เนื้อคู่รึเปล่า
 เนื้อความ :

เราจะทราบได้อย่างไรคะว่า คนที่เราคบอยู่นี่ใช่เนื้อคู่เรารึเปล่า วัดจากอะไรคะ กรรมและบุญมีผลต่อการเกิดมาเป็นคู่กันยังไง

 จากคุณ : อังศุมาลิน [ 20 ส.ค. 2543 / 13:59:34 น. ]
     [ IP Address : 203.149.25.191 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (ดังตฤณ)

เนื้อคู่ในแบบที่ชาวโลกเพ้อว่าเป็นไปตามอุดมคติ
ชนิดที่ติดตามกันไปทุกภพทุกชาติ ไม่พรากจากกันเลยนั้น
ไม่มีหรอกครับ
ดูจากในชาดกก็ได้
บางชาติพระนางพิมพา คู่บารมีของพระโพธิสัตว์
ยังเป็นมเหสีของพระอานนท์เลย

สิ่งที่ควรดู คือเมื่อเข้าคู่กันแล้ว
1) รู้สึกว่าใช่หรือเปล่า (เป็นเรื่องของสัญญาณที่ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกล้วนๆ)
2) เกิดแต่เรื่องดีๆเมื่ออยู่ด้วยกันหรือเปล่า (วัดผลของอดีตกรรมที่ให้เป็นวิบากฝ่ายดี)
3) ร่วมกันเปลี่ยนอุปสรรคหรือเรื่องร้ายให้กลายเป็นดีได้หรือเปล่า
(ดูปัจจุบันกรรมที่เอื้อให้เกื้อกูลร่วมทุกข์ร่วมสุขกันได้แค่ไหน)
4) เกิดแรงบันดาลใจให้คิด พูด ทำดีๆต่อกันและต่อคนรอบข้างหรือเปล่า
(ปัจจุบันกรรมที่จะให้ผลเป็นวิบากอนาคตที่สดใสหรือไม่
เท่าที่ผมพบมา คู่ที่จรรโลงใจกันด้วยบุญ
เลี้ยงใจกันด้วยบุญไม่ขาดสายเท่านั้น ที่ไม่เบื่อ ไม่แห้งแล้งต่อกันเสียก่อนตาย)

สรุปคือเข้าคู่กันแล้วรู้สึกดีๆ เกิดเรื่องดีๆ ก็ใช่เลยครับ
และไม่ต้องไปหมายมั่นเอาว่านั่นคือเครื่องแสดงความถาวร
เป็นเนื้อคู่นิรันดร์ เพราะสังสารวัฏไม่มีอะไรอย่างนั้นให้
มีแต่เปลี่ยนกับเปลี่ยนครับ
จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นหรือเลวลงเท่านั้น

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 20 ส.ค. 2543 / 14:16:59 น. ]
     [ IP Address : 203.155.33.180 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (อังศุมาลิน)

ขอบคุณค่ะคุณดังตฤน  แต่ก็มีที่ไม่เข้าใจอยู่ กับประโยคที่คุณว่า " คู่ที่จรรโลงใจกันด้วยบุญ
เลี้ยงใจกันด้วยบุญไม่ขาดสายเท่านั้น ที่ไม่เบื่อ ไม่แห้งแล้งต่อกันเสียก่อนตาย)"   คุณหมายถึงบุญที่ทำร่วมกันตั้งแต่ชาติที่แล้ว หรือในชาตินี้คะ
แล้วที่ทางฝ่ายโลกๆ เค้าว่า...สามีภรรยาก็เหมือนลิ้นกับฟันที่ต้องกระทบกระทั่งกันเป็นธรรมดาทุกคู่ไป   แบบนี้  การทะเลาะกัน  นี่เป็นผลกรรมจากชาติที่แล้วๆหรือเปล่าคะ
   อาจถามซอกแซกไปสักหน่อย  ก็ขออภัยนะคะ เพราะว่ายังใหม่กับเรื่องทางศาสนาอยู่มาก  และขอขอบคุณคุณดังตฤนสำหรับเรื่องดีๆอย่าง ทางนฤพาน  ที่ทำให้คนอย่างดิฉันหันมาสนใจพุทธศาสนาได้ในหลายๆประเด็นคะ

 จากคุณ : อังศุมาลิน [ 20 ส.ค. 2543 / 15:30:05 น. ]
     [ IP Address : 203.149.25.191 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (ช้าง)

เคยได้ยินมาว่า เนื้อคู่ของคนมี 3 ประเภท
1. คู่ทุกข์คู่ยาก
2. คู่เวรคู่กรรม
3.คู่ล้างคู่ผลาญ

ผมคิดว่า แบบที่ 1. เป็นแบบที่ดีที่สุดนะครับ  เพราะไม่ว่าจะทุกข์ยากแค่ไหนก็ยังยอมอยู่ร่วมกัน   ส่วนอีก 2 คู่ที่เหลือ แค่ได้ยินชื่อก็น่ากลัวแล้ว   ก็แล้วแต่วิบากจะจัดสรรให้เราพบคนประเภทไหน  แต่พระอาจารย์บางท่านก็บอกว่าให้ทำความดีมากๆ หมั่นเจริญกุศลภาวนาให้มากๆ เข้าไว้  แล้วความดีนั้น ก็จะดูดเอาคนที่มีความดีใกล้เคียงกันมาอยู่ด้วยกัน 

 จากคุณ : ช้าง [ 20 ส.ค. 2543 / 22:45:31 น. ]
     [ IP Address : 203.147.6.235 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (ดังตฤณ)

อ่านทางนฤพานน่าจะได้คำตอบใกล้เคียงตรงนี้แล้วนะครับ :-)

การที่มีอัตภาพได้มาเจอกันแล้วรู้สึกดี
ก็ถือว่าเป็นบุญเก่าที่ให้ผลเป็นกุศลวิบากอยู่แล้ว
นั่นเป็นของในอดีตล้วนๆ
นับแต่วินาทีแรกที่พบกัน
แม้ว่าวิบากเก่าอาจจะยังให้ผลไม่หมดสิ้น
มีแรงหนุนให้อยากคบหา
หรือมีความหนุนเนื่องให้เกิดเหตุการณ์ดีๆ ปัจจัยประกอบดีๆ
ก็ต้องถือว่าทั้งสองต้องเลือกเอาเอง กำหนดเอาเอง
ว่าจะทำปัจจุบันให้เป็นอย่างไร
ถางทางอนาคตให้ดีร้ายแค่ไหน


จะเลี้ยงความรู้สึกดีต่อกันไว้ได้นั้น
บุญเก่าอาจมีส่วนในแง่ของการเอื้อปัจจัย
แต่ไม่ได้เป็นประกันชัดเจนเหมือนบุญใหม่แน่นอน
ทำนองเดียวกันกับที่เราอาจใช้ชีวิตตอนต้นเร่งสร้างเงินทอง
เมื่อมีฝากธนาคารหลายๆล้านแล้ว
ก็เรียกว่าเป็นปัจจัยหนุนเนื่องที่ดี ที่จะสร้างความสุขสมบูรณ์ให้ชีวิต
แต่ใครจะรู้ คนบางคนพอมีเงินมาก แทนที่จะใช้ในทางดี
กลับเอาไปเล่นพนัน ลงขวดเหล้า ลงอ่างน้ำ
เป็นพิษสุราเรื้อรังก็ได้ เป็นเอดส์ก็มี
หรือแย่น้อยกว่านั้นหน่อยก็อาจเอาแต่กินๆนอนๆ
เงินทองไม่สั่งสมเพิ่มขณะที่ต้องจ่ายมากตามฐานะที่รวยมาก
ในที่สุดก็หมดแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวเมื่อเวลาผ่านไป

ทำนองเดียวกัน สมมุติว่าสองคนสร้างบุญมาด้วยกัน
ชาติใกล้ชักชวนกันทำทานเป็นงานอดิเรก
ต่างฝ่ายต่างก็ได้แดนเกิดร่ำรวยไม่ขัดสน
พอมาเจอกัน คบกัน อยู่ด้วยกันไม่ทันไร
อยากทำธุรกิจค้าขาย ก็อาจรวยไม่รู้เรื่อง
ชาติใกล้เตือนกันและกันตั้งใจรักษาศีลให้บริสุทธิ์
ต่างฝ่ายต่างมีรูปร่างหน้าตาต้องใจเพศตรงข้าม
พอมาเจอกัน ก็เอ็นดูเสน่หา หลงใหลในกันและกันรุนแรง
ชนิดที่ใครอื่นหมื่นแสนก็ทำให้หลงไม่ได้เท่า
ชาติใกล้อาจจูงมือกันเข้าวัดเข้าวา
ฝึกภาวนาให้เกิดความตั้งมั่นทางจิตใจ
เจริญปัญญาให้แก่กล้าหวังความหลุดพ้นในที่สุดด้วยกัน
ตั้งความปรารถนาว่าจะพบเพื่อเกื้อกูลกันให้ถึงที่สุดทุกข์
ไม่ขวางกันและกันในเส้นทางมรรคผล
พอมาเจอกัน ก็เกิดความผ่องใส เย็นรื่น
แค่อยู่ด้วยกันเฉยๆก็อาจเป็นแรงสะกิดอีกฝ่ายให้สงบลงจากทุกข์
และโน้มน้าวกันให้ใฝ่แต่เรื่องแสนดี งดงาม ไม่เป็นที่ระคายต่อกัน
เจอพระสงฆ์องค์เจ้าก็แต่ที่ดีๆ
ไม่ลุ่มหลงประเภทพาญาติโยมลงเหว เป็นต้น

หน้าที่ของวิบากฝ่ายกุศลเป็นอย่างนั้น ให้ผลตามเหตุปัจจัยเป็นเรื่องๆ
ผมเคยพบคู่ตัวอย่างที่วิบากเก่าให้ผลดีรุนแรงพรั่งพร้อมมาบ้าง
ในลานธรรมนี่ก็มีอยู่สองสามคู่
(อยู่ในสังคมพุทธขนาดใหญ่ก็ดีหน่อย ตรงที่มีตัวอย่างให้ดูทุกชนิด)
ประเภทนี้จะได้เปรียบตรงที่เจอกันปุ๊บจะรู้สึกว่าเข้ากันได้ปั๊บ
และเกิดแรงบันดาลใจจะทำกุศลชนิดล้นๆร่วมกันแต่แรก

อย่างไรก็ตาม มีอีกมากนัก ที่ทำบุญมาด้วยกันแค่ระดับทาน
อาจรวยร่วมกัน เจอกันยิ่งรวยมหารวยเป็นบ้าเป็นหลัง
แต่ปัญญาที่จะประคองรักร่วมกันอาจขาดไป
ได้กันแล้วก็เบื่อกัน ไม่ต่างกับเสพสมบัติชนิดอื่นๆ
ฝ่ายชายหรือฝ่ายหญิงอาจมักมากในกามจนต้องออกไปเลอะเทอะข้างนอก
และคนมีเงินนั้น ผิดศีลได้มากข้อนัก คงไม่ต้องขยายความ

มีอีกมากนัก ที่ชวนกันรักษาศีลมาก่อน
จะโกหกนั้นไม่เอา บี้มดตบยุงก็ไม่ยอม
แต่ขาดทานบารมีร่วมกันมา ชวนกันอดออม ชวนกันตระหนี่เสียมาก
เพราะไม่รู้ค่าของทาน ไม่เชื่อผลของทาน
เกิดมาเจอกันอาจจะรักกันดูดดื่มปานจะกลืน
เพราะรูปสวยด้วยกันทั้งคู่ แต่ขอโทษ ต้องกัดก้อนเกลือกินจนตาย
ถึงสัญญาเก่าที่เจือด้วยความบริสุทธิ์ของศีลจะดึงรั้งไม่ให้นอกใจกัน
ก็อยู่ร่วมกันอย่างอัตคัดขัดสน ผอมแห้งแรงน้อย เจ็บออดๆแอดๆ
ก็เป็นเหตุให้เกิดความเบื่อหน่ายกันและกันอันเนื่องจากความเป็นอยู่ได้อีก

โดยความไม่สมบูรณ์ของ ทาน ศีล ภาวนา ที่บำเพ็ญมาร่วมกัน
คู่รักที่เป็นปุถุชนทั่วไปจึงมักขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือหลายสิ่ง
ที่จะเป็นปัจจัยหล่อเลี้ยงตามวิถีทางธรรมชาติ ให้มั่นคงในรักต่อกัน
หรือให้มีความสุขสดชื่นบำรุงจิตใจกันและกัน
ฉะนั้นถ้าหากอยู่ด้วยกันแล้วไม่มีปัจจัยปรุงแต่งชนิดที่เป็นกุศล
หล่อเลี้ยงให้เกิดความชุ่มชื่นใหม่ๆ ทวีขึ้นทุกๆวัน
ก็เป็นธรรมดาที่ความรักจะโรยราลงตามธรรมชาติใจ
ที่เบื่อหน่ายของเก่าซ้ำซากจำเจ


เท่าที่เคยเห็นคู่ที่ติดใจกันและกันโดยเนื้อหนัง
เวลาเบื่อจะหน่ายยิ่งกว่าเห็นปลาทูเค็ม
เล็บยังไม่อยากจะแตะ เงาก็ไม่อยากจะเห็น
นี่คือธรรมชาติเสื่อมโทรมทางความรู้สึกในกาม

เท่าที่เห็นคู่ที่ทำบุญร่วมกันทุกวัน
(ครั้งที่ผมบวชเมื่อครบอายุ จะมีโอกาสเห็นตัวอย่างมากรายในละแวกวัด)
จะสัมผัสได้ถึงกระแสชนิดหนึ่ง เยือกเย็น อ่อนโยนเป็นธรรมชาติ
กระแสชนิดนี้เหนี่ยวรั้งจิตวิญญาณทั้งฝ่ายชายและหญิง
ให้เกิดความรู้สึกด้านดีต่อกัน
แม้เบื่อกันทางเนื้อหนังแล้ว ก็ยังน่าจะอุ่นใจ เย็นกาย
ไม่รู้สึกรังเกียจอีกฝ่ายเลย เหมือนแต่ละฝ่ายเป็นส่วนเติมความเย็นให้แก่กัน
เข้าใกล้กันแล้วไม่ร้อน อยู่ร่วมกันนานแล้วไม่จืด
เพราะคอยเติมความเย็นให้ทวีขึ้นเรื่อยๆ
(ต้องดูปัจจัยภายในเช่นเจตนาและความใจบุญแท้จริงด้วยนะครับ
หลายคนเลย ชาวพุทธเรา ที่ทำบุญแบบส่งๆ
หรือทำสักแต่หวังแลกความรักแบบง่ายๆ อันนั้นก็ทำบุญแบบไม่ฉลาดนัก)

และเท่าที่มีโอกาสสัมผัสจริง
คู่ที่หมั่นชวนกันภาวนาร่วมกัน ตะลอนๆหาวัดด้วยกัน
จะมีสายสัมพันธ์อีกลักษณะหนึ่งให้สัมผัสรู้สึก
มีความละเอียดอ่อนลึกซึ้งยิ่งกว่าคู่รักประเภทที่กล่าวมาข้างต้นมาก
คือนอกจากกระแสความเยือกเย็นที่สื่อเป็นสายสัมพันธ์เหนียวแน่นแล้ว
ยังมีความอบอุ่นมั่นคงอีกชนิดหนึ่ง ให้ความรู้สึกโปร่งเบา ปลอดภัย
และมีความแน่นอนกว่ากันมาก
อยู่ร่วมกันนานๆแล้วเมื่อกระแสจิตจูนตรงกัน
ทั้งในระดับของการมีใจเปิดเป็นทาน
ช่างให้ทั้งทรัพยทาน อภัยทาน วิทยทาน ธรรมทาน
ทั้งในระดับของการมีใจสะอาดเป็นศีล
บริสุทธิ์สว่าง ห่างจากการคลุกกิเลสหยาบหนา
ทั้งในระดับของการมีใจตั้งมั่นเป็นสมาธิ
มีความมั่นคงแน่วแน่ในภายใน เป็นที่พึ่งให้แก่กันและกัน รวมทั้งตัวเองได้
ทั้งในระดับของการมีใจปล่อยวางอย่างเป็นพุทธิปัญญา
ไม่ยึดมั่นถือมั่นแม้ในกันและกันรุนแรง
แบบนี้นะครับ ไปไหนก็เป็นความชุ่มฉ่ำ สุกสว่างให้กับทุกที่ ทุกคนที่ใกล้ชิด

พูดแล้วเหมือนนิยาย ;-) แต่ก็คือความจริง
มีจริง เป็นไปได้จริง ขอให้มีพื้นฐานธรรมะอยู่ในใจของทั้งฝ่ายชายฝ่ายหญิง
เมื่อมาพบกัน รู้จักกัน ก็เกิดเรื่องจริงที่เหมือนอิงนิยายได้ทั้งนั้น
เผลอๆนักประพันธ์จะคาดไม่ถึง จินตนาการไปไม่เจอด้วยซ้ำ
เนื่องจากนักประพันธ์ส่วนใหญ่ขาดความเข้าใจที่แท้จริง
ว่าคู่อุดมคติตามแนวพุทธแท้ๆนั้น มีองค์ประกอบ มีปัจจัยอุดหนุนมาอย่างไร

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 21 ส.ค. 2543 / 01:53:19 น. ]
     [ IP Address : 203.155.33.180 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (จิตฐิ)

คุณอังศุมาลินคะ..

1. ถ้าคุณเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดจริงๆแล้ว...
2. ถ้าคุณเคยได้ยินที่ว่า..ถ้าเอาเข็มเล่มหนึ่งแทงลงไปบนดินตรงไหนก็ได้ เราจะเจอกับขี้เถ้าของเราทุกที่ (ข้อความแน่นอนตรงนี้คุณๆในลานธรรมจะมีความชำนาญกว่า คงจะช่วยจิตฐิได้นะคะ)

ถ้าคุณอังฯ เอาสองข้อข้างบนมาลองคิดดู  คุณจะเห็นว่าเรื่องเนื้อคู่นั้นไม่ใช่เรื่องที่จะต้องไปยึดหรือไปเอาจริงจังอะไรมากนัก  เพราะเราเองเกิดมาแล้ว เป็นหลายร้อยหลายแสนอสงไขกัลปนับไม่ถ้วน  จิตที่เราเคยรัก หรือ ที่เคยเป็นคู่ครองของเรา ก็จะมีมากมายมหาศาลนับไม่ถ้วน  ในชาติๆหนึ่งอาจจะเจอกับจิตที่เราเคยรักมากๆเป็นสิบเป็นร้อยดวง ..

พอดีมีเพื่อนพูดถึงหนังสือ "ธรรมนูญชีวิต" ของท่าน ประยุทธ์ ปยุตฺโต ... หน้า45 ..
4 ข้อ คู่ครองที่ดี-ที่จะเป็นคู่ชีวิตร่วมกันได้
1.ปัญญา เสมอ
2. ศีล เสมอ
3. ศรัทธา เสมอ
4. จาคะ เสมอ (การให้ )
รายละเอียดลองไปหาอ่านดูนะคะ แล้วยัง หน้าที่ของสามีและภรรยา  ถ้าผู้ชายไม่สามารถทำตามหน้าที่ตรงที่ท่านกล่าวมาได้ อยู่ไปก็ทุกข์ค่ะ เพราะเขาควร..
1. ยกย่องภรรยา
2. ไม่นอกใจกัน (อันนี้สำคัญกับคนทุกๆคนมากไม่ว่าหญิง-ชาย )
3. ให้ความเป็นใหญ่
4.  ซื้อของเครื่องประดับให้แต่ง
5. (จำไม่ได้แน่ค่ะ ใครทราบช่วยบอกต่อทีค่ะ)

ดิฉันแต่งงานมากว่า 20 ปีแล้ว เห็นจริงดั่งที่ท่านว่า และ เห็นด้วยกับคุณดังตฤณ  (คู่ที่จรรโลงใจกันด้วยบุญ เลี้ยงใจกันด้วยบุญไม่ขาดสายเท่านั้น ที่ไม่เบื่อ ไม่แห้งแล้งต่อกันเสียก่อนตาย) แต่จะไม่อธิบายแทน รอให้คุณดังตฤณมาอธิบายให้คุณอังฯฟังเองดีกว่าค่ะ 

ขอให้คุณอังฯโชคดี  ได้พบคู่สร้างคู่สม  เพื่อร่วมและช่วยกันสร้างบุญสะสมบารมีและเกื้อกูลกันในทางที่เป็นกุศลต่อไปตลอดกาลเทอญ..

 จากคุณ : จิตฐิ [ 21 ส.ค. 2543 / 05:04:09 น. ]
     [ IP Address : 24.15.144.25 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (จิตฐิ)

อ้าว..คุณดังตฤณ  เข้ามาตอบก่อนเสียอีก  พอดีมีธุระ เลยเขียนตอบไม่เสร็จไม่ได้ส่งสักที  พอส่งเข้ามา..กลับเจอคำตอบของคุณดังตฤณตอบมาก่อนแล้ว   ละเอียดดีค่ะ  ขอขอบคุณเช่นกัน

 จากคุณ : จิตฐิ [ 21 ส.ค. 2543 / 07:24:46 น. ]
     [ IP Address : 24.15.144.25 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (ดังตฤณ)

แต่ท่าทางคุณจิตฐิจะไม่ค่อยชอบเครื่องประดับมั้งครับ :-)
เอ๊ะ... หรือว่าชอบ?

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 21 ส.ค. 2543 / 08:32:26 น. ]
     [ IP Address : 203.155.33.180 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (จิตฐิ)

ตอบคุณดังตฤณ...
เครื่องประดับนั้น..ใครให้ก็รับค่ะ ไม่เคยกล้าหยิ่งสักที  แต่จะเลือกใส่ตามกาลเทสะเท่านั้น  เพราะมันเกะกะมาก  หาประโยชน์ใดๆก็ไม่มี  แถมอาจจะนำทุกข์มาให้อีกต่างหาก  เอ..อย่างนี้เรียกว่า ชอบ หรือ ไม่ชอบ แฮะ..

เงิน..ใครให้ก็รับอีกหล่ะค่ะ  ยังคงต้องดูแลธาตุ 4 ให้เป็นไปตามอัตภาพค่ะ ยังต้องหาประโยชน์กับไอ้เจ้าก้อนธาตุนี้อีกสักพักหนึ่ง จนกว่าจะเสื่อมหมดสภาพไป

 จากคุณ : จิตฐิ [ 21 ส.ค. 2543 / 10:04:13 น. ]
     [ IP Address : 24.15.144.25 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (หนู)

หนูเป็นพวกไม่ชอบเครื่องประดับทุกชนิด
โดยเฉพาะของที่ใส่โชว์เพื่อสวยงามอย่างเดียว แต่ไม่มีประโยชน์อย่างอื่น
ขนาดแค่นาฬิกาเอาไว้ดูเวลาได้ หนูยังไม่ใส่เลย เพราะรู้สึกเกะกะข้อมือ
(อาการหนัก อิอิ)

หนูอ่านข้อควรปฏิบัติที่สามีควรทำแก่ภรรยา ทำให้รู้สึกเป็นงงว่า
ทำไมการให้เครื่องประดับ จึงเป็นสิ่งสำคัญเสียจนต้อง list ไว้ในรายการหน้าที่สามีด้วย
หรือว่าคำว่า เครื่องประดับ ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่ของแต่งตัวเท่านั้น
แต่รวมไปถึงข้าวของเครื่องใช้อย่างอื่นที่ภรรยาอยากได้ด้วยหรือเปล่าคะ

 จากคุณ : หนู [ 21 ส.ค. 2543 / 11:54:57 น. ]
     [ IP Address : 144.9.158.90 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (ดังตฤณ)

เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสถึงสิ่งที่ทำให้ชายหญิงผูกพันกัน
หรือกระทั่งหน้าที่ฝ่ายสามีที่พึงปฏิบัติต่อภรรยา
เครื่องประดับก็เป็นหนึ่งในรายการที่ค่อนข้างยาวนั้นครับ
ก่อนๆผมเองไม่ค่อยเข้าถึงค่าของเครื่องประดับนัก
เวลามองจะมองผาด ผ่านๆเผินๆ
ต่อมาเมื่อสมัยที่ลองหัดสมาธิแบบเพ่งแก้วคริสตัล
จึงเข้าใจผลกระทบของอัญมณีชนิดต่างๆที่มีต่อจิตใจมนุษย์
อัญมณีมีส่วนทำให้เกิดสมาธิ หรือคลื่นจิตดีๆได้จริง
แต่เป็นดีแบบหลง สงบสุขแบบหลง
หลงใหลจะเป็นจะตายทีเดียวล่ะ

ในแง่ของการเสริมความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยา
การซื้อให้ตามโอกาส ก็มีผลดีที่ไม่น่าตำหนินัก
นี่พูดในแง่ชาวพุทธส่วนใหญ่ที่จิตจูนมาถึงทานและศีลนะครับ
หากในแง่ของคนที่จูนมาถึงการภาวนาแล้ว
มีหรือไม่มีอาจไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญนัก
ถึงได้ลองถามคุณจิตฐิดู :-)
ซึ่งก็ได้คำตอบเหมือนๆกับที่เคยได้มานั่นแหละ
ถึงปฏิบัติธรรมแล้ว แต่ธรรมเนียมการอยู่กินกับสามี
ก็ยังต้องแบ่งให้เรื่องของค่าทางใจ ผ่านค่าของวัตถุที่งดงามเร้าใจ หรือประทับใจอย่างไรๆก็แล้วแต่

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 21 ส.ค. 2543 / 12:02:07 น. ]
     [ IP Address : 203.148.176.165, 203.148.244.199 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (โกโบริ)

ยังรอผมอยู่เปล่า  ฮิเดโกะ
^O^

 จากคุณ : โกโบริ [ 21 ส.ค. 2543 / 12:05:16 น. ]
     [ IP Address : 4.4.31.102 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (หนู)

อย่างนี้ เราเอาพวกเพชรพลอยอัญมณีต่างๆ มานั่งเพ่งกสินเพื่อทำสมาธิก็ได้น่ะสิคะ

 จากคุณ : หนู [ 21 ส.ค. 2543 / 12:27:56 น. ]
     [ IP Address : 144.9.158.89 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (หนู)

อย่างนี้ เราเอาพวกเพชรพลอยอัญมณีต่างๆ มานั่งเพ่งกสินเพื่อทำสมาธิก็ได้น่ะสิคะ

 จากคุณ : หนู [ 21 ส.ค. 2543 / 12:28:03 น. ]
     [ IP Address : 144.9.158.89 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (Positive)

เอ แล้วพวกที่เขาเป็นเกย์เขาไปทำอะไรไว้เหรอครับ เขาถึงต้องมีความรักในเพศเดียวกัน

 จากคุณ : Positive [ 21 ส.ค. 2543 / 16:56:22 น. ]
     [ IP Address : 203.149.35.185 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (ดังตฤณ)

ไม่ดีแน่ครับหนู สำหรับการภาวนา
อารมณ์สมาธิที่มีแนวโน้มจะทำให้จิตพุ่งเข้าไปจับยึดเหนียวแน่นรุนแรงนั้นเป็นโทษ
โอกาสที่จะเปลี่ยนใจมาพิจารณาเห็นอารมณ์เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตานั้น ต่ำมาก
ยิ่งถ้าจิตหน่วงอารมณ์ไว้ได้เป็นนิมิตย่อขยายดังใจ
ก็อาจเห็นสวรรค์วิมานหลอกตาได้สารพัด
(พวกเล่นอัญมณีมากๆจะสัมผัสอะไรแปลกๆมากมาย ชวนหลงติดไปทั้งนั้น)

แต่เห็นว่าบางกรณีมีการทดลองใช้อัญมณีรักษาโรคจิตบางชนิดได้ผล
อันนี้เป็นอย่างไรก็ไม่เคยทดลองหรือเห็นผลการทดลองด้วยตัวเอง
อารมณ์ภาวนาที่ไม่เป็นโทษนั้น ไม่มีอะไรเกินลมหายใจแล้วครับ ประเสริฐสุดแล้ว
ไม่ต้องลงทุนด้วยราคาแพงๆด้วย

คุณ Positive
เห็นว่าเพราะทำผิดข้อกาเมไว้มากๆนะครับ
จิตใจเลยแปรปรวนไปจากธรรมชาติ
บ้างก็ว่าเพราะหมกมุ่นในอิสตรีมากไป
ความที่ใจจ่อเข้ากับความเป็นเพศหญิงหนักเกิน
เลยโน้มจิตให้เข้าสู่วิสัยสตรี

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 21 ส.ค. 2543 / 17:56:30 น. ]
     [ IP Address : 203.148.176.169, 203.148.244.199 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (ขอบอก)

อืม...ผมเจอแล้วคับ แต่ไม่รู้ว่าจะมีปัญญาเลี้ยง
ช่วยกันทำมาหากินหรือเปล่า เขาดียังกะแม่แนะ แถมไปนั่งสมาธิด้วยกันทุกวัน
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ยังรู้อยู่เต็มอก แต่ความผูกพันก็มากหลาย

 จากคุณ : ขอบอก [ 22 ส.ค. 2543 / 01:26:31 น. ]
     [ IP Address : 202.44.10.194 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (อังศุมาลิน)

ขอบคุณค่ะ ได้อะไรไว้คิดเยอะเลย

 จากคุณ : อังศุมาลิน [ 22 ส.ค. 2543 / 01:35:19 น. ]
     [ IP Address : 168.120.63.10 ]


 ความคิดเห็นที่ 18 : (flower22)

สาธุ : )  ตามมาเก็บกระทู้ของพี่ศรันย์ค่ะ  อ่านแล้วเย็นใจดีค่ะ ...อิอิ

 จากคุณ : flower22 [ 22 ส.ค. 2543 / 14:01:34 น. ]
     [ IP Address : 203.151.73.204 ]


 ความคิดเห็นที่ 19 : (เจ๋ง(icq เดี้ยงแย้ว))

อืมส์...กลัวว่าความคิดเห็นจะไม่สำรวมนะคะ เลยต้องตั้งสติก่อน  จากที่อ่าน ๆ มานิยามได้คำเดียวเลยว่า "ออกมาทางศาสนา"  ก็ดีนะคะที่ต่างมีความเชื่อกันน่ะ  แต่แหม! เรื่องรู้ไหมว่าใช่หรือเปล่าเนี่ย? มันพูดยาก  ไม่มีใครรู้หรอกค่ะ  ต่อให้มีสัมผัสที่หกเจ็ดแปดก็เหอะ  ขอเพียงแค่ว่า...รักกันเข้าใจกันและคิดว่าไปกันรอด  พร้อมที่จะสร้างครอบครัว   ก็ถือว่านั่นเป็นเนื้อคู่แล้ว  ถึงจะมีหลายลักษณะก็เหอะ  ส่วนหน้าที่ของสามีและภรรยาที่พึงปฏิบัติต่อกัน  มันไม่ได้มีกำหนดไว้หรอกค่ะ  ว่าต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ให้กัน  แต่...ค่ะ ...งานนี้มีข้อแม้น่ะ...สามีก็ต้องดูแลครอบครัวถูกไหมคะ? ภรรยาก็ต้องเป็นกำลังใจและศูนย์รวมความรักและความผูกพันของครอบครัว  ....แล้วเครื่องประดับน่ะเป็นองค์ประกอบ  ไม่ใช่หน้าที่ของใคร  เพียงแต่วาโอกาสที่สามีจะเป็นฝ่ายให้ภรรยา หรือผู้ชายจะให้ผู้หญิงมีมากกว่า...ก็ให้เค้าไปเถอะค่ะ ถ้าทำแล้วมีความสุข  หรืออีกฝ่ายมีความสุข  ไม่ว่าจะให้หรือไม่ ต่างฝ่ายก็ไม่ได้รักกันมากขึ้นสักหน่อย  เค้าเรียกว่าเป็นความซึ้งใจ...อ่ะ อีกกรณีนึงคือ  พวกที่ชอบไม้ป่าเดียวกัน หรือเรียกว่ากระเทย หรือเรียกว่าเกย์ หรือศัพท์อื่นๆ ก็แล้วแต่  อย่าไปยุ่งกับเค้าเลยค่ะ  รักแบบไหนก็รักเหมือนกันนั่นแหล่ะ เพียงแต่เค้าต่างไปจากคนทั่วไป   คล้าย ๆ เวลาที่เรามองคนใส่แว่นน่ะค่ะ  ไม่คิดบ้างหรอคะว่า...คนที่ไม่ใส่แว่นซึ่งมีมากกว่าก็เป็นของแปลกในสายตาของอีกฝ่ายที่เป็นส่วนน้อยหรือที่ใส่แว่นอยู่...อ่ะ  เปรียบง่ายไปหรือเปล่าก็ไม่ทราบ....คงต้องพแค่นี้แหล่ะค่ะ   เดี๋ยวจะเต็มหน้าซะเปล่า ๆ  ขอฝากไว้นะคะ  ว่าไม่ต้องมาตอบโต้ข้อความอะไรของเค้าหรอก...เพราะเค้าจะไม่เข้ามาดูอีกแล้ว....^__^ รักกันไว้นะคะ  ถ้าเมื่อใดที่เรารู้สึกว่าเรารักเค้ามากเกินไป  ให้อะไรเค้ามากเกินไป  นั่นแสดงว่า...เรารักเค้าน้อยลงและให้เค้าน้อยลงต่างหากล่ะ....
สวัสดีค่ะ

 จากคุณ : เจ๋ง(icq เดี้ยงแย้ว) [ 23 ส.ค. 2543 / 18:53:25 น. ]
     [ IP Address : 203.146.170.7 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!