ทำไมครับ?
 เนื้อความ :

สวัดดีครับ
   คือคำถามนี้ อาจไม่เกี่ยวข้องกับ การปฏิบัติธรรมบน website นี้มากนัก แต่ขอความกรุณาตอบด้วยนะครับ
   เรื่องเป็นอยู่ว่า ผมมีความสงสัยมาก เรื่องการปฏิบัติธรรม ว่า
   คำว่า 1. ปฏิบัติธรรม คือ ทำอะไร? แล้วในทางปฏิบัติจริงคือ?
            2. ถ้าเป็นการ ทำสมาธิ  มีแบบไหนบ้าง?  จุดมุ่งหมายเพื่ออะไร?               
            3. ถ้าไม่ใช่แล้วคืออะไรครับ?
            4. อยากได้"""ความคิดเห็น"""""ของการ ดำเนินชีวิตในปัจจุบัน กับการปฏิบัติธรรม
   ขอบคุณครับ ...

 จากคุณ : ยุคสาม [ 11 ธ.ค. 2542 / 16:59:37 น. ]
     [ IP Address : 161.246.35.11 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (titan)

จริง ๆ อยากตอบครับ แต่ภูมิรู้ยังไม่ได้เรื่อง
เพิ่งจะโดนพระท่านเตือนมาว่าดีแต่ถามถึงผล
แต่ไม่ค่อยยอมปฏิบัติ แล้วเมื่อไหร่จะได้รู้

ไว้ให้ผู้รู้ ผู้ปฏิบัติ ผู้มีธรรมเป็นปกติ ท่านตอบดีกว่าครับ
อนุโมทนาด้วยครับทั้งคนถาม และคนที่กำลังจะตอบ

 จากคุณ : titan [ 13 ธ.ค. 2542 / 00:16:18 น. ]
     [ IP Address : 203.159.0.15 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (rising_sun)

>การปฏิบัติธรรมคืออะไร? แล้วในทางปฏิบัติจริงคือ?

ก่อนจะเข้าใจคำว่าการปฏิบัติธรรม เราควรจะเข้าใจคำว่าธรรมก่อน คำว่าธรรมนี้มีความหมายหลายนัยครับ นัยกว้างที่สุดนั้นหมายเอาถึงธรรมชาติทั้งหลายทั้งปวงเลยทีเดียว แต่ความหมายที่ใช้อย่างเข้าใจทั่วกันคือสิ่งที่เป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ดังนั้นการปฏิบัติธรรม ก็หมายถึงการปฏิบัติตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเองครับ

พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นจำแนกแจกแจงธรรมไว้อย่างมากมาย ล้วนแล้วแต่เป็นไปเพื่อความดับสนิทแห่งทุกข์เท่านั้น แต่หากกล่าวถึงสิ่งที่ต้องปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์แล้ว ก็จะอยู่แต่เพียงในกรอบของไตรสิกขาคือศีล สมาธิ ปัญญาเท่านั้นเอง

คำว่าศีลนี้หมายถึงสิ่งที่ควบคุมความประพฤติให้เป็นไปตามปกติ และเพื่อสนับสนุนต่อคุณธรรมในเบื้องสูงขึ้นไป โดยความหมายที่แคบที่สุดได้แก่ศีลห้าที่ควบคุมความประพฤติของมนุษย์ในสังคม แต่หากจะนำไปขยายก็ได้แก่ความประพฤติดีตามหลักธรรมทุกอย่าง เช่นพรหมวิหาร4, สังคหวัตถุ4, การเลี้ยงชีพอย่างสุจริต,อินทรีย์สังวร ฯลฯ

สมาธิเป็นการปฏิบัติทางจิต เป็นการเตรียมจิตให้ถึงพร้อมเพื่อเป็นประโยชน์ในการใช้ปัญญา ที่ต้องเตรียมจิตให้พร้อมและควรต่อการใช้ปัญญาก็เนื่องจากว่าจุดมุ่งหมายของการปฏิบัตินั้น ไม่สามารถเข้าถึงได้ด้วยการทำสมาธิแต่เพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องใช้ปัญญาประกอบด้วย

ปัญญาคือการที่จิตพิจารณาเห็นสภาพธรรมตามความเป็นจริง เมื่อเห็นสภาพธรรมตามความเป็นจริงแล้ว ก็จะเบื่อหน่าย(ไม่ใช่เบื่อแบบโลกๆนะครับ) คลายกำหนัด แล้วก็จะนำไปสู่การวางเหตุแห่งทุกข์เป็นลำดับกันต่อไป

ในทางปฏิบัติ การปฏิบัติธรรมเปรียบเสมือนกับการเดินทางหรือการเล่นกีฬา ระดับของศีล สมาธิ ปัญญา ของนักปฏิบัติก็จะพัฒนากันไป เปรียบเสมือนกับระยะทางที่นักเดินทางแต่ละคนเดิน เปรียบเสมือนกับกำลังกายที่นักกีฬาแต่ละคนได้รับจากการฝึกซ้อมครับ ยิ่งเดินยิ่งไกล ยิ่งฝึกซ้อมยิ่งเก่ง ผู้ที่ยิ่งปฏิบัติ ศีล สมาธิ ปัญญาก็จะพัฒนาไปตามลำดับเหมือนกัน

>ถ้าเป็นการทำสมาธิมีแบบไหนบ้าง? จุดมุ่งหมายเพื่ออะไร?

ดังที่ได้ตอบไปแล้วว่าการปฏิบัตินั้นไม่ได้หมายถึงการทำสมาธิแต่เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงศีล และปัญญาด้วย แต่เมื่อถามถึงการทำสมาธิว่ามีแบบไหนบ้าง ผู้รู้ทั้งหลายกล่าวว่าการทำสมาธิมีถึง40แบบ แต่ละแบบมีปริยายแจกแจงได้พอที่จะสามารถเขียนหนังสือได้เป็นเล่มๆทีเดียว ในที่นี้จึงขอกล่าวว่าสมาธิมีสองแบบ คือแบบสัมมาสมาธิ และแบบมิจฉาสมาธิ สมาธิที่พระพุทธเจ้าสอนนั้นเป็นแบบสัมมาสมาธิ จุดมุ่งหมายของสมาธิแบบนี้เพื่อเตรียมจิตให้ตั้งมั่น นุ่มนวล อ่อนโยน ควรแก่งาน(คือการนำไปใช้เจริญปัญญานั่นเอง)

>ความคิดเห็นของการปฏิบัติธรรมกับการดำเนินชีวิตประจำวัน

เมื่อไม่ได้จำกัดว่าการปฏิบัติธรรมเป็นเพียงแต่การหลับตานั่งสมาธิเฉยๆแล้ว การปฏิบัติธรรมกับการดำเนินชีวิตประจำวันก็สามารถสนับสนุนส่งเสริมกันได้ครับ ไม่ได้เป็นเรื่องต่างหากจากกันนักหรอกครับ แต่ละวันแต่ละเวลาแต่ละวินาทีที่นึกได้เราก็สามารถสำรวจกายใจของเราได้ทันทีอยู่แล้วครับ

 จากคุณ : rising_sun [ 13 ธ.ค. 2542 / 09:18:18 น. ]
     [ IP Address : 203.134.2.92 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (rising_sun)

ขอนำข้อความจากกระทู้ที่เห็นว่ามีประโยชน์ และอยู่ในประเด็นมาประกอบด้วยนะครับ อันแรกนี้จากกระทู้ที่27เรื่องมิจฉาสติและมิจฉาสมาธิเป็นอย่างไร ในกระทู้มีกล่าวถึงสัมมาสติและสัมมาสมาธิครับ ขอยกมาให้อ่านกัน

พระผู้มีพระภาคทางแสดงสัมมาสติด้วย สติปัฏฐาน
และแสดงสัมมาสมาธิด้วย ฌาน 4

ลำพังสติและสมาธินั้น เป็นองค์ธรรมฝ่ายบวก ในตัวของมันเองอยู่แล้ว
แต่จะให้เป็นสัมมาสติ และสัมมาสมาธิได้ ก็จำเป็นต้องเพิ่มคุณสมบัติอื่นลงไปด้วย

สัมมาสตินั้น เป็นสัมมาสติได้เพราะอาศัยพื้นฐานจากสัมมาสมาธิ
และเมื่อเจริญสัมมาสติไปจนเต็มภูมิแล้ว จิตก็จะมาหยุดอยู่ในสัมมาสมาธิ
ก่อนที่จะก้าวกระโดดไปสู่อริยมรรค อริยผล
ส่วนสัมมาสมาธิ จะเป็นสัมมาสมาธิได้ ก็ต้องอาศัยสัมมาสติ

ธรรมคู่นี้ จึงเป็นธรรมที่เกื้อกูลกันเองอย่างมาก
ถ้าขาดอันหนึ่ง อีกอันหนึ่งก็เกิดขึ้นไม่ได้

ก่อนที่เราจะเจริญสติปัฏฐานหรือทำสัมมาสติได้นั้น
เราต้องเตรียมจิตให้พร้อมที่จะเจริญสติปัฏฐานเสียก่อน
นั่นคือจิตจะต้องมี สัมมาสมาธิ
ได้แก่การที่จิตมีความเป็นหนึ่ง ตั้งมั่น เป็นกลาง ปราศจากความยินดียินร้ายในโลก
มีความอ่อนโยน ว่องไว ควรแก่การงาน
เครื่องมือที่จะใช้สร้างสัมมาสมาธิ ก็คือสติ
โดยการมีสติระลึกรู้อารมณ์อันเดียวโดยต่อเนื่อง
จนจิตเกิดปีติ สุข เอกัคตาขึ้นมาในปฐมฌาน
จากนั้นจึงสามารถสังเกตเห็นว่า ปีติ สุข นั้น เป็นสิ่งที่ถูกรู้
ธรรมอันเอกคือจิตผู้รู้ มีอยู่ต่างหาก ในทุติยฌาน
แล้วจิตก็ปล่อยวางสิ่งที่ถูกรู้ไปตามลำดับ จิตดำเนินเข้าสู่ความละเอียด
จนเหลือเพียงจิตที่ตั้งมั่น เป็นกลาง และมีสติว่องไว ในจตุตถฌาน

สำหรับมิจฉาสมาธินั้น มันมีรอยแยกจากสัมมาสมาธิอยู่ตรงที่ว่า
เมื่อจิตมีปีติสุขขึ้นมาแล้ว จิตหลงอยู่กับปีติสุขด้วยอำนาจของราคะ
ไม่สามารถแยกจิตให้เป็นอิสระออกจากอารมณ์ได้
ตรงนี้จิตมักดำเนินไปใน 2 ลักษณะคือ
เพ่งจ้องอย่างแรงจนจิตขาดความคล่องแคล่ว ว่องไว
สติเซื่องซึมเพราะจิตไปเกาะกับอารมณ์เหนียวแน่น
อีกอย่างหนึ่งคือ จิตขาดสติ ตกภวังค์เงียบไปเลย
หรือถ้าไม่เข้าเงียบ ก็เคลื่อนเคลิ้มไปเรื่อยๆ ด้วยอำนาจของโมหะ

เมื่อจิตมีสัมมาสมาธิ คือมีตัวรู้ที่ตั้งมั่นเป็นกลางแล้ว
จึงน้อมสติออกไประลึกรู้สภาพธรรมที่ปรากฏตามความเป็นจริง
เกิดเป็นสัมมาสติขึ้นมา
คนธรรมดามีสติระลึกรู้อารมณ์ได้ แต่ไม่มีกำลังหนุนของสัมมาสมาธิ
จิตจึงเคลื่อนเข้าไปยึดอารมณ์ที่ถูกรู้นั้น
สติที่เกิดในภาวะที่จิตเคลื่อนไปเกาะอารมณ์นั้น
ไม่ใช่สติที่บริสุทธิ์ที่จะรู้อารมณ์ตามความเป็นจริงได้ เพราะขาดอุเบกขาธรรม
มันจึงไม่อาจจัดเป็นสัมมาสติในองค์มรรค
มันเป็นสติเหมือนกัน แต่ไม่ใช่สติที่สะอาดบริสุทธิ์ด้วยอุเบกขา
เปรียบเหมือนคนที่ตกน้ำ ไหลไปตามน้ำ มองเห็นไม่ชัดว่า มีอะไรไหลมาในน้ำบ้าง
ส่วนสัมมาสตินั้น เหมือนคนนั่งบนตลิ่ง
แล้วมองสายน้ำไหลผ่านหน้าไปเฉยๆ ก็เห็นชัดว่า มีอะไรไหลตามน้ำมาบ้าง

เมื่อจิตดำเนินสัมมาสติไปจนเต็มภูมิแล้ว
จิตจะวางอารมณ์ภายนอกทั้งปวง แล้วรวมลงที่จิต
เป็นสัมมาสมาธิที่บริสุทธิ์เต็มที่ ประกอบพร้อมด้วยศีล สมาธิ และปัญญา
แล้วตัดกระแสอารมณ์ละเอียดภายในต่อไป
ถัดจากนั้นจึงจะเกิดวิปัสสนาญาณ (ในบางครั้ง ไม่ได้เกิดทุกครั้งที่จิตรวมลง)

สัมมาสติ กับสัมมาสมาธิ ต่างก็ทำหน้าที่ของตนดังที่เล่ามานี้ครับ
และสัมมาสมาธิกับสมาธิธรรมดานั้น มีทางแยกกันตรงฌานที่ 2
อันหนึ่งมีธรรมอันเอกผุดขึ้น อันหนึ่งหลงไปด้วยราคะและโมหะ
ส่วนสัมมาสตินั้น จิตเป็นอุเบกขาต่อสิ่งที่ไปรู้เข้า
ในขณะที่มิจฉาสตินั้น จิตเคลื่อนตามสิ่งที่ไปรู้เข้า

สิ่งที่ผมเล่านี้ เล่ามาจากประสบการณ์
จะให้หมดจดบริบูรณ์เหมือนตำราไม่ได้หรอกครับ
ถ้าใครมีตำราที่เป็นพุทธวัจนะ ขอให้ถือตำราเป็นหลักไว้นะครับ

 จากคุณ : rising_sun [ 13 ธ.ค. 2542 / 09:24:15 น. ]
     [ IP Address : 203.134.1.91 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (rising_sun)

หากอยากรู้ว่ามหาสติปัฏฐานสูตรท่านสอนว่าอย่างไร ทางลานธรรมได้เตรียมไว้แล้วครับที่
http://www.larntum.com/buddhism/MSathi4.htm

ส่วนสัมมาสมาธินั้นมีคำอธิบายจากหลายสูตรครับ ผมขอยกที่สั้นๆมาให้อ่านดังนี้
[๔๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสมาธิเป็นไฉน? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม
สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ เธอบรรลุทุติย-
*ฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตก
วิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ เธอมีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วย
นามกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มี
อุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข เธอบรรลุจตุตถฌาณ ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุข ละทุกข์
และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ นี้เรียกว่า สัมมาสมาธิ.

มีข้อความเกี่ยวกับสัมมาสมาธิมากมายหลายแห่งในพระไตรปิฏก ซึ่งลานธรรมก็จัดเตรียมไว้ให้อ่านอีกเช่นกันครับ การใช้ก็แสนง่าย อยู่ที่นี่ครับ
http://www.larntum.com/buddhism/tsearch.htm

หากต้องการให้รู้จุดมุ่งหมาย และผลของการปฏิบัติตามธรรมที่พระผู้มีพระภาคตรัสสอนไว้ ผมขอแนะนำให้อ่านสามัญญผลสูตรด้วยครับ

 จากคุณ : rising_sun [ 13 ธ.ค. 2542 / 09:38:51 น. ]
     [ IP Address : 203.134.1.91 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (rising_sun)

จากกระทู้ที่112ครับ เรื่องปฏิบัติธรรม: ความเป็นปฏิปักษ์กับสิ่งแวดล้อม

เนื้อความ :

พวกเรานักปฏิบัติธรรมเคยรู้สึกกันบ้างไหมว่า
บางครั้งเราอยากหลีกหนีจากสภาพแวดล้อมที่กำลังประสบอยู่
จากมหาวิทยาลัย จากงาน จากครอบครัว จากบ้าน จากถนนหนทางที่ต้องผ่านจำเจอยู่ทุกวัน
ไม่ว่าผู้คน หรือสภาพแวดล้อม ล้วนแต่น่าเบื่อหน่าย
ล้วนแต่ไม่ดี ไม่เหมาะ กับเราผู้ปฏิบัติธรรมสักอย่างเดียว
จิตใจก็น้อมไปในทางที่อยากจะหามุมสงบสักแห่งหนึ่ง อยู่กับตัวเองเงียบๆ
บางคนถึงกับอยากทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างไปบวช เพื่อปฏิบัติธรรม

ความรู้สึกอย่างนี้ถ้านานๆ เกิดขึ้นสักครั้งก็ไม่เท่าไหร่
แต่ถ้าเกิดเป็นประจำ ความเบื่อหน่ายนั้นแหละจะกัดกร่อนจิตใจของเรา
เกิดความเซ็ง ความหดหู่ท้อแท้ มีโทสะติดอยู่ที่ปลายจมูก
สิ่งเหล่านี้คือการจมทุกข์อยู่ในปัจจุบัน โดยฝันหวานไปถึงอนาคต
นี้เป็นโรคทางใจที่จำเป็นต้องรีบเยียวยาแก้ไข

แท้จริงการปฏิบัติธรรมนั้น ไม่เลือกสถานที่ ไม่เลือกบุคคล และเวลา
นักปฏิบัติไม่ควรเป็นปฏิปักษ์กับสิ่งแวดล้อม
แต่ควรฝึกฝนตนเอง ให้สามารถปฏิบัติธรรมได้ในที่ทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อ
กิเลสเกิดขึ้นเดี๋ยวนี้ ก็ต้องรู้เดี๋ยวนี้ ต้องพัฒนาจิตใจของตนเองเดี๋ยวนี้
ไม่ใช่สงวนกิเลสเอาไว้ก่อน แล้วพยายามแก้ไขที่คนอื่น สิ่งอื่น
หรือผลัดไปต่อสู้กับกิเลสในเวลาอื่น

ถ้าเราเป็นทุกข์เดี๋ยวนี้ ก็ต้องลงมือหาทางออกจากทุกข์เดี๋ยวนี้
ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะกล่าวโทษว่า ความทุกข์มาจากคนนั้น สิ่งนั้น
เพราะแท้ที่จริงแล้ว ถ้าจิตของเรานี้ไม่ว่ิงออกไปหาทุกข์มาใส่ตัว
ความทุกข์จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย

แทนที่จะเป็นปฏิปักษ์กับสิ่งแวดล้อม
แทนที่จะเพ่งโทษผู้อื่น หรือสิ่งอื่น
มาพากเพียรศึกษากิเลสในจิตใจของเราเองดีกว่า
เพื่อเราจะพ้นทุกข์ได้ตั้งแต่เดี๋ยวนี้
แม้สิ่งแวดล้อมจะเลวร้ายประการใดก็ตาม

ไม่มีใครทำให้เราเป็นทุกข์ได้หรอก
นอกจากเราทำของเราเอง ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์
แล้วก็รับผลอันแสบร้อนนั้นด้วยตนเอง
อย่างยุติธรรมที่สุดแล้ว

จากคุณ : สันตินันท์ [ 8 ก.ค. 2542 / 13:02:46 น. ] 

 จากคุณ : rising_sun [ 13 ธ.ค. 2542 / 09:43:55 น. ]
     [ IP Address : 203.134.1.91 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (rising_sun)

จากกระทู้ที่162 การปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องยากหรือง่าย

ผมได้ยินคำปรารภบ่อยครั้งว่า การปฏิบัติเป็นเป็นเรื่องยากเสียเหลือเกิน
ไม่ว่าการทำทาน ถือศีล บำเพ็ญภาวนา
ล้วนยาก และน่าเหนื่อยหน่ายท้อแท้เสียเหลือเกิน

คำพูดเหล่านี้ ทำให้ผมต้องหวนคิดพิจารณาว่า
แท้ที่จริงแล้ว การปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องยาก จริงหรือไม่

พิจารณาจากพระพุทธวัจจนะ ก็ไม่พบว่าท่านระบุตายตัวว่า
การปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องง่ายหรือยาก
ท่านเพียงแต่กล่าวว่า
"คนดีทำดีง่าย แต่ทำชั่วยาก
ส่วนคนชั่วทำชั่วง่าย แต่ทำดียาก"

รวมความแล้วคงต้องสรุปว่า
การปฏิบัติจะยากหรือง่าย ลำบากหรือสบาย
มันขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคล

แต่ในแง่ของผมที่พิจารณาดูแล้ว
กลับเห็นว่า การปฏิบัติธรรมไม่ใช่เรื่องยากเกินไป
แถมมีผลเป็นความสบายเสียอีก
เราลองมาพิจารณาถึงการปฏิบัติธรรมกันเป็นขั้นๆ ไปเลยดีกว่า

เริ่มจากการทำทาน  เช่นการให้วัตถุทาน
ผมเห็นว่าเป็นเรื่องง่ายที่เราจะทำทานในขอบเขตที่ตนจะไม่เดือดร้อน
คือการ "ให้"  ถ้าพอใจก็ให้ได้แล้ว
แต่การจะเป็นฝ่าย "เอา" นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
แม้ได้มาแล้ว การจะดูแลรักษาทรัพย์สมบัติ ก็เป็นงานที่น่าปวดหัวอีก
เช่นตอนนี้จะนำเงินไปฝากธนาคาร ก็กลัวธนาคารล้ม แถมดอกเบี้ยต่ำ
จะเปลี่ยนไปเล่นหุ้น ก็กลัวจะต้องแปลงสัญญาติไปเกิดในภพแมลงเม่า

การให้อภัยทาน ก็ง่ายกว่าการตามจองล้างจองผลาญใคร
เพราะไม่ต้องวางแผนอะไร ไม่ต้องลงมือทำอะไร
ให้อภัยได้เมื่อไร ก็นอนหลับสบายได้เมื่อนั้น
ในขณะที่ถ้าจะตามจองล้างจองผลาญใคร จะต้องคิดวางแผน
แถมถ้าดำเนินการไม่ดี อาจจะเป็นฝ่ายถูกเล่นงานเสียอีก
การให้อภัยจึงง่ายกว่า เป็นไหนๆ

การถือศีลก็เป็นเรื่องง่ายกว่าการทำผิดศีล
เช่นถ้าจะฆ่า จะตีคนอื่น ก็ต้องวางแผน เตรียมอาวุธ
ตอนไปตีเขาก็อาจถูกเขาตีตายเสียเองก็ได้
ทำร้ายเขาแล้วก็ต้องหลบซ่อนจากเงื้อมมือของกฏหมาย
หรืออย่างจะไปตกปลาล่าสัตว์ ก็ลำบากกว่าการไม่ทำเป็นไหนๆ
บางคนต้องไปซื้อหาเบ็ดราคาแพงๆ
ไปนั่งตากแดดตากลมอยู่ริมน้ำเพื่อจะตกปลา

การไม่ลักทรัพย์ก็ง่ายกว่าการลักทรัพย์
การไม่ผิดลูกผิดเมียเขา ก็ง่ายกว่าการทำผิด
เพราะเสี่ยงต่อการเจ็บตัว เสี่ยงต่อการเสียชื่อเสียงเกียรติยศ
การพูดความจริง ก็ง่ายกว่าการโกหกพกลม
อย่างน้อยที่สุด  ก็ไม่ต้องใช้ความจำเท่ากับคนพูดโกหก
คนไม่ดื่มเหล้าเมายาบ้า  ก็สบายกว่าคนดื่มเหล้า
ไม่เสียเงิน ไม่เสียเวลา ไม่เสียสุขภาพ ง่ายกว่ากันเป็นไหนๆ

พอมาถึงการภาวนา หรือการปฏิบัติในขั้นสมถะและวิปัสสนา
อันนี้ผมก็เห็นว่ามันสบายกว่าการไม่ปฏิบัติเช่นกัน
เช่นการทำสมถะ ถ้ารู้หลักแล้วเอาจิตประคองรู้เข้ากับอารมณ์อันเดียวโดยต่อเนื่อง
ไม่เห็นจะต้องทำอะไรมากมายเลย
แค่รู้อารมณ์อันเดียวเรื่อยๆ ไปอย่างสบายเท่านั้นเอง
หรือจะทำวิปัสสนา ก็ทำจิตทำใจของตนเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์
อะไรจะเกิดขึ้นกับกายกับจิตก็รู้เรื่อยๆ ไป
โดยไม่ต้องเข้าไปข้องแวะยินดียินร้ายอะไรเลย
แทบจะเรียกว่า เป็นการไม่ทำอะไรเลย นอกจากรู้ทันอย่างเดียวเท่านั้น
แบบนี้มันจะยากได้อย่างไร ก็นึกไม่ออกเหมือนกันครับ

บางคนปฏิบัติธรรมแล้วรู้สึกลำบากมาก
ต้องคอยกดข่มบังคับจิตใจตนเองจนเครียดไปหมด
อันนั้นไม่ใช่ว่า การปฏิบัติธรรมทำให้ยากลำบากหรอกครับ
แต่การปฏิบัติผิดๆ ต่างหาก ที่ทำความลำบากให้เรา

คนที่มีลูกอ่อนจะบ่นว่ายากลำบากเหลือเกิน
เดี๋ยวลูกก็ร้องกวน อดหลับอดนอน
เวลาเด็กเจ็บไข้ พ่อแม่ก็เป็นทุกข์เป็นร้อนมากมาย
เวลาเด็กจะเรียนหนังสือ ก็ต้องวิ่งเต้นหาที่เรียนให้
บางคราว โรงเรียนเขาจับพ่อแม่ไปนั่งสอบเข้าเรียนด้วย
จนเด็กเลิกนับถือพ่อแม่ เพราะเด็กสอบได้ แต่พ่อแม่สอบตก
ทำให้เด็กไม่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าโรงเรียนนั้น

ตอนลูกยังเล็กก็ห่วงสารพัด กะว่ามันโตกว่านี้หน่อยคงจะสบาย
แต่แล้วก็ไม่สบาย เพราะพอเด็กโตพ่อแม่ก็มีรายจ่ายมากขึ้น
แถมต้องห่วงใยสารพัด เพราะสังคมของเรามันทารุณโหดร้ายเหลือเกิน
พอลูกเรียบจบ พ่อแม่ก็ปวดหัวเรื่องอาชีพการงานของลูกอีก
ถัดจากนั้นก็ปวดหัวเรื่องการหาคู่ของลูก
หลังจากนั้น ก็เตรียมตัวรับภาระเรื่องหลานต่อไปอีก

เลี้ยงลูกแต่ละคนลำบากแทบตาย
ก็ยังเห็นตั้งหน้าจะมีลูกกันเป็นส่วนมาก
บางคนต้องเสียเงินทองมากมาย เพราะมีลูกยาก แต่อยากจะมี
พอบอกว่าให้ทำใจสบายๆ หายใจเข้าก็รู้ หายใจออกก็รู้
แค่นี้บอกว่าทุกข์ยากเหลือเกิน ทำไม่ไหวแล้ว

เรื่องของเรื่องก็ไม่มีอะไรมากหรอก กิเลสมันหลอกเอาน่ะครับ
เราจึงเห็นผิดเป็นชอบ
เห็นการปฏิบัติธรรมที่เป็นของสบาย ว่าลำบากเหลือประมาณ
ส่วนการไม่ทำทาน ไม่รักษาศีล ไม่ภาวนา
และการคลุกคลีอยู่กับโลกที่แสนจะลำบาก
กลับรู้สึกว่าพอทนได้ ไม่ลำบากเท่าไรเลย

นึกเรื่องนี้แล้วก็อดขำๆ ไม่ได้ครับ จึงนำมาเล่าสู่กันฟังเล่นๆ

จากคุณ : สันตินันท์ [ 20 ก.ค. 2542 / 14:58:04 น. ] 

 จากคุณ : rising_sun [ 13 ธ.ค. 2542 / 09:45:45 น. ]
     [ IP Address : 203.134.1.91 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (นายสงบ)

คุณ Rising_sun ตอบได้ดีจริงๆครับ โดยเฉพาะที่นำข้อความที่คุณอาสันตินันท์ได้เขียนเอาไว้มาให้ได้อ่าน
มีประโยชน์กับผมจริงๆครับ ขอบคุณครับ

 จากคุณ : นายสงบ [ 13 ธ.ค. 2542 / 12:53:36 น. ]
     [ IP Address : 203.146.64.164 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (คนหาแก่นธรรม)

ตอบคุณยุคสามครับ
1.การปฏิบัติธรรมคือ การศึกษาและทำให้แจ้งซึ่งความจริงของชีวิต จนหมดความรู้สึกว่า
มี "ตัวเรา-ของเรา" ในทุกๆสิ่ง นั่นหมายถึงว่าถ้าทำได้คุณจะหมดโอกาสที่จะเป็นทุกข์ไปตลอดกาล
2. สมาธิเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้ันไม่ใช่ทั้งหมดของการปฏิบัติธรรม
สมาธิที่ถูกเป็นไปเพื่อ คลายความยึดมั่น-ถือมั่น ต้องไม่ทำแล้วรู้สึกว่า เราเก่งกว่าคนอื่นเป็นอันขาด
3.ปัญญาครับ มากจนรู้เท่าทันความจริงว่าโดยแท้แล้ว "ตัวเรา-ของเรา" ไม่มีอยู่จริงเลย
4.ทุกข์เกิดขึ้นเมื่อไหร่ นั่นคืออาจารย์ใหญ่มาหาแล้ว
คุณต้องหาวิธีคิดจนความทุกข์ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกๆกรณีดดยไม่มีข้อแม้ครับ

 จากคุณ : คนหาแก่นธรรม [ 13 ธ.ค. 2542 / 13:31:52 น. ]
     [ IP Address : 202.44.210.48 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (นายอี๊ด)

อนุโมทนาด้วยครับ

 จากคุณ : นายอี๊ด [ 13 ธ.ค. 2542 / 17:19:01 น. ]
     [ IP Address : 207.48.64.54 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (morning_glory)

อนุโมทนากับ rising_sun ครับ

 จากคุณ : morning_glory [ 13 ธ.ค. 2542 / 17:45:41 น. ]
     [ IP Address : 203.149.0.10 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (ปิ่น)

อนุโมทนาในธรรมทานนี้ด้วยครับ _/|\_

 จากคุณ : ปิ่น [ 14 ธ.ค. 2542 / 09:47:15 น. ]
     [ IP Address : 204.160.183.10 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (new life)

๑.การปฏิบัติธรรมคือ การเข้าใจความจริงของโลกและชีวิต และปฏิบัติให้สอดคล้องกับความจริงนั้น
ในทางปฏิบัติจริงก็สามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลาอยู่แล้ว แต่ถ้าอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยเช่นวัดหรือสถานปฏิบัติธรรมและว่างจริงๆ(มีเวลามากพอ)ก็จะปฎิบัติได้เร็วขึ้น
๒.สมาธิหรือสมถะ คือการทำจิตให้นิ่งเพื่อใช้ในการพัฒนาให้เกิดปัญญา(วิปัสนา)รู้เข้าใจโลกและชีวิต เพื่อที่จะดำเนินชีวิตโดยไม่ให้ความทุกข์เกิดขึ้นได้
การทำสมาธิจะใช้วิธีไหนก็น่าจะได้เมื่อชำนานแล้วแต่เริ่มต้นอาจศึกษาทำความเข้าใจเกี่ยวกับ กรรมฐาน ๔๐ก่อน
๓.การดำเนินชีวิติในปัจจุบันก็พยายามให้มีสติอยู่กับตัวให้มากที่สุดพยายามศึกษาเหตุปัจจัยเพื่อให้เข้าใจความจริงในเรื่องต่างๆเพื่อปฏิบัติต่อความจริงนั้นให้ถูกต้อง
การดำเนินชีวิตในปัจจุบันก็ดี มีสุขง่ายขึ้น มีทุกข์เกิดยากขึ้น
     new life

 จากคุณ : new life [ 16 ธ.ค. 2542 / 15:13:13 น. ]
     [ IP Address : 203.157.42.203 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (thesky)

ขอบคุณมากค่ะ  มีประโยชน์กับตัวเองมากเลยค่ะ
และคงมีประโยชน์กับอีกหลายๆ คนที่กำลังหาคำตอบด้วย
โมทนาสาธุด้วยค่ะ

 จากคุณ : thesky [ 17 ธ.ค. 2542 / 15:59:24 น. ]
     [ IP Address : 203.151.17.3 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (ยุคสาม)

ขอขอบคุณ ทุกๆ ท่านสำหรับคำตอบที่กรุณา เขียนลงมา
และผม อยากบอกว่า ในเวลาที่ผ่านมา ผมหาหนังสืออ่านทำความเข้าใจ
และได้มาอ่าน จากคำตอบในกระทู้นี้ ทำให้ผมเข้าใจ และมั่นใจและเข้าใจในแนวทาง
แห่งธรรมะที่แท้จริงนี้ มากขึ้นกว่าเดิมมากครับ

                                                                             ขอบคุณมากครับ
                                                                             จาก ยุคสาม

 จากคุณ : ยุคสาม [ 18 ธ.ค. 2542 / 17:38:19 น. ]
     [ IP Address : 161.246.57.2 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!