จะรู้ได้อย่างไรว่า เรา ดูจิต ถูกต้องแล้ว
 เนื้อความ :

ผมพยายามศึกษาและปฏิบัติวิธี ดูจิต ในลานธรรมมาเกือบเดือนแล้ว รู้สึกว่ามันยังติดขัดอย่างไรอยู่ โดยสรุปแล้วคิดว่ายังดูไม่ถูกต้อง จึงขอถามปัญหาว่าจะรู้ได้อย่างไรว่าดูจิตถูกแล้ว และต้องตั้งใจดูหรือไม่
      พอตั้งใจ ก็เหมือนไปทำให้จิตหยุดกิจกรรมของจิตที่กำลังดำเนินอยู่
      พอไม่ตั้งใจ ก็เผลอลืมไป กว่าจะรู้ตัวบางทีเป็นวัน

 จากคุณ : อนัตตา [ 2 ก.ย. 2542 / 17:35:12 น. ]
     [ IP Address : 203.151.2.159 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (ดังตฤณ)

ฐานของแต่ละคนแตกต่างกันครับ
และเพราะความแตกต่างนั้น
ทำให้เราต้องสำรวจตัวเอง
ว่ามีความพร้อมทางจิตใจที่จะรู้ ที่จะดูแค่ไหน

ถ้ามีความตั้งใจดูบ่อยๆ
นั่นถือว่าใช่

ถ้าตั้งใจดูแล้วรู้สึกตัวโดยไม่ฝืน
เห็นเข้ามาในกาย เห็นเข้ามาในสภาพจิตว่าคิดหรือไม่คิด
เป็นกุศลหรืออกุศล มีความสุขหรือทุกข์
นั่นก็ถือว่าใช่

ถ้าเห็นหน้าตาของอารมณ์ที่จับชัด
เห็นความไหลไป ไม่สม่ำเสมอ คุมไม่ได้
เกิดความปล่อยวางเพราะเห็นว่านั่นไม่ใช่เรา
นั่นก็ถือว่าใช่อีก

ทำไปเรื่อยๆจนจิตแกว่งน้อยลง น้อยลง
รู้สึกว่าอุปาทานบางลง ราคะ โทสะ โมหะที่จะเล่นงานเราให้ทำอะไรผิดๆน้อยลง
นั่นแหละเป้าหมายของการดูจิตครับ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 2 ก.ย. 2542 / 17:53:59 น. ]
     [ IP Address : 203.155.133.243 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (ธาตุธรรม)

ขอบคุณมากครับพี่ดังตฤณ สำหรับคำอธิบายที่พี่ให้ไว้ แต่ผมมีความสงสัยอยู่อย่างหนึ่งครับ คือ ถ้าสมมุติว่ามีคนมาทำอะไรบางอย่างให้เรารู้สึกไม่พอใจเนี่ย ปกติแล้วเราก็จะเกิดอารมณ์โกรธหรือไม่พอใจขึ้นใช่ไหมครับ แต่ในขณะที่เรากำลังเกิดอารมณ์นั้นอยู่นั้นน่ะ เราก็รู้สึกตัวขึ้นมาทันทีเลยว่า ตอนนี้นะอารมณ์เรากำลังเปลี่ยนแปลงไปนะ คือ มันมีอารมณ์โกรธหรือไม่พอใจขึ้นมาแล้วนะ พอเรารู้ได้อย่างนี้ อารมณ์มันก็หายไปเอง กลับไม่โกรธ ไม่เกิดอาการไม่พอใจขึ้นมาอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งๆ ที่เมื่อเราย้อนกลับไปนึกดูช่วงเวลาก่อนที่เราจะรู้อารมณ์ต้วเองนี้นั้น เราก็รู้สึกตัวว่าจริงๆ แล้วเนี่ยก่อนหน้าที่เราจะรู้ว่าเรามีอารมณ์โกรธหรือไม่พอใจนี้เกิดขึ้นมาน่ะ เราไม่รู้ตัวเลย คือ เราไม่ได้ตามดูจิตเราตลอดเวลาก่อนหน้าที่มันจะเกิดอาการนี้ขึ้น หรืออาจจะเรียกว่าเราเผลออยู่ก็ว่าได้ เจ้าอาการอย่างนี้เนี่ยมันเข้าข่ายการรู้จิตตัวเองรึเปล่าครับ แล้วทำไมอยู่ดีๆ เราถึงรู้ขึ้นมาเองได้ล่ะครับ ยังไงใครรู้ก็ช่วยตอบให้เข้าใจหน่อยนะครับ (ไม่รู้ว่าผมใช้คำถูกรึเปล่าในการถามนี้ ถ้าผิดหรือไม่ถูกความหมายยังไงก็ช่วยแก้ไขให้ด้วยนะครับ) ขอบคุณมากครับ

 จากคุณ : ธาตุธรรม [ 3 ก.ย. 2542 / 12:44:59 น. ]
     [ IP Address : 202.44.210.48 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (นิดนึง)

เวลาอารมณ์ที่ถูกเราจ้องไปตรงๆ ก็หายไปได้ค่ะ
แต่การที่เป็นอย่างนั้น ยังไม่ถูกต้องเสียทีเดียว
ทำนองเหมือนเรากดทับอารมณ์ไป แต่ไม่ได้รู้จัก
อารมณ์นั้นอย่างแท้จริง เมื่อเราหัดรู้สึกตัวใหม่ๆ
พอรู้ทันอารมณ์ อารมณ์นั้นๆ มักจะหายไป
อันนี้ยังไม่ใช่จุดมุ่งหมายของเราค่ะ ความจริงแล้ว
เราควรตามรู้ เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เกิดความรู้ขึ้นว่า
อารมณ์นั้นๆ เป็นสิ่งไม่แน่นอน เปลี่ยนแปลง และจะ
ดับไปในที่สุด เมื่อเราเห็นอย่างนั้นบ่อยๆ เข้า เราก็จะ
ทราบได้เอง เมื่อเกิดอีก เราจะเห็นและเข้าใจ้กับอารมณ์นั้นๆ
มากขึ้น จนเห็นถึงความละเอียดของจิตใจของตัวเอง
อย่างที่คุณธาตุธรรม อาจจะพอมองเห็นได้แล้ว ก็ต้องพยายาม
ต่อไปเรื่อยๆ ให้เห็นเช่นนั้นไปตลอด หรือมากที่สุดที่จะทำได้ค่ะ

และที่ว่าทำไมอยู่ๆ เรารู้ขึ้นมาได้นี่ ไม่ใช่อยู่ๆ หรอกค่ะ
ความจริงเราสะสมประสบการณ์แบบนั้นมาบ้างแล้ว
เพียงแต่เราไม่รู้ พอถึงเวลาอารมณ์มากระทบ ก็มีการทำงาน
ทันที ยิ่งฝึกฝนไปก็ยิ่งชำนาญค่ะ ลองพิจารณาดูนะคะว่าเป็น
อย่างแรกหรืออย่างหลัง

 จากคุณ : นิดนึง [ 3 ก.ย. 2542 / 13:43:48 น. ]
     [ IP Address : 203.155.39.131 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (chaopaa)

Khun Nidnung,
I like your comment but I need more details of how to watch the "Anger" because
now I'm very angry and want KILL somebody.  Please help me...

PS: I'm sorry that my computer is English version and cannot change to Thai. 

 จากคุณ : chaopaa [ 3 ก.ย. 2542 / 14:40:53 น. ]
     [ IP Address : 163.181.251.1 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (Papa)

เห็นด้วยกับ  นิดหนึ่งครับ

 จากคุณ : Papa [ 3 ก.ย. 2542 / 20:28:27 น. ]
     [ IP Address : 203.157.0.99 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (still)

ขอถามเพิ่มเติมนะครับ

เวลาผมโกรธ หรือ ไม่สบายใจ ถึงแม้ว่าจะรู้ตัวอยู่ว่าโดนอารณ์ ที่ไม่น่าปราถนาเข้ากระทบแล้ว แต่ก็ไม่สามารถทำให้มันดับไปได้ ได้แต่นั่งมองดูมันค้างอยู่ในใจอย่างนั้น เห็นมันชัดมาก เป็น ก้อน ๆ เลยทีเดียว อย่างนี้ผมมาถูกทางรึเปล่าครับ

 จากคุณ : still [ 3 ก.ย. 2542 / 22:10:27 น. ]
     [ IP Address : 203.148.200.249 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (ดังตฤณ)

สังเกตด้วยว่าสติปัฏฐานสี่นั้น
การดูอาการโกรธ จะอยู่ในข้อของ จิต (กาย เวทนา จิต ธรรม)
ซึ่งอยู่ลำดับสาม

เพราะฉะนั้นถ้าใครจับความโกรธแล้วไม่หายโกรธเสียที
ลองถามตัวเองว่าเราทำมาตามลำดับหรือเปล่า
จิตเรามีฐานรู้ ฐานสติอยู่ก่อนดิบดีแล้วหรือเปล่า
น้ำท่วมบ้านแล้วค่อยวักน้ำออก
กับกั้นทำนบไว้ล่วงหน้าให้น้ำไหลเข้ามาน้อยแล้ววักออก
อย่างไหนเป็นไปได้มากกว่ากัน
อย่างไหนประเสริฐที่จะทำมากกว่ากัน

จิตที่จับความโกรธ ละความโกรธ
หรือกระทั่งเข้าถึงระดับปฏิบัติชั้นสูง
คือเห็นความโกรธเป็นสิ่งไม่เที่ยง
เป็นนามธรรมที่จรเข้าห่อหุ้มจิตเพียงชั่วครู่
ต้องเป็นจิตที่พร้อมรู้ พร้อมรับ พร้อมยืนทนจนเห็นความไหลเทไปของโทสะ
และที่จะให้พร้อมรู้ดังกล่าว
ก็ต้องมีการตั้งสติอยู่เนืองๆ
รู้เข้ามาในกายก็ได้ ลมหายใจก็ได้
ไม่ใช่พอโทสะเกิดแล้วค่อยถามหากลเม็ดจัดการกับมันครับ
ไม่มีใครในโลกนี้ช่วยได้นอกจาก สติที่ตั้งไว้ดีแล้ว ของใครของมัน

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 4 ก.ย. 2542 / 02:59:56 น. ]
     [ IP Address : 202.44.144.100 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (พัลวัน)

ตอบคุณ still เรื่องเป็นก้อนๆ หากเป็นที่ใจ อันนี้ผมไม่มีประสบการณ์ แต่หากเป็นที่กลางอกอันนี้ผมมีประสบการณ์ครับ

ก้อนที่อยู่ที่กลางอกนั้นเป็นขันธมารครับ เหมือนกับอาการปวดเมื่อยที่ได้จากการนั่งสมาธิครับ เป็นตัวขวางกั้นการภาวนา เพราะทำให้เราละออกจากสิ่งที่เรากำลังเรียนรู้มาจับอยู่ที่ตัวก้อนนี้

จากการสังเกตของผมเอง ตัวก้อนตัวนี้เกิดมาจากการข่มอารมณ์อย่างรุนแรงครับ มันเกิดการฝืนอยู่ตรงนั้น บางทีเป็นวันๆเลยครับ และจากที่ลองสังเกตดูนะครับ หากเราเผลอตัวเองไปสัก 2 - 3 ชั่วโมงแล้ว ก้อนนี้จะหายไป แต่หากเมื่อไรที่พยายามดูจิตแล้วมีก้อนปรากฎให้รบกวนตลอดเวลาแล้วล่ะก็ แสดงว่าเป็นตัว ขันธมาร ไม่ควรจะสนใจมันครับ เพราะนั่นไม่ใช่จิต แต่หากคิดว่าควรจะศึกษาเพื่อให้เห็นไตรลักษณ์ ก็ศึกษามันได้ครับ เพราะขนาดของก้อนนี้ใหญ่เล็กไม่เท่ากันเมื่อเวลาเปลี่ยนไป มีอาการเกิด ตั้งอยู่ ดับไป เป็นธรรมดา เหมือนกับสังขารอื่นๆครับ

 จากคุณ : พัลวัน [ 4 ก.ย. 2542 / 07:33:42 น. ]
     [ IP Address : 203.149.33.252 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (still)

อาการที่ผมเป็น เป็นอย่างที่คุณ พัลวัน ว่าไว้ละครับ ได้แนวทางจากพี่ดังตฤณ แล้ว เหมือนถูกครูตีก้น อย่างไรไม่ทราบ   คงต้องพยายามประคองสติให้ดีกว่านี้

 จากคุณ : still [ 4 ก.ย. 2542 / 11:55:20 น. ]
     [ IP Address : 203.148.200.249 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (Lostboy)

จะรู้ได้อย่างไรว่า เรา ดูจิต ถูกต้องแล้ว ?

keyword ของการดูจิตที่ถูกต้องนั้น มีอยู่ 4 คำ คือ

ตั้งมั่น นุ่มนวล ว่องไว เป็นกลาง

หากอยากรู้ว่า ที่ผ่านมา เราดูจิตได้ถูกต้องดีแล้วรึยัง
ลองถามตัวเองดังนี้ครับ

1.เราดูจิตอย่างมีความตั้งมั่นหรือไม่ สามารถดูจิตติดต่อกันได้นานๆรึเปล่า หรือว่าพอมีอะไรมากระทบหน่อยก็เตลิดไปเผลอไป
แต่ถ้าเผลอไป แล้วเรียกสติดึงกลับบ่อยๆ
ไม่ปล่อยให้เผลอไปตลอดทั้งวัน ก็ยังถือว่าใช้ได้
เพราะเริ่มแรก คงไม่มีใครดูจิตได้ตลอดทั้งวัน
ก็ต้องมีเผลอไปบ้าง แต่ให้ตั้งใจไว้ล่วงหน้า
ว่าถ้าเผลอไปจะดึงจิตกลับมารู้ตัว
และจะรู้ตัวทุกครั้งที่นึกขึ้นมาได้
ทำจนเป็นนิสัย มันก็จะนึกขึ้นมาได้เอง เมื่อเผลอไป

นอกจากนี้ความตั้งมั่นยังรวมถึง การมีตบะ อดทนต่อกิเลสต่างๆ
ที่เกิดขึ้นมารบกวนการดูจิต เช่นความขี้เกียจ ฟุ้งซ่าน หรือนิสัยเดิม ความเคยชินเดิมที่ไม่ดีต่างๆ

สมถะ เป็นสิ่งที่ช่วยส่งเสริมความตั้งมั่นในการดูจิตได้

2. เราดูจิต รู้ตัวอยู่อย่างนุ่มนวลรึเปล่า หรือเราเพ่งจ้องใส่จิต
เพ่งจ้องใส่อารมณ์ที่รับรู้ ซึ่งจะทำให้เกิดความอึดอัด หรือเกิดก้อนกลางอกขึ้นมา
เรากำลังบังคับกิเลส บังคับความคิดรึเปล่า
ดูจิตแล้วเรารู้สึกฝืน เครียด หรือทรมานรึเปล่า
ถ้าใช่ ก็แสดงว่าเรากำลังเพ่งจ้อง ไม่ได้รู้ตัวอยู่อย่างนุ่มนวลสบายๆ

3. เราดูจิตด้วยความว่องไว ทันกิเลสที่เกิดขึ้นรึเปล่า
กิเลสเกิดขึ้นเร็วมาก บางทีกำลังดูอย่างหนึ่งอยู่
พอตามดูมันได้ ความยินดีเกิดขึ้น กลับดูความยินดีนั้นไม่ทันซะแล้ว หลงไปกับความยินดีเข้าเต็มๆ
หรือดูจิตอยู่ แล้วเกิดก้อนอะไรขึ้นมา หรือเกิดสภาวะอะไรซักอย่าง
ที่ทำให้เราเกิดความสงสัย ก็ต้องดูความสงสัยนั้นให้ทัน

สิ่งที่เรากำลังดูนั้นคืออะไร ไม่สำคัญเท่า จิตเราเป็นอย่างไรในตอนนั้น

ต้องดูให้ทันด้วยว่าจิตเรา ดึงมันเข้า หรือผลักมันออก
มีราคะ หรือ โทสะ หรือมีโมหะ
เช่น ความสงสัย ความง่วงเซื่องซึม ความฟุ้งซ่าน ความเผลอ

เนื่องจากสิ่งที่ถูกรู้ต่างๆ เกิดขึ้นเร็วมาก จนบางทีเราตามดูไม่ทัน
การฝึกสมถะ จะช่วยได้ตรงจุดนี้
เพราะการฝึกสมถะ เป็นการจดจ่ออยู่กับอารมณ์เดียว ไม่วอกแวก
จิตจึงเห็นสิ่งนั้นได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง
อีกทั้งคุณภาพจิตขณะมีสมาธิ
กับในชีวิตประจำวันปกติ ก็ผิดกันลิบลับ

4.ถามตัวเองว่า เราเป็นกลาง ไม่ยินดียินร้าย กับอารมณ์ที่กำลังดูอยู่รึเปล่า
ข้อนี้สำคัญที่สุด บางทีเรารู้อารมณ์ แต่เป็นกลางกับมันไม่ได้
ก็อย่าเพิ่งยอมแพ้ ตามดูมันไปเรื่อยๆ แล้วจะเห็นว่า
สิ่งนั้นมันเปลี่ยนระดับอยู่ตลอด ไม่คงที่
ตามดูมันไป แล้วมันจะแสดงความเป็นไตรลักษณ์ออกมา
หากเห็นความเป็นไตรลักษณ์ ก็จะได้ประโยชน์มหาศาล
จิตจะเป็นกลางได้เอง คลายความยึดมั่นถือมั่นลงเรื่อยๆ
ได้อย่างนี้จึงเรียกได้ว่า วิปัสสนาแท้ๆ
หากเห็น อนิจจสัญญา อนัตตสัญญาอยู่บ่อยๆ
ก็ถือว่า เข้าใกล้เป้าหมายมากขึ้นเรื่อยๆ

 จากคุณ : Lostboy [ 4 ก.ย. 2542 / 15:36:23 น. ]
     [ IP Address : 203.155.74.218 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (Lee)

Lost boy นี่เดี่ยวนี้ ยอดเยี่ยมมาก

ตอบได้เนื้อๆ เน้นๆ เลย

อาจารย์นั่งอมยิ้มแก้มตุ่ย แล้วมั้ง ครับ

 จากคุณ : Lee [ 4 ก.ย. 2542 / 20:48:57 น. ]
     [ IP Address : 203.149.33.252 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (rising_sun)

อาจารย์ท่านก็บอกแล้วไงครับว่า ได้ลูกศิษย์อย่างนี้อาจารย์คงอายุยืน เพราะความร่าเริงใจ

เพื่อนที่ปฏิบัติธรรมด้วยกันก็พลอยร่าเริงใจ และมีกำลังใจไปด้วย

 จากคุณ : rising_sun [ 4 ก.ย. 2542 / 21:49:46 น. ]
     [ IP Address : 203.134.33.80 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (ทองคำขาว)

อนุโมทนาครับคุณ Lostboy
มาชื่นใจกับความก้าวหน้าของเพื่อนในธรรม

 จากคุณ : ทองคำขาว [ 5 ก.ย. 2542 / 00:59:08 น. ]
     [ IP Address : 133.46.12.228 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (morning_glory)

สาธุครับ

 จากคุณ : morning_glory [ 5 ก.ย. 2542 / 02:18:37 น. ]
     [ IP Address : 194.83.240.22 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (still)

ขอบคุณ คุณ Lostboy มากเลยครับ ผมได้แนวทางที่ชัดเจนมากเลย

 จากคุณ : still [ 6 ก.ย. 2542 / 11:37:23 น. ]
     [ IP Address : 203.148.200.249 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (ธาตุธรรม)

ขอบคุณมากครับ สำหรับคำอธิบายของคุณนิดนึง สรุปแล้วเราน่าจะกล่าวได้ว่า การที่เราเฝ้าดูจิตตัวเองนั้น ไม่ใช่เพื่อจุดประสงค์ให้เราได้รู้ว่าเมื่อไหร่เราเกิด อารมณ์โกรธ เกลียด รัก ชอบ หรืออื่นๆ ขึ้นเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว เราเฝ้าดูจิตเพื่อให้เห็นถึงไตรลักษณ์ ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่เที่ยงแท้แน่นอน รึเปล่าครับ แล้วการที่เราเฝ้าดูจิตตัวเองนี้น่ะ ผมเคยได้ยินมาว่า เราควรดูอยู่เฉยๆ เพื่อให้รู้ ไม่ควรส่งจิตไปจับมัน (ไม่รู้ว่าสื่อให้ทุกคนเข้าใจได้ถูกความหมายรึเปล่า) แล้วถ้าเป็นอย่างนั้น เราจะรู้ได้อย่างไรว่า ตอนนั้นเราเอาจิตไปจับอารมณ์นั้นเข้าแล้วรึยัง หรือว่าเราจะรู้ได้จาก ถ้าเราดูอารมณ์แล้วไม่ได้รู้สึกร่วมไปกับมัน เช่น ถ้าอยู่ในอารมณ์โกรธก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองโกรธ เป็นแต่เพียงรู้ว่าตอนนี้นะเราอยู่ในอารมณ์โกรธอยู่นะ และก็เฝ้าดูความเป็นไปของมันเท่านั้น จนมันหายไปเองโดยไม่ได้บังคับให้มันหาย อย่างนี้เรียกว่าเรากำลังดูจิตอยู่ใช่ไหมครับ แต่ถ้าเราไม่ได้เห็นเป็นอย่างนั้น คือมีอาการโกรธเมื่อเราอยู่ในอารมณ์นั้น นั่นก็แสดงว่า เราเอาจิตเราไปจับกับอารมณ์นั้นแล้วใช่ไหมครับ

 จากคุณ : ธาตุธรรม [ 6 ก.ย. 2542 / 12:27:49 น. ]
     [ IP Address : 202.44.210.27 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (นิดนึง)

ขอโทษด้วยค่ะ ลืมกระทู้นี้ไปเลย ไม่ได้เข้ามาอ่านดู
เพิ่งสังเกตเห็นคุณธาตุธรรมถามต่ออีก
ความจริงคำตอบของคุณดังตฤณก็ดี คุณ lostboy ก็ดี
ให้ความกระจ่างแจ้งในเรื่องการดูจิตอย่างมีขึ้นตอนดีทีเดียวค่ะ
หลายๆ คนคงได้รวบรวมความเข้าใจได้ดีพอสมควรแล้ว

อย่างที่คุณธาตุธรรมถามมานั้นความเข้าใจของคุณถูกต้องแล้วค่ะ
เมื่อเราไปกับอารมณ์เมื่อไร อย่างที่ท่านเรียกว่าเสวยอารมณ์
ก็คือมีอะไรมากระทบเกิดเป็นอารมณ์โกรธ (โทสะ) ฯลฯ
คนส่วนมากจะไม่ทันรู้สึก ถ้าไม่ได้ปฏิบัติอยู่ ก็อาจจะเลยไปจน
เห็นตามทีหลังว่า ทำไมเมื่อกี้นี้เราถึงโกรธ หรือไม่น่าโกรธเลย
ทุกข์อยู่กับความโกรธแล้ว นั่้นเสวยอารมณ์ไปแล้ว

แต่ถ้าเราเห็นความโกรธเป็นส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นในจิตใจเรา
เห็นความเปลี่ยนแปลงของความโกรธ และความโกรธหมดไป
ซึ่งอาจจะใช้เวลาเท่าไหร่ก็แล้วแต่ ถ้าเราชี้ให้เห็นเสมอๆ เป็นการ
สอนให้จิตรู้อารมณ์

แต่อย่าลืมสิ่งสำคัญก็คือคุณภาพของจิตที่จะรู้ได้อย่างนั้น
จิตต้องมีคุณภาพที่ดีเสียก่อน อย่างที่คุณlostboy กล่าวมานั่นแหละค่ะ
จิตต้องตั้งมั่น นุ่มนวล ว่องไว ซึ่งเป็นผลมาจากจิตที่นิ่งจากการมีสมาธิิค่ะ

 จากคุณ : นิดนึง [ 13 ก.ย. 2542 / 14:44:47 น. ]
     [ IP Address : 203.155.39.131 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!