กรรม วิบากกรรม ตัดได้ไหม มีผลต่อชีวิต สมถและวิปัสนาอย่างไร
 เนื้อความ :

  ก่อนอื่นขอเกริ่นเรื่องความสงสัยก่อนของคนดังนี้
๑.ทำไมคนเราต้องมาเกิด
๒.การเกิดของเราใครลิขิตแน่
๓.กรรมที่เราทำในอดีตชาติ หลายๆชาติ ชดใช้อย่างไร ในชาติลำดับถัดไป
๔.กรรมชั่ว และกรรมดี มีผลอย่างไร ต่อการดำรงชีวิต
๕.กรรมชั่วและกรรมดี มีผลอย่างไร ต่อการปฏิบัติธรรม
๖.หากชดใช้กรรมหมดแล้ว แต่มีกิเลส อยู่ จะไปอยู่ที่ไหน
๗. เมืองนิพพานมีจริงหรือเปล่า
๘.แดนสุขาวดีมีจริงไหม
๙.หากกระทำผิดกับอริยะบุคคล ตั้งแต่โสดา โดยไม่รู้ตัว จะมีผลอย่างไร
๑๐.การนั่งกรรมฐานตัดกรรมได้อย่างไร ในเมื่อ พระไตรปิฎก ไม่ได้บอกไว้
๑๑.พระอรหันต์ หนีกรรมชั่วที่เคยทำสมัยอดีตชาติได้หรือไม่
๑๒.ที่ว่า รูป นาม พิจารณา อย่างไร อะไร เกิด อะไร ดับ
๑๓.ปฏิบัติธรรม เริ่มแรกควรทำอย่างไร
     ฯลฯ
        เป็นปัญหาที่คิด ว่าเกิดกับผู้ที่ใจเริ่มวก เข้ามาเป็นพุทธศาสนิกชน หลายๆท่านแน่นอน
       แต่สิ่งที่ควรรู้ก็คือ ไม่ควรสืบเสาะหาคำตอบใดๆเลย
เพียงแต่ ดูที่ตัวเอง สมบัติในกายที่พอรู้พอเห็นได้ก็ดูไป ตั้งแต่หัวจรดเท้า เท้าจรดหัว เมื่อยก็ยืน ยืนเมื่อยก็เดิน ดูความเคลื่อนไหวตลอดเวลา นั่นแหล่ะ สุดท้าย อะไรที่อยากรู้ ก็จะรู้
หากตั้งคำถาม บ่อยๆ อะไรที่อยากรู้ก็จะไม่รู้ มันจะเป็นคำถามเรื่อยไป
     มีเต่ากับปลาเป็นเพื่อนกัน เต่ามีขา ก็ทั้งว่ายทั้งตะกาย จนเห็นฝั่ง ก็ขึ้นไปสำรวจดู จนเห็นความมหัศจรรย์ของแผ่นดิน
เมื่อเอาความไปบอกแก่ปลา ปลาก็ไม่เชื่อเพื่อน แม้เต่าจะอธิบายอย่างไรก็ตาม
      เรื่องนี้มีทางเดียว คือปลาตายแล้วไปอยู่บก แต่ก็นั่นแหล่ะ ตายเกิดใหม่ ปลาก็โดนลบความทรงจำหมดแล้ว เปล่าประโยชน์ปล่าวๆ
       หรือให้ปลาตระเกียกตระกาย มาฝั่ง อาจบาดเจ็บจนตายก็ได้
      นั่นเพราะความอยากรู้ ที่ๆ ไม่ควรรู้
      ดังนั้น หากผู้ใดที่มีประสบการณ์ ช่วยกันตอบหรือแถลงไข ก็ได้น่ะครับ ผมก็ปลาตัวหนึ่งเหมือนกัน
        

 จากคุณ : เอก [ 31 พ.ค. 2543 / 18:06:47 น. ]
     [ IP Address : 203.157.0.183 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (คุณแม่น้องนุ่น)

ถ้าคุณเอกหมายถึงการตัดกรรมหรือตัดวิบากละก็ไม่มีความเห็นหรอกนะคะ ขอฟังจากผู้อื่นดีกว่า

แต่สิ่งที่จะเขียนนี้เป็นเรื่องของการรับกรรมที่เราก่อ
เราทุกคนที่ได้เกิดมาเป็นคนหรือมนุษย์นี้ถือว่าประเสริฐมากแล้ว มีโอกาสแก้ตัวใหม่ มีโอกาสเลือกทางเดินใหม่ได้ทุกเมื่อ บางคนจมอยู่กับอดีต ฝังใจกับเรื่องที่ผ่านมา ไม่ยอมเริ่มต้นใหม่ น่าสงสารนะคะ หลายคนเชื่ออย่างสนิทใจว่าเปลี่ยนอนาคตไม่ได้ เราถูกกำหนดให้แล้ว บางคนก็ไม่เชื่ออะไรเลย เชื่อตัวเอง มองว่าตัวเองกำหนดตัวเอง ไม่เบียดเบียนใครก็พอ ไม่สร้างศัตรู ไม่เชื่อสวรรค์นรก หรือชาติภพ ฯลฯ

เขาเหล่านั้นล้วนมีเอกลักษณ์ที่เป็นตัวเขา แล้วเราล่ะ เราเข้าใจตัวเราและผู้อื่นดีพอหรือยัง เราอยู่ในโลกนี้กับความทุกข์ที่เราเผชิญอยู่ได้หรือเปล่า เราสร้างภาระให้ครอบครัว และโลกหรือสังคมนี้แค่ไหน ขณะเดียวกันเราช่วยโอบอุ้มภาระที่คนอื่นทำทิ้งไว้บ้างหรือเปล่า

เคยเข้าใจว่ากรรมใครก็กรรมคนนั้น เราไปยุ่งกับเขาทำไม เป็นการใช้อุเบกขาวางเฉยอย่างมากเกินไป ขาดเมตตา กลายเป็นคนใจร้ายใจจืด บางขณะก็ยุ่งกับเขาไปหมด อยากช่วยอยากทำให้เขามีความสุข คิดว่าเขาขาด เหมือนที่เรากำลังขาด นั่นคือเราไม่มีอุเบกขาเสียเลย กลายเป็นคนจุ้นจ้านไป

ตั้งแต่ป่วย และคนรอบข้างป่วยด้วยโรคร้าย ทำให้เราได้ข้อคิดเกี่ยวกับกรรมอย่างหนึ่งคือ เจ้ากรรมนายเวรมีจริง เราหลีกหรือหลบกรรมไม่พ้น การเข้าห้องผ่าตัด สบายไม่เจ็บไม่ปวด ดูแล้วเหมือนหมอมาตัดกรรมให้เรา เราจ่ายเงิน คล้ายๆการแก้กรรม หรือเราให้ประกันภัยจ่าย โดยเราชำระเงินเบี้ยประกัน แต่หารู้ไม่ว่าคนที่ผ่าตัดทุกรายจะมีปัญหาตามมาในระยะสั้นและระยะยาว แล้วแต่ว่ากรรมที่ทำไว้นั้นหนักหนาสาหัสแค่ไหน อย่างตัวเองหลังผ่าตัดถุงน้ำดี ก็มาเจอปัญหาปวดหลัง และเรื่องหัวใจไม่อยากเต้น คือเต้นไม่ปกติ จนไม่ขอมีชีวิตอยู่เพราะทรมานมาก ไม่สามารถแม้ทำกิจกรรมเบาๆได้ เช่นเดิน มันเหนื่อย ปวด และแสนที่จะทรมาน  หากท้อแท้เราก็จะพบกับความทุกข์ที่หนักขึ้น แต่เราโชคดีที่ได้รู้จักพระกรรมฐาน แนะนำให้ใช้กรรมฐานแก้กรรม ฝึกเองอย่างงูๆ ปลาๆรวมทั้งไปเรียนสมาธิมาบ้าง มาฝึกเป็นเรื่องเป็นราวได้ไม่กี่อาทิตย์นี่เอง จึงยังใหม่มากในวงการนี้ แต่เราก็พร้อมที่รับมือกับกรรมต่างๆที่จะต้องเผชิญ (เจอคนที่เขามีความรู้ทางดูหมอ ล้วนแปลกใจที่เราดูจากภายนอกเหมือนคนแข็งแรงดี แต่เขาทุกคนทักเหมือนกันหมดว่าทั้งร่างของเรานี้ มีแต่โรคภัยไข้เจ็บ ให้เร่งทำความเพียร ปีนี้กรรมกำลังตามใกล้ทันแล้วด้วย
....หมอดูที่ว่านี้คือคนที่ดูจากลัคนาราศรีเกิด และหมอดูทางใน)

อยากจะบอกว่ากรรมมีแน่นอนทั้งดีและไม่ดี ตัวเราเป็นผู้เลือกที่จะแก้ อย่ารอให้สุขภาพทรุดโทรม (ที่เขาเรียกว่ากรรมตามทัน) เราต้องแก้ไขตัวเองก่อน การแก้กรรมที่เข้าใจคือการทำจิตให้บริสุทธิ์ คิดดี ทำดี และปรารถนาดีอย่างจริงใจ มองโลกในแง่ดี พร้อมที่จะให้อภัยต่อทุกคนที่ปรารถนาร้ายกับเรา คนที่เป็นศรัตรูเขาก็จะเป็นมิตร คนที่ไม่เคยได้รู้จักเราก็จะได้พบและรู้จักซึ่งล้วนเป็นคนดีทั้งนั้น  มองเขาที่เขาเป็น เข้าใจเขา มองแต่จุดดี ไม่ทำร้ายใครแม้แต่ทางความคิด เท่านี้เราก็ทำตัวเราให้บริสุทธิ ได้เข้าใกล้พระพุทธองค์

ฝากทุกท่านไว้พิจารณา และขอฟังความเห็นในแนวอื่นๆของท่านอื่นบ้าง (สำนวนการเขียนของตัวเองอาจไม่ค่อยรื่นหูนัก กำลังพยายามฝึกอยู่ )

 จากคุณ : คุณแม่น้องนุ่น [ 1 มิ.ย. 2543 / 07:52:53 น. ]
     [ IP Address : 203.145.15.140 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (อทุค)

      ผมขอตอบปัญหาเท่าที่ผมมีความรู้มาทางพระพุทธศาสนานะครับ  คุณเอกก็เป็นเช่นเดียวกับผมตอนเพิ่มเริ่มศึกษาพระพุทธศาสนาใหม่ ๆ หวังว่าคำตอบนี้จะช่วยให้คลายความสงสัยลงบ้าง แต่ถ้าให้ดีควรจะศึกษาพระอภิธรรมปิกฏเองนะครับจะได้เข้าใจลึกซึ้ง

     - ข้อ 1 ทำไมเราต้องมาเกิด  คำถามนี้มักมีคนสงสัย  บ่อย   เหตุที่ต้องทำให้เกิดก็เพราะยังมีอวิชชาอยู่ อวิชชาตัวนี้จะเป็นปัจจัยทำให้เกิด สังขาร  สังขารก็จะเป็นปัจจัยทำให้เกิด วิญญาณ วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป นามรูปเป็นปัจจัยให้เกิดอายตนะ เมื่อมีอายตนะก็มี ผัสสะเกิดขึ้น เมื่อผัสสะเกิดเวทนาก็ย่อมเกิดขึ้น จากความรู้สึกยินดีไม่ยินดีในเวทนานี้ เป็นเหตุให้ตัณหาเกิด อุปทานก็ตามมา แล้วภพและชาติก็จะต้องมี และแล้ว ความแก่ ความตาย ก็ต้องเกิดขึ้น เพื่อที่จะต้องเกิดต่อไปในเมื่อ อวิชชายังมีอยู่ แล้วก็วนเวียนอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ 

     - ข้อ 2 การเกิดของเราไม่มีใครลิขิต แต่จะมีเหตุปัจจัยตามข้อ 1 ลิขิต

   - ข้อ 3 กรรมที่ได้ทำไว้ในอดีตชาติจะต้องชดใช้แน่นอนไม่ว่าจะเป็นกรรมที่ดี หรือชั่ว จะชดใช้อย่างไรขึ้นอยู่กับกรรมนั้น ถ้าเป็นกรรมชั่วก็ต้องไปใช้ในอบายภูมิจนหมดหรือเหลืออยู่เบาบางก็จะได้ไปเกิดใหม่ ถ้าเป็นกรรมดีจะต้องไปใช้ในสุคติภูมิจนหมดบุญจึงเกิดใหม่

     - ข้อ 4 ยกตัวอย่างให้เห็นชัด ๆ บุคคลที่ทำกรรมดีมาในชาติก่อน ๆ  เมื่อมาเกิดในชาตินี้จะเป็นคนในสกุลที่ดี ที่ทำอะไรก็ประสบความสำเร็จไปหมด แต่อย่าได้หลงระเริงเป็นอันขาด เพราะเขาย่อมมีโอกาสทำกรรมชั่วได้เช่นกัน  สำหรับบุคคลที่เกิดมาแล้วกรรมชั่วส่งผลในชาตินี้ เขาคนนั้นทำอะไรก็เจ๋ง ขาดทุนไปหมด อย่างเช่นเขาเปิดร้านขายอาหาร ร้านของเขาก็จะขายไม่ดี แต่อีกร้านหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้ ๆ จะขายดีถึงแม้ว่าอาหารของทั้ง 2 ร้านนั้นจะมีรสชาติเหมือนกันก็ตาม นี่เป็นผลของกรรมไม่ดีที่ได้ทำไว้

     - ข้อ 5 บุคคลผู้ได้ทำกรรมดีไว้ย่อมมีโอกาสปฎิบัติธรรมได้มากกว่าบุคคลที่ได้ทำกรรมชั่วมา  เช่น คนที่ได้ทำกรรมดีมาถ้าได้เกิดเป็นมนุษย์อีกจะเกิดในที่ไม่ลำบาก มีกินมีใช้ ด้วยเหตุที่เขาไม่ลำบาก ดังนั้นจึงมีโอกาสทำบุญทำทานปฎิบัติธรรมได้ดี  ส่วนคนที่ทำกรรมชั่วไว้ถ้าได้เกิดเป็นมนุษย์อีก ชีวิตเขาก็ต้องประสบกับความทุกข์ยากลำบาก ไม่มีกินมีใช้ ต้องทำงานแลกเงินมาเลี้ยงชีพไปวัน ๆ ดังนั้นจึงไม่มีเวลาใดเลยที่คิดจะปฎิบัติธรรม

     - ข้อ 6 ข้อนี้อย่าเข้าใจผิดว่าจะใช้กรรมได้หมดนะครับ เพราะกรรมที่ทำไว้จะไม่มีหมด แต่จะเหลือกรรมแบบใดมากหรือน้อย กรรมดีหรือชั่ว ยกตัวอย่างเช่น สัตว์นรกที่ใช้กรรมชั่วจนหมดหรือเบาบางลง ก็จะได้เกิดในภพภูมิที่ดีขึ้น และมีโอกาสทำทั้งกรรมดีและกรรมชั่วต่อไปได้อีก และต้องไปเกิดใหม่อีกตามกรรมที่ได้ทำไว้เป็นอย่างนี้เรื่อย ๆ จนกว่าจะหมดกิเลสบรรลุเป็นพระอรหันต์

     - ข้อ 7 เมืองนิพพานไม่มี  ให้เข้าใจว่านิพพานเป็นอนัตตา

    - ข้อ 8 ข้อนี้ผมไม่มีความรู้ครับ

     - ข้อ 9 หากกระทำผิดกับพระอริยะบุคคล ก็ต้องรับกรรมชั่วครับและเป็นกรรมชั่วที่หนักกว่าการกระทำกับปุถุชนด้วยและถ้ากระทำโดยไม่เจตนาจะมีกำลังน้อยกว่ากระทำโดยประกอบด้วยเจตนา เหมือนกับการทำบุญนั่นแหละครับ ถ้าทำบุญโดยประกอบด้วยเจตนาย่อมให้ผลบุญสูงกว่าทำโดยไม่ได้ตั้งใจทำ

     - ข้อ 10 การนั่งกรรมฐานไม่ว่าสมถะหรือวิปัสนาไม่สามารถตัดกรรมได้เลยครับ ยกเว้นผู้นั้นปฎิบัติวิปัสนากรรมฐานจนสำเร็จเป็นพระอรหันต์ กรรมทั้งหลายที่ได้ทำไว้จะตามไม่ทันหรือตามทันก็ต้องรับ เหมือนอย่างพระองค์คุลีมารซึ่งได้บรรลุเป็นพระอรหันต์กรรมชั่วที่ทำไว้ก็ตามไม่ทัน

     - ข้อ 11 ไม่มีผู้ใดหนีกรรมที่ได้ทำไว้ในอดีตได้ แม้แต่พระอรหันต์ อย่างเช่นพระโมกลานะเถระ ถึงบรรลุเป็นพระอรหันต์แล้วก็ตามแต่ยังต้องโดยพวกจรทุบตีจนนิพพาน เป็นเพราะกรรมชั่วที่ท่านได้ทำไว้ในอดีตชาติมาให้ผล

     - ข้อ 12 ผมขออธิบายง่าย ๆ อย่างนี้นะครับ ตัวอย่างเช่น เวลาเรามองเห็นโต๊ะตัวหนึ่ง โต๊ะตัวนั้นเป็นรูป ส่วนนามคือสิ่งที่รู้การเห็นโต๊ะตัวนั้น และทั้งรูปและนามนั้นเมื่อเกิดแล้วก็ย่อมต้องดับไป ผมขออธิบายเคร่า ๆ อย่างนี้นะครับ แนะนำให้คุณเอกควรมีความเข้าใจหลักการก่อนจะดีกว่านะครับ

     - ข้อ 13 ก่อนลงมีปฎิบัติธรรม ควรมีพื้นฐานความเข้าใจในเรื่องพระอภิธรรมปิกฎก่อนอย่างน้อยก่อนเรื่องรูปกับนามและหลักวิธีปฎิบัติก่อน ซึ่งอาจได้มาจากการฟัง หรือศึกษาเอง จากท่านผู้รู้

 จากคุณ : อทุค [ 1 มิ.ย. 2543 / 12:09:31 น. ]
     [ IP Address : 203.107.202.228 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (amigon@chaiyo.com)

1.ทำไมคนเราต้องเกิดมานั้นไม่ค่อยแน่ใจนะคะ ที่ศึกษามาก็คือแต่ก่อนนั้นทุกคนคือพุทธบุตร เราเกิดมาเพื่อสร้างสรรค์โลก ให้เป็นสุขาวิดีบนพื้นพิภพ แต่เมื่อเกิดมาเรากับยึดติดในโลกโลกีย์นี้ทำให้หาทางกลับบ้านเดิมไม่เจอคะ  แต่ก่อนนั้นยังไม่มีนรก มีแต่สวรรค์ แต่เนื่องด้วยเราลงมาแล้วเราทำผิด จึงทำให้พระแม่องค์ธรรมให้ส้างขุมนรกมา ให้ทำโทษพุทธบุตรที่ทำผิด
2. คนที่ให้กำเนิดจิตญาณของเรานั้นก็คือ จะเรียกไม่เหมือนกัน อย่างพุทธเรียก องค์ธรรมชาติ คริสต์เรียก พระเจ้า อิสลามเรียก พระอัลเลาะ เต๋าเรียก เหลาหมู่ ฯลฯ แต่ความหมายคือคนคนเดียวกัน แต่เรียกต่างกัน ตามชาติตามภาษาตัวเอง ยกตัวอย่างคำว่า กิน ไทยเรียก อย่างหนึ่ง ลาวเรียกอีกอย่าง จีนเรียกอีกอย่าง อังกฤษ เรียกอีกอย่าง แต่ความหมายก็คือกินเป็นต้นคะ
3.ชดให้ได้โดย คิดดีพูดดีกระทำดี ทรัพย์เป็นทาน แรงกายเป็นทาน วิทยาธรรมเป็นทาน ถือศีลกินเจ  เพราะเราไม่รู้ว่าชาติก่อนหรือชาติไหนเราไปทำอะไรไว้กับใคร เพราะเราระลึกชาติไม่ได้อย่างพุทธองค์  เราจึงต้องทำแต่ความดี และเราก็บกว่าความดีที่ทำทั้งหมดอุทิศให้กับเจ้ากรรมนายเวรคะ กรรมเวรนั้นก็จะค่อยหมดไป (ถ้าเราไม่เราไม่สร้างเพิ่ม)
4.กรรมชั่วและกรรมดีมีผลอย่างไรต่อการดำรงชีวิต ก็ในอดีตชาติเรานั้นทำแต่ความชั่วมาโดยตลอด จะทำให้ชาตินี้การดำรงชีวิตอยู่อย่างติดๆๆขัดๆ ก็คือตามวิบากกรรมที่เราก่อ ส่วนกรรมดีก็จะทำให้เรานั้นอยู่อย่างสุขสบาย ไม่มีโลกภัยไข้เจ็บ ทำอะไรไม่มีอุปสรรคสมหวังทุกอย่าง
แต่ในโลกนี้ไม่มีหรอกคะที่ไม่มีคนไหนเลยจะไม่มีนี้กรรม เพระาคนไม่ใช่อรหันต์ หรืออริยะเจ้า จึงไม่มีใครที่ไม่เคยทำกรรมชั่วและ จึงไม่มีใครที่มีชีวิตสมหวังทุกอย่าง เพราะกรรมนั้นมีทั้งเห็นผลในชาตินี้และชาติหน้า ที่เรามีชีวิตอย่างไรทุกวันนี้ก็เพราะกรรม อาจจะมีคสงสัยว่าเพราะอะไรคนที่ทำความชั่วถึงรวยนักรวยหนาทำไมคนทำแต่ความดี ถึงได้จนนัก อันนี้ก็คือว่าเราไม่สามารถระลึกชาติได้ ในอดีตคนที่เขาทำความชั่วทุกวันนี้ เขาอาจจะเคยทำกรรมดีมาก็ได้ใครจะไปรู้ เขาจึงได้เสวยกรรมดีในชาตินี้ แต่รับรองกรรมชั่วต้องสนองเขาแน่ ในชาตินี้แหละคะ และคนที่ชาตินี้ทำแต่ความดี กับไม่ได้ดี ใครจะไปรู้ว่าอดีตชาติ เขาอาจจะทำกรรมชั่วก็ได้คะ
5กรรมชั่วมีผลต่อการบำเพ็ญคือ บางคนอยากจะบำเพ็ญธรรมะปฎิบัติธรรมแตว่าเนื่องจากกรรมที่ทำไว้ในอดีตชาติ ไม่สามารถที่จะให้เราปฎิบัติบำเพ็ญอย่างราบเรียบได้ เช่น ภรรยา ไม่ยอมสามีไม่ยอม พ่อแม่ไม่ยอม ลูกไม่ยอม หรือการงาน ไม่ยอม ให้เราได้บำเพ็ญอย่างราบเรียบ  ทั้งที่อยากจะมาบำเพ็ญจะตาย อาจจะเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมะดา แต่ที่จริงแล้วเจ้ากรรนายเวรเป็นผู้กระทำแต่เรามองไม่เห็น เพราะเขาไม่อยากให้เราบำเพ็ญ เพราะถ้าเราบำเพ็ยแล้วสำเร็จ เขาจะไม่สามารถ ทวงนี้คืนจากเราได้ ดังนั้นจึงขัดขวางททุกวิถีทาง   บางคนที่ทำแต่กรรมดีมา อยากจะบำเพ็ญก็ได้พำเพ็ญ ก็คือทุกคนทางบ้านสนับสนุนหมด ปัญหาการงานเรื่องการงานก็ไม่มี ก็คือราบเรียบ นั้นก็เพราะว่ากรรมดีที่เขาทำมาน้อยกว่ากรรมชั่ว  จึงทำให้บำเพ็ยโดยไม่มีอุปสรรค
6.เป็นไปไม่ได้หรอกคะที่คนที่ยังมีกิเลสอยู่จะชดใช้กรรมได้หมด เป็นไปไม่ได้ 100% ก็อย่างที่บอกเราระลึกชาติไม่ได้ แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าเราชดใช้เขาหมดแล้ว แต่ถึงแม้เราจะรู้ แต่อย่างลืมว่าเราไม่ใช่อริยะเจ้า ที่จะไม่เคยทำผิดเลย ดังนั้นจึงกรรมในอดีตชาติจะใช้หมด แต่กรรมในปัจจุบันก็ยังมีอยู่ ทั้งที่เจตนาและไม่เจตนา แต่ก็เป็นกรรม ไม่น้อยก็มาก
ถ้าเราถือศีล 5 ชาตินี้ไม่บริสุทธิ์ เราก็อย่างพึ่งไปคิดเรื่องที่เราจะไปไหน เพราะถ้าผิดศีลแค่ข้อ 1 ข้อเดียว เรานั้นก็เท่ากับผิดศีลทุกข้อ  ถ้าอยากรู้เพราะอะไรถึงผิด เพราะศีลข้อที่1 ก็คือ ควรละเว้นในการฆ่า ไม่ควรยินดีในการฆ่า ไม่าควรสนันสนุนให้มีการฆ่า   คนที่ยังกินสัตว์อยู่ ก็คือคนที่ถือศีล ห้าไม่ได้ เราอาจจะบอกว่าเราไม่ได้เจตนา เราไม่ได้ฆ่า  แต่ตถาคต กล่าวว่าการฆ่าสัตว์ไม่ว่าทางตรงหรืออ้อมก็ถือว่ามีความผิดบาป  จริงที่เราไม่ได้ฆ่าแต่เราเป็นคนจ้างฆ่า เพราะคงไม่มีใครหรอกนะคะที่ฆ่าสัตว์แล้วมาแจกคนฟรี โดยไม่หวังเงินนั่นก็เท่ากับเราจ้างฆ่า ถ้าเราไม่กินเขาก็ไม่ฆ่าเพราะไม่รู้จะขายให้ใคร ดังนั้นเราก็คือคนที่ฆ่าทางอ้อม ก็ผิดเช่นกันคนฆ่าผิด 1 เท่า คนจ้าง ผิด 2 คนที่รู้ไม่บอกผิด 3  และพระก็ผิดมากว่าคน เป็น3 เท่าเพราะโทษฐานที่รู้แล้วแต่ไม่บอกโยมจึงทำให้เขาเข้าใจผิดๆ  บางคนอาจจะบอกว่าสัตว์มันเกิดมาให้เรากิน งั้นคนคงเกิดมาให้เสือกินซิคะ มันไม่ใช่ย่างนั้นเลย เพราะวิทยาศาสตร์ได้พิสูตรออกมาแล้ว ว่ามนุษย์เป็นสัตว์ประเภทกินพืช ไม่ใช่กินพวกเนื้อ อยากทราบรายละเอียกมากกว่านี้ ที่เมลล์ amigon@chaiyo.com ได้นะคะ
ศีลข้อ2 ควรละเว้นในการ ลักขโมย ไม่ว่างจะเป็นทรั้พสิน หรือชีวิต ไม่พึงเอาของที่เจ้าของไม่อนุญาติการที่เรากินเนื้อสัตว์ก็เท่ากับเราผิดศีลข้อ 2 ด้วยเพราะว่าเรายังรักชีวิต ของเราสัตว์มันก็รักชีวิตของมันเช่นกัน ดังนั้นการที่เรากินเขาหรือฆ่าเขาทางอ้อมจึงเป็นการผิดศีล ข้อที่ 2 เพราะสัตว์ไม่อนุญาตให้เอาชีวิต ไป คงไม่มีสัตว์ตัวไหนหรอกที่วิ่งเข้ามาแล้วบอกว่าฆ่าฉันเถอะ
3. ควรละเว้นจากการผิลูกผิดเมียคนอื่น หรือเอาลูกเอาเมีย คนอื่นมาเป็นของตัวเอง ไม่ว่าทางกายวาจาใจ  การที่เรากิจเนื้อสัตว์ก็คือเอาลูกเอาเมียคอื่นมาเป็นของตัวเอง โดยเอามาฆ่ายำทำแกง อะไร ก็เท่ากับผิด ศีล ข้อ3
4. ควรละเว้นจากการกล่างเท็จ  ก่อนที่เรจะฆ่าสัตว์บางคนก็บอกว่า สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้นแล้วก็ฆ่าเขา  ถ้าสัตว์มันพูดได้มันคงจะบอกว่า
ไอ้เพื่อนทรยศ ไอ้เพื่อนคบไม่ได้ พี่เพื่อนที่ไหนบ้างกินเพื่อน นั่นก็เท่ากับเราพูดเท็จ  และบอกว่าจงเป็นสุขเป็นสุขเถิด ขอถามว่ามีสัตว์ที่ไหนบ้างที่กำลังจะตายแล้วจะเป็นสุข เพราะขนาดเราป่วยเรายังเป็นทุกข์เลย แล้วนี่มันกำลังจะตายจะเป็นสุขได้ไง  คงเป็นสุก ตัวนี้มั้ง บางคนอาจจะเข้าใจผิดว่าการที่เราฆ่าสัตว์ก็คือเราทำให้เขาไปเกิดใหม่ในภพภูมิที่ดี แล้วเรราจะรู่ได้ไงว่าเขาจะได้ไปเกิดในภพภูมิที่ดี ขนาดเรายังไม่รู้ตัวเองเลยว่าตายแล้วชาติหน้าตัวเองจะได้เกิดเป็นอะไร จะได้เกิดเป็นคนอีกไหม เพราะเลือกไม่ได้นี่คะ แล้วนับประสาอะไรกับจะไปกำหนดชีวิตคนอื่น แล้วสมมุติมีคนมาบอกเราว่าฉันจะฆ่าเธอเพื่อเธอจะได้ไปเกิดในภพภูมิที่ดีเราจกะยอมไหมล่ะคะ
5. การที่คนเรานั้นดื่มสุราก็ผิดศีล ข้อ 5 เต็มประตูแล้วแถมกับแก้มยังเป็นสัตว์อีก เพราะคนส่วนมากนิยม ก็กินเข้าไปแล้วขากสติ ก็อาจจะไปลวนลามลูกเมียชาวบ้านอีก หรืออาจจะทำอย่างอื่นอีกมากมาย
7.นิพพานนั้นมีจริง คะนิพพานนั้นจะมีแต่ความว่างในที่ หมายถึงว่างจาก ความโลภโกรธหลง กิเลสทั้งหลายมากมาย
ถ้าสมมุติว่าไม่มีนิพพานพระพุทธองค์จะไปอยู่ที่ไหนล่ะคะ ก็ไม่มีแล้วคนที่ให้กำเนิดจิตญาณจะอยู่ไหนล่ะคะ มันก็ต้องมีแน่นอน  อย่าลืมว่าจิตญาณนั่นไม่มีวันแตกดับ แต่เวียนว่ายไปเรื่อยๆตามแรงแห่งกรรม ถ้าไม่มีพุทธองค์คงไม่พูดถึงนิพพาน
พระเยซู คงไม่พูดถึงการกลับไปหาพระเจ้า ฯลฯ
8.มีจริงคะเป็นที่อยู่ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 
9.เราไม่รู้ย่อมไม่ผิด แต่เราจะมีวิบากกรรมอยู่ว่างที่ทำตรงนั้นมันร้ายแรงขนาดไหน
10.การนั้งกรรมฐานนั้นสามารถตัดกรรมได้ตัดได้เฉพาะตอนนั่ง เพราะตอนนั่งนั้นเราไม่ได้ไปทำอะไรใคร นั่นก็คือว่าเราไม่ได้สร้างเพิ่มแต่เราหลังจากเลิกนั่งเราอาจจะสร้างกรรมก็ได้ แต่ไม่สามารถตัดกรรมในอดีตชาติได้คะ และกรรมฐานไม่สามารถหลุดพ้นได้  อย่าลืมว่าพุทธองค์ไม่ได้นั่งสมาธิแล้วหลุดพ้น แต่พระองค์นั่งเพื่อดูว่าไวยสัตว์คนที่ไหนทีสมควรโปรด แล้วก็ไปโปรด และก็ฉุดช่วยผู้คนจากทะเลทุกข์  
เพราะการนั่งกรรมฐานเปรียบเสมือนน้ำที่ตะกอนนอนก้นแก้ว เพราะมีไม่คนขยับ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่คนขยับแก้วใบนั้นตะกอนก็จะขึ้นมาอีก  นั้นก็เปรียบเหมือนคนที่นั่งกรรมฐานเราก็จะสงบตอนที่นั่งแต่หลังจากที่ออกแล้ว ถ้าอยู่ๆๆมีคนมาด่าๆๆเราหรือทำอะไรให้เราไม่สบายใจ หรือลูกเมีย สามีป่วย ก็จะทำให้เราไม่สงบเป็นต้น นั้นก็คือสงบแค่ตอนนั่ง ซึ่งไม่มีประโยชน์ เพราะนั่งเพื่อให้จิตสงบ  ดังนั้นอยู่ในก็เรียกว่าสมาธิได้ถ้าจิตเราสงบสมาธิไม่จำเป็นต้องนั่ง ในชีวิตประจำวันก็สามารถเป็นสมาธิได้ถ้าจิตสงบ
11.หนีได้คะ เพราะกรรมไม่สามารถตามทันได้ แต่ความจริงนั้นถ้ามองอีกแง่หนึ่งนะคะตามความเข้าใจก็คือคนที่จะสำเร็จเป็นอรหันต์นั้น ต้องสำเร็จต้องหมดกรรมแล้วถ้าไม่หมดก็ยังสำเร็จไม่ได้ดังนั้นอรหัต์จึงไม่มีกรรมคะ อาจจะได้รับผลกรรมในอดีตชาติแล้วตอนที่ยังบำเพ็ญอยู๋แต่จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับกรรมรวมทั้งบารมีด้วยคะ อย่างองค์คุลีมาร ก็โดนคนเอาก้อนหินปาหัวหัวแตก ไปบิณทบาตก็ไม่มีใครให้ นั่นก็คือการชดใช้กรรม อย่างหนึ่งเพราะคนที่องค์คุลีมารตัดนิ้วนั้นอาจจะเคยทำกับท่านไว้ในอดีตชาติก็ได้ ใครจะไปรู้ มาชาตินี้จึงได้รับผลน้อยหน่อย รวมทั้งอาจจะเป็นเพราะท่านกลับใจก็ได้ และทำไปก็เพราะอาจารย์ให้ทำ
12.อันนี้ก็ไม่มีความรู้มาก และไม่เข้าใจคำถามคะ
13.ก็เริ่มแรกก็คือ ปลูกฝังจิตเมตตาก่อน นั่นก็คือถือศีลกินเจ เพื่อนตัดกรรมซะก่อน คะ เพราะถ้าเรายังไม่ตัดกรรม เราก็เท่ากับสร้างกรรมเพิ่มไปเรื่ยย ถึงแม้เราจะปฏิบัติธรรมอยู่ก็จริง มันก็จะเป็นตัวฉุดให้เราสำเร็จได้ยาก เพราะกรรมเก่ายังไม่ชำระ แต่กรรมใหม่ก็เพิ่มอีก
อันนี้ตามความเข้าใจ ของให้ทุกคนใช้เหตุผลในการพิจารณา แล้วก็อย่ามีทิฐิ ให้วางใจเป็นกลาง  อาจจะเกิดปัญญาได้

 จากคุณ : amigon@chaiyo.com [ 3 มิ.ย. 2543 / 20:42:04 น. ]
     [ IP Address : 203.151.39.10 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (amigon@chaiyo.com)

1.ทำไมคนเราต้องเกิดมานั้นไม่ค่อยแน่ใจนะคะ ที่ศึกษามาก็คือแต่ก่อนนั้นทุกคนคือพุทธบุตร เราเกิดมาเพื่อสร้างสรรค์โลก ให้เป็นสุขาวิดีบนพื้นพิภพ แต่เมื่อเกิดมาเรากับยึดติดในโลกโลกีย์นี้ทำให้หาทางกลับบ้านเดิมไม่เจอคะ  แต่ก่อนนั้นยังไม่มีนรก มีแต่สวรรค์ แต่เนื่องด้วยเราลงมาแล้วเราทำผิด จึงทำให้พระแม่องค์ธรรมให้ส้างขุมนรกมา ให้ทำโทษพุทธบุตรที่ทำผิด
2. คนที่ให้กำเนิดจิตญาณของเรานั้นก็คือ จะเรียกไม่เหมือนกัน อย่างพุทธเรียก องค์ธรรมชาติ คริสต์เรียก พระเจ้า อิสลามเรียก พระอัลเลาะ เต๋าเรียก เหลาหมู่ ฯลฯ แต่ความหมายคือคนคนเดียวกัน แต่เรียกต่างกัน ตามชาติตามภาษาตัวเอง ยกตัวอย่างคำว่า กิน ไทยเรียก อย่างหนึ่ง ลาวเรียกอีกอย่าง จีนเรียกอีกอย่าง อังกฤษ เรียกอีกอย่าง แต่ความหมายก็คือกินเป็นต้นคะ
3.ชดให้ได้โดย คิดดีพูดดีกระทำดี ทรัพย์เป็นทาน แรงกายเป็นทาน วิทยาธรรมเป็นทาน ถือศีลกินเจ  เพราะเราไม่รู้ว่าชาติก่อนหรือชาติไหนเราไปทำอะไรไว้กับใคร เพราะเราระลึกชาติไม่ได้อย่างพุทธองค์  เราจึงต้องทำแต่ความดี และเราก็บกว่าความดีที่ทำทั้งหมดอุทิศให้กับเจ้ากรรมนายเวรคะ กรรมเวรนั้นก็จะค่อยหมดไป (ถ้าเราไม่เราไม่สร้างเพิ่ม)
4.กรรมชั่วและกรรมดีมีผลอย่างไรต่อการดำรงชีวิต ก็ในอดีตชาติเรานั้นทำแต่ความชั่วมาโดยตลอด จะทำให้ชาตินี้การดำรงชีวิตอยู่อย่างติดๆๆขัดๆ ก็คือตามวิบากกรรมที่เราก่อ ส่วนกรรมดีก็จะทำให้เรานั้นอยู่อย่างสุขสบาย ไม่มีโลกภัยไข้เจ็บ ทำอะไรไม่มีอุปสรรคสมหวังทุกอย่าง
แต่ในโลกนี้ไม่มีหรอกคะที่ไม่มีคนไหนเลยจะไม่มีนี้กรรม เพระาคนไม่ใช่อรหันต์ หรืออริยะเจ้า จึงไม่มีใครที่ไม่เคยทำกรรมชั่วและ จึงไม่มีใครที่มีชีวิตสมหวังทุกอย่าง เพราะกรรมนั้นมีทั้งเห็นผลในชาตินี้และชาติหน้า ที่เรามีชีวิตอย่างไรทุกวันนี้ก็เพราะกรรม อาจจะมีคสงสัยว่าเพราะอะไรคนที่ทำความชั่วถึงรวยนักรวยหนาทำไมคนทำแต่ความดี ถึงได้จนนัก อันนี้ก็คือว่าเราไม่สามารถระลึกชาติได้ ในอดีตคนที่เขาทำความชั่วทุกวันนี้ เขาอาจจะเคยทำกรรมดีมาก็ได้ใครจะไปรู้ เขาจึงได้เสวยกรรมดีในชาตินี้ แต่รับรองกรรมชั่วต้องสนองเขาแน่ ในชาตินี้แหละคะ และคนที่ชาตินี้ทำแต่ความดี กับไม่ได้ดี ใครจะไปรู้ว่าอดีตชาติ เขาอาจจะทำกรรมชั่วก็ได้คะ
5กรรมชั่วมีผลต่อการบำเพ็ญคือ บางคนอยากจะบำเพ็ญธรรมะปฎิบัติธรรมแตว่าเนื่องจากกรรมที่ทำไว้ในอดีตชาติ ไม่สามารถที่จะให้เราปฎิบัติบำเพ็ญอย่างราบเรียบได้ เช่น ภรรยา ไม่ยอมสามีไม่ยอม พ่อแม่ไม่ยอม ลูกไม่ยอม หรือการงาน ไม่ยอม ให้เราได้บำเพ็ญอย่างราบเรียบ  ทั้งที่อยากจะมาบำเพ็ญจะตาย อาจจะเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมะดา แต่ที่จริงแล้วเจ้ากรรนายเวรเป็นผู้กระทำแต่เรามองไม่เห็น เพราะเขาไม่อยากให้เราบำเพ็ญ เพราะถ้าเราบำเพ็ยแล้วสำเร็จ เขาจะไม่สามารถ ทวงนี้คืนจากเราได้ ดังนั้นจึงขัดขวางททุกวิถีทาง   บางคนที่ทำแต่กรรมดีมา อยากจะบำเพ็ญก็ได้พำเพ็ญ ก็คือทุกคนทางบ้านสนับสนุนหมด ปัญหาการงานเรื่องการงานก็ไม่มี ก็คือราบเรียบ นั้นก็เพราะว่ากรรมดีที่เขาทำมาน้อยกว่ากรรมชั่ว  จึงทำให้บำเพ็ยโดยไม่มีอุปสรรค
6.เป็นไปไม่ได้หรอกคะที่คนที่ยังมีกิเลสอยู่จะชดใช้กรรมได้หมด เป็นไปไม่ได้ 100% ก็อย่างที่บอกเราระลึกชาติไม่ได้ แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าเราชดใช้เขาหมดแล้ว แต่ถึงแม้เราจะรู้ แต่อย่างลืมว่าเราไม่ใช่อริยะเจ้า ที่จะไม่เคยทำผิดเลย ดังนั้นจึงกรรมในอดีตชาติจะใช้หมด แต่กรรมในปัจจุบันก็ยังมีอยู่ ทั้งที่เจตนาและไม่เจตนา แต่ก็เป็นกรรม ไม่น้อยก็มาก
ถ้าเราถือศีล 5 ชาตินี้ไม่บริสุทธิ์ เราก็อย่างพึ่งไปคิดเรื่องที่เราจะไปไหน เพราะถ้าผิดศีลแค่ข้อ 1 ข้อเดียว เรานั้นก็เท่ากับผิดศีลทุกข้อ  ถ้าอยากรู้เพราะอะไรถึงผิด เพราะศีลข้อที่1 ก็คือ ควรละเว้นในการฆ่า ไม่ควรยินดีในการฆ่า ไม่าควรสนันสนุนให้มีการฆ่า   คนที่ยังกินสัตว์อยู่ ก็คือคนที่ถือศีล ห้าไม่ได้ เราอาจจะบอกว่าเราไม่ได้เจตนา เราไม่ได้ฆ่า  แต่ตถาคต กล่าวว่าการฆ่าสัตว์ไม่ว่าทางตรงหรืออ้อมก็ถือว่ามีความผิดบาป  จริงที่เราไม่ได้ฆ่าแต่เราเป็นคนจ้างฆ่า เพราะคงไม่มีใครหรอกนะคะที่ฆ่าสัตว์แล้วมาแจกคนฟรี โดยไม่หวังเงินนั่นก็เท่ากับเราจ้างฆ่า ถ้าเราไม่กินเขาก็ไม่ฆ่าเพราะไม่รู้จะขายให้ใคร ดังนั้นเราก็คือคนที่ฆ่าทางอ้อม ก็ผิดเช่นกันคนฆ่าผิด 1 เท่า คนจ้าง ผิด 2 คนที่รู้ไม่บอกผิด 3  และพระก็ผิดมากว่าคน เป็น3 เท่าเพราะโทษฐานที่รู้แล้วแต่ไม่บอกโยมจึงทำให้เขาเข้าใจผิดๆ  บางคนอาจจะบอกว่าสัตว์มันเกิดมาให้เรากิน งั้นคนคงเกิดมาให้เสือกินซิคะ มันไม่ใช่ย่างนั้นเลย เพราะวิทยาศาสตร์ได้พิสูตรออกมาแล้ว ว่ามนุษย์เป็นสัตว์ประเภทกินพืช ไม่ใช่กินพวกเนื้อ อยากทราบรายละเอียกมากกว่านี้ ที่เมลล์ amigon@chaiyo.com ได้นะคะ
ศีลข้อ2 ควรละเว้นในการ ลักขโมย ไม่ว่างจะเป็นทรั้พสิน หรือชีวิต ไม่พึงเอาของที่เจ้าของไม่อนุญาติการที่เรากินเนื้อสัตว์ก็เท่ากับเราผิดศีลข้อ 2 ด้วยเพราะว่าเรายังรักชีวิต ของเราสัตว์มันก็รักชีวิตของมันเช่นกัน ดังนั้นการที่เรากินเขาหรือฆ่าเขาทางอ้อมจึงเป็นการผิดศีล ข้อที่ 2 เพราะสัตว์ไม่อนุญาตให้เอาชีวิต ไป คงไม่มีสัตว์ตัวไหนหรอกที่วิ่งเข้ามาแล้วบอกว่าฆ่าฉันเถอะ
3. ควรละเว้นจากการผิลูกผิดเมียคนอื่น หรือเอาลูกเอาเมีย คนอื่นมาเป็นของตัวเอง ไม่ว่าทางกายวาจาใจ  การที่เรากิจเนื้อสัตว์ก็คือเอาลูกเอาเมียคอื่นมาเป็นของตัวเอง โดยเอามาฆ่ายำทำแกง อะไร ก็เท่ากับผิด ศีล ข้อ3
4. ควรละเว้นจากการกล่างเท็จ  ก่อนที่เรจะฆ่าสัตว์บางคนก็บอกว่า สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้นแล้วก็ฆ่าเขา  ถ้าสัตว์มันพูดได้มันคงจะบอกว่า
ไอ้เพื่อนทรยศ ไอ้เพื่อนคบไม่ได้ พี่เพื่อนที่ไหนบ้างกินเพื่อน นั่นก็เท่ากับเราพูดเท็จ  และบอกว่าจงเป็นสุขเป็นสุขเถิด ขอถามว่ามีสัตว์ที่ไหนบ้างที่กำลังจะตายแล้วจะเป็นสุข เพราะขนาดเราป่วยเรายังเป็นทุกข์เลย แล้วนี่มันกำลังจะตายจะเป็นสุขได้ไง  คงเป็นสุก ตัวนี้มั้ง บางคนอาจจะเข้าใจผิดว่าการที่เราฆ่าสัตว์ก็คือเราทำให้เขาไปเกิดใหม่ในภพภูมิที่ดี แล้วเรราจะรู่ได้ไงว่าเขาจะได้ไปเกิดในภพภูมิที่ดี ขนาดเรายังไม่รู้ตัวเองเลยว่าตายแล้วชาติหน้าตัวเองจะได้เกิดเป็นอะไร จะได้เกิดเป็นคนอีกไหม เพราะเลือกไม่ได้นี่คะ แล้วนับประสาอะไรกับจะไปกำหนดชีวิตคนอื่น แล้วสมมุติมีคนมาบอกเราว่าฉันจะฆ่าเธอเพื่อเธอจะได้ไปเกิดในภพภูมิที่ดีเราจกะยอมไหมล่ะคะ
5. การที่คนเรานั้นดื่มสุราก็ผิดศีล ข้อ 5 เต็มประตูแล้วแถมกับแก้มยังเป็นสัตว์อีก เพราะคนส่วนมากนิยม ก็กินเข้าไปแล้วขากสติ ก็อาจจะไปลวนลามลูกเมียชาวบ้านอีก หรืออาจจะทำอย่างอื่นอีกมากมาย
7.นิพพานนั้นมีจริง คะนิพพานนั้นจะมีแต่ความว่างในที่ หมายถึงว่างจาก ความโลภโกรธหลง กิเลสทั้งหลายมากมาย
ถ้าสมมุติว่าไม่มีนิพพานพระพุทธองค์จะไปอยู่ที่ไหนล่ะคะ ก็ไม่มีแล้วคนที่ให้กำเนิดจิตญาณจะอยู่ไหนล่ะคะ มันก็ต้องมีแน่นอน  อย่าลืมว่าจิตญาณนั่นไม่มีวันแตกดับ แต่เวียนว่ายไปเรื่อยๆตามแรงแห่งกรรม ถ้าไม่มีพุทธองค์คงไม่พูดถึงนิพพาน
พระเยซู คงไม่พูดถึงการกลับไปหาพระเจ้า ฯลฯ
8.มีจริงคะเป็นที่อยู่ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 
9.เราไม่รู้ย่อมไม่ผิด แต่เราจะมีวิบากกรรมอยู่ว่างที่ทำตรงนั้นมันร้ายแรงขนาดไหน
10.การนั้งกรรมฐานนั้นสามารถตัดกรรมได้ตัดได้เฉพาะตอนนั่ง เพราะตอนนั่งนั้นเราไม่ได้ไปทำอะไรใคร นั่นก็คือว่าเราไม่ได้สร้างเพิ่มแต่เราหลังจากเลิกนั่งเราอาจจะสร้างกรรมก็ได้ แต่ไม่สามารถตัดกรรมในอดีตชาติได้คะ และกรรมฐานไม่สามารถหลุดพ้นได้  อย่าลืมว่าพุทธองค์ไม่ได้นั่งสมาธิแล้วหลุดพ้น แต่พระองค์นั่งเพื่อดูว่าไวยสัตว์คนที่ไหนทีสมควรโปรด แล้วก็ไปโปรด และก็ฉุดช่วยผู้คนจากทะเลทุกข์  
เพราะการนั่งกรรมฐานเปรียบเสมือนน้ำที่ตะกอนนอนก้นแก้ว เพราะมีไม่คนขยับ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่คนขยับแก้วใบนั้นตะกอนก็จะขึ้นมาอีก  นั้นก็เปรียบเหมือนคนที่นั่งกรรมฐานเราก็จะสงบตอนที่นั่งแต่หลังจากที่ออกแล้ว ถ้าอยู่ๆๆมีคนมาด่าๆๆเราหรือทำอะไรให้เราไม่สบายใจ หรือลูกเมีย สามีป่วย ก็จะทำให้เราไม่สงบเป็นต้น นั้นก็คือสงบแค่ตอนนั่ง ซึ่งไม่มีประโยชน์ เพราะนั่งเพื่อให้จิตสงบ  ดังนั้นอยู่ในก็เรียกว่าสมาธิได้ถ้าจิตเราสงบสมาธิไม่จำเป็นต้องนั่ง ในชีวิตประจำวันก็สามารถเป็นสมาธิได้ถ้าจิตสงบ
11.หนีได้คะ เพราะกรรมไม่สามารถตามทันได้ แต่ความจริงนั้นถ้ามองอีกแง่หนึ่งนะคะตามความเข้าใจก็คือคนที่จะสำเร็จเป็นอรหันต์นั้น ต้องสำเร็จต้องหมดกรรมแล้วถ้าไม่หมดก็ยังสำเร็จไม่ได้ดังนั้นอรหัต์จึงไม่มีกรรมคะ อาจจะได้รับผลกรรมในอดีตชาติแล้วตอนที่ยังบำเพ็ญอยู๋แต่จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับกรรมรวมทั้งบารมีด้วยคะ อย่างองค์คุลีมาร ก็โดนคนเอาก้อนหินปาหัวหัวแตก ไปบิณทบาตก็ไม่มีใครให้ นั่นก็คือการชดใช้กรรม อย่างหนึ่งเพราะคนที่องค์คุลีมารตัดนิ้วนั้นอาจจะเคยทำกับท่านไว้ในอดีตชาติก็ได้ ใครจะไปรู้ มาชาตินี้จึงได้รับผลน้อยหน่อย รวมทั้งอาจจะเป็นเพราะท่านกลับใจก็ได้ และทำไปก็เพราะอาจารย์ให้ทำ
12.อันนี้ก็ไม่มีความรู้มาก และไม่เข้าใจคำถามคะ
13.ก็เริ่มแรกก็คือ ปลูกฝังจิตเมตตาก่อน นั่นก็คือถือศีลกินเจ เพื่อนตัดกรรมซะก่อน คะ เพราะถ้าเรายังไม่ตัดกรรม เราก็เท่ากับสร้างกรรมเพิ่มไปเรื่ยย ถึงแม้เราจะปฏิบัติธรรมอยู่ก็จริง มันก็จะเป็นตัวฉุดให้เราสำเร็จได้ยาก เพราะกรรมเก่ายังไม่ชำระ แต่กรรมใหม่ก็เพิ่มอีก
อันนี้ตามความเข้าใจ ของพีพีนะคะให้ทุกคนใช้เหตุผลในการพิจารณา แล้วก็อย่ามีทิฐิ ให้วางใจเป็นกลาง  อาจจะเกิดปัญญาได้
จาก พีพีจัง 3 มิ.ย. 43

 จากคุณ : amigon@chaiyo.com [ 3 มิ.ย. 2543 / 20:43:45 น. ]
     [ IP Address : 203.151.39.10 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (คนหาแก่นธรรม)

ถ้ายังมีสัญชาตญาณว่ามี "ตัวเรา" แล้ว ปัญหาแค่ 13 ข้อ ดูจะน้อยไปนะครับ หากสลายความเห็นผิดว่ามี"ตัวเรา"เสียแล้ว ไหนเลยจะยังคงเหลือแม้เพียง คำถามเดียว

เมื่อสมมติว่านาย ข. ไม่ได้เกิดมาแล้ว จะถามได้ไหมครับว่านาย ข. นั้นจะ.............

๑.ทำไมต้องมาเกิด
๒.การเกิดของนาย ข.ใครลิขิตแน่
๓.กรรมที่นาย ข.ทำในอดีตชาติ หลายๆชาติ ชดใช้อย่างไร ในชาติลำดับถัดไป
๔.กรรมชั่ว และกรรมดี มีผลอย่างไร ต่อการดำรงชีวิตของนาย ข.
๕.กรรมชั่วและกรรมดี มีผลอย่างไร ต่อการปฏิบัติธรรม ของนาย ข.
๖.หากชดใช้กรรมหมดแล้ว แต่มีกิเลส อยู่ นาย ข.จะไปอยู่ที่ไหน
๗. เมืองนิพพานมีจริงหรือเปล่า(เผื่อนาย ข. จะได้ไปกะเขาบ้าง)
๘.แดนสุขาวดีมีจริงไหม(เผื่อนาย ข. จะได้ไปกะเขาบ้าง)

๙.หากกระทำผิดกับอริยะบุคคล ตั้งแต่โสดา โดยไม่รู้ตัว จะมีผลอย่างไรต่อนาย ข.
๑๐.การนั่งกรรมฐานตัดกรรม ของนาย ข.ได้อย่างไร ในเมื่อ พระไตรปิฎก ไม่ได้บอกไว้(อันนี้นาย ข. ชักจะงงๆนะครับ )
๑๑.พระอรหันต์ (หากนาย ข.เกิดได้เป็นขึ้นมา)หนีกรรมชั่วที่เคยทำสมัยอดีตชาติได้หรือไม่
๑๒.ที่ว่า รูป นาม นาย ข.จะ พิจารณา อย่างไร อะไร เกิด อะไร ดับ
๑๓.ปฏิบัติธรรม นาย ข. เริ่มแรกควรทำอย่างไร
     ฯลฯ

ความจริงโดยปรมัตถ์แล้ว  นาย ข. แม้จะมีตัวตนอยู่แต่ก็หาความเป็นอัตตาเที่ยงแท้ได้ไม่ครับ นาย ข. เป็นเพียง การรวมตัว ของ ของแข็ง ของเหลว ก๊าซ พลังงาน อากาศ และระบบประสาท (ธาตุ 6 ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ วิญญาณ)ซึ่งเกิดขึ้นแล้วตั้งอยู่ชั่วคราว ไม่นานก็แตกดับไป

แล้วเราจะยึดมั่นได้อย่างไรครับว่านี่คือ "ตัวกู-ของกู"

เมื่อหมดความยึดมั่นว่านี่คือ"ตัวกู-ของกู" แล้วปัญหาสำหรับ"ตัวกู" 13 ข้อ จึงหมดปัญหาไปพร้อมๆกันครับ
       

 จากคุณ : คนหาแก่นธรรม [ 4 มิ.ย. 2543 / 10:54:31 น. ]
     [ IP Address : 203.155.33.180 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (หนู)

สาธุกับคำตอบของคุณคนหาแก่นธรรมค่ะ
เรื่องราวทุกอย่างเกิดขึ้นก็เพราะ ตัวกู-ของกู นี่แหละค่ะ
หมดความเป็น ตัวกู-ของกู ได้เมื่อไหร่ ก็จบหมดทุกอย่าง

 จากคุณ : หนู [ 5 มิ.ย. 2543 / 09:31:29 น. ]
     [ IP Address : 199.100.49.111 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (tchurit)

_/l\_ กับคนตามหาแก่นธรรมครับ
ขอลองตอบแบบง่ายลงมาอีกหน่อยครับ
๑.อวิชชาทำให้คนเราต้องมาเกิด
๒. ตัณหา กรรม วิบาก ลิขิตให้เรายังต้องวนเวียนเกิดอยู่
๓.กรรมที่ทำไว้ ย่อมก่อให้เกิดวิบากกรรมในอนาคตสืบไป
๔.กรรมชั่ว ก่อให้เกิดอกุศลจิตต่อผู้กระทำ กรรมดี ก่อให้เกิดกุศลจิตต่อผู้กระทำ
๕.อกุศลจิต ทำให้ห่างออกไปจากจุดหมายการปฏิบัติธรรม กุศลจิตทำให้ใกล้จุดหมายของการปฏิบัติธรรมเข้าไป
๖.ถ้ายังมีกิเลสตัณหาย่อมยังต้องก่อกรรมใหม่อยู่ วิบากยังมี ไม่ต้องกลัวไม่มีที่อยู่
๗.ภาวะนิพพานเป็นอนัตตา ไม่ใช่เมือง ไม่มีตัวตน
๘.แดนสุขาวดี เป็นสมมุติบัญญัติ เคยดูในละครจักรๆวงศ์ๆ
๙.การทำผิดต่อผู้ใดก็ตามก็เป็นการสร้างกรรมต่อผู้นั้น ก็เตรียมรับวิบากกรรมนั้น
๑๐.การนั่งกรรมฐานเป็นการพัฒนาคุณภาพของจิตให้ประณีตขึ้น เหมือนเป็นการสร้างกรรมดีเพิ่ม ช่วยเจือจางกรรมชั่วที่เคยทำมาในอดีต
เหมือนน้ำสีแดง(กรรมชั่ว)ในแก้วอินฟินิตี้ เมื่อปฏิบัติกรรมฐานก็เหมือนเติมน้ำใสลงไปในแก้วเรื่อยๆ น้ำก็ค่อยๆใสขึ้นโดยที่เนื้อสีแดงไม่ได้หายไปไหนเลย
๑๑.พระอรหันต์ ก็เหมือนแก้วน้ำแดงที่เติมน้ำใสมากหน่อย แต่เนื้อสีแดงยังมีครับ พระองคุลีมานเมื่อสำเร็จเป็นพระอรหันต์ยังถูกคนปาหินใส่เพราะผลกรรมที่ท่านเคยเป็นโจรฆ่าผู้อื่นไว้ในอดีต
๑๒.ไม่ว่าจะเป็นนามหรือรูปก็ย่อมเกิดดับภายใต้กฏพระไตรลักษณ์
๑๓.ปฏิบัติธรรมเริ่มแรกควรมองหาความทุกข์ที่อยู่ในตัวเอง แล้วหาทางออกจากทุกข์นั้น ยังมีทุกข์อยู่ก็ยังศึกษาต่อเนื่องได้เรื่อยๆ

ตอบหลายคนก็หลายแนว
ใครหาประโยชน์ได้ตามแนวไหนก็แนวนั้น   : )

 จากคุณ : tchurit [ 6 มิ.ย. 2543 / 07:53:58 น. ]
     [ IP Address : 203.157.0.183 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!