การดูจิต : ความหมาย วิธีการ และผลของการปฏิบัติ
 เนื้อความ :

เพื่อนใหม่ที่เข้ามาสู่ลานธรรม มักจะมีคำถามเสมอว่า
การดูจิตคืออะไร ทำอย่างไร ดูแล้วมีผลอย่างไร
คำตอบที่ได้รับจากหลายๆ ท่าน ค่อนข้างแยกเป็นส่วนๆ
วันนี้ผมขอโอกาสเล่าถึง การดูจิตในภาพรวม สักครั้งนะครับ

ความหมายของการดูจิต

คำว่า การดูจิต เป็นคำที่นักปฏิบัติกลุ่มหนึ่ง
บัญญัติขึ้นเพื่อใช้สื่อความหมายกันเองภายในกลุ่ม
หมายถึงการเจริญเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน(ทุกบรรพ)
จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน(ทุกบรรพ)
รวมถึงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน(บางอย่างที่เป็นฝ่ายนามธรรม)

กล่าวอย่างย่อ ก็คือการเจริญวิปัสสนาด้วยอารมณ์ฝ่ายนามธรรม
ได้แก่การรู้จิตและเจตสิกนั่นเอง

วิธีการเจริญวิปัสสนา(ดูจิต)

การเจริญวิปัสสนาทุกประเภท รวมทั้งการดูจิต ไม่มีอะไรมาก เพียงแต่ให้ผู้ปฏิบัติ
"รู้สภาวธรรมที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริง ด้วยจิตที่เป็นกลางเท่านั้น"
แต่จะรู้ได้ถูกต้อง ก็ต้อง (1) มีจิตที่มีคุณภาพ
และ (2) มีอารมณ์กรรมฐานที่ถูกต้อง
เท่านั้น

ซึ่งจิตที่มีคุณภาพสำหรับการทำสติปัฏฐานหรือวิปัสสนา
ได้แก่จิตที่มีสติ(สัมมาสติ) สัมปชัญญะ(สัมมาทิฏฐิ) และสัมมาสมาธิ
ส่วนอารมณ์กรรมฐานที่ถูกต้อง คืออารมณ์ที่มีตัวจริงที่สามารถแสดงไตรลักษณ์ได้
หรือที่นักปฏิบัติมักจะเรียกว่าสภาวะ และนักปริยัติเรียกว่าอารมณ์ปรมัตถ์

เมื่อจะลงมือปฏิบัติ ก็ให้ (1) มีสติเฝ้ารู้ให้ทัน (มีสัมมาสติ)
(2) ถึงอารมณ์หรือสภาวธรรมที่กำลังปรากฏ (มีอารมณ์ปรมัตถ์)
(3) ด้วยจิตที่ตั้งมั่น ไม่เผลอส่งส่ายไปที่อื่น และไม่เพ่งจ้องบังคับจิต (มีสัมมาสมาธิ)
แล้ว (4) จิตจะรู้สภาวธรรมทั้งปวงตามความเป็นจริง (มีสัมปชัญญะ/สัมมาทิฏฐิ)


การมีสติเฝ้ารู้ให้ทัน หมายถึงสิ่งใดเกิดขึ้น ตั้งอยู่ หรือดับไป ก็ให้รู้เท่าทัน
เช่นขณะนั้นรู้สึกมีความสุข ก็ให้รู้ว่ามีความสุข
เมื่อความสุขดับไป ก็ให้รู้ว่าความสุขดับไป
มีความโกรธก็รู้ว่ามีความโกรธ
เมื่อความโกรธดับไปก็รู้ว่าความโกรธดับไป
เมื่อจิตมีความทะยานอยากอันเป็นแรงผลักดัน
ให้ออกยึดอารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
ก็ให้รู้ว่ามีแรงทะยานอยาก เป็นต้น

อารมณ์หรือสภาวธรรมที่กำลังปรากฏ
ต้องเป็นอารมณ์ของจริง ไม่ใช่ของสมมุติ
โดยผู้ปฏิบัติจะต้องจำแนกให้ออกว่า
อันใดเป็นของจริง หรือปรมัตถธรรม
อันใดเป็นของสมมุติ หรือบัญญัติธรรม

เช่นเมื่อจิตมีความสุข ก็ต้องมีสติรู้ตรงเข้าไปที่ความรู้สึกสุขจริงๆ
เมื่อจิตมีความโกรธ ก็ต้องรู้ตรงเข้าไปที่สภาวะของความโกรธจริงๆ
เมื่อมีความลังเลสงสัย ก็ต้องรู้ตรงเข้าไปที่สภาวะของความลังเลสงสัยจริงๆ ฯลฯ
และเมื่อหัดรู้มากเข้าจะพบว่า นามธรรมจำนวนมากผุดขึ้นที่อก หรือหทยรูป
แต่ผู้ปฏิบัติไม่ต้องเที่ยวควานหาหทยรูป
หากกิเลสเกิดที่ไหน และดับลงที่ไหน ก็รู้ที่นั้นก็แล้วกันครับ
ถ้าเอาสติไปตั้งจ่อดูผิดที่เกิด ก็จะไม่เห็นของจริง
เช่นเอาสติไปจ่ออยู่เหนือสะดือสองนิ้ว
จะไม่เห็นกิเลสอะไร นอกจากเห็นนิมิต เป็นต้น

และการมีสติรู้ของจริง ก็ไม่ใช่การคิดถามตนเอง หรือคะเนเอาว่า
ตอนนี้สุขหรือทุกข์ โกรธหรือไม่โกรธ สงสัยหรือไม่สงสัย อยากหรือไม่อยาก
ตรงจุดนี้สำคัญมากนะครับ ที่จะต้องรู้สภาวธรรม หรือปรมัตถธรรมให้ได้
เพราะมันคือ พยานหรือแบบเรียนที่จิตจะได้เรียนรู้
ถึงความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปของมันจริงๆ
ไม่ใช่แค่คิดๆ เอาว่ามันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้

เมื่อมีสติรู้สภาวธรรมหรือปรมัตถธรรมที่กำลังปรากฏแล้ว
ผู้ปฏิบัติจะต้องมีจิตที่รู้ตัว ตั้งมั่น
ไม่เผลอไปตามความคิดซึ่งจะเกิดตามหลังการรู้สภาวธรรม
เช่นเมื่อเกิดสภาวะบางอย่างขึ้นในจิต อันนี้เป็นปรมัตถธรรม
ถัดจากนั้นก็จะเกิดสมมุติบัญญัติว่า นี้เรียกว่าราคะ
สมมุติตรงนี้ห้ามไม่ได้ เพราะจิตเขามีธรรมชาติเป็นนักจำและนักคิด
ผู้ปฏิบัติจึงไม่ต้องไปห้ามหรือปฏิเสธสมมุติบัญญัติ

เพียงรู้ให้ทัน อย่าได้เผลอหรือหลงเพลินไปตามความคิดนึกปรุงแต่งนั้น
หรือแม้แต่การหลงไปคิดนึกเรื่องอื่นๆ ด้วย
แล้วให้เฝ้ารู้สภาวะ(ที่สมมุติเรียกว่าราคะนั้น)ต่อไป ในฐานะผู้สังเกตการณ์
จึงจะเห็นไตรลักษณ์ของสภาวะอันนั้นได้

ในทางกลับกัน ผู้ปฏิบัติที่ไปรู้สภาวะที่กำลังปรากฏ
จะต้องไม่เพ่งใส่สภาวะนั้นด้วย
เพราะถ้าเพ่ง จิตจะกระด้างและเจริญปัญญาไม่ได้
แต่จิตจะ "จำ และจับ" สภาวะอันนั้นมาเป็นอารมณ์นิ่งๆ แทนการรู้สภาวะจริงๆ
พึงให้จิตเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ เหมือนคนดูละคร ที่ไม่โดดเข้าไปเล่นละครเสียเอง
จิตที่ทรงตัวตั้งมั่น นุ่มนวล อ่อนโยน ควรแก่การงาน
โดยไม่เผลอและไม่เพ่งนี้แหละ คือสัมมาสมาธิ
เป็นจิตที่พร้อมที่จะเปิดทางให้แก่การเจริญปัญญาอย่างแท้จริง

คือเมื่อจิตมีสติ รู้ปรมัตถธรรม ด้วยความตั้งมั่น ไม่เผลอและไม่เพ่ง
จิตจะได้เรียนรู้ความจริงของปรมัตถธรรมอันนั้นๆ 4 ประการ
คือ (1) รู้สภาวะของมันที่ปรากฏขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป (รู้ตัวสภาวะ)
(2) รู้ว่าเมื่อสภาวะอันนั้นเกิดขึ้นแล้ว
มันมีบทบาทและหน้าที่อย่างไร (รู้บทบาทของสภาวะ)
(3) รู้ว่าถ้ามันแสดงบทบาทของมันแล้ว จะเกิดอะไรขึ้น (รู้ผลของสภาวะ)
และเมื่อชำนาญมากเข้า เห็นสภาวะอันนั้นบ่อยครั้งเข้า
ก็จะ (4) รู้ว่า เพราะสิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว
จึงกระตุ้นให้สภาวะอันนั้นเกิดตามมา (รู้เหตุใกล้ของสภาวะ)
การที่จิตเป็นผู้สังเกตการณ์และเรียนรู้ หรือวิจัยธรรม (ธรรมวิจัย)
อันนี้เองคือการเจริญปัญญาของจิต หรือสัมปชัญญะ หรือสัมมาทิฏฐิ

ตัวอย่างเช่นในขณะที่มองไปเห็นภาพๆ หนึ่งปรากฏตรงหน้า
จิตเกิดจำได้หมายรู้ว่า นั่นเป็นภาพสาวงาม
แล้วสภาวธรรมบางอย่างก็เกิดขึ้นในจิต (ซึ่งเมื่อบัญญัติทีหลังก็เรียกว่า ราคะ)
การรู้สภาวะที่แปลกปลอมขึ้นในจิตนั่นแหละคือการรู้ตัวสภาวะของมัน
แล้วก็รู้ว่ามันมีบทบาทหรืออิทธิพลดึงดูด
ให้จิตหลงเพลินพอใจไปกับภาพที่เห็นนั้น
ผลก็คือ จิตถูกราคะครอบงำ
ให้คิด ให้ทำ ให้อยาก ไปตามอำนาจบงการของราคะ
และเมื่อรู้ทันราคะมากเข้า ก็จะรู้ว่า
การเห็นภาพที่สวยงาม เป็นเหตุใกล้ให้เกิดราคะ
จึงจำเป็นจะต้องคอยเฝ้าระวังสังเกต ขณะที่ตากระทบรูปให้มากขึ้น เป็นต้น

ในส่วนตัวสภาวะของราคะเอง เมื่อผู้ปฏิบัติมีสติรู้อยู่นั้น
มันจะแสดงความไม่เที่ยงให้เห็นทันที คือระดับความเข้มของราคะจะไม่คงที่
มันตั้งอยู่ไม่นาน เมื่อหมดกำลังเพราะเราไม่ได้หาเหตุใหม่มาเพิ่มให้มัน (ย้อนไปมองสาว)
มันก็ดับไป แสดงถึงความเป็นทุกข์ของมัน
และมันจะเกิดขึ้นก็ตาม ตั้งอยู่ก็ตาม ดับไปก็ตาม
ล้วนเป็นไปตามเหตุปัจจัยกำหนด ไม่ใช่ตามที่เราอยากจะให้เป็น
นอกจากนี้ มันยังเป็นเพียงสิ่งที่ถูกรู้ ไม่ใช่ตัวเรา
เหล่านี้ล้วนแสดงความเป็นอนัตตาของสภาวะราคะทั้งสิ้น

ผลของการดูจิต และข้อสรุป

จิตที่อบรมปัญญามากเข้าๆ ถึงจุดหนึ่งก็จะรู้แจ้งเห็นจริงว่า
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจิต เจตสิก กระทั่งรูป ล้วนแต่เกิดขึ้นแล้วดับไปทั้งสิ้น
ถ้าจิตเข้าไปอยาก เข้าไปยึด จิตจะต้องเป็นทุกข์
ปัญญาเช่นนี้แหละ จะทำให้จิตคลายความยึดมั่นถือมั่นในตัวกูของกูลง
ความทุกข์ก็จะเบาบางลงจากจิต เพราะจิตฉลาด
ไม่ไปส่ายแส่หาความทุกข์มาใส่ตัวเอง
(แต่ลำพังคิดๆ เอา ในเรื่องความไม่มีตัวกูของกู
ย่อมไม่สามารถดับ ความเห็นและความยึด ว่าจิตเป็นตัวกูของกูได้
จะทำได้ก็แค่ "กู ไม่ใช่ตัวกูของกู" คือจิตยังยึดอยู่
ส่วนการที่จะลดละได้จริง ต้องเจริญสติปัฏฐานจริงๆ เท่านั้นครับ)

สรุปแล้ว การดูจิตที่ชาวลานธรรมพูดถึงกันนั้น ไม่ใช่การดูจิตจริงๆ
เพราะจิตนั้นแหละ คือผู้รู้ ผู้ดู ผู้ยึดถือ อารมณ์
แต่การดูจิต หมายถึงการเจริญวิปัสสนา โดยเริ่มต้นจากการรู้นามธรรม
ซึ่งเมื่อชำนิชำนาญแล้ว ก็จะรู้ครบสติปัฏฐานทั้งสี่นั่นเอง
ดังนั้น ถ้าไม่ชอบคำว่า ดูจิต ซึ่งนักปฏิบัติส่วนหนึ่งชอบใช้คำนี้เพราะรู้เรื่องกันเอง
จะใช้คำว่าการเจริญเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน
+ การเจริญจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
+ การเจริญธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ก็ได้ครับ

แต่การที่นักปฏิบัติบางส่วนชอบพูดถึงคำว่า "การดูจิต" ก็มีประโยชน์อยู่เหมือนกัน
คือเป็นการเน้นให้ทราบว่า จิตใจนั้นเป็นใหญ่ เป็นประธานในธรรมทั้งปวง
และเป็นการกระตุ้นเตือนให้หมั่นสังเกตพฤติกรรมของจิตเมื่อมันไปรู้อารมณ์เข้า
เพราะถ้ารู้จิตชัด ก็จะรู้รูปชัด รู้เวทนาชัด รู้กิเลสตัณหาชัดไปด้วย
เนื่องจากจิตจะตั้งมั่น และเป็นกลางต่ออารมณ์ทั้งปวง
ในทางกลับกัน ถ้าจิตไม่มีคุณภาพ คือไม่มีสัมมาสมาธิ สัมมาสติ และสัมมาทิฏฐิ
แม้จะพยายามไปรู้ปรมัตถ์ ก็ไม่สามารถจะรู้ปรมัตถ์ตัวจริงได้
นอกจากจะเป็นเพียงการคิดถึงปรมัตถ์เท่านั้น

ถ้าเข้าใจจิตใจตนเองให้กระจ่างชัดแล้ว การเจริญสติปัฏฐานก็จะทำได้ง่าย
ถ้าไม่เข้าใจจิตใจตนเอง ก็อาจจะเกิดความหลงผิดได้หลายอย่างในระหว่างการปฏิบัติ
เช่นหลงเพ่ง โดยไม่รู้ว่าเพ่ง อันเป็นการหลงทำสมถะ แล้วคิดว่ากำลังทำวิปัสสนาอยู่
พอเกิดนิมิตต่างๆ ก็เลยหลงว่าเกิดวิปัสสนาญาณ
หรือหลงเผลอ ไปตามอารมณ์ โดยไม่รู้ว่ากำลังเผลอ
หรือหลงยินดียินร้ายไปตามอารมณ์
หรือหลงคิดนึกปรุงแต่ง อันเป็นเรื่องสมมุติบัญญัติ
แล้วคิดว่ากำลังรู้ปรมัตถ์หรือสภาวะที่กำลังปรากฏ เป็นต้น
ถ้าเข้าใจจิตตนเองได้ดีพอประมาณ ก็จะไม่เกิดความหลงผิดเหล่านี้ขึ้น

ข้อดีที่สำคัญอีกประการหนึ่งของการดูจิตก็คือ
การดูจิตเป็นวิปัสสนาชนิดเดียวที่ทำได้ทั้ง 3 โลก
คือในกาม(สุคติ)ภูมิ รูปภูมิ(ส่วนมาก) และอรูปภูมิ
แม้แต่ในเนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ อันเป็นภวัคคภูมิหรือสุดยอดภูมิของอรูปภูมิ
ก็ต้องอาศัยการดูจิตนี้เอง เป็นเครื่องเจริญวิปัสสนาต่อไปได้จนถึงนิพพาน

อันที่จริงสิ่งที่เรียกว่าการดูจิตนั้น แม้จะเริ่มจากการรู้นามธรรมก็จริง
แต่เมื่อลงมือทำไปสักระยะหนึ่ง ก็จะสามารถเจริญสติปัฏฐานได้ทั้ง 4 อย่าง

โดยจิตจะมีสติสัมปชัญญะต่อเนื่องอยู่ในชีวิตประจำวันนี่เอง
เพียงก้าวเดินก้าวเดียว ก็เกิดการเจริญสติปัฏฐานได้ตั้งหลายอย่างแล้ว

คือเมื่อเท้ากระทบพื้น ก็จะรู้รูป ได้แก่ธาตุดินคือความแข็งภายในกาย (รูปภายใน)
และธาตุดินคือความแข็งของพื้นที่เท้าเหยียบลงไป (รูปภายนอก)
อันนี้ก็คือการเจริญกายานุปัสสนาสติปัฏฐานแล้ว
และรู้ถึงความเย็น ความร้อนคือธาตุไฟของพื้นที่เท้าเหยียบลงไป เป็นต้น

ขณะที่เหยียบพื้นนั้น ถ้าสติรู้เข้าไปที่ความรู้สึกอันเกิดจากการที่เท้ากระทบพื้น
เช่นความเจ็บเท้า ความสบายเท้า
ก็คือการเจริญเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานแล้ว

ขณะที่เหยียบพื้นนั้น ถ้าพื้นขรุขระ เจ็บเท้า ก็สังเกตเห็นความขัดใจ ไม่ชอบใจ
หรือถ้าเหยียบไปบนพรมนุ่มๆ สบายๆ เท้า ก็สังเกตเห็นความพอใจ
อันนี้ก็เป็นการเจริญจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานแล้ว

ขณะที่เหยียบนั้น ถ้ารู้ตัวทั่วพร้อมอยู่ ก็จะเห็นกายเป็นส่วนหนึ่ง
เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นแต่ละส่วนๆ
หรือรู้ถึงความทะยานอยากของจิตที่ส่งหลงเข้าไปที่เท้า
หรือรู้อาการส่งส่ายของจิต ตามแรงผลักของตัณหาคือความอยาก
แล้วหนีไปเที่ยวทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
หรือรู้ถึงความเป็นตัวกูของกูที่เกิดขึ้นในจิต
หรือรู้ถึงนิวรณ์ที่กำลังปรากฏขึ้น แต่ยังไม่พัฒนาไปเป็นกิเลสเข้ามาครอบงำจิต
หรือรู้ชัดถึงความมีสติ มีสัมปชัญญะ มีความเพียร มีปีติ มีความสงบระงับฯลฯ
สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานทั้งสิ้น

ที่เล่ามายืดยาวนี้ เพื่อนใหม่ที่ไม่เคยลงมือเจริญสติสัมปชัญญะจริงๆ มาก่อน
อาจจะเข้าใจยากสักหน่อยครับ
ดังนั้น ถ้าอ่านแล้วเกิดความสงสัยมากขึ้น
ก็ลองย้อนมารู้เข้าไปที่ ความรู้สึกสงสัยในจิต เลยทีเดียว
ก็จะทราบได้ว่า ความสงสัยมันมีสภาวะของมันอยู่
(ไม่ใช่ไปรู้เรื่องที่สงสัยนะครับ แต่ให้รู้สภาวะหรือปรมัตถธรรมของความสงสัย)
เมื่อรู้แล้วก็จะเห็นว่า เมื่อความสงสัยเกิดขึ้น มันจะยั่วจิตให้คิดหาคำตอบ
แล้วลืมที่จะรู้เข้าไปที่สภาวะความสงสัยนั้น
เอาแต่หลงคิดหาเหตุหาผลฟุ้งซ่านไปเลย
พอรู้ทันมากเข้าๆ ก็จะเข้าใจได้ว่า ความสงสัยนั้นมันตามหลังความคิดมา
เป็นการรู้เท่าทันถึงเหตุใกล้ หรือสาเหตุที่ยั่วยุให้เกิดความสงสัยนั่นเอง

เมื่อรู้ที่ สภาวะของความสงสัย ก็จะเห็นสภาวะนั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
มันเกิดขึ้นเพราะความคิด พอรู้โดยไม่คิด มันก็ดับไปเอง

หัดรู้อยู่ในจิตใจตนเองอย่างนี้ก็ได้ครับ แล้วต่อไปก็จะทำสติปัฏฐาน 4 ได้ในที่สุด
เพราะจะสามารถจำแนกได้ชัดว่า อะไรเป็นจิต อะไรเป็นอารมณ์
อะไรเป็นอารมณ์ของจริง
และอะไรเป็นเพียงความคิดนึกปรุงแต่งหรือสมมุติบัญญัติที่แปลกปลอมเข้ามา
รวมทั้งจำแนกได้ด้วยว่า อันใดเป็นรูป อันใดเป็นจิต อันใดเป็นเจตสิก

ขอย้ำแถมท้ายอีกนิดหนึ่งนะครับว่า
การดูจิต ไม่ใช่วิธีการปฏิบัติธรรมที่ดีที่สุดเสมอไป
เพราะในความเป็นจริง ไม่มีวิธีการปฏิบัติธรรมที่ดีที่สุดในโลก
มีแต่ "วิธีปฏิบัติที่เหมาะสมที่สุด" เฉพาะของแต่ละบุคคลเท่านั้น

ดังนั้น ถ้าถนัดจะเจริญสติปัฏฐาน  อย่างใดก่อน ก็ทำไปเถิดครับ
ถ้าทำถูกแล้ว ในที่สุดก็จะทำสติปัฏฐานหมวดอื่นๆ ได้ด้วย


********************************************
หมายเหตุ
เนื่องจากผมมีโอกาสเข้ามาที่ลานธรรมน้อยมาก
หากเพื่อนท่านใดสงสัยในประเด็นใดเพิ่มเติม ผมคงไม่มีโอกาสเข้ามาตอบ
ต้องขอรบกวนคุณดังตฤณ คุณสุรวัฒน์ คุณพัลวัน คุณหมอ Lee
แมว ป๋อง บิ๊ก ชิ้ง แมน ฯลฯ ช่วยชี้แจงในเรื่องการปฏิบัติด้วยนะครับ
ส่วนคำถามในภาคปริยัติ ขอรบกวน คุณประสงค์ ช่วยอนุเคราะห์ด้วยนะครับ
ขอบคุณทุกท่านครับ

 จากคุณ : สันตินันท์ [ 19 ต.ค. 2543 / 11:13:47 น. ]
     [ IP Address : 203.154.120.12 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (ประสงค์ มีนบุรี)

ชัดเจนมากครับ
ส่วนวิปัสสนาผมคิดว่าเป็นปัจจัตตังครับ(คือรู้ด้วยตัวผู้ปฏิบัติเองครับ)

 จากคุณ : ประสงค์ มีนบุรี [ 19 ต.ค. 2543 / 11:38:31 น. ]
     [ IP Address : 203.147.50.28 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (นายสงบ)

ขอ สาธุ_/I\_ ดังๆในธรรมที่คุณอาแสดงครับ
อ่านแล้วรู้สึกเบิกบานมากๆเลยครับ
นานแล้วที่คุณอาไม่ได้มาตั้งกระทู้ในลานธรรมฯ นะครับ เนี่ย

 จากคุณ : นายสงบ [ 19 ต.ค. 2543 / 11:50:52 น. ]
     [ IP Address : 203.151.127.229 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (tchurit)

_/l\_ครับ

 จากคุณ : tchurit [ 19 ต.ค. 2543 / 12:00:06 น. ]
     [ IP Address : 203.157.42.217 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (listener)

_/|\_ สาธุ ขอบพระคุณครับ

 จากคุณ : listener [ 19 ต.ค. 2543 / 12:00:31 น. ]
     [ IP Address : 203.126.110.34 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (นายสงบ)

ผมขอเสนอให้คุณ glory หรือทีมงานท่านใด ช่วยนำกระทู้นี้ไว้
ตรง menuคู่กับ "แด่เธอผู้มาใหม่" เพื่อประโยชน์กับสมาชิกท่านอื่นๆที่จะเข้ามาใหม่ครับ

 จากคุณ : นายสงบ [ 19 ต.ค. 2543 / 12:03:42 น. ]
     [ IP Address : 203.151.127.229 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (ติงลี่)

55555 หายไปนานเลย

 จากคุณ : ติงลี่ [ 19 ต.ค. 2543 / 13:01:29 น. ]
     [ IP Address : 203.144.202.196 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (อนัตตา)

สาธุด้วยคนครับ

 จากคุณ : อนัตตา [ 19 ต.ค. 2543 / 13:25:18 น. ]
     [ IP Address : 203.151.2.159 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (สันตินันท์)

โพสต์ไปแล้วเพิ่งนึกได้ว่า ผมเขียนถึงคุณประสงค์ ไม่ชัดเจนพอ
คือที่รบกวนให้ช่วยตอบปัญหาในด้านปริยัตินั้น ไม่ใช่ว่าคุณประสงค์ไม่ใช่นักปฏิบัติ
แต่ผมเห็นว่า นักปฏิบัติส่วนมากจะไม่ค่อยแม่นยำในเรื่องปริยัติธรรม
เมื่อเกิดปัญหาในด้านปริยัติ ผมจึงนึกถึงคุณประสงค์ เป็นลำดับแรก
เพราะที่ผ่านมานั้น คุณประสงค์เป็นผู้มีความรู้ดี ประกอบด้วยความเมตตา
มีปิยวาจา (จำเป็นมากสำหรับสังคม net ที่อ่อนไหวง่าย)
และทำประโยชน์ต่อชาวลานธรรมอย่างเสมอต้นเสมอปลาย
ถ้ามีคนอย่างคุณประสงค์มากๆ การศึกษาพระศาสนาก็คงจะรุ่งเรืองกว่านี้
เพราะนักปริยัติ กับนักปฏิบัติสามารถจับมือเดินไปด้วยกันได้ด้วยความเข้าใจที่ดีต่อกัน

 จากคุณ : สันตินันท์ [ 19 ต.ค. 2543 / 13:31:30 น. ]
     [ IP Address : 203.154.120.12 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (Dawn)

สาธุค่ะ

 จากคุณ : Dawn [ 19 ต.ค. 2543 / 14:24:43 น. ]
     [ IP Address : 203.146.19.58 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (หนู)

_/I\_ สาธุค่ะ ได้ฟังธรรมแบบนี้จากคุณอาทีไร จะต้องรู้สึกถูกจริต พึงพอใจ เบิกบานใจทุกครั้งไป (และหนูก็กำลังรู้จิตที่กำลังเบิกบานตอนนี้อยู่นะคะ รีบออกตัวซะก่อน ก่อนที่จะเผลอใหม่ อิอิ)

 จากคุณ : หนู [ 19 ต.ค. 2543 / 14:56:15 น. ]
     [ IP Address : 203.147.54.147 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (กลางชล)

สาธุในธรรมที่เมตตากล่าวสอนค่ะ...
เป็นประโยชน์โดยเฉพาะสำหรับผู้มาใหม่ที่ยังเพิ่งเริ่มต้นเรียนรู้จริง ๆ ค่ะ

เห็นด้วยกับ นายสงบ ด้วยคนนะคะว่า น่าจะนำกระทู้นี้แปะไว้ที่เมนูด้านบนด้วย
อาจจะเป็นข้าง ๆ ลิงค์ "สมาธิ" ก็ได้ (เป็นหมวดหมู่การให้คำแนะนำเบื้องต้นสำหรับผู้มาใหม่คล้าย ๆ กันน่ะค่ะ)

 จากคุณ : กลางชล [ 19 ต.ค. 2543 / 15:11:47 น. ]
     [ IP Address : 209.244.227.99 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (แมวแก่)

สาธุครับ _/|\_

 จากคุณ : แมวแก่ [ 19 ต.ค. 2543 / 18:41:01 น. ]
     [ IP Address : 203.155.249.38 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (html_g)

สาธุๆๆๆๆๆ........

 จากคุณ : html_g [ 19 ต.ค. 2543 / 22:01:05 น. ]
     [ IP Address : 203.147.23.6 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (arch+/arjw@hotmail.com)

สาธุครับ
ผมขอรบกวนคุณสันตินันท์ช่วยบอก emailของคุณ
ให้ผมทราบหน่อยครับ
ชอขอบพระคุณอย่างสูง

 จากคุณ : arch+/arjw@hotmail.com [ 19 ต.ค. 2543 / 22:05:56 น. ]
     [ IP Address : 213.20.132.154 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (Vicha)

ขอบคุณมากครับ อธิบายได้ละเอียดได้กระจ่างดีมากครับ

 จากคุณ : Vicha [ 19 ต.ค. 2543 / 22:06:28 น. ]
     [ IP Address : 203.151.36.3 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (หนิง)

สาธุค่ะ : )
ขอบพระคุณมากค่ะสำหรับความเมตตาของคุณอา
และทุกๆท่านที่ให้ความรู้ในทางธรรม
เพราะหนิงเองก็เป็นคนหวั่นไหวง่ายเหมือนกัน...อิอิอิ...
ดีใจที่ได้มีครูอาจารย์ที่คอยชี้แนะคอยสอนค่ะ ให้เดินไปตามเส้น
ที่ขีดไว้ แทนที่จะบิดเบี้ยวโยกโย้ไปไหนๆ อีก..ฮิฮิ

 จากคุณ : หนิง [ 19 ต.ค. 2543 / 23:33:12 น. ]
     [ IP Address : 202.183.169.225 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (tung+)

ขอบพระคุณมากครับ
และขออนุโมทนาสาธุด้วยครับ   __/|\__

 จากคุณ : tung+ [ 20 ต.ค. 2543 / 00:01:39 น. ]
     [ IP Address : 203.146.125.74 ]


 ความคิดเห็นที่ 18 : (หนุ่ม(kk))

_/|\_ สาธุในธรรมที่คุณอาแสดงไว้ดีแล้ว
เป็นธรรมที่สว่างไสวดั่งประทีปส่องทาง
ชัดเจน และเที่ยงตรงตามพระพุทธพจน์
และเป็นธรรมเพื่อความหลุดพ้นโดยแท้
ขอบพระคุณในความเมตตาครับ _/|\_

 จากคุณ : หนุ่ม(kk) [ 20 ต.ค. 2543 / 00:20:39 น. ]
     [ IP Address : 168.120.26.239 ]


 ความคิดเห็นที่ 19 : (ช้าง)

ขออนุญาต copy ไว้อ่านนะครับ   ขออนุโมทนาและขอขอบคุณในความเมตตาของคุณสันตินันท์ครับ

 จากคุณ : ช้าง [ 20 ต.ค. 2543 / 00:39:13 น. ]
     [ IP Address : 203.149.42.241 ]


 ความคิดเห็นที่ 20 : (mee2428@poppymail.com)

สาธุยินดีครับเนื้อหาดีมากครับผมเก็บไว้แล้วครับ(นอ้งใหม่)

 จากคุณ : mee2428@poppymail.com [ 20 ต.ค. 2543 / 01:27:39 น. ]
     [ IP Address : 202.183.233.13 ]


 ความคิดเห็นที่ 21 : (นายอี๊ด)

สาธุ ขอบพระคุณครับ

 จากคุณ : นายอี๊ด [ 20 ต.ค. 2543 / 08:35:58 น. ]
     [ IP Address : 207.48.64.44 ]


 ความคิดเห็นที่ 22 : (โยคาวจร)

(๏) สาธุครับ : )

 จากคุณ : โยคาวจร [ 20 ต.ค. 2543 / 09:24:50 น. ]
     [ IP Address : 202.47.246.8 ]


 ความคิดเห็นที่ 23 : (สุภะ)

ความจริงผมไม่ใช่ทั้งนักปฏิบัติและนักปริยัติและคงไม่ใช่ผู้มาใหม่ด้วย
แต่เห็นเป็นโอกาสดีที่จะเรียนถามโดยตรงกับคุณสันตินันท์ ผมมี
ข้อสงสัยบางประการ ดังนี้ครับ

ข้อแรก ผมเคยได้ยินอาจารย์สอนอภิธรรมพูดว่าการเห็นไตรลักษณ์นั้น
จะต้องเป็นอารมณ์ที่เป็นปรมัตถฺ์เท่านั้น จะเห็นโดยสมมติไม่ได้
คุณสันตินันท์เองก็ดูเหมือนว่าจะมีทัศนะแบบนี้  ข้อนี้ผม
ยังสงสัยอยู่ ถึงแม้ว่าจะมีพุทธพจน์จำนวนมาก ที่ให้มองในลักษณะปรมัตถ์
เพืื่อคลายความยึดมั่นในตัวตน แต่ในข้อที่เป็นอนิจจังและทุกข์โดยมากกลับมอง
ผ่านสมมติสัจจะ แม้แต่ในสติปัฏฐานสูตรที่ตรัสถึงอสุภะ มองเป็นของไม่
สะอาด ตอนท้ายก็สรุปว่า "ถึงแม้กายนี้แล ก็มีอาการอย่างนั้น ไม่หนีอาการ
อย่างนั้นไปได้" ซึ่งบ่งบอกถึงการปลงอนิจจังโดยผ่านสมมติสัจจะ

ข้อสอง มีพุทธพจน์ตรัสว่า "....ความเกิดแห่งเวทนาย่อมมีเพราะความเกิด
แห่งผัสสะ..ความเกิดแห่งจิตยอมมีเพราะความเกิดแห่งนามรูป.."
ซึ่งให้ภาพที่ชัดเจนถึงการไหลเคลื่อนไปตามเหตุปัจจัย แต่ในมุมมอง
แบบ"จิตผู้รู้" หรือ"ผู้สังเกตการณ์" ซึ่งจะกลับให้ภาพที่ดูเหมือนว่าจะพยายาม
สมมติให้มี"สิ่งหนึ่ง"ทำหน้าที่แทนตัวตน แล้วจึงละมันในภายหลัง
ผมอยากทราบว่าเราสามารถ
อธิบายเชิงเหตุผลได้หรือไม่ว่ามีความจำเป็นในการมโมภาพ"นักสังเกตการณ์"
เพื่อช่่วยในการเจริญสติปัฏฐาน

ข้อสาม คำว่า "ภายใน ภายนอก.." ที่ปรากฏในสติปัฏฐานสูตร เท่าที่ผม
เคยอ่านพบส่วนใหญ่จะให้ความหมายว่า ภายในก็คือในตัว ภายนอกก็คือคนอื่น
ผมจึงสงสัยว่าคำว่าภายนอกภายในนี้ จะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับ"ส่งจิตออกนอก"
ที่พูดกันบ่อยๆในลานธรรม ใช่หรือไม่ครับ
ผมค่อนข้างจะสับสนกับคำว่า"ส่งจิตออกนอก"มาก เพราะไม่เข้าใจว่า ในปรากฏการ์
ทางจิตต่างๆ มันมีนอกมีในด้วยหรือครับ

หากผมใช้คำพูดใดไม่เหมาะสม ผมก็กราบขออภัยล่่วงหน้าด้วยครับ.

 จากคุณ : สุภะ [ 20 ต.ค. 2543 / 09:36:12 น. ]
     [ IP Address : 203.151.212.1 ]


 ความคิดเห็นที่ 24 : (พัลวัน)

เมื่อไม่มีสติ-สัมปชัญญะอยู่ จิตย่อมเป็นการส่งออกนอก(จิต) ลองนึกถึงเวลาเราเหม่อสิครับ ขณะที่เหม่อนั้นมันลืมไปหมด ทั้งกาย ทั้งใจ ก็ไม่มีเหลือเลย แต่จิตส่งออกนอกนั้นมิใช่จำกัดเฉพาะเหตุการณ์อย่างนี้เท่านั้น ในขณะที่เราพูด เราคิด แล้วเราก็เผลอสติอยู่ ก็เป็นส่งจิตออกไปนอก(จิต)เช่นกันครับ เพราะปกติของจิตที่ขาดสติสัมปชัญญะ ย่อมแส่ส่ายไปหาอารมณ์เพื่อเสพ เพื่อยึดมาเป็นของเรา - ตัวเรา ส่วนที่เหลือให้เห็นจริงจะดีกว่าที่จะพูดครับ เพราะว่ามีรายละเอียดที่ค่อนข้างมาก และแจกแจงด้วยภาษาคงไม่เหมาะเท่าไหร่ครับ

ในแง่ของการปฎิบัติขั้นต้น (มิใช่แง่ของทฤษฎีแล้ว) สำหรับผู้ที่ยังฝึกเริ่มต้นแล้ว จิตส่งออกนอกเกิดขึ้นเมื่อ เราไปสนใจอย่างอื่นที่ไม่ใช่ (พฤติกรรมของ)จิต (หรือ อาการของจิต ซึ่งรวม เวทนา ไว้ด้วย) โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลย นั่นคือการส่งจิตออกนอกแล้ว ส่วนที่ละเอียดลึกไปกว่านั้น เอาไว้ให้เจอเองจะดีกว่าครับ แต่รับรองว่าไม่หนีไปหลักที่ว่านี้แน่นอนครับ

เห็นโดยอารมณ์สมมุติ ก็คือ คิดเอา นึกเอา แบบนี้จิตไม่ยอมลงให้กับธรรมประเภทนี้หรอกครับ ที่หนักๆก็คือ การไล่เรียงลำดับเหตุการณ์ของธรรมโดยอาศัยการท่องจำมา เช่น การไล่เรียง ปฎิจจสมุปบาททั้งฝ่ายสมุทัยและฝ่ายนิโรธ จะไม่มีทางดับกิเลสดับทุกข์ได้เลย เพราะจิตเขาไม่เห็นความเป็นไปของจิตเองตามที่ปรากฎในปฎิจจสมุปบาท นอกจากจิตจะไม่สลัดทิ้งเหตุแห่งทุกข์แล้ว ยังเป็นการพอกพูนกิเลสไปด้วย หากว่าในขณะที่กำลังคิดใคร่ครวญนั้น เกิดอาการหลงว่าตนเก่ง (การใคร่ครวญโดยไม่รู้ตัว ไม่มีสติประกอบ ย่อมเกิดอาการหลงแบบนี้มากน้อยต่างกัน และบ้างก็หลงว่าตัวเองเก่ง บ้างก็หลงว่าตัวเองไม่เก่ง แล้วแต่จะหลงกันไป) คราวนี้ก็ทำให้สุ่มเสี่ยงที่จะก่อบาปเอาง่ายๆ ก็เมื่อตนได้ไปพบกับผู้รู้(จริงๆ มิใช่จำๆเอามา แต่ประจักษ์แก่ใจแท้จริง) แล้วนึกปรามาสในใจ แค่นี้ก็ทำให้หนทางแห่งการพ้นทุกข์ต้องทอดยาวไปอีก วกวนไปอีกนาน

อีกประการหนึ่งคือ การเห็นแล้วไม่ต้องไปพากย์ เช่น ยกเท้าหนอ ก็ไปพากย์ว่ายกเท้าหนอ อย่างนี้เป็นการจงใจให้ธรรมเกิด จิตเขาก็จะเห็นว่าธรรมนี้ตกอยู่ในอำนาจของเขา ทำให้จิตเขาเห็นไปเองว่า ตัวจิตเองเป็นผู้ทรงอำนาจ เป็น อัตตา มีอานุภาพบังคับธรรมอื่นได้ ซึ่แท้ที่จริงเขาทำไม่ได้หรอก แต่ที่เห็นเป็นอย่างนั้นเพราะไม่รู้เท่าทันในเหตุและปัจจัยให้เป็นเช่นนั้น

การทำตัวเป็นผู้เฝ้าสังเกตอย่างสงบ เป็นสิ่งที่ดีที่สุด แต่หากจะศึกษาการดูจิตด้วยการวิเคราะห์เอาด้วยเชิงของตรรกะ และประสบการณ์ของผู้ที่ไม่เคยฝึกฝนมาก่อน ย่อมเกิดการวิวาทะกันอีกยาวนานมากนัก ดังนั้นหากอยากรู้ว่าเป็นอย่างไร สู้ลองลงมือทำเพื่อทำการศึกษาจะดีกว่ามากครับ ไม่จำเป็นต้องเชื่ออะไรก่อนด้วย ไม่ต้องศรัทธาก่อนด้วย และแม้จะทำแบบจับผิดต่อวิธีการดูจิตก็ยิ่งดีใหญ่ ขอเพียงอย่างเดียวว่า เมื่อมีธรรมใดผุดขึ้น ปรากฎ ก็อย่าลืมดู(อาการ)ของจิต หรือ ปฎิกิรยาของจิต ที่มีการเหตุการณ์ (หรือผัสสะ) นั้นด้วย แล้วคำตอบจะมีมาเองครับ



 จากคุณ : พัลวัน [ 20 ต.ค. 2543 / 13:38:09 น. ]
     [ IP Address : 202.183.253.225 ]


 ความคิดเห็นที่ 25 : (นายสงบ)

สาธุในสิ่งที่พัลวันอธิบายครับ _/I\_

 จากคุณ : นายสงบ [ 20 ต.ค. 2543 / 13:42:38 น. ]
     [ IP Address : 203.151.28.231 ]


 ความคิดเห็นที่ 26 : (พุทธศาสนิกชน)

_/|\__/|\__/|\_ในธรรมทั้งหลายที่กล่าวมา

 จากคุณ : พุทธศาสนิกชน [ 20 ต.ค. 2543 / 14:27:01 น. ]
     [ IP Address : 203.151.96.10 ]


 ความคิดเห็นที่ 27 : (ประสงค์ มีนบุรี)

ปัญหาข้อแรกของคุณสุภะ
เรื่องการเห็นไตรลักษณ์
แบ่งเป็นสองประเด็น
ประเด็นแรกเห็นผ่านสมมุติ
ประเด็นที่สองเห็นโดยปรมัตถ์

ประเด็นแรกเป็นการเห็นโดยผ่านสมมุติ
เช่นเห็นการเกิดแก่เจ็บตายของคน
เห็นความโกรธเกิดขึ้นแล้วก็หายไป

เห็นคนเป็นการเห็นด้วยตาเนื้อธรรมดา ๆ
เห็นความโกรธตาเนื้อไม่สามารถเห็นได้แต่รู้ด้วยใจได้ทุกคน

เห็นคนดูเหมือนว่าเห็นด้วยตาเนื้อได้แต่นั่นเป็นความจริงที่สมมุติขึ้นเอง
เพราะคนจริง ๆ ไม่มีเพราะฉนั้นเห็นเป็นคนจึงเป็นเรื่องของมิจฉาทิฏฐิ

เห็น(รู้)ความโกรธด้วยใจ
ส่วนหนึ่งรู้ความโกรธโดยสมมุติ
แต่สภาพความโกรธมีจริงเป็นปรมัตถ์
ซึ่งปุถุชนไม่สามารถแยกสมมุติออกจากปรมัตถ์ได้

แต่พระอริยบุคคลรู้ทั้งสมมุติและปรมัตถ์
เพราะฉนั้นพระอริยจึงแยกความต่างของสมมุติออกจากปรมัตถ์ได้

แต่ปุถุชนแยกสมมุติออกจากปรมัตถ์ไม่ได้
การสอนให้รู้เรื่องของความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา(ไตรลักษณ์)
ผมคิดว่าต้องสอนผ่านสมมุติครับ

เมื่อปุถุชนได้ฟังคำสอนเรื่องไตรลักษณ์แล้ว
ศรัทธาในคำสอนของพระพุทธองค์
ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นค้นหาความจริงยิ่ง ๆ ขึ้นไป

คำสอนเป็นปัจจัยภายนอกเท่านั้น
การรู้ความจริงที่เป็นวิปัสสนาญาณต้องรู้ด้วยตนเองครับ

ข้อสอง
เรื่องจิตผู้รู้  ผู้สังเกตการณ์
จิตคือธาตุรู้  สภาพรู้
การอธิบายดูเหมือนว่าจะสร้างผู้รู้  ผู้สังเกตการณ์ ขึ้นมา
แต่ขณะที่จิตทำหน้าที่รู้  ทำหน้าที่สังเกตการณ์ ขณะนั้นไม่มีการสร้างใด ๆ

การอธิบายถึงสภาพของจิตขณะต่าง ๆ
จึงดูเหมือนเป็นการสร้างเรื่อง(สมมุติ)ขึ้นมา
เหมือนกับสร้างผู้สังเกตขึ้นมา

ส่วนการสร้างขึ้นมาแทนตนหรือไม่นั้น
เรื่องนี้ผู้อธิบายมีทิฏฐิต่าง ๆ ครับ
ผู้อธิบายบางท่านเป็นอริยะบุคคลก็มี
ผู้อธิบายบางท่านเป็นปุถุชนก็มี
ผู้มีปัญญาเท่านั้นที่จะหยั่งรู้ได้ครับ

ข้อสามเรื่อง  ภายนอก  ภายใน เรื่องจิตส่งออกนอก
ตามความเข้าใจของผม
ภายนอก  คือนอกร่างกาย
ภายใน  คือภายในร่างกาย
จิตส่งออกนอก  คือจิตรู้เรื่องภายนอกร่างกาย
ไม่ค้นคว้า  ไม่ไตร่ตรอง อยู่เฉพาะภายในร่างกาย
เป็นขณะที่หลงลืม  เป็นขณะที่ไม่ใส่ใจ เป็นขณะที่ขาดสติ

อย่างไรก็ตามท่านอื่น ๆ สามารถเพิ่มเติมได้ครับ
ผมอธิบายตามที่ผมเข้าใจแต่เพียงเท่านี้ก่อนครับ

 จากคุณ : ประสงค์ มีนบุรี [ 20 ต.ค. 2543 / 15:16:24 น. ]
     [ IP Address : 203.147.54.175 ]


 ความคิดเห็นที่ 28 : (นายสงบ)

พี่ประสงค์อธิบายได้ดีครับ สาธุ _/I\_
เรียนถามครับ ถ้าสอย่างนี้แสดงว่าเราสามารถดูการอธิบายสภาพของจิต
ที่แต่ละบุคคลอธิบายก็ย่อมรู้ว่าคนๆนั้นเป็นอริยะบุคคลหรือไม่ ใช่ไหมครับ
(กรณีที่อธิบายออกมาตามที่ได้ปฎิบัติมาจริง) เห็นคุณอาบอกว่าคุณประสงค์
เองก็เป็นนักปฎิบัติด้วย พอจะเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในแนวทางที่คุณประสงค์
ปฎิบัติได้ไหมครับ นานที่จะเจอผู้ที่เป็นนักปริยัติและนักปฎิบัติครับ ถือว่าเป็นการ
ชี้แนะผู้อ่อนหัดด้วยนะครับ ^-^

 จากคุณ : นายสงบ [ 20 ต.ค. 2543 / 15:40:14 น. ]
     [ IP Address : 203.151.125.122 ]


 ความคิดเห็นที่ 29 : (ประสงค์ มีนบุรี)

การอธิบายธรรมะ
ผู้อธิบายธรรมะส่วนหนึ่งเป็นประสบการณ์ของตนเอง
ธรรมะที่แสดงออกมาคือ
ความรู้ความเข้าใจของผู้นั้น(ปัญญาของผู้นั้น)ว่ามีปัญญาถึงขั้นไหน
ผู้อ่านสามารถหยั่งรู้ด้วยปัญญาที่มีในตัวผู้อ่านเองได้

ส่วนคำที่นำมาสื่อความหมาย
เป็นเครื่องมือของการสื่อสาร

การใช้คำในการสื่อความหมาย
ที่ผสมผสานประสบการณ์ของผู้อธิบาย
คือปัญญา 3 ชนิด(สุตฯ  จินตฯ  ภาวนามยปัญญา) 
ปัญญาทั้ง 3 ชนิดจะสมบูรณ์
จะต้องไม่เจือ(ปะปน  ประกอบ)ด้วยมิจฉาทิฏฐิ
ถ้ายังมีมิจฉาทิฏฐิปะปนสามารถรู้จากธรรมที่อธิบายออกมาครับ

การอธิบายธรรมออกมา
โดยความหมาย(อรรถะ)ต้องใช้ได้
แม้ว่าใช้คำไม่ถูกแต่ความหมายตามที่เข้าใจ(มีปัญญา)
ต้องตรงกันครับตรวจสอบได้ทั้งกับคู่สนทนาและกับตำราก็ได้ครับ

 จากคุณ : ประสงค์ มีนบุรี [ 20 ต.ค. 2543 / 16:05:39 น. ]
     [ IP Address : 203.147.54.175 ]


 ความคิดเห็นที่ 30 : (สุภะ)

ดูเหมือนว่าคุณพัลวันต้องการให้ผมพิสูจน์ด้วยตัวเอง ซึ่ง
ผมก็พอเข้าว่าการอธิบายด้วยภาษาที่เราใช้กันเป็นเรื่องยาก
ผมเพียงแต่ต้องการรู้ว่าสามารถอธิบายเชิงเหตุผลได้หรือไม่
เพราะบางทีผมอาจจะเป็นประเภท"ชาล้นถ้วย" ที่ยังหวง
ของเดิมอย฿ู่
ความจริงผมไม่ได้ดูแค่ปฏิกิริยาของจิตเท่านั้น ผมดูถึงเหตุปัจจัย
ที่ทำให้คิด/รู้สึก อย่างนั้นด้วย แต่ก็ไม่เคยรู้สึกว่ากำลังเป็น
"ผู้สังเกตการณ์" ที่เฝ้าแต่สังเกตเฉยๆ ผมมีความรู้สึกว่า
การค้นพบถึงเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดพฤติกรรมต่างๆของตัวเอง
ทำให้เราเข้าใจลึกซึ้งถึงความเป็นอนัตตาของจิต

ผมจะรู้สึกว่าตัวเองขาดสติ ก็ตอนที่มีสำนึิกว่าตัวเองกำลังคิด รู้สึก
ตัวเองกำลังกิน กำลังนอน กำลังนั่งอยู่

เรียนคุณประสงค์ครับ
ผมอยากทราบว่ามีพุทธพจน์รองรับหรือเปล่าว่า การรู้เห็นไตรลักษณ์
ต้องเป็นปรมัตถ์อารมณ์เท่านั้น

 จากคุณ : สุภะ [ 20 ต.ค. 2543 / 16:19:25 น. ]
     [ IP Address : 203.151.212.1 ]


 ความคิดเห็นที่ 31 : (ประสงค์ มีนบุรี)

ผมเข้าใจว่า
เทศนาของพระพุทธองค์
มีทั้งสมมุติเทศนาและปรมัตถเทศนา
เพราะฉนั้นการรู้เห็นไตรลักษณ์
ก็ควรจะรู้ทั้งสมมุติเทศนาและปรมัตถเทศนาครับ
หรือคุณสุภะมีความเห็นเป็นอย่างอื่นอีกครับ

 จากคุณ : ประสงค์ มีนบุรี [ 20 ต.ค. 2543 / 16:45:24 น. ]
     [ IP Address : 203.147.54.175 ]


 ความคิดเห็นที่ 32 : (รูปนามหนึ่ง)

อ่านบทความของ พี่สันตินันท์ ทำให้เข้าใจแนวปฏิบัติ
ที่เรียกว่า การดูจิต ได้ชัดเจนมาก เป็นประโยชน์ในการ
นำไปปฏิบัติตาม ตามควรแก่จริตของตนๆ

ขออนุโมนา และขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่งครับ

แต่มีข้อความอยู่ตอนหนึ่งที่พี่กล่าวว่า

>ข้อดีที่สำคัญอีกประการหนึ่งของการดูจิตก็คือ
>การดูจิตเป็นวิปัสสนาชนิดเดียวที่ทำได้ทั้ง 3 โลก
>คือในกาม(สุคติ)ภูมิ รูปภูมิ(ส่วนมาก) และอรูปภูมิ
>แม้แต่ในเนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ อันเป็นภวัคคภูมิหรือสุดยอดภูมิของอรูปภูมิ
>ก็ต้องอาศัยการดูจิตนี้เอง เป็นเครื่องเจริญวิปัสสนาต่อไปได้จนถึงนิพพาน

สามประโยคแรกผมพอเข้าใจ แต่สองบันทัดสุดท้าย ผมมีความ
สงสัยเป็นอย่างมาก ว่าทำได้อย่างไร ครับ ขอความกรุณา พี่สันตินันท์
ช่วยอธิบายเพิ่มเติมให้ด้วย จักเป็นพระคุณยิ่งครับ

 จากคุณ : รูปนามหนึ่ง [ 20 ต.ค. 2543 / 16:46:51 น. ]
     [ IP Address : 203.170.144.238 ]


 ความคิดเห็นที่ 33 : (ประสงค์ มีนบุรี)

เพิ่มเติมครับ
ผมคิดว่าคุณสุภะข้องใจความเห็นของผมต้องนี้
>เห็นคนดูเหมือนว่าเห็นด้วยตาเนื้อได้แต่นั่นเป็นความจริงที่สมมุติขึ้นเอง
เพราะคนจริง ๆ ไม่มีเพราะฉนั้นเห็นเป็นคนจึงเป็นเรื่องของมิจฉาทิฏฐิ

การรู้สมมตินั้นปุถุชนกับพระอริยะบุคคลรู้ต่างกัน
ปุถุชนรู้เฉพาะสมมติซึ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิตรงนี้ต้องขัดเกลาครับ
ส่วนพระอริยะรู้ทั้งสมมติและปรมัตถ์ครับ

 จากคุณ : ประสงค์ มีนบุรี [ 20 ต.ค. 2543 / 16:55:42 น. ]
     [ IP Address : 203.147.54.175 ]


 ความคิดเห็นที่ 34 : (ประสงค์ มีนบุรี)

ตอบคุณรูปนามหนึ่งแทนคุณสันตินันท์ถ้าผิด
ผู้รู้ท่านอื่นหรือคุณสันตินันท์ช่วยแก้ด้วยครับ
>แม้แต่ในเนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ อันเป็นภวัคคภูมิหรือสุดยอดภูมิของอรูปภูมิ
>ก็ต้องอาศัยการดูจิตนี้เอง เป็นเครื่องเจริญวิปัสสนาต่อไปได้จนถึงนิพพาน

ตรงนี้เมื่อมีปัญญาหยั่งลงที่จิต(ดูจิตด้วยปัญญา)
จิตที่ยังไม่หมดราคะก็รู้ด้วยปัญญาในขณะนั้น
ถ้ายังติดอยู่ในเนวสัญญาฯก็อาศัยการดูจิตนี่เองครับ
จนกว่าจะไม่ติดอยู่ในเนวสัญญาฯครับ

 จากคุณ : ประสงค์ มีนบุรี [ 20 ต.ค. 2543 / 17:11:26 น. ]
     [ IP Address : 203.147.54.175 ]


 ความคิดเห็นที่ 35 : (ไข่เจียว)

    กราบขอบพระคุณครับ

 จากคุณ : ไข่เจียว [ 20 ต.ค. 2543 / 19:09:48 น. ]
     [ IP Address : 203.149.36.169 ]


 ความคิดเห็นที่ 36 : (Vicha)

ในกระทู้นี้ตอนแรกคิดว่า จะอ่านเฉยๆ แต่เมื่อมีการแสดงความเห็น ผมก็จะแสดงความเห็นบ้าง

           >แม้แต่ในเนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ อันเป็นภวัคคภูมิหรือสุดยอดภูมิของอรูปภูมิ
           >ก็ต้องอาศัยการดูจิตนี้เอง เป็นเครื่องเจริญวิปัสสนาต่อไปได้จนถึงนิพพาน
ตามที่ผมเข้าใจ ประโยค 2 ประโยด ต้องกล่าวถึงบุคคล 2 จำพวก คือ
        1.ปุถุชน ในเนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ
        2.พระอริยะ ในเนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ
    ถ้าเป็นปุถุชน ตามข้อ 1 จะดูจิตคงไม่ได้ และไม่มีพระพุทธเจ้าองค์ใดสอน ผู้นั้นได้ ซึ่งพระองค์ได้กล่าวถึง
อาจารย์ของพระองค์สองท่าน (อารารดาบส อุทกกยาบส *** ผมเขียนไม่คอยถูก) ตอนพระองค์เป็นมหาโพธิสัตว์
เมื่อตายไปแล้วไปเกิดเป็นอรูปพรหม พระพุทธ์องค์ทรงตรัสทำนองว่า อาจารย์ทั้งสอง ฉิบหายเสียแล้ว
(ขอโทษถ้าใช้ภาษาแรงไปหน่อย)
    ถ้าเป็นพระอริยะ ตามข้อ 2 เกิดในอรูปพรหมท่านก็ดูจิตไป ถ้ายังไม่นิพพาน ท่านก็เกิดในอรูปพรหมที่สูงขึ้น
จนชั้นสุดท้าย แล้วดูจิตจนนิพพานในที่นั้น
    มาถึงปัญหาการดูจิต ตามที่ผมเข้าใจต้องแยกให้ออก เป็น 2 อย่าง คือ 1.การดูกาย กัย 2.การดูใจ
    มากล่าวถึง คำว่า การดู ก็คือการรู้ทั่วพร้อม ซึ่งก็คือ สติสัมปัญญะ ตามที่บัญญัติกัน ดังนั้น
    1.การดูกาย ก็คือการรู้ ตัว ทั่วพร้อม อธิบายตามภาษาของผม คือ มีผู้กำหนดรู้ และสิ่งถูกรู้ คือร่างกาย
หรือส่วนใดส่วนหนึ่งที่ปรากฏชัด
    2.การดูจิต ก็คือการรู้ ใจ ทั่วพร้อม ตามภาษาผม ใจ คือ เวทนา จิต และธรรม ต้องมีผู้กำหนดรู้ และสิ่งที่ถูกรู้ คือ
เวทนา จิต หรือ ธรรมมารมณ์
    คำว่าผู้กำหนดรู้ในภาษาของผม คือสภาวธรรม ที่รู้และเห็น ทั้ง กาย และ ใจ เป็นไตรรักษณ์ และที่รู้และเห็น
เป็นอนัตตา ไม่ยึดมั่นถือมั่น ต้องฝึกจนปัญญาบังเกิดจริงๆ ไม่ใช้คิดเอา จึงบังเกิดธรรมผู้กำหนดรู้เป็นอนัตตา
ไม่รู้ว่าจะสมมุติเป็นอย่างไรต่อ ก็คือนิพพานนั้นเอง

 จากคุณ : Vicha [ 20 ต.ค. 2543 / 20:06:08 น. ]
     [ IP Address : 203.151.36.3 ]


 ความคิดเห็นที่ 37 : (สันตินันท์)

ขอบคุณเพื่อนทุกท่านที่ร่วมถาม ตอบ และอนุโมทนาครับ
ผมเองไม่อยากตั้งกระทู้ที่ลานธรรม ก็เพราะไม่มีเวลาพอจะดูแลกระทู้
อย่างวันนี้เข้ามาได้นิดเดียว ก็จะไปต่างจังหวัดอีกหลายวันครับ

ที่คุณสุภะตั้งประเด็นเรื่องปรมัตถ์นั้น ขอเรียนสั้นๆ ว่า
พระพุทธเจ้าทรงสอนธรรมโดยสมมุติ แก่ผู้ควรฟังธรรมโดยสมมุติ
ทรงสอนปรมัติ แก่ผู้ควรฟังปรมัติ
เพื่อประโยชน์ของผู้ฟังเป็นหลัก ไม่ใช่เพื่ออวดว่าพระองค์รอบรู้

พระอริยสาวกชั้นต้นๆ ไม่เคยฟังเรื่องปรมัตถ์เลยก็มี แต่ก็รู้ธรรมได้
อันนี้ผมเห็นว่า (ขอย้ำว่าเป็นความเห็นนะครับ) เพราะคุณภาพในการฟังของท่านดี
เช่นพระพุทธเจ้าทรงสอนว่า ความแก่เป็นทุกข์ ความเจ็บเป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์
จิตที่อบรมมาดีแล้ว ได้รับธรรมอย่างนี้ ก็ทราบว่า ความแก่เป็นทุกข์ ฯลฯ
ไม่ไปติดอยู่แค่ว่า "คนแก่เป็นทุกข์"
คือท่านสามารถมองทะลุสมมุติบัญญัติเข้าถึงสภาวะของความแก่ได้เลย

อย่างไรก็ตาม ในมหาสติปัฏฐานนั้น ท่านสอนทั้งโดยสมมุติและปรมัตถ์
ที่สอนโดยสมมุติ ก็เพราะทรงสอนธรรมต้นทางของการปฏิบัติก่อน
คือสอนให้ปรับจิตให้มีคุณภาพด้วยการรู้อารมณ์อย่างเป็นวิหารธรรม
มีตปธรรม มีสัมปชัญญะ มีสติ นำความยินดียินร้ายในโลกออกจากจิต
ผู้ใดปรับจิตให้มีคุณภาพแล้ว ก็ย่อมสามารถ (1) เห็นอารมณ์โดยความเป็นสภาวะ
และ (2) เห็นสมมุติโดยความเป็นสมมุติ
ส่วนท่านที่อินทรีย์แก่กล้าแล้ว ก็จะก้าวกระโดดด้วยปรมัตถ์ทีเดียว

ลองสังเกตเถิดครับว่า ธรรมที่พระองค์แสดงแม้ในขั้นสมมุติ
บางทีก็แฝงปรมัตถ์อย่างนึกไม่ถึง อย่างเช่นลองอ่านอริยสัจจ์ 4 ดูเถิดครับ
เช่นทรงสอนว่าเกิด แก่ เจ็บ ตาย พลัดพรากจากของรัก พบสิ่งที่ไม่รัก เป็นทุกข์
แต่ลงท้ายท่านก็มักจะขมวดว่า "ว่าโดยย่อ อุปาทานขันธ์ทั้ง 5 เป็นทุกข์"
และถ้าสังเกตธรรมที่ท่านทรงสอนผู้ที่จะบรรลุพระอรหันต์จริงๆ จะเป็นธรรมขั้นปรมัตถ์
เช่นพระสารีบุตรได้ฟังเรื่องเวทนา พระพาหิยะฟังเรื่อง รูปกระทบตาฯลฯ
พระมหากัสสปะและพระอานนท์ สำเร็จด้วยกายคตาสติ
(กายคตาสติสูตร มีเนื้อหาอันเดียวกับกายานุปัสสนาสติปัฏฐานนะครับ
อันนี้จะไม่ตรงกับวิสุทธิมรรค ที่จัดกายคตาสติเป็นสมถะเท่านั้น)

อย่างไรก็ตาม ไม่มีหลักฐานชั้นพระไตรปิฎกว่า
พระองค์เคยทรงสอนว่า จะต้องรู้อารมณ์ปรมัตถ์จึงเห็นไตรลักษณ์
คำว่าปรมัตถ์ 400 กว่าแห่งในพระไตรปิฎก เกือบทั้งหมดอยู่ในกถาวัตถุ
ซึ่งแต่ขึ้นหลังพุทธกาลราว 230 ปีเศษ
ที่ผมเรียนอย่างนี้ เพราะเห็นว่าเราต้องซื่อตรงต่อการศึกษา
แม้ผมจะเชื่อโดยส่วนตัวเรื่องปรมัตถ์ ก็ต้องยอมรับว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงสอนไว้
แต่ผมพบว่า ถ้าดำเนินจิตให้ถูกต้อง จะเห็นปรมัตถ์
แล้วพระองค์ทรงสอนถึงการดำเนินจิตที่ถูกต้องไว้ ซึ่งเพียงพอแล้ว
หากทรงสอนเรื่องปรมัตถ์มากเกินไป พระศาสนาคงไม่ตั้งมั่นลงได้แน่ๆ
เพราะหาคนฟังรู้เรื่องและเข้าใจ และปฏิบัติได้ ยากเต็มที

เรื่องจิตผู้รู้นั้น ขอเรียนว่าจะไม่ใช่การสร้างมโนภาพ
เพราะการสร้างมโนภาพ เอาไปเจริญวิปัสสนาไม่ได้ครับ
แต่ไม่ว่าเราจะชอบคำว่าจิตผู้รู้หรือไม่
ถ้าเราเจริญสติสัมปชัญญะจริงๆ ก็จะรู้จักจิตชนิดหนึ่ง
ซึ่งตั้งมั่น เป็นกลาง รู้อารมณ์ด้วยความมีสติสัมปชัญญะ
อันนี้เป็นธรรมชาติที่มีอยู่จริงครับ แต่นักปฏิบัติไปบัญญัติเรียกกันเองว่าจิตผู้รู้

เมื่อจิตเป็นของจริง เหมือนที่เจตสิกและรูปเป็นของจริง
มันจึงไม่ใช่มโนภาพ แต่ถ้าใครไปสร้างสโนภาพของจิตผู้รู้
ไม่ได้รู้เองด้วยปัญญา อันนั้นผิดครับ

แล้วก็ไม่ใช่การสร้างสิ่งหนึ่งขึ้นก่อน แล้วปล่อยวางความยึดมั่นทีหลัง
เพราะจะรู้จักจิตผู้รู้หรือไม่ ปุถุชนทุกคนย่อมเห็นว่าจิตเป็นเราทั้งนั้น
และผู้ที่ไม่ใช่พระอรหันต์ ก็ย่อมยึดว่า จิตเป็นเรา
จะรู้ตัวหรือไม่ ก็เป็นอย่างนี้แหละครับ

เรื่องจิตส่งออกนอก ไม่เกี่ยวกับการรู้อารมณ์ภายนอกและภายใน
เป็นคนละเรื่องกันเลยครับ เพราะเราต้องรู้อารมณ์ตามความเป็นจริง
คือตามที่วิญญาณหยั่งลงรู้ลงไปทางใด
คำว่าจิตส่งออกนอกเป็นคำบัญญัติของนักปฏิบัติบางกลุ่ม
ที่สอนว่า เมื่อรู้อารมณ์แล้ว อย่างหลง อย่าเผลอ
อย่าขาดสติคิดนึกปรุงแต่งตามอารมณ์ไป

สำหรับที่คุณรูปนามหนึ่งถามนั้น
ผมมีความหมายดังที่คุณวิชชากรุณากล่าวไว้ครับ
คือพระอริยบุคคล 7 ประเภท เว้นแต่พระโสดามรรค
หากไปปฏิสนธิในเนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ ก็ไปดูจิตต่อได้ที่นั่น
เพราะจิตที่อบรมสติสัมปชัญญะไว้ดีแล้ว มันทำงานได้โดยอัตโนมัติครับ
พอรู้อารมณ์อันใด มันก็เจริญปัญญาตรงนั้นเลย
เรื่องนี้เดิมผมไม่กล้าพูดหรอกครับ คิดว่าเป็นความรู้ที่แปลกเกินไป
แต่ไปเห็นในภูมิจตุกะและปฏิสนธิจตุกะ สอดคล้องกัน ก็เลยกล้านำมาเขียนไว้

ผมขอบคุณทุกท่านนะครับ โดยเฉพาะคุณพัลวันและคุณประสงค์
และเนื่องจากผมจะไม่อยู่อีกนานวัน จึงไม่อยากจะเป็นห่วงกระทู้นี้
อยากจะขออนุญาตปิดกระทู้นี้ไว้เพียงเท่านี้ก่อน
เพื่อไม่ให้เนื้อหามากเกินไป จนเพื่อนที่เข้ามาใหม่รับไม่ไหว
อยากจะให้กระทู้นี้ ช่วยทำความเข้าใจเรื่องการดูจิตให้เพื่อนใหม่ๆ เป็นหลักน่ะครับ
ส่วนมือเก่าทั้งหลาย เราค่อยคุยกันใหม่ก็แล้วกันครับ

ขอบคุณครับ

 จากคุณ : สันตินันท์ [ 21 ต.ค. 2543 / 06:51:04 น. ]
     [ IP Address : 203.151.110.123 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!