +  ๒๗  ที่เกิดก่อนๆ -----  ตทา. และภวังค์รวม ๒๐  เจ. ๓๕ (คือ อุ.สันตีรณ อกุ.วิ ๑  ภวังค์ ๑๙  เจ. ๓๕)
       
๑๕.  ปุริมา  ปุริมา อพฺยากตา  ธมฺมา  ปจฺฉิมานํ  ปจฺฉิมานํ   อพฺยากตานํ  ธมฺมานํ  อนนฺตรปจฺจเยน  ปจฺจโย  ฯ


        วิ. ๓๖  กิ. ๒๐ + ๓๘ ที่เกิดก่อนๆ ---- วิ. ๓๖  กิ.๒๐ + ๓๘ ที่เกิดหลังๆ  คือ
อัพยากตจิต ๕๖ + ๓๘ ที่เกิดก่อนๆ --- อัพ. ๕๖ + ๓๘ ที่เกิดหลัง
       
๑๖.  ปุริมา   ปุริมา  อพฺยากตา  ธมฺมา  ปจฺฉิมานํ  ปจฺฉิมานํ   กุสลานํ   ธมฺมานํ 
อนนฺตรปจฺจเยน  ปจฺจโย  ฯ


        มโนทวาราวัชชนะ ๑ + ๑๑ ที่เกิดก่อนๆ ---- กาม.กุ. ปฐมชวนะ ๘ +๓๘ ที่เกิดหลัง

๑๗.  ปุริมา  ปุริมา  อพฺยากตา  ธมฺมา  ปจฺฉิมานํ  ปจฺฉิมานํ   อกุสลานํ   ธมฺมานํ   อนนฺตรปจฺจเยน  ปจฺจโย  ฯ


        มโนทวาราวัชชนะ ๑ + ๑๑ ที่เกิดก่อนๆ -----อกุ. ปฐมชวนะ ๑๒ + ๒๗ ที่เกิดหลัง

๑๘.  เยสํ   เยสํ   ธมฺมานํ  อนนฺตรา  เย  เย  ธมฺมา   อุปฺปชฺชนฺติ   จิตฺตเจตสิกา 
ธมฺมา  เต  เต  ธมฺมา  เตสํ  เตสํ  ธมฺมานํ  อนนฺตรปจฺจเยน  ปจฺจโย  ฯ


จิต ๘๙ + ๕๒ ที่เกิดก่อนๆ ---- จิต ๘๙ + ๕๒ ที่เกิดหลังๆ (เว้นจุติจิตพระอรหันต์)

ปัจจัย                จิต ๘๙ (เว้นจุติจิตพระอรหันต์)  เจตสิก ๕๒ ที่เกิดก่อนๆ
ปัจจยุปบันน        จิต ๘๙  รวมทั้งจุติจิตพระอรหันต์  เจตสิก ๕๒ ที่เกิดหลังๆ
ปัจจนิก        รูป ๗ หมวด  มีจิตตชรูป  เป็นต้น

        อนันตรปัจจัย  หมายเฉพาะนามธรรมคือจิตและเจตสิกที่เกิดขึ้นก่อน  เป็นปัจจัยให้จิตและเจตสิกที่เกิดหลังๆ  เกิดขึ้นสืบต่อกับจิตดวงก่อนโดยไม่มีอะไรมาคั่น   และจิตเจตสิกที่เกิดหลังนี้แหละ ก็กลับมาเป็นปัจจัยให้เกิดจิตและเจตสิกดวงใหม่อีกโดยไม่มีอะไรมาคั่น แล้วจิตและเจตสิกดวงใหม่นี้ก็กลับเป็นปัจจัยให้จิตดวงใหม่กว่าเกิดขึ้นอีก  โดยไม่มีอะไรคั่น  เป็นอยู่ดังนี้โดยไม่ขาดระยะ  จนกว่าบุคคลผู้นั้นจะสำเร็จเป็นพระอรหันต์และเข้าสู่ปรินิพพาน

        อนึ่ง การเป็นปัจจัยและปัจจยุปปันของจิตและเจตสิกเหล่านี้นั้น   เป็นไปตามจิตตนิยาม  คือเป็นไปในลำดับของตนๆ ไม่สับสนกัน  เช่น  ในปัญจทวารวิถีนั้น  เมื่ออดีตภวังค์เกิดขึ้นแล้ว ก็ต้องเป็นภวังคจลนะ  ภวังคจลนะดับแล้วก็เป็นภวังคุปปัจเฉทะ  ต่อจากนั้นก็เป็นปัญจทวารราวัชชนะ  ต่อจากปัญจทวาราวัชชนะก็จะต้องเป็นทวิปัญจวิญญาณจิตดวงใดดวงหนึ่ง    หลังจากนั้นก็เป็นสัมปฏิจฉนจิต  ต่อจากสัมปฏิจฉนจิตก็เป็นสันตีรณจิต  ต่อจากสันตีรณจิต ก็เป็นโวฏฐัพพนจิต  โวฏฐัพพนะจิตดับลงก็เป็นปัจจัยให้เกิดชวนะ  และเป็นปัจจัยให้เกิดสืบๆ ต่อกันมาจนถึงชวนะสุดท้าย   ต่อจากนั้นก็เป็นตทาลัมพณะหรือภวังค์  ตามสมควรดังนี้เป็นต้น  

การสืบต่อโดยไม่มีระหว่างคั่นและไม่สับลำดับกันนี้แหละเป็นอำนวจของอนันตรปัจจัย  ดังที่ท่านอรรถกถาแสดงไว้ในอรรถกถาปัญจปกรณ์ว่า:-
อตฺตโน    อตฺตโน    อนนฺตรํ   อนุรูปสฺส   จิตฺตุปฺปาทสฺส    อุปฺปาทนสมตฺโถ   ธมฺโม   อนฺตรปจฺจโย ฯ

        แปลความว่า  ธรรมที่สามารถยังจิตตุปปาทอันสมควรแก่ลำดับของตนให้เกิดขึ้น  ชื่อว่า อนันตรปัจจัย

วจนัตถะ:-
อนฺตรยติ  อนฺตรํ  กโรตีติ  =  อนฺตรํ  ธรรมชาติที่คั่น ที่กระทำให้มีระหว่าง ชื่อว่า
อันตระ
นตฺถิ  เยสํ  อนฺตรนฺติ          =  อนนฺตรา  ระหว่างคั่นแห่งธรรมเหล่าใดไม่มี  ธรรมนั้น  ชื่อว่า ไม่มีระหว่างคั่น
อนนฺตรภาเวน  อุปการโก  ธมฺโม   =  อนนฺตรปจฺจโย  ธรรมที่อุดหนุน  โดยความไม่มีระหว่างคั่น  ชื่อว่า  อนันตรปัจจัย

 จากคุณ : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม [ 2 ก.พ. 2544 / 13:16:01 น. ]
     [ IP Address : 203.144.197.86 ]


 ความคิดเห็นที่ 31 : (ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม)

                              ๕.  สมนันตรปัจจัย

        สมนันตรปัจจัยนี้   พระบาลีนิทเทสตลอดจนเนื้อความ  คำอธิบาย  การแสดงปัญหาวาระ  สภาคะและฆฏนา  เหมือนกันกับอนันตรปัจจัยทุกประการ   ต่างกันก็แต่เพียงพยัญชนะเท่านั้น  ที่เป็นดังนี้เพราะพระผู้มีพระภาคทรงมีพระมหากรุณาแก่เวไนยสัตว์ผู้มีอัธยาศัยแตกต่างกันนั่นเอง

วจนัตถะ:-
สุฏฺ ุ  อนนฺตราติ  =  สมนนฺตรา   ธรรมที่ไม่มีระหว่างคั่นเลย  ชื่อว่า  สมนันตระ
สมนนฺตรํ  หุตฺวา  อุปการโก  ธมโม  =  สมนนฺตรปจฺจโย  ธรรมที่ไม่มีระหว่างคั่นเลยนั้น  เป็นธรรมช่วยอุดหนุน  ชื่อว่า  สมนันตรปัจจัย



ธรรมชาติของนามธรรมที่เป็นสังขารธรรม  คือจิตและเจตสิกนั้น  เกิดขึ้นครั้งละหนึ่งเท่านั้น  ไม่เกิดซ้อนกันเลย   ต่อเมื่อดวงเก่าดับไปแล้ว จึงจะเป็นปัจจัยให้จิตและเจตสิกดวงใหม่เกิดขึ้นติดต่อกับตนโดยไม่มีระหว่างคั่น

อาจารย์รุ่นหลังๆ บางท่านกล่าวว่า  อนันตรปัจจัยนี้และสมนันตรปัจจัยนี้แตกต่างกันเล็กน้อย กล่าวคือ อำนาจของปัจจัยที่ดับลงไปแล้ว ทำให้ปัจจยุปบันนเกิดขึ้นสืบต่อกับตนโดยไม่มีระหว่างคั่นเป็นอำนาจของอนันตรปัจจัย

ส่วนอำนาจของปัจจัยที่ดับไปแล้ว  ทำให้ปัจจยุปบันนเกิดขึ้นโดยมิได้สับสน  คือไม่สับลำดับกัน  เช่น ปัญจทวาราวัชชนะเกิดขึ้นดับลงแล้วต่อจากนั้นต้องเป็นทวิปัญจวิญญาณจิตดวงใดดวงหนึ่ง จะเป็นจิตอื่นไม่ได้ เมื่อทวิปัญจวิญญาณดวงใดดวงหนึ่งดับไปแล้ว ต้องเป็นสัมปฏิจฉนจิต   จิตอื่นจะมาเกิดแทนที่ไม่ได้  และเมื่อสัมปฏิจฉนจิตดับลงแล้ว  จิตที่เกิดต่อต้องเป็นสันตีรณจิต  จะเป็นจิตอื่นไม่ได้ดังนี้เป็นต้น  อำนาจในการจัดลำดับของจิตที่เกิดต่อจากตนนี้แหละ  เป็นอำนาจของสมนันตรปัจจัย

นี่เป็นเพียงความเห็นของอาจารย์รุ่นหลังๆ เท่านั้น ส่วนความเห็นของท่านอรรถกถาจารย์เห็นว่า ๒ ปัจจัยนี้ ไม่แตกต่างกันเลย   ดังเหตุผลที่ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาปัญจปกรณ์ว่า :-โย  อนนฺตรปจฺจเยน  เสวฺว  สมนนฺตรปจฺจโย  พย ฺชนมตฺตเมว  เหตฺถ  นานํ  อุปจยสนฺตติอาทีสุ  วิย  อธิวจนนิรุตฺติทุกาทีสุ   วิย  จ,  อตฺถิโต  ปน  นานํ  นตฺถิ

แปลความว่า  ธรรมใดเรียกว่า  อนันตรปัจจัย  ธรรมนั้นแล เรียกว่า  สมนันตรปัจจัย   คือในที่นี้ว่าโดยที่จริงแล้วต่างกันเพียงพยัญชนะเท่านั้น เช่นเดียวกับคำว่า  อุปจยะ สันตติ  และคำว่า  อธิวจนทุกนิรุตติทุก  เป็นต้น   แต่ว่าโดยเนื้อความแล้วไม่แตกต่างกันเลย
       
                จบสมนันตรปัจจัย

 จากคุณ : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม [ 2 ก.พ. 2544 / 13:18:39 น. ]
     [ IP Address : 203.144.197.86 ]


 ความคิดเห็นที่ 32 : (ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม)

อนันตรปัจจัย และสมนันตรปัจจัย นั้น พระอนุรุทธาจารย์ท่านย่อปัจจัยเหล่านี้มาแสดงในปริจเฉทที่ ๔ คือ วิถีสังคหะ  ถ้าเข้าใจวิถีจิตในปริจเฉทที่ ๔ แล้ว ก็จะเข้าใจในปัจจัยเหล่านี้ไม่ยากเย็นนัก

เมื่อเข้าใจปัจจัยเหล่านี้ได้ตามกำลังสติปัญญา ความเห็นว่าจิตเที่ยงก็ย่อมหายไป เพราะเหตุว่า จิตเหล่านี้มีการเกิดดับสืบเนื่องกันตลอดเวลา หามีจิตใดจิตหนึ่งคงอยู่เที่ยงแท้นิรันดรกาลได้ไม่  และการเกิดของจิตที่เกิดสืบเนื่องกันก็หามีเบื้องต้นแต่ใดไม่ แต่อาจจะมีเบื้องปลายได้สำหรับพระอริยะทั้งหลาย 

สำหรับปุถุชนนั้นตราบใดที่กิเลสยังไม่หมด ก็ยังไม่สามารถพ้นไปจากอำนาจของอนันตรปัจจัย และสมนันตรปัจจัยได้เลย  และการเกิดตามลำดับของจิตนั้นก็เป็นการปฏิเสธอำนาจของตัวตนใดๆ ที่จะมาบังคับบัญชาได้  แต่เพราะปัจจัยมีความถึงพร้อมผลธรรมเหล่านั้นก็ย่อมเกิดตามเหตุ และปัจจัย และมีกฏเกณฑ์ตามธรรมชาติ  ซึ่งเป็นไปตามจิตตนิยาม คือนิยามของจิตนั่นเอง

 จากคุณ : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม [ 2 ก.พ. 2544 / 13:24:28 น. ]
     [ IP Address : 203.144.197.86 ]


 ความคิดเห็นที่ 33 : (ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม)

                          ๖.  สหชาตปัจจัย


พระบาลีนิทเทส :-
๑.  จตฺตาโร  ขนฺธา   อรูปิโน  อ ฺ ม ฺ    สหชาตปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ

        จิต ๘๙ + ๕๒         --------- จิต ๘๙ + ๕๒ (เครื่องหมาย  -------ลูกศรชี้ไป และกลับอย่างนี้
มีความหมายว่า  ธรรมที่เป็นปัจจัยและปัจจยุปบันนต่างอาศัยซึ่งกันและกัน  คือปัจจัยก็อาศัย
ปัจจยุปบันน   ปัจจยุปบันนก็อาศัยปัจจัย  โดยพระบาลีใช้คำว่า  อ ฺ ม ฺ  )   

๒.  จตฺตาโร  มหาภูตา  อ ฺ ม ฺ     สหชาตปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ

        มหาภูตรูป ๔        ---------       มหาภูตรูป ๔


๓.  โอกฺกนฺติกฺขเณ  นามรูปํ   อ ฺ ม ฺ     สหชาตปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ

        ปัญจโวการปฏิสนธิจิต ๑๕--------ปฏิสนธิหทัยวัตถุ

๔.   จิตฺตเจตสิกา  ธมฺมา  จิตฺตสมุฏฺ านานํ  รูปานํ  สหชาตปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ

จิต ๗๕ + ๕๒          --------- จิตตชรูป ๑๗ (จิต ๗๕  เว้น ทวิ. ๑๐  อรูปวิ. ๔)


๕.   มหาภูตา  อุปาทารูปานํ  สหชาตปจจเยน  ปจจโย  ฯ

มหาภูตรูป ๔        --------   อุปาทายรูป ๒๔

๖.   รูปิโน   ธมมา   อรูปินํ   ธมฺมานํ   ก ฺจิ  กาลํ  สหชาตปจฺจเยน  ปจฺจโย   ก ฺจิกาลํ  
นสหชาตปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ


หทัยวัตถุในปฏิสนธิกาล-------  ปัญจโวการปฏิสนธิจิต ๑๕ + ๓๕   ได้
หทัยวัตถุในปวัตติกาล  -------  ปวัตติจิต ๑๕ + ๓๕   ไม่ได้
(จากพระไตรปิฎกบาลีฉบับสยามรัฐ เล่ม ๔๐ หน้า ๖ ข้อ ๗)
ป.จ.:-        จิต ๘๙     เจ. ๕๒    ภู. ๔   ป.หทัย ๑
        (ภู ๔ คือ มหาภูตรูป ๔,  ป.หทัย ๑  คือ ปฏิสนธิหทัยวัตถุรูป)
ป.ย.:-        จิต ๘๙    เจ. ๕๒    รูป ๒๘
ป.น.:-   ไม่มี
        ในสหชาตปัจจัยนี้     ธรรมที่เป็นปัจจัยเกิดขึ้นพร้อมกัน     ในขณะเดียวกันกับธรรมที่เป็นปัจจยุปบันน  พร้อมทั้งช่วยอุปการะแก่ปัจจยุปบันนด้วย

วจนัตถะ:-
        ชายตีติ         =  ชาโต    ธรรมใดย่อมเกิดขึ้น   ฉะนั้น ธรรมนั้นชื่อว่า  ชาตะ
        สห  ชาโต          =  สหชาโต   ธรรมที่เกิดพร้อมกัน  ชื่อว่า  สหชาตะ
        ปจฺจยุปฺปนฺเนน  สห  ชายตีติ  =  สหชาโต   ปัจจัยใดเกิดขึ้นพร้อมด้วยปัจจยุปบันน  ฉะนั้น  ปัจจัยนั้น  ชื่อว่า  สหชาตะ
        สหชาโต  หุตฺวา  อุปการโก  ธมฺโม  =  สหชาตปจฺจโย  ธรรมที่เกิดร่วมกันแล้วมีอุปการะแก่กัน  ชื่อว่า  สหชาตปัจจัย

 จากคุณ : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม [ 5 ก.พ. 2544 / 13:07:17 น. ]
     [ IP Address : 203.144.197.183 ]


 ความคิดเห็นที่ 34 : (ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม)


๗.  อัญญมัญญปัจจัย
พระบาลีนิทเทส:-
๑.  จตฺตาโร  ขนฺธา  อรูปิโน  อ ฺ ม ฺ ปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ

        จิต ๘๙ + ๕๒         --------  จิต ๘๙ + ๕๒

๒.  จตฺตาโร  มหาภูตา  อ ฺ ม ฺ ปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ

มหาภูตรูป ๔        ---------   มหาภูตรูป ๔

๓.  โอกฺกนฺติกฺขเณ  นามรูปํ   อ ฺ ม ฺ ปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ

ปัญจโวการปฏิสนธิจิต ๑๕ + ๓๕ ------        ป. หทัยวัตถุ
(จากพระไตรปิฎกบาลีเล่ม ๔๐  ข้อ ๘  หน้า ๖)
ป.จ.:-        จิต ๘๙     เจ. ๕๒    มหาภูตรูป ๔,   ปฏิสนธิหทัยวัตถุ
ป.ย.:-        จิต ๘๙    เจ. ๕๒    มหาภูตรูป ๔,   ปฏิสนธิหทัยวัตถุ
ป.น.:-   อุปาทายรูป ๒๔ (เว้นปฏิสนธิหทัยวัตถุ)


วจนัตถะ :-
        อ ฺ ม ฺ     หุตฺวา  ปจฺจโย  =  อ ฺ ม ฺ ปจฺจโย

สภาวธรรมแต่ละอย่างที่ต่างต้องอาศัย  พึ่งพิงซึ่งกันและกัน  จึงเกิดขึ้นได้  ตั้งอยู่ได้  ชื่อว่า  อัญญมัญญปัจจัย

        หมายความว่า  ธรรมที่เป็นปัจจัยและปัจจยุปบันนนั้น ต่างก็ต้องอาศัยกันและกัน  จึงจะเกิดขึ้นและตั้งอยู่ได้   อรรถกถาท่านอุปมาไว้ว่า  เหมือนไม้ ๓ อัน  จะตั้งอยู่ได้ก็เพราะต่างช่วยกันค้ำจุนกันและกันไว้  ด้วยเหตุนี้ธรรมที่เป็นอัญญมัญญปัจจัย  จึงต้องเกิดพร้อมกันกับธรรมที่เป็นอัญญมัญญปัจจยุปบันน  จัดเป็น สหชาตชาติ

 จากคุณ : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม [ 5 ก.พ. 2544 / 13:08:02 น. ]
     [ IP Address : 203.144.197.183 ]


 ความคิดเห็นที่ 35 : (sup)


        ขอแสดงความเห็นดังนี้

        ดูเหมือนจะทำให้เข้าใจขี้นเรื่อยๆ และหากเจตสิก ที่ดี ที่ต้องการ จากการอบรมจิต ให้เป็นอธิปติปัจจัย คงทน ติดต่อกันได้นาน

" ในขณะที่จิตและเจตสิกเกิดขึ้นครั้งหนึ่งๆ นั้น  ถ้าเกิดขึ้น เพราะอาศัยความเอาใจใส่หรือความตั้งใจเป็นพิเศษ  ขณะนั้นจิตก็เป็นใหญ่กว่าธรรมอื่นๆ  ที่เกิดร่วมกับตน  วิริยะ จึงชื่อว่า  อธิบดี  ในขณะนั้นและขณะใดเกิดขึ้นเพราะอาศัยความพิจารณาไตร่ตรองด้วยปัญญาเป็นพิเศษ  ขณะนั้นปัญญาก็ชื่อว่าเป็นใหญ่กว่าธรรมอื่นๆ  ที่เกิดร่วมกับตน  ปัญญา จึงชื่อว่าเป็น  อธิบดี  ในขณะนั้น  คือ วีมังสาธิปติ"

        คงสกัดกั้นกิเลศได้      

        ยิ่งนำไปอธิบายพระสูตร ยิ่งสวยงามใหญ่
       
       
                  ๖. สมาปัตติสูตร
      [๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย การถึงอกุศลย่อมไม่มี ตลอดเวลาที่ศรัทธาใน
กุศลธรรมยังตั้งมั่นอยู่ แต่เมื่อใด ศรัทธาเสื่อมหายไป อัสสัทธิยะ (ความไม่เชื่อ)
ย่อมกลุ้มรุม เมื่อนั้น การถึงอกุศลย่อมมี การถึงอกุศลย่อมไม่มีตลอดเวลาที่
หิริในกุศลธรรมยังตั้งมั่นอยู่ แต่เมื่อใด หิริเสื่อมหายไป อหิริกะ (ความไม่
ละอาย) ย่อมกลุ้มรุม เมื่อนั้น การถึงอกุศลย่อมมี การถึงอกุศลย่อมไม่มี
ตลอดเวลาที่โอตตัปปะในกุศลธรรมยังตั้งมั่นอยู่ แต่เมื่อใด โอตตัปปะเสื่อมหาย
ไป อโนตตัปปะ (ความไม่สะดุ้งกลัว) ย่อมกลุ้มรุม เมื่อนั้น การถึงอกุศล
ย่อมมี การถึงอกุศลย่อมไม่มีตลอดเวลาที่วิริยะในกุศลธรรมยังตั้งมั่นอยู่ แต่
เมื่อใด โอตตัปปะเสื่อมหายไป อโนตตัปปะ (ความไม่สะดุ้งกลัว) ย่อมกลุ้มรุม
เมื่อนั้น การถึงอกุศลย่อมมี การถึงอกุศลย่อมไม่มีตลอดเวลาที่วิริยะในกุศล
ธรรมยังตั้งมั่นอยู่ แต่เมื่อใด วิริยะเสื่อมหายไป โกสัชชะ (ความเกียจคร้าน)
ย่อมกลุ้มรุม เมื่อนั้น การถึงอกุศลย่อมมี การถึงอกุศลย่อมไม่มี ตลอดเวลาที่ปัญญา
ยังตั้งมั่นอยู่ แต่เมื่อใด ปัญญาเสื่อมหายไป ปัญญาทรามย่อมกลุ้มรุม เมื่อนั้น
การถึงอกุศลย่อมมี ฯ

        แต่ในที่สุด ความรู้ ว่า จิต เจตสิก คือ อะไร ไม่ใช่เรึ่องง่าย ต้องใช้จิตตามรู้ ไม่ใช่ความคิดหรือ ตัวหนังสือ จะอธิบายได้   

        จิต เจตสิก คือ อะไร   ต้องรู้ด้วยใจ

        โคดรภู ข้ามได้ยาก อธิบายได้ยาก

 จากคุณ : sup [ 5 ก.พ. 2544 / 17:23:12 น. ]
     [ IP Address : 203.144.249.235 ]


 ความคิดเห็นที่ 36 : (ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม)

                                             ๘.  นิสสยปัจจัย
พระบาลีนิทเทส:-
๑.  จตฺตาโร  ขนฺธา  อรูปิโน  อ ฺ ม ฺ    นิสฺสยปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ

        จิต ๘๙   เจ. ๕๒ -------จิต ๘๙   เจ. ๕๒
๒.  จตฺตาโร  มหาภูตา  อ ฺ ม ฺ     นิสฺสยปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ
        มหาภูตรูป ๔        ---------        มหาภูตรูป ๔
๓.  โอกฺกนฺติกฺขเณ  นามรูปํ   อ ฺ ม ฺ    นิสฺสยปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ
ปัญจโวการปฏิสนธิจิต ๑๕ + ๓๕ --------        ป. หทัย ๑
        ๔.  จิตฺตเจตสิกา  ธมฺมา  จิตฺตสมุฏฺ านานํ  รูปานํ  นิสฺสยปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ
        จิต ๗๕ + เจ. ๕๒----------           จิตตชรูป ๑๗ (จิต ๗๕  เว้นทวิ. ๑๐  อรูป.วิ ๔)
๕.  มหาภูตา  อุปาทารูปานํ  นิสฺสยปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ
           มหาภูตรูป ๔---------              อุปาทายรูป ๒๔
        ๖.  จกฺขายตนํ  จกฺขุวิ ฺ าณธาตุยา ตํสมฺปยุตฺตกาน ฺจ  ธมฺมานํ  นิสฺสยปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ
                จักขุปสาท -----------          จักขุวิญญาณจิต ๒ + ๗
        ๗.  โสตายตนํ  โสตวิ ฺ าณธาตุยา  ตํสมฺปยุตฺตกาน ฺจ  ธมฺมานํ  นิสฺสยปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ
                โสตปสาท----------        โสตวิญญาณจิต ๒ + ๗
        ๘.  ฆานายตนํ  ฆานวิ ฺ าณธาตุยา ตํสมฺปยุตฺตกาน ฺจ ธมฺมานํ  นิสฺสยปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ
                ฆานปสาท  ----------          ฆานวิญญาณจิต ๒ + ๗
        ๙.  ชิวฺหายตนํ  ชิวฺหาวิ ฺ าณธาตุยา ตํสมฺปยุตฺตกาน ฺจ ธมฺมานํ นิสฺสยปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ
                ชิวหาปสาท  ---------          ชิวหาวิญญาณจิต ๒ + ๗
        ๑๐. กายายตนํ  กายวิ ฺ าณธาตุยา  ตํสมฺปยุตฺตกาน ฺจ ธมฺมานํ นิสฺสยปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ
                กายปสาท  ----------          กายวิญญาณจิต ๒ + ๗
        ๑๑.  ยํ  รูปํ  นิสฺสาย  มโนธาตุ  จ  มโนวิ ฺ าณธาตุ  จ  วตฺตนฺติ  ตํ  รูปํ 
มโนธาตุยา  จ  มโนวิ ฺ าณธาตุยา  จ  ตํสมฺปยุตฺตกาน ฺจ  นิสฺสยปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ

                หทัยวัตถุ         -------มโนธาตุ ๓,  มโนวิญญาณธาตุ ๗๒  เจ. ๕๒
                คือ หทัยวัตถุ---------             จิต ๗๕ + ๕๒ (เว้นทวิ.๑๐,  อรูป.วิ ๔)
วจนัตถะ:-
        นิสฺสยนฺติ  เอตฺถาติ  =  นิสฺสโย 
ปัจจยุปบันนธรรมทั้งหลายย่อมอาศัยในสภาวธรรมนี้   ฉะนั้น สภาวธรรมนี้  จึงชื่อว่า  นิสสยะ  คือเป็นที่อาศัยแห่งปัจจยุปบันนธรรมทั้งหลาย
        อธิฏฺ านาการวเสน   วา   นิสฺสยาการวเสน  วา  ปจฺจยุปฺปนฺนธมฺเมหิ  สียเต 
นิสฺสียเตติ  =  นิสฺสโย
  ธรรมที่ปัจจยุปบันนธรรมทั้งหลายอาศัยโดยอาการตั้งมั่น  หรือโดยอาการอิงอาศัย  ชื่อว่า  นิสสยะ
        อธิฏฺ านากาเรน  นิสฺสยากาเรน   จ   อุปการโก  ธมฺโม  =  นิสฺสยปจฺจโย 
ธรรมที่ช่วยอุดหนุนโดยอาการตั้งมั่นประการหนึ่ง  โดยอาการอิงอาศัยประการหนึ่ง 
ชื่อว่า  นิสสยปัจจัย
        หมายความว่าธรรมที่เป็นปัจจยุปบันนเกิดขึ้นและตั้งอยู่ได้เพราะอาศัยปัจจัยธรรม  ที่เกิดพร้อมกับตนบ้าง  ที่เกิดก่อนตนและตั้งอยู่แล้วบ้าง  ด้วยเหตุนี้นิสสยปัจจัยจึงแบ่งออกได้เป็น ๓ อย่าง   ตามสภาพธรรมที่แตกต่างกัน  ๓  อย่างนั้นคือ  สหชาตนิสสย  วัตถุปุเรชาตนิสสย  และวัตถารัมมณปุเรชาตนิสสย
        บาลีนิทเทส  ข้อ ๑  ถึงข้อ ๕    แสดง  สหชาตนิสสยปัจจัย
                      ข้อ ๖  ถึงข้อ ๑๑  แสดง  วัตถุปุเรชาตนิสสยปัจจัย

 จากคุณ : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม [ 8 ก.พ. 2544 / 00:23:12 น. ]
     [ IP Address : 203.144.193.176 ]


 ความคิดเห็นที่ 37 : (ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม)

ถ้าผู้อ่านสังเกต จะเห็นว่า การเป็นปัจจัยของสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย จนถึงนิสสยปัจจัยนั้นค่อนข้างมีความคล้ายกัน  กล่าวคือ การเป็นปัจจัยของสหชาตปัจจัย ก็คือตัวเหตุ และผลเกิดขึ้นพร้อมกันในขณะจิตเดียวกันในส่วนของนาม เช่น ขณะที่จิตเกิด นามขันธ์ ๓ ที่เหลือ คือเวทนา สัญญา และสังขาร นั้นย่อมเกิดด้วยเป็นสหชาตธรรม

เมื่อเข้าใจเช่นนี้ย่อมถ่ายถอนความเห็นผิดว่ามีผู้บังคับบัญชาให้ธรรมทั้งหลายเกิดขึ้นได้  เพราะเพียงแต่จิตและเจตสิก ยังต้องอาศัยซึ่งกันและกัน ด้วยความที่เป็นธรรมที่ไร้สาระ หากแต่เกิดด้วยการพึ่งพากันและกัน แต่ปุถุชนทั้งหลายกลับยึดสภาพธรรมนั้นว่าเป็นเรา โดยที่หารู้ไม่ว่าสภาพธรรมนั้นหาใช่เราไม่ แต่ทำเหมือนกับว่าเป็นเราอย่างแนบเนียนด้วยอำนาจสักกายทิฏฐิ เป็นต้น

ในส่วนของรูปธรรมการที่มหาภูตรูปทั้งหลาย เกิดได้นั้นก็ต้องอาศัยมหาภูตรูปที่เหลือจึงจะเกิดได้  ถ้าผู้ปฏิบัติพิจารณาสติปัฏฐานในหมวดของธาตุ ๔ ก็จะเห็นธาตุเหล่านั้นโดยประการต่างๆ เช่น ความเย็น ร้อน อ่อน แข็ง หย่อน ตึง ที่ปรากฏขณะเดินจงกรม เป็นต้น  ธาตุเหล่านี้มีแต่การมาประชุมรวมกัน ด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัย แล้วก็ดับไปเป็นธรรมดา  หามีผู้บังคับบัญชาให้ธรรมเหล่านี้เกิดขึ้นแต่อย่างใดไม่

ถ้าเข้าใจสหชาตปัจจัย  ก็จะเข้าใจอัญญมัญญปัจจัยด้วย เพราะเป็นธรรมที่เกิดพร้อมกันเช่นเดียวกัน  แต่มีการเป็นเหตุและผลแบบพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน จึงเรียกว่าอัญญมัญญะ  และก็จะเข้าใจนิสสยปัจจัยด้วย เพราะธรรมเหล่านี้เมื่อเกิดย่อมต้องอาศัยธรรมอื่นเกิด  จึงเรียกว่านิสสยปัจจัย

          ขออนุโมทนาทุกท่าน

 จากคุณ : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม [ 8 ก.พ. 2544 / 00:32:12 น. ]
     [ IP Address : 203.144.193.176 ]


 ความคิดเห็นที่ 38 : (รูปนามหนึ่ง)

ขอขอบคุณ คุณผู้ไม่ประสงค์ออกนามอีกครั้ง

ต้องขอบอกว่า คงต้องเซฟไว้ก่อน เพราะรู้สึกว่าทำความเข้าใจ
ไม่ค่อยทัน ขอถอยสักสามก้าว แล้วค่อยเดินหน้าต่อ

ตรงส่วนคำอธิบายนี้ดีครับทำให้ภาพปัฏฐานดูไม่ลึกลับมากจนเกินไป

ขออนุโมทนาสาธุ ในธรรมทานครับ

 จากคุณ : รูปนามหนึ่ง [ 11 ก.พ. 2544 / 23:03:55 น. ]
     [ IP Address : 202.183.248.30 ]


 ความคิดเห็นที่ 39 : (ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม)

๙ อุปนิสสยปัจจัย
พระบาลีนิทเทส : -
        ๑.        ปุริมา        ปุริมา        กุสลา        ธมฺมา        ปจฺฉิมานํ   ปจฺฉิมานํ    กุสลานํ    ธมฺมานํ
อุปนิสฺสยปจฺจเยน   ปจฺจโย   ฯ

                กุ. ๒๐  +  ๓๘ (กุ. ๒๐ เว้นอรหัตตมัค)      --------------  กุ. ๒๑  +  ๓๘
        ๒.        ปุริมา        ปุริมา        กุสลา        ธมฺมา        ปจฺฉิมานํ    ปจฺฉิมานํ   อกุสลานํ  ธมฺมานํ
*เกสญฺจิ     อุปนิสฺสยปจฺจเยน   ปจฺจโย   ฯ

                โลกียกุ. ๑๗  +  ๓๘                    อกุ. ๑๒  +  ๒๗
        ๓.        ปุริมา        ปุริมา        กุสลา        ธมฺมา        ปจฺฉิมานํ  ปจฺฉิมานํ  อพฺยากตานํ  ธมฺมานํ  อุปนิสฺสยปจฺจเยน   ปจฺจโย   ฯ
                กุ. ๒๑  +  ๓๘                            อัพ. ๕๖  +  ๓๘
        ๔.        ปุริมา        ปุริมา        อกุสลา         ธมฺมา        ปจฺฉิมานํ    ปจฺฉิมานํ  อกุสลานํ  ธมฺมานํ  อุปนิสฺสยปจฺจเยน   ปจฺจโย   ฯ
                อกุ. ๑๒  +  ๒๗                  อกุ. ๑๒  +  ๒๗
        ๕.        ปุริมา        ปุริมา        อกุสลา         ธมฺมา         ปจฺฉิมานํ  ปจฺฉิมานํ   กุสลานํ    ธมฺมานํ  
*เกสญฺจิ   อุปนิสฺสยปจฺจเยน   ปจฺจโย   ฯ

                อกุ. ๑๒  +  ๒๗                        กุ. ๒๑  +  ๓๘
        ๖.        ปุริมา        ปุริมา  อกุสลา        ธมฺมา        ปจฺฉิมานํ  ปจฺฉิมานํ  อพฺยากตานํ  ธมฺมานํ  อุปนิสฺสยปจฺจเยน   ปจฺจโย   ฯ
                อกุ. ๑๒  +  ๒๗                        อัพ. ๕๖  +  ๓๘
        ๗.        ปุริมา        ปุริมา        อพฺยากตา ธมฺมา   ปจฺฉิมานํ   ปจฺฉิมานํ   อพฺยากตานํ     ธมฺมานํ  อุปนิสฺสยปจฺจเยน   ปจฺจโย   ฯ
                อัพ. ๕๖  +  ๓๘,  รูป. ๒๘  นิ.                        อัพ.  ๕๖  +  ๓๘
        ๘.        ปุริมา        ปุริมา        อพฺยากตา ธมฺมา  ปจฺฉิมานํ  ปจฺฉิมานํ  กุสลานํ  ธมฺมานํ  อุปนิสฺสยปจฺจเยน   ปจฺจโย   ฯ
                อัพ. ๕๕  (เว้นอรหัตตผล)  + ๓๘ ,  รูป. ๒๘  นิ.                     กุ.  ๒๑  +  ๓๘
        ๙.        ปุริมา        ปุริมา        อพฺยากตา  ธมฺมา ปจฺฉิมานํ ปจฺฉิมานํ  อกุสลานํ  ธมฺมานํ  อุปนิสฺสยปจฺจเยน   ปจฺจโย   ฯ
                อัพ. ๕๒  (เว้นผลจิต  ๔)  +  ๓๕,  รูป ๒๘                อกุ. ๑๒  +  ๒๗
        ๑๐.         อุตุโภชนมฺปิ            อุปนิสฺสยปจฺจเยน   ปจฺจโย   ฯ
        ๑๑.        ปุคฺคโลปิ                อุปนิสฺสยปจฺจเยน   ปจฺจโย   ฯ
        ๑๒.        เสนาสนํปิ            อุปนิสฺสยปจฺจเยน   ปจฺจโย   ฯ

                        (จากพระไตรปิฎกบาลีฉบับสยามรัฐ  เล่ม ๔๐  ข้อ ๑๐  หน้า ๗ - ๘)
หมายเหตุ        ในพระไตรปิฎกบาลีเล่ม ๔๐  ไม่มีนิทเทสข้อ ๘  และข้อ ๑๐   แต่ในฉบับ       ฉัฏฐสังคายนามีแสดงไว้  จึงนำมาลงไว้ด้วย
        ในอุปนิสสยปัจจัยนี้  แบ่งออกได้เป็น  ๓  อย่าง  คือ อารัมมณูปนิสสย  อนันตรูป-นิสสย  และปกตูปนิสสย  สำหรับในพระบาลีนิทเทสข้อ  ๒  และข้อ  ๕   ที่มีคำว่า  *เกสญฺจินั้น แสดงว่า  ธรรมที่เป็นปัจจัยปัจจยุปปันนในสองข้อนั้น  เป็นไม่ได้ครบทั้ง  ๓ อย่าง  คือในข้อ  ๒ นั้น  เป็นได้เฉพาะอารัมมณูปนิสสย และปกตูปนิสสย ในข้อ ๕ นั้นเป็นได้เฉพาะปกตูปนิสสย-ปัจจัยเท่านั้น  และข้อ ๖ เป็นได้เฉพาะอนันตรูปนิสสยและปกตูปนิสสย  ส่วนในบาลีนิทเทสข้ออื่นๆ นอกจากข้อ ๒   ข้อ ๕   และข้อ ๖  ในจำนวน ๙  ข้อ  สามารถจะเป็นได้ครบทั้ง  ๓ อย่าง
        สำหรับข้อ ๑๐ - ๑๑ - ๑๒  นั้น   เป็นได้เฉพาะปกตูปนิสสยปัจจัยอย่างเดียว
วจนัตถะ: -
        ภุโส   นิสฺสโย  =  อุปนิสฺสโย        ธรรมอันเป็นที่อาศัยอย่างแรงกล้า  ชื่อว่า อุปนิสสย
        (วา)   พลวตโร  นิสฺสโยติ  =  อุปนิสฺสโย   หรือธรรมอันเป็นที่อาศัยที่มีกำลังมาก   ชื่อว่า อุปนิสสย
        อุปนิสฺสยภาเวน  อุปการโก   ธมฺโม  =  อุปนิสฺสยปจฺจโย   ธรรมที่เป็นผู้อุปการะโดยความเป็นที่อาศัยอย่างแรงกล้า  ชื่อว่า  อุปนิสสยปัจจัย
        (วา)   พลวตรภาเวน  อุปการโก  ธมฺโม  =  อุปนิสฺสยปจฺจโย   หรือธรรมที่เป็นผู้อุปการะโดยความเป็นที่อาศัยที่มีกำลังมาก  ชื่อว่า  อุปนิสสยปัจจัย


อารัมมณูปนิสสยปัจจัย
        ธรรมที่เป็นปัจจัยที่มีกำลังมากในที่นี้  ได้แก่  อารมณ์ซึ่งเป็นอธิบดีอารมณ์  นั่นเอง เพราะฉะนั้น   ความเป็นไปของปัจจัยนี้จึงเหมือนอารัมมณาธิปติปัจจัยทุกประการ   จัดเป็น       อารัมมณชาติ
ป.จ. =        อิฏฐนิป. ๑๘  จิต ๘๔  (เว้นโทสะ ๒,  โมหะ ๒,  ทุกขกาย ๑)  เจ. ๔๗  (เว้นโทจตุกะ ๔ วิจิกิจฉา ๑)  นิพพาน
ป.ย. =        จิต  ๒๘  คือ  โลภ. ๘,  กุ. ๘,  กิ.ญาณสัมปยุตต์ ๔,  โลกุตตร ๘  เจ. ๔๕ (เว้นโทจตุกะ ๔ วิจิกิจฉา ๑,  อัปปมัญญา ๒)
ป.น. =        โลกียจิต  ๘๑  +  ๕๒  รูป  ๗  หมวด
อนันตรูปนิสสยปัจจัย
        ความเป็นไปของปัจจัยนี้  เหมือนกับอนันตรปัจจัยทุกประการ  คือ  นามธรรมได้แก่จิตและเจตสิกที่เกิดก่อน ๆ  เป็นปัจจัยช่วยอุดหนุนให้นามธรรมคือจิตและเจตสิกที่เกิดหลังๆ เกิดขึ้นติดต่อกับตนโดยไม่มีระหว่างคั่น จัดเป็น  อนันตรชาติ
ป.จ. =        จิต ๘๙  เจ. ๕๒  ที่เกิดก่อนๆ  (เว้นจุติจิตพระอรหันต์)
ป.ย. =         จิต ๘๙  เจ. ๕๒  ที่เกิดหลัง  และจุติจิตพระอรหันต์
ป.น. =        รูป  ๗  หมวด

ปกตูปนิสสยปัจจัย
วจนัตถะ :-
        สุฏฺฐุ  กีริยิตฺถาติ  =  ปกโต        เหตุธรรมที่ได้ทำมาแล้วด้วยดีนั้น  ชื่อว่า ปกตะ
        ปกโต  อุปนิสฺสโยติ  =  ปกตูปนิสฺสโย        เหตุธรรมอันเป็นที่อาศัย  มีกำลังแรงกล้าที่ได้ทำมาแล้วด้วยดีนั้น  ชื่อว่า   ปกตูปนิสสยปัจจัย
        (อถวา)   อารมฺมณานนฺตเรหิ  อสํมิสฺโส  หุตฺวา  ปกติยาเยว  อุปนิสฺสโยติ  =
ปกตูปนิสฺสโย   อีกอย่างหนึ่ง  เหตุธรรมอันเป็นที่อาศัยที่มีกำลังกล้าด้วยอำนาจสภาวะของตนเอง  ไม่เกี่ยวข้องด้วยอำนาจอารัมมณปัจจัย  และอนันตรปัจจัย  ชื่อว่า  ปกตูปนิสสยปัจจัย

        คำว่า   “เหตุธรรม”  ตามความหมายของวจนัตถะนั้นแบ่งออก ๒ อย่าง  คือ เหตุธรรมที่ตนได้กระทำมาแล้วด้วยตนเอง   ชื่อว่า  อุปปาทิตเหตุ  อย่างหนึ่ง  และเหตุธรรมที่ผู้อื่นได้กระทำมาแล้วชื่อว่า  อุปเสวิตเหตุ อีกอย่างหนึ่ง  หมายความว่า  เหตุธรรมที่ตนได้กระทำมาแล้ว  เช่น ฆ่าสัตว์, ลักทรัพย์  หรือ ให้ทาน,  รักษาศีล  เป็นต้น   เหล่านี้เป็นปัจจัยให้เกิดผลที่สมควรแก่การกระทำนั้นๆ  ด้วยอำนาจปกตูปนิสสยปัจจัย
        สำหรับเหตุธรรมที่ผู้อื่นได้กระทำมาแล้ว  เช่น  เห็นบุคคลบางคนฉ้อโกงแล้วร่ำรวย  คิดว่าดีจึงกระทำเองบ้าง  หรือเห็นผู้อื่นให้ทาน  ตัวเองเกิดศรัทธาจึงให้บ้างดังนี้  เพราะอาศัยกุศลที่ผู้อื่นกระทำเป็นปกตูปนิสสยปัจจัยให้
        อนึ่งรูป ๒๘  ที่จัดเป็นปัจจัยได้นั้น  อรรถกถาอธิบายไว้ว่า  ที่จัดได้นั้นจัดโดย
สุตตันตนัย มิได้จัดโดยอภิธรรมนัย
ป.จ. =         จิต  ๘๙    เจ. ๕๒   รูป ๒๘  ที่เป็นไปในกาลทั้ง ๓  คือ  อดีต  ปัจจุบัน อนาคต  และ
กาลวิมุต  บัญญัติบางอย่างมีอัตถบัญญัติเป็นต้น  หรือ  จิต  ๘๙   เจ. ๕๒  ที่มีกำลังมาก  ที่เกิดก่อนๆ
ป.ย. =        จิต  ๘๙   เจ. ๕๒   ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันกาล  หรือ  จิต  ๘๙  เจ. ๕๒  ที่เกิดหลังๆ
ป.น. =         รูป  ๗  หมวด  มีจิตตชรูปเป็นต้น

        อาจารย์บางท่านให้ความหมายของปกตูปนิสสยปัจจัยไว้ว่า  ธรรมที่เป็นปกติเป็นที่อาศัยที่มีกำลัง  เช่น แสงสว่างเป็นปกตูปนิสสยปัจจัยแก่การเห็น   โดยแยกศัพท์ไว้ดังนี้
        ปกตูปนิสฺสย  =   ปกติ  +  อุปนิสฺสย

 จากคุณ : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม [ 12 ก.พ. 2544 / 00:02:05 น. ]
     [ IP Address : 203.144.192.224 ]


 ความคิดเห็นที่ 40 : (ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม)

อุปนิสสยปัจจัย นี้เป็นปัจจัยที่สำคัญมากที่สุดปัจจัยหนึ่ง  เราเองคงเคยจะได้ยินคำว่า มีอุปนิสัย  คำดังกล่าวก็คือ คำไทยที่ใช้บาลี ซึ่งมาจากอุปนิสสยปัจจัยนั่นเอง เพราะเหตุว่า การที่คนเราสั่งสมอะไรในด้านดี และด้านเสียมาตลอดสังสารวัฏ สภาพธรรมเหล่านี้นี่เอง ที่กลายเป็นอุปนิสัย เช่น บางคนมีจิตใจเอื้อเฟื้อ บางคนเกิดมาก้าวร้าว  บางคนเกิดมามีปัญญา  ฯลฯ

การสั่งสมนี้เองที่เรียกว่า ปกตูปนิสสยปัจจัย ซึ่งเป็นปัจจัยที่กว้างขวางและครอบคลุมที่สุด ถือว่าเป็นมหาปัจจัยเลยทีเดียว เพราะธรรมทั้งหลายจะพ้นไปจากปัจจัยทั้งหลายนั้นหามีไม่ (เว้นนิพพาน) และในด้านปัจจัยทั้งหลาย ปกตูปนิสสยปัจจัยเป็นปัจจัยที่ครอบคลุมที่สุด เพราะคือการสั่งสมที่มีมาอย่างแรงกล้า

นอกจากการสั่งสมแล้ว  ปกตูปนิสสยปัจจัยยังรวมไปถึง อาหารที่รับประทาน สภาพแวดล้อมที่อยู่ รวมถึงบุคคลที่คบหา ล้วนเป็นปัจจัยที่มีกำลังให้เราเกิดทั้งกุศล หรืออกุศลได้อย่างรุนแรง  เช่นในฝ่ายไม่ดี อาหารบางอย่างเมื่อเพียงแค่เห็นก็ทำให้เกิดอกุศลอย่างรุนแรงต่อมา  ตัวอย่างเช่น พระเจ้าโปริสาทที่กินเนื้อมนุษย์ ในสุตโสมชาดก  ท่านต้องก่ออกุศลกรรมมากมาย เพราะเหตุแห่งอาหาร

ในฝ่ายดีเช่นเดียวกัน อาหารของนางสุชาดา เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พระโพธิสัตว์ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า  หรือเรื่องสถานที่ สถานที่ใดบางครั้งไปแล้วอกุศลเกิดมาก เช่น RCA หรือบางที่ไปแล้วเกิดกุศลอย่างแรง เช่น ไปสังเวชนียสถาน ๔ ตำบล หรือในบางครั้งบางสถานที่ เมื่อเจริญสติแล้วรู้สึกปลอดโปร่งโล่งใจ  ไปบางที่กรรมฐานแตกไปเลยก็มี  สถานที่ก็เป็นปัจจัยที่มีกำลังด้วยอำนาจปกตูปนิสสยปัจจัย

หรือแม้แต่อุณหภูมิเช่นเดียวกัน ก็ให้ลองพิจารณานัยเดียวกัน  บางคนอากาศเย็นปฏิบัติได้นิมิตดี  (สมถะ) พออากาศร้อน นิมิตเสื่อม เป็นต้น

ส่วนปัจจัยที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ บุคคล  มีพระพุทธพจน์มากมายที่ทำให้เราทราบถึงความสำคัญของบุคคล เช่น ทรงตรัสว่า "คบคนเช่นไร  ย่อมเป็นเช่นนั้น" หรือ "กัลยาณมิตร เป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์" เป็นต้น

การที่เราอยู่ใกล้บุคคลที่ทรงคุณค่า มีพระพุทธเจ้า และเหล่าพระอริยะทั้งหลาย ล้วนจะทำให้กุศลอย่างแรงเกิดขึ้นได้  เช่นบางคนพบพระพุทธเจ้าแล้ว อยู่ในสรณะ อยู่ในศีล ๕ ศีลอุโบสถ  หรือออกบวชเป็นบรรพชิต ทำให้แจ้งซึ่งโลกุตตรธรรม  หรือบางคนปรารถนา สาวกยาน ปัจเจกโพธิญาณ หรือสัมมาสัมพุทธญาณ ก็ล้วนอาศัยการพบพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นปกตูปนิสสยปัจจัย

ในทางตรงกันข้ามเมื่อคบกับคนพาล หรือคนเห็นผิดก็จะเกิดอกุศลที่ไม่ควรทำได้หลายอย่าง ดังพระเจ้าอชาตศัตรูเป็นต้น บัณฑิตทั้งหลายพึงพิจารณาธรรมเหล่านี้ตามกำลังปัญญาของตนเทอญ

 จากคุณ : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม [ 12 ก.พ. 2544 / 00:18:17 น. ]
     [ IP Address : 203.144.192.224 ]


 ความคิดเห็นที่ 41 : (ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม)

เรียนคุณรูปนามหนึ่ง

        ขออนุโมทนากับการติดตามเรื่องราวในคัมภีร์มหาปัฏฐานนี้ 

         บางครั้งการที่เราไม่สามารถเข้าใจเนื้อหาของพระธรรมของพระบรมศาสดาได้ บางทีก็เกิดจากการที่ผู้รู้ไม่สามารถถ่ายทอด ความรู้ของท่านที่ลึกล้ำให้ตื้นได้ แต่อย่างไรก็แล้วแต่การทำพระธรรมที่ลึกให้ตื้นนั้น ถ้าเข้าใจเพียงแค่ที่ตื้น ก็ยังไม่ใช่พระธรรมที่ลึกอยู่นั่นเอง 

            การที่จะเข้าใจพระธรรมที่ลึกซึ้งได้  นอกจากจะต้องอาศัยการเรียนพระปริยัติธรรมอย่างถูกต้องและเป็นระบบแล้ว  ยังต้องอาศัยการปฏิบัติที่ถูกต้องกับหลักปริยัตินั้นด้วย  และอนุสาสนีปาฏิหาริย์  อันประกอบด้วยเวสารัชชญาณ ๔ ประการ อันไม่มีผู้ใดในโลกนี้ เทวโลก มารโลก พรหมโลก แลหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมเทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย จักต้านได้ ก็จักบังเกิดเป็นปัจจัตตัง กับบุคคลผู้นั้น เหมือนความเค็มของมหาสมุทรที่ปรากฏเฉพาะผู้ลิ้มรสเท่านั้น

   โบราณจารย์ท่านกล่าวไว้ว่า การจะรู้แจ้งในศาสตร์ใดๆ ก็ตามจะได้จากเหตุ ๔ เหตุ คือ
     ๑. จากอาจารย์หนึ่งส่วน
     ๒. จากตัวเองหนึ่งส่วน
     ๓. จากสหธรรมิกหนึ่งส่วน
     ๔. จากการปล่อยให้เวลาผ่านไปหนึ่งส่วน

              ขออนุโมทนากับความเอื้อเฟื้อ และการฟังธรรมโดยเคารพของคุณรูปนามหนึ่ง ผู้เขียนเปรียบเหมือนเด็กจัณฑาลที่อ่านพระราชสาส์นของพระราชาให้ผู้อื่นฟัง  หาได้มีส่วนเป็นเจ้าของในสาส์นธรรมนั้นแต่ใดไม่

 จากคุณ : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม [ 12 ก.พ. 2544 / 00:30:08 น. ]
     [ IP Address : 203.144.192.224 ]


 ความคิดเห็นที่ 42 : (yoyo)


lkT6 .o gonhv8;k, i;,myh' 8evTb[kpmyh's]kp8iy[

 จากคุณ : yoyo [ 12 ก.พ. 2544 / 07:56:48 น. ]
     [ IP Address : 203.144.192.210 ]


 ความคิดเห็นที่ 43 : (yoyo)


    สาธุ ในเนื้อความและคำอธิบายทั้งหลายครับ   

 จากคุณ : yoyo [ 12 ก.พ. 2544 / 07:57:38 น. ]
     [ IP Address : 203.144.192.210 ]


 ความคิดเห็นที่ 44 : (ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม)

๑๐.  ปุเรชาตปัจจัย


พระบาลีนิทเทส
        ๑. จกฺขายตนํ จกฺขุวิญฺ าณธาตุยา ตํสมฺปยุตฺตกานญฺจ ธมฺมานํ ปุเรชาตปจฺจเยน ปจฺจโย  ฯ


                จักขุวัตถุ         -------        จักขุวิญญาณจิต  ๒ + ๗
       
๒. โสตายตนํ  โสตวิญฺ าณธาตุยา ตํสมฺปยุตฺตกานญฺจ ธมฺมานํ ปุเรชาตปจฺจเยน
ปจฺจโย  ฯ


                โสตวัตถุ   ----------        โสตวิญญาณจิต  ๒ + ๗
       

๓. ฆานายตนํ ฆานวิญฺ าณธาตุยา ตํสมฺปยุตฺตกานญฺจ ธมฺมานํ ปุเรชาตปจฺจเยน
ปจฺจโย  ฯ


                ฆานวัตถุ         -------        ฆานวิญญาณจิต ๒ + ๗
       
๔.ชิวฺหายตนํ ชิวฺหาวิญฺ าณธาตุยา ตํสมฺปยุตฺตกานญฺจ ธมฺมานํ ปุเรชาตปจฺจเยน
ปจฺจโย  ฯ


                ชิวหาวัตถุ        --------        ชิวหาวิญญาณจิต ๒ + ๗
       
๕. กายายตนํ กายวิญฺ าณธาตุยา ตํสมฺปยุตฺตกานญฺจ ธมฺมานํ  ปุเรชาตปจฺจเยน
ปจฺจโย  ฯ


                กายวัตถุ          --------        กายวิญญาณจิต  ๒ + ๗
       
๖.  รูปายตนํ จกฺขุวิญฺ าณธาตุยา  ตํสมฺปยุตฺตกานญฺจ  ธมฺมานํ  ปุเรชาตปจฺจเยน
ปจฺจโย  ฯ


                รูปารมณ์  -------------  จักขุวิญญาณจิต  ๒ + ๗
       
๗. สทฺทายตนํ โสตวิญฺ าณธาตุยา ตํสมฺปยุตฺตกานญฺจ  ธมฺมานํ ปุเรชาตปจฺจเยน
ปจฺจโย  ฯ


                สัททารมณ์        -------        โสตวิญญาณจิต  ๒ + ๗
       
๘. คนฺธายตนํ ฆานวิญฺ าณธาตุยา ตํสมฺปยุตฺตกานญฺจ ธมฺมานํ ปุเรชาตปจฺจเยน
ปจฺจโย  ฯ


                คันธารมณ์        ---------        ฆานวิญญาณจิต ๒ + ๗
       
๙.รสายตนํ  ชิวฺหาวิญฺ าณธาตุยา ตํสมฺปยุตฺตกานญฺจ  ธมฺมานํ ปุเรชาตปจฺจเยน
ปจฺจโย  ฯ


                รสารมณ์ -----------        ชิวหาวิญญาณจิต ๒ + ๗
       
๑๐. โผฏฺ พฺพายตนํ  กายวิญฺ าณธาตุยา  ตํสมฺปยุตฺตกานญฺจ  ธมฺมานํ  ปุเรชาต
ปจฺจเยน ปจฺจโย  ฯ


                โผฏฐัพพารมณ์                 ---------         กายวิญญาณจิต  ๒ + ๗

๑๑.  รูปายตนํ  สทฺทายตนํ   คนฺธายตนํ   รสายตนํ   โผฏฺ พฺพายตนํ   มโนธาตุยา
ตํสมฺปยุตฺตกานญฺจ  ธมฺมานํ ปุเรชาตปจฺจเยน ปจฺจโย  ฯ


                ปัญจารมณ์          -----------        มโนธาตุ  ๓ + ๑๐
       
๑๒.  ยํ   รูปํ  นิสฺสาย  มโนธาตุ  จ  มโนวิญฺ าณธาตุ  จ  วตฺตนฺติ  ตํ  รูปํ 
มโนธาตุยา    ตํสมฺปยุตฺตกานญฺจ  ธมฺมานํ ปุเรชาตปจฺจเยน ปจฺจโย  ฯ


                หทัยวัตถุ         -----------        มโนธาตุ  ๓ + ๑๐
       
๑๓.  ตํ  รูปํ  มโนวิญฺ าณธาตุยา  ตํสมฺปยุตฺตกานญฺจ  ธมฺมานํ  กญฺจิ  กาลํ 
ปุเรชาตปจฺจเยน ปจฺจโย  ฯ   กญฺจิ  กาลํ  นปุเรชาตปจฺจเยน  ปจฺจโย  ฯ


                ในปวัตติกาล   หทัยวัตถุ          -------        มโนวิญญาณธาตุ  ๗๒ + ๕๒  ได้
                ในปฏิสนธิกาล หทัยวัตถุ ----------- ปฏิสนธิจิต  ๑๕ + ๓๕  ไม่ได้
(จากพระไตรปิฎกบาลีฉบับสยามรัฐ ข้อ  ๑๑  หน้า  ๘ - ๙)

วจนัตถะ : -
        ปุเรชายิตฺถาติ      ปุเรชาโต  สภาวธรรมที่เกิดก่อนปัจจยุปบันนธรรม  ชื่อว่า
ปุเรชาตะ
        ปุเรชาโต  จ  โส  ปจฺจโย  จาติ     ปุเรชาตปจฺจโย    ธรรมที่เกิดก่อนนั้นด้วย  เป็นปัจจัยด้วย  ชื่อว่า  ปุเรชาตปัจจัย


        หมายความว่า  ปัจจัยธรรมนั้นเกิดก่อนและยังไม่ดับไป  คือยังอยู่ในฐีติขณะนั่นเอง แล้วช่วยอุดหนุนให้ปัจจยุปบันนธรรมเกิดขึ้น  ปัจจัยธรรมในความหมายของปุเรชาตปัจจัยนี้ได้แก่  รูปธรรมที่เกิดก่อนและตั้งอยู่เป็นฐีติปัตตะ  เป็นปัจจัยธรรมให้เกิดนามธรรม  คือ จิตและเจตสิก
        ปุเรชาตปัจจัยนี้ตามบาลีพระไตรปิฎกแสดงไว้  ๒  อย่างคือ  วัตถุปุเรชาตปัจจัย  และ อารัมมณปุเรชาตปัจจัย 
        บาลีนิทเทส  ข้อ  ๑ - ๕   และ  ๑๒ - ๑๓   แสดงวัตถุปุเรชาตปัจจัย
        บาลีนิทเทส  ข้อ  ๖ - ๑๑   แสดงอารัมมณปุเรชาตปัจจัย
        ส่วนอรรถกถาแสดงไว้  ๓  อย่าง   โดยยกหทัยวัตถุรูปในมรณาสันนกาลขึ้นมาแสดงเป็นพิเศษ  ในฐานะที่เป็นทั้งอารมณ์,  วัตถุ, เกิดก่อน  และเป็นที่อาศัยเกิดของจิตและเจตสิกในมรณาสันนวิถีด้วย   หทัยวัตถุรูปที่ยกมาแสดงเป็นพิเศษนี้  มีชื่อว่า  วัตถารัมมณปุเรชาตปัจจัยจัดเป็นอย่างที่  ๓  เพิ่มขึ้นมาจากพระบาลี    ความเป็นไปของวัตถารัมมณปุเรชาตปัจจัย  และ  วัตถุปุเรชาตปัจจัยนั้น เหมือนกับวัตถารัมมณปุเรชาตนิสสยปัจจัย  และวัตถุปุเรชาตนิสสยปัจจัยทุกประการ  จึงไม่แสดงซ้ำอีก  จะแสดงแต่อารัมมณปุเรชาต-ปัจจัยเท่านั้น

 จากคุณ : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม [ 20 ก.พ. 2544 / 18:48:51 น. ]
     [ IP Address : 202.22.36.120 ]


 ความคิดเห็นที่ 45 : (ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม)

ในวัตถุปุเรชาตปัจจัยนี้แบ่งได้เป็น ๓ ประเภท คือ

วัตถุปุเรชาตปัจจัย
ป.จ.  = วัตถุรูป ๖  ที่เกิดก่อนและยังตั้งอยู่
ป.ย.  =        จิต ๘๕  (เว้นอรูปวิ ๔)   เจ. ๕๒  ที่เกิดในปัญจโวการภูมิ
ป.น.  = จิต ๔๖  เจ. ๔๖  ที่เกิดในอรูปภูมิ

วัตถารัมมณปุเรชาตปัจจัย

ป.จ.  = มรณาสันนหทัยวัตถุรูป ๑
ป.ย.  =        จิต ๔๓  เจ. ๔๔ ที่เกิดในมรณาสันนวิถี
ป.น.  = จิต ๘๙  เจ. ๕๒  ที่ไม่ได้เกิดในมรณาสันนวิถี  และรูป   ๗  หมวด

อารัมมณปุเรชาตปัจจัย
ป.จ.  = ปัจจุบันนิปผันรูป ๑๘ ที่เกิดก่อน
ป.ย.  = กามจิต ๕๔ อภิญญาจิต ๒  เจ. ๕๐ (เว้นอัปปมัญญา)
ป.น.  = จิต ๗๖ (เว้นทวิ.๑๐, มโนธาตุ ๓)  เจ. ๕๒  และรูป  ๗  หมวด

ถ้าท่านผู้ใดต้องการให้อธิบายเพิ่มกรุณาแจ้ง แต่ถ้ามององค์ธรรมแล้วเข้าใจแล้วก็คงไม่ต้องอธิบาย

 จากคุณ : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม [ 20 ก.พ. 2544 / 18:51:16 น. ]
     [ IP Address : 202.22.36.120 ]


 ความคิดเห็นที่ 46 : (ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม)

๑๑.  ปัจฉาชาตปัจจัย

พระบาลีนิทเทส : -
ปจฺฉาชาตา จิตฺตเจตสิกา  ธมฺมา ปุเรชาตสฺส  อิมสฺส  กายสฺส ปจฺฉาชาตปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ       

ธรรมทั้งหลาย  คือ  จิตและเจตสิกที่เกิดในภายหลังเป็นปัจจัยแก่กายนี้ที่เกิดก่อน  ด้วยอำนาจปัจฉาชาตปัจจัย
ป.จ.  จิต  ๘๕  เจ. ๕๒  (เว้นอรูปวิ. ๔  และปฏิสนธิจิตทั้งหมด)  ที่เกิดหลังๆ ในปัญจโวการภูมิ
ป.ย.  ฐีติขณะของจตุสมุฏฐานิกรูป  คือ ฐีติขณะของรูปที่เกิดจากสมุฏฐานทั้ง ๔ มีกัมมสมุฏฐาน   
         เป็นต้นที่เกิดก่อน
ป.น.  จิต  ๘๙  เจ. ๕๒  ทั้งในปฏิสนธิกาลและปวัตติกาล  อุปปาทักขณะของรูป ๕  หมวด  คือ
จิตตชรูป,  ปฏิสนธิกัมมชรูป,  อาหารชรูป,  อุตุชรูป, ปวัตติกัมมชรูป  พาหิรรูป  และ
อสัญญสัตตกัมมชรูป

วจนัตถะ : -
        ปจฺฉา  ชายตีติ  = ปจฺฉาชาโต   ธรรมที่เกิดภายหลังปัจจยุปบันนธรรม  ชื่อว่า
ปัจฉาชาตะ
        ปจฺฉาชาโต  จ  โส  ปจฺจโย  จาติ  = ปจฺฉาชาตปจฺจโย ธรรมที่เกิดทีหลังปัจจยุปบันนธรรมแล้วเป็นผู้อุปการะแก่ธรรมที่เกิดก่อน ชื่อว่า  ปัจฉาชาตปัจจัย


        ธรรมที่เป็นปัจจัยในปัจฉาชาตปัจจัยนี้    ได้แก่นามธรรมที่เกิดหลังๆ ในปัญจโวการภูมิ  ช่วยอุดหนุนแก่รูปธรรมที่เกิดก่อนให้ตั้งอยู่ได้จนครบอายุของรูป ธรรมดาอายุของรูปเท่ากับอายุของจิต ๑๗  ขณะใหญ่  หมายความว่า  จิตเกิดขึ้นและดับไป ๑๗ ดวง  รูปจึงจะดับไปครั้งหนึ่ง  การที่รูปสามารถจะตั้งอยู่ได้  จนครบ ๑๗ ขณะจิตใหญ่    โดยไม่ดับไปเสียก่อนกำหนด ก็เพราะ อาศัยนามคือจิตและเจตสิก ที่เกิดหลังๆ ช่วยอุปถัมภ์ไว้นั่นเอง
       
คำว่า  “ปุเรชาตสฺส  อิมสฺส  กายสฺส”   นี้หมายเอารูปที่กำลังตั้งอยู่เป็นฐีติปัตตะเท่านั้น มิได้หมายเอาอุปปาทะขณะของรูป  เพราะจิตและเจตสิกที่เกิดภายหลังอันเป็นปัจฉาชาตปัจจัยนั้น มีหน้าที่อุปการะเฉพาะรูปที่กำลังตั้งอยู่เท่านั้น ไม่มีหน้าที่ช่วยอุปการะรูปที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ทั้งการที่รูปจะเกิดขึ้นก็ต้องเกิดขึ้นด้วยอำนาจของ  กรรม หรือของจิต  ของอุตุ  ของอาหาร อย่างใดอย่างหนึ่ง  มิได้เกิดขึ้นด้วยอำนาจของจิตและเจตสิกที่เกิดขึ้นภายหลัง  จิตและเจตสิกที่เกิดภายหลังเป็นแต่เพียงช่วยอุปการะรูปที่เกิดก่อนให้ตั้งอยู่ได้จนครบอายุของรูปเท่านั้น  อนึ่งนามที่จะเป็นปัจฉาชาตปัจจัยได้นั้น  ก็เป็นได้เฉพาะอุปปาทะขณะและฐีติขณะเท่านั้น


        ปรมัตถทีปนีมหาฎีกา  ท่านอุปมาไว้ว่า  ต้นไม้ที่ปลูกไว้แล้วจะตั้งอยู่และเจริญขึ้นได้นั้น ก็โดยอาศัยน้ำฝนที่ตกมาภายหลังฉันใด  รูปธรรมที่เกิดก่อนก็จำต้องอาศัยนามธรรมที่เกิดทีหลังช่วยอุปถัมภ์ฉันนั้น
        ในปัจฉาชาตปัจจัยนี้  ยกเว้นบุคคล  ๒  จำพวกคือ
        ๑.  อสัญญสัตตพรหม  รูปของอสัญญสัตตพรหมที่ตั้งอยู่ตลอด ๕๐๐ กัปป์นั้น ไม่ได้อาศัยจิตที่เกิดภายหลัง  เพราะไม่มีจิต  แต่ตั้งอยู่ได้เพราะอาศัยอำนาจของรูปาวจรปัญจมฌานกุศลเจตนาที่เกิดด้วยอำนาจของสัญญาวิราคะภาวนาในอดีตชาติ
        ๒.  พระอรหันต์และพระอนาคามีบุคคลขณะเข้านิโรธสมาบัติ  ขณะนั้นจิต เจตสิกและจิตตชรูปดับหมด  เหลือแต่กัมมชรูป, อุตุชรูป และอาหารชรูปเท่านั้นที่เกิดอยู่  รูปที่เหลืออยู่นี้ตั้งอยู่ได้โดยอาศัยอำนาจของสมาบัติ ๘ และอำนาจของอรหัตตมัค และอนาคามิมัคที่ตนได้แล้ว  ต่อเมื่อใดออกจากนิโรธสมาบัติแล้ว  จิตที่เกิดขึ้นมีผลจิตเป็นต้น  จึงทำหน้าที่เป็นปัจฉาชาตปัจจัยต่อไป

 จากคุณ : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม [ 20 ก.พ. 2544 / 18:52:00 น. ]
     [ IP Address : 202.22.36.120 ]


 ความคิดเห็นที่ 47 : (sippa)

ขอทราบคำอธิบายเพิ่มเติมในวัตถารัมมณปุเรชาตปัจจัยด้วยค่ะ

ป.จ.  = มรณาสันนหทัยวัตถุรูป ๑
ป.ย.  =        จิต ๔๓  เจ. ๔๔ ที่เกิดในมรณาสันนวิถี
ป.น.  = จิต ๘๙  เจ. ๕๒  ที่ไม่ได้เกิดในมรณาสันนวิถี  และรูป   ๗  หมวด

ดูองค์ธรรมเฉยๆแล้วไม่เข้าใจ
ช่วยแสดงความสัมพันธ์ขององค์ธรรมดังกล่าวให้ด้วยค่ะ
ขอบคุณค่ะ

 จากคุณ : sippa [ 21 ก.พ. 2544 / 01:18:57 น. ]
     [ IP Address : 203.155.230.234, 203.155.35.95 ]


 ความคิดเห็นที่ 48 : (ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม)

คุณ sippa

วัตถารัมมณปุเรชาตปัจจัย ก็คือ หทยวัตถุในเวลาใกล้ตายนั้น สามารถเป็นอารมณ์ให้แก่จิต และเจตสิกได้ตามสมควร  ซึ่งจิตที่จะมีหทยวัตถุเป็นอารมณ์ได้ต้องเป็นจิตที่มีกามธรรมเป็นอารมณ์ คือจิต ๔๓ คือ มโนทวาราวัชชนะ ๑  กามชวนะ ๒๙  ตทารัมมณจิต ๑๑ อภิญญาจิต ๒

ส่วนเจตสิก ๔๔ เว้น อิสสา มัจฉริย กุกกุกจะ วิรตี ๓ และอัปปมัญญา ๒

วัตถารัมมณปุเรชาตปัจจัยคล้ายกับวัตถารัมมณปุเรชาตนิสสยปัจจัย คือ เป็นอารมณ์ด้วย เป็นที่อาศัยด้วย และเกิดก่อนด้วย หทยวัตถุที่เกิดพร้อมกับอุปาทะขณะของจิตดวงที่ ๑๗  นับถอยหลังจากจุติจิตนั้นเป็นรูปเดียวเท่านั้นที่จะเป็นปัจจัยได้ 

เพราะต่อแต่นั้นกัมมชรูปไม่เกิดอีก จึงมีแต่หทยวัตถุนี้รูปเดียวเท่านั้นที่สามารถเป็นวัตถุที่เกิดก่อน เป็นที่อาศัยเกิดของจิตและเจตสิกในมรณาสันนวิถี รวมทั้งยังเป็นอารมณ์ให้แก่จิตและเจตสิกเหล่านี้ได้ด้วย  ปัจจัยนี้จึงเป็นอารัมมณชาติ

ดังนั้นแม้ก่อนตายบางครั้งก็สามารถมีหทยวัตถุเป็นอารมณ์ได้ เพราะเป็นอารมณ์ที่ชัดในบางบุคคล แต่อารมณ์เหล่านี้ก็เกิดจากปัจจัย หาเกิดแต่การบังคับแต่ใดไม่

 จากคุณ : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม [ 24 ก.พ. 2544 / 01:13:16 น. ]
     [ IP Address : 203.144.192.136 ]


 ความคิดเห็นที่ 49 : (sippa)

ขอบคุณคุณผู้ไม่ประสงค์ออกนามมากค่ะที่ช่วยตอบให้
ยังสงสัยต่ออีกค่ะ
1. สรุปว่าหทยวัตถุในเวลาใกล้จะตายเท่านั้นสามารถเป็นวัตถารัมมณปุเรชาตปัจจัยได้
วัตถุรูปอื่นๆ หรือ หทยวัตถุในเวลาอื่นไม่สามารถเป็นปัจจัยนี้ได้ ? เพราะเหตุใดคะ
2. "จิตที่จะมีหทยวัตถุเป็นอารมณ์ได้ต้องเป็นจิตที่มีกามธรรมเป็นอารมณ์ คือจิต ๔๓ คือ มโนทวาราวัชชนะ ๑  กามชวนะ ๒๙  ตทารัมมณจิต ๑๑ อภิญญาจิต ๒ "
แต่ไม่ได้หมายความว่าจิตเหล่านี้จะต้องมีหทยวัตถุเป็นอารมณ์ในเวลาใกล้จะตายเสมอไปใช่ไหมคะ

ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับคำตอบครั้งต่อไปนะคะ


 จากคุณ : sippa [ 24 ก.พ. 2544 / 23:29:43 น. ]
     [ IP Address : 203.155.233.143, 203.155.35.95 ]


 ความคิดเห็นที่ 50 : (ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม)

คุณ sippa

จากการสอบถามครูบาอาจารย์แล้ว ท่านกล่าวว่า หทยวัตถุในปวัตติกาลนั้นเป็นปุเรชาตปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย เป็นอารมณ์ปัจจัยได้ แต่ไม่สามารถเป็นได้พร้อมกัน เพราะในปวัตติกาลนั้น หทยวัตถุเกิดตลอดทุกอนุขณะของจิต จึงไม่สามารถกำหนดชัดเจนได้ว่าเป็นหทยวัตถุอันไหนที่เป็นปัจจัย

ส่วนในทางกลับกันในเวลามรณาสันนกาล หทยวัตถุไม่เกิดเพิ่มแล้วในวิถีสุดท้าย หทยวัตถุที่เกิดก่อนจุติจิต ๑๗ ขณะจิต จึงเป็นวัตถารัมมณปุเรชาตนิสสยปัจจัย

ส่วนจิต ๔๓ ดวงนั้น ไม่จำเป็นต้องมีหทยวัตถุเป็นอารมณ์ อาจจะมีกรรมอารมณ์ กรรมนิมิตอารมณ์ หรือคตินิมิตอารมณ์ได้ตามสมควร

 จากคุณ : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม [ 26 ก.พ. 2544 / 01:01:51 น. ]
     [ IP Address : 203.144.192.115 ]


 ความคิดเห็นที่ 51 : (ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม)

๑๒.  อาเสวนปัจจัย
พระบาลีนิทเทส : -
        ๑. ปุริมา   ปุริมา   กุสฺลา   ธมฺมา   ปจฺฉิมานํ   ปจฺฉิมานํ   กุสลานํ  ธมฺมานํ 
อาเสวนปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ

                โลกียกุ. ๑๗ + ๓๘ ที่เกิดก่อนๆ         ---------             กุ. ๒๑ + ๓๘ ที่เกิดหลังๆ
        ๒. ปุริมา  ปุริมา  อกุสฺลา  ธมฺมา  ปจฺฉิมานํ  ปจฺฉิมานํ  อกุสลานํ  ธมฺมานํ 
อาเสวนปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ

                อกุ. ๑๒ + ๒๗ ที่เกิดก่อนๆ (เว้นอันติมะชวนะ คือชวนะดวงสุดท้าย) -----
อกุ. ๑๒ + ๒๗  ที่เกิดหลังๆ (เว้นปฐมชวนะ   คือชวนะดวงต้น)
๓. ปุริมา  ปุริมา  กิริยาพฺยากตา  ธมฺมา  ปจฺฉิมานํ  ปจฺฉิมานํ  กิริยาพฺยากตานํ    ธมฺมานํ   อาเสวนปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ
                กิ.ชวนะ ๑๘ + ๓๕  ที่เกิดก่อนๆ (เว้นอันติมะชวนะ)-------          กิ.ชวนะ ๑๘ + ๓๕ที่เกิดหลังๆ (เว้นปฐมชวนะ)
(จากพระไตรปิฎกบาลีฉบับสยามรัฐ ข้อ ๑๓ หน้า ๙)
ป.จ. = โลกียชวนะ ๔๗  เจ. ๕๒  ที่เกิดก่อนๆ  (เว้นอันติมะชวนะ)
ป.ย. = ชวนะจิต ๕๑  (เว้นผลจิต ๔)  เจ. ๕๒  (เว้นกามปฐมชวนะ ๒๙) ที่เกิดหลังๆ
ป.น. = กามปฐมชวนะ ๒๙, อาวัชชนะจิต ๒, วิปากจิต ๓๖  เจ. ๕๒  และรูป  ๗  หมวด
        คำว่า อาเสวนะ แปลว่า เสพบ่อยๆ  คือเสพอารมณ์บ่อยๆ  ธรรมที่ทำหน้าที่เสพอารมณ์บ่อยๆ นี้ได้แก่ ชวนะจิตนั่นเอง  อนึ่งชวนะจิตที่จะทำหน้าที่อาเสวนปัจจัยได้นั้น ต้องประกอบด้วยลักษณะ ๓ ประการคือ
        ๑. ต้องเป็นชวนะจิตที่มีชาติเดียวกัน (เกิดในวิถีเดียวกัน)
        ๒. ต้องเกิดซ้ำกันอย่างน้อย ๔ - ๕ ครั้ง
        ๓. ไม่ใช่วิบากจิต
        ชวนะจิตที่ประกอบด้วยลักษณะ ๓ ประการนี้ แม้จะต่างภูมิต่างอารมณ์กันก็เป็นอาเสวนปัจจัยได้  ดังที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้  ในบาลีอนุวาทว่า “อนุโลมํ  โคตรภุสฺส, อนุโลมํ  โวทานสฺส,  โคตฺรภู มคฺคสฺส,  โวทานํ  มคฺคสฺส  อาเสวนปจฺจเยน ปจฺจโย”  มีความหมายว่า  อนุโลมเป็นอาเสวนปัจจัยแก่โคตรภู หรือโวทาน  โคตรภูเป็นปัจจัยแก่มัค  โวทานเป็นปัจจัยแก่มัค  ความเป็นไปนี้เกิดในมัควิถีกล่าวคือ  อนุโลมนั้นเป็นจิตชั้นกามภูมิ   มีสังขารธรรมเป็นอารมณ์สามารถจะเป็นอาเสวนปัจจัยให้แก่โคตรภูหรือโวทานซึ่งเป็นจิตชั้นกามภูมิด้วยกัน แต่มีนิพพานเป็นอารมณ์ได้ และโคตรภูหรือโวทาน  ก็เป็นอาเสวนปัจจัยให้แก่มัคจิต  ซึ่งเป็นจิตชั้นโลกุตตรภูมิ  มีนิพพานเป็นอารมณ์ได้  อนุโลมและโคตรภูหรือโวทานนั้นเป็นกุศลชาติ  เป็นจิตชั้นกามภูมิเหมือนกัน  แต่อารมณ์ต่างกัน ส่วนโคตรภูหรือโวทานกับมัคจิตนั้นเป็นกุศลชาติเหมือนกัน  แต่ต่างภูมิกัน คือโคตรภูหรือโวทานเป็นจิตชั้นกามภูมิ  มัคจิตเป็นจิตชั้นโลกุตตรภูมิ  แต่จิต ๒ ชนิดนี้  มีอารมณ์อย่างเดียวกัน คือ นิพพาน
วจนัตถะ : -
        อาปุนปฺปุนํ  เสวนํ = อาเสวนํ  การเสพ  (อารมณ์) บ่อยๆ  ชื่อว่า  อาเสวนะ
        อาเสวติ  ปุนปฺปุนํ  ปวตฺตตีติ  = อาเสวนํ  จิต (ชนิดเดียวกัน)  ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ กันบ่อยครั้งชื่อว่า อาเสวนะ
        อาเสวนํ  จ  ตํ  ปจฺจยํ  จาติ = อาเสวนปจฺจยํ  การเสพ (อารมณ์)  บ่อยๆ นั้นเป็นปัจจัยชื่อว่า อาเสวนปัจจัย

 จากคุณ : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม [ 26 ก.พ. 2544 / 01:02:29 น. ]
     [ IP Address : 203.144.192.115 ]


 ความคิดเห็นที่ 52 : (ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม)

อาเสวนปัจจัยนี้เป็นปัจจัยที่สำคัญ ถ้าพูดภาษาชาวบ้าน ก็คือการเสพคุ้นบ่อยๆ นั่นเอง

บางคนชอบกุศลก็เสพกุศลบ่อยๆ ด้วยความชำนาญ ก็ด้วยอำนาจอาเสวนปัจจัย เช่นชอบทำทาน จิตก็มักจะนึกถึงทานได้อย่างชำนาญและรวดเร็วก็ด้วยอำนาจความเสพคุ้น  หรือบางคนเจริญสติปัฏฐานด้วยความเสพคุ้น ก็จะทำให้ชวนะสามารถเกิดมหากุศลญาณสัมปยุตต์ที่มีรูปนามเป็นอารมณ์ได้เร็ว และจะไม่ทอดทิ้งพระกรรมฐาน

ในทางตรงกันข้าม ผู้ใดมีอาเสวนปัจจัยในฝ่ายอกุศลก็มักจะเสพคุ้นกับบาป เช่นคนชอบดื่มเหล้าในเวลากลางคืน พอตกดึกก็ต้องไปดื่มด้วยความเคยชิน หรือคนชอบดูหนัง ดูละคร พอถึงเวลาก็ต้องไปเสพคุ้น ด้วยอำนาจอาเสวนปัจจัยนั่นเอง ธรรมเหล่านี้ล้วนเกิดจากเหตุและปัจจัยทั้งสิ้น

ดังนั้นพระพุทธองค์จึงทรงตรัสให้ภิกษุทั้งหลายพึงเสพธรรมที่ควรเสพ และไม่เสพธรรมที่ไม่ควรเสพ เพราะเหตุว่าธรรมที่ควรเสพเมื่อเสพดีแล้วย่อมพ้นทุกข์ แต่ธรรมที่ไม่พึงเสพ เมื่อเสพแล้วย่อมเป็นทุกข์ เพราะอำนาจของอาเสวนปัจจัยนี้เอง

ธรรมเหล่านี้ยิ่งเสพมากยิ่งมีกำลังมาก ดังเช่นคนสูบบุหรี่ครั้งแรกก็ไม่เท่าไหร่ แต่เมื่อเสพมากเข้าก็ยิ่งติด และยิ่งสูบมากขึ้น จนสุดท้ายก็เลิกไม่ได้ และเป็นอันตรายต่อชีวิตตนเองและผู้อื่นในที่สุด

ดังนั้นสาธุชนทั้งหลายพึงเสพธรรมที่ควรเสพมีกุศลธรรมทั้งหลายมีอโลภะเป็นต้น และกัลยาณมิตร และพึงหลีกเว้นจากธรรมที่ไม่ควรเสพ มีความเกียจคร้าน เป็นต้น และปาปมิตร  เพื่อความเจริญในธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่อไป

 จากคุณ : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม [ 26 ก.พ. 2544 / 01:12:04 น. ]
     [ IP Address : 203.144.192.115 ]


 ความคิดเห็นที่ 53 : (ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม)

๑๓.  กัมมปัจจัย
พระบาลีนิทเทส : -
        กุสลากุสลํ  กมฺมํ  วิปากานํ  ขนฺธานํ  กฏตฺตา  จ รูปานํ  กมฺมปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ
เจตนาสมฺปยุตฺตกานํ  ธมฺมานํ   ตํสมุฏฺ านานญฺจ  รูปานํ   กมฺมปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ

        กุศลและอกุศลกรรม เป็นปัจจัยแก่วิบากขันธ์ทั้งหลาย และกฏัตตารูปทั้งหลายด้วยอำนาจกัมมปัจจัยฯ เจตนาเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตธรรมและแก่รูปทั้งหลาย ที่มีเจตนาและธรรมที่ประกอบกับเจตนานั้นเป็นสมุฏฐาน  ด้วยอำนาจของกัมมปัจจัย  คือ
                เจตนา ๓๓  ที่ในกุ. ๒๑  อกุ. ๑๒ -------           วิ. ๓๖ + ๓๘  กํ. ๒๐
                เจตนา ๘๙  ที่ในจิต  ๘๙   --------- จิต ๘๙ เจ. ๕๑ (เว้นเจตนา)จิ.๑๗ ป.กํ. ๒๐
วจนัตถะ : -
        กรณํ = กมฺมํ   การกระทำ  เรียกว่า   กรรม
        กโรติ  ปฏิสงฺขโรตีติ = กมฺมํ  ธรรมที่จัดแจงหรือปรุงแต่งซึ่งปัจจยุปบันนธรรม ชื่อว่า กรรม
        กมฺมญฺจ  ตํ  ปจฺจยํ   จาติ =   กมฺมปจฺจยํ  ธรรมที่จัดแจงหรือปรุงแต่งซึ่งปัจจยุปบันน-ธรรมนั่นแหละเป็นปัจจัย  ชื่อว่ากัมมปัจจัย


คำว่า “กรรม”  ในกัมมปัจจัยนี้ ได้แก่ เจตนาเจตสิก นั่นเอง  กัมมปัจจัยนี้จำแนกออกได้เป็น ๒ อย่างคือ นานักขณิกกัมมปัจจัย และสหชาตกัมมปัจจัย  พระบาลีตอนแรกแสดงนานักขณิกกัมมปัจจัย  ส่วนพระบาลีตอนหลังแสดงสหชาตกัมมปัจจัย

        ส่วนอรรถกถานั้น  จำแนกกัมมปัจจัยไว้  ๓  อย่าง คือ  นานักขณิกกัมมปัจจัย อนันตรกัมมปัจจัย  และสหชาตกัมมปัจจัย  กล่าวคือ ในเจตนา ๓๓ ที่ใน กุ. ๒๑   อกุ.๑๒ ที่ดับไปแล้วนั้น  แบ่งเป็นโลกียเจตนา  และโลกุตตรเจตนา  โลกียเจตนาเป็นนานักขณิกกัมมปัจจัยอย่างเดียวคือ เจตนา ๒๙  ที่ในโลกียกุ.๑๗  อกุ.๑๒  เป็นปัจจัยแก่ โลกียวิ. ๓๒ + ๓๕ กํ. ๒๐ ด้วยอำนาจของนานักขณิกกัมมปัจจัยและเป็นปัจจัยแก่โลกียวิ. ๓๒ + ๓๕  ด้วยอำนาจของนานักขณิกกัมม  และปกตูปนิสสยปัจจัย   โลกุตตรเจตนาเป็นทั้ง  นานักขณิกกัมมปัจจัย และ
อนันตรกัมมปัจจัย  โดยมีข้อแตกต่างกันดังนี้คือ

        เจตนาในมัคจิต ๔ ที่ดับไปแล้วเป็นปัจจัยแก่ ผลจิต ๔ + ๓๖ โดยเฉพาะมัคของตนๆ ที่เกิดต่อใน มัควิถี  โดยไม่มีระหว่างคั่น ด้วยอำนาจ อนันตรกัมมปัจจัย  โดยมีปัจจัยเข้าร่วมด้วย ๕ ปัจจัยคือ  อนันตร  สมนันตร  อนันตรูปนิสสย  นัตถิ  วิคต

        ส่วนเจตนาในมัคจิต ๔ ที่ดับไปแล้วเป็นปัจจัยแก่ ผลจิต ๔ + ๓๖ โดยเฉพาะมัคของตนๆ ในสมาบัติวิถี  ด้วยอำนาจ  นานักขณิกกัมมปัจจัย  โดยมีปัจจัยเข้าร่วมด้วยปัจจัยเดียว คือ ปกตูปนิสสยปัจจัย  ดังพระบาลีที่แสดงไว้ว่า มคฺโค  ผลสมาปตฺติยา
        ในที่นี้จะแสดงกัมมปัจจัย  ๓  อย่าง ตามนัยแห่งอรรถกถา
สหชาตกัมมปัจจัย
วจนัตถะ : -
        กายงฺควาจงฺคจิตฺตงฺคาภิสงฺขรณภูเตน จิตฺตปฺปโยคสงฺขาเตน  กิริยาภาเวน 
ปจฺจโย  อุปการโกติ = กมฺมปจฺจโย
ธรรมที่ช่วยอุดหนุนโดยเป็นภาวะแห่งการกระทำอัน
นับเนื่องในจิตตปโยคะ คือเป็นธรรมที่ช่วยปรุงแต่งซึ่งอาการแห่งกาย แห่งวาจาและจิต 
ชื่อว่า  กัมมปัจจัย
        เจตนาเจตสิก  ที่จัดเป็นกรรมในสหชาตกัมมปัจจัยนี้  เกิดพร้อมกับปัจจยุปบันน
ทำหน้าที่ปรุงแต่งสัมปยุตตธรรมที่เกิดร่วมกับตนให้สำเร็จกิจตามความประสงค์ของตน  คือ
ทำ สํวิธานกิจฺจ นั่นเอง  ด้วยเหตุนี้เจตนาเจตสิกที่เกิดพร้อมกับจิตทั้ง ๘๙  ดวงจึงจัดเป็น
สหชาตกัมมปัจจัยทั้งสิ้น
ป.จ. = เจตนาในจิต  ๘๙
ป.ย. = จิต ๘๙  เจ. ๕๑ (เว้นเจตนา)  จิ. ๑๗ ป.กํ. ๒๐
ป.น. = เจตนาเจ. และรูป ๕ หมวดที่เหลือมีพาหิรรูปเป็นต้น
        ธรรมในสหชาตกัมมปัจจัยนี้  เมื่อจำแนกตามปัญหาวาระแล้วได้  ๗  วาระ
นานักขณิกกัมมปัจจัย
พระบาลีนิทเทส : -
เจตนาสมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ  ตํสมุฏฺ านานญฺจ  รูปานํ  กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ

ป.จ. = ๑. โลกียกุ. เจตนา ๑๗  อกุ.เจตนา ๑๒ ที่ดับไปแล้ว   
         ๒.เจตนาในมัคจิต ๔ ที่ดับไปแล้ว
ป.ย. = ๑. โลกียวิ.๓๒ เจ. ๓๕  ปฏิสนธิ – ปวัตติกัมมชรูป ๒๐ อสัญญสัตตกัมมชรูป ๙
         ๒. ผลจิต ๔  เจ.๓๖  ที่เกิดในมัควิถี และสมาบัติวิถี
ป.น. = กุ. ๒๑  อกุ.๑๒  กิ.๒๐  ผลจิต ๔  ที่ในมัควิถี  รวม ๕๗  เจตสิก ๕๒  รูป  ๔ หมวดที่
เหลือ  คือ  จิตตชรูป,  พาหิรรูป,  อาหารชรูป,  และอุตุชรูป
วจนัตถะ : -
        นานา  ขโณ =  นานากฺขโณ    ขณะต่างกัน  ชื่อว่า  นานักขณิกะ
        นานกฺขเณ  ปวตฺตํ  กมฺมํ = นานกฺขณิกกมฺมํ  ธรรมที่เกิดในขณะต่างกัน  ชื่อว่า
นานักขณิกกัมม
        อตฺตโน  ปจฺจยุปฺปนฺนธมฺมปวตฺติกฺขณโต  วิสุํภูเต  อตีเต  นานา  ขเณ  สิทฺธาติ =
นานกฺขณิกา  เจตนาที่สำเร็จลงแล้วในขณะต่างกันที่เป็นอดีต  ซึ่งเป็นคนละขณะกับขณะที่บังเกิดขึ้นแห่งปัจจยุปบันนธรรมของตน  ชื่อว่า  นานักขณิกา
        นานกฺขณิกกมฺมํ หุตฺวา  อุปการโก  ธมฺโม = นานกฺขณิกกมฺมปจฺจโย   ธรรมที่เป็น
นานักขณิกกัมมนั้น  เป็นปัจจัยช่วยอุดหนุน  ชื่อว่า  นานักขณิกกัมมปัจจัย

        เจตนาที่จัดเป็น  นานักขณิกกัมมปัจจัยนี้   หมายถึงเจตนาที่เกิดต่างขณะกันคือดับไปแล้วเป็นปัจจัย ให้เกิดผลในภายหลัง เจตนาชนิดนี้ทำหน้าที่  พีชนิธานกิจฺจ  คือทำหน้าที่เพาะพืชพันธุ์  หรือเก็บรักษาการกระทำที่ทำไปแล้ว มิให้สูญหายไป ความจริงแล้วเจตนาใน นานัก-
ขณิกกัมมนี้    สืบเนื่องมาจากเจตนาในสหชาตกัมมนั่นเอง กล่าวคือ  เจตนาเจตสิกที่ทำหน้าที่
สํวิธานกิจฺจ  คือเกิดพร้อมกับปัจจยุปปันนธรรมเมื่อดับลงแล้วก็ทำหน้าที่ พีชนิธานกิจฺจ  คือเก็บรักษาการกระทำที่ทำไปแล้ว กล่าวคือ มีอำนาจในการที่จะก่อให้เกิดผลได้ ในเวลาต่อไปทั้งในชาตินี้  และชาติต่อๆ ไป  เจตนาที่ทำหน้าที่  สํวิธานกิจฺจ  และเมื่อดับไปแล้ว  ทำหน้าที่
พีชนิธานกิจฺจ  นี้  มุ่งหมายเฉพาะเจตนาในกุศลจิต ๒๑  อกุศลจิต ๑๒  คือเจตนา ๓๓ เท่านั้น  มิได้มุ่งหมายถึงเจตนาในจิตทั้งหมด
        การก่อให้เกิดผลของนานักขณิกกัมมนี้  เป็นไปทั้งในปฏิสนธิกาลและปวัตติกาล  ผลที่ได้รับในปฏิสนธิกาลนั้นได้รับเฉพาะชาติหน้า  ส่วนผลที่ได้รับในปวัตติกาลนั้นได้รับทั้งในชาตินี้และชาติหน้า  อนึ่งการให้ผลของนานักขณิกกัมมในปวัตติกาลนั้นต้องประกอบด้วยเหตุ ๔  อย่างคือ กาล คติ อุปธิ ปโยคะ ถ้าเป็นเหตุฝ่ายดีเรียกว่าสัมปัตติ ถ้าเป็นฝ่ายไม่ดีเรียกว่าวิปัตติ
        ๑.กาล  ได้แก่ยุคหรือสมัย  ถ้ายุคใดพระพุทธศาสนารุ่งเรือง  ผู้ปกครองประเทศเป็น
สัมมาทิฏฐิอยู่ในศีลในธรรม   ยุคนั้นกาลนั้นก็เรียกได้ว่าเป็น  กาลสัมปัตติ  ถ้ากาลใดยุคใด
พระพุทธศาสนาเสื่อมสูญไป  ผู้ปกครองประเทศเป็นมิจฉาทิฏฐิไม่อยู่ในศีลในธรรม กาลนั้น
เรียกว่า กาลวิปัตติ
        ๒. คติ  ได้แก่ที่เกิด  ถ้าเกิดในสุคติภูมิ  คือ  มนุษย์   เทวดา  พรหม   เรียกว่า 
คติสัมปัตติ ถ้าเกิดในทุคติภูมิ  มีนรก เปรต  อสุรกาย  สัตว์เดรัจฉาน  เรียกว่า  คติวิปัตติ
        ๓. อุปธิ  ได้แก่อวัยวะร่างกาย ถ้าเกิดมามีร่างกายอวัยวะใหญ่น้อยครบบริบูรณ์  เรียกว่าอุปธิสัมปัตติ  ถ้าเกิดมามีร่างกายอวัยวะขาดตกบกพร่อง  เช่น ตาบอด หูหนวก เป็นต้น เรียกว่า อุปธิวิปัตติ
        ๔. ปโยคะ ได้แก่ความเพียร  บุคคลใดอาศัยความเพียรในทางที่ถูก  ประกอบกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมอันสุจริต เรียกว่า ปโยคสัมปัตติ บุคคลใดอาศัยความเพียรในทางที่ผิด ประกอบกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมอันทุจริต  เรียกว่า ปโยควิปัตติ
        บุคคลใดมีสัมปัตติทั้ง ๔ ครบบริบูรณ์  นานักขณิกกัมมฝ่ายกุศลก็มีโอกาสส่งผลที่ดี  มีการได้รับอารมณ์ที่ดี  มีรูปร่างกายสวยงามเป็นต้น
        บุคคลใดมีวิปัตติทั้ง ๔ ครบบริบูรณ์  นานักขณิกกัมมฝ่ายอกุศล   ก็มีโอกาสส่งผลที่ไม่ดี  มีการได้รับอารมณ์ที่ไม่ดี  มีรูปร่างไม่งดงามเป็นต้น
        ความแตกต่างกันระหว่างสหชาตกัมมปัจจัย  และนานักขณิกกัมมปัจจัยก็คือ 
สหชาตกัมมปัจจัยก่อให้เกิดผลในปัจจุบันกาลคือเกิดพร้อมกัน  และเกิดในจิตทุกดวงส่วนนานัก-
ขณิกกัมมนั้น  ปัจจัยต้องดับเสียก่อน  ปัจจยุปบันจึงเกิดขึ้นได้ จัดเป็นอดีตกาล และเป็นได้เฉพาะในจิตที่เป็นกุศลและอกุศลชวนะเท่านั้น  ในจิตอื่นๆ เป็นไม่ได้


อนันตรกัมมปัจจัย
        อนันตรกัมมปัจจัยนี้  ได้แก่เจตนาในมัคจิต ๔ ที่ดับไปแล้วนั่นเอง  เป็นปัจจัยให้ผลจิตและเจตสิกเกิดขึ้นติดต่อกับตนโดยไม่มีระหว่างคั่น
  ด้วยเหตุนี้ท่านอรรถกถาจารย์จึงแยกธรรมส่วนนี้ออกจากนานักขณิกกัมมปัจจัย  และนำมาแสดงไว้ต่างหากด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัยและกัมมปัจจัยรวมกัน  เรียกว่า   อนันตรกัมมปัจจัย
ป.จ. = เจตนาในมัคจิต ๔  ที่ดับไปแล้ว
ป.ย. = ผลจิต ๔ เจ. ๓๖ ที่เกิดต่อจากมัคจิต ๔ (ในมัควิถี)
ป.น. = จิต ๘๕ (เว้นผลจิต ๔) เจ.๕๒  รูป ๗ หมวด
        ปัญหาวาระมีเพียง ๑ วาระ  คือ กุศลเป็นปัจจัยแก่อัพยากต  ปัจจัยสภาคะมี ๕ ปัจจัย คือ อนันตร  สมนันตร อนันตรูปนิสสย  นัตถิ  วิคต
จบอนันตรกัมมปัจจัย
        สำหรับเจตนาในมัคจิต ๔ ที่เป็นปัจจัยแก่ผลจิต ๔ ในผลสมาบัติวิถีนั้น เป็นด้วยอำนาจของปกตูปนิสสยปัจจัยอย่างเดียว

 จากคุณ : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม [ 2 มี.ค. 2544 / 02:12:55 น. ]
     [ IP Address : 203.144.192.20 ]


 ความคิดเห็นที่ 54 : (ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม)

กัมมปัจจัยนี้เป็นปัจจัยที่สำคัญที่เราคุ้นกันมากที่สุด แต่อาจจะเรียกว่ากฏแห่งกรรม ฯลฯ หรือคำที่คนทั่วๆไปเข้าใจก็คือการทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

กัมที่เป็นสหชาตกัมมปัจจัยก็คือเจตนาที่เกิดขณะนั้นๆ สามารถทำให้ผลธรรมนั้นเกิดได้ทันที เช่น ขณะที่มีเจตนาจะเกาแขน เมื่อเจตนานั้นเกิด รูปคือแขนของเราก็เกิดการเคลื่อนไหวไปเกาตามเจตนา  ซึ่งธรรมเหล่านี้หาใช่ตัวตนแต่ใดไม่ แต่เกิดจากการยึดในสภาพธรรมนั้นว่าเป็นเราด้วยความเห็นผิด  จะป่วยกล่าวไปไยเวลาผู้ปฏิบัติทั้งหลายจะเผลอยึดสติ สัมปชัญญะว่าเป็นเรา ก็ด้วยความเห็นผิดในปัจจัยธรรมทั้งหลายนั่นเอง

ส่วนนานักขณิกกัมมปัจจัยก็คือเจตนาที่ดับไปแล้วนั่นเองเป็นเหตุ ให้ผลธรรมเกิดในภายหลัง  เช่นเจตนาในการฆ่าสัตว์เมื่อดับไปแล้ว ก็จะส่งผลเป็นวิปากที่ไม่น่าปรารถนาในอนาคตซึ่งเราจะไม่สามารถทราบได้เลยว่าเมื่อไหร่  หรือการทำดีเป็นบุญระดับโลกียะเช่นการใส่บาตรเป็นทาน ผลของทานนั้นอาจจะทำให้ร่ำรวย แต่ก็เป็นผลที่ไม่สามารถคาดเดาได้ ซึ่งขึ้นกับเหตุต่างๆ คอยสนับสนุนด้วย เช่น กาล อุปธิ คติ ฯลฯ ดังนั้นเรื่องของกรรมจึงเป็นอจินไตย และเป็นสิ่งที่น่ากลัวดังนั้นพระพุทธองค์จึงทรงตรัสว่า กรรมแม้เล็กน้อยก็อย่าทำ เพราะเหตุว่ากรรมเหล่านั้นล้วนมีผลทั้งสิ้น ซึ่งก็ทรงหมายถึงกรรมที่เป็น อปราปริยเวทนียกรรม ซึ่งให้ผลในชาติที่ ๓ จนกว่า จะเข้าถึงพระนิพพาน ซึ่งก็เกิดด้วยอำนาจของนานักขณิกกัมมปัจจัยนั่นเอง
       
ส่วนในอนันตรกัมมปัจจัยนี้เองที่กลายเป็นคำสรรเสริญพระธรรมในบทที่ว่า อกาลิโก คือ ให้ผลไม่จำกัดกาล หมายความว่ากรรมอื่นๆ เมื่อทำไปแล้วไม่ว่าจะเป็นกุศล หรืออกุศล ล้วนเป็นธรรมที่ไม่เป็นอกาลิโก  เพราะต้องรอเวลา ด้วยอำนาจนานักขณิกกัมปัจจัย  เพราะยังไม่ถึงความเป็นอนันตรกัมมปัจจัยนั่นเอง

         พูดให้ง่ายเข้าตัวอย่างเช่น เราใส่บาตร หรือทำกุศลขั้นศีล หรือทำสมถะ หรือวิปัสสนาที่ยังเป็นโลกียธรรมอยู่ ผลธรรมนั้นยังไม่สามารถส่งผลได้ในทันที ต้องมีเวลาให้ผลซึ่งกรรมที่จะให้ผลเร็วที่สุดนั้นก็ยังต้องใช้เวลา ซึ่งทิฏฐธรรมเวทนียกรรมที่ส่งผลเร็วที่สุดก็ต้องส่งภายในเวลา ๗ วัน คือการทำบุญกับพระอนาคามี หรือพระอรหันต์ที่พึ่งออกจากนิโรธสมาบัติ ไม่สามารถส่งผลในขณะจิตที่ต่อกันได้เลย หรือแม้แต่การทำฌานเมื่อได้ฌานจิตแล้ว ผลของฌานจิตที่เป็นวิปากจิตก็ต้องรอในภพหน้าจึงจะส่งผล คนได้ฌานจึงยังไม่กลายเป็นพรหมในร่างมนุษย์

ยกเว้นมรรคจิตเท่านั้นที่เป็นกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว ผลของมัคคจิตคือผลจิตนั้นส่งผลต่อทันทีโดยไม่มีระหว่างคั่นเลย ดังนั้นพระพุทธองค์จึงทรงตรัสบทสรรเสริญพระธรรมบทหนึ่งว่า อกาลิโก คือให้ผลไม่จำกัดกาล ไม่ขึ้นอยู่กับกาล ไม่มีกาลในระหว่าง ซึ่งก็คืออนันตรกัมมปัจจัยนั่นเอง

ดังนั้นสาธุชนทั้งหลายที่เข้าใจในเรื่องกัมมปัจจัยดีแล้ว พึงถอนอกุศลกรรมอันเป็นเหตุในวัฏฏะอันเลว  และพึงประกอบกุศลกรรมอันนำมาซึ่งวัฏฏะดี  และพึงเจริญมัคคกรรม เพื่อให้พ้นจากวัฏฏะอันเลวและดีในที่สุด  ด้วยการเข้าไปเห็นแจ้งในสภาพธรรมทั้งปวงอันไม่ใช่ตัวตน มีนิพพานเป็นที่สุด

 จากคุณ : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม [ 2 มี.ค. 2544 / 02:23:24 น. ]
     [ IP Address : 203.144.192.20 ]


 ความคิดเห็นที่ 55 : (yoyo)

จากข้อคิดเห็นที่ 54

งั้น กรรมก็ เป็นสิ่งที่มีมวลสารหนัก แบบรถไฟหรือ เครื่องบิน หรือ ปลาวาฬ
นะสิครับ 
คือว่า
กว่าจะเบรคได้ ต้อง กำหนด พยายามเบรค ตั้งแต่ไกลๆ โน้นเลย ไม่งั้น เบรคไม่ทันแน่ๆ  หรือกว่า จะเคลื่อนตัวได้ นั้น ต้องกำหนดให้เริ่มก่อนอยู่นานเลย
ที่หวังจะให้ เคลื่อนที่แบบ ปุ้บปั้บ นั้น มีแต่กรรมแบบเล็กน้อย เช่น
ต่อยคนอื่น เขาก็สู้มีผลทันที  แล้ว กรรมแบบระยะยาวก็ ค่อยๆ ก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาด้วยพร้อมๆ กัน แต่ เนื่องจากเป็นขนาดใหญ่ หรือ รอการรวมตัวอยู่
เลย ออกตัวช้ากว่ามาก หลายปี  

งั้น ขณะนี้ ส่วนหนึ่ง เราก็กำลังรับผลจากกรรม แบบที่ออกตัวช้าพวกนี้สิครับ
แล้ว ส่วนหนึ่งก็เป็นกรรมแบบที่ออกตัวรวดเร็ว  
แล้วเช่นเดียวกัน ในอนาคต อันไกล้ เราย่อมพบผลกรรม แบบออกตัวเร็ว
และ ในอนาคตอันไกล หลาย เดือน หลายปี  หรือ ไกลกว่านั้น
เราก็ต้องพบเจอ ผลกรรมที่ออกตัว ช้าเหล่านั้น ด้วย

ถ้าเรา ไม่ได้เปลี่ยนแปลี่ยนผลกรรม ที่ออกตัวช้า ด้วยผลกรรมที่ออกตัวได้เร็วก่อน
เช่น  วางระเบิดไว้ จะระเบิดใน 20 นาที แล้ว มี ปุ่มยกเลิกอยู่
ถ้า   กระทำกรรมกดปุ่มยกเลิก ก็จะยกเลิกกรรทบางอย่างที่เกี่ยวข้องกันได้
แต่กรรมเป็นสิ่ง ซับซ้อนเพราะยาวนานมาก ดังนั้น จึงไม่อาจเห็นชัดได้เช่นนี้ 

ทำให้ บางคน ไม่ค่อยเชื่อกฏแห่งกรรม 
แต่ถ้าพิจารณาดูดีๆ จะเห็นว่า ทุกๆอย่างในชีวิต จะเป็นไปตามกฏ
ที่เราเคยชินจนไม่รู้ตัว อยู่อย่างนี้ จนไม่เคยสังเกตุมัน
และมักจะเรียกมันว่า มันเป็นเหตุผล   

ผมเขียนดูง่ายหรือเปรียเทียบ เกินไปหน่อย ครับ
อย่างนี้ พอจะ ใช่ไหมครับ


 จากคุณ : yoyo [ 3 มี.ค. 2544 / 02:31:02 น. ]
     [ IP Address : 203.144.192.81 ]


 ความคิดเห็นที่ 56 : (yoyo)

ถ้าเรา เปลี่ยนแปลี่ยนผลกรรม ที่ออกตัวช้า ด้วยผลกรรมที่ออกตัวได้เร็วก่อน
เช่น  วางระเบิดไว้ จะระเบิดใน 20 นาที แล้ว มี ปุ่มยกเลิกอยู่
ถ้า   กระทำกรรมกดปุ่มยกเลิก ก็จะยกเลิกกรรมบางอย่างที่เกี่ยวข้องกันได้

หรือถ้าเรา เปลี่ยนแปลี่ยนผลกรรม ที่ออกตัวช้า ด้วยผลกรรมที่ออกตัวได้เร็วก่อน
เช่น  วางระเบิดไว้ จะระเบิดใน 20 นาที แล้ว มี ปุ่มยกเลิกอยู่
ถ้า   ไม่กระทำกรรมกดปุ่มยกเลิก ก็จะเกิดกรรมตามมา คือ การระเบิด 

แต่ กรรม ที่เกิด ขึ้น ในช่วงเวลา  1 ปี 10 ปี 1ชาติ หรือหลายๆ ชาติ นั้น คง
ซับซ้อนกว่านี้ มากครับ และ คงไม่ใช่ ว่า จะ แก้ไขกันง่ายๆ แต่อาจ ลดน้อยลงได้ครับ

 จากคุณ : yoyo [ 3 มี.ค. 2544 / 02:37:16 น. ]
     [ IP Address : 203.144.192.81 ]


 ความคิดเห็นที่ 57 : (ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม)

คุณ yoyo
ขอบพระคุณที่กรุณาแสดงความเห็น และช่วยกับอภิปรายเชิงเรียนรู้  แนะนำว่าลองค้นคว้าเพิ่มเติมในเรื่องกรรม เกี่ยวกับรายละเอียดได้ในปริจเฉท ๕ เรื่องกรรม ๑๒ จะทำให้เห็นระบบอันซับซ้อนของกรรมได้เป็นอย่างดี  ซึ่งต้องขออภัยที่คงไม่สามารถนำมาแสดงได้ในที่นี้  แต่ต้องอย่าลืมว่า เรื่องของกรรมเป็นอจินไตย จึงยากต่อการคาดคะเน และคิดนึกเอาเอง  ลำพังการเรียนอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะเข้าใจในเรื่องนี้อย่างถ่องแท้ 

ถ้าปฏิบัติวิปัสสนาได้ถึง ปัจจยปริคหญาณ คือญาณที่รู้ปัจจัยของรูปและนาม ก็จะทำให้ความสงสัยในเรื่องกรรมหายไป  เพราะเข้าถึงความบริสุทธิ์จากความสงสัยที่เรียกว่า กังขาวิตรณวิสุทธิ

 จากคุณ : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม [ 4 มี.ค. 2544 / 11:14:37 น. ]
     [ IP Address : 203.144.197.218 ]


 ความคิดเห็นที่ 58 : (ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม)

๑๔. วิปากปัจจัย
พระบาลีนิทเทส : -
        วิปากา  จตฺตาโร  ขนฺธา  อรูปิโน  อญฺ มญฺ ํ  วิปากปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ

        วิปากนามขันธ์  ๔  เป็นปัจจัยแก่กันและกันด้วยอำนาจของวิปากปัจจัย
(จากพระไตรปิฎกบาลีฉบับสยามรัฐ  ข้อ ๑๕  หน้า  ๙)

ในพระบาลีนิทเทส   พระพุทธองค์ตรัสว่า  วิปากา   จตฺตาโร   ขนฺธา  แทนที่จะตรัสว่า วิปากา เฉยๆ  ทั้งนี้ก็เพื่อจะทรงแสดงว่านามที่เป็นผลของกรรมเท่านั้นที่เรียกว่า  วิปาก ส่วนรูปที่เกิดแต่กรรมที่เรียกว่ากัมมชรูปนั้น ไม่เรียกว่าวิปาก  ที่เป็นดังนี้เพราะเป็นผลที่ไม่ตรงกับเหตุ กล่าวคือ เหตุคือกุศลและอกุศลนั้นเป็นนามธรรมและรู้อารมณ์ได้  ผลที่เกิดโดยตรงจึงต้องเป็นนามธรรมและรู้อารมณ์ได้ด้วย  ส่วนรูปคือกัมมชรูปนั้นแม้จะเกิดจากกุศลและอกุศลเหมือนกัน  แต่เป็นรูปธรรมและรู้อารมณ์ไม่ได้  ด้วยเหตุนี้ท่านจึงเรียกผลธรรมเฉพาะที่เป็นนามธรรมเท่านั้นว่าวิปาก ส่วนกัมมชรูปท่านไม่เรียกว่าวิปาก

        อนึ่งในพระบาลีนิทเทสนี้  แสดงเฉพาะวิปากนามขันธ์เป็นปัจจัยแก่วิปากนามขันธ์ด้วยกันเท่านั้น  ซึ่งความจริงแล้ววิปากนามขันธ์นี้ยังเป็นปัจจัยให้แก่จิตตชรูป และปฏิสนธิกัมมชรูปได้ด้วย การที่พระพุทธองค์ไม่ทรงแสดงรูปเหล่านี้ก็เพราะทรงแสดงโดยนัยที่เรียกว่า สาวเสสนัย คือเทศนานัยที่ยังมีเนื้อความเหลืออยู่  เนื้อความที่เหลืออยู่นี้แม้มิได้ทรงแสดงไว้ในนิทเทส  แต่ก็ได้ทรงนำมาแสดงไว้ในปัญหาวาระด้วย
ป.จ. = วิบาก ๓๖  เจ.๓๘
ป.ย. = วิบาก ๓๖  เจ.๓๘  จิ.๑๕  ป.กํ.๒๐
ป.น. = กุ.๒๑  อกุ.๑๒  กิ.๒๐ (รวม ๕๓ ดวง)  เจ.๕๒  รูป ๗ หมวด มีจิตตชรูปที่เกิดพร้อมกับจิต ๕๓ ดวงที่กล่าวแล้วเป็นต้น

วจนัตถะ : -
        ปหายกปหาตพฺพภาเวน  อญฺ มญฺ วิรุทฺธานํ  กุสลากุสลานํ  ปากาติ = วิปากา ธรรมซึ่งเป็นผลของกุศลและอกุศลอันเป็นปฏิปักษ์แก่กันและกัน  โดยความเป็นปหายกธรรม (กุศล) และปหาตัพพธรรม (อกุศล) ชื่อว่า วิปาก
        (วา) สาวชฺชอนวชฺชภาเวน  วา  กณฺหสุกฺกภาเวน  วา  อญฺ มญฺ วิสิฏฺ านํ  กุสลา-กุสลานํ  ปากาติ = วิปากา  (หรือ)  ธรรมซึ่งเป็นผลของกุศลและอกุศลกรรมเป็นพิเศษแปลกจากกัน  โดยความเป็นสาวัชชธรรม (ธรรมที่มีโทษ)  และอนวัชชธรรม (ธรรมที่ไม่มีโทษ) หรือโดยความเป็นธรรมดำและธรรมขาว  ชื่อว่า  วิปาก
        วิปาโก   จ   โส  ปจฺจโย   จาติ  = วิปากปจฺจโย   วิปากนั่นแหละเป็นปัจจัย  จึงเรียกว่า
วิปากปัจจัย
        (วา) วิปจฺจนภาเวน ปจฺจโย  อุปการโกติ = วิปากปจฺจโย  (หรือ)  ชื่อว่า  วิปากปัจจัย เพราะอรรถว่า  ช่วยอุดหนุนโดยทำให้สำเร็จ


        คำว่า  “วิปาก”  แปลว่า สุก  เช่นเดียวกับความสุกของผลไม้เป็นต้น  ฉะนั้นวิปากจึงหมายถึงผลของกรรมอันสุกงอมเต็มที่
        วิปากปัจจัยนี้  ก็หมายถึงผลของกรรมที่เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็เป็นปัจจัยให้แก่กันและกันในขณะจิตเดียวกัน จึงจัดเป็น  สหชาตชาติ  และปัจจุบันกาล

 จากคุณ : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม [ 4 มี.ค. 2544 / 11:16:28 น. ]
     [ IP Address : 203.144.197.218 ]


 ความคิดเห็นที่ 59 : (ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม)

เรื่องของวิปากปัจจัยเป็นธรรมที่คู่กับกัมมปัจจัย  คือเมื่อทำกรรมใดไปแล้ว วิปากย่อมส่งผลให้บุคคลผู้นั้นเหมือนรอยเกวียนที่ตามรอยเท้าโค  หรือเหมือนเงาที่ตามบุคคลไป ดังพระพุทธภาษิตในคาถาธรรมบท  ก็ด้วยเพราะอำนาจของวิปากปัจจัยและกรรมปัจจัยที่คอยสนับสนุนกันอยู่นั่นเอง 

แต่วิปากปัจจัยนั้นแสดงในแง่ของปัจจุบันกาล กล่าวคือเมื่อวิปากนั้นมีความสุกงอมแล้ว ตัววิปากนั้นเองที่ทำให้วิปากจิตมีโอกาสส่งผลได้เต็มที่คือให้วิปากนั้นตั้งอยู่ได้ จนกว่าจะดับไปตามแรงกรรม  ดังนั้นเมื่อวิปากส่งผลจึงไม่สามารถห้ามได้  แม้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็มิอาจทรงห้ามผลของกรรมได้ เมื่อวิปากนั้นสุกงอมแล้ว

ดังนั้นสาธุชนทั้งหลายเมื่อได้ทราบถึงความอันธรรมทั้งหลายย่อมมีผล  และเมื่อเกิดผลแล้วย่อมไม่มีธรรมใดต้านทานได้  ตราบที่ยังมีขันธ์ทั้งหลายอยู่  พึงเจริญมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เพื่อความหลุดพ้นจากปัจจัยที่ครอบงำสัตว์ทั้งหลายอยู่ คือ กัมมปัจจัย และวิปากปัจจัยโดยทั่วหน้ากัน

 จากคุณ : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม [ 4 มี.ค. 2544 / 11:17:14 น. ]
     [ IP Address : 203.144.197.218 ]


 ความคิดเห็นที่ 60 : (ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม)


๑๕.  อาหารปัจจัย
พระบาลีนิทเทส : -
๑. กพฬิงฺกาโร  อาหาโร  อิมสฺส  กายสฺส  อาหารปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ
กพฬีการาหาร  เป็นปัจจัยแก่กายนี้  ด้วยอำนาจของอาหารปัจจัย
๒. อรูปิโน  อาหารา  สมฺปยุตฺตกานํ  ธมฺมานํ  ตํสมุฏฺ านานญฺจ  รูปานํ 
อาหารปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ


นามอาหารเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตธรรมทั้งหลาย  และแก่รูปที่มีนามอาหารและธรรมที่ประกอบกับนามอาหารนั้นเป็นสมุฏฐาน  ด้วยอำนาจของอาหารปัจจัย
อาหารปัจจัยนี้  แบ่งเป็น ๒ อย่าง  คือ รูปอาหาร  และนามอาหาร  หรือสหชาตาหารปัจจัย        ในพระบาลีข้อ ๑   แสดงรูปอาหารปัจจัย  คือ กพฬีการาหาร  ว่าเป็นปัจจัยแก่กายนี้ คือ  รูปกาย หรือ จตุสมุฏฐานิกรูป  รูปที่เกิดจากสมุฏฐานทั้ง ๔  คือ  กัมม  จิต  อุตุ  อาหาร

        ในพระบาลีข้อ ๒   แสดงนามอาหารปัจจัย  คือ ผัสสาหาร  มโนสัญเจตนาหาร  และวิญญาณาหาร   (นามอาหาร ๓)  ว่าเป็นปัจจัยแก่ธรรมที่เกิดพร้อมกับนามอาหาร  และแก่รูปทั้งหลายที่เกิดพร้อมกับนามอาหารนั้น คือ  จิตตชรูป  และปฏิสนธิกัมมชรูป

วจนัตถะ : -       
สกสกปจฺจยุปฺปนฺเน  อาหรติ  ภุโส  หรตีติ  =  อาหาโร    สภาพที่นำมา   คือสภาพที่ประมวลมาซึ่งผลของตนๆ  ชื่อว่า  อาหาร       
รูปารูปานํ  อุปถมฺภกฏฺเ น  อุปการกา  จตฺตาโร  อาหารา = อาหารปจฺจโย 
อาหาร ๔  เป็นผู้อุปการะ  โดยความเป็นสิ่งที่อุปถัมภ์แก่รูปธรรมและนามธรรมทั้งหลาย  ชื่อว่า อาหารปัจจัย


รูปอาหารปัจจัย
รูปอาหารปัจจัยนี้แสดงได้ ๒ นัย   คือนัยที่ตรงกับพระบาลีอย่างหนึ่ง นัยที่สามารถเป็นไปได้อีกอย่างหนึ่ง  นัยโดยตรงกับพระบาลีนั้นปัจจัยได้แก่กพฬิงการาหารหรือพหิทธโอชา คือโอชาที่อยู่ในอาหารต่างๆ ที่กลืนกินเข้าไป  เป็นปัจจัยแก่อาหารสมุฏฐานิกรูป ๑๒ หรืออาหารชกลาป ๒ ส่วนนัยที่เป็นไปได้นั้นแสดงรูปอาหาร   คือโอชาที่อยู่ในรูปกลาปต่างๆ  ที่เกิดจากสมุฏฐานทั้ง ๔ เป็นปัจจัยแก่รูปที่เหลือในกลาปเดียวกับตนโดยชนกสัตติ  และแก่รูปกลาปที่เหลือโดยอุปถัมภกสัตติ  หรืออนุปาลกสัตติ

ป.จ. (นัยที่ ๑)  พหิทธโอชา (นัยที่ ๒)  อัชฌัตตโอชา คือ กัมมชโอชา  จิตตชโอชา  อาหารชโอชา และอุตุชโอชา  ที่ในกลาปทั้ง ๔  และพหิทธโอชา
ป.ย. (นัยที่ ๑)  อาหารสมุฏฐานิกรูป ๑๒ (นัยที่ ๒)  จตุสมุฏฐานิกรูป (เว้นโอชาที่ในกลาปเดียว
       กับปัจจัย) และจตุสมุฏฐานิกรูปทั้งหมด
ป.น. (นัยที่ ๑)  จิต ๘๙  เจ.๕๒  ที่ประกอบ  รูปที่เหลือจากปัจจยุปบันน ๖ หมวด
       (นัยที่ ๒) จิต ๘๙  เจ.๕๒,  และพาหิรรูป
ถ้าแสดงปัจจัย และปัจจยุปบันนของนัยที่ ๒  โดยละเอียดจะเป็นดังนี้ : -
กัมมชโอชา  ------        กัมมชกลาป ๙  (เว้นโอชาขณะเป็นปัจจัย)  โดยชนกสัตติ
               ------               จิตตชกลาป ๘   อุตุชกลาป ๔   อาหารชกลาป ๒  โดยอุปถัมภกสัตติ   
จิตตชโอชา         ------        จิตตชกลาป ๖ หรือ ๘  (เว้นโอชาขณะเป็นปัจจัย)  โดยชนกสัตติ
                ------        กัมมชกลาป ๙   อุตุชกลาป ๔   อาหารชกลาป ๒  โดยอุปถัมภกสัตติ
อุตุชโอชา        ------        อุตุชกลาป ๔  (เว้นโอชาขณะเป็นปัจจัย)  โดยชนกสัตติ
                ------        กัมมชกลาป ๙ จิตตชกลาป ๖ - ๘ อาหารชกลาป ๒ โดยอุปถัมภกสัตติ
อาหารชโอชา        ------        อาหารชกลาป ๒ (เว้นโอชาขณะเป็นปัจจัย)  โดยชนกสัตติ
                ------        กัมมชกลาป ๙  จิตตชกลาป ๖ - ๘  อุตุชกลาป ๔  โดยอุปถัมภกสัตติ
พหิทธโอชา        ------        อัชฌัตติก  จตุสมุฏฐานิกรูปทั้งหมด

        ตามองค์ธรรม นัยที่๑ นั้น รูปอาหารเป็นปัจจัยเฉพาะแต่รูปที่มีอาหารเป็นสมุฏฐานเท่านั้น  ด้วยเหตุนี้  อสัญญสัตตพรหมจึงไม่ได้อาศัยรูปอาหารตามนัยที่ ๑ นี้  เป็นปัจจัยให้ดำรงชีวิตอยู่ แต่อาศัยกรรมในอดีต  คือ  รูปาวจรปัญจมฌานเจตนาที่เนื่องด้วยสัญญาวิราคะภาวนาในอดีตชาติ  ส่วน นัยที่ ๒  รูปอาหารที่เป็นภายในสามารถจะเป็นปัจจัยให้แก่รูปได้ทั้ง ๔ สมุฏฐาน  ทำให้เห็นว่าสัตว์ทั้งหลายที่มีรูปจะดำรงชีวิตอยู่ได้ก็เพราะอาศัยอาหารช่วยอุดหนุนหล่อเลี้ยงและรักษาไว้

แม้อสัญญสัตตพรหมก็อาศัยอาหารที่เป็นภายใน คือ อุตุชโอชา  และกัมมชโอชา  เป็นปัจจัยให้ดำรงชีวิตอยู่ตลอด ๕๐๐ กัป  ส่วนนามอาหารก็เป็นปัจจัยอุปการะแก่สัตว์ที่มีนามขันธ์  ฉะนั้นจึงเห็นได้ว่าอาหารทั้ง ๒ อย่างนี้มีอุปการะคุณแก่สัตว์ทั้งหลายโดยทั่วถึงกัน  สมดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า สพฺเพ  สตฺตา  อาหารฏฺ ิติกา  แปลความว่า  สัตว์ทั้งหลายดำรงอยู่ได้ก็เพราะอาหาร

           จบรูปอาหารปัจจัย

 จากคุณ : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม [ 6 มี.ค. 2544 / 00:36:57 น. ]
     [ IP Address : 203.144.192.141 ]


 ความคิดเห็นที่ 61 : (ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม)

นามอาหารปัจจัย
พระบาลีนิทเทส : -
        อรูปิโน   อาหารา   สมฺปยุตฺตกานํ   ธมฺมานํ   ตํสมุฏฺ านานญฺจ   รูปานํ 
อาหารปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ
นามอาหาร (๓)  เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตธรรมทั้งหลายและแก่รูปทั้งหลายที่มีนามอาหาร  และธรรมที่ประกอบกับนามอาหารนั้นเป็นสมุฏฐาน  ด้วยอำนาจของอาหารปัจจัย


นามอาหารมี  ๓  อย่างคือ  ผัสสาหาร  มโนสัญเจตนาหาร  และวิญญาณาหาร
ผัสสาหาร  นั้นได้แก่  ผัสสะเจตสิกที่ในจิต  ๘๙
มโนสัญเจตนาหาร  ได้แก่  เจตนาเจตสิกที่ในจิต  ๘๙
วิญญาณาหาร  ได้แก่  จิต  ๘๙

        นามอาหารทั้ง  ๓  นี้ต่างก็ช่วยอุปการะนามธรรมให้เกิดขึ้นและตั้งอยู่ได้  ทั้งยังช่วยอุปการะแก่รูปธรรมตามสมควรแก่ภูมิอีกด้วย

ป.จ. = นามอาหาร ๓  คือ  ผัสสะเจ. ที่ในจิต ๘๙, เจตนาเจตสิกที่ในจิต ๘๙  และจิต ๘๙
ป.ย. = จิต ๘๙  เจ.๕๒  จิ.๑๗  ป.กํ.๒๐
ป.น. = รูป ๕ หมวด  ที่เหลือมีพาหิรรูปเป็นต้น

        คำว่า “อาหาร” นั้นแปลว่า นำมาซึ่งผลของตน  กพฬีการาหาร  หรือรูปอาหารนั้น นำมาซึ่งอาหารชสุทธัฏฐกกลาป  ให้เกิดขึ้นในสันดานของสัตว์ทั้งหลาย
        ผัสสาหาร  นำมาซึ่งเวทนา  มีการเสวยอารมณ์ที่เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง  เฉยๆ บ้าง
        มโนสัญเจตนาหาร  นำมาซึ่งปฏิสนธิวิญญาณ  (คือการเกิดขึ้นเป็นสัตว์ต่างๆ)   และ
ปวัตติวิญญาณ  มีการเห็น  การได้ยินเป็นต้น
        วิญญาณาหาร  นำมาซึ่งเจตสิก  จิตตชรูป  และกัมมชรูป

 จากคุณ : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม [ 6 มี.ค. 2544 / 00:38:19 น. ]
     [ IP Address : 203.144.192.141 ]


 ความคิดเห็นที่ 62 : (deedi)

ขออนุโมทนายิ่งในการเอื้อเฟื้อธรรมะของคุณผู้ไม่ประสงค์ออกนาม
เกี่ยวกับเนื้อหาอันเป็นสาระลึกซึ้งของคัมภีร์มหาปัฏฐานนี้ค่ะ

สาม-สี่ปีก่อน ดิฉันเคยหยิบพระไตรปิฎกเล่มที่เป็นพระอภิธรรม
มาเปิดๆ ดูบ้าง บางเล่มบางตอนก็พอทำความเข้าใจตามได้บ้าง
บางเล่มเปิดมาแล้วก็ได้แต่นั่งอึ้ง คิดว่าคงจะรวมส่วนที่
เป็นคัมภีร์มหาปัฏฐานนี้ด้วยแน่

มาไม่นานมานี้ ก็มีโอกาสได้ไปหาหนังสือตำราเรียนพระอภิธรรม
มาทั้งชุด ก็เปิดๆ เล่มโน้นเล่มนี้อ่านไปเรื่อยๆ รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง

ลองเปิดเล่มที่เป็นคัมภีร์มหาปัฏฐานนี้ที่เพิ่งอ่านๆ เจอว่าเป็นคัมภีร์
ที่จะสูญสลายไปเป็นอันดับแรก (เพราะเดี๋ยวนี้เริ่มรู้สึกหวงแหน
และเสียดายในแก่นพระธรรมอันพระพุทธองค์ทรงบอกไว้ว่าจะ
สูญสลายกันไปตามลำดับ) ปรากฏว่าเท่าที่ลองกวาดตาอ่านดูนั้น
ก็ไม่รู้เรื่องเลย ขนาดว่าพระอาจารย์ท่านคงทำให้ง่ายกว่า
การอ่านตรงจากพระไตรปิฎกแล้วก็ตาม

๒ สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้เริ่มไปเรียนวิชาภาษาบาลีพื้นฐาน และเริ่ม
เรียนพระอภิธรรมขั้นต้น ก็ต้องเริ่มอ่านเริ่มท่องบ่นความรู้พื้นฐาน
เรื่องจิต เจตสิก อยู่บ้างไม่มาก

สัปดาห์ที่แล้วเปิดมาอ่านกระทู้นี้ดู ปรากฏว่าเมื่อพอมีความรู้
พื้นฐานเกี่ยวกับจิต เจตสิก บ้าง ก็จะพอนึกภาพตาม (แม้จะยังเป็น
ภาพที่เลือนลางมาก) เกี่ยวกับเนื้อหาเรื่องเหตุและปัจจัยนี้ได้บ้างแล้ว

ตอนนี้กำลังตาม save กระทู้นี้ และคอย print ออกมาอ่านและ
ค่อยๆ คิดพิจารณาตาม (เพิ่งอ่านไปได้นิดเดียวค่ะ)

ต้องกราบขออภัยที่ไม่ได้มาสนทนาถามตอบเกี่ยวกับเรื่อง
คัมภีร์มหาปัฏฐานนี้ อยากจะรออ่านให้จบทั้งหมดก่อนน่ะค่ะ
แต่ที่มาเล่าให้ฟังนี้ เพราะอยากจะมากราบขอบพระคุณ
อยากจะมาบอกว่าเป็นครั้งแรกในชีวิตนี้ที่ดิฉันพอจะ
นึกภาพออกว่าเนื้อหาอะไรเป็นอะไรในคัมภีร์มหาปัฏฐาน
ก็จากธรรมะในกระทู้นี้นี่เอง

และอีกอย่าง อยากจะมาขอคำอนุญาต
จากคุณผู้ไม่ประสงค์ออกนามล่วงหน้า
คืออยากจะขออนุญาตนำเอาเนื้อความบรรยายธรรม
เรื่องคัมภีร์มหาปัฏฐานในกระทู้นี้ทั้งหมด
(คือ จนจบเนื้อหาทั้งหมด) ไปจัดที่ทางใส่ไว้ใน
โฮมเพจ easydharma เพื่อเป็นธรรมทาน
ของคุณผู้ไม่ประสงค์ออกนามต่อๆ ไป 

ขอกราบอนุโมทนาอีกครั้งในความเอื้อเฟื้อในธรรม
พยายามรวบรวม อธิบายและพิมพ์เนื้อความทั้งหมด
มาให้ได้อ่านโดยทั่วกันในครั้งนี้ด้วยค่ะ

ด้วยความเคารพในธรรม

:)

 จากคุณ : deedi [ 8 มี.ค. 2544 / 10:52:47 น. ]
     [ IP Address : 203.146.126.97 ]


 ความคิดเห็นที่ 63 : (หนู)

_/I\_ สาธุอนุโมทนากับคุณผู้ไม่ประสงค์ออกนาม ในธรรมทานที่นำมาแจกแจงค่ะ
ติดตามอ่านมา รู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง (จริงๆไม่รู้เรื่องซะเป็นส่วนมาก แหะๆ)
แต่ก็ได้อรรถรสในคำศัพท์อันสละสลวย งดงาม วิจิตร พิสดารเป็นอย่างยิ่ง
ใครกันหนอ ช่างคิด ช่างบัญญัติ ศัพท์อะไรพวกนี้ขึ้นมา อ่านแล้วทึ่งจริงๆค่ะ : )

อ้อ ขอเรียนถามว่า การจะเรียนพระอภิธรรมให้เข้าใจได้ดีลึกซึ้งนี่
จำเป็นจะต้องเรียนภาษาบาลีให้ชำนาญอ่านออกเขียนได้เสียก่อนหรือเปล่าคะ
และที่สงสัยอีกอย่างคือ จริงๆแล้วในสมัยพุทธกาล เค้าสื่อสารกันด้วยภาษาอะไรกันแน่คะ
สมัยนั้น พระพุทธองค์ท่านใช้ภาษาบาลีอย่างที่ใช้ๆกันอยู่นี่เลยหรือคะ
เพราะหนูเหมือนจะเคยได้ยินว่าท่านพูดภาษามคธ หรืออะไรทำนองนี้น่ะค่ะ
อ้อ แล้วตำราของฝ่ายมหายานนี่รู้สึกจะเป็นภาษาสันสกฤตใช่ไหมคะ
ตกลงว่าภาษาบาลี กับ ภาษาสันสฤกต แตกต่างกันอย่างไรคะ

ว่าแต่ คัมภีร์พระไตรปิฏกฉบับแรกเริ่มดั้งเดิมที่สุดนั้น ถูกบันทึกไว้เป็นภาษาอะไรคะ

ขอโทษที่ถามมากไปหน่อยนะคะ แหะๆ

 จากคุณ : หนู [ 8 มี.ค. 2544 / 13:16:20 น. ]
     [ IP Address : 203.147.53.213 ]


 ความคิดเห็นที่ 64 : (rising_sun)

ภาษาบาลีก็คือภาษามคธนั่นแหละครับ

 จากคุณ : rising_sun [ 8 มี.ค. 2544 / 18:23:28 น. ]
     [ IP Address : 203.134.67.3 ]


 ความคิดเห็นที่ 65 : (ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม)

เรียนคุณ deedi

ขออนุโมทนา กับความเอื้อเฟื้อในธรรมวินัยของคุณเป็นอย่างยิ่ง เรื่องต่างๆ ไว้คงจะมีโอกาสได้สนทนากันต่อไปเรื่อยๆ ลองอดทนเรียนไปสักพักหนึ่ง เมื่อเรียนเข้าใจเรื่องจิต เจตสิก รูป ตามสมควรแล้ว ไม่นานก็จะสามารถเข้าใจในมหาปัฏฐานได้ และถ้าเรียนถึงชั้นจูฬโท ก็จะยิ่งเข้าใจในปัฏฐานได้มากขึ้นอีก ไม่ต้องรอถึงชั้นมหาเอก เพราะว่าไม่มีเวลาให้รอ เมื่อเทียบกับความลึกซึ้งของคัมภีร์นี้ ขอเพียงแต่ใส่ใจศึกษากันในหมู่พุทธศาสนิกชน ปัฏฐานก็คงอยู่คู่โลกตามที่เหตุปัจจัยจะเอื้อเฟื้อ

ส่วนเรื่องที่คุณdeedi จะนำเนื้อหาเหล่านี้ไปเผยแผ่ต่อ ก็ต้องขอชี้แจงไว้ ๒ ข้อคือ
๑. เนื้อความที่เป็นภาคทฤษฎีนั้น คัดมาจากหนังสือ ปัฏฐาน ภาค ๑ ตอน ๒ โดย พระสุมนต์ นนฺทิโก บันทึกและรวบรวมโดย ประณีต ก้องสมุทร มีการดัดแปลง ตัดต่อเนื้อหาบ้างเพื่อความเหมาะสม โดยผู้พิมพ์
๒. เนื้อความที่เป็นการอธิบาย ผู้พิมพ์เป็นผู้อธิบายเองด้วยความรู้แบบหางอึ่ง เพื่อที่จะพยายามให้ปัฏฐานเป็นเรื่องที่พอจะอธิบายให้เข้าใจได้ง่าย และเป็นเรื่องในตัวของพวกเราจริง ๆ ดังนั้นอาจจะมีความบกพร่องได้โดยประการต่างๆ

ดังนั้นถ้าคุณ deedi มีประสงค์จะนำข้อความดังกล่าวไปลงใน web ที่กล่าว กรุณาพิจารณาถึง ๒ ข้อนี้ด้วย และถ้าจะนำไปลงจริงๆ กรุณา Reference ถึงครูบาอาจารย์สองท่านที่กล่าวด้วย จักเป็นพระคุณ (ในส่วนตัวจะกล่าวถึงครูบาอาจารย์ทั้งสองตอนจบเนื้อหาของปัฏฐาน)

จีงเรียนมาเพื่อทราบและอนุโมทนา

 จากคุณ : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม [ 9 มี.ค. 2544 / 23:32:26 น. ]
     [ IP Address : 203.144.193.6 ]


 ความคิดเห็นที่ 66 : (ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม)

เรียนคุณหนู

คุณหนูถามมาค่อนข้างมาก จึงขออนุญาตตอบแบบสรุปเป็นข้อๆ

 จากคุณ : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม [ 9 มี.ค. 2544 / 23:33:24 น. ]
     [ IP Address : 203.144.193.6 ]


 ความคิดเห็นที่ 67 : (ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม)

ขออภัยมือไปโดนปุ่ม enter เข้า

คงต้องตอบสั้นๆ ถ้าประเด็นไหนไม่ชัดเจนคงต้องตอบต่อในคราวต่อไป
ใครกันหนอ ช่างคิด ช่างบัญญัติ ศัพท์อะไรพวกนี้ขึ้นมา อ่านแล้วทึ่งจริงๆค่ะ : )
๑. ศัพท์ดังกล่าวเป็นพระพุทธบัญญัติ และสาวกบัญญัติ เป็นบัญญัติที่มีสภาวปรมัตถ์รับรอง ต่างจากบัญญัติอื่นๆ ที่ไม่มีสภาวะรับรอง คือสวยแต่พยัญชนะแต่ไม่มีอรรถอะไรที่จะได้ประโยชน์จากการได้ยิน

ขอเรียนถามว่า การจะเรียนพระอภิธรรมให้เข้าใจได้ดีลึกซึ้งนี่
จำเป็นจะต้องเรียนภาษาบาลีให้ชำนาญอ่านออกเขียนได้เสียก่อนหรือเปล่าคะ

2. ในระดับเบื้องต้นคงยังไม่ต้องรู้บาลีมากขนาดนั้น แต่ถ้าระดับสูงขึ้นถ้ารู้ภาษาบาลีได้ก็จะเป็นประโยชน์ในการศึกษาพระพุทธพจน์ ไม่ใช่แต่เพียงพระอภิธรรม แม้พระสูตร และวินัยก็ควรศึกษาพระบาลีด้วย

สงสัยอีกอย่างคือ จริงๆแล้วในสมัยพุทธกาล เค้าสื่อสารกันด้วยภาษาอะไรกันแน่คะสมัยนั้น พระพุทธองค์ท่านใช้ภาษาบาลีอย่างที่ใช้ๆกันอยู่นี่เลยหรือคะ
เพราะหนูเหมือนจะเคยได้ยินว่าท่านพูดภาษามคธ หรืออะไรทำนองนี้น่ะค่ะ

ภาษาบาลีก็คือภาษามคธ เป็นภาษาที่ใช้กันอยู่ในสมัยพุทธกาล แต่จริงๆ แล้วภาษาบาลีท่านถือว่าเป็นภาษาที่อยู่คู่กับโลก แต่นอกจากนี้แล้วภาษาบาลียังคล้ายกับภาษาอื่นๆ อีก ๖ ภาษา ซึ่ง มีภาษาสันสกฤต ปรากิต ปิศาจิกี ฯลฯ (รายละเอียดตรงนี้ถ้ามีโอกาสจะแสดงในคราวหน้า หมายถึงกระทู้ต่อไป ถ้าอดใจไม่ไหวลองไปค้นดูได้ที่คัมภีร์ที่จะยกมาต่อไปนี้     ในคัมภีร์สัทธัมมปกาสินี   อรรถกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค  (พระไตรปิฎกภาษาไทย พร้อมทั้งอรรถกถาฉบับมหามกุฏ ฯ เล่มที่ ๖๘ หน้า ๒๐) ท่านกล่าวไว้เกี่ยวกับเรื่องภาษาบาลีไว้ดังต่อไปนี้

   "แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า  เมื่อจะทรงยกพระพุทธพจน์คือพระไตรปิฎกขึ้นสู่แบบแผน  ก็ทรงยกขึ้นไว้ในภาษามาคธีเท่านั้น  เพราะเหตุไร  ก็เพราะเพื่อจะนำอรรถะมาใหรู้ได้โดยง่าย  จริงอยู่ พระพุทธพจน์ที่ยกขึ้นสู่แบบแผนด้วยมาคธีภาษา  ยังไม่บรรลุถึงคลองแห่งโสตประสาทของพระอริยบุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทานั้น  เป็นการเนิ่นช้า  แต่เมื่อโสตประสาทพอพระพุทธพจน์กระทบแล้วเท่านั้น  เนื้อความก็ปรากฏตั้งร้อยนัย  พันนัย 
            ก็พระพุทธพจน์ที่ยกขึ้นสู่แบบแผนด้วยภาษาอื่น  ก็ย่อมต้องเรียนเอาแบบตีความแล้วตีความเล่า   อันธรรมดาว่าการเรียนพระพุทธพจน์แม้มากมายแล้วบรรลุปฏิสัมภิทา  ย่อมไม่มีแก่ปุถุชน  แต่พระอริยสาวกที่จะชื่อว่าไม่บรรลุปฏิสัมภิทานั้น  ย่อมไม่มีเลย"

อ้อ แล้วตำราของฝ่ายมหายานนี่รู้สึกจะเป็นภาษาสันสกฤตใช่ไหมคะ
ตกลงว่าภาษาบาลี กับ ภาษาสันสฤกต แตกต่างกันอย่างไรคะ

มีรายละเอียดต่างกันพอสมควร แต่ก็ค่อนข้างมีความคล้ายกัน แต่ผู้พิมพ์เองยังไม่แตกฉานในเรื่องนี้เพียงพอที่อธิบายให้ฟังได้

ว่าแต่ คัมภีร์พระไตรปิฏกฉบับแรกเริ่มดั้งเดิมที่สุดนั้น ถูกบันทึกไว้เป็นภาษาอะไรคะ
คัมภีร์พระไตรปิฎกที่บันทึกเป็นครั้งแรกที่เป็นลายลักษณ์อักษร บันทึกด้วยภาษาบาลี แต่เป็นอักษรลังกา  เหมือนกับภาษาบาลีในเมืองไทยที่สะกดด้วยภาษาไทย เช่น เอวํ เม สุตฺตํ  อันนี้เป็นภาษาบาลี แต่สะกดด้วยอักษรไทย
โปรดพิจารณาข้อความต่อไปนี้ ซึ่งเป็นคำกล่าวของท่านพุทธโฆสาจารย์
        “อรรถกถาใดอันพระอรหันต์ ๕๐๐ องค์ สังคายนาแล้วแต่ต้น  และสังคายนาต่อมา เพื่อประกาศเนื้อความของทีฆนิกาย  ซึ่งกำหนดหมายไว้ด้วยพระสูตรขนาดยาว  ละเอียดลออ ประเสริฐยิ่งกว่านิกายอื่น  ที่พระพุทธเจ้า และพระสาวกสังวรรณนาไว้  มีคุณค่าในการปลูกฝังศรัทธา  แต่ภายหลังพระมหินทเถระนำมาเกาะสีหล  ต่อมาได้เรียบเรียงด้วยภาษาสีหลเพื่อประโยชน์แก่ชาวสีหลทั้งหลาย
         ต่อจากนั้น  ข้าพเจ้าจึงแปลภาษาสีหลเป็นภาษามคธ ถูกต้องตามหลักภาษา  ไม่ผิดเพี้ยนอักขรสมัยของพระเถระคณะมหาวิหาร  ผู้เป็นประทีบแห่งเถรวงศ์ที่วินิจฉัยไว้ละเอียดละออ จะตัดข้อความที่ซ้ำซากออกแล้วประกาศข้อความ เพื่อความชื่นชมยินดีของสาธุชน และเพื่อความยั่งยืนของพระธรรม”
(จากอรรถกถาทีฆนิกาย สีลขันธวรรค  สุมังคลวิลาสินี)

         ในสมัยพุทธกาลก็มีอรรถกถาธิบายพระพุทธพจน์ เรียกว่าปกิณกเทศนา  ซึ่งเป็นข้อความที่พระพุทธเจ้าทรงอธิบายหลักธรรมที่เข้าใจยากให้กระจ่างชัดเจนด้วยพระองค์เอง ในสมัยสังคายนา พระเถระผู้ร้อยกรองพระธรรมวินัยมิได้สงเคราะห์เทศนานี้เข้าในพระไตรปิฎก แต่ท่านได้สังคายนาปกิณกเทศนาเมื่อร้อยกรองพระไตรปิฎกเสร็จสิ้นลงโดยเรียกว่ามหาอรรถกถา นอกจากคัมภีร์มหาอรรถกถารวบรวมปกิณกเทศนาของพระพุทธเจ้าแล้ว  คัมภีร์นี้ยังกอปรด้วยคำอธิบายของพระสาวกมีพระสารีบุตรเป็นอาทิด้วย  ในสมัยพุทธกาล ท่านเหล่านั้นได้ชี้แจงขยายความหลักธรรมที่สำคัญไว้  เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังเข้าใจพุทธาธิบายได้อย่างถูกต้อง ไม่วินิจฉัยตามทัศนคติของตน พระเถระในสมัยปฐมสังคายนาจนถึงตติยสังคายนาได้บรรจุคำอธิบายของพระสาวกเหล่านั้นไว้ในคัมภีร์มหาอรรถกถาร่วมกับปกิณกเทศนาเพื่อให้คัมภีร์อรรถกถาเป็นคำอธิบายพระไตรปิฎกอย่างบริบูรณ์เพียบพร้อมด้วยพระพุทธภาษิต และสาวกภาษิต
        ครั้นล่วงสู่พุทธศตวรรษที่ ๓  พระมหินทเถระโอรสพระเจ้าอโศกมหาราช (พ.ศ. ๒๗๐ - ๓๑๒) ได้ไปเผยแผ่พระศาสนา ณ ลังกาทวีป หลังการสังคายนาครั้งที่ ๓  ท่านได้นำพระไตรปิฎกพร้อมกับคัมภีร์มหาอรรถกถาไปด้วย  ต่อมาคัมภีร์มหาอรรถกถาได้รับการแปลเป็นภาษาสิงหลเพื่อให้กุลบุตรชาวสิงหลได้ศึกษาโดยสะดวก
        เมื่อกาลเวลาผ่านไปคัมภีร์มหาอรรถกถาที่เป็นฉบับภาษาบาลีเดิมได้อันตรธานสูญหายไปจากประเทศอินเดียและลังกา  คงเหลือแต่คัมภีร์มหาอรรกถาที่แปลเป็นภาษาสิงหล พระเถระนามว่าพระพุทธโฆสาจารย์ได้เดินทางไปประเทศลังกาในรัชสมัยพระเจ้ามหานาม (พ.ศ.๙๕๓ - ๙๗๕) แล้วปริวรรตคัมภีร์มหาอรรถกถาฉบับที่แปลเป็นภาษาสิงหลมาเป็นภาษาบาลี

(ค้นคว้าเพิ่มเติมได้จาก ๑. วิ.อฏ. ๑/๓ , ที.อฏ. ๓/๒๖๗ , ม.อฏ. ๔/๒๕๙, สํ.อฏ. ๓/๓๙๓, อํ.อฏ.๓/๙๗๓)  (อรรถาธิบายอันประเสริฐ) หรือ มูลัฏฐกถา, ๒.ที.อฏ. ๓/๒๖๘, ม.อฏ.๔/๒๕๙, สํ.อฏ. ๓/๓๙๓, อํ.อฏ.๓/๓๙๗) (อรรถาธิบายดั้งเดิม)

หมายเหตุคัดมาจากกระทู้ที่ 1678 เรื่องคำถามเรื่องอนุสัยของผู้ไม่ประสงค์ออกนาม

หวังว่าคุณหนูคงจะได้รับคำตอบข้อที่สงสัยบ้างตามสมควร


 จากคุณ : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม [ 9 มี.ค. 2544 / 23:54:13 น. ]
     [ IP Address : 203.144.193.6 ]


 ความคิดเห็นที่ 68 : (ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม)

ขอกลับสู่เนื้อหาปัฏฐานต่อไป
๑๖. อินทริยปัจจัย
พระบาลีนิทเทส : -
๑. จกฺขุนฺทฺริยํ  จกฺขุวิ ฺ าณธาตุยา ตํสมฺปยุตฺตกานญฺจ ธมฺมานํ อินฺทฺริยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
จักขุปสาท    ----------        จักขุวิญญาณจิต  ๒ + ๗
       
๒. โสตินฺทฺริยํ  โสตวิ ฺ าณธาตุยา ตํสมฺปยุตฺตกานญฺจ ธมฺมานํ อินฺทฺริยปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ

โสตปสาท  ----------        โสตวิญญาณจิต  ๒ + ๗
       
๓. ฆานินฺทฺริยํ ฆานวิ ฺ าณธาตุยา ตํสมฺปยุตฺตกานญฺจ ธมฺมานํ อินฺทฺริยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ

ฆานปสาท        --------        ฆานวิญญาณจิต  ๒ + ๗
       
๔. ชิวฺหินฺทฺริยํ ชิวฺหาวิ ฺ าณธาตุยา ตํสมฺปยุตฺตกานญฺจ ธมฺมานํ อินฺทฺริยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ

ชิวหาปสาท        --------        ชิวหาวิญญาณจิต  ๒ + ๗
       
๕. กายินฺทฺริยํ กายวิ ฺ าณธาตุยา ตํสมฺปยุตฺตกานญฺจ ธมฺมานํ  อินฺทฺริยปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ

กายปสาท        ---------        กายวิญญาณจิต  ๒ + ๗
       
๖. รูปชีวิตินฺทฺริยํ  กฏตฺตารูปานํ อินฺทฺริยปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ

รูปชีวิตินทรีย์         --------        กัมมชรูป ๙ หรือ ๘  ที่ในกลาปเดียวกันกับปัจจัย (เว้นรูปชีวิต)
       
๗. อรูปิโน อินฺทฺริยา สมฺปยุตฺตกานํ  ธมฺมานํ  ตํสมุฏฺ านานญฺจ  รูปานํ  อินฺทฺริยปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ

นามอินทรีย์ ๘ ----------   จิต ๘๙ + ๕๒  จิ.๑๗  ป.กํ.๒๐
(จากพระไตรปิฎกบาลีฉบับสยามรัฐ  ข้อ ๑๗ หน้า ๑๐)
        อินทริยปัจจัยนี้  แบ่งออกตามพระบาลีนิทเทสได้  ๓  อย่างคือ 
        ข้อ ๑ - ๕  เป็น  ปุเรชาตินทริย  หรือวัตถุปุเรชาตินทริยปัจจัย
ข้อ ๖        เป็น         รูปชีวิตินทริยปัจจัย
        ข้อ ๗           เป็น        นามชีวิตินทริย        หรือสหชาตินทริยปัจจัย


วจนัตถะ : -
        อินฺทติ  ปรมอิสฺสริยํ  กโรตีติ = อินฺทฺริยํ         ธรรมชาติใดเป็นใหญ่ คือ กระทำซึ่งความเป็นใหญ่ยิ่ง  ชื่อว่า  อินทรีย์
        อินฺทฺริยญฺจ  ตํ  ปจฺจยญฺจาติ  = อินฺทฺริยปจฺจยํ  อินทรีย์นั้นแหละเป็นปัจจัย  จึงเรียกว่า อินทริยปัจจัย
        อิสฺสริยฏฺเ น   อธิปติยฏฺเ น  วา   อุปการกา   อิตฺถินฺทฺริยปุริสินฺทฺริยวชฺชา 
วีสตินฺทฺริยา = อินฺทฺริยปจฺจโย  อินทรีย์ ๒๐  เว้นอิตถินทรีย์  และปุริสินทรีย์เสีย  เป็นธรรมช่วยอุดหนุน โดยความเป็นใหญ่  หรือเป็นหัวหน้า  ชื่อว่า อินทริยปัจจัย


        คำว่า  อินทรีย์  แปลว่าเป็นใหญ่เป็นหัวหน้า  คือเป็นใหญ่เป็นหัวหน้าเฉพาะในหน้าที่การงานของตนไม่ก้าวก่ายกันและกัน
        ธรรมที่เป็นอินทริยปัจจัยนี้มีทั้งรูปธรรมและนามธรรม  แต่ทั้งรูปและนามนี้ต่างก็เป็นใหญ่เฉพาะในหน้าที่การงานของตน  เช่น จักขุปสาทเป็นใหญ่ในการรับรูปารมณ์  โสตปสาทก็เป็นใหญ่ในการรับเสียง   จักขุวิญญาณจิตเป็นใหญ่ในการเห็น   โสตวิญญาณจิตเป็นใหญ่ในการได้ยินเป็นต้น  ต่างฝ่ายต่างก็ทำหน้าที่ของตนไม่ก้าวก่ายกัน  คือจักขุปสาทจะไปทำหน้าที่รับเสียงแทนโสตปสาทก็ไม่ได้  หรือโสตปสาทจะไปทำหน้าที่รับรูปารมณ์แทนจักขุปสาทก็ไม่ได้  โดยเหตุนี้จึงกล่าวว่ารูปและนามที่เป็นอินทริยปัจจัยนี้ต่างก็เป็นใหญ่เฉพาะในหน้าที่ของตนเท่านั้น

        นามธรรมที่เป็นอินทริยปัจจัยนั้นมี ๘  คือ  ชีวิตินทรีย์   จิตหรือมนินทรีย์ 
เวทนินทรีย์  สัทธินทรีย์  วิริยินทรีย์  สตินทรีย์  สมาธินทรีย์   และปัญญินทรีย์
        รูปธรรมที่เป็นอินทรีย์นั้นมี ๘ เช่นกัน  คือ  ปสาทรูป ๕   ภาวรูป ๒   ชีวิตรูป ๑  แต่
ที่เป็นอินทริยปัจจัยได้นั้น  มีเพียง ๖  เว้นภาวรูป ๒  คือ  อิตถินทรีย์และปุริสินทรีย์เสีย  ทั้งนี้เพราะ ธรรมที่จะเป็นปัจจัยได้นั้น  ต้องมีอำนาจทำให้ปัจจยุปบันนธรรมเกิดขึ้น (ชนกสัตติ) หรือมีอำนาจช่วยอุดหนุน ให้ปัจจยุปบันนธรรมตั้งอยู่ได้ (อุปถัมภกสัตติ)  หรือ  ช่วยตามดูแลรักษา
ปัจจยุปบันนธรรมไว้ (*อนุปาลนสัตติ) อย่างใดอย่างหนึ่ง  แต่ภาวรูป ๒ นี้หาได้มีอำนาจอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๓ อย่างนี้ไม่ กล่าวคือภาวรูป ๒ นี้มีอำนาจเพียงปกครองลักษณะทั้ง ๔ คือลักษณะที่แสดงความเป็นหญิงหรือเป็นชายให้ปรากฏเท่านั้น  ลักษณะทั้ง ๔ คือ
        ๑. ลิงคะ        ได้แก่รูปร่างสัณฐาน  เช่น  หน้าตา  มือ   เท้า  เป็นต้น
        ๒. นิมิตตะ        ได้แก่เครื่องหมาย    เช่น  หนวด  เครา  เป็นต้น
        ๓. กุตตะ        ได้แก่การเล่นหัวต่างๆ
        ๔. อากัปปะ        ได้แก่กิริยาอาการที่แสดงออก  เช่น  การนั่ง  การนอน  เป็นต้น
        ลักษณะทั้ง ๔ นี้เกิดขึ้นในปวัตติกาล  ส่วนภาวรูป ๒ นั้นเกิดขึ้นตั้งแต่ปฏิสนธิกาล  ซึ่งต่างกาลต่างเวลากัน  หมายความว่า  ปัจจัยเกิดขึ้นและดับไปเสียก่อนที่ปัจจยุปบันนจะเกิด  ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้  ภาวรูป ๒  จึงเป็นอินทริยปัจจัยไม่ได้ 
        ต่อไปนี้จะได้แสดงอินทริยปัจจัยทั้ง ๓  ตามลำดับ
*บางแห่งใช้อนุปาลกสัตติ  แต่ในอรรถกถาปัญจปกรณ์หน้า  ๖๒๗  ใช้ว่า อนุปาลนสัตติ

 จากคุณ : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม [ 9 มี.ค. 2544 / 23:55:41 น. ]
     [ IP Address : 203.144.193.6 ]


 ความคิดเห็นที่ 69 : (ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม)

วัตถุปุเรชาตินทริยปัจจัย
ป.จ.          มัชฌิมายุกปสาทรูป ๕  ที่เกิดพร้อมกับอตีตภวังค์แล้วตั้งอยู่ในฐีติขณะ
ป.ย.        ทวิปัญจวิญญาณจิต ๑๐   เจตสิก ๗
ป.น.        จิต ๗๙ (เว้นทวิ. ๑๐)          เจ. ๕๒    รูป  ๗ หมวด
ความเป็นไปของวัตถุปุเรชาตินทริยปัจจัยนี้เหมือนกับวัตถุปุเรชาตปัจจัยทุกประการ 
ต่างกันแต่  วัตถุปุเรชาตปัจจัยนั้นปัจจัยได้วัตถุทั้ง ๖  คือ  ปสาทรูป ๕  และหทัยวัตถุ  ส่วน
วัตถุปุเรชาตินทรีย์นั้น  มุ่งแสดงเฉพาะวัตถุที่เป็นอินทรีย์  จึงได้เฉพาะปสาทรูป ๕  เท่านั้น 
ปัจจยุปบันนก็ลดลงตามปัจจัยด้วย  จึงเหลือเพียงทวิปัญจวิญญาณจิต ๑๐  เจ. ๗
        ในที่นี้ปสาทรูปหรือปัญจวัตถุที่เป็นปัจจัยนั้น  เป็นวัตถุที่อาศัยของปัจจยุปบันนธรรม  เกิดก่อนปัจจยุปบันน  และยังตั้งอยู่  ทั้งเป็นใหญ่เป็นอินทรีย์ด้วย
วจนัตถะ : -
        ปุเรชาโต  หุตฺวา  อินฺทฺริยภาเวน  อุปการโก  ธมโม = ปุเรชาตินฺทฺริยปจฺจโย 
ธรรมที่เกิดก่อนแล้วเป็นปัจจัยช่วยอุดหนุนโดยความเป็นใหญ่ ชื่อว่า  ปุเรชาตินทริยปัจจัย

รูปชีวิตินทริยปัจจัย

ป.จ.        รูปชีวิตินทรีย์   ที่เกิดในปฏิสนธิกาลและปวัตติกาล
ป.ย.        กัมมชรูปที่เหลือ ๙  หรือ ๘  ที่อยู่ในกลาปเดียวกันกับปัจจัย
ป.น.        จิต ๘๙   เจ.๕๒   จิตตชรูป   พาหิรรูป  อาหารชรูป  อุตุชรูป  และรูปชีวิตินทรีย์  ที่อยู่ในกัมมชกลาปทั้งหมด
        ในปัจจัยนี้  ธรรมที่เป็นปัจจัยและปัจจยุปบันน  เกิดขึ้นพร้อมกันในกลาปเดียวกัน  สำหรับสหชาตินทริยปัจจัยที่จะแสดงต่อไปนั้น  ปัจจัยและปัจจยุปบันนก็เกิดขึ้นพร้อมกันในขณะเดียวกัน แต่ความเป็นปัจจัยของ ๒ ปัจจัยนี้  ต่างกาล  กัน  กล่าวคือ  รูปชีวิตินทริยปัจจัยนั้นรูปเป็นปัจจัยแก่รูป  ซึ่งตามธรรมดาของรูปนั้นจะเป็นปัจจัยได้ก็ต่อเมื่อถึง ฐีติขณะ แล้วเท่านั้น   อุปปาทะขณะของรูปนั้นมีกำลังน้อยไม่สามารถจะช่วยอุปการะธรรมอื่นๆ ได้  ส่วนสหชาตินทริยปัจจัยนั้นนามเป็นปัจจัยแก่นามรูป  สำหรับนามนั้นเป็นปัจจัยแก่รูปได้ตั้งแต่อุปปาทะขณะจนถึงฐีติขณะ  และนามเป็นปัจจัยแก่นามด้วยกันได้ครบทั้ง ๓ ขณะ ด้วยเหตุที่ความเป็นปัจจัยของ ๒ ปัจจัยนี้ต่างกาลต่างขณะกันนั่นเอง  ท่านจึงไม่แสดงรวมกัน  แต่แสดงแยกจากกัน
อนึ่ง  รูปชีวิตินทริยปัจจัยนี้เป็นปัจจัยแก่รูปที่เหลือในกลาปเดียวกับตนโดย
อนุปาลนสัตติส่วนสหชาตินทริยปัจจัย  เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่เกิดพร้อมกับตนโดย
ชนกสัตติ และอุปถัมภกสัตติ

สหชาตินทริยปัจจัย

ป.จ.        นามอินทรีย์องค์ธรรม ๘  คือ  ชีวิตินทรีย์  มนินทรีย์   เวทนินทรีย์   สัทธินทรีย์ 
วิริยินทรีย์   สตินทรีย์   สมาธินทรีย์   และปัญญินทรีย์
ป.ย.        จิต ๘๙    เจ.๕๒   จิตตชรูป ๑๗  ปฏิสนธิกัมมชรูป  ๒๐
ป.น.        รูปที่เหลือ  ๕  หมวด
ความเป็นไปของปัจจัยนี้   นามเป็นปัจจัยแก่นามและรูป  ทั้งโดยชนกสัตติ  และ
อุปถัมภกสัตติ  ในฐานะที่ธรรมที่เป็นปัจจัยนั้นเป็นอินทรีย์ด้วย   อนึ่งธรรมที่เป็นปัจจัยและ
ปัจจยุปบันน  ของสหชาตินทริยปัจจัยนี้เกิดขึ้นพร้อมกันในขณะเดียวกัน จึงเป็น  สหชาตชาติ
และ ปัจจุบันกาล

 จากคุณ : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม [ 9 มี.ค. 2544 / 23:56:16 น. ]
     [ IP Address : 203.144.193.6 ]


 ความคิดเห็นที่ 70 : (ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม)

คุณ deedi

ลืมบอกไปว่า เวลา นำมา post ในกระทู้เนื่องจากผู้พิมพ์ไม่รอบคอบดังนั้น พระบาลี จะหายไปบ่อยๆ ตัวที่หายส่วนใหญ่จะเป็น ฐ ญ ไม่มีหาง จึงอาจจะทำให้ความสมบูรณ์ของกระทู้ไม่ดีเท่าที่ควร ถ้าคุณ deedi จะกรุณาแก้ไข เพื่อความถูกต้อง (แต่ถ้าแก้ไม่ได้ก็คงต้องปล่อยไป) สามารถหาซื้อหนังสือเล่มดังกล่าวเพื่อตรวจดูบาลีได้ ที่ อชว. ที่คุณdeedi เรียนอภิธรรมชั้นสอง ห้องธุรการได้ รู้สึกว่าจะเล่มละ ๑๒๐ บาท

จึงเรียนมาเพื่อทราบ

 จากคุณ : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม [ 10 มี.ค. 2544 / 00:04:30 น. ]
     [ IP Address : 203.144.193.6 ]


 ความคิดเห็นที่ 71 : (deedi)

กราบขอบพระคุณยิ่งในเมตตาในธรรมของคุณผู้ไม่ประสงค์ออกนาม
ที่กรุณาอนุญาตให้นำธรรมะ
เรื่องความเข้าใจเบื้องต้นในคัมภีร์มหาปัฏฐานในกระทู้นี้
ไปใส่ไว้ในโฮมเพจ easydharma ด้วย
เมื่อไหร่เริ่มนำไปใส่ไว้ก็จะมาแจ้ง
คุณผู้ไม่ประสงค์ออกนามให้ทราบอีกทีนะคะ
(ดิฉันขออนุญาตใส่ url ของ easydharma ไว้ตรงนี้ด้วยเลย
เผื่อคุณผู้ไม่ประสงค์ออกนามจะได้แวะไปดูสถานที่
ที่จะนำธรรมนี้ไปเก็บไว้อีกแห่งค่ะ - โดยดิฉันคงจะ
จัดหมวดหมู่ต่างๆ ใหม่อีกครั้ง เพิ่มหัวข้อเป็นเกี่ยวกับปริยัติ
เป็นอีกหัวข้อใหญ่ไปเลย - คิดๆ เอาไว้
แต่ยังไม่ได้คิดละเอียดชัดเจนนักและยังไม่มีเวลาทำค่ะ
และหากคุณผู้ไม่ประสงค์ออกนามหรือเพื่อนคนใด
มีอะไรจะแนะนำ ก็บอกกันมาได้เสมอนะคะ
http://www.geocities.com/easydharma/ )

และขอน้อมรับคำแนะนำทั้งหมดคือ
จะใส่รายละเอียดที่มาที่ไปของธรรมะนี้ไว้ด้วย
และโดยเฉพาะจะใส่ชื่อครูบาอาจารย์ทั้ง ๒ ท่านไว้ด้วย -
รวมทั้งจะขออนุญาตใส่ว่าเป็นการรวบรวมและแสดงธรรม
โดยคุณผู้ไม่ประสงค์ออกนาม ด้วยนะคะ

สำหรับหนังสือ ‘ปัฏฐาน’ ที่แนะนำมาเพื่อจะได้นำมาใช้
พิสูจน์อักษรพระบาลีประกอบไปด้วยนั้นขอบพระคุณมากนะคะ
จดชื่อหนังสือและรายละเอียดเอาไว้แล้วค่ะ
สุดสัปดาห์หน้าคงได้ไปซื้อ - ดีใจหนอ จะได้เอาไว้อ่านด้วย :)
และหากมีเวลาก็จะทยอยเทียบเช็คเพื่อความถูกต้องในตัวสะกดบาลี
แต่หากยังไม่มีเวลาก็คงจะยังไม่ได้ตามเทียบแต่คงจะนำธรรมทั้งหมด
ไปลงไว้ก่อน  แล้วทำหมายเหตุแจ้งผู้อ่านเอาไว้ แหละเมื่อมีเวลา
ก็ค่อยมานั่งเอามาเทียบเคียงเช็คตัวสะกด ฐ ญ ที่ขาดหาย
และแก้ไขให้สมบูรณ์ ต่อๆ ไปค่ะ

และหากคุณผู้ไม่ประสงค์ออกนามหรือเพื่อนคนใด
มีหนังสือหรือสื่อธรรมะดีๆ อื่นใด เมื่อใดก็ตาม ที่อยากจะ
แนะนำให้ไปหาอ่าน ที่เป็นหนังสือแนวธรรมปฏิบัติ
หรือธรรมะดีๆ ที่น่าอ่าน ควรอ่าน
โดยเฉพาะธรรมะทางด้านพระอภิธรรมนี้
โปรดเมตตาแนะนำด้วยเสมอนะคะ ดิฉันงกความรู้ :) 
อยากได้ความรู้ดีๆ ทางธรรมเสมอ
อยากหามาอ่านหามาเก็บเอาไว้ไปหมด
และแนะนำกันตรงนี้คงจะเป็นประโยชน์
กับผู้สนใจทั้งหลายโดยรวมไปด้วย

ต้องขออภัยที่ใช้พื้นที่กระทู้นอกประเด็นหัวข้อกระทู้เสียยาว
ต่อไปก็คงจะตามอ่านตาม save ไปเรื่อยๆ เงียบๆ แล้วค่ะ

อีกครั้ง กราบขอบพระคุณในความเสียสละ วิริยะ อุตสาหะ
ความเมตตาเอื้อเฟื้อธรรมะของคุณผู้ไม่ประสงค์ออกนาม
ไว้ตรงนี้ด้วยค่ะ

ด้วยความเคารพในธรรม
และในความเมตตาต่อเพื่อนร่วมทุกข์

:)

 จากคุณ : deedi [ 11 มี.ค. 2544 / 22:58:29 น. ]
     [ IP Address : 203.146.125.44 ]


 ความคิดเห็นที่ 72 : (หนู)

กราบขอบพระคุณคุณผู้ไม่ประสงค์ออกนามเป็นอย่างสูง ในคำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องภาษาที่ถามไปค่ะ เข้าใจดีขึ้นมากเลยค่ะ

 จากคุณ : หนู [ 12 มี.ค. 2544 / 09:13:24 น. ]
     [ IP Address : 203.147.53.100 ]


 ความคิดเห็นที่ 73 : (ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม)

เรื่องของอินทริยปัจจัยเป็นเรื่องใหญ่สมชื่อ เพราะความเป็นใหญ่เป็นผู้ปกครองของจิตและเจตสิก รวมถึงรูปด้วย ล้วนขึ้นอยู่กับอินทริยปัจจัยเป็นส่วนมาก โดยเฉพาะในเรื่องของการปฏิบัติ หมวดธรรมที่เราคุ้นเคยกันดีก็คือ อินทรีย์ ๕ คือ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา ซึ่งต่างคนต่างเป็นใหญ่ในกิจต่างๆ ของตน กล่าวคือ 

สัทธา เป็นอินทรีย์ เรียกสัทธินทรีย์ ทำหน้าที่เป็นใหญ่ในความเลื่อมใสสัทธา  เป็นปฏิปักข์กับวิจิกิจฉา คือความสงสัย
วิริยะ เป็นอินทรีย์ เรียกวิริยินทรีย์ ทำหน้าที่เป็นใหญ่ในความเพียร หรือตั้งมั่น  เป็นปฏิปักข์กับโกสัชชะ คือความเกียจคร้าน
สติ เป็นอินทรีย์ เรียกสตินทรีย์ ทำหน้าที่เป็นใหญ่ในความระลึกเป็น ปฏิปักข์กับ ความหลงลืม
สมาธิ เป็นอินทรีย์ เรียกสมาธินทรีย์ ทำหน้าที่เป็นใหญ่ในความตั้งมั่น เป็นปฏิปักข์กับ อุททัจจะ คือความฟุ้งซ่าน
ปัญญา เป็นอินทรีย์ เรียกปัญญินทรีย์ ทำหน้าที่เป็นใหญ่ในการรู้แจ้งเป็นปฏิปักข์กับ อวิชชา คือความไม่รู้

อินทรีย์เหล่านี้ต่างทำงานได้ก็เพราะอาศัยอำนาจของอินทริยปัจจัย หาได้เกิดแต่การเข้าไปบังคับบัญชาของผู้ใดไม่  ในระดับเบื้องต้นธรรมเหล่านี้เป็นธรรมที่ต้องเจริญ ซึ่งดูเหมือนว่าเป็นตัวตนของเรา เช่น สติของเรา เรามีสัทธา เรามีปัญญา เราขยัน ในการกำหนดอารมณ์ปัจจุบัน แต่ในบั้นปลายแล้วสภาพธรรมเหล่านี้หาใช่เป็นสิ่งที่เป็นตัวตนแต่ใดไม่ แต่ต้องอาศัยการปฏิบัติจนผู้ปฏิบัติเห็นสภาพธรรมเหล่านี้โดยความเป็นอนัตตา จึงจะประจักษ์แจ้งในสภาพธรรมนี้ได้อย่างชัดเจน ซึ่งผู้ปฏิบัติวิปัสสนาต้องกำหนดรู้อินทรีย์เหล่านี้ในอินทริยปัจจัยเป็นอารมณ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในวิปัสสนาภูมิด้วย

ส่วนวัตถุปุเรชาตินทริยนั้นก็เป็นเรื่องที่เราคุ้นกันดี คือ ตาหรือจักขุเป็นอินทรีย์ จึงเรียกว่าจักขุนทรีย์ มีความเป็นใหญ่ในการมอง เราจะใช้ตาไปดม หรือชิมแกงก็หาได้ไม่ เพราะความเป็นอินทรีย์นั่นเอง  ในหู หรือจมูก ลิ้น กาย ก็นัยเดียวกัน ส่วนรูปชีวิตตินทริยปัจจัยก็แสดงถึงความเป็นใหญ่ในการปกครองรูปทั้งหลายให้ดำรงอยู่ได้ตามสมควร


เมื่อทราบความเป็นอินทรีย์ของธรรมแต่ละอย่างก็จะสามารถกำหนดอายตนะซึ่งเป็นวิปัสสนาภูมิได้อย่างชัดแจ้ง ไม่คลุมเคลือ เพราะผู้ปฏิบัติวิปัสสนาหลายท่าน กำหนดสติได้ดี ทุกอิริยาบถใหญ่ และย่อย หรือแม้แต่ดูจิตได้ แต่วิปัสสนาญาณยังไม่เกิด จึงไม่สามารถแยกได้ว่าอะไรเป็นรูปหรือเป็นนาม แม้อาจจะเห็นความเกิดดับได้ เช่นกำหนดความฟุ้งซ่านได้ และเห็นการดับของความฟุ้งซ่าน แต่ก็หารู้ไม่ว่าความฟุ้งนั้นเป็นนามชนิดหนึ่ง ไม่ใช่เรา หรือเป็นสัตว์เป็นบุคคล  การเกิดดับนั้นก็ยังไม่เป็นวิปัสสนา เป็นเพียงสติปัฏฐานธรรมดา

 จากคุณ : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม [ 12 มี.ค. 2544 / 23:56:03 น. ]
     [ IP Address : 203.144.192.17 ]


 ความคิดเห็นที่ 74 : (ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม)

๑๗. ฌานปัจจัย
พระบาลีนิทเทส : -
        ฌานงฺคานิ  ฌานสมฺปยุตฺตกานํ  ธมฺมานํ  ตํสมุฏฺ านานญฺจ รูปานํ  ฌานปจฺจเยน  ปจฺจโยฯ  
องค์ฌาน ๗ เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่ประกอบด้วยองค์ฌานและแก่รูปทั้งหลาย  ซึ่งมีองค์ฌานและธรรมที่ประกอบด้วยองค์ฌานนั้นเป็นสมุฏฐาน  ด้วยอำนาจของฌานปัจจัย ฯ

ปัจจัย        องค์ฌาน ๗  คือ  วิตก  วิจาร  ปีติ  โสมนัส  โทมนัส  อุเบกขา  เอกัคคตา
ปัจจยุปบันน จิต ๗๙  (เว้นทวิ.๑๐)  เจ.๕๒   จิตตชรูป  ๑๗   ป.กํ.๒๐
ปัจจนิก        ทวิ.๑๐ + ๗   และรูป ๕ หมวด   คือ   พา – หา – อุ – สัญ – ติ.

        อนึ่งสำหรับปัจจัยนั้นนับองค์ฌาน ๕ ก็ได้   คือนับโสมนัส  โทมนัส  และอุเบกขา  รวมกันเป็นเวทนาอย่างเดียว  แต่ที่นับ ๗ นั้นเพราะ เวทนาแต่ละอย่างทำให้เกิดปัจจยุปบันนธรรมได้ไม่เท่ากัน 

        คำว่า  ฌาน  มีความหมาย ๒  อย่าง   อย่างแรกหมายถึงการเพ่ง  การเพ่งนั้นหมายถึงการเพ่งอารมณ์   มีรูปารมณ์  หรือกสิณเป็นต้น   การเพ่งอารมณ์ธรรมดาหรืออารมณ์ที่เกี่ยวกับสมถภาวนา เรียกว่า  อารัมมณูปนิชฌาน  ส่วนการเพ่งอารมณ์ที่เกี่ยวกับวิปัสสนาภาวนา  คือเพ่งไตรลักษณ์   เรียกว่า  ลักขณูปนิชฌาน   แม้การเพ่งพระนิพพานเป็นอารมณ์   ก็จัดอยู่ในลักขณูปนิชฌาน  เพราะเป็นการเพ่ง ตถลักขณะ  คือลักษณะที่เป็นสันติสุขโดยแท้

        นอกจากนั้น  คำว่า ฌาน  ยังหมายถึงการเผา  คือเผาธรรมที่ตรงข้ามกับตน  ฌานนี้เมื่อว่าโดยประเภทแล้วมี  ๗  คือ  วิตก  วิจาร  ปีติ  โสมนัส  โทมนัส  อุเบกขา  และเอกัคคตา  เมื่อว่าโดยสภาวะปรมัตถ์แล้วมีเพียง ๕ คือ วิตก  วิจาร  ปีติ  เวทนา  และเอกัคคตา

        อารมฺมณูปนิชฺฌานโต  ปจฺจนิกฌาปนโต  วา  ฌานํ ฯ  ธรรมที่เพ่งอารมณ์ก็ดี  หรือธรรมที่เผาปฏิปักษ์ธรรมก็ดี  ธรรมนั้น  เรียกว่า  ฌาน

        ในบรรดาองค์ฌานทั้ง ๗  นี้  วิตกเป็นองค์สำคัญที่สุด  จิตใดปราศจากวิตก  จิตนั้นไม่เรียกว่าฌาน  ด้วยเหตุนี้  ทวิ.๑๐   จึงไม่เรียกว่าฌาน
        ธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อองค์ฌานเหล่านี้  คือ : -
        ธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อวิตก        คือ        ถีนะ – มิทธะนิวรณ์
        ธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อวิจาร        คือ        วิจิกิจฉานิวรณ์
        ธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อปีติ        คือ        พยาปาทนิวรณ์
        ธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อโสมนัส        คือ        อุทธัจจะ – กุกกุจจะนิวรณ์
        ธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อโทมนัส        คือ        ปีติ  และโสมนัส
        ธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่ออุเบกขา        คือ        อุทธัจจะ – กุกกุจจะ  และโทมนัสเวทนา
        ธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อเอกัคคตา        คือ        กามฉันทะนิวรณ์
ถ้าจะแยกปัจจัยธรรมออกโดยละเอียดแล้วจะได้ดังนี้
๑. วิตก          ได้แก่  วิตกเจตสิก   ที่ในจิต ๕๕  (คือกามจิต ๔๔  เว้นทวิ.๑๐  ปฐมฌาน ๑๑)
๒. วิจาร ได้แก่  วิจารเจตสิก  ที่ในจิต ๖๖ (คือกามจิต ๔๔  เว้นทวิ.๑๐   ปฐมฌาน ๑๑
ทุติยฌาน๑๑)
๓. ปีติ        ได้แก่        ปีติเจตสิก     ที่ในปีติสหคตจิต  ๕๑
๔. โสมนัส   ได้แก่  โสมนัสเวทนาเจตสิก    ที่ในโสมนัสสหคตจิต ๖๒
๕. โทมนัส   ได้แก่  โทมนัสเวทนาเจตสิก    ที่ในโทสะมูลจิต ๒
๖. อุเบกขา  ได้แก่  อุเบกขาเวทนาเจตสิก  ที่ในอุเบกขาสหคตจิต  ๔๗  (เว้นจักขุวิญญาณ ๒,โสตวิญญาณ ๒,  ฆานวิญญาณ ๒,  ชิวหาวิญญาณ ๒)
๗. เอกัคคตา  ได้แก่  เอกัคคตาเจตสิก  ที่ในจิต ๗๙  (เว้นทวิ.๑๐)

        อนึ่งความแตกต่างของฌานมิได้อยู่ที่การเพ่งอารมณ์  แต่อยู่ที่การเผาธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อตนกล่าวคือ   องค์ฌานที่ในมหากุศล   สามารถจะเผากิเลสคืออกุศลได้เพียงชั่วคราว (ตทังคปหาน)  องค์ฌานที่ในมหัคคตกุศล  สามารถจะเผาอกุศลถึงขั้นวิกขัมภนปหาน  และองค์ฌานที่ในโลกุตตรกุศล  สามารถเผาอกุศลได้เป็นสมุจเฉทปหาน

วจนัตถะ : -
        อารมฺมณํ  ฌายติ  อุปนิชฺฌายตีติ  =  ฌานํ   ธรรมชาติใดย่อมเข้าไปเพ่งซึ่งอารมณ์มีรูปารมณ์หรือกสิณเป็นต้น  เพราะเหตุนั้น  ธรรมชาตินั้น  ชื่อว่า ฌาน
        ฌานญฺจ  ตํ  ปจฺจยญฺจาติ  = ฌานปจฺจยํ  ฌานนั้นแหละเป็นปัจจัย  จึงชื่อว่า ฌานปัจจัย
        อารมฺมณํ   อุปคนฺตฺวา   ตสฺมึ   วา   ภุสํ   ทฬฺหํ   นิปฺปตฺติตฺวา   วิย   ฌายนฏฺเ น  โวโลกนฏฺเ น  อุปการโก  ธมฺโม = ฌานปจฺจโย          ธรรมที่เป็นปัจจัยช่วยอุดหนุน  โดยอรรถว่าเข้าไปใกล้ชิดอารมณ์หรือประดุจหนึ่งว่า  ตกไปติดแน่นอยู่ในอารมณ์นั้นแล้วและเพ่ง  คือ  จ้องดูอยู่ชื่อว่า  ฌานปัจจัย


        ฌานปัจจัยนี้   นามเป็นปัจจัยแก่นามและรูป   ที่เกิดพร้อมกับตนทั้งโดยชนกสัตติและอุปถัมภกสัตติ  จัดเป็นสหชาตชาติ  และปัจจุบันกาล
        หมายเหตุ  ในอัฏฐสาลินีบาลีของไทยหน้า ๒๗๔ แสดงว่า  ฌานนฺติ  ทุวิธํ  ฌานํ  โหติ    อารมฺมณูปนิชฺฌานญฺจ   ลกฺขณูปนิชฺฌานญฺจ ฯ   ตตฺถ   อฏฺ    สมาปตฺติโย  ปฐวีกสิณาทิอารมฺมณํ   อุปนิชฺฌายนฺตีติ   อารมฺมณูปนิชฺฌานนฺติ   สํขฺยํ   คตา ฯ วิปสฺสนามคฺคผลานิ  ปน  ลกฺขณูปนิชฺฌานํ  นาม ฯ ตตฺถ วิปสฺสนา อนิจฺจาทิลกฺขณสฺส   อุปนิชฺฌานโต  ลกฺขณูปนิชฺฌานํ  ฯ  วิปสฺสนาย  กตกิจฺจํ   มคฺเคน   อิชฺฌนโต   มคฺโค   ลกฺขณูปนิชฺฌานํ ฯ  ผลํ  ปน  นิโรธสจฺจํ   ตถลกฺขณํ  อุปนิชฺฌายนฺตีติ  ลกฺขณูปนิชฺฌานํ ฯ
        แปลว่า  ที่ชื่อว่า  ฌาน  ได้แก่ฌาน ๒ อย่าง  อารัมมณูปนิชฌาน ๑ ลักขณูปนิชฌาน ๑บรรดาฌานทั้งสองนั้น  สมาบัติ ๘  ย่อมเข้าไปเพ่งอารมณ์มีปฐวีกสิณเป็นต้น  เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าอารัมมณูปนิชฌาน  ส่วนวิปัสสนามรรคและผล ชื่อว่า ลักขณูปนิชฌาน  บรรดาวิปัสสนามรรคและผลเหล่านั้น วิปัสสนา ชื่อว่าลักขณูปนิชฌาน เพราะเข้าไปเพ่งลักษณะมีอนิจจลักษณะ เป็นต้น  มรรค  ชื่อว่า  ลักขณูปนิชฌาน   เพราะกิจที่พระโยคาวจรพึงทำให้เสร็จด้วยวิปัสสนาจะสำเร็จสมบูรณ์ด้วยมรรค   ส่วน ผล   ชื่อว่า ลักขณูปนิชฌาน  เพราะเข้าไปเพ่งนิโรธสัจ  ซึ่งมีลักษณะ ที่เป็นจริง   (คือมีนิพพานเป็นอารมณ์)ในฌานปัจจัยนี้  แสดงฌานทั้ง  ๒  อย่าง

 จากคุณ : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม [ 12 มี.ค. 2544 / 23:58:47 น. ]
     [ IP Address : 203.144.192.17 ]


 ความคิดเห็นที่ 75 : (ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม)

คุณ deedi

มีหนังสือแนะนำที่หาซื้อได้ในวัดมหาธาตุ  คุณ deedi ลองไปดูที่มูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุ ไม่ใช่ที่อชว. แต่อยู่ระหว่างทางเดินกึ่งกลางระหว่างอชว.กับคณะ ๒๕ อยู่ใกล้กำแพงโบสถ์ จะมีหนังสือดีๆ หลายเล่ม และราคาไม่แพงคือ
๑.พระพุทธประวัติโดยคณะสหายธรรม (หน้าปกเป็นรูปธัมมจักร มีกวางหมอบ สีเขียว ) เป็นการรวบรวมเกี่ยวกับประวัติการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ตั้งแต่พระชาติแรกๆ
๒. พระพุทธกิจ ๔๕ พรรษา รวบรวมโดยคุณสุรีย์ มีผลกิจ หน้าปกเป็นรูปสารนาถ ที่แสดงพระธัมมจักร

นอกจากนี้ยังมีหนังสือดีๆ อีกมาก เช่นหนังสือชัยชนะของพระพุทธเจ้า เรื่องเกี่ยวกับความเป็นมาในพระพุทธประวัติก่อนมาเป็นคาถาพาหุงที่พวกเราชอบสวด ฯลฯ  อย่างไรคุณ deedi ลองไปดูได้ คงจะช่วยเพิ่มเนื้อที่ในตู้หนังสือของคุณ deedi ได้อีกมากเลย

 จากคุณ : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม [ 13 มี.ค. 2544 / 00:06:46 น. ]
     [ IP Address : 203.144.192.17 ]


 ความคิดเห็นที่ 76 : (deedi)

สาธุ :)  ขอบพระคุณยิ่งค่ะคุณผู้ไม่ประสงค์ออกนาม
จดเอาไว้หมดทุกเล่มแล้วค่ะ ที่อื่นๆ ที่ไม่ใช่แถววัดมหาธาตุ
ก็แนะๆ ไว้ได้เสมอนะคะ
หนังสือหรือสื่อธรรมะดีๆ นี่่ ถ้าทำได้ก็จะยอมดั้นด้น
ไปหามาไว้อ่านไว้ศึกษาเสมอค่ะ

ขออานิสงส์ในการแนะนำแหล่งธรรมะดีๆ นี้
จงเป็นผลให้คุณผู้ไม่ประสงค์ออกนามได้เจริญก้าวหน้าในธรรม
ยิ่งๆ ขึ้นไปโดยปราศจากอุปสรรคใดๆ ทั้งปวงนะคะ

:)

 จากคุณ : deedi [ 13 มี.ค. 2544 / 23:04:02 น. ]
     [ IP Address : 203.146.214.97 ]


 ความคิดเห็นที่ 77 : (ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม)


๑๘. มัคคปัจจัย
พระบาลีนิทเทส : -
        มคฺคงฺคานิ  มคฺคสมฺปยุตฺตกานํ  ธมฺมานํ  ตํสมุฏฺ านานญฺจ รูปานํ มคฺคปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ  องค์มัค ๙  เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่เกิดพร้อมกับองค์มัค  และแก่รูปทั้งหลายที่มีองค์มัคและธรรมที่ประกอบกับองค์มัคนั้นเป็นสมุฏฐาน  ด้วยอำนาจของมัคคปัจจัย


ปัจจัย        องค์มัค ๙  คือ  ปัญญา  วิตก  วิรตี ๓  วิริยะ  สติ  เอกัคคตา  (สมาธิ)  และทิฏฐิ
ปัจจยุปบันน   สเหตุกจิต ๗๑  เจ.๕๒   สเหตุกจิตตชรูป ๑๗  สเหตุกปฏิสนธิกัมมชรูป ๒๐
ปัจจนิก        อเหตุกจิต ๑๘  เจ.๑๒   อเหตุกจิตตชรูป ๑๗   อเหตุก ป.กํ.๒๐   และรูป ๕ หมวดที่เหลือคือ พา. หา. อุ. สญฺ. ติ.

        ถ้าจำแนกปัจจัยธรรมโดยละเอียดจะได้ดังนี้
๑. ปัญญา        ได้แก่        ปัญญาเจตสิก        ที่ในติเหตุกจิต ๔๗
๒. วิตก        ได้แก่        วิตกเจตสิกที่ในสวิตักกจิต ๔๗  (เว้นที่เกิดกับอเหตุกจิต ๘)
๓. วิรตี ๓        ได้แก่        วิรตีเจตสิก  คือ  สัมมาวาจา  สัมมากัมมันตะ  และสัมมาอาชีวะเจตสิก  ที่ในมหากุศลจิต ๘  โลกุตตรจิต ๘
๔. วิริยะ        ได้แก่        วิริยะเจตสิก        ที่ในสเหตุกจิต ๗๑   (เว้นที่เกิดกับอเหตุกจิต ๒)
๕. สติ        ได้แก่        สติเจตสิก        ที่ในโสภณจิต ๕๙
๖. เอกัคคตา ได้แก่        เอกัคคตา        ที่ในสเหตุกจิต ๗๐   (เว้นวิจิกิจฉาสัมปยุตตจิต)
๗. ทิฏฐิ        ได้แก่        ทิฏฐิเจตสิกที่ในทิฏฐิคตสัมปยุตตจิต ๔

ความจริงมัคคังคะมี ๑๒  คือ  สัมมามัค ๘  มิจฉามัค ๔   แต่เมื่อว่าโดยสภาวธรรมแล้ว ได้แก่เจตสิก ๙ ดวงที่กล่าวแล้วนั่นเอง  (ดูรายละเอียดได้จากปริจเฉทที่ ๗)

วจนัตถะ : -
        มคฺโค  วิยาติ = มคฺโค          ธรรมที่เป็นประดุจหนทาง  ชื่อว่า   มัคคะ
        สุคติทุคฺคตีนํ   นิพฺพานสฺส  จ  อภิมุขํ   ปาปนโต  = มคฺโค   ธรรมที่ชื่อว่า  มัคคะ  ก็เพราะเหตุว่าเป็นธรรมที่นำไปสู่สุคติ  ทุคติ  และนิพพาน
        มคฺคภาเวน   อุปการโก  ธมฺโม  = มคฺคปจฺจโย    ธรรมที่เป็นผู้อุปการะโดยความเป็นมัคค คือ  นำไปสู่สุคติ  ทุคติ  และนิพพาน  ชื่อว่า  มัคคปัจจัย


        คำว่า  “มัคคะ”  แปลว่า  หนทาง   ธรรมดาหนทางนั้น  ย่อมนำผู้เดินไปสู่จุดหมาย  มัคคปัจจัยนี้  ก็เช่นเดียวกัน  นำสหชาตธรรมที่เกิดพร้อมกับตนไปสู่อารมณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับตนอย่างหนึ่ง (จัดเป็นกิจธรรมดา)  และนำสหชาตธรรมที่เกิดพร้อมกับตนไปสู่  ทุคติ  สุคติ  และนิพพาน อีกอย่างหนึ่ง (จัดเป็นกิจพิเศษ) สำหรับกิจพิเศษนี้เกี่ยวข้องกับปฏิสนธิเท่านั้น ฉะนั้นองค์มัคที่ทำกิจพิเศษนี้  จึงต้องเกิดในกุศลและอกุศลเท่านั้น  ถึงกระนั้นการนำสหชาตธรรม ไปสู่  ทุคติ  สุคติและนิพพาน  ก็เป็นหน้าที่โดยปริยายเท่านั้น  หาใช่หน้าที่โดยตรงไม่   เพราะหน้าที่โดยตรงนั้นเป็นของนานักขณิกกัมมปัจจัย

        ด้วยเหตุดังกล่าวนี้  มัคคปัจจัย  จึงได้ชื่อว่า  สัมปาปกเหตุ  คือเหตุที่ทำให้ถึง อุปมาเหมือนยานพาหนะที่พาผู้โดยสารไปสู่ที่หมาย

 จากคุณ : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม [ 15 มี.ค. 2544 / 01:30:27 น. ]
     [ IP Address : 203.144.197.58 ]


 ความคิดเห็นที่ 78 : (ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม)

ปัจจัยทั้งสองคือ ฌานปัจจัย และมัคคปัจจัยนั้นเป็นปัจจัยที่สำคัญมากในการปฏิบัติสมถะ และวิปัสสนา เพราะสมถะและวิปัสสนาก็ล้วนสงเคราะห์อยู่ในฌานปัจจัยและมัคคปัจจัยทั้งสิ้น กล่าวคือ สมถะนั้นจะเกิดได้ด้วยอำนาจของฌานปัจจัย คือการเพ่งในอารมณ์ ต่างๆมีกสิณบัญญัติเป็นต้น ซึ่งเรียกได้ว่า อารัมมณูปนิชฌาน  สำหรับวิปัสสนาเรียกว่าฌานได้เช่นกัน แต่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ลักขณูปนิชฌาน คือเพ่งลักษณะ คือพระไตรลักษณ์ การเกิดดับ หรือลักษณะเฉพาะของนาม และรูปแต่ละอย่างนั่นเอง   ส่วนมัคคปัจจัยนั้นก็รวมถึงสมถะและวิปัสสนา เพราะในมรรคนั่นเองที่เป็นทั้งสมถะและวิปัสสนา  เช่นสัมมาทิฏฐิ ถือเป็นปัญญา สัมมาสมาธิ และสัมมาสติเป็นต้นถือเป็นสมาธิ หรือสมถะ

ดังนั้นการที่พระโยคาวจรบุคคลทั้งหลายผู้ปฏิบัติสมถะและวิปัสสนาพึงทราบถึงองค์ธรรมในการปฏิบัติให้ชัดเจนก่อนว่า ผู้ปฏิบัติคืออะไร  อารมณ์ในการปฏิบัติคืออะไร เพราะแท้จริงแล้วผู้ปฏิบัติ กับอารมณ์ปฏิบัตินั้นเป็นคนละอันกัน ถ้ายังแยกไม่ได้การปฏิบัตินั้นก็ยังไม่ชัดเจน และที่สำคัญสมถะกับวิปัสสนาก็มีอารมณ์ต่างกันอย่างชัดเจน ถ้าไม่เข้าใจในอารมณ์ทั้งสองอย่างว่าแตกต่างกันอย่างไร ปฏิบัติวิปัสสนาแต่มีอารมณ์เป็นบัญญัติ แล้วเข้าใจว่าเป็นวิปัสสนา ปฏิบัติสมถะส่วนใหญ่อารมณ์เป็นบัญญัติ แต่มีอารมณ์เป็นปรมัตถ์ก็มี เช่นสมถะบางอารมณ์มีปรมัตถ์เป็นอารมณ์ได้ เช่น อาหาเรปฏิกูลสัญญา แต่ไปเข้าใจว่าเป็นบัญญัติการปฏิบัตินั้นอาจจะคลาดเคลื่อนได้

และเมื่อเลยไปอีกขั้นแม้ผู้ปฏิบัติหรืออารมณ์ปฏิบัตินั้นก็หาใช่ตัวตนให้ยึดแต่อย่างใดไม่ แต่ผู้ปฏิบัติเบื้องต้นส่วนใหญ่ก็อดเผลอไม่ได้ว่า เป็นเราที่ดูลมหายใจ เป็นเราที่เดินจงกรม เป็นเราที่มีสติ เป็นเราที่รู้แจ้งในสภาพธรรมะ ฯลฯ อันจะเป็นปัจจัยให้ตัณหา มานะ และทิฏฐิเข้าไปยึดในสภาพธรรมนั้นว่าเป็นเรา  เช่นเรามีปัญญา ปัญญาเป็นของเรา เราคือปัญญา ปัญญาอยู่ในเรา ตามประสาของสักกายทิฏฐิที่พร้อมจะยึดสภาพธรรมทั้งปวงทั้งดีและไม่ดีว่าเป็นเรา

ต้องไม่ลืมว่าในอกุศลก็มีฌานและมัคคเช่นเดียวกัน เพราะองค์ของฌานและมัคคบางส่วนเป็นอัพยากตธรรม คือไม่ใช่บุญไม่ใช่บาป เช่นวิตก เป็นองค์ฌาน และเป็นองค์มัคค (สัมมาสังกัปปะ หรือมิจฉาสังกัปปะ) ถ้าวิตกที่อยู่ในกุศล ก็เป็นฌานและมัคคปัจจัยในฝ่ายกุศล ถ้าตกอยู่ในอกุศล ก็เป็นฌานและมัคคฝ่ายอกุศลได้

ตัวอย่างเช่น เราเกิดวิตกยกจิตในเรื่องละคร  วิจารก็เคล้าคลึงถึงบทละครต่างๆ มีพระเอก นางเอกฯลฯ ปีติ ก็เกิดความยินดีในละครนั้น และเวทนาที่เป็นสุขก็เกิด เอกัคคตา ก็จดจ้องอยู่กับละครนั้นๆ ก็สามารถเพ่งละคร ได้เป็นชั่วโมง หรือหลายชั่วโมง เพราะอำนาจฌานปัจจัยนั่นเองในมัคคปัจจัยฝ่ายอกุศลก็พึงอาศัยนัยนี้ มัคคที่เป็นอกุศลก็พาไปอบาย มัคคที่เป็นกุศลก็พาไปสุคติและนิพพาน

ดังนั้นถ้าทราบปัจจัยนี้อย่างแจ้งชัดแล้วก็พึงเจริญฌานปัจจัย และมัคคปัจจัยเหล่านี้ในฝ่ายกุศลเพื่อละคลายฌานและมัคคในฝ่ายอกุศล และเพื่อละแม้กุศลเหล่านี้เพื่อความดับสนิทคือพระนิพพาน สมดังพระพุทธพจน์ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสกุศลที่เปรียบด้วยเรือ ว่าเมื่อถึงฝั่งแล้วก็ต้องละเช่นกัน จะป่วยกล่าวไปไยถึงอกุศลเล่า ที่จะต้องละอย่างแน่นอน

 จากคุณ : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม [ 17 มี.ค. 2544 / 23:50:42 น. ]
     [ IP Address : 203.144.192.110 ]


 ความคิดเห็นที่ 79 : (ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม)

๑๙.  สัมปยุตตปัจจัย
พระบาลีนิทเทส :-
        จตฺตาโร  ขนฺธา  อรูปิโน  อ ฺ ม ฺ ํ  สมฺปยุตฺตปจฺจเยน  ปจฺจโย  ฯ
        นามขันธ์ ๔ เป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน  ด้วยอำนาจของสัมปยุตตปัจจัย


ปัจจัย                จิต ๘๙  เจ.๕๒
ปัจจยุปบันน        จิต ๘๙  เจ.๕๒
ปัจจนิก                         รูป ๗ หมวด

        คำว่า  สัมปยุตตะ  แปลว่า  ประกอบพร้อมแล้ว  หมายความว่า  ธรรมที่จะเป็นสัมปยุตตปัจจัยได้นั้น  ต้องประกอบพร้อมด้วยลักษณะ ๓ หรือ ๔ ประการ  คือ
        ๑.  เอกกุปฺปาท                -  เกิดขึ้นพร้อมกัน
        ๒.  เอกนิโรธ                -  ดับพร้อมกัน
        ๓.  เอกาลมฺพน                -  มีอารมณ์อย่างเดียวกัน 
        ๔.  ถ้าเกิดในปัญจโวการภูมิต้องมี  เอกนิสฺสย  หรือ  เอกวตฺถุก  -  คือ  มีที่อาศัยเกิดอย่างเดียวกัน  หรืออาศัยวัตถุเดียวกัน

        ธรรมที่ประกอบด้วยลักษณะ ๓ หรือ ๔ ประการดังกล่าวนี้  มีเฉพาะในจิตและเจตสิกที่เกิดขึ้นพร้อมกันเท่านั้น  ถ้าเป็นจิตและเจตสิกที่เกิดในจตุโวการภูมิก็มีลักษณะเพียง ๓ ประการ  เพราะไม่ต้องอาศัยวัตถุรูปเกิด  แต่ถ้าเป็นจิตและเจตสิกที่เกิดในปัญจโวการภูมิแล้วต้องมีลักษณะครบทั้ง ๔ ประการ  คือ  ต้องอาศัยวัตถุอย่างใดอย่างหนึ่งในวัตถุทั้ง ๖ มีจักขุวัตถุเป็นต้น  จึงจะเกิดได้  ฉะนั้นสัมปยุตตปัจจัยนี้  นามจึงเป็นปัจจัยแก่นามเท่านั้น  นามธรรมเหล่านี้เกิดขึ้นประกอบกันและต่างก็อาศัยซึ่งกันและกันด้วย  หมายความว่า  นามธรรมหรือนามขันธ์ทั้ง  ๔ เหล่านี้ต่างก็อาศัยกัน  คือ  เวทนาขันธ์  ก็อาศัย  สัญญาขันธ์  สังขารขันธ์และวิญญาณขันธ์,  สัญญาขันธ์  ก็อาศัย  เวทนาขันธ์  สังขารขันธ์และวิญญาณขันธ์,  สังขารขันธ์  ก็อาศัย  เวทนาขันธ์  สัญญาขันธ์และวิญญาณขันธ์,  วิญญาณขันธ์  ก็อาศัย  เวทนาขันธ์  สัญญาขันธ์และสังขารขันธ์

วจนัตถะ:-
        สมํ  เอกุปฺปาทตาทิปกาเรหิ  ยุตฺตํติ  =  สมฺปยุตตํ   ธรรมชาติที่ประกอบพร้อมด้วยประการทั้งหลาย  มีการเกิดขึ้นขณะเดียวกันเป็นต้น  ชื่อว่า  สัมปยุตต์
        สมฺปยุตฺตภาเวน  อุปการโก  ธมฺโม  =  สมฺปยุตฺตปจฺจโย   ธรรมที่อุดหนุนแก่กันและกัน  โดยเหตุที่ประกอบพร้อมกัน  ชื่อว่า  สัมปยุตตปัจจัย

 จากคุณ : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม [ 17 มี.ค. 2544 / 23:51:34 น. ]
     [ IP Address : 203.144.192.110 ]


 ความคิดเห็นที่ 80 : (ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม)


๒๐. วิปปยุตตปัจจัย
พระบาลีนิทเทส :-
๑. รูปิโน  ธมฺมา  อรูปีนํ  ธมฺมานํ  วิปฺปยุตฺตปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ
            รูปธรรมเป็นปัจจัยแก่นามธรรม ด้วยอำนาจของวิปปยุตตปัจจัย
๒. อรูปิโน  ธมฺมา  รูปีนํ  ธมฺมานํ  วิปปยุตฺตปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ
            นามธรรมเป็นปัจจัยแก่รูปธรรม ด้วยอำนาจของวิปปยุตตปัจจัย


วิปปยุตต์ แปลว่า ไม่ประกอบกัน  คำว่าวิปปยุตต์นี้มี  ๒ นัย
        ๑. อภาววิปฺปยุตฺต  ได้แก่   วิปปยุตต์โดยความไม่มี เช่น  โลภทิฏฐิวิปปยุตต์ ได้แก่ โลภจิตที่ไม่มีทิฏฐิเข้าประกอบ
        ๒. วิสํสฏฺ วิปฺปยุตฺต ได้แก่วิปปยุตต์โดยความไม่ปะปนกันซึ่งได้แก่รูปและนามนั่นเอง
        ความหมายของวิปปยุตตปัจจัยนี้ได้แก่ วิสํสฏฺ วิปฺปยุตฺต โดยเฉพาะเท่านั้น กล่าวคือ นามและรูปนี้  แม้จะเกิดขึ้นพร้อมกัน  แต่ก็เข้ากันไม่ได้ ประกอบกันไม่ได้ ด้วยลักษณะทั้ง ๔ มี เอกุปฺปาท  เอกนิโรธ  เอกาลมฺพน  เอกวตฺถุก ด้วยเหตุนี้วิปปยุตตปัจจัยจึงมีความหมายตรงกันข้ามกับสัมปยุตตปัจจัย เพราะสัมปยุตตปัจจัยนั้น นามเป็นปัจจัยแก่นาม ส่วนวิปปยุตตปัจจัย นามเป็นปัจจัยแก่รูป หรือรูปเป็นปัจจัยแก่นาม อย่างใดอย่างหนึ่ง

        วิปปยุตตปัจจัย แบ่งออกได้ ๔ อย่าง คือ สหชาตวิปปยุตต วัตถุปุเรชาตวิปปยุตต ปัจฉาชาตวิปปยุตต และวัตถารัมมณปุเรชาตวิปปยุตต
        ในบาลีนิทเทสข้อ ๑    แสดงสหชาตวิปปยุตต  วัตถุปุเรชาตวิปปยุตต และวัตถารัมมณปุเรชาตวิปปยุตต
        ในบาลีนิทเทสข้อ ๒         แสดงสหชาตวิปปยุตต และปัจฉาชาตวิปปยุตต

วจนัตถะ:-
        เอกุปฺปาทตาทิปกาเรหิ น ปยุตฺตนฺติ = วิปฺปยุตฺตํ   ธรรมที่ไม่ประกอบกันโดยประการต่างๆ  มีเอกุปปาทตา (เกิดร่วมกัน)  เป็นต้น  ชื่อว่า วิปปยุตตะ
        วิปฺปยุตฺตภาเวน อุปการโก ธมฺโม = วิปฺปยุตฺตปจฺจโย   ธรรมที่อุดหนุนกันโดยความเป็นวิปปยุตต์ เรียกว่า วิปปยุตตปัจจัย

 จากคุณ : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม [ 17 มี.ค. 2544 / 23:52:41 น. ]
     [ IP Address : 203.144.192.110 ]


 ความคิดเห็นที่ 81 : (ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม)

        ต่อไปนี้เป็นการแสดงสภาวะของวิปปยุตตปัจจัยทั้ง ๔
สหชาตวิปปยุตตปัจจัย
ป.จ.        จิต ๗๕  เจ. ๕๒  ป.หทัย ๑
ป.ย.        จิ. ๑๗  ป.กํ  ๒๐  และปัญจโวการปฏิสนธิจิต ๑๕  เจ. ๓๕
ป.น.        จิต ๘๙ เจ. ๕๒ (เว้นปัญจโวการปฏิสนธิ ๑๕ + ๓๕) รูป ๕ หมวดที่เหลือมีพาหิรรูปเป็นต้น

วัตถุปุเรชาตวิปปยุตตปัจจัย
ป.จ.        วัตถุรูป ๖ ที่เกิดก่อน  คือ  มัชฌิมายุกะปสาทรูป ๕  และหทยวัตถุที่เกิดก่อนแล้วตั้งอยู่
ป.ย.        จิต ๘๕ (เว้นอรูปวิ.๔)  เจ.๕๒  ที่เกิดขึ้นโดยอาศัยวัตถุรูป ๖ เหล่านั้น
ป.น.        จิต ๔๖  เจ. ๔๖  ที่เกิดในอรูปภูมิ  และรูป ๗ หมวด
        ความเป็นไปของวัตถุปุเรชาตวิปปยุตตปัจจัยนี้เหมือนกันกับวัตถุปุเรชาตนิสสย หรือวัตถุปุเรชาตปัจจัยทุกประการ รวมทั้งบาลีวิธี และบาลีอนุวาทต่างกันแต่อำนาจของปัจจัยเท่านั้น

ปัจฉาชาตวิปปยุตตปัจจัย
ป.จ.        จิต ๘๕ (อรูปวิ. ๔) เจ. ๕๒ ที่เกิดภายหลัง
ป.ย.        ฐีติขณะของจตุสมุฏฐานิกรูป
ป.น.        จิต ๘๙   เจ.๕๒   อุปาทะขณะของรูป ๕ หมวด มี    จิ. กํ. หา. อุ. ติ. และพาหิรรูป อสัญญสัตตกัมมชรูป
        ความเป็นไปของปัจฉาชาตวิปปยุตตปัจจัยนี้เหมือนกันกับปัจฉาชาตปัจจัยทุกประการ

วัตถารัมมณปุเรชาตวิปปยุตตปัจจัย
ป.จ.        มรณาสันนหทัยวัตถุ  คือ  หทัยวัตถุที่เกิดที่อุปาทะขณะของจิตดวงที่ ๑๗ นับถอยหลังจากจุติจิตขึ้น ไป
ป.ย.        จิต ๔๓ เจ.๔๔ ที่เกิดในมรณาสันนวิถี
ป.น.        จิต ๘๙ เจ. ๕๒ ในขณะที่ไม่ได้เป็นปัจจยุบันน และรูป ๗ หมวด
        ความเป็นไปของวัตถารัมมณปุเรชาตวิปปยุตตปัจจัยนี้ เหมือนกันกับวัตถารัมมณปุเรชาตนิสสยทุกประการ

 จากคุณ : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม [ 17 มี.ค. 2544 / 23:53:34 น. ]
     [ IP Address : 203.144.192.110 ]


 ความคิดเห็นที่ 82 : (ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม)


๒๑. อัตถิปัจจัย
พระบาลีนิทเทส :-
        ๑. จตฺตาโร   ขนฺธา  อรูปิโน  อ ฺ ม ฺ ํ  อตฺถิปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ
          จิต ๘๙ + ๕๒        --------        จิต ๘๙ + ๕๒
        ๒. จตฺตาโร  มหาภูตา  อ ฺ ม ฺ ํ  อตฺถิปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ        มหาภูตรูป ๔        --------        มหาภูตรูป ๔
        ๓. โอกฺกนฺติกฺขเณ  นามรูปํ  อ ฺ ม ฺ ํ  อตฺถิปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ
       ปัญจ.ปฏิ. ๑๕ + ๓๕        --------        ป.หทัยวัตถุ
        ๔. จิตฺตเจตสิกา  ธมฺมา  จิตฺตสมุฏฺ านานํ  รูปานํ  อตฺถิปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ
                จิต ๗๕ (ทวิ. ๑๐ + อรูปวิ. ๔) เจ. ๕๒        -------        จิตฺตชรูป ๑๗
        ๕. มหาภูตา  อุปาทารูปานํ  อตฺถิปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ
                มหาภูตรูป ๔   ----------        อุปาทารูป ๒๔
( ข้อ ๑ -๕ = สหชาตัตถิปัจจัย )
        ๖. จกฺขายตนํ  จกขุวิ ฺ าณธาตุยา  ตํสมฺปยุตฺตกาน ฺจ  ธมฺมานํ  อตฺถิปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ
                จักขุปสาท        --------        จักขุวิญญาณจิต ๒+ ๗
        ๗. โสตายตนํ  โสตวิ ฺ าณธาตุยา  ตํสมฺปยุตฺตกาน ฺจ  ธมฺมานํ  อตฺถิปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ
                โสตปสาท        -------        โสตวิญญาณจิต ๒ +๗
        ๘. ฆานายตนํ  ฆานวิ ฺ าณธาตุยา  ตํสมฺปยุตฺตกาน ฺจ  ธมฺมานํ  อตฺถิปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ
ฆานปสาท        -------        ฆานวิญญาณจิต ๒ +๗
        ๙. ชิวฺหายตนํ  ชิวฺหาวิ ฺ าณธาตุยา  ตํสมฺปยุตฺตกาน ฺจ  ธมฺมานํ  อตฺถิปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ
ชิวหาปสาท        -------        ชิวหาวิญญาณจิต ๒ +๗
        ๑๐. กายายตนํ  กายวิ ฺ าณธาตุยา  ตํสมฺปยุตฺตกาน ฺจ  ธมฺมานํ  อตฺถิปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ
                กายปสาท        --------        กายวิญญาณจิต ๒ +๗
( ข้อ ๖ - ๑๐ = วัตถุปุเรชาตตัตถิปัจจัย )
        ๑๑. รูปายตนํ  จกขุวิ ฺ าณธาตุยา  ตํสมฺปยุตฺตกาน ฺจ  ธมฺมานํ   อตฺถิปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ
รูปารมณ์   ------         จักขุวิญญาณจิต ๒ + ๗
        ๑๒. สทฺทายตนํ  โสตวิ ฺ าณธาตุยา  ตํสมฺปยุตฺตกาน ฺจ  ธมฺมานํ  อตฺถิปจฺจเยน  ปจฺจโย  ฯ
                สัททารมณ์        --------        โสตวิญญาณจิต ๒ +๗
        ๑๓. คนฺธายตนํ  ฆานวิ ฺ าณธาตุยา  ตํสมฺปยุตฺตกาน ฺจ  ธมฺมานํ อตฺถิปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ
                คันธารมณ์        -------        ฆานวิญญาณจิต ๒ + ๗
        ๑๔. รสายตนํ  ชิวฺหาวิ ฺ าณธาตุยา  ตํสมฺปยุตฺตกาน ฺจ  ธมฺมานํ  อตฺถิปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ
                รสารมณ์        ------        ชิวหาวิญญาณจิต ๒ + ๗ 
        ๑๕. โผฏฺ พฺพายตนํ   กายวิ ฺ าณธาตุยา  ตํสมฺปยุตฺตกาน ฺจ   ธมฺมานํ
อตฺถิปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ

                โผฏฐัพพารมณ์        ------        กายวิญญาณจิต ๒ +๗
        ๑๖. รูปายตนํ  สทฺทายตนํ   คนฺธายตนํ   รสายตนํ   โผฏฺ พฺพายตนํ  มโนธาตุยา ตํสมฺปยุตฺตกาน ฺจ ธมฺมานํ  อตฺถิปจฺจเยน  ปจฺจโย  ฯ
                รูปารมณ์, สัททารมณ์, คันธารมณ์, รสารมณ์, โผฏฐัพพารมณ์  ----          มโนธาตุ ๓ +๑๐
(ข้อ ๑๑ - ๑๖ = อารัมมณปุเรชาตัตถิปัจจัย)
        ๑๗.  ยํ   รูปํ   นิสฺสาย  มโนธาตุ   จ   มโนวิ ฺ าณธาตุ   จ  วตฺตนฺติ   ตํ   รูปํ 
มโนธาตุยา  จ  มโนวิ ฺ าณธาตุยา  จ  ตํสมฺปยุตฺตกาน ฺจ   ธมฺมานํ   อตฺถิปจฺจเยน 
ปจฺจโย  ฯ

หทัยวัตถุ  ------          มโนธาตุ ๓ + ๑๐, มโนวิญญาณธาตุ ๗๒ (อรูป.วิ.๔) เจ. ๕๒
(ข้อ ๑๗ = วัตถุปุเรชาตัตถิ และวัตถารัมมณปุเรชาตัตถิปัจจัย)
(จากพระไตรปิฎกบาลีฉบับสยามรัฐ ข้อ ๒๒  หน้า ๑๑)       

วจนัตถะ  :-
        ปจฺจุปฺปนฺนลกฺขเณน   อตฺถิภาเวน   ตาทิสสฺเสว   ธมฺมสฺส    อุปถมฺภกตฺเถน 
อุปการโก  ธมฺโม = อตฺถิปจฺจโย  ธรรมที่เป็นปัจจัยช่วยอุดหนุน  โดยอรรถว่าช่วยอุดหนุนแก่ธรรมที่มีสภาพเช่นเดียวกัน  โดยความเป็นสภาพธรรมที่มีอยู่  คือมีการที่กำลังเกิดอยู่เฉพาะหน้าเป็นลักษณะ  ชื่อว่า  อัตถิปัจจัย       


        คำว่า “อัตถิ”  แปลว่า  มีอยู่  ดังนั้นอัตถิปัจจัยจึงมีความหมายว่า  ธรรมที่เป็นปัจจัยยังมีอยู่ในขณะทั้ง ๓ คือ  อุปาทะขณะ  ฐีติขณะ  และภังคะขณะ  คือยังไม่ดับไปนั่นเอง  แต่ในขณะทั้ง ๓  นั้น  ฐีติขณะมีกำลังมาก คือ ปรากฏชัดกว่าอุปาทะขณะซึ่งเป็นขณะเกิด  และชัดกว่าภังคขณะซึ่งเป็นขณะดับ  ธรรมที่เป็นปัจจัยนี้อุปการะแก่ปัจจยุปบันธรรมทั้งโดยชนกสัตติคือทำให้เกิดขึ้น  และอุปถัมภกสัตติคือทำให้ตั้งอยู่ด้วย  อนึ่งธรรมที่เป็นไปในขณะทั้ง ๓ ได้นั้นก็มีแต่สังขตธรรมเท่านั้น  หาเกี่ยวข้องไปถึงอสังขตธรรมไม่  ด้วยเหตุนี้  ธรรมที่เป็นปัจจัยในอัตถิปัจจัยจึงได้แก่  จิต  เจตสิก  และรูป  ในขณะปรากฏเป็นปัจจุบันเท่านั้น  อัตถิปัจจัยจึงเป็นปัจจัยประเภทนามรูป  เป็นปัจจัยแก่นามรูป

        ตามพระบาลีนิทเทส  ๑๗ ข้อ  ที่ได้ยกมาแสดงไว้แต่ต้น  จะเห็นว่าพระพุทธองค์ทรงแสดงอัตถิปัจจัยไว้เพียง ๒ หรือ ๔  อย่างเท่านั้น   คือ  สหชาตัตถิปัจจัย  และปุเรชาตัตถิปัจจัย 
ถ้านับ  ๔   ก็แยกปุเรชาตัตถิปัจจัย  เป็น  ๓  คือ  วัตถุปุเรชาตัตถิ  อารัมมณปุเรชาตัตถิ  และ
วัตถารัมมณปุเรชาตัตถิปัจจัย  แต่ในปัญหาวาระ   พระพุทธองค์ทรงแสดงเพิ่มขึ้นอีก  ๓  อย่าง 
คือ  ปัจฉาชาตัตถิ  อาหารัตถิ  และอินทริยัตถิ  รวมเป็น ๕ หรือ  ๗  ที่ทรงแสดงดังนี้ ก็เพราะทรงแสดงโดยสาวเสสนัย คือ เทสนานัยที่ยังมีเนื้อความเหลืออยู่นั่นเอง อนึ่งในอวิคตปัจจัย ซึ่ง เป็นปัจจัยที่  ๒๔ และมีเนื้อความอย่างเดียวกันกับอัตถิปัจจัย ก็ทรงแสดงโดยนัยอย่างเดียวกันคือ  ๕  หรือ  ๗

        ด้วยเหตุที่นับอัตถิปัจจัย และอวิคตปัจจัยเป็น ๕ หรือ ๗ นี่เอง การนับปัจจัยโดยพิสดาร จึงมี  ๕๐  หรือ  ๕๒   ถ้านับ  ๕๐  ก็รวมวัตถุปุเรชาตัตถิปัจจัย   หรือวัตถุปุเรชาตอวิคตปัจจัย กับอารัมมณปุเรชาตัตถิ  หรืออารัมมณปุเรชาตอวิคตเข้าเป็น  ปุเรชาตัตถิ  หรือ  ปุเรชาตอวิคต  โดยความเป็นปุเรชาต อย่างเดียวกัน ถ้านับ ๕๒ ก็เพิ่มวัตถารัมมณปุเรชาตัตถิ และวัตถารัมมณ  ปุเรชาตอวิคตเข้าด้วย สำหรับในบางแห่ง ท่านแสดงปัจจัยโดยพิศดารเพียง ๔๗ คือปัจจัย ๕๐  ที่กล่าวแล้ว โดยลดปัจจัย  ๓  คือ  วัตถารัมมณปุเรชาตาธิปติ   (แสดงรวมกับอารัมมณาธิปติ)  วัตถารัมมณปุเรชาต  (แสดงรวมกับอารัมมณปุเรชาต)  และอนันตรกัมม  (แสดงรวมกับนานัก-
ขณิกกัมมปัจจัย)

        การนับปัจจัยโดยพิศดารนี้  ทำให้แยกสภาวะธรรมของปัจจัยและปัจจยุปบันได้ละเอียดและง่ายเข้า เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ผู้ศึกษาในการแสดงปัจจัยสภาคะและฆฏนาตามพระบาลีเป็นอันมาก

 จากคุณ : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม [ 21 มี.ค. 2544 / 19:23:41 น. ]
     [ IP Address : 203.144.193.212 ]


 ความคิดเห็นที่ 83 : (ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม)

ต่อไปนี้จะได้แสดงสภาวะของอัตถิปัจจัยทั้ง ๗ ตามลำดับ
สหชาตัตถิปัจจัย
ป.จ.        จิต ๘๙  เจ. ๕๒  มหาภูตรูป ๔  และปัญจโวการปฏิสนธิจิต ๑๕ + ๓๕ 
ปฏิสนธิหทยวัตถุ
ป.ย.        จิต ๘๙  เจ. ๕๒  รูป ๒๘
ป.น.        ไม่มี
        ความเป็นไปของสหชาตัตถิปัจจัยนี้เหมือนกับสหชาตปัจจัยทุกประการ  ไม่ว่าจะเป็นบาลีนิทเทส   หรือปัญหาวาระ  ต่างกันแต่อำนาจของปัจจัยเท่านั้น  รายละเอียดดูได้จากสหชาตปัจจัย
วัตถุปุเรชาตัตถิปัจจัย
ป.จ.        มัชฌิมายุกะปสาทรูป ๕ และหทัยวัตถุที่เกิดก่อนแล้วตั้งอยู่
ป.ย.        จิต ๘๕  (เว้นอรูปวิ. ๔ )  เจ.  ๕๒
ป.น.        จิต  ๔๖  เจ.  ๔๖  ที่เกิดในอรูปภูมิ  และรูป ๗ หมวด
ความเป็นไปของวัตถุปุเรชาตัตถิปัจจัยนี้เหมือนกับวัตถุปุเรชาตปัจจัยทุกประการ  ไม่ว่าจะเป็นบาลีนิทเทส  หรือปัญหาวาระ  ต่างกันแต่อำนาจของปัจจัยเท่านั้น
อารัมมณปุเรชาตัตถิปัจจัย
ป.จ.        ปัจจุบันนิปผันรูป  ๑๘
ป.ย.        กามจิต  ๕๔  อภิญญาจิต  ๒  เจ.๕๐  ( เว้นอัปปมัญญา )
ป.น.        จิต  ๗๖  ( เว้นทวิ. ๑๐  มโนธาตุ  ๓ )  เจ. ๕๒  และรูป ๗ หมวด
ความเป็นไปของอารัมมณปุเรชาตัตถิปัจจัยนี้เหมือนกันกับอารัมมณปุเรชาตปัจจัย
ทุกประการ  ไม่ว่าจะเป็นบาลีนิทเทส  หรือปัญหาวาระ  ต่างกันแต่อำนาจของปัจจัยเท่านั้น
ปัจฉาชาตัตถิปัจจัย
ป.จ.        จิต  ๘๕  ( เว้นอรูปวิ. ๔ )  เจ. ๕๒  ที่เกิดหลังๆ
ป.ย.        ฐีติขณะของจตุสมุฏฐานิกรูป
ป.น.        จิต ๘๙  เจ.๕๒  อุปาทะขณะของรูป ๕ หมวด  คือ  จิ.  กํ.  หา.  อุ.  ติ.  และรูป ๒ หมวดที่เหลือ    คือ  พา.  สัญ.
ความเป็นไปของปัจฉาชาตัตถิปัจจัยนี้เหมือนกันกับปัจฉาชาตปัจจัยทุกประการ  ไม่ว่าจะเป็นบาลีนิทเทส  หรือปัญหาวาระ  ต่างกันแต่อำนาจของปัจจัยเท่านั้น
อาหารัตถิปัจจัย
ป.จ.        พหิทธโอชาหรืออัชฌัตตโอชา  ที่ในจตุสมุฏฐานิกรูป
ป.ย.        อาหารชกลาป  ๒  หรือจตุสมุฏฐานิกรูป  ที่ในกลาปเดียวกับปัจจัย  (เว้นโอชาขณะเป็นปัจจัย)
ป.น.         จิต ๘๙  เจ. ๕๒  พาหิรรูปและอสัญญสัตตกัมมชรูป  หรือ จิต ๘๙  เจ. ๕๒  พาหิรรูป ตามนัยหลัง 
        ความเป็นไปของอาหารัตถิปัจจัยนี้เหมือนกันกับรูปอาหารปัจจัยทุกประการ  ต่างกันแต่
อำนาจของปัจจัยว่าเป็นอาหารปัจจัย หรืออัตถิปัจจัยเท่านั้น

อินทริยัตถิปัจจัย
ป.จ.        รูปชีวิตินทรีย์
ป.ย.        กัมมชกลาป ๙ หรือ ๘  ที่ในกลาปเดียวกับปัจจัย  ( เว้นตัวปัจจัย )
ป.น.        จิต ๘๙  เจ.๕๒  รูป ๔ หมวด  คือ  จิ.  พา.  หา.  อุ.  และรูปชีวิตินทรีย์ที่อยู่ใน
กัมมชกลาปทั้งหมด
ความเป็นไปของอินทริยัตถิปัจจัยนี้เหมือนกันกับรูปชีวิตินทริยปัจจัยทุกประการ  ต่างกันแต่อำนาจของปัจจัยเท่านั้น
วัตถารัมมณปุเรชาตัตถิปัจจัย
ป.จ.        มรณาสันนหทัยวัตถุ คือหทัยวัตถุที่เกิดที่อุปาทะขณะของจิตดวงที่ ๑๗ นับถอยหลังจากจุติจิตขึ้นไป
ป.ย.        จิต ๔๓  เจ.๔๔  ที่เกิดในมรณาสันนวิถี
ป.น.        จิต ๘๙  เจ. ๕๒  ในขณะที่ไม่ได้เป็นปัจจยุปบัน  และรูป ๗ หมวด
ความเป็นไปของวัตถารัมมณปุเรชาตัตถิปัจจัยนี้เหมือนกันกับวัตถารัมมณปุเรชาตนิสสยปัจจัยทุกประการ  ต่างกันแต่อำนาจของปัจจัยว่าเป็นนิสสยหรืออัตถิปัจจัยเท่านั้น

 จากคุณ : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม [ 21 มี.ค. 2544 / 19:24:13 น. ]
     [ IP Address : 203.144.193.212 ]


 ความคิดเห็นที่ 84 : (ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม)

๒๒.  นัตถิปัจจัย
พระบาลีนิทเทส : -
        สมนนฺตรนิรุทฺธา  จิตฺตเจตสิกา  ธมฺมา  ปฏุปฺปนฺนานํ  จิตฺตเจตสิกานํ  ธมฺมานํ  นตฺถิปจฺจเยน  ปจฺจโย  ฯ 
จิตและเจตสิกธรรมทั้งหลายที่ดับไปแล้วอย่างหาระหว่างมิได้โดยลำดับ  เป็นปัจจัยแก่จิตและเจตสิกที่อาศัยจิตและเจตสิกก่อนแล้วเกิดขึ้น  ด้วยอำนาจของนัตถิปัจจัย


ป.จ.        จิต  ๘๙  เจ.  ๕๒  ที่ดับไปแล้ว  ( เว้นจุติจิตของพระอรหันต์ )
ป.ย.        จิต  ๘๙  เจ.  ๕๒  ที่เกิดขึ้นหลังจากปัจจัยดับไปแล้วโดยไม่มีระหว่างคั่น  และจุติจิตของพระอรหันต์
ป.น.        รูป  ๗  หมวด  มีจิตตชรูปเป็นต้น


วจนัตถะ : -
        ปรมตฺถสภาเวน  นตฺถิตาย  อุปการโก  ธมฺโม  =  นตฺถิปจฺจโย  ธรรมที่ช่วยอุดหนุนกันโดยสภาวะที่ไม่มีอยู่โดยสภาพปรมัตถ์  ชื่อว่า  นัตถิปัจจัย


        คำว่า “ นัตถิ “  แปลว่า  ไม่มี  นัตถิปัจจัยจึงหมายถึงความไม่มีของปัจจัยธรรม  คือจิตและเจตสิกที่เกิดก่อนๆ  เมื่อดับไปแล้ว  จึงเป็นปัจจัยให้จิตและเจตสิกดวงหลังๆเกิดขึ้นสืบต่อกับตนโดยไม่มีระหว่างคั่น  ท่านอุปมาเหมือนแสงสว่างกับความมืด  คือเมื่อแสงสว่างดับไปแล้วความมืดจึงจะปรากฏเกิดขึ้นได้ฉันใด  จิตเจตสิกที่เกิดก่อนต้องดับไปเสียก่อน  จิตเจตสิกที่เกิดหลังๆ  จึงเกิดขึ้นได้ฉันนั้น

        ความเป็นปัจจัยของนัตถิปัจจัยและอนันตรปัจจัยนี้ไม่แตกต่างกันเลย  แม้อนันตรปัจจัยนี้จะหมายถึงการเกิดขึ้นของจิตดวงก่อนๆ เป็นปัจจัยให้เกิดจิตดวงหลังๆโดยไม่มีระหว่างคั่นก็ตาม  แต่ถ้าปัจจัยไม่ดับไปเสียก่อนแล้ว  ปัจจยุปบันธรรมที่เกิดหลังๆก็เกิดขึ้นไม่ได้  ฉะนั้นการแสดงปัญหาวาระ  ปัจจัยสภาคะและฆฏนา  จึงเป็นเหมือนกับอนันตรปัจจัยทุกประการ  คือนามเป็นปัจจัยแก่นาม สำหรับตารางแผนผังแสดงสภาคะและฆฏนานั้นก็แสดงรวมไว้ในอนันตรปัจจัยแล้ว

 จากคุณ : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม [ 21 มี.ค. 2544 / 19:25:44 น. ]
     [ IP Address : 203.144.193.212 ]


 ความคิดเห็นที่ 85 : (รูปนามหนึ่ง)

ต้องขอขอบคุณ ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม อีกครั้ง

ขณะนี้ผมคัดลอกบทความทั้งหมดลงในเวิร์ดและมาอ่านทบทวน
อ่านไปพิจารณาไป ได้รับความกระจ่างหลายๆอย่างในข้อธรรม
ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ในที่ต่างๆมากขึ้นๆ

พิมพ์ออกมาเป็นกระดาษขนาดเอ๔ ตอนนี้ได้๔๔ หน้า อ่านถึงกัมมปัจจัย
คงจะต้องค่อยๆอ่านต่อไป และขอเก็บไว้เป็นตำราไว้ประกอบการ
ศึกษาต่อไป

ตำราเกี่ยวกับ คำอธิบายปัฏฐาน ที่อชว. นั้น รู้สึกว่า บางเล่มจะหมด
ไปแล้วและไม่ได้พิมพ์ขึ้นใหม่ใช่ไหมครับ ไม่ทราบว่า
คุณ ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม พอจะแนะนำให้หาได้จากใครที่ไหนได้
อย่างไรหรือไม่

ขอความอนุเคราะห์ด้วยครับ

ขอขอบพระคุณและขออนุโมทนาในธรรมทานเป็นอย่างยิ่งครับ

  

 จากคุณ : รูปนามหนึ่ง [ 22 มี.ค. 2544 / 15:02:51 น. ]
     [ IP Address : 202.183.248.93 ]


 ความคิดเห็นที่ 86 : (rising_sun)

อยากจะขออนุญาตคุณผู้ไม่ประสงค์จะออกนามด้วยครับ
โดยส่วนตัวเห็นว่ากระทู้นี้ยาวมากแล้ว คิดว่าน่าจะขึ้นกระทู้ใหม่เป็นกระทู้ตอนต่อ
ไม่ทราบคุณผู้ไม่ประสงค์จะออกนามคิดอย่างไรครับ

 จากคุณ : rising_sun [ 22 มี.ค. 2544 / 21:35:33 น. ]
     [ IP Address : 210.50.30.3 ]


 ความคิดเห็นที่ 87 : (ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม)


๒๓.  วิคตปัจจัย
พระบาลีนิทเทส : -
        สมนนฺตรวิคตา  จิตฺตเจตสิกา  ธมฺมา  ปฏุปฺปนฺนานํ  จิตฺตเจตสิกานํ  ธมฺมานํ  วิคตปจฺจเยน  ปจฺจโย ฯ 


จิตและเจตสิกทั้งหลายที่ปราศจากไปแล้วคือดับไปแล้วอย่างหาระหว่างมิได้โดยลำดับ  เป็นปัจจัยแก่จิตและเจตสิกที่อาศัยจิตและเจตสิกก่อนแล้วเกิดขึ้น  ด้วยอำนาจของวิคตปัจจัย
ป.จ.        จิต  ๘๙  เจ.  ๕๒  ที่ดับไปแล้ว  ( เว้นจุติจิตของพระอรหันต์ )
ป.ย.        จิต  ๘๙  เจ.  ๕๒  ที่เกิดขึ้นหลังจากปัจจัยธรรมดับไปโดยไม่มีระหว่างคั่นและจุติจิตของพระอรหันต์
ป.น.        รูป  ๗  หมวด  มีจิตตชรูปเป็นต้น

วจนัตถะ : -
        วิคตภาเวน  นิโรธสฺส  ปตฺติตาย  อุปการโก  ธมฺโม = วิคตปจฺจโย  ธรรมที่ช่วยอุดหนุนกันโดยสภาวะที่ปราศจากไป  หมายความว่า  ถึงซึ่งความดับไป  เรียกว่า  วิคตปัจจัย


        คำว่า “ วิคต “  แปลว่า  ปราศจากไป  วิคตปัจจัยจึงหมายถึงความปราศจากไปของปัจจัย  คือ  การดับไปแล้วของปัจจัยนั้นเอง  เป็นปัจจัยอุดหนุนให้ปัจจยุปบันเกิดขึ้นสืบต่อกับตนโดยไม่มีระหว่างคั่น  ท่านอุปมาเหมือนพระอาทิตย์และพระจันทร์  ถ้าพระอาทิตย์ยังไม่ลับขอบฟ้า  คือยังไม่ปราศจากไป  แสงของพระจันทร์ก็ย่อมปรากฏเกิดขึ้นไม่ได้ฉันใด  ธรรมที่เป็นปัจจัยในวิคตปัจจัยนี้ถ้าไม่ดับไปเสียก่อน  ปัจจยุปบันธรรมก็เกิดขึ้นไม่ได้ฉันนั้น  ฉะนั้นความเป็นไปของปัจจัยนี้จึงเป็นเหมือนกับอนันตรปัจจัยและนัตถิปัจจัยที่แสดงมาแล้วนั่นเอง  คือนามเป็นปัจจัยแก่นาม  สำหรับการแสดงสภาคะและฆฏนาด้วยตารางแผนผังนั้น  ได้แสดงรวมกันไว้กับอนันตรปัจจัยแล้ว






จิรํ ติฏฺ ตุ สทฺธมฺโม ธมฺเม โหนฺตุ สคารวา
ขอพระสัทธรรม จงดำรงมั่นตลอดกาล
ขอสาธุชนทั้งหลาย จงมีความเคารพในธรรม

 จากคุณ : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม [ 25 มี.ค. 2544 / 00:13:11 น. ]
     [ IP Address : 203.144.193.191 ]


 ความคิดเห็นที่ 88 : (ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม)

๒๔.  อวิคตปัจจัย
พระบาลีนิทเทส :-
        แสดงเหมือนอัตถิปัจจัยมี  จตฺตาโร  ขนฺธา  อ ฺ ม ฺ ํ  อตฺถิปจจเยน  ปจฺจโย ฯ  เป็นต้น  เปลี่ยนแต่อำนาจของปัจจัยเป็น  อวิคตปจฺจเยน  ปจฺจโย  ฯ  เท่านั้น

วจนัตถะ :-
        อวิคตภาเวน   นิโรธสฺส   อปฺปตฺติยา   ตาทิสฺสเสว   ธมฺมสฺส   อุปถมฺภกตฺเถน 
อุปการโก  ธมฺโม  =  อวิคตปจฺจโย    ธรรมที่เป็นผู้อุปการะ   โดยความเป็นผู้อุปถัมภ์แก่
ปัจจยุปบันนธรรม  (ที่ยังมีอยู่)  เช่นเดียวกับตน  โดยภาวะที่ไม่ปราศจากไป   คือยังไม่ถึง
ซึ่งความดับไป  เรียกว่า  อวิคตปัจจัย


        คำว่า  “อวิคต”  แปลว่า  ยังไม่ปราศจากไป  อวิคตปัจจัยมีความหมายว่าธรรมที่เป็นปัจจัยนั้นยังไม่ปราศจากไป  ยังไม่ดับไป  คือยังมีอยู่นั่นเอง  ด้วยเหตุนี้ความเป็นไปของปัจจัยนี้จึงเหมือนกับอัตถิปัจจัยทุกประการ  แต่ที่นำมาทรงแสดงซ้ำอีกด้วยโวหารที่ต่างกัน  ก็เพราะทรงมีพระมหากรุณาแก่เหล่าเวไนยสัตว์ผู้มีอัธยาศัยแตกต่างกัน

        ในปัฏฐานมูลฎีกาแสดงว่า  ปัจจัยทั้ง ๒ นี้มีข้อแตกต่างกันเล็กน้อย  กล่าวคือ  ความเป็นปัจจัยของอัตถิปัจจัยที่ว่ามีอยู่นั้นมุ่งหมายเอาที่ ฐีติขณะ อันเป็นขณะที่ปรากฏชัดเจนมากกว่าขณะอื่น ส่วนความเป็นปัจจัยของอวิคตปัจจัยนั้น  หมายเอาภาวะที่ยังไม่ปราศจากไปของปัจจัยซึ่งเป็นได้ทั้ง ๓ ขณะ

        อวิคตปัจจัยนี้แบ่งออกเป็น ๕ หรือ ๗ เช่นเดียวกับอัตถิปัจจัย  คือ
        ๑.  สหชาตอวิคตปัจจัย                เหมือนกับ  สหชาตัตถิปัจจัย
        ๒.  วัตถุปุเรชาตอวิคตปัจจัย                เหมือนกับ  วัตถุปุเรชาตัตถิปัจจัย
        ๓.  อารัมมณปุเรชาตอวิคตปัจจัย        เหมือนกับ  อารัมมณปุเรชาตัตถิปัจจัย
        ๔.  ปัจฉาชาตอวิคตปัจจัย                เหมือนกับ  ปัจฉาชาตัตถิปัจจัย
        ๕.  อาหารอวิคตปัจจัย                        เหมือนกับ  อาหารัตถิปัจจัย
        ๖.  อินทริยอวิคตปัจจัย                เหมือนกับ  อินทริยัตถิปัจจัย
        ๗.  วัตถารัมมณปุเรชาตอวิคตปัจจัย          เหมือนกับ  วัตถารัมมณปุเรชาตัตถิปัจจัย
สำหรับการแสดงสภาคะและฆฏนา  แสดงรวมไว้กับอัตถิปัจจัยแล้ว

จบอวิคตปัจจัย

 จากคุณ : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม [ 25 มี.ค. 2544 / 00:14:00 น. ]
     [ IP Address : 203.144.193.191 ]


 ความคิดเห็นที่ 89 : (ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม)

ปัฏฐานที่ข้าพเจ้าได้แสดงมาโดยอาศัยนัยจากพระไตรปิฎก และคัมภีร์รุ่นหลังๆ ก็ได้จบลงพอสมควรแก่เวลาแล้ว โดยไม่มีอุปสรรคแต่อย่างใด  ซึ่งต้องขอขอบคุณทุกท่านที่อ่านเนื้อหา แสดงข้อคิดต่างๆ  และเพิ่มเติมความคิดเห็น  รวมถึงท่านผู้ดูแลอำนวยความสะดวกในลานธรรมแห่งนี้ ให้เป็นที่เผยแผ่ธรรมของพระพุทธองค์ สำหรับในด้านเนื้อหาและทฤษฎีความรู้ต่างๆ ข้าพเจ้าได้รับการถ่ายทอดความรู้จากครูบาอาจารย์สองท่านที่ต้องขออนุญาตกล่าวนามและประวัติคร่าวๆ ของท่านทั้งสองดังต่อไปนี้

พระครูธรรมธรสุมนต์ นนทิโก  ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดจากแดง ท่านเป็นศิษย์รุ่นแรกๆ ของพระอาจารย์สัทธัมมโชติกะธัมมาจริยะ ผู้ก่อตั้งการเรียนการสอนพระอภิธรรมในประเทศไทยอย่างเป็นระบบ หลังจากสาบสูญไปหลายร้อยปี  ท่านพระอาจารย์สุมนต์เป็นผู้ที่มีความสนใจศึกษาในพระอภิธรรมเป็นอย่างมากโดยเฉพาะคัมภีร์มหาปัฏฐาน ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นครูบาอาจารย์เพียงไม่กี่ท่านในประเทศไทยที่มีความรู้ในมหาปัฏฐานนี้อย่างลึกซึ้ง

ในอดีตท่านเคยเป็นผู้อำนวยการที่อภิธัมมโชติกะวิทยาลัย และได้เป็นอยู่หลายสมัย และผลงานที่สำคัญประการหนึ่งที่ท่านและทีมงานได้ทำคือ เป็นผู้ริเริ่มในการแปลอรรถกถา พระไตรปิฎกครบชุด จนสำเร็จเป็นพระไตรปิฎกฉบับมหามกุฏฯ ชุด ๙๑ เล่ม ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเดิมท่านกับทีมงาน ได้แปลแต่อรรถกถา มหาปัฏฐาน แต่แล้วท่านเจ้าคุณระแบบ วัดบวรฯ ได้ขอร้องให้ท่านและทีมงานแปลและตรวจชำระพระไตรปิฎกทั้งหมดรวมทั้งอรรถกถาด้วย จึงเป็นที่มาของพระไตรปิฎกมหามกุฏฯในปัจจุบัน

อาจารย์ประณีต  ก้องสมุทร  ท่านเป็นอาจารย์ทางธรรมที่เขียนหนังสือธรรมะ โดยใช้ชื่อกลุ่มสหายธรรม มีผลงานตามสถานีวิทยุ และหนังสือ ปัจจุบันที่ปรากฏก็คือ หนังสือคุยกันวันพุธ ที่มีเนื้อหาของธรรมะที่เข้าใจได้ง่าย และได้อรรถรส เป็นอย่างดี ท่านเป็นศิษย์ของท่านพระอาจารย์สุมนต์ และได้เรียนปัฏฐานจากพระอาจารย์และได้รวบรวมออกมาเป็นหนังสือปัฏฐาน ภาค ๑ ภาค ๒ ฯลฯ

ท่านเป็นหนึ่งในทีมงานที่ช่วยทำให้เกิดพระไตรปิฎกฉบับมหามกุฏฯ และในปัจจุบันท่านและทีมงานที่ยังหลงเหลืออยู่ (หลายท่านได้เสียชีวิตไปแล้ว) ได้ทำการตรวจชำระพระไตรปิฎกอยู่เพื่อทำการพิมพ์ฉบับใหม่ในอนาคต

เนื้อหาในกระทู้นี้ที่เป็นภาคทฤษฎีข้าพเจ้าได้นำมาจากหนังสือ ปัฏฐานภาค ๑ ตอน ๒ โดยพระสุมนต์ นนทิโก บันทึกและรวบรวมโดย ประณีต ก้องสมุทร  ส่วนการอธิบาย และการตอบคำถามเป็นนัยของผู้พิมพ์ ซึ่งถ้าส่วนใดส่วนหนึ่งในกระทู้นี้เกิดความบกพร่องแต่ประการใด ผู้พิมพ์ขอรับผิดแต่เพียงผู้เดียว และขอน้อมคารวะครูบาอาจารย์ทั้งสองมา ณ โอกาสนี้ด้วย

และในท้ายที่สุดขออุทิศส่วนกุศลในการเผยแผ่พระธรรมของพระศาสดาในครั้งนี้ และขอตั้งจิตอธิษฐานด้วยคาถาดังต่อไปนี้

ปุญฺ สฺสิทานิ กตสฺส                        ยาน ฺ านิ กตานิ เม
เตสญฺจ ภาคิโน โหนตุ                                      สตฺตานนฺตาปฺปมาณกา
สัตว์ทั้งหลายไม่มีที่สุดไม่มีประมาณ จงมีส่วนแห่งบุญที่ข้าพเจ้าได้ทำในบัดนี้ และแห่งบุญอื่นที่ได้ทำไว้ก่อนแล้ว

เย  ปิยา คุณวนฺตา จ                        มยฺหํ  มาตาปิตาทโย
ทิฏฺ า เม จาปยาทิฏฺ า วา           อญฺเ  มชฺฌตฺตเวริโน
คือจะเป็นสัตว์เหล่าใดซึ่งเป็นที่รักใคร่และมีบุญคุณ เช่นมารดาบิดาของข้าพเจ้าเป็นต้น ก็ดี ที่ข้าพเจ้าเห็นแล้ว  หรือไม่ได้เห็น ก็ดี  สัตว์เหล่าอื่นที่เป็นกลางๆ หรือเป็นคู่เวรกัน ก็ดี

สตฺตา ติฏฺ นฺติ โลกสฺมึ                    เต ภุมฺมา จตุโยนิกา
ป ฺเจกจตุโวการา                         สงฺสรนฺตา ภวาภเว
สัตว์ทั้งหลายตั้งอยู่ในโลก อยู่ในภูมิสาม อยู่ในกำเนิดทั้งสี่ มีขันธ์ห้าขันธ์มีขันธ์ขันธ์เดียวมีขันธ์สี่ขันธ์;กำลังท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยภพใหญ่ ก็ดี

าตํ เย ปตฺติทานํ เม                          อนุโมทนฺตุ  เต สยํ
เยจิมํ  นปฺปชานนฺติ                           เทวา เตสํ นิเวทยุง
สัตว์เหล่าใดรู้ส่วนบุญที่ข้าพเจ้าแผ่ให้แล้ว สัตว์เหล่านั้น จงอนุโมทนาเองเถิด ส่วนสัตว์เหล่าใด  ยังไม่รู้ส่วนบุญนี้ ขอเทวดาทั้งหลาย จงบอกสัตว์เหล่านั้น ให้รู้

มยา ทินฺนานปุ ฺ านํ                อนุโมทนเหตุนา
สพฺเพ สตฺตา สทา โหนฺตุ                อเวรา  สุขชีวิโน
เขมปฺปท ฺจ ปปฺโปนฺตุ                        เตสาสา สิชฺฌตํ สุภา
เพราะเหตุที่ได้อนุโมทนาส่วนบุญที่ข้าพเจ้าแผ่ให้แล้ว สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงเป็นผู้ไม่มีเวร อยู่เป็นสุขทุกเมื่อ จนถึงบทอันเกษมกล่าวคือพระนิพพาน ความปรารถนาที่ดีงามของสัตว์เหล่านั้น จงสำเร็จเถิด

ยนฺทานิ เม กตํ ปุญฺ ํ                                เตนาเนนุทฺทิเสน จ
ขิปฺปํ สจฺฉิกเรยฺยาหํ                        ธมฺเม โลกุตฺตเร นว
บุญใดที่ข้าพเจ้าได้ทำในบัดนี้ เพราะบุญนั้นและการอุทิศแผ่ส่วนบุญนั้น ขอให้ข้าพเจ้าทำให้แจ้งโลกุตตรธรรมเก้า  ในทันที

สเจ ตาว อภพฺโพหํ                        สงฺสาเร ปน สงฺสรํ
ถ้าข้าพเจ้าเป็นผู้อาภัพอยู่         ยังต้องท่องเที่ยวไปในวัฏฏสงสาร

นิยะโต  โพธิสตฺโตว                        สมฺพุทฺเธน  วิยากโต
นาฏฺ ารสปิ อาภพฺพ                              านานิ  ปาปุเณยฺยหํ
ขอให้ข้าพเจ้าเป็นเหมือนโพธิสัตว์ผู้เที่ยงแท้ ได้รับพยากรณ์แต่พระพุทธเจ้าแล้ว  ไม่ถึงฐานะแห่งความอาภัพ ๑๘ อย่าง

ปญฺจเวรานิ วชฺเชยฺยํ                        รเมยฺยํ  สีลรกฺขเน
ปญฺจกาเม อลคฺโคหํ                            วชฺเชยฺยํ กามปงฺกโต
        ข้าพเจ้าพึงเว้นจากเวรทั้งห้า  พึงยินดีในการรักษาศีล ไม่เกาะเกี่ยวในกามคุณทั้งห้า  พึงเว้นจากเปือกตมกล่าวคือกาม

ทุทฺทิฏฺ ิยา นยุชฺเชยฺยํ                สํยุชฺเชยฺยํ สุทิฏฺฐิยา
ปาเป มิตฺเต นเสเวยฺยํ                เสเวยฺยํ ปณฺฑิเต สทา
        ขอให้ข้าพเจ้าไม่พึงประกอบด้วยทิฏฐิชั่ว พึงประกอบด้วยทิฏฐิที่ดีงาม ไม่พึงคบมิตรชั่ว พึงคบแต่บัณฑิตทุกเมื่อ

สทฺธาสติหิโรตฺตปฺปา                                ตาปกฺขนฺติคุณากโร
อปฺปสยฺโห ว สตฺตูหิ                        เหยฺยํ อมนฺทมุยฺหโก
        ขอให้ข้าพเจ้าเป็นบ่อที่เกิดแห่งคุณ คือ ศรัทธา สติ หิริ โอตตัปปะ ความเพียร และขันติ  พึงเป็นผู้ที่ศัตรูครอบงำไม่ได้ ไม่เป็นคนเขลา คนหลงงมงาย 

สพฺพายาปายุปาเยสุ                        เฉโก ธมฺมตฺถโกวิโท
เ ยฺเย วตฺตตฺวสชฺชํ เม                 าณํ อเฆว มาลุโต
        ขอให้ข้าพเจ้าเป็นผู้ฉลาดในอุบายแห่งความเสื่อมและความเจริญ เป็นผู้เฉียบแหลมในอรรถและธรรม ขอให้ญาณของข้าพเจ้าเป็นไปไม่ข้องขัดในธรรมที่ควรรู้ ดุจลมพัดไปในอากาศ ฉะนั้น 

ยา กาจิ กุสลา มยาสา                 สุเขน สิชฺฌตํ สทา
เอวํ วุตฺตา คุณา สพฺเพ                                โหนฺตุ มยฺหํ ภเว ภเว
        ความปรารถนาใดๆ ของข้าพเจ้าที่เป็นกุศล  ขอให้สำเร็จโดยง่ายทุกเมื่อ  คุณที่ข้าพเจ้ากล่าวมาแล้วทั้งปวงนี้  จงมีแก่ข้าพเจ้าทุกๆ ภพ 

ยทา อุปฺปชฺชติ โลเก                        สมฺพุทฺโธ โมกฺขเทสโก
ตทา มุตฺโต กุกมฺเมหิ                                ลทฺโธกาโส ภเวยฺยหํ
        เมื่อใด พระสัมพุทธเจ้าผู้แสดงธรรมเครื่องพ้นทุกข์ ทรงเกิดขึ้นแล้วในโลก เมื่อนั้น ขอให้ข้าพเจ้าพ้นจากกรรมอันชั่วช้าทั้งหลาย เป็นผู้ได้โอกาสแห่งการบรรลุธรรม

มนุสฺสตฺตญฺจ ลิงฺคญฺจ                                ปพฺพชฺชญฺจุปสมฺปทํ
ลภิตฺวา เปสโล สีลี                        ธาเรยฺยํ  สตฺถุสาสนํ
        ขอให้ข้าพเจ้าพึงได้ความเป็นมนุษย์ ได้เพศบริสุทธิ์ ได้บรรพชาอุปสมบทแล้วเป็นคนรักษาศีล มีศีล  ทรงไว้ซึ่งพระศาสนาของพระศาสดา

สุขาปฏิปโท ขิปฺปา                        ภิญฺโ  สจฺฉิกเรยฺยหํ
อรหตฺตปฺผลํ อคฺคํ                        วิชฺชาทิคุณลงฺกตํ
        ขอให้เป็นผู้มีการปฏิบัติโดยสะดวก ตรัสรู้ได้พลัน กระทำให้แจ้งซึ่งอรหัตตผล อันเลิศ อันประดับด้วยธรรม มีวิชชา เป็นต้น

ยทิ นุปฺปชฺชติ พุทฺโธ                        กมฺมํ ปริปูรญฺจ เม
เอวํ สนฺเต ลเภยฺยาหํ                        ปจฺเจกโพธิมุตฺตมํ
        ถ้าหากพระพุทธเจ้าไม่บังเกิดขึ้น แต่กุศลกรรมของข้าพเจ้าเต็มเปี่ยมแล้ว เมื่อเป็นเช่นนั้น ขอให้ข้าพเจ้าพึงได้ญาณเป็นเครื่องรู้เฉพาะตนอันสูงสุดเทอญ

จิรํ ติฏฺ ตุ สทฺธมฺโม ธมฺเม โหนฺตุ สคารวา
ขอพระสัทธรรม จงดำรงมั่นตลอดกาล
ขอสาธุชนทั้งหลาย จงมีความเคารพในธรรม



 จากคุณ : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม [ 25 มี.ค. 2544 / 00:17:42 น. ]
     [ IP Address : 203.144.193.191 ]


 ความคิดเห็นที่ 90 : (Quin)

สาธุ สาธุ สาธุ

 จากคุณ : Quin [ 25 มี.ค. 2544 / 02:31:23 น. ]
     [ IP Address : 202.22.36.85 ]


 ความคิดเห็นที่ 91 : (deedi)

คุณผู้ไม่ประสงค์ออกนามคะ ขอกราบอนุโมทนายิ่ง
และกราบขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง
ในแก่นพระธรรมอันคุณผู้ไม่ประสงค์ออกนาม
ได้เมตตาและอุตสาหะแสดงไว้อย่างครบถ้วนแล้ว

มหากุศลในครั้งนี้ คงเป็นอีกปัจจัย
ให้คุณผู้ไม่ประสงค์ออกนามยิ่งเจริญก้าวหน้า
อย่างรวดเร็ว ฉับพลัน
ได้รู้แจ้งแทงตลอดงธรรมทั้งปวงยิ่งๆ
โดยปราศจากอุปสรรคอันตรายใดๆ ทั้งสิ้น
ขอร่วมตั้งจิตอธิษฐานตามคาถาในความคิดเห็นที่ ๘๙
ขอพรอันประเสริฐทุกประการที่คุณผู้ไม่ประสงค์ออกนาม
ปรารถนาไว้นั้น จงสำเร็จตามความปรารถนาของ
คุณผู้ไม่ประสงค์ออกนามด้วยเทอญ

+ + + + +

ขอกราบเคารพครูบาอาจารย์ทั้ง ๒ ท่าน
พระครูธรรมธรสุมนต์ นนทิโก 
และอาจารย์ประณีต  ก้องสมุทร
ขอบพระคุณค่ะที่นำประวัติของครูบาอาจารย์
มาเผยแพร่ให้ได้ทราบได้เคารพกันเช่นนี้

รบกวนขอทราบสถานที่ตั้งของวัดจากแดง
ด้วยได้ไหมคะ อยากทราบ อยากรู้จักเอาไว้ค่ะ

+ + + + +

หวังใจว่าคงได้รับฟัง (อ่าน) ธรรมะดีๆ
จากคุณผู้ไม่ประสงค์ออกนาม
อีกต่อไปเรื่อยๆ นะคะ

ด้วยความเคารพในธรรม

:)

 จากคุณ : deedi [ 25 มี.ค. 2544 / 02:37:03 น. ]
     [ IP Address : 203.146.125.128 ]


 ความคิดเห็นที่ 92 : (เรวัตตะ)

สาธุ ๆ
เกินกว่าที่ เรวัตตะจะเข้าใจจริง ๆ
ในโอกาสต่อไป ท่าน...ผู้ประสงค์ไม่ออกนาม...คงแนะนำให้ได้กราบนมัสการ พระอาจารย์ทั้งสองท่าน นะครับ

 จากคุณ : เรวัตตะ [ 25 มี.ค. 2544 / 16:07:05 น. ]
     [ IP Address : 203.151.197.226 ]


 ความคิดเห็นที่ 93 : (พีทีคุง)

สาธุ สาธุ สาธุ
ธรรมอันใดเป็นธรรมที่ให้มาสู่ใจ
ขอธรรมอันนั้นเป็นธรรมานุธรรมปฏิบัติแก่คุณผู้ไม่ประสงค์ออกนาม

อนุโมทนาครับ

 จากคุณ : พีทีคุง [ 25 มี.ค. 2544 / 23:12:50 น. ]
     [ IP Address : 203.148.168.67 ]


 ความคิดเห็นที่ 94 : (ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม)

เรียนคุณ deedi

ที่อยู่วัดจากแดง และเบอร์โทรศัพท์  ที่คุณขอมา
วัดจากแดง  ตำบลทรงคนอง อำเภอพระประแดง  จังหวัดสมุทรปราการ 10130 โทร.462 - 5928 , 816 - 4744

จริงๆ ประวัติของครูบาอาจารย์ทั้งสองนั้น ผู้พิมพ์เองไม่เคยทราบมาก่อนเลยทั้งๆ ที่เรียนพระอภิธรรมกับท่านมาเกือบ ๕ ปี พึ่งจะมาทราบตอนที่ท่านป่วยหนัก พอดีมีแขกผู้ใหญ่ไปเยี่ยม และเป็นหนึ่งในอดีตทีมงานของท่าน ท่านคุยกันก็เลยทราบประวัติของท่านตั้งแต่ตอนนั้น พอดีตอนนั้นผู้พิมพ์ไปเยี่ยมท่านที่โรงพยาบาล

ฉะนั้นลักษณะของบัณฑิต มักจะเป็นผู้นิ่ง เหมือนกลอง ถ้าไม่ตี กลองก็ไม่มีเสียง แม้ฉันใด บัณฑิตทั้งหลายก็ฉันนั้น ถ้าไม่ถูกถามย่อมนิ่ง แต่เมื่อถูกถามแล้วย่อมเปล่งวาจาดุจฟ้าคำราม

 จากคุณ : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม [ 26 มี.ค. 2544 / 01:11:32 น. ]
     [ IP Address : 203.144.192.160 ]


 ความคิดเห็นที่ 95 : (ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม)

คุณรูปนามหนึ่ง

คู่มือปัฏฐานที่ อชว.ตอนนี้มีเล่มใหม่พึ่งออกมา (จริงๆ แล้วก็เป็นเล่มเก่า แต่แก้ไขใหม่ แต่ก็ยังมีผิดอยู่หลายจุด) ส่วนเล่มเก่าๆ ก็ได้ยินว่าท่านอาจารย์ทั้งสองกำลังจะทำต่อไป  (แต่อาจจะขาดกำลังคนที่จะช่วยทำ)

ถ้าคุณรูปนามหนึ่ง สนใจเล่มใดที่ขาดไปที่อชว. ผู้พิมพ์อาจจะมีเก็บไว้บ้าง แต่คงต้องใช้วิธีถ่ายเอกสารกันต่อไป  เพราะเก็บไว้แค่อย่างละเล่ม จะเมล์มาก็ได้แล้วจะติดต่อกลับไป  เพราะตัวเองตั้งใจว่าอยากจะมอบหนังสือปัฏฐานเล่มใหม่ ให้คุณสักเล่มหนึ่ง เพื่อเป็นประโยชน์กับคุณรูปนามหนึ่งต่อไป แต่ถ้ามีแล้วก็ไม่เป็นไร ถ้าอย่างไรกรุณาแจ้งให้ทราบด้วย

 จากคุณ : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม [ 26 มี.ค. 2544 / 01:54:28 น. ]
     [ IP Address : 203.144.192.160 ]


 ความคิดเห็นที่ 96 : (ไม่อยากมีนามที่ไม่ประสงค์)

"ฉะนั้นลักษณะของบัณฑิต มักจะเป็นผู้นิ่ง เหมือนกลอง ถ้าไม่ตี กลองก็ไม่มีเสียง แม้ฉันใด บัณฑิตทั้งหลายก็ฉันนั้น ถ้าไม่ถูกถามย่อมนิ่ง แต่เมื่อถูกถามแล้วย่อมเปล่งวาจาดุจฟ้าคำราม"

สามารถคุณมีอยู่ แต่ว่าเมื่ออ่านประโยคนี้แล้วแหม่งๆมากครับ ดูเหมือนจะยกย่องตัวเองยังไงชอบกล หุ หุ หุ

 จากคุณ : ไม่อยากมีนามที่ไม่ประสงค์ [ 26 มี.ค. 2544 / 11:03:54 น. ]
     [ IP Address : 203.148.189.118 ]


 ความคิดเห็นที่ 97 : (เอ)

สาธุ ขออนุโมทนาด้วยครับ

 จากคุณ : เอ [ 26 มี.ค. 2544 / 11:40:50 น. ]
     [ IP Address : 202.183.197.9 ]


 ความคิดเห็นที่ 98 : (รูปนามหนึ่ง)

สาธุ..สาธุ..สาธุ

ขอขอบคุณ คุณผู้ไม่ประสงค์ออกนาม อีกครั้งสำหรับปัจจัย๒๔
ทั้งหมดที่นำมาแสดง พร้อมทั้งความอนุเคราะห์เกี่ยวกับเรื่องคู่มือ
รายละเอียดผมได้ติดต่อ ไปทางอีเมล์แล้วครับ
หวังว่าจะได้รับความกรุณาในโอกาสต่อๆไป

ขอบคุณครับ

 จากคุณ : รูปนามหนึ่ง [ 28 มี.ค. 2544 / 11:53:15 น. ]
     [ IP Address : 203.151.28.207 ]


 ความคิดเห็นที่ 99 : (deedi)

ขอบพระคุณมากค่ะสำหรับที่อยู่ของวัดจากแดง

ดิฉันได้หนังสือปัฏฐานภาค ๑ ตอน ๒ มาแล้ว ดีใจหนอ  :)
เล่มละ ๑๒๐ บาทตามที่คุณผู้ไม่ประสงค์ออกนามบอกไว้
เลยเรียนถามคุณแม่ชีตรงที่ไปขอซื้อหนังสือ
ท่านบอกว่าภาค ๑ ตอน ๑ กำลังจะพิมพ์ใหม่
แต่ท่านก็ไม่ทราบว่าเมื่อไหร่เหมือนกันค่ะ

ด้วยความเคารพในธรรม

:)

 จากคุณ : deedi [ 29 มี.ค. 2544 / 10:51:36 น. ]
     [ IP Address : 203.146.127.213 ]


 ความคิดเห็นที่ 100 : (เกรียงไกร)

สาธุ สาธุ สาธุ กับคุณผู้ไม่ประสงค์ออกนาม ครับ

 จากคุณ : เกรียงไกร [ 3 เม.ย. 2544 / 12:59:24 น. ]
     [ IP Address : 203.170.147.39 ]


 ความคิดเห็นที่ 101 : (ประสงค์ มีนบุรี)

ขออนุโมทนาครับ

 จากคุณ : ประสงค์ มีนบุรี [ 3 เม.ย. 2544 / 23:36:37 น. ]
     [ IP Address : 202.183.248.97 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!