เมื่อเริ่มปฏิบัตินั้น ทุกท่านก็งงและหลงเหมือนผมตอนนี้หรือเปล่า
 เนื้อความ :

ตัวผมเองเพิ่งเริ่มปฏิบัติได้ไม่นาน
และจะด้วยว่าไม่ค่อยได้ปฏิบัติจริงจังนัก
หรือยังสับสนในแนวทาง ว่าอย่างไหนถูกจริต
จึงทำให้เกิดความสับสนพอสมควร
         รวมทั้งเมื่อได้อ่านท่านผู้ปฏิบัติที่
รู้แนวทางชัดเจน รวมทั้งมีประสบการณ์ปฏิบัติ
ที่มากมาย
           จึงอยากรู้ว่า
1.  เมื่อเริ่มปฏิบัตินั้นพวกท่านทั้งหลาย
        มีความสับสน ไม่เข้าใจในการปฏิบัติหรือไม่
2.  ความสงสัยหรือไม่เข้าใจนั้น
        ได้เลือนหายไปเมื่อได

                                                      ขอบคุณครับ

 จากคุณ : ลมเพลมพัด [ 31 ธ.ค. 2543 / 19:27:10 น. ]
     [ IP Address : 161.246.52.23 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (ดังตฤณ)

1) ยิ่งกว่าสับสน และไม่เข้าใจ
ยังดูถูกตัวเองซ้ำด้วยครับว่าบุญน้อย

2) เมื่อจิตเบา เป็นกลาง ตั้งมั่นต่อเนื่อง (อย่างน้อยชั่วระยะเช่นสองนาที)
ความฟุ้งเบาลง เหลือแต่ภาวะรู้ความคิดและอารมณ์
เห็นเฉพาะความดับไปของอารมณ์ที่ก่อขึ้นในจิต
เห็นทั่วถึงทั้งความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปของความปรุงแต่งทางจิต
กายเบา จิตเบา ไม่สำคัญมั่นหมายว่ากายที่รู้สึกในส่วนไหนๆเป็นของเรา เป็นเราสร้าง

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 31 ธ.ค. 2543 / 19:50:53 น. ]
     [ IP Address : 203.170.144.97 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (ลมเพลมพัด)

--/|\-- ขอบคุณครับคุณดังตฤณ
อยากจะถามเพิ่มอีกว่า

3. อาการสงสัย ไม่เข้าใจ เบื่อ เกิดขึ้น หลายครั้งหรือเปล่าครับ
ประมาณว่าเป็นพักๆ (เหมือนผม)

ผมว่าท่านที่ปฏิบัติจนเข้าใจดีแล้ว คงเข้าใจความรุ้สึกนี้นะครับ
ช่วยให้ความรู้หรือประสบการณ์หน่อยเถิดครับ ขอบคุณครับ


 จากคุณ : ลมเพลมพัด [ 31 ธ.ค. 2543 / 20:29:53 น. ]
     [ IP Address : 161.246.51.222 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (yoyo)

1. สับสนครับ
ได้แต่ ตาม อ่าน หนังสือมากๆ
แต่ ถ้าจริงๆ ที่ น่าจะช่วยมากที่สุดน่าจะเป็น
การมีสติ อยู่กับ สิ่งที่กำลังพิจารณา

ลองคิดถึงการ สังเกต ลมหายใจ ให้เป็นลมหายใจสิครับ
หรือ ความรู้สึก ของฝ่าเท้าเวลาเดินสิครับ
ก็ ไม่มีอะไรมาก แค่นี้แหละครับ
นอกนั้น คงไปจำเขามามาก  ที่จะสับสนจริงๆ ก็คือ คนนี้ สอนอย่างนี้
อีกคนสอนอย่างนั้น ก็เลย มัวแต่จะสังเกต ว่า
เมื่อไร จะถึง ที่เขาบอกสักที เหมือน มัวแต่ดูแผนที่ ไม่ดูทาง สักที

เกาะติดให้ได้ แค่นั้น ครับ แล้ว สิ่งต่างๆ จะ ลดน้อยลงไปเอง
เมื่อ ทำได้บ้างแล้ว ก็ดีเอง 

ที่สำคัญ เกาะติดให้ได้ พบอะไรที่แปลกๆ ก็ ถือเป็นนิมิตร เท่านั้นครับ
>>
จุดหมาย แค่ รู้ว่า  ลมหายใจ คือลมหายใจ
ไม่ใช่ ยานอวกาศ  ไม่ใช่ เมื่อวาน ไม่ใช่พรุ่งนี้ ไม่ใช่เพื่อน ไม่ใช่เงิน ไม่ใช่ชีวิตอมตะ
ไม่ใช่นิพพาน ไม่ใช่บุญ ไม่ใช่บาป ไม่ใช่คำศัพท์ทางศาสนา  ไม่ใช่อะไรเลย
นอกจากลมหายใจ
ก็แค่พยายาม สังเกตลมหายใจ หรือความรู้สึกที่ฝ่าเท้าครับครับ
ไม่น่าจะมีอะไรสับสน 
<<

2. เมื่อ รู้ว่าความ สับสนเป็น ความคิดฟุ้ง ชนิดหนึ่ง  เกิดจากความไม่รู้

 จากคุณ : yoyo [ 31 ธ.ค. 2543 / 21:04:23 น. ]
     [ IP Address : 203.144.197.164 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (yoyo)

3. หลายครั้งครับ  เป็นปีก็มีครับ
เพราะว่า ความสับสนเป็น ความคิดฟุ้ง ชนิดหนึ่ง  เกิดจากความไม่รู้


 จากคุณ : yoyo [ 31 ธ.ค. 2543 / 21:06:06 น. ]
     [ IP Address : 203.144.197.164 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (ดังตฤณ)

3) สำหรับผมเองจะมีช่วงของการสับสน สงสัย ลังเลบ่อยครั้ง
มองย้อนไปทบทวนแล้วพอประมวลสาเหตุได้ดังนี้
- อ่านมาก หลากแนวมาก และมักเจอคำดีๆ วาทะน่าทึ่งชวนฉงน
จุดชนวนความคิดให้แตกขยายกิ่งก้านสาขาไม่รู้จบรู้สิ้น
- ปฏิบัติน้อย แต่เข้าใจว่ามากแล้ว เช่นก่อนนอนหนึ่งชั่วโมง
บังคับใจให้ตื่นตีห้ามานั่งอีกหนึ่งชั่วโมง เอาปริมาณเข้าว่า
ไม่สนใจคุณภาพของจิตเท่าไหร่นัก บางครั้งทำได้ดี สงบสุข
ก็ใช้เป็นมาตรฐานวัดว่าปฏิบัติได้ดีต้องเป็นอย่างนี้
พอวันอื่นทำไม่ได้เท่า ก็จะขุ่นมัว ดูถูกตัวเอง
เป็นช่วงเริ่มต้นที่ตัดแบ่ง "การปฏิบัติ" ออกจากชีวิตประจำวันอย่างสิ้นเชิง
- ชอบถามตัวเองด้วยคำถามที่มีอันตรายร้ายแรงกับอนามัยของจิต
เช่นว่าเรามาถูกทางแน่หรือ ใครจะรู้ได้ว่าจริงแท้เป็นอย่างไร
ตอนนั้นสังเกตไม่ออกอย่างสิ้นเชิงว่า "ความคิด" ก็เป็นความจริงชนิดหนึ่ง
ความจริงที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป
เมื่อปราศจากจิตผู้รู้ความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ก็เป็นจิตผู้ยึดมั่น
หรืออีกนัยหนึ่งจิตผู้มีอุปาทานเห็นความคิดว่าเป็นตัวเรา
ตราบใดยังมีอุปาทานตัวนี้อยู่ ความคิดพุ่งไปทางไหน จิตก็ตามไปทางนั้น เชื่อไปทางนั้น
ต่อเมื่อเลิกแบ่งการปฏิบัติเป็นท่อนๆ ส่วนๆ รักษาจิตใสใจเบาไว้ได้คงเส้นคงวาขึ้น
ถอนอุปาทานออกจากความคิด เห็นแม้ความคิดตามจริงว่าเป็นเพียงความกระเพื่อมของจิต
กระทั่งรู้สึกถึงธรรมดา ธรรมชาติสักแต่เป็นเช่นนั้นเองของความคิด
ก็ถอย ก็ถอนจากความยึดมั่นความคิด
ความสับสนก็ลดลง หรือไม่เหลือเลยในที่สุดครับ ว่าทั้งหลายทั้งปวงนั้น
นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับไปจริงๆ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 31 ธ.ค. 2543 / 22:01:53 น. ]
     [ IP Address : 203.170.144.97 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (เมธาพร)

รู้มากทำให้คิดมาก   จึงเกิดสงสัยและสับสน   ผู้รู้ในอดีตจึงสอนให้เริ่มจาก ศรัทธาเชื่อมั่นในคำสอนของพระพุทธองค์ไปก่อน  ทดลองปฏิบัติดู เมื่อปฏิบัติไปได้ระยะหนึ่งแล้ว  สัจจะและความจริงก็จะปรากฏที่ปัญญาแห่งตน เมื่อนั้นก็จะเลิกเชื่อถือศีลพรตเก่าที่ผิดแนวทางไปเอง ด้วยปัญญาเป็นเครื่องนำทางประดุจไฟทีส่องสว่างในความมืด   ถ้าสงสัยตั้งแต่เริ่มต้น  ไม่ทดลองปฏิบัติ ความจริงก็จะไม่ปรากฎ มัวแต่ยึดติดกับคำพูดคำสอน   จะพยายามทำความเข้าใจ   ยิ่งอ่านมากบางครั้งก็ยิ่งสับสนมาก  เพราะภาษานั้นมีข้อจำกัดที่ไม่อาจบรรยายสิ่งที่ผู้อื่นไม่เคยพบเห็นได้  เช่นนิยายธรรมะที่พูดถึง  เต่าเล่าเรื่องลมพัดเย็นกายเมื่อขึ้นไปเดินบนบกให้ปลาฟัง  ปลาไม่เคยขึ้นบก ไม่รู้จักลมพัดเย็นกาย  ก็ไม่เข้าใจสิ่งที่เต่าพูดว่าหมายความว่าอย่างไร  เต่าจะอธิบายว่าลมเย็นเป็นอย่างไรก็อธิบายไม่ได้ชัดเจนถึงประสบการณ์อันนี้  ท้ายสุดต่างก็สับสนเพราะไม่สามารถบรรยายเป็นอักษรได้ชัดเจน 

 จากคุณ : เมธาพร [ 31 ธ.ค. 2543 / 23:15:45 น. ]
     [ IP Address : 203.149.40.213 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (โยทะกา)

แรกๆเริ่มไม่ถูกมากกว่าสับสนค่ะ เพราะที่บ้านเขาไม่สนใจศาสนา
ห่างวัด เลยต้องเริ่มด้วยตัวเอง ไม่รู้จะไปหาใครหรือไปที่ไหนดี
เรียกว่าเริ่มจากไม่รู้อะไรมากพอจะสับสนก็ได้มั้งคะ
ก็เลยเริ่มแบบง่ายๆแบบที่แน่ใจว่าถูกแน่คือศีลห้า ไม่น่างง
ส่วนแนวทางต่างๆรายละเอียดมากมาย ใครพูดอะไร อ่านเจออะไร
หรือใครยัดเยียดให้อ่านอะไร ชวนไปไหน ก็ฟังๆไว้ ยุ่งนักขัดแย้งกันนัก
ยังไม่รู้เรื่องก็วางไว้ค่ะ บางทีไปๆก็เข้าใจไปเอง คิดมากจะให้รู้เดี๋ยวนั้นว่าอะไรถูก
อะไรผิดรู้สึกมันเสียเวลา (หรือใครจะประนามว่าขี้เกียจก็ได้ค่ะ ไม่เป็นไร)
อะไรทำแล้วไปได้ดีไม่มีโทษก็ทำไปเรื่อยๆ นึกได้เมื่อไรก็ทำเลย
ไปๆแล้วมันก็ทำไปเองโดยอัตโนมัติไม่เหลือเวลาให้สับสนหรอกค่ะ สงสัยก็ถาม
ผู้รู้ค่ะ ถามแล้วก็ลองทำดู ก็หายสงสัยไปเอง สงสัยอะไรใกล้ๆตัว ไกลตัวมากไม่
ค่อยสงสัยค่ะ เล่าให้ฟังประสบการณ์จากของคนรู้น้อยแถมขี้เกียจจะรู้ทุกอย่างในโลก ไม่มีประโยชน์ก็ถือว่าเล่าให้ฟังเล่นๆนะคะ
อีกต่างหากค่ะ

 จากคุณ : โยทะกา [ 1 ม.ค. 2544 / 03:27:57 น. ]
     [ IP Address : 128.125.222.206 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (สันตินันท์)

"1.  เมื่อเริ่มปฏิบัตินั้นพวกท่านทั้งหลาย
มีความสับสน ไม่เข้าใจในการปฏิบัติหรือไม่"

เมื่อแรกปฏิบัติก็ไม่เข้าใจว่า การปฏิบัติคืออะไร ทำเพื่ออะไร และทำอย่างไร
เพียงแต่รู้สึกอยากปฏิบัติ ก็กำหนดลมหายใจทำสมถกรรมฐานเรื่อยไปครับ
หวังแต่เพียงว่า วันหนึ่งจิตจะสงบลงได้
ส่วนสงบแล้วจะทำอย่างไรต่อไป ก็ไม่ทราบหรอกครับ

"2.  ความสงสัยหรือไม่เข้าใจนั้น        ได้เลือนหายไปเมื่อได"
หายไปเมื่อได้พบหลวงปู่ดูลย์ แล้วท่านสอนให้มีสติศึกษาตนเอง
จึงเฝ้าเจริญสติเรียนรู้ "ตนเอง" เรื่อยไป
โดยไม่ได้คิดว่า นั่นคือการปฏิบัติธรรม
เมื่อไม่คิด ก็ไม่สงสัยว่า การปฏิบัติธรรมจะต้องทำอย่างไรครับ

"3. อาการสงสัย ไม่เข้าใจ เบื่อ เกิดขึ้น หลายครั้งหรือเปล่าครับ
ประมาณว่าเป็นพักๆ (เหมือนผม)"
ความสงสัยกับเบื่อ เป็นโรคประจำตัวของนักปฏิบัติปัญญาชนครับ
พอสงสัย ก็เลิกรู้ความเกิดดับของปรมัตถธรรม แล้วหันไปคิดเอา
พอเบื่อ ก็เลิกรู้ความเกิดดับของปรมัตถธรรมเช่นกัน
รวมความแล้ว กิเลสทั้งหลายมีแต่ชวนให้หลง
หรือให้ลืมรู้ความเกิดดับของปรมัตถธรรมทั้งสิ้น

เมื่อแรกที่ผมปฏิบัติ ถ้าสงสัย หรือเบื่อ
ผมจะรู้เข้าไปที่สภาวะหรือตัวจริงของความรู้สึกสงสัย และความเบื่อทันที
ตัวความสงสัยและความเบื่อ ก็จะแสดงไตรลักษณ์ขึ้นมา เช่นเดียวกับปรมัตถธรรมอื่นๆ นั่นเอง
เมื่อจิตไม่ถูกความสงสัย และความเบื่อครอบงำ
การเจริญสติก็ต่อเนื่องไปได้เรื่อยๆ ครับ

 จากคุณ : สันตินันท์ [ 3 ม.ค. 2544 / 08:53:46 น. ]
     [ IP Address : 203.154.120.12 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (นายสงบ)

ตอบครับ ศิษย์ที่ดีต้องตามครูอาจารย์ อิ อิ ^_^

1.โหย...สารพัดครับ สับสนวุ่นใจ ท้อใจ หมดใจ เกือบจะสิ้นใจ(อันนี้เวอร์เล็กน้อยครับ ^-^!) ทั้ง เฮ่อ ทุกวันนี้ยังเป็นอยู่ เพียงแต่ว่าดีขึ้นบ้าง

2.เดิมทีหายยากครับ ^-^! หลังๆก็ใช้วิธีรู้ทันมัน ตามครูอาจารย์ท่านสอนสั่ง
ก็หายเร็วครับ รู้เลยว่าโดนกิเลสหลอกว่าสับสนครับ ^-^!

3.อิ อิ บ่อยครับ อาการเหล่านี้เกิดบ่อยเป็นระยะๆ แต่พอหลังๆใช้วิธีรู้ทันมัน
ก็ไม่เห็นหัวมันอีกเลย ไม่เห็นมาเมื่อชาติ(ผม)ต้องการเลย อิ อิ ^-^

 จากคุณ : นายสงบ [ 3 ม.ค. 2544 / 09:27:32 น. ]
     [ IP Address : 203.151.28.118 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (รูปนามหนึ่ง)

อ่านความเห็นของท่านต่างๆแล้วคิดว่าทุกท่านคงมีความเห็น
ไม่ต่างกันว่าเริ่มแรกก็ต้องสับสน สงสัย ว่าการปฏิบัติธรรมคืออะไร

แม้เมื่อรู้ว่าแนวทางแห่งความหลุดพ้นคือ การเจริญมรรคมีองค์แปด
ซึ่งมีสติปัฏฐานเป็นเบื้องต้นของการเจริญมรรค ก็ตาม ในขณะที่จะลง
มือก็ยังมีเทคนิคที่แตกต่างกันไปอีก

โดยประสพการณ์ส่วนตัว มีความเห็นว่า ความสงสัยที่แสดงออกให้เห็นได้
นั้นมีสองระดับ

ระดับแรกคือความสงสัยในเทคนิควิธีการปฏิบัติของตนนั้นถูกต้องหรือ
ไม่ในระดับที่ทำให้ ศรัทธาในการปฏิบัติลดลง ถ้าเป็นถึงระดับ
นี้ต้องเข้าหากัลยาณมิตร หรือ เข้าหาปริยัติ เพื่อการสอบถามและหา
คำตอบให้กับตนเองให้พ้นความสงสัยในขั้นนี้

เมื่อได้รับคำตอบของแนวทางปฏิบัติ และรู้โดยความเข้าใจว่า ความสงสัย
ก็ตาม ความเบื่อก็ตาม เป็นนามธรรมชนิดหนึ่ง เป็นปรมัตถธรรมอย่างหนึ่ง
เป็นสังขารธรรมชนิดหนึ่ง เป็นทุกขสัจจ์ เป็นกิเลสชนิดหนึ่ง เราต้องกำหนด
รู้ตามเป็นจริงของสภาวะธรรมนี้

ความสงสัยนี้ ย่อมเกิดขึ้นได้เป็นธรรมดา และจะหมดสิ้นลงได้ก็ต่อเมื่อปฏิบัติ
จนเข้าถึงมรรคผลนิพพานเป็นครั้งแรกเท่านั้น กิเลสคือความสงสัยแบบนี้จึง
จะหมดลงโดยสิ้นเชิง


เมื่อมีความเข้าใจโดยปริยัติอย่างนี้แล้ว ก็ไม่ทำให้ศรัทธาในการปฏิบัติของเรา
ลดลงแต่อย่างไร

ความสงสัยในระดับที่สอง ก็คือความสงสัยที่เกิดขึ้นขณะที่กำลังเจริญสติ ซึ่งท่าน
เรียกว่า นิวรณ์ คือ ความสงสัยระดับละเอียดขึ้น อันนี้แม้เราจะเข้าใจโดยปริยัติ
แล้วก็ตาม แต่ในขณะปฏิบัติ สภาวะธรรมที่เป็นกิเลสนี้ ก็ยังมีโอกาสเกิดขึ้นเป็น
ธรรมดา พระพุทธองค์ ก็ได้ตรัสเรื่องนี้ไว้ใน นิวรณบรรพ ในธัมมานุปัสสนา
สติปัฏฐาน
ดังนั้น ความสงสัยนี้จึงเป็นอารมณ์ของวิปัสสนาอย่างหนึ่ง
เมื่อความสงสัยเกิดขึ้น เราก็จะต้องกำหนดรู้ความสงสัยนั้น โดยไม่มีความอยาก
ต่างๆเข้าไปยุ่งเกี่ยว เช่นอยากให้ความสงสัยหายไป เราเพียงแต่กำหนดรู้
อาการสงสัยนั้นตามเป็นจริง มิต้องไปข่ม ไม่ต้องเอาความรู้ปริยัติมาคิดหักล้าง

เมื่อปัญญาญาณเกิดขึ้น เราจะเห็นเองว่าความสงสัยเป็นแต่เพียงสภาวะธรรม ไม่ใช่เรา
สงสัย เกิดขึ้นให้กำหนดรู้แล้วก็ดับไป ไม่สามารถบังคับให้มา ให้หายไป ตามต้องการได้

ดังนั้นแม้เราจะไม่สงสัย แต่ไม่ได้หมายความว่าความสงสัยจะไม่เกิดขึ้นกับ
เรา
เมื่อผมเข้าใจอย่างนี้แล้ว ในขณะที่ปฏิบัติอย่างต่อเนื่องอยู่นั้น สภาวะธรรม
ใดเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา ก็จะกำหนดสภาวะนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็น ความเบื่อ ความง่วง
ความหดหู่ ความฟุ้งซ่าน ก็ใช้วิธีการเดียวกัน

 จากคุณ : รูปนามหนึ่ง [ 3 ม.ค. 2544 / 13:47:47 น. ]
     [ IP Address : 203.170.146.76 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (เรวัตตะ)

เราก็อ่านมาก   หลายสำนัก  หลายอาจารย์
เลิกเสียเถอะ  การกระทำดังกล่าว
ไม่ต้องอ่านมาก.......(อ่านเพื่อให้ใจมีศรัทธา มีกำลังใจ มีความเพียรต่อ   อ่านอย่างนี้ทำ ได้    แต่อย่าอ่านแล้วอยาก  อันนั้นก็ดี  อันโน้นก็ดี  แล้วก็มานั่งสังสัย  ตัดสินใจไม่ถูก อย่างนี้ไม่เอา)

ง่าย ๆ   อาจารย์ท่านบอกว่า  ก  ไก่   ก็  ก ไก่  ก็แล้วกัน
ไม่ต้องสังสัย  ไม่ต้องถามเหตุผล  ไม่ต้องมีเหตุผล   ไม่ต้องกล้วว่าจะงมงาย
(ถ้าอาจารย์ท่านดีจริงนะ    ท่านสอนให้เขียน ก ไก่  แล้วท่านจะคอยตามดู ตามรู้  ตามคิด  ตามแก้ให้ตลอด)

เอาเป็นว่า  เรารู้จักการทำสมาธิครั้งแรก  เป็นแบบไหน  สำนักไหน   ก็ยึดแบบนั้นนะแหละ  ถูกจริตของเรา  ตรงตามวาสนา บารมีที่ได้สั่งสมมา....ที่สุดแล้ว

 จากคุณ : เรวัตตะ [ 4 ม.ค. 2544 / 05:41:11 น. ]
     [ IP Address : 203.151.197.225 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (tchurit)

1.  เมื่อเริ่มปฏิบัตินั้นพวกท่านทั้งหลาย
        มีความสับสน ไม่เข้าใจในการปฏิบัติหรือไม่
ของผมนี้ไม่มีเลยครับ
ตอนเด็กๆก็นั่งไปเรื่อยๆ เพราะเขาว่านั่งสมาธิแล้วจะหัวดี
โตมาหน่อยก็นั่งบ้างไม่ได้นั่งบ้าง เพราะไม่ได้คาดหวังให้หัวดีจากการนั่งสมาธิอีกแล้ว
มาตอนบวชตอนมาศึกษาปริยัติ เริ่มแปลกใจที่ทำไม่ปริยัติสามารถ
เขียนอธิบายรายละเอียดหมือนกับประสบการณ์ที่เคยประสบมา
เลยรู้สึกทึ่งมากว่า ที่สิ่งต่างๆเหล่านี้เขาเจอมาตั้งนานแล้ว และเขียนจัดหมวดหมู่
เขียนลำดับขั้นตอนมาดีอยู่แล้ว
จนบัดนี้ผมก็ยังไม่เชื่อว่าการปฏิบัติมีวิทีปฏิบัติเพียงหนทางเดียว
ถึงแม้นความเข้าใจที่ปลายทางจะเป็นสิ่งเดียวกันก็ตาม
2.  ความสงสัยหรือไม่เข้าใจนั้น
        ได้เลือนหายไปเมื่อใด
เมื่อไม่ได้ตั้งความหวังไว้ก็ไม่มีความคาดหวัง
เมื่อไม่คาดหวังก็ไม่สงสัย
แต่ความแน่ใจ เกิดเมื่ออ่านเจอว่าเหมือนกับที่ปริยัติเขียนไว้

จนบัดนี้ผมยังมีความรู้สึกว่าความคาดหวังมากเกินไปคือ " กำแพง "
ยิ่งหวังมากกำแพงก็ยิ่งสูงครับ

 จากคุณ : tchurit [ 4 ม.ค. 2544 / 08:10:14 น. ]
     [ IP Address : 203.157.42.52 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (สันตินันท์)

สาธุครับ คุณรูปนามหนึ่ง
ช่างอธิบายธรรมได้เรียบง่าย ชัดเจน และนำไปปฏิบัติได้ ดีจริงๆ ครับ

ลานธรรมนี้ก่อกำเนิดจากกลุ่มนักปฏิบัติก็จริง
แต่อาจจะกลายเป็นลานสัทธรรมปฏิรูปเมื่อไรก็ได้
เพราะนักปฏิบัตินั้น ไม่ว่าจะปฏิบัติเก่งขนาดไหน
ก็ย่อมมีความรู้ความเข้าใจในธรรมเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น
ที่จะรอบรู้ทั่วถึงในพระสัทธรรม
อันเป็นพระปัญญาตรัสรู้นั้น เป็นไปไม่ได้เลย
หากไปกล่าวสิ่งใดเกินเลยภูมิรู้ ด้วยการคาดเดาเอาอย่างอัตโนมัติ
ก็จะเป็นการทำลายพระศาสนาโดยรู้เท่าไม่ถึงการ

จึงจำเป็นที่ลานธรรมจะต้องมีผู้รอบรู้ปริยัติธรรมที่ถูกต้อง
คอยช่วยตรวจสอบ เพื่อแก้ไขสิ่งผิดให้ถูก และเสริมสิ่งถูกให้สมบูรณ์
เพื่อประโยชน์ทั้งต่อผู้ปฏิบัติเอง
และเพื่อให้ลานธรรม เป็นลานธรรมที่แท้จริง

ผมเสียดายผู้มีความรู้ทางด้านปริยัติธรรมหลายท่าน
ที่ผ่านมาแล้วก็ปลีกตัวไปในเวลาอันสั้น
ยังดีที่ลานธรรมยังมีคนอย่างคุณรูปนามหนึ่ง คุณประสงค์ ฯลฯ
ที่มีความอดทนในการถ่ายทอดปริยัติธรรมให้เพื่อนๆ เข้าใจได้
สิ่งที่ท่านช่วยกันกระทำนั้น เป็นประโยชน์แน่นอนครับ
ขอให้อดทนทำต่อไปนานๆ นะครับ
เพราะการรักษาสืบทอดพระศาสนาที่ดีที่สุดนั้น
ผมไม่เห็นสิ่งใดจะสำคัญเท่ากับการสร้างให้คนเป็นสัมมาทิฎฐิเลยครับ

 จากคุณ : สันตินันท์ [ 4 ม.ค. 2544 / 10:16:56 น. ]
     [ IP Address : 203.154.120.12 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (เรวัตตะ)

ปริยัตินะ  บันทึกไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่
ใครเป็นคนเขียน    
ถ่ายทอดกันมาก็รุ่น   กี่ปีแล้ว
ยังคงถูกต้อง  ตรงตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้หรือไม่

ที่สำคัญผู้ที่บันทึก เขียน  ทำปริยัติเล่มนั้น ๆ   ....
มีภูมิจิต....ภูมิธรรม   ระดับไหน

เมื่อก่อนผู้ที่ทำสังคยานา   เขาใช้พระอรหันต์ไม่ใช่รึ
ย่อมไม่ผิด  เพี้ยนแน่นอน

อยากเห็นความผิดเพี้ยน  ลองไปอ่านหนังสือเกี่ยวกับพุทธศาสนา  ในประเทศต่าง ๆ ดูบ้างซิ   
แม้แต่พระไทยเขียนเองแท้ ๆ   ยังแปลก ๆ เลย

.......ขออภัยที่วิจารณ์มั่ว ๆ 

เอาแบบเรวัตตะนะ  ถ้าอยากลอง
ทำสมาธิให้เกิด   ให้ตั้งมั่น  แล้วอยากเรียนเรื่องอะไร  ไปเรียนกับท่านองค์นั้น

อยากเรียนฤทธิ์   ก็ต้องไปเรียนกับพระโมคคัลลา  (บางท่านอาจวาสนา  บารมีไม่ถึงท่าน  หรือไม่ใช่วิสัยที่ท่านจะสอน  ท่านจะให้ผู้ที่เหมาะสมมาเป็นผู้สอน)

อยากเรียนทิพย์จักษุ   ก็ไปเรียนกับพระอนุรุท.....

ไปเรียนที่ไหน   ไปเรียนอย่างไร....ไม่ต้องสงสัย
ให้สงสัยอยู่ที่ตัวเรา  จิตเรานี้อย่างเดียวว่า   .....
สมาธิ.....เกิดหรือยัง....ตั้งมั่นขนาดไหน......
ทำให้คล่องเลยนะ......ชนิดที่ว่า   ยืน เดิน  นั่ง  นอน   กำหนดได้ทันที
แม้แต่....จะหกล้ม   ก็กำหนดได้     กำลังจะหาว  กำลังจะจาม ทำได้ตลอด

แล้วทุกอย่างเกิดเอง  เป็นเอง  รู้เอง

คนโบราณนะ  เขาสอนให้ปฏิบัติมาก   ทำมาก   ทำด้วยการกระทำ
ไม่ให้ทำด้วยการคิด  นึก  สงสัย   จดๆ จ้อง ๆ
แต่เขาก็มีเหตุมีผลนะ  และต้องการให้รู้เอง  เห็นเอง   ทำได้เอง 
พึ่งตนเองได้   ที่สำคัญคือ    ...ยั่งยืน

 จากคุณ : เรวัตตะ [ 5 ม.ค. 2544 / 07:02:39 น. ]
     [ IP Address : 203.151.197.224 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (รูปนามหนึ่ง)

ขอขอบคุณเป็นอย่างสูงในความเมตตา ให้กำลังใจ ของพี่สันตินันท์
พร้อมทั้งข้อคิดต่างๆที่เป็นประโยชน์เสมอมาจากพี่สันตินันท์

 จากคุณ : รูปนามหนึ่ง [ 5 ม.ค. 2544 / 14:13:16 น. ]
     [ IP Address : 203.170.146.195 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (คุณแม่น้องนุ่น)

ขอถามคุณเรวัตตะนะคะ
ที่ว่าทำให้มาก คือทำอะไร ช่วยเขียนอธิบายให้ละเอียดหน่อยค่ะ
เพราะได้ยินมาบ่อยเหลือเกินจากหลายๆคน ซึ่งไม่ทราบว่าจะหมายถึงเหมือนกันหรือเปล่า
คือทำดีทั้งกายวาจาใจ
ทำสมาธิภาวนา
ทำเจริญสติ- เดินจงกรม-เคลื่อนไหว
นั่งทางใน
นั่งกรรมฐาน
นั่งวิปัสสนา
ทำบารมี
ทำบุญ-ทาน
ทำกุศล
ฯลฯ
ขอบคุณค่ะ

 จากคุณ : คุณแม่น้องนุ่น [ 10 ม.ค. 2544 / 11:42:29 น. ]
     [ IP Address : 203.145.30.25 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (คุณแม่น้องนุ่น)

ขอเขียนความเห็นของตัวเองนะคะ
เมื่อเริ่มหัดใหม่ๆ นั้นใช้เพียงกำหนดลมหายใจเข้า ออกให้ยาว เหตุผลเพียงเพื่อให้สุขภาพดี ไม่ได้คิดว่าจะไปรับรู้ เห็นอะไร ที่เป็นอาการของจิต เข้าใจว่าได้ผ่านมาแล้วในเรื่องของจิตระดับต่างๆ และการเกิดดับของจิต ตอนนั้นไม่เข้าใจ กลัว สับสน เพราะกำหนดลมทีไรก็กระเทือน สั่นเหมือนผีเข้า เหมือนไฟช็อด บ้าง ลอยบ้าง หมุนบ้าง ไม่กล้าเล่าเพราะกลัวจะถูกหาว่าเป็นบ้า กลับมาคิด และพิจารณาใหม่ และเริ่มหาหนังสืออ่าน และซักถามผู้รู้
รวมทั้งไปฝึกที่อื่นบ้าง เพื่อดูว่าแล้วแบบไหนคือใช่ คุยกับพระและญาติๆที่เขา
ฝึกก่อนเราและคิดว่าเขาจะบอกได้ ซึ่งก็มีคนช่วยให้ข้อคิดมากมายไม่ให้ยึดติด
กับสิ่งที่เห้นหรือรู้ และมีพระท่านหนึ่งอุตส่าห์สอนเรื่อง กฎไตรลักษณ์และวิปัสนูกิเลส จนเข้าใจ และยิ่งรู้มากก็ยิ่งไม่อยากทำ (กลัวจะแก้ไขไม่ทัน และตกใจ)
จนในที่สุดถึงได้เข้าใจมากขึ้นว่าการฝึกทั้งหลายคือการฝึกให้จิตใจของเราพัฒนา
ไปในทางที่ดี สร้างสรร คิดดี พูดดี และสามารถเอาชนะใจตนเอง ไม่คิดทำในสิ่งที่ไม่ดี เช่น ละโลภ โกรธ หลง และการคิดเพื่อตนเอง เพื่อครอบครัวตนเอง เพื่อญาติมิตรของตน แต่ให้มองกว้างออกไปยังพี่น้อง ที่ยังลำบาก ด้อยโอกาส และตกอยู่ในชะตากรรมที่เราสามารถช่วยเหลือได้

แต่กว่าจะเข้าใจ ก็ต้องผ่านความสับสน เพราะอานุภาพของจิตมันยิ่งใหญ่นัก
มีพลัง และรุนแรงมาก บางครั้งก็เหนือธรรมชาติ ทำให้สนุกเพลิดเพลินไป
กับฤทธิ์ทางใจที่ได้ ยิ่งได้ก็ยิ่งเสียคน เพราะทำให้หลงใหล คิดว่าฉันเก่ง
และแทนที่จะละ กลับมีอัตตาเพิ่มขึ้น

และก็ได้บทเรียนให้ลองผิดลองถูกมากมาย (ตอนไม่ได้ฝึก
จะไม่ทันคิดว่าเป็นบทเรียน) มันเหมือนทุกนาทีมีบทเรียนให้เราหัดลองผิดลองถูก
มากมาย ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยทันกับความคิดที่เข้าข้างตัวเอง มันเหมือนมีเหตุผล
มาแทรกเสมอ และคิดแบบไหนก็ให้ตัวเองก่อนทุกที บางครั้งก็คิดรุนแรงแบบ
การแข่งขันกับตัวเอง และผู้อื่น
บางครั้งก็เผลอไปมองผู้อื่นมากกว่ามองอารมณ์ตนเอง
เพราะหลังจากรู้และเข้าใจทำแบบฝึกหัดมาเยอะ ก็อดไม่ได้ที่จะอวดภูมิรู้
บางครั้งไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำได้ยังไง เหมือนเจอหน้าคนบางคน
ก็รู้ว่าเขาไม่น่าคบเลย เห็นแก่ตัวจังเลย แล้วก็พยายามปลงว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่
เราต้องไปแก้ไข หรือให้ความช่วยเหลือ มันไม่ใช่หน้าที่ของเรา

และก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าเราต้องยอมให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ ทุกคนต้อง
ผ่านบทเรียน ผ่านการแก้ปัญหาด้วยตนเอง ทางเลือกที่อ้อมค้อม หรือทางลัดก็
ถึงจุดหมายเหมือนกัน ช้าหรือเร็วไม่ได้ทำให้ได้ไปดีกว่า แต่การค่อยๆไปจะได้ชม
อะไรข้างทางมากกว่าเร็วๆรีบๆ หรือติดจรวดไป

 จากคุณ : คุณแม่น้องนุ่น [ 10 ม.ค. 2544 / 12:14:05 น. ]
     [ IP Address : 203.145.30.25 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!