ญาณ 16 ขั้น
 เนื้อความ :

     วันนี้ได้อ่านกระทู้”รื้อสัญญาละสังโยชน์”ของคุณดาบสแล้วเห็นกล่าวเกี่ยวกับญาณ16 ไว้มาก โดยเฉพาะพี่ดังตฤณได้ยกเอาพระไตรปิฎกมาลงไว้ได้ละเอียดมาก   จึงมาเปิดประเด็นใหม่ เรื่องนี้โดยเฉพาะ
     เมื่อ3ปีก่อนป๊อปมีโอกาสได้ศึกษาธรรมกับพระอาจารย์ท่านหนึ่งไม่มีชื่อเสียงอะไร  ท่านสอนไว้เรื่องญาณ4ขั้นตอน ซึ่งพึ่งทราบวันนี้เองว่าเป็นอย่างเดียวกับญาณ16  เลยลองเข้ามาเขียนฝากให้เพื่อนๆพี่ๆได้พิจารณากัน  ช่วยกันออกความเห็นหน่อยนะ  เพราะว่าเขียนไปตามอารมณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเองบ้าง คาดเดาเอาตามสาระที่เรียนมาบ้าง ถูก-ผิดอย่างไร พี่ๆช่วยวิจารณ์กันหน่อยนะ
      ญาณ 4 ขั้นตอน
ญาณ อันหมายถึง ปัญญา ลำดับขั้นการรู้เห็นของจิต ลักษณะเป็นอารมณ์ที่เปลี่ยนไปซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอนดังนี้

ญาณขั้นที่1  ได้แก่  ความรู้เห็นใน รูป - นาม / ลูกโซ่ปัจจัย (ปฏิจสมุปบาท) / กฎไตรลักษณ์

ญาณขั้นที่2   ได้แก่   ความรู้เห็นในการเกิด-ดับ / ดับ / มีโทษ น่าเบื่อ น่ากลัว / อยากพ้นไป

ญาณขั้นที่3  ได้แก่   อารมณ์อยากพ้นไป - ทวนไปทวนมาหาอุบาย / วางเฉย - ทวนไปทวนมาหาอุบาย / คล้อยตามธรรมฝ่ายเจริญ / ข้ามโคตร

ญาณขั้นที่4    ได้แก่   เห็นทาง เห็นผล

             ญาณขั้นที่ 1เป็นขั้นตอนที่ต้องสร้างขึ้น ต้องเรียนรู้ ทำความเข้าใจในรูปตนนามตน รู้ลูกโซ่ปัจจัย รู้กฎไตรลักษณ์  เมื่อเรียนรู้ในเรื่องเหล่านี้จนเรียกได้ว่ารู้จริงเห็นจริง รู้แจ้งแทงตลอดดังนี้แล้ว ญาณขั้นที่ 2 จึงเกิดขึ้นได้
เมื่ออาศัยการพิจารณาตามความเป็นจริง ก็จะเห็นลักษณะของการเกิดและดับของสิ่งทั้งหลาย ดับลงแล้วก็เกิดขึ้นอีกสลับกันอยู่อย่างนี้ แปรปรวนอยู่ตลอด เมื่อถึงที่สุดก็ดับลง ไม่เกิดสภาวะเดิมขึ้นอีก  เห็นความมีโทษ น่าเบื่อ น่ากลัวของสังขารขันธ์ ของรูปตนนามตน ของภพทั้ง3 ของสังสารวัฏ
ญาณขั้นที่ 2 ลักษณะเป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้น อารมณ์ของนักปฏิบัติจะอยู่ที่อารมณ์นี้กันบ่อยๆ เมื่อเกิดความเห็นโทษน่าเบื่อน่ากลัวแล้ว อารมณ์อยากพ้นไปก็เกิดขึ้น
ลำดับอารมณ์ต่อไปที่จะเกิดขึ้นก็คือ อยากพ้นไป – ทวนไปทวนมาหาอุบาย ช่วงนี้อารมณ์ของนักปฏิบัติจะค่อนข้างเครียด ถ้าเจอทางเจอครูบาอาจารย์ดีก็ไม่ค่อยเครียด  ถ้าหาทางไม่เจอ หาอุบายธรรมที่จะทำให้ตนพ้นไปไม่ได้ก็เครียดมากหน่อย จะเป็นอย่างนี้สักระยะหนึ่ง ช้าเร็วแตกต่างกันไป  ต่อจากอารมณ์อยากพ้นไป – ทวนไปทวนมาหาอุบายแล้วก็เป็นอารมณ์วางเฉย – ทวนไปทวนมาหาอุบาย  การวางเฉยนี้ เป็นการวางเฉยทางอารมณ์ เพราะจิตเริ่มเหนือแล้ว เริ่มปลง เริ่มเข้าใจจึงเริ่มวาง แต่อาการทวนไปทวนมาหาอุบายจะยังไม่หยุด ! หยุดไม่ได้แล้ว เครื่องร้อนแล้ว นี่คือสำหรับคนที่ได้ครูบาอาจารย์ที่บอกทางได้ ก็จะทบทวนข้อวัตรปฏิบัติไปเรื่อย   จะท้อก็มีบ้างแต่ไม่ล้มเลิกแน่
ส่วนผู้ที่ยังไม่เจอทาง ยังไม่ได้ครูบาอาจารย์ ก็วางเฉยได้ และจะทวนไปทวนมาหาอุบายเหมือนกัน ท้อเยอะหน่อย หยุดไปบ้าง แต่ไม่ล้มเลิก ผู้ที่มีอารมณ์ญาณขั้นที่ 2,3 มาแล้ว แต่มาล้มเลิกกลางคัน แสดงว่ายังไม่รู้แจ้งแทงตลอดในญาณขั้นที่ 1  คือรู้มาบ้างคร่าวๆ ญาณขั้นที่1ยังไม่บริบูรณ์ไม่หนักแน่นจริง ญาณขั้นที่2,3ก็เกิดขึ้นได้แบบกระท่อนกระแท่น แล้วก็ล้มเลิกไปรอจังหวะดีๆมีครูบาอาจารย์มาชี้แนะก็เริ่มทำต่อได้ไม่ยาก
แต่ถ้าผู้ที่หนักแน่นมั่นคงในญาณขั้นที่ 1 จริง จะไม่สามารถล้มเลิกกลางคันได้เลย เพราะว่าปัญญาคือความรู้ความเข้าใจทำให้เชื่อมั่นจนไม่มีอะไรมาลบล้างได้  ลืมได้แต่ไม่ทิ้ง ไม่ใช่ลืมถาวร เป็นแต่เพียงในบางขณะจิตที่ไม่ได้ระลึกถึงเท่านั้น ดังนั้นญาณขั้นที่ 3 ที่บอกว่าวางเฉย – ทวนไปทวนมาหาอุบาย จึงไม่ได้หมายถึงอยู่เฉยๆไม่ทำอะไร
เมื่อจิตฝักใฝ่หาความรู้ที่จะทำให้พ้นไปได้แล้ว จิตเคยรับรู้เรื่องราวมามากมาย ญาณผ่านมาถึง 3ขั้นแล้ว พบอุบายมามากแล้ว มีทั้งอุบายที่ใช้ได้และใช้ไม่ได้ ดังนั้นจิตจะเริ่มคล้อยตามธรรมฝ่ายเจริญ คือจิตจะตัดสินได้ เลือกที่จะรับ  ธรรมในโลกนี้มีมากมายล้วนเป็นจริงทั้งนั้น แต่ธรรมอันใดเล่าที่จะทำให้พ้นจากวัฏฏะสงสารได้ อันนี้จิตจะแยกแยะออกได้ ตัดสินได้ เลือกได้ เลือกเป็น อาการอย่างนี้เรียกว่าคล้อยตามธรรมฝ่ายเจริญ  ธรรมใดไม่ควรเจริญให้มีขึ้น ก็ไม่คล้อยตาม
เมื่อเรียนรู้กันมาขนาดนี้แล้ว อะไรมีสาระ อะไรไม่มีสาระนี่เริ่มแยกแยะได้แล้ว จิตไหลไปในทางที่ถูกที่ควรแล้ว จิตก็ข้ามโคตรได้ คือเริ่มที่จะพ้นจากวัฏฏะสงสารเข้าเขตโสดาปัตติมรรค(ทางสู่โสดาบัน)แล้ว กู่ไม่กลับแล้ว ไม่มีถอยหลังแล้ว ถึงแม้จะยังไม่เข้าเขตโสดาปัตติผล(ผลแห่งโสดาบัน)ก็ตาม แต่มาถึงขั้นที่เรียกว่าไม่มีถอยหลังแล้ว จึงเรียกว่าข้ามโคตร  มั่นใจได้เลยว่าจะต้องได้โสดาบันในไม่นานนี้แน่ จะไม่เวียนกลับมาสู่ภพทั้งสามแน่แล้ว
ญาณขั้นที่ 4 คือเห็นทาง – เห็นผล นี้ก็เป็นอารมณ์สืบเนื่องกันมา เป็นลำดับของอารมณ์     มรรค 8 เป็นหัวข้อสุดท้ายของอริยะสัจ 4  บอกได้เลยว่า ถ้าไม่เข้าใจในอริยะสัจทั้ง3ข้อแรกแล้ว จะไม่สามารถเข้าใจในอริยสัจข้อที่4ได้เลย (ทุกข์-เหตุ-วิธีดับ-ทาง) อริยะสัจ3ข้อแรกอยู่ในญาณขั้นที่1แล้ว  เมื่อจิตผ่านญาณขั้นที่ 1-3 มาแล้วเป็นธรรมดาที่จิตจะรู้เห็นอะไรมาเยอะพอที่จะรู้ได้ว่าอะไรคือทาง รู้จักธรรมชาติของจิต รู้จักความเป็นตัวตนของตนเองอย่างถ่องแท้ ก็ย่อมรู้วิธีที่จะทำอย่างไรเพื่อให้จิตเจริญไปในทิศทางที่ถูกควร ทิศทางซึ่งสวนกับสัญชาติญาณดิบแห่งความเป็นตัวตนที่มีมาตั้งแต่เกิด เมื่อรู้ทางแล้วปฏิบัติตามนั้น ย่อมเห็นผลได้อยู่ – ผลแห่งการปฏิบัติตามวิถีทางแห่งมรรค
ญาณ 4 ขั้นตอนคือลำดับขั้นของอารมณ์ที่จะเกิดขึ้นกับนักปฏิบัติ เมื่อเกิดครบก็คือไม่ต่ำกว่าโสดาบัน พอเป็นโสดาบันก็คือปลอดภัยแล้ว คราวนี้รู้แล้วอะไรเป็นอะไร คอยดูคอยเรียนรู้สภาวะการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น ไม่มีใครถอยหลังแล้ว เพียงแต่ว่าจะเดินหน้าอย่างช้าหรืออย่างเร็วเท่านั้นเอง
        ส่วนที่จะเข้าสู่อรหันต์นี่ต้องวน4รอบเลยมั๊ย  คิดว่าแบบวน4รอบเลยนี่มีแน่นอน เพราะแต่ละรอบความเข้มข้น ความแยบคายย่อมเพิ่มขึ้นๆจนรอบที่4 เราเรียกท่านว่า”พระอรหันต์”   ส่วนที่ว่ารอบเดียวเป็นอรหันต์เลย อันนี้นึกไม่ออก…… อาจจะมีก็ได้
        แล้วก็ทำไมอาจารย์ท่านจึงแบ่งญาณ16เป็นญาณ4ขั้น อันนี้ก็ไม่ทราบอีก แต่คงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ท่านคงไม่อยากให้ลูกศิษย์ตกใจแล้วท้อว่ามีหลายข้อ  มั้ง!!

 จากคุณ : pop_iba [ 24 ต.ค. 2542 / 15:51:12 น. ]
     [ IP Address : 203.149.0.10 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (ดาบส)

วิปัสสนาญาณ คือ อารมณ์ที่เปลี่ยนไปของผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน  โดยมีรูปนามเป็นอารมณ์กรรมฐาน การเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ดังกล่าวจะแบ่งเป็น 4 ขั้น หรือ 16 ขั้น ก็ไม่ได้แตกต่างกัน แต่ที่นิยมแบ่งเป็น 16 ขั้นคงเพื่อให้ผู้ปฏิบัติเห็นรายละเอียดของการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์วิปัสสนาจากปุถุชนขึ้นเป็นอริยบุคคล เช่น อารมณ์ในญาณ 4 ของคุณ pop_iba ตรงกับญาณ 13,14,15 และ 16 ในญาณ 16  เป็นการเปลี่ยนแปลงอารมณ์ที่สำคัญที่สุด ทำให้เกิดโคตรภูญาณ คืออารมณ์แห่งปัญญาที่ทำให้ผู้ปฏิบัติก้าวข้ามโคตรปุถุชนเข้าสู่โคตรของพระอริยะ ซึ่งอารมณ์ที่จะต้องได้ครั้งแรกของพระอริยะคือ อารมณ์แห่งโสดาบันนั่นเอง โคตรภูญาณเป็นฐานแห่งปัญญาทำให้มรรคญาณเกิดขึ้น ได้เริ่มรับรู้อารมณ์พระนิพพาน แต่ยังมีกิเลสเหลืออยู่ เมื่อผ่านอารมณ์มรรคญาณแล้วจะได้ผลญาณ มีหน้าที่เสวยวิมุติสุขของมรรคญาณ มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ และอารมณ์สุดท้ายคือ ญาณ 16 ปัจจเวกขณญาณ  เป็นญาณความรู้ที่เกิดขึ้นพิจารณามรรค ผล นิพพานที่ได้ผ่านมา พร้อมทั้งพิจารณากิเลสที่ได้ปหานไปแล้ว และที่ยังไม่ได้ปหานว่ามีอะไรบ้าง การอธิบายตรงนี้จะเห็นว่าพระอริยะที่ได้ญาณ 16 แล้วคงต้องพิจารณาอารมณ์พระนิพพานเวียนไปมามากกว่า 1 รอบแน่นอน ที่ผมแย้งคือ คำพูดที่ว่ากว่าจะสำเร็จเป็นพระอรหันต์ต้องเวียนได้ญาณ 16 ถึง 4 ครั้ง ทำนองว่าต้องมาเริ่มที่ญาณ 1 ใหม่ อันนี้เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะผู้ได้อารมณ์อริยะแล้วจะกลับมาเป็นปุถุชนได้อย่างไร แต่ถ้าหมายถึงว่าในญาณ 16 คงต้องมีการพิจารณาอารมณ์หลายรอบหลายครั้ง อันนี้น่าจะเป็นเช่นนั้น ส่วนจะเป็นกี่ครั้งผมว่าไม่มีใครทราบเป็น "ผู้พบคือผู้พ้น" ผมขออนุโมทนาในคำพูดที่ว่า "แต่ถ้าผู้ที่หนักแน่นมั่นคงในญาณขั้นที่  จริงจะไม่สามารถล้มเลิกกลางคันได้เลย เพราะว่าปัญญาคือความรู้ความเข้าใจทำให้เชื่อมั่นจนไม่มีอะไรมาลบล้างได้" เพราะนี่เป็นความจริงแท้แน่นอน  อย่าว่าแต่จะเป็นญาณ 16 เลยที่ย้อนกลับมาไม่ได้ แม้ปุถุชนทั่วไปที่ปฏิบัติได้แค่ญาณ 1 ก็กลับมาทำสมาธิแบบเดิมไม่ได้อีกต่อไป 

 จากคุณ : ดาบส [ 25 ต.ค. 2542 / 00:09:10 น. ]
     [ IP Address : 203.145.3.104 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (Shinjang@doramail.com)

สาธุครับ
อยากเสวนาเหมือนกันแต่ภมิะรรมผมไม่ถึง
จึงของดแสดงครับ

 จากคุณ : Shinjang@doramail.com [ 29 ต.ค. 2542 / 08:41:18 น. ]
     [ IP Address : 203.150.36.3 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (pop_iba)

คุณชินจัง (ชื่อน่ารักจริงๆ)
อย่าได้คิดไปว่าตนภูมิธรรมยังไม่ถึงเลย  คุณชินจังเข้ามาในlarntum.comแค่นี้ก็เป็นญาณขั้นที่3แบบอ่อนๆแล้วนะ  คือ"คล้อยตามธรรมฝ่ายเจริญ"ไง   คุณมีปัญญาพอที่จะเลือกweb siteที่จะเข้าไปได้นี่ภูมิธรรมคุณไม่ด้อยเลย
     ญาณ4ขั้นเป็นstepของอารมณ์ของนักปฏิบัติ  ดังที่กล่าวไว้แล้วน่ะแหละ  เชื่อว่าทุกคนที่ปฏิบัติธรรมน่าจะเคยผ่านญาณมา2-3ขั้นแล้ว เช่นอารมณ์ "เห็นโทษ น่าเบื่อ น่ากลัว"  หรือว่าอารม์ "อยากพ้นไป - ทวนไปทวนมาหาอุบาย" ก็น่าจะเกิดขึ้นบ้างแล้ว  แต่อาจจะยังเกิดแบบกระท่อนกระแท่นอยู่ หรือเกิดแบบยังจางๆอยู่  แล้วก็ไม่ได้ไปเรียนเรื่องของภาษา เลยไม่รู้ชื่อเรียกกันเท่านั้นเอง
      เรื่องของอารมณ์เป็นเรื่องต้องคอยเฝ้าสังเกต  แล้วถ้าได้เรียนชื่อของอารมณ์ต่างยิ่งสนุกใหญ่  พระพุทธเจ้าท่านเหนือกว่าพระอรหันต์ธรรมดาอยู่หลายข้อ  แต่ที่จะกล่าวคือท่านสามารถแต่งภาษาให้เราเข้าใจได้  จึงเกิดมีปริยัติขึ้นมา   
     ปริยัติเป็นภาษา เป็นสื่อกลาง ไว้พูดคุยเพื่อท้าวถึงธรรมจริง ดังนั้นเวลาเห็นภาษาที่แปลกๆหน่อยก็อย่าตกอกตกใจไป  ภาษาเหล่านั้นเป็นคำอธิบายถึงสภาวะธรรมชาติที่เกิดขึ้นจริงเท่านั้นเอง
   ลองเฝ้าสังเกตดูเถอะว่าวันหนึ่งๆเกิดอารมณ์อะไรขึ้นบ้าง  (ดูอารมณ์ตัวเองนะ  ไม่ต้องไปดูชาวบ้านเค้า  : )

 จากคุณ : pop_iba [ 31 ต.ค. 2542 / 09:56:22 น. ]
     [ IP Address : 203.149.0.10 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!