พระพุทธเจ้าไม่ได้ห้ามฉันมื้อเย็น ?
 เนื้อความ :

  ขออภัยครับ วันนี้ผมฟังพระครูองค์หนึ่งท่านเทศน์ทาง
วิทยุ ท่านบอกว่าพระพุทธเจ้าไมได้ห้ามฉันมื้อเย็น ท่านบอกว่าให้ไปอ่านในพระไตรปิฎกดู ผมสงสัยว่าถ้า
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ห้ามทำไมจึงมีบัญญัติในพระธรรมวินัย ถ้าท่านพระครูท่านพูดจริงมีอยู่ในพระไตรปิฏกเล่มใด
ขอความกรุณาจากท่านผู้รู้ช่วยให้ความกระจ่างแก่ผมด้วยเถิด ทุกวันนี้ผมชักไม่ค่อยเชื่อถือพระที่ท่านเทศน์แล้วอ้างโน่น
อ้างนี่ในพระไตรปิฏกแล้ว ไม่อยากเชื่อเถรใบลานเปล่าเลย

 จากคุณ : เด็กน้อย [ 10 ต.ค. 2543 / 02:49:12 น. ]
     [ IP Address : 203.147.9.68 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (ช้าง)

         ผมเชื่อว่าพระไตรปิฎกของพระครูองค์นั้น คงไม่ใช่ของพุทธศาสนาหรอกครับ  ผมเคยคุยกับลูกน้องของผมที่เป็นคนทางภาคอีสาน เขาเล่าให้ฟังว่า ที่วัดใกล้บ้านเขาวัดหนึ่ง  คนที่โกนหัวนุ่งผ้าเหลืองที่ชาวบ้านเรียกว่าพระแทบจะทั้งวัด กินมื้อเย็น! โดยพวกเขาเหล่านั้น (คนที่นุ่งผ้าเหลือง) บอกว่ากินได้ ผมฟังแล้วก็หัวเราะ(ปนสลดใจ)   ทั้งๆที่ในภาคอีสานที่เรารู้ดีว่า มีพระสายหลวงปู่มั่น ที่อยู่ตามจังหวัดต่างๆ ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ทำไมเขาเหล่านั้นไม่ยอมที่จะศึกษาถึงธรรมและวินัยอย่างเคร่งครัดให้สมกับที่ชาวบ้านกราบไหว้ และให้ของกินของฉัน (พูดไปก็เหมือนบ่น)
         ถ้าคุณเคยถือศีล 8 (ยังไม่ต้อง 227)  จะมีศีลข้อ 6 คือ " วิกาละโภชะนา, เวระมะณี สิกขาปะทัง สมาทิยามิ.  ศีลข้อนี้แหละเป็นข้อห้ามมิให้ รับโภขนาหารใดๆ ในยามวิกาล   ความรู้ของผมก็มีเพียงเท่านี้แหละครับ ถ้ามีท่านใดที่ให้ความละเอียดละออมากกว่านี้ได้ ก็จะดีมาก
          ผมขออนุญาตเอ่ยถึงคำสอนของหลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี ท่านเคยให้เหตุผลอย่างหนึ่งเกี่ยวกับการไม่กินมื้อเย็นว่า  " อาหารมื้อเช้า บำรุงร่างกาย  อาหารมื้อเที่ยง บำรุงการงาน  อาหารมื้อเย็น บำรุงกามคุณ"   เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าพระที่บวชเข้ามาแล้ว ไม่บวชเพื่อแสวงหากามคุณอารมณ์  ก็ควรจะศึกษาพระธรรมวินัยให้เคร่งครัด  เวลาสอนชาวบ้านจะได้สอนอย่างถูกต้อง ไม่ใช่นึกคิดตามความอยากของตนเองแล้วกล่าวตู่ธรรมะของพระพุทธองค์  อย่างนี้ ยมบาลท่านคงกาหัวตัวโตๆ แน่
        

 จากคุณ : ช้าง [ 10 ต.ค. 2543 / 03:58:44 น. ]
     [ IP Address : 203.147.10.45 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (พีทีคุง)

พระวินัยเกี่ยวกับเรื่องการฉันมื้อเย็น
ปรากฎอยู่ใน "โภชนวรรค" สิกขาบทที่ 7
สามารถค้นได้จากพระไตรปิฎกในหน้าหลักได้ครับ

 จากคุณ : พีทีคุง [ 10 ต.ค. 2543 / 04:07:06 น. ]
     [ IP Address : 202.183.182.71 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (โยคาวจร)

อยากสนองกิเลสตัณหาตัวเองก็แค่นั้น
ต่อไปก็อาจจะบอกว่าพระมีเมียได้ไม่ผิด
เหมือนกับบางประเทศที่เป็นอยู่
ผมเห็นว่าพระหรือคนที่จะมาออกวิทยุ
น่าจะผ่านการกลั่นกรองมาบ้างนะ
ไม่ใช่มีตังค์ค่าสถานีก็ออกมาพูดอะไรก็ไม่รู้ตามใจตัวเอง
บางคลื่นพระมาร้องลิเกด้วยนะ แบบว่าเคยเป็นพระเอกลิเกเก่า
บางคลื่นมีพระจัด 2-3 องค์แล้วก็แย่งกันพูดจนฟังไม่ทัน
บางคลื่นทั้งชั่วโมงพูดแต่เรื่องหาเงินเข้าวัดอย่างเดียว
บางคลื่นที่เป็นผู้หญิงพูดด้วยเสียงกระด้างมาก
ถ้าคนที่โทรเข้ามาพูดไม่ตรงกับความคิดตัวเอง
ก็จะใช้้ถ้อยคำที่ฟังแล้วไม่น่าเชื่อว่าเป็นคนที่ปฏิบัติธรรม
แล้วก็จะตัดบทวางหูไปเลย
ที่ต้องฟังไม่ใช่ยังไงหรอกครับ วัดใกล้บ้านเปิดกรอกหูทุกวัน
ไม่ฟังก็ต้องฟังแหละครับ อุอุ

 จากคุณ : โยคาวจร [ 10 ต.ค. 2543 / 08:05:49 น. ]
     [ IP Address : 202.47.246.8 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (นายสงบ)

555555 อ่านที่พี่โยเขียนแล้วอดขำไม่ได้ เรื่องพระลิเกเนี่ย สงสัยผมต้องหาโอกาสฟังบ้างแล้วครับ ^-^ จี้มากครับย้ำว่าจี้มากๆๆๆๆ ^-^

 จากคุณ : นายสงบ [ 10 ต.ค. 2543 / 09:44:12 น. ]
     [ IP Address : 203.151.127.182 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (หนู)

บางคลื่นทั้งชั่วโมงพูดแต่เรื่องหาเงินเข้าวัดอย่างเดียว
บางคลื่นที่เป็นผู้หญิงพูดด้วยเสียงกระด้างมาก
ถ้าคนที่โทรเข้ามาพูดไม่ตรงกับความคิดตัวเอง
ก็จะใช้้ถ้อยคำที่ฟังแล้วไม่น่าเชื่อว่าเป็นคนที่ปฏิบัติธรรม
แล้วก็จะตัดบทวางหูไปเลย

ใช่แล้วค่ะ เป็นอย่างที่คุณโยว่าจริงๆ เพราะมีช่วงนึงที่หนูฮิตฟังวิทยุรายการธรรมะตามคลื่น AM มาก ฟังอยู่หลายรายการเลย และก็เจอแบบเดียวกับที่คุณโยว่ามา โดยเฉพาะรายการของอาจารย์ผู้หญิงคนนั้น น้ำเสียงของท่านกระด้างและแสบหูจริงๆ แต่ก็เข้าใจว่าน้ำเสียงโดยธรรมชาติของท่าน มันเป็นอย่างนั้นเอง

 จากคุณ : หนู [ 10 ต.ค. 2543 / 10:32:03 น. ]
     [ IP Address : 203.147.9.90 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (หนูหนุ่มหนวด)

ชอบใจมากตรงที่ "มื้อเย็นบำรุงกามคุณ"

 จากคุณ : หนูหนุ่มหนวด [ 10 ต.ค. 2543 / 14:35:54 น. ]
     [ IP Address : 203.146.85.70 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (สามเณร)

เรื่องนี้.....มีอยู่ว่าพระเจ้าพิมพิสารกระมัง ? ที่เป็นโรคอ้วน
แล้วมากราบทูลพระพุทธเจ้าว่าจะมีวิธีการแก้ไขอย่างไร ?
พระพุทธองค์ทรงตรัสเป็นคาถาทำนองว่าดังนี้ ......
วิกาละโภชนังคะ ..........คุณพุทธศาสนิกชนช่วยสามเณรหน่อย
ซึ่งแปลใจความได้ว่า " ยามค่ำคืนพยายามจงอย่ากินอาหาร "
เรื่องนี้ฟังต่อหน้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อพุทธเชียวนา .....
สมัยท่านมีชีวิตอยู่มีคนอ่านเจอแล้วมาถาม .

 จากคุณ : สามเณร [ 10 ต.ค. 2543 / 19:02:08 น. ]
     [ IP Address : 202.28.159.201 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (morning_glory)

เคยอ่านคนที่เสนอว่า ข้อห้ามฉันอาหารยามวิกาล ก็คือ ห้ามตอนกลางคืน
ดังนั้นหลังเที่ยงก็น่าจะกินได้  ตอนนั้นลงใน column อะไรจำไม่ได้แล้วครับ
บอกว่า ทีวินัยที่ห้ามพระ ทำอะไรสักอย่าง(ผมจำไม่ได้) ยามวิกาล ยังแปลว่า
กลางคืนเลย ศีลข้อนี้ก็น่าแปลว่ากลางคืนเหมือนกัน

ความจริงแล้ว วิกาล = วิ + กาล = ไม่ + เวลา
คือผิดเวลานั่นเอง ซึ่งขึ้นกับว่า เวลาปกติของกิจนั้นๆ คือเวลาอะไร
การฉันภัตตาหาร ท่านกำหนดกาลปกติไว้แค่ก่อนเที่ยงเท่านั้นครับ

 จากคุณ : morning_glory [ 11 ต.ค. 2543 / 00:09:14 น. ]
     [ IP Address : 203.185.72.10 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (chart37@hotmail.com)

ผมคิดว่าเรื่องแบบนี้ ทางสถานีควรที่จะแสวงหาพระที่มีความรู้ดีกว่านี้มาออกรายการมากกว่านะครับ
ไม่ใช่เอาพระขี้ลืมมาออกรายการทำให้ขายหน้ามากกว่า
แต่บางที่พระท่านจะไม่ได้ตั้งใจนะครับ อย่าไปถือสเลย ถือมากก็เป็นทุกข์

 จากคุณ : chart37@hotmail.com [ 11 ต.ค. 2543 / 14:34:39 น. ]
     [ IP Address : 203.155.102.139,203.155.102.130 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (rising_sun)

พระมหากษัตริย์ที่เป็นโลกอ้วนคือพระเจ้าปเสนทิโกศลครับ ท่านให้คนไปขอคำแนะนำจากพระศาสดา พระศาสดาเลยให้คาถาคนสนิทไปท่องให้ท่านฟังระหว่างทานอาหาร ผลก็คือท่านหายอ้วนกลับมากระฉับกระเฉงเหมือนก่อน

คาถานั้นความว่า "ผู้มีสติ ย่อมประมาณในการกิน โรคย่อมน้อย อายุย่อมยืนยาว"

 จากคุณ : rising_sun [ 11 ต.ค. 2543 / 17:58:28 น. ]
     [ IP Address : 203.134.68.3 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (โยคาวจร)

จะไม่ให้ถือสาก็ไม่ได้นะครับคุณ chart37
คนที่ฟังอยู่ไม่รู้จำนวนเท่าไหร่ที่จะต้องเห็นผิดไป
ถ้าไม่รู้จริงก็อย่ามาสอนคนอื่นจะดีกว่า

 จากคุณ : โยคาวจร [ 12 ต.ค. 2543 / 07:44:33 น. ]
     [ IP Address : 202.47.246.8 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (พุทธศาสนิกชน)

คงไม่ต้องช่วยคุณสามเณรแล้ว เพราะคุณ rising_sun ช่วยตอบให้แล้ว(ความคิดเห็นที่ 10) ส่วนเรื่องการฉันอาหารสำหรับพระภิกษุนั้นพระพุทธเจ้าทรงยกย่องพระภิกษุที่ฉันมื้อเดียวและกล่าวตำหนิภิกษุที่ฉันไม่เป็นเวลาว่าเป็นโมฆะบุรุษ(ไว้หาเจอจะ code มาให้ว่าอยู่เล่มไหน) เหตุที่กล่าวเช่นนั้นเพราะพระพุทธองค์ทรงเห็นอโยนิโสมนสิการที่จะเกิดแก่ภิกษุ  1 )คือ ภิกษุจะเป็นผู้เลี้ยงยาก  จะต้องขออาหารจากฆราวาสเพิ่มขึ้น  2)คือ ภิกษุกลายเป็นผู้สะสมอาหาร ซึ่งสมัยพุทธกาลไม่มีตู้เย็น และเป็นเมืองร้อน อาหารก็จะเสีย ภิกษุทานแล้วป่วยเกิดเวทนาจนปฏิบัติธรรมไม่ได้  3)พระพุทธองค์ทรงเห็นโทษของอาหาร 4 ประการ คือ 1.กวฬิงการาหาร ที่สร้างรูปส่วนเกินความจำเป็นที่จะต้องใช้เหมือนในกรณีพระเจ้าปเสนทิโกศลทำให้ไม่สบายตัวในการเคลื่อนไหวตัว นั่งก็อึดอัด  2.ผัสสาหาร อันจะจากลิ้นกระทบอาหารทำให้เกิดอารมณ์พอใจไม่พอใจในรสจนเกิดเป็นตัณหา 3.มโนสัญเจตนาหาร อาหารที่รสดีอาจทำให้ภิกษุคิดฟุ้งว่าพรุ่งนี้เราจะได้กินอีกไหม หรือเลือกบิณฑบาตรแต่บ้านที่ทำอาหารดีๆ  4.วิญญาณาหาร อันเนื่องมาจากผัสสาหารและมโนฯหารจะทำให้เกิดอกุศลจิตอันนำไปสู่ความเกิดอีกตามหลักปฏิจจสมุปบาทต่อไป
    ส่วนวิกาลโภชนานั้นตามสังคยนาครั้งที่สองได้กำหนดให้เป็นหลังเที่ยงวัน จนพระอาทิตย์เริ่มขึ้นในวันใหม่ต่อไป

 จากคุณ : พุทธศาสนิกชน [ 12 ต.ค. 2543 / 16:17:12 น. ]
     [ IP Address : 203.151.96.48 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (พุทธศาสนิกชน)

คุณแห่งการฉันอาหารหนเดียว อยู่ในภัททลิสูตร มัชฌิมนิกาย มัชฌิปัณณาสถ์

 จากคุณ : พุทธศาสนิกชน [ 13 ต.ค. 2543 / 15:43:43 น. ]
     [ IP Address : 203.151.96.10 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (rising_sun)

ตั้งใจว่าจะมารับรองคุณพุทธศาสนิกชนครับ ว่าเคยอ่านเจอพระสูตรที่พระศาสดาสรรเสริญการฉันหนเดียว และตรัสคุณของการฉันหนเดียว พอดีว่าคุณพุทธศาสนิกชนนำมาบอกกล่าวกันไว้แล้ว

 จากคุณ : rising_sun [ 13 ต.ค. 2543 / 19:36:42 น. ]
     [ IP Address : 203.134.156.115 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (นายโจโจ้)

มาสนับสนุนครับ อาจารย์ผู้หญิงท่านนั้น ฟังปุ๊บก็สัมผัสได้ถึงโทสะและอัตตาที่หนาแน่นมากๆ น้ำเสียงและลีลาการพูดออกจะเหมาะสมเป็นนักปลุกระดมมากกว่ามาพูดภาษาธรรม ผมรู้จักคุณป้าคนนึงที่ฟังอาจารย์ผู้หญิงคนนี้บ่อยๆจนนิสัยแกชักจะคล้ายๆกันแล้วคือเครียดกับทุกเรื่องมาก เห็นแล้วก็เหนื่อยแทน คิ้วก็ขมวด เสียงก็เครียด ใครอยู่รอบๆก็จะเครียดตามไปด้วย ไม่รู้จะช่วยยังไง คงเป็นกรรมของคุณป้าแกเองกระมัง...

 จากคุณ : นายโจโจ้ [ 13 ต.ค. 2543 / 21:24:49 น. ]
     [ IP Address : 203.149.35.76 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (หนู)

อิอิ คุณโจโจ้ตามมาเสริมซะสายเชียว ตกลงว่าเราคงพูดถึงอาจารย์ผู้หญิงท่านเดียวกันท่านนั้นนะคะ ที่ชื่อขึ้นต้นด้วยตัว ย น่ะ (อึ๋ย แค่พูดตัวย่อก็ชักเสียวๆ แต่หนูอยาก confirm ว่าใช่ท่านนั้นแน่ๆที่เรารู้สึกตรงกันน่ะ)

 จากคุณ : หนู [ 18 ต.ค. 2543 / 15:06:42 น. ]
     [ IP Address : 203.147.52.66 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (weerapong)

      ครูบาอาจารย์ท่านเล่าให้ผมฟังว่าพวกที่รักษาศีล "วิกาลโภชนา" แล้วไปละเมิดเข้านี่  จะได้อานิสงค์  "เป็นเปรต"   ไม่ว่าจะเป็นโยมหรือพระก็ไม่เว้น  ท่านบอกว่าพระพุทธเจ้าท่านห้ามฉันอาหารหลังเที่ยงวันครับ

 จากคุณ : weerapong [ 21 ต.ค. 2543 / 15:13:23 น. ]
     [ IP Address : 202.183.248.235 ]


 ความคิดเห็นที่ 18 : (BlueJeans)

ขอขยายความของคุณ พีคุงที  วินัยใน ปาฎิโมกข์  ปาจิตตีย์ โภชนวรรค ข้อที่ ๗ ว่า
ภิกษุฉันของเคี้ยวของฉันที่เป็นอาหารในเวลาวิกาล คือตั้งแต่เที่ยงไปแล้วจนถึงวันใหม่ ต้อง ปาจิตตีย์

 จากคุณ : BlueJeans [ 24 ต.ค. 2543 / 08:04:08 น. ]
     [ IP Address : 209.30.231.16 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!