สารพันปัญหาของผู้ปฏิบัติ
 เนื้อความ :

การที่ผมอยู่ในแวดวงของผู้ปฏิบัติมานาน
ได้พบเห็น รู้จัก และคุ้นเคย กับผู้ปฏิบัติเป็นจำนวนมาก
ทำให้ผมได้พบว่า  ผู้ปฏิบัติมักเกิดความสงสัยในเรื่องต่างๆ มากมาย
และคำถามของผู้ปฏิบัติส่วนมาก จะวนเวียนอยู่ในเรื่องดังนี้

กลุ่มปัญหาที่ชวนให้ฟุ้งซ่าน
เช่น นิพพาน สวรรค์ นรก ชาติก่อน ชาติหน้า กรรมเก่า กรรมใหม่
เทพ พรหม เปรต อสุรกาย ฯลฯ สิ่งเหล่านี้มีหรือไม่มี
หรือความสงสัยหยุมหยิมเช่น เชื้อโรคมีจิตหรือไม่
และนั่งสมาธิแล้ว จะรู้เห็นสิ่งแปลกๆ ได้หรือไม่
ถ้ารู้เห็นแล้ว จะทำอย่างไรดี  เป็นต้น

กลุ่มปัญหาที่เกี่ยวกับเงื่อนไขของการปฏิบัติ
เช่น ก่อนจะปฏิบัติควรเตรียมตัวอย่างไร
ต้องถือศีลกินเพล หรือควรจะกินอาหารมังสวิรัติหรือไม่
ควรนอนมากน้อยเพียงใดเวลาใด
จะต้องนุ่งขาวห่มขาวหรือไม่
จะต้องสวดมนต์ก่อนนั่งสมาธิหรือไม่
ถ้าสวด ควรสวดบทใดบ้าง
ควรตักบาตรอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรก่อนหรือไม่
เด็กหรือผู้ใหญ่ ผู้หญิงหรือผู้ชาย ผู้ครองเรือนกับนักบวช ใครปฏิบัติง่ายกว่ากัน
การปฏิบัติจำเป็นต้องไปวัดหรือไม่
จะต้องเรียนปริยัติเพียงใด
ต้องให้จบอภิธัมม์ปริจเฉทที่ 9 มหาปัฏฐานก่อนหรือไม่

กลุ่มปัญหากับสภาพแวดล้อม
เช่นมีครอบครัวที่สับสนวุ่นวาย
ลูกยุ่ง สามีกวน ภรรยาไม่สนใจธรรมะ
หรือมีภาระเรื่องการเรียนหรือการงาน ทำให้ปฏิบัติไม่ได้

กลุ่มปัญหาเกี่ยวกับวิธีเริ่มต้นของการปฏิบัติ
เช่น จะต้องนั่งสมาธิก่อนเจริญวิปัสสนาหรือไม่
ถ้าจะทำสมาธิ ควรทำอานาปานสติดี
หรือจะบริกรรม พุทโธ ยุบหนอพองหนอ สัมมาอรหัง นะมะพะธะ
หรือควรเพ่งกสิณอะไรบ้าง
ทั้งนี้ เพราะไม่ทราบว่าวิธีใดจะถูกจริต
บ้างก็ลองวิธีนั้น วิธีนี้เรื่อยๆ ไป ย้ายวัดเปลี่ยนอาจารย์ไปเรื่อยๆ
หรือสงสัยว่า จำเป็นต้องเดินจงกรมหรือไม่ หรือจะนั่งอย่างเดียวดี
ถ้าจะนั่ง ควรนั่งเวลาไหน ท่าไหน วันละกี่ชั่วโมง
นั่งเมื่อยแล้ว ควรทนต่อไป หรือควรเปลี่ยนอิริยาบถ เป็นต้น

กลุ่มปัญหาเกี่ยวกับอาการของจิตในขั้นการทำสมถะ
ขั้นเริ่มต้นก็จะมีปัญหาเช่น
ทำอย่างไรจิตก็ไม่สงบเลย มีแต่ความฟุ้งซ่านสับสน
หรือนั่งแล้วเคลิ้มๆ หลับใน เงียบไปทุกครั้ง
บางคนปฏิบัติไปสามวัน ก็เริ่มบ่นว่าเบื่อ
เพราะไม่เห็นความก้าวหน้าอะไรเลย

พอทำความสงบได้แล้ว ก็ถึงกลุ่มปัญหานิมิตและโลกียญาณ
มีทั้งที่น่ากลัว หรือที่น่าภูมิใจ
เช่น นั่งสมาธิแล้วรู้สึกเหมือนมีมดหรือแมลงมาไต่ตอมร่างกาย
หรือสามารถรู้เห็นออกไปภายนอกได้
มองเห็นนรก เห็นสวรรค์ เห็นเทวดาและภูติผี
บ้างก็เห็นพระเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์
บ้างเห็นเมืองแก้วพระนิพพาน ถอดจิตไปเฝ้าพระพุทธเจ้าได้
เห็นตนเองเป็นโครงกระดูกเดินไปมาได้ โครงเดียวบ้าง หลายโครงบ้าง
เห็นกลางคืนสว่างเหมือนกลางวันบ้าง

บ้างก็มีโลกียญาณ เช่นรู้วาระจิตผู้อื่นได้
ระลึกชาติได้ แล้วเที่ยวรู้และยึดว่าคนนั้นคนนี้เคยพบกันมาในอดีตชาติ
รักษาโรคได้ รู้การจุติอุบัติของสัตว์ แสดงฤทธิ์ได้

บางคนนั่งไปนิดหน่อยก็เกิดความกลัว
เช่นกลัวจะเห็นภูติผีปีศาจ กลัวจิตจะออกจากร่างแล้วไม่กลับเข้าร่างอีก
บางคนได้ยินเสียงคนเดินไปมา เห็นคนมานั่งใกล้ๆ
รวมแล้วสารพัดรูปแบบที่จะเป็นไป

กลุ่มปัญหาเกี่ยวกับวิธีเจริญวิปัสสนา
เช่น เมื่อทำสมถะไปแล้ว จะเริ่มทำวิปัสสนาตรงไหน
ในขณะที่บางคนบอกว่าไม่ต้องการทำสมถะ จะขอทำวิปัสสนาเลย
ถัดจากนั้น ก็เกิดปัญหาว่า  ควรจะทำวิปัสสนาอย่างไร
จะเข้าสำนักไหนจึงจะดี เพราะแทบทุกสำนักล้วนแต่ประกาศว่า
สำนักของตนเป็นทางตรงที่สุด  สำนักอื่นผิด
และต่างก็บอกว่าตนเจริญสติปัฏฐาน
กำหนดรู้รูปนามขันธ์ 5 ปัจจุบันอารมณ์กันทั้งนั้น

บ้างก็มีปัญหาว่า ควรเจริญสติปัฏฐานหมวดใดดี
จะต้องเริ่มตามลำดับคือ กาย เวทนา จิต ธรรม หรือไม่
บางคนกลัวจะติดวิปัสสนูปกิเลส
บ้างก็สนใจไถ่ถามกับเรื่องญาณ ว่าตนทำได้ถึงญาณชั้นใด
บางคนตั้งเป้าหมายจะทำให้ถึงญาณนั้นญาณนี้ ในเวลาเท่านั้นเท่านี้

สำหรับผู้ที่ลงมือทำจริงๆ ก็ยังมีเรื่องให้ต้องถามครูบาอาจารย์อยู่เสมอ
เช่นควรวางจิตอย่างไร ควรกำหนดอย่างไร
อาการของจิตอย่างนี้ จะแก้อย่างไร
อาการของจิตอย่างนั้น จะแก้อย่างไร
เช่นหัดรู้ตัวแล้วเกิดอึดอัดขึ้นกลางอก
เกิดปวดระหว่างหัวคิ้วหรือปวดตา
เห็นกิเลสเกิดขึ้นในจิตแล้วจะทำอย่างไรดี
ควรจะปล่อยมันเอาไว้รู้ หรือควรพยายามละมัน
จิตใจมันตื้อๆ ไม่ผ่องใส จะแก้ไขอย่างไร
ควรนำธรรมะบทนั้นบทนี้มานึกคิดพิจารณาด้วยหรือไม่
เช่นควรเจริญอสุภกรรมฐานเพื่อข่มราคะหรือไม่
หรือจะให้รู้ราคะไปเรื่อยๆ ไม่ต้องไปแก้ไขมัน เป็นต้น

ใครที่อยากจะทำ FAQ เกี่ยวกับปัญหาธรรมะ
ลองใช้ตัวอย่างคำถามที่ผมยกมานี้ เป็นตัวตั้งก็ได้
คำถามส่วนมาก มักวนเวียนอยู่ในเรื่องเหล่านี้นั่นเอง
จะนอกเหนือไปกว่านี้ก็ไม่มากนักหรอกครับ

******************************************************

คำถามเหล่านี้ ผมเคยได้ยินผู้สงสัยเรียนถามครูบาอาจารย์บ้าง
ผมสงสัยเองบ้าง ซึ่งส่วนมากจะพยายามพิจารณาแก้ไขเอาเอง
ยกเว้นที่ยากลำบากหรือละเอียดอ่อนมากๆ หรือต้องการความมั่นใจเป็นพิเศษ
จึงจะเรียนถามจากครูบาอาจารย์
ซึ่งท่านจะเมตตาตอบคำถามให้เสมอ
เมื่อหายสงสัยในเรื่องนั้นแล้ว จึงเกิดนึกขึ้นได้ว่า
ที่จริงคำตอบในการแก้ปัญหาที่ครูบาอาจารย์ให้มาแต่ละครั้งนั้น
แทบจะเป็นคำตอบเดียวกัน ทั้งที่คำถามนั้นหลากหลายมาก


คำตอบที่ได้ยินได้ฟังเป็นประจำก็คือ
อย่าเที่ยวรู้ออกไปนอก ให้รู้ปัจจุบันธรรมในกายและจิตของตน ด้วยจิตที่เป็นกลาง


คำตอบเพียงเท่านี้ สามารถแก้ปัญหาการปฏิบัติได้เกือบทั้งหมดแล้ว

กล่าวคือ กลุ่มปัญหาที่ชวนให้ฟุ้งซ่าน
ล้วนเป็นผลพวงของความคิดเท่านั้น
ยิ่งคิดมากก็ยิ่งสงสัยมาก และยิ่งสงสัยมากก็ยิ่งคิดมาก
และยิ่งคิดมาก ก็ยิ่งห่างไกลจากการเจริญสติสัมปชัญญะ ออกไปทุกที
ถ้าหันมารู้ปัจจุบันธรรมอยู่ภายในกายและจิตของตน
จะต้องสงสัยทำไมว่า นรก สวรรค์ ชาติก่อน ชาติหน้า ผีสางเทวดา มี หรือไม่มี
เพราะพอจิตสงสัย ก็รู้เท่าทันความสงสัยใคร่รู้นั้น ความสงสัยก็ดับไปเอง
เมื่อความสงสัยดับไปแล้ว จำเป็นอะไรที่จะต้องหาคำตอบต่อไปอีก

เมื่อรู้ปัจจุบันธรรมอยู่ในกายและจิตของตนแล้ว
กลุ่มปัญหาที่เกี่ยวกับเงื่อนไขของการปฏิบัติ
และปัญหาสภาพแวดล้อม ก็หมดความหมาย
เพราะการปฏิบัติธรรมไม่ได้เบียดบังเวลาทำมาหากิน
ไม่เกี่ยวกับอาหาร เครื่องนุ่งห่ม  เวลา หรือพิธีกรรมต่างๆ

เมื่อรู้ปัจจุบันธรรมอยู่ในกายและจิตของตนแล้ว
กลุ่มปัญหาเกี่ยวกับวิธีเริ่มต้นของการปฏิบัติ ก็หมดความหมาย
คำบริกรรม กิริยาท่าทาง อะไรต่างๆ เหล่านี้ ล้วนไม่ใช่สาระสำคัญ
แต่เป็นเพียงอุบายเบื้องต้น
เพื่อให้ผู้ปฏิบัติสามารถเข้ามารู้ปัจจุบันธรรมในกายในจิตของตนเท่านั้น

เมื่อรู้ปัจจุบันธรรมอยู่ในกายและจิตของตนแล้ว
กลุ่มปัญหาเกี่ยวกับอาการของจิตในขั้นการทำสมถะ ก็หมดความหมาย
เพราะอาการทั้งหมด เป็นเพียงสภาพธรรมที่ถูกรู้เท่านั้น
พอรู้แล้ว หากย้อนมาอ่านจิตใจตนเองให้แจ่มแจ้ง
อาการของจิตก็หมดความหมายไปในทันที
เช่นเมื่อปฏิบัติอยู่ แล้วเห็นภาพผีปรากฏขึ้นมา
ผู้ปฏิบัติไม่จำเป็นต้องวิเคราะห์วิจัยว่าผีจริง หรือผีปลอม
เพราะจริงก็เหมือนเท็จ เท็จก็เหมือนจริง
คือมันเป็นสิ่งที่ถูกรู้เหมือนๆ กัน
ที่สำคัญคือ ให้ย้อนเข้ามาอ่านจิตตนเองให้ดี
มันกลัว มันอยากหนี มันสงสัย หรือมันอยากรู้
ให้รู้เท่าทันจิตตนเองไว้ สิ่งที่ปรากฏนั้น
ก็ไม่มีความหมายมากกว่าไปการเห็นรูปธรรมดาๆ รูปหนึ่ง
หรือเกิดรู้เห็นพระจุฬามณี หรือพระพุทธเจ้า
ก็ให้ย้อนมาอ่านจิตของตนเองเช่นกัน
เพราะรูปนิมิตภายนอกทั้งปวงนั้น
ไม่ใช่สาระแก่นสารเพื่อการยึดถือแต่อย่างใด

เมื่อรู้ปัจจุบันธรรมอยู่ในกายและจิตของตนแล้ว
กลุ่มปัญหาเกี่ยวกับวิธีเจริญวิปัสสนา ก็หมดความหมาย
จะต้องคิดทำไมว่าจะต้องรู้อะไร ในเมื่อทุกสิ่งที่ถูกรู้ก็มีค่าเท่ากันทั้งนั้น
หากจิตเขาจะรู้สิ่งใดชัด ก็เอาสิ่งที่กำลังรู้ชัดนั่นแหละมาเป็นอารมณ์
หรือเรื่องญาณนั้นญาณนี้ก็เป็นของสมมุติ
เราไม่ได้ปฏิบัติเพราะอยากได้ญาณ
มรรคผลนิพพานก็ไม่เห็นจะต้องอยากได้
เพราะหากจิตจะได้ เขาก็ได้ของเขาเอง
แต่ยิ่งเราอยาก ก็ยิ่งไม่ได้
ส่วนวิปัสสนูปกิเลสก็เกิดไม่ได้ ถ้าไม่หลงลืมตัวขาดสติสัมปชัญญะ

นักปฏิบัติที่คิดมาก มีปัญหามาก ก็เพราะไม่พยายามรู้ตัว
ไม่มีสติพิจารณาอยู่ในกายในจิตของตนเอง
เอาแต่หลงไปกับสิ่งที่ถูกรู้ เอาแต่พยายามแก้อาการของจิต
ปฏิบัติไปด้วยความอยากรู้ อยากเห็น อยากเป็น อยากได้

หากผู้ปฏิบัติพยายามรู้ตัวอย่างต่อเนื่องเข้าไว้
และมีสติสอดส่องอยู่ในกายในจิต
หรือในวงขันธ์ 5 ของตนอย่างเป็นปัจจุบัน
ก็แทบไม่มีปัญหาจะต้องถามใครอีกต่อไปแล้ว

 จากคุณ : สันตินันท์ [ 23 ก.ย. 2542 / 09:40:30 น. ]
     [ IP Address : 203.154.120.12 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (หมูหนังสือ)

เห็นด้วยกับคุณสันตินันท์ค่ะ
ดีใจจังที่คุณสันตินันท์ได้ว่างมาตั้งกระทู้ดีๆให้อ่านอีกค่ะ
   

 จากคุณ : หมูหนังสือ [ 23 ก.ย. 2542 / 09:50:07 น. ]
     [ IP Address : 203.124.2.70 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (หนู)

สาธุค่ะ กระทู้ถูกใจอีกแล้วค่ะ

 จากคุณ : หนู [ 23 ก.ย. 2542 / 10:00:35 น. ]
     [ IP Address : 203.145.3.35 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (Boy)

Satu krab pe' Santinan.

 จากคุณ : Boy [ 23 ก.ย. 2542 / 10:42:12 น. ]
     [ IP Address : 208.254.15.193 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (lotusblossom)

สาธุค่ะ อ่านแล้วก็จำได้ทันทีในสิ่งที่อาสันตินันท์เคยบอกไว้ว่า
"จิตที่ส่งออกนอกเป็นสมุทัย  ผลของจิตที่ส่งออกนอกเป็นทุกข์..."
แต่แล้วก็ชอบสงสัยทุกที

 จากคุณ : lotusblossom [ 23 ก.ย. 2542 / 10:55:08 น. ]
     [ IP Address : 208.251.117.126 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (มาตา)

ขอบคุณค่ะพี่ เริ่มค่อยๆหมดคำถามแล้วค่ะ
คอยบอกตัวเองว่ารู้ รู้รู้ พยายามรู้เอาไว้
เวลาเผลอก็เพราะไม่รู้
เวลาทุกข์ก็เพราะรู้ไม่จริง รู้ไม่กลางจริง
ขอบคุณในความเมตตาของพี่มากค่ะ

 จากคุณ : มาตา [ 23 ก.ย. 2542 / 10:56:49 น. ]
     [ IP Address : 202.28.169.165 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (ปิ่น)

_/|\_ ขอบพระคุณพี่สันตินันท์มากครับ
      ที่ช่วยเขียนชี้แจงให้มีความเข้าใจปัญหา
      ในหลายๆแบบ ( ^_^ )

 จากคุณ : ปิ่น [ 23 ก.ย. 2542 / 11:07:43 น. ]
     [ IP Address : 204.160.183.12 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (still)

ขอบคุณ คุณอาสันตินันท์ มากเลยครับ อ่านแล้วรู้สึกวางโลกไว้ทั้งขันธ์  แต่ไม่รู้เป็นไงพอห่างจากธรรมะคุณอาก็โดนโลกถล่มลงมาทับทุกที

 จากคุณ : still [ 23 ก.ย. 2542 / 11:11:09 น. ]
     [ IP Address : 203.148.200.249 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (นิดนึง)

กราบขอบพระคุณค่ะ

 จากคุณ : นิดนึง [ 23 ก.ย. 2542 / 11:16:38 น. ]
     [ IP Address : 203.155.39.131 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (กระต่าย)

กราบขอบพระคุณด้วยคนค่ะ

 จากคุณ : กระต่าย [ 23 ก.ย. 2542 / 11:38:43 น. ]
     [ IP Address : 202.183.249.3 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (อนัตตา)

ขอบพระคุณมากครับ ผมคิดว่าได้ข้อสรุปดี ๆ
แต่ก็อด อยากพ้นทุกข์ ไม่ได้เลยครับ
เพราะ อยากพ้นทุกข์ เลยพยายามปฏิบัติ
เพราะ พยายามปฏิบัติ มันเลยกลายเป็น เพ่ง
ผมแก้ไม่ตกสักที

 จากคุณ : อนัตตา [ 23 ก.ย. 2542 / 12:00:33 น. ]
     [ IP Address : 203.151.2.159 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (พุทธบุตร)

สาธุอนุโมทนามิ

 จากคุณ : พุทธบุตร [ 23 ก.ย. 2542 / 12:02:58 น. ]
     [ IP Address : 203.154.19.107 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (พัลวัน)

สาธุ

 จากคุณ : พัลวัน [ 23 ก.ย. 2542 / 12:57:38 น. ]
     [ IP Address : 203.146.64.164 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (นกเอี้ยง)

^-^ _/|\_

 จากคุณ : นกเอี้ยง [ 23 ก.ย. 2542 / 13:23:43 น. ]
     [ IP Address : 203.154.196.53 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (คิดเอาเอง)

เอ ไม่รู้ว่าพี่เอาคำตอบข้างบนมาดักคำถามของผมไว้หรือเปล่าครับ
(เพราะผมชอบถามเรื่องไร้สาระเรื่อยเปื่อยเป็นชีวิตจิตใจ)
แต่ถึงยังไงผมก็รู้สึกได้ครับ ว่าพี่มีความกรุณาต่อผมมาก(รวมทั้งคนอื่น ๆ ด้วย)

ขอบคุณพี่มากครับ

 จากคุณ : คิดเอาเอง [ 23 ก.ย. 2542 / 14:10:54 น. ]
     [ IP Address : 202.6.107.20 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (คนธรรมดา)

ขอบพระคุณค่ะ  _/i\_

 จากคุณ : คนธรรมดา [ 23 ก.ย. 2542 / 15:18:24 น. ]
     [ IP Address : 204.160.183.12 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (rising_sun)

กระทู้นี้กว่าจะอ่านจบเลือดโชกเลยครับ โดนเข้ากับตัวไปหลายข้อทีเดียว คิดว่าเพื่อนๆก็คงร่วมชะตากรรมเดียวกัน :)

 จากคุณ : rising_sun [ 23 ก.ย. 2542 / 15:33:01 น. ]
     [ IP Address : 203.134.35.217 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (rising_sun)

ขอบคุณพี่สันตินันท์มากครับ

 จากคุณ : rising_sun [ 23 ก.ย. 2542 / 15:34:49 น. ]
     [ IP Address : 203.134.35.217 ]


 ความคิดเห็นที่ 18 : (แมวแก่)

กราบขอบพระคุณคุณอาครับ _/|\_
(ประทับใจเรื่องเชื้อโรคมีจิตหรือไม่? มากครับ :-) )

 จากคุณ : แมวแก่ [ 23 ก.ย. 2542 / 16:03:53 น. ]
     [ IP Address : 202.44.144.100 ]


 ความคิดเห็นที่ 19 : (มรกต)

สาธุ........

 จากคุณ : มรกต [ 23 ก.ย. 2542 / 16:13:53 น. ]
     [ IP Address : 192.150.251.3 ]


 ความคิดเห็นที่ 20 : (morning_glory)

สาธุครับ _/|\_

 จากคุณ : morning_glory [ 23 ก.ย. 2542 / 16:53:37 น. ]
     [ IP Address : 131.111.216.206 ]


 ความคิดเห็นที่ 21 : (Lee)

สาธุด้วยครับ

_/|\_

 จากคุณ : Lee [ 23 ก.ย. 2542 / 17:16:09 น. ]
     [ IP Address : 203.149.33.252 ]


 ความคิดเห็นที่ 22 : (27113745)

ขอบพระคุณค่ะ

 จากคุณ : 27113745 [ 23 ก.ย. 2542 / 18:12:30 น. ]
     [ IP Address : 203.155.51.46 ]


 ความคิดเห็นที่ 23 : (Mike)

ขอบพระคุณมากครับ

 จากคุณ : Mike [ 23 ก.ย. 2542 / 19:03:44 น. ]
     [ IP Address : 203.149.33.252 ]


 ความคิดเห็นที่ 24 : (ธนา)

มาชี้แนะอีกนะครับ

 จากคุณ : ธนา [ 23 ก.ย. 2542 / 21:17:04 น. ]
     [ IP Address : 202.183.248.51 ]


 ความคิดเห็นที่ 25 : (ทรายแก้ว)

กราบขอบพระคุณค่ะ _/|\_

 จากคุณ : ทรายแก้ว [ 23 ก.ย. 2542 / 22:05:04 น. ]
     [ IP Address : 208.147.5.96 ]


 ความคิดเห็นที่ 26 : (น้องน้อย)

:)

 จากคุณ : น้องน้อย [ 23 ก.ย. 2542 / 23:43:50 น. ]
     [ IP Address : 161.200.255.162 ]


 ความคิดเห็นที่ 27 : (ทองคำขาว)

_/|\_ สาธุครับ

 จากคุณ : ทองคำขาว [ 24 ก.ย. 2542 / 00:51:31 น. ]
     [ IP Address : 133.46.12.229 ]


 ความคิดเห็นที่ 28 : (หอยทาก)

ขอบคุณมากครับ คุณสันตินันท์ กำลังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับ
อาการต่างๆในขณะทำสมาธิ บทความนี้ตอบได้หมดเลยครับ ยอดจริงๆ

 จากคุณ : หอยทาก [ 24 ก.ย. 2542 / 01:00:49 น. ]
     [ IP Address : 158.100.28.158 ]


 ความคิดเห็นที่ 29 : (บัวใต้น้ำ)

สาธุครับ

 จากคุณ : บัวใต้น้ำ [ 24 ก.ย. 2542 / 08:27:14 น. ]
     [ IP Address : 192.150.251.3 ]


 ความคิดเห็นที่ 30 : (จิตใส)

สาธุค่ะ

 จากคุณ : จิตใส [ 24 ก.ย. 2542 / 08:53:58 น. ]
     [ IP Address : 161.200.255.162 ]


 ความคิดเห็นที่ 31 : (faun)

สาธุ ครับ โดนไปหลายข้อทีเดียวครับ แก้ทั้งข้อสงสัยในอดีต ปัจจุบัน และที่กำลังจะเกิดในอนาคตทีเดียวกันเลยครับ

 จากคุณ : faun [ 24 ก.ย. 2542 / 09:24:32 น. ]
     [ IP Address : 202.0.65.21 ]


 ความคิดเห็นที่ 32 : (deedi)

กราบขอบพระคุณ คุณสันตินันท์ เป็นอย่างยิ่งค่ะ

:>

 จากคุณ : deedi [ 24 ก.ย. 2542 / 09:50:30 น. ]
     [ IP Address : 203.146.64.164 ]


 ความคิดเห็นที่ 33 : (kobe)

สาธุครับ อาสันตินันท์
โดนไปหลายข้อเหมือนกัน ฮิ ฮิ

 จากคุณ : kobe [ 24 ก.ย. 2542 / 10:06:24 น. ]
     [ IP Address : 202.44.228.8 ]


 ความคิดเห็นที่ 34 : (เกิดแต่ตม)

ขอบคุณคุณสันตินันต์มากครับที่ได้ให้หัวข้อมา
ผมเคยได้ปรารภกับเพื่อนหลายคนทั้งทาง ICQ และ IRC
ว่าอยากทำ Homepage เกี่ยวกับเรื่องนี้ คำถาม
FAQ ที่คุณสันตินันต์แนะนำมาจึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง
ผมเองเข้าใจในข้อสงสัยดังกล่าวของพวกเราเป็นอย่างดี เนื่องจาก
หลายเรื่องผมเองก็เคยสงสัยหรือกำลังสงสัยอยู่
ผมไม่มีบุญเหมือนพวกเราที่จะมีครูบาอาจารย์คอยให้
คำตอบและแนะนำที่ดีได้   ตลอด 20 กว่าปีที่ปฎิบัติเองจึง
ลุ่มๆดอนๆกว่าจะหาทางเจอแต่ละทาง ส่วนที่ยังไม่เจอก็ยัง
สงสัยอยู่ ที่เจอแล้วหรือกำลังจะเจอก็อยากบอกเป็นประสบการณ์
ให้ผู้ที่กำลังเดินตามหลังได้ทราบจะได้เดินทางถูก  ผมเคยมีใจลำพอง
หัวเราะเยาะนิมิตปีศาจว่าไม่น่ากลัวสั่งให้มันแลบลิ้นปลิ้นตามันก็ทำ
แต่พอถอนสมาธิออกมาเจอของจริงตอนกำลังกระหยิ่มเข้าเลยได้เรื่อง
จิตเห็นความกลัวตายของตัวเองจนเกิดความละอายใจอยู่ตั้งนาน
แถมหวาดระแวงอยู่จนนั่งสมาธิไม่สงบอยู่หลายวัน
เพราะความมั่นใจตัวเองมันหายหมด รู้ว่าความกลัวตายยังอยู่
ต้องเอามรณะสติเข้าแก้ จนอาการหาย
เรื่องหลายเรื่องถึงแม้ว่าผมจะเชื่อสิ่งที่พระพุทธองค์ตรัส 90%
แต่ก็ไม่สามารถทำใจเชื่อ100 % ในขณะนี้ได้ เนื่องจากผมเชื่อ
กาลามะสูตรของพระองค์ด้วยหากเชื่อโดยไม่รู้เองหรือพิสูจน์ได้
ก็ถือว่าไม่เชื่อพระองค์
เมื่อหลายอาทิตย์ก่อนได้มีโอกาสคุยกับคุณสันตินันต์เรื่อง
กระทู้ในห้องสมุดพันธ์ทิพย์ที่มีผู้บอกว่าตายแล้วสูญ
นิพพานก็คือตาย อันนี้พระพุทธองค์ก็จัดเป็นมิจฉาทิฏฐิ
อย่างหนึ่ง   จำได้ว่าหลายท่านในนี้ก็ไปช่วยกันถกเหมือนกัน
ผมเองก็ได้แต่อ้างพุทธพจน์ตอนเถียงกับเค้า แต่ถ้าถามตัวเองว่ามั่นใจ
แค่ไหนว่าโลกหน้า โลกก่อนมีจริงผมก็คงตอบตามจริงไม่ปิดบัง
ว่าตามหลักกาลามะสูตร ผมเชื่อแต่ไม่100% เพราะผมเองถึงแม้จะเห็นไตรลักษณ์
ทางปัญญาวิมุติแล้วละกิเลสบางส่วนได้ ทางเตโชนั้นผมได้บ้างก็ไม่
ถึงขั้นจะได้อภิญญาจนเห็นอดีตอนาคตได้ แม้ผมจะทำได้ในอนาคต
ก็คงต้องพิสูจน์จนแน่ใจว่าที่เห็นหนะไม่ใช่สัญญาการปรุงแต่งของตัวเอง
เหมือนกับที่ท่านว่าเห็นหนะเห็นจริง แต่ที่เห็นหนะมันไม่จริง เป็นแค่
การปรุงแต่งของจิต  จึงจะนำมาบอกเล่าให้ฟังได้ ตอนนี้ผมจึงได้แต่เร่งปฎิบัติทั้งวันคืน
จะได้เอาคำตอบที่ตรงทั้งทางทฤษฎีและปฏิบัติ
ทั้งสามารถพิสูจน์ได้ตามหลักวิทยาศาสตร์มาบอกพวกเรา
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปฏิบัติทางตรงที่ผมพอจะรู้อยู่แล้ว และสิ่งเกี่ยวข้องที่
ไร้สาระอย่างคุณสันตินันต์กล่าว แต่ทุกคนรวมทั้งผมก็ยังอยากรู้เช่น
การถอดกายทิพย์ นรกสวรรค์ การถอดจิต หรือปาฎิหารต์ วัตถุมงคล
อะไรทำนองนี้  พวกนี้ถึงห้ามใจไว้ชั่วคราวไม่อยากรู้
วันหลังก็กำเริบอีก เด็กใหม่มาก็สงสัยอีกไม่จบสิ้น
แต่จะไปหาคำตอบที่ตรงไปตรงมาก็ไม่ได้ เพราะมีน้อยท่านเหลือเกิน
ที่ทำได้อย่างชำนาญแล้วจะกรุณามายืนยันให้ฟัง เพราะส่วนใหญ่ผู้ที่
ทำได้ท่านก็เห็นเป็นเรื่องไร้สาระไม่ยึดติดเสียแล้ว บางท่านเห็นได้แต่ไม่ชำนาญ
ก็เลยไม่สามารถยืนยันได้ ส่วนบางท่านเล่าว่า
เห็นโน่นเห็นนี่ ผมก็แน่ใจว่าเห็นจริงๆหนะครับแต่ที่เห็นหนะไม่จริง
คือเห็นนิมิตที่จิตสร้างขึ้น  อย่างสองคนถอดจิตไปดูของสิ่งเดียวกัน
เห็นทั้งคู่ แต่เห็นไม่เหมือนกันเลย  บางคนก็เอาเรื่องโกหกหรือเล่นกล
ที่แนบเนียนมาแสดง ไม่ว่าจะทำไปโดยกุศลจิต
หรือไม่ก็ตาม คือมาหลอกล่อให้คนนั่งสมาธิหรือปฏิบัติธรรม  
ผมว่าถ้าให้เค้ามาปฏิบัติธรรมก็ควรให้มาด้วยความเข้าใจถูกต้องดีกว่า
ไม่งั้นก็อย่ามาเลย อันนี้ทำให้นึกถึงสมัยก่อนผมไปพิสูจน์
เรื่องสมาธิกับอิทธิฤทธิ์ที่บ้านท่านพันเอกนอกราชการท่านหนึ่ง
ผมไม่ขอเอ่ยชื่อ ท่านแสดงโดยเอามีดปลายแหลมกดเข้ากับ
หนังแล้วไม่เข้า(มีดคมจริงๆผมทดสอบแล้ว) โดยให้คนที่ไป
ทดลองกับแขนตัวเองจริงๆ นอกจากนั้นยังมีการแสดง
ฤทธิ์อีกหลายอย่าง สำหรับอย่างแรกนั้นเด็กหนุ่มคนที่ลองก็รู้สึก
ว่ามีดแทงไม่เข้าจริงๆ ถึงกับยิ้มด้วยความภูมิใจ แต่พอผมขอดู
แล้วแหวกเท่านั้น เลือดสดไหลปรี้ดออกมาจนเค้าหน้าถอดสี
จนวงเกือบแตก ท่านเลยไม่ยอมแสดงอย่างอื่นให้ผมดูต่อ
ผมเข้าใจว่าท่านคงใช้เป็นเครื่องจูงใจให้คนปฏิบัติธรรมมากกว่า
เพราะไม่ได้เรียกร้องเงินทองอะไร แต่สอนให้นั่งสมาธิ
ถ้ามีลูกศิษย์ท่านในนี้จะกล่าวแก้แทนก็ยินดีรับฟังครับ
เรื่องทำนองแบบนี้ผมเจอมามาก แต่ยังไม่เจอของจริงเลย
ใครทำได้หรือเจอคนทำได้เห็นได้จริงพิสูจน์ได้ ช่วยส่งข่าวให้หน่อยครับ
จะได้ไปทดสอบแล้วเอามาเป็นข้อมูลใน homepage
เพื่อเป็นวิทยาทานของคนรุ่นหลัง ส่วนตอนนี้ยังบอกไม่ได้ว่า
เมื่อไหร่จะเสร็จ   อาจจะ 6 เดือน 6 ปี หรือไม่มีวันเสร็จเลย
ขึ้นอยู่กับบารมีที่ผมจะมีโอกาสได้ทำในสิ่งที่ตั้งใจไว้หรือไม่
ถ้าได้ทำแล้วก็มั่นใจเถิดครับว่าเป็นเรื่องจริง 100 % สามารถพิสูจน์ได้ตลอดเวลา

 


 จากคุณ : เกิดแต่ตม [ 24 ก.ย. 2542 / 11:40:40 น. ]
     [ IP Address : 144.92.44.76 ]


 ความคิดเห็นที่ 35 : (พัลวัน)

เรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ คนที่ยังไม่ได้ ย่อมสงสัย และอยากได้ แต่คนที่ได้แล้ว หากมีปัญญา ก็ไม่สนใจ เพราะไม่ได้ช่วยให้ทุกข์มันคลายลงได้แม้แต่น้อยนิดเลย

ผมเห็นใจคุณเกิดแต่ตมครับ แต่เรื่องอย่างนี้ผมคงช่วยไม่ได้ครับ แม้ว่าจะมีประสบการณ์แปลกๆอยู่บ้าง แต่ก็ถือว่าเป็นแค่สิ่งที่ช่วยยืนยันในตัวเราเท่านั้นเอง

และผมก็ไม่แน่ใจด้วยครับว่า คุณอาสันตินันท์จะสนับสนุนให้ทดลองเรื่องฤทธิ์เรื่องเดชนี่หรือเปล่า?

 จากคุณ : พัลวัน [ 24 ก.ย. 2542 / 13:12:53 น. ]
     [ IP Address : 203.149.32.88 ]


 ความคิดเห็นที่ 36 : (สันตินันท์)

ไม่สนับสนุนหรอกครับคุณพัลวัน
เพราะไม่มีประโยชน์สำหรับการพ้นทุกข์

 จากคุณ : สันตินันท์ [ 24 ก.ย. 2542 / 19:25:40 น. ]
     [ IP Address : 203.151.110.181 ]


 ความคิดเห็นที่ 37 : (จิตฐิ)

เข้ามาร่วม..สาธุ...ด้วยคนค่ะ

 จากคุณ : จิตฐิ [ 25 ก.ย. 2542 / 00:53:32 น. ]
     [ IP Address : 209.30.236.210 ]


 ความคิดเห็นที่ 38 : (ทองจันทร์)

สาธุครับ _/|\_)

 จากคุณ : ทองจันทร์ [ 25 ก.ย. 2542 / 13:09:52 น. ]
     [ IP Address : 203.151.82.4 ]


 ความคิดเห็นที่ 39 : (ยุคสาม)

ขอบคุณมากครับ สำหรับคำตอบทุกคำตอบ...

 จากคุณ : ยุคสาม [ 25 ก.ย. 2542 / 14:22:23 น. ]
     [ IP Address : 202.44.144.100 ]


 ความคิดเห็นที่ 40 : (upekkha99@hotmail.com)

ขอบคุณครับ

 จากคุณ : upekkha99@hotmail.com [ 26 ก.ย. 2542 / 13:02:02 น. ]
     [ IP Address : 203.157.0.99 ]


 ความคิดเห็นที่ 41 : (นักปฏิบัติที่ไม่เอาไหน)

   ขอแนะนำสักนิดครับ        อย่าลืมนะครับว่าจิตของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกันบางคนอยากรู้อยากเห็น บางคนไม่อยากรู้ไม่อยากเห็น  และทางบรรลุมรรคผลไม่ได้มีทางเดียว  อ งค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ทราบมาก่อนแล้ว  พระองค์จึงมีคำสอนสำหรับบุคคลเหล่านี้ ซึ่งคำสอนที่พระองค์สอนมานั้น พระองค์ไม่ได้มีทางเดียว   แต่มีหลายทาง  รวมแล้วมีอยู่ 4ทางด้วยกันตามแบบของคัมภีร์วิสุทธิมัค์ไปหาอ่านดูแล้วกันว่ามีอะไรบ้าง   ซึ่ง 4ทางนี้ก็สามารถบรรลุมรรคผลได้เหมือนๆกัน   เราจะไปเหมาเอาว่ามีอยู่ทางเดียวคือทางที่ตนรู้และศึกษาอยู่ก็ไม่กูก   ดังนั้นใครปฏิบัติอย่างไรก็เป็นเรื่องของบุคคลนั้น    แต่สำหรับเรื่องอิทธิฤทธิ์นั้นมีจริง  ถ้าใครอยากรู้ว่ามีจริงอย่างไร ก็ทำกสิณให้ได้ ฌาน 4เสียกอ่นแล้วค่อยคุยกัน ถ้าไม่อย่างนั้นจะคุยกันไม่รู้เรื่องเพราะความมีอคติต่อสายการปฏิบัติอื่น  ซึ่งการแสดงฤทธิ์ได้นั้นขึ้นกับกำลังของฌาน ไม่จำเป็นจะต้องเป็นดานโลกีย์
เท่านั้น  ฌานโลกุตรก็สามารถแสดงได้แต่อยู่ใด้ขอบเขต เช่นสายการปฏิบัติแบบปฏิสัมภิทัปปัตโต จะต้องเป็นถึงพระอนาคามีเท่านนั้นถึงจะได้ความสามารถพิเสษนี้ ซึ่งต่างจากสายสุขวิปัสโกซึ่งไม่นิยมเล่นฌาณ  ท้ายนี้ผมขอสนับสนุนว่าในการปฏิบัติใหม่ๆนั้นก็จะมีปัญหาต่างๆมากมาย ให้เก็บปํญญานั้นไว้ก่อนแล้วทำต่อไปเรื่อยๆจนถึงจุดๆหนึ่ง จิตก็จะสามารถให้ คำตอบได้เองโดยไม่ต้องไปถามใครนอกจากคนๆนั้นจะก้าวไปสู่อีกขึ้นหนึ่งของการปฏิบัติครับผม ขอบคุณครับ

 จากคุณ : นักปฏิบัติที่ไม่เอาไหน [ 26 ก.ย. 2542 / 14:33:35 น. ]
     [ IP Address : 203.149.14.33 ]


 ความคิดเห็นที่ 42 : (aston27)

พี่สันตินันท์ ยังเป็นที่พึ่งทางธรรมของโลกียชนอย่างผมได้เสมอ
ขอกราบขอบพระคุณครับ และขออนุโมทนาในผลบุญนี้ด้วยครับ

 จากคุณ : aston27 [ 26 ก.ย. 2542 / 17:08:39 น. ]
     [ IP Address : 203.149.33.252 ]


 ความคิดเห็นที่ 43 : (Dawn)

ขอบพระคุณคุณสันตินันท์ค่ะ เพิ่งได้พบขุมทรัพย์เหล่านี้เมื่อประมาณ 3 วันที่แล้ว
หลังจากที่ใช้ Search Engine ต่างประเทศหาอยู่นาน และไม่เคยเยี่ยม Web Page ไทยเลย
อย่างไรก็ได้มาพบแล้ว สุขใจค่ะ กระทู้ที่คุณสันตินันท์ตั้งมานี้ สำหรับดิฉันไม่มีปัญหาดังกล่าว
คิดว่าเข้าใจความแตกต่างระหว่างปรมัตถสัจจะ และสมมุติบัญญัติ จึงคิดว่าการปฎิบัติธรรม
ก็คือการมี "สติ" กำหนดรู้ให้ต่อเนื่อง จึงไม่ใส่ใจกับเรื่องนิมิตใด ๆ เพียงให้เห็นสภาพธรรมตามความเป็นจริง
แต่ปัญหาของดิฉันคือ ในบางครั้งไม่มั่นใจ ว่าความ(ผุด)รู้ที่เกิดขึ้นนั้น เป็นภาวนามยปัญญา หรือ
จินตา (รวมทั้งสุต) ในใจตัวเองก็คิดว่าเป็นภาวนามยปัญญา แต่ไม่อยากตู่เอา เคยคิดว่า
ความไม่แน่ใจนี้ ก็เป็นสิ่งชี้ชัดว่ายังเป็นปัญญาในระดับจินตาอยู่ ไม่ทราบว่าเป็นเช่นนั้น หรือไม่คะ

 จากคุณ : Dawn [ 26 ก.ย. 2542 / 19:04:24 น. ]
     [ IP Address : 203.149.8.249 ]


 ความคิดเห็นที่ 44 : (สันตินันท์)

เรียนคุณ Dawn
ผมขออนุโมทนาครับ ที่ตั้งใจเจริญสติ
สำหรับตัวองค์ความรู้นั้นไม่ใช่เป้าหมายที่เราปรารถนาหรอกครับ
ที่เราต้องการไปให้ถึง ก็คือทำอย่างไรจิตจะพ้นจากทุกข์
หากเกิดผุดรู้สิ่งใดแล้ว จิตคลายความยึดถือ ก็นับว่าใช้ได้
หากผุดรู้แล้ว ยิ่งยึดถือและสำคัญมั่นหมาย อันนั้นก็อย่าไปสนใจเลยครับ
ก็เหมือนนิมิตอันหนึ่งที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป

เรียน คุณนักปฏิบัติที่(ไม่)เอาไหน
ผมไม่ได้ปฏิเสธเรื่องอภิญญาหรอกครับ
เพียงแต่ต้องการกล่าวว่า
อะไรคือแก่นสารสาระ ของการปฏิบัติธรรมทางพระพุทธศาสนา
เพราะพระพุทธเจ้าท่านขีดวงไว้ว่า ท่านสอนเรื่องทุกข์กับการดับทุกข์
สำหรับการปฏิบัตินั้น แม้แต่ละคนจะมีอารมณ์กรรมฐานที่ต่างกันตามจริตนิสัย
แต่การเจริญสติปัฏฐาน 4 ก็ไม่หนีไปจากการมีสติระลึกรู้อยู่ในกายและจิตของตนเอง
การคือตั้งสติระลึกรู้กายอย่างเป็นปัจจุบัน ด้วยจิตที่เป็นกลาง
ก็คือกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน
หากตั้งสติระลึกรู้ในฝ่ายจิตใจ
ก็คือเวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา และธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานครับ

การที่ครูบาอาจารย์ท่านสอนให้รู้อยู่ในวงปัจจุบันของกายกับจิต
จึงเป็นคำกล่าวที่เป็นกลางๆ
สำหรับผู้มีจริตนิสัยประเภทต่างๆ
ครบถ้วนตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้แล้วครับ

 จากคุณ : สันตินันท์ [ 27 ก.ย. 2542 / 07:58:34 น. ]
     [ IP Address : 203.151.110.163 ]


 ความคิดเห็นที่ 45 : (พัลวัน)

คุณ นักปฏิบัติที่ไม่เอาไหน

คนเราย่อมอยากรู้อยากเห็นมากมายนัก ไม่เฉพาะแต่เพียงฤทธิ์นี้เท่านั้น หากอยากรู้ก็พึงปฏิบัติเอา หากอยากจะพิสูจน์ก็ทำให้ได้เอง จะดีที่สุด แต่แม้เพียงนั้นพระพุทธองค์ก็ไม่ทรงสรรเสริญ และไม่เคยมีที่ใดที่ตรัสไว้เลยว่า หนทางแห่งฤทธิ์เป็นหนทางแห่งการพ้นทุกข์ หากอยากรู้อยากเป็นในสิ่งที่เป็นอัศจรรย์แท้จริง พึงปฎิบัติในเส้นทางอัฏฐังคิกมรรคนี้ สิ่งนี้ต่างหากที่เป็นของอัศจรรย์แท้จริง แม้แต่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อครั้งยังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ ในบางชาติก็ทรงอิทธิฤทธิ์มากมาย เหาะเหินเดินอากาศได้ แต่พระโพธิสัตว์ก็ยังไม่พ้นการเกิดการตาย ไม่พ้นสังสารวัฏฏ์เลยครับ แต่ในชาติที่ทรงค้นพบทางสายกลาง และได้ทำความพ้นทุกข์ให้ปรากฎ พระพุทธองค์ก็มิได้สรรเสริญฤทธิ์อีกด้วย



 จากคุณ : พัลวัน [ 27 ก.ย. 2542 / 10:52:37 น. ]
     [ IP Address : 203.149.33.252 ]


 ความคิดเห็นที่ 46 : (มะเหมี่ยว)

ขอบพระคุณพี่สันตินันท์ที่เมตตาให้คำตอบแก่คนขี้สงสัยมาตลอด  เดี๋ยวนี้ สงสัยน้อยลงแล้วค่ะ ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุใดก็ตาม  _/|\_

 จากคุณ : มะเหมี่ยว [ 28 ก.ย. 2542 / 20:54:55 น. ]
     [ IP Address : 202.183.252.221 ]


 ความคิดเห็นที่ 47 : (เมล็ดโพธิ์)

มาสาธุด้วยคนครับ ความจริงมีปัญหาอยู่เต็มหัวเลยครับ คิดจะขอรู้คำตอบ ไปเจอคำว่า
"อย่าส่งจิตออกนอก" แค่นี้ก็ต้องขอตัวไปฝึกก่อนละครับ

 จากคุณ : เมล็ดโพธิ์ [ 29 ก.ย. 2542 / 13:14:04 น. ]
     [ IP Address : 203.149.34.242 ]


 ความคิดเห็นที่ 48 : (WhiteSpirit)

ได้อ่านความคิดเห็น และความตั้งใจของคุณเกิดแต่ตม เลยขอแสดงความ
คิดเห็นบ้างเล็กน้อย :-)

พูดถึงความสงสัย และความเชื่อ บางทีก็ไม่เหมือนกันเสียทีเดียวนัก หลาย
เรื่องที่เชื่อก็ไม่ได้หมายความว่าจะหมดความสงสัยไปได้เสียทีเดียว เช่นเชื่อ
ว่ามีจริงทำได้จริง แต่ก็ยังอาจสงสัย(หรืออยากรู้เพิ่ม)ว่าทำได้อย่างไรฯลฯ

เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรสำหรับคนที่ไม่ใช่พระอรหันต์ จะสงสัย
หรือไม่เชื่อในอะไร ๑๐๐ % บ้าง การที่คุณเกิดแต่ตมจะเชื่อถือสิ่งที่พระพุทธ
องค์ตรัสเพียง ๙๐% ไม่ใช่ ๑๐๐% นั้น ผมเองเห็นว่าเป็นเรื่องปกติ ถ้าเป็น
ผู้ปฏิบัติประเภทที่เอาปัญญานำหน้าโดยตลอด โดยไม่อาศัยศรัทธานำหน้าเลย

ผมเองก็ยังมีข้อสงสัย ไม่เชื่อในสิ่งที่พระพุทธองค์ตรัส ๑๐๐% เช่นเดียวกัน
เรื่องที่สำคัญก็คือเรื่องอนาคตังสญาณ ความสามารถในการกำหนดรู้เหตุการณ์
ในอนาคตที่ไกลมากๆ เป็นอสงไขยแสนกัปป์ เพราะโดยส่วนตัวมีความเชื่อมา
นานแล้วว่าอนาคตเป็นสิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงเลื่อนไหลอยู่เสมอ คิดและพยายาม
ให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ได้แต่กำหนดตายตัวไม่ได้  ผมมีข้อสงสัยไม่เชื่ออย่างนี้
รบกวนคุณเกิดแต่ตมช่วยคิดพิจารณาหาวิธีการพิสูจน์ให้ผมหน่อยที่เป็นไปได้
ให้เป็นไปตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ พิสูจน์แล้วทุกคนเชื่อหมด รู้เห็นได้พร้อมๆ
กันหลายๆคน เป็นไปได้จริงในปัจจุบัน และไม่มีใครคัดค้านได้ และให้ได้ทุกอย่าง
ตามที่คุณเกิดแต่ตมคิดไว้ อันนี้ลองพิจารณาดู...

เรื่องที่สงสัยหลายๆเรื่องหลังจากผ่านการพิจารณาหลายๆรอบแล้ว คุณเกิดแต่ตม
อาจมีความเห็นว่า ไม่ต้องพิสูจน์จะดีกว่า ปล่อยให้เป็นเรื่องของศรัทธาความเชื่อของ
แต่ละคน(รวมถึงตัวเราเอง)ค่อยๆทำหน้าที่ไปดีที่สุด :-)

เรื่องนิพพานสูญไม่สูญ ผมเคยได้สนทนากับพระปฏิบัติรูปหนึ่ง ท่านยืนยันหนักแน่น
ว่านิพพานคือสูญไปเลย (ทราบตามกิตติศัพท์ว่าพระท่านนี้มีเจโตปริยญาณ) ผมได้
แสดงความคิดเห็นขัดแย้งไปว่าเห็นไม่ตรงกัน เรื่องจึงจบลงด้วยการยอมรับว่าไม่ว่า
ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อว่านิพพานสูญไม่สูญ ก็ไม่มีผลอะไรต่อนิพพาน นิพพานก็ยังคง
เป็นนิพพานไม่เปลี่ยนแปลง (คือไม่มีเหตุผลสำคัญอะไรจะต้องมาถกเถียงขัดแย้งกัน)

หลังจากสนทนาแล้วผมก็กลับมาพิจารณาว่า การเห็นว่านิพพานคือสูญ จะถือได้ว่าเป็น
อุทเฉททิฏฐิ เช่นเดียวกับการเห็นว่าตายแล้วสูญหรือไม่ เพราะท่านก็กล่าวตามที่ท่านรู้ท่าน
เห็นจริงๆจากประสบการณ์ และผู้เข้านิพพานก็ไม่เหลืออะไรให้เห็นได้อีกจริงๆ ไม่มี
เบญจขันธ์เหลืออยู่อีก สูญหายไปเลยจริงๆด้วย จะบอกว่านิพพานไม่สูญ ยังเหลือ
ความไม่มี ยังมีความไม่เหลือ ยังมีความว่างอยู่ ฟังดูก็แปลกดีเหมือนกัน :-)

โดยส่วนตัวก็เลยมีความเห็นว่าผู้ที่กล่าวว่านิพพานสูญไปเลย ก็น่าจะถูกเหมือนกัน น่าจะ
ถูกต้องพอๆกันหรือมากกว่า คำกล่าวว่านิพพานเป็นแดนหรือเป็นตัวตน และไม่น่าถือว่า
เป็นอุทเฉททิฏฐิ(มิจฉาทิฏฐิ) เพราะว่าไม่ขัดต่อความเชื่อเรื่องกรรม และการบรรลุมรรค
ผลนิพพาน เหมือนกรณีความเห็นว่าตายแล้วสูญ อันนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวจริงๆ
ถ้าท่านผู้ใดมีคำแนะนำที่ดี หรือมีพุทธพจน์ตรงๆจังๆว่าผู้มีความเห็นว่านิพพานแล้วสูญ
เป็นมิจฉาทิฏฐิประเภทอุทเฉททิฏฐิ ห้ามมรรคผลนิพพาน ก็จะขอขอบคุณอย่างสูง

เรื่องการพิสูจน์ฤทธิ์ คงกระพัน ถ้าคุณเกิดแต่ตม ยืนยันแน่นอนว่ามีดที่ใช้ทั้งแหลมและ
คม แทงเสร็จไม่มีเลือดพุ่งทันที ต้องเอามือไปแหวกรอยแผลจึงจะมีเลือดพุ่งออกมา
ผมเข้าใจว่ากรณีนี้คงไม่ใช่การเล่นกลแล้ว แต่อาจเป็นข้อที่ต้องระมัดระวังเตือนใจไว้
เสมอสำหรับผู้ที่มีความเชื่อและต้องการพิสูจน์ทดลองเรื่องพวกนี้ แม้ว่าจะเหนียวจริง
แต่จะเหนียวได้ทุกครั้งหรือเปล่า

เรื่องการรู้เห็นเกี่ยวกับศาสนาหรือจิตวิญญาน ไม่ทราบว่าคุณเกิดแต่ตมเคยได้ยินคำกล่าว
ที่ว่า "ต้องเชื่อก่อนจึงจะเห็น ไม่ใช่เห็นก่อนแล้วจึงเชื่อ" บ้างหรือไม่?

ตราบใดที่คุณเกิดแต่ตมยังไม่สามารถขจัดความอยากรู้อยากเห็น ความรู้จริงก็ยังคงไม่เกิด
ตราบใดที่ยังไม่สามารถขจัดความต้องการพิสูจน์เรื่องฤทธิ์ปาฏิหาริย์ บางทีก็คงยากที่จะมี
ประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ได้ด้วยตัวคุณเอง ขออวยพรให้คุณเกิดแต่ตมมีประสบ
การณ์ในเรื่องแปลกๆที่ตัวเองยากจะหาคำอธิบายได้ในเร็ววัน แต่อย่าหวังว่าความสงสัยจะ
หมดไปได้ง่ายๆ เพราะมันอาจงอกเพิ่มพูนมากยิ่งขึ้นเป็นทวีคูณ :-)

*** ข้างล่างนี้เขียนไว้ให้อ่านเล่นๆสนุกๆ ***
ผมเองไม่มีความชำนาญหรือประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้มากนัก บอกได้เพียงว่าเรื่อง
พวกนี้ต้องปฏิบัติและพิสูจน์ให้ได้ด้วยตัวเองดีที่สุด นั่งสมาธิให้ต่อเนื่องก่อนให้ได้หลายๆวัน
ฝึกย่อ ขยาย ลบ เปลี่ยนรูป เปลี่ยนสี นิมิตที่ใจกำหนดขึ้นให้ชำนาญ หาสถานที่เป็นสัพปายะ
นั่งสมาธิแล้วออกจากสมาธิ อย่าตั้งใจมากเกินไป ทำจิตใจให้ว่างๆสบายๆ คิดว่าทำเล่นๆ
ทำสนุกๆ มองภาพวัตถุที่ต้องการ ตรึงภาพวัตถุที่เห็นด้วยตานั้นให้แนบแน่นเป็นเสมือนภาพ
นิมิตในใจพอเห็นว่าแนบแน่นดีแล้ว ลองกำหนดใจให้แน่วแน่บิดเบือนวัตถุที่เห็นด้วยตาดูฯลฯ
ถ้าทำไม่ได้ไม่เกิดอะไรขึ้นก็อย่าไปคิดอะไรมาก ถ้าทำได้ก็ต้องจำไว้เสมอว่าฤทธิ์อำนาจมีตอนนี้
พรุ่งนี้ มะรืนนี้ก็เสื่อมได้ มีได้ก็เสื่อมได้ไม่ต้องบอกล่วงหน้าแต่อย่างใด ถ้าต้องการให้มีความ
แน่นอน ไม่เสื่อม ก็ต้องหมั่นเจริญให้มีวสีในฌาน ไม่ห่างเหินจากสุญญตาวิหาร แต่ตามความ
คิดของผม หลังจากพิสูจน์ได้พอสมควร ควรจะทำให้เสื่อมอย่าเก็บเอาไว้... ขอให้โชคดี

 จากคุณ : WhiteSpirit [ 30 ก.ย. 2542 / 22:06:08 น. ]
     [ IP Address : 161.200.255.162 ]


 ความคิดเห็นที่ 49 : (สันตินันท์)

ไม่ได้เข้ามาหลายวัน แต่เมื่อเข้ามาแล้วก็ไม่ผิดหวังครับ ได้อะไรดีๆ หลายอย่าง

เรื่องการไม่เชื่อพระพุทธเจ้าแบบเต็มร้อยนั้น เป็นวิสัยของปราชญ์
ผมจำได้คลับคล้ายว่า กระทั่งในครั้งพุทธกาล
เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมให้พระสารีบุตรฟังจบลง
พระองค์เคยถามพระสารีบุตรว่าเชื่อธรรมที่ท่านแสดงหรือไม่
ท่านพระสารีบุตรก็ตอบในทำนองว่า
ท่านรับฟังไว้ จะต้องนำไปปฏิบัติดูก่อนจึงจะเชื่อ
พระพุทธเจ้าก็ทรงประทานสาธุการให้

พวกเราทุกวันนี้ก็ควรเจริญรอยของปราชญ์
ไม่ใช่ฟังอาจารย์ก็เชื่ออาจารย์ เรียนตำราก็เชื่อตำรา
ทั้งที่กิเลสตัณหาจริงๆ สักตัวหนึ่งก็ยังไม่เคยเห็น
ไม่ทราบว่า กิเลสตัณหานั้นจะสะดุ้งสะเทือนได้จริง
ตามความรู้ที่อาจารย์สอนหรือตามตำราได้หรือไม่

ส่วนเรื่องฤทธิเดชนั้น ผมเห็นด้วยกับคุณ WhiteSpirit
คือมันเป็นของไม่แน่นอนเสมอไป
เพราะฤทธิ์นั้นอาศัยฐานของสมาธิอย่างหนึ่ง อาศัยบุญอย่างหนึ่ง
ทั้งสมาธิและบุญก็ล้วนแต่เป็นสังขาร ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
จึงหวังพึ่งอะไรจริงจังไม่ได้
ไม่เหมือนหลักของอริยสัจจ์ ที่ว่าถ้าเกิดความอยากความยึดก็เกิดความทุกข์
เพราะเป็นความจริงถาวรที่ไม่เสื่อมคลายตามยุคสมัย

ดังนั้นถ้าหวังพึ่งอะไรสักอย่าง ก็น่าจะพึ่งธรรม
ส่วนฤทธิ์อำนาจทั้งหลาย ไม่ใช่ที่พึ่งอันเกษมเลย

 จากคุณ : สันตินันท์ [ 1 ต.ค. 2542 / 08:17:42 น. ]
     [ IP Address : 203.154.120.12 ]


 ความคิดเห็นที่ 50 : (Mr.rewata@thaimail.com)

สาธุ
แต่ผู้ปฏิบัติที่ยังไม่ถึงที่สุด...แห่งจิต
ย่อมถูก....นิวรณ์ธรรม ครอบงำเป็นธรรมดา
สติ.....จงกลับมา

                                    เรซัฒฏะ

 จากคุณ : Mr.rewata@thaimail.com [ 5 ต.ค. 2542 / 01:54:06 น. ]
     [ IP Address : 203.150.178.8 ]


 ความคิดเห็นที่ 51 : (tan~)

สาธุค่ะ _/|\_
:-D

 จากคุณ : tan~ [ 5 ต.ค. 2542 / 04:09:37 น. ]
     [ IP Address : 203.155.33.180 ]


 ความคิดเห็นที่ 52 : (kaan)

ความรู้อื่นที่มิได้เป็นไปเพื่อการพ้นทุกข์ ที่พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนใบไม้ทั้งป่า
เรียนรู้เท่าไหร่ก็ไม่หมด และรู้ไปเพื่อลืมไม่ติดตามเราไปได้
แต่ความรู้เพื่อความหลุดพ้นจากทุกข์(ใบไม้กำมือเดียว ก็ยังเรียนให้จบได้ยากแล้ว) แม้ยังเรียนไม่จบชาตินี้ก็ไปเรียนต่อได้ไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ และเมื่อรู้แจ้งแล้วเราจะรู้ว่าควรจะเรียนรู้อะไรอีก อะไรไม่จำเป็นต้องเรียน

 จากคุณ : kaan [ 7 ต.ค. 2542 / 17:49:50 น. ]
     [ IP Address : 203.148.254.70 ]


 ความคิดเห็นที่ 53 : (สันตินันท์)

กระทู้นี้ยาวเกินไปแล้วครับ
ขออนุญาตปิดเลยนะครับ

 จากคุณ : สันตินันท์ [ 8 ต.ค. 2542 / 09:06:42 น. ]
     [ IP Address : 203.154.120.12 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!