ความคิดกับการปฏิบัติธรรม (ต่อ)
 เนื้อความ :

ติดใจกับคำว่า  ฝันทั้งที่กำลังตื่น ,  หลงว่ารู้ตัว
แล้วจะทำอย่างไรถึงจะตื่นจริงๆ จะปลุกด้วยอะไรดีคะ
ที่ชงัด ตื่นทันทีแบบไม่งัวเงียค่ะ 
แล้วทำยังไงถึงจะรู้ว่าหลงคะ
กลัวจะหลงลึกไปเรื่อยๆแบบเข้ารกเข้าพง
เพราะขนาดความรู้ตัวก็ยังหลงว่ารู้
แล้วจะรู้อะไรต่อไปได้ยังไงล่ะเนี่ย
เฮ้อ....ยากจัง ทำไมกิเลสมันถึงฉลาดนัก
เจ้าเล่ห์เพธุบายหลอกเราได้ตลอดเวลา

 จากคุณ : มาตา [ 26 ส.ค. 2542 / 11:05:01 น. ]
     [ IP Address : 203.147.2.43 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (คิดเอาเอง)

ครับ ผมก็ฝันประจำทั้งหลับ ทั้งตื่น
แถมยังมีความฝันอันสูงสุดซะอีก
ฝันว่าอยากจะเลิกฝันซะที

 จากคุณ : คิดเอาเอง [ 26 ส.ค. 2542 / 11:28:24 น. ]
     [ IP Address : 202.6.107.20 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (นิดนึง)

คุณมาตาคะ การทำความรู้ตัวนั้น ก็คือ การมีสติสัมปชัญญะ
ถ้าเรามีสติมัปชัญญะเต็มที่ก็คือการตื่นนั่นเอง
ในความเป็นจริงอย่างพวกเราๆ นี่ คงเป็นแค่การพยายาม
หรือฝึกหัดให้มีสติสัมปชัญญะมากที่สุด ซึ่งสอดคล้องกันไปหมด
ในการปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวัน ตรงนี้ลองอ่านกระทู้ของ
Lostboy ข้างล่างนะคะ ให้ข้อคิดดีๆ มากค่ะ ในการดูจิต
ทำความรู้ตัว ซึ่งอธิบายยากอย่างที่พี่สันตินันท์ว่านั่นแหละค่ะ
พื้นเดิมคงต้องมีสมาธิหรือสมถะพอสมควรก็จะช่วยได้มากค่ะ
ต้องเน้นว่าพอสมควรนะคะ

 จากคุณ : นิดนึง [ 26 ส.ค. 2542 / 11:50:42 น. ]
     [ IP Address : 202.44.144.100 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (rising_sun)

ต้องหมั่นสังเกตจิตใจตัวเองไปเรื่อยๆครับ ค่อยๆแยกโมหะหยาบๆให้ออกก่อน แล้วจะสังเกตเห็นไอ้ที่มันละเอียดขึ้นไปเรื่อยๆครับ

 จากคุณ : rising_sun [ 26 ส.ค. 2542 / 12:08:20 น. ]
     [ IP Address : 203.134.33.220 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (พัลวัน)

"ต้องหมั่นสังเกตจิตใจตัวเองไปเรื่อยๆครับ ค่อยๆแยกโมหะหยาบๆให้ออกก่อน แล้วจะสังเกตเห็นไอ้ที่มันละเอียดขึ้นไปเรื่อยๆครับ"

สนับสนุนคุณ rising sun ครับ ไม่ต้องไปคิดหาเหตุผล ว่ามันเป็นยังไง ทำก่อนครับ เพราะเหมือนกับคนมาอธิบายว่า การทำคาราเมล ไม่ให้ไหม้นั้น ทำยังไง ให้ดิดตามอย่างไรก็ไม่มีทางรู้หรอกครับ ลองทำดูเดี๋ยวก็รู้ ว่าไฟแรงแค่ไหน เคี่ยวนานเท่าไหร่ ครับ ทำปุ๊บก็รู้ปั๊บครับ ไม่ทำไม่มีทางรู้ครับ

 จากคุณ : พัลวัน [ 26 ส.ค. 2542 / 12:27:51 น. ]
     [ IP Address : 203.146.89.65 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (รูปนามหนึ่ง)

อาตาปี สัมปชาโน สติมา
มีความเพียร ไม่เกียจคร้าน ปลุกเร้าฉันทะ
มีสติ มีสัมปชัญญะ
รู้ว่าหลงเป็นอดีตไปแล้ว
กลัวว่าจะหลงเป็นเรื่องอนาคต
มีสติรู้อยู่กับปัจจุบันให้มาก หลงก็ลดลงเป็นผล
สรุปคือมีความเพียรทำเหตุให้มากด้วยสติสัมปชัญญะในปัจจุบันธรรม

 จากคุณ : รูปนามหนึ่ง [ 26 ส.ค. 2542 / 13:46:24 น. ]
     [ IP Address : 202.183.249.105 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (ปิ่น )

พอดีผมได้รับคำแนะนำจากพี่สันตินันท์มาเมื่อวาน
ในแง่ของการแยก รูป กับ นาม  คือถ้าเราทำสมถจน
จิตนิ่งแต่ยังมีความง่วงเข้ามาแทรก เราลองแยก
ความง่วง(รูป) ออกจากจิตที่รู้ว่าง่วง( จิต)
เพราะตัวจิตผู้รู้จะดูความง่วง  คือรู้ว่าง่วง
แต่ดูๆ ตามรู้ไปเรื่อยๆ มันจะหายง่วงได้นะ่ครับ
ลองดูนะครับ

 จากคุณ : ปิ่น [ 26 ส.ค. 2542 / 15:02:29 น. ]
     [ IP Address : 204.160.183.12 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (พัลวัน)

คุณปิ่นว่าไว้ถูกต้องครับ แต่คำว่าแยกหมายถึงอาการนะครับ หรือจะเรียกว่าผลก็ได้ครับ แต่ไม่ใช่ใช้จิตไปแยก (ใครที่อ่านตามต้องระวังครับ ส่วนคุณปิ่นนั้นรู้อยู่แล้ว) แท้จริงคือ ดูที่ความง่วงครับ หากดูได้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว (มีสติดำรงอยู่ในชั่วระยะเวลาหนึ่ง ที่ตามรู้อารมณ์แล้ว) จะเกิดความรู้ขึ้นมาเอง โดยที่ไม่ได้ไปนึกถึง หรือไม่ได้จงใจ หรือไม่ได้บังคับ ว่าความง่วงเป็นสิ่งที่ถูกรู้ครับ (ถือว่าเป็นความเห็นของคนที่กำลังฝึกหัดก็แล้วกันนะครับ อาจผิดอาจถูกได้ครับ)

 จากคุณ : พัลวัน [ 26 ส.ค. 2542 / 16:07:34 น. ]
     [ IP Address : 203.146.89.65 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (ปิ่น )

ขอบพระคุณคุณพัลวันมากครับที่ช่วยอธิบายเสริม
_/|\_

 จากคุณ : ปิ่น [ 26 ส.ค. 2542 / 16:27:08 น. ]
     [ IP Address : 204.160.183.12 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (ประสงค์ มีนบุรี)

   ในขณะที่ฝันก็คือขณะจิตที่ขึ้นสู่วิถี  ฝันถึงเรื่องอะไรก็เพราะจิตคิดถึงเรื่องนั้นๆ
   ในขณะนี้อ่านแล้วก็คิด  มีทั้ง  วิถีจิต  และ วิถีมุตจิต  ขณะกำลังเห็นเป็นวิถีจิต  ขณะจิตเห็นเกิดไม่ใช่ขณะคิด  เมื่อขณะจิตเห็นดับ  วิถีจิตอื่นๆเกิดสืบต่อทำกิจหน้าที่ของขณะนั้นๆสืบต่อกันไป  จนถึงขณะจิตคิด(ชวนวิถี)   ไม่ว่าจะหลับหรือจะตื่น  ขณะนี้กำลังอยู่ในโลกของความฝัน  ซึ่งแต่ละคนก็ฝันต่างๆกันไปเป็นโลกส่วนตัวของแต่ละคนไป
  ถ้าจะอยู่กับความจริงก็ต้องเจริญสติปัฎฐาน  แต่ไม่มีผู้ไดมีสติอยู่ตลอดเวลา  บางครั้งมีสติสัมปชัญญะก็รู้ความจริง  ส่วนมากหลงลืมสติก็อยู่ในความฝัน  ฉนั้นจึงไม่ควรประมาท  ควรเจริญสติปัฎฐานเป็นประจำ  จนเป็นปรกติในชีวิตประจำวัน  จนคุ้นเคยก็จะเรียกว่าเป็นผู้ไม่ประมาท
  ขออนุโมทนาทุกท่านที่สนใจในธรรม

 จากคุณ : ประสงค์ มีนบุรี [ 27 ส.ค. 2542 / 00:10:11 น. ]
     [ IP Address : 203.155.133.241 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (สันตินันท์)

ความไม่รู้จริง ทำให้เรามอง "ขันธ์ 5" เป็นกลุ่มก้อนอันหนึ่งอันเดียวกัน(ด้วยฆนสัญญา)
คือทั้งกายทั้งจิตนี้แหละ รวมกันเป็น ตัวเรา
แต่เมื่อใดเริ่มมีปัญญา มอง ตัวเรา กระจายออกเป็นขันธ์ 5
อาจจะเริ่มจากมอง รูป(กาย) + นาม(รู้)
กระจายต่อไปเป็น รูป(กาย) + นามเจตสิก(เวทนา สัญญา สังขาร) + นามจิต
หรือพูดง่ายๆ ว่า ขันธ์ทั้ง 5 ถูกมองอย่างกระจายออกจากกัน
ความเห็นผิดว่ามี "ตัวเรา" ก็จะถูกทำลายไป

การที่จะสามารถมอง ตัวเรา ตามความเป็นจริง คือกระจายเป็นขันธ์ 5 ได้นั้น
อาศัยการเจริญสติปัฏฐานนั่นเอง
เช่นเริ่มจากการรู้กายส่วนย่อยในกายส่วนใหญ่
ตัวอย่างเช่นรู้ลมหายใจ รู้อิริยาบถย่อย
โดยนามรู้ หรือจิตผู้รู้ เป็นคนละส่วนกับกายที่ถูกรู้
แค่นี้ก็เริ่มแยกขันธ์แล้วครับ

เมื่อชำนิชำนาญมากขึ้น พอมีเจตสิกคือ เวทนา สัญญา สังขารเกิด
ก็สามารถรู้ว่ามันแยกออกไปเป็นคนละส่วนกับจิตได้อีก
แล้วบรรดาสิ่งที่ถูกรู้ทั้งปวงนั้น ก็แสดงความไม่ใช่เราออกมาต่อหน้าต่อตานั้นเอง

ผมเคยยกตัวอย่างให้พวกเราฟังกันบ่อยๆ คือเรื่องการรู้ ความสงสัย
โดยให้ รู้เข้าไปที่ความรู้สึกสงสัยเลยทีเดียว
และจะเห็นทันทีว่า ความสงสัย ไม่เที่ยง
คือระดับความเข้มของความสงสัยจะเหวี่ยงขึ้นเหวี่ยงลงตลอดเวลา
ดูนานๆ ไป ความสงสัยก็จะดับไป
อันนั้นมันแสดง ทุกขัง คือความทนอยู่ไมได้ให้เราเห็นแล้ว
และไม่ว่าความสงสัยจะเกิดขึ้น ตั้งอยู่ หรือดับไป
ความสงสัยก็เป็นเพียงสิ่งที่ถูกรู้ ถูกดู มันไม่ใช่ "เรา"
ไม่มีความเป็น "เรา" ในความสงสัยนั้น
อันนี้คือการแสดง อนัตตา ให้เห็นต่อหน้าต่อตา

ธรรมเหล่านี้แสดงอยู่ในกายในจิตของเราตลอดเวลา
แต่เราไม่เคยฟัง ธรรมในจิตของเราเอง ด้วยการเจริญสติสัมปชัญญะ
เราชอบฟังกันแต่ธรรมที่อาศัยตาดู หูฟัง คำสั่งสอนของผู้อื่นเท่านั้น
ซึ่งทำให้ไม่เคยเห็น สภาวะ ด้วยตนเอง
จึงไม่สามารถบรรลุมรรคผลกันได้

จิตที่หลงฝันทั้งที่ลืมตาก็คือ จิตที่หลงไปในความคิด
ไม่รู้สภาพธรรมคือ รูป หรือ นาม ที่กำลังปรากฏ
เช่นจิตเกิดความสงสัย ก็ไม่รู้ว่าสงสัย
แต่กลับหลงคิดเพื่อหาคำตอบมาแก้ความสงสัยนั้น

มาร(กิเลส)นั้นกลัวว่าเราจะมีสติสัมปชัญญะ มีปัญญาเอาตัวรอดได้
มันจึงหาอะไรๆ มาล่อให้เราลืมตัว เผลอคิดเรื่อยเปื่อยไปเรื่อยๆ
ตรงนี้มันละเอียดพอสมควรครับ
ผมจึงกล่าวว่า ที่เห็นมาจากประสบการณ์นั้น ผู้ปฏิบัติส่วนมาก
กำลังเผลอฟุ้งซ่านไปบ้าง กำลังเผลอเพ่งอารมณ์บ้าง
ที่จะมีความรู้ตัว รู้สักแต่ว่ารู้อารมณ์จริงๆ นั้น หายากเหลือเกินครับ
ยิ่งคนที่คิดว่ากำลังกำหนดรูปนามนั่นแหละ สำคัญนัก
ส่วนมากกำลังหลงเพ่งรูปเพ่งนาม แต่คิดว่า สักว่ารู้อยู่
อาการของจิตระหว่าง "รู้" "เผลอ" และ "เพ่ง" นั้น มันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ถ้าเข้าใจจำแนกตรงนี้ได้ ก็จะปฏิบัติได้ง่ายขึ้นมากครับ

 จากคุณ : สันตินันท์ [ 27 ส.ค. 2542 / 09:00:37 น. ]
     [ IP Address : 203.151.110.183 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (สันตินันท์)

ผมไปดูกระทู้ที่ผมตั้งไว้ข้างล่าง
เห็นว่ายาวเกินไป ขออนุญาตปิดเลยนะครับ
และพบว่ามีความคิดเห็นของอีก 2 ท่านที่ผมยังไม่เห็น
คือความคิดเห็นของ คุณรูปนามหนึ่ง กับ คุณหมอ tuli

คุณรูปนามหนึ่ง ตั้งข้อสังเกตว่า ผมกล่าวถึงทุกข์เฉพาะอุปาทานขันธ์
ไม่กล่าวถึง ทุกขตา อันปรากฏในไตรลักษณ์
อันนั้นเป็นข้อสังเกตที่ถูกต้องครับ
เพราะทุกข์นั้น มีทั้งทุกขสัจจ์ และทุกขตา จริงๆ
แต่ขอเรียนว่า ผมจงใจกล่าวเฉพาะทุกขสัจจ์ ครับ
เนื่องจากน้ำหนักที่คุยกัน เน้นไปที่เรื่องการปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์
ซึ่งเป็นเรื่องของอุปาทานขันธ์
ส่วนทุกขตานั้น แม้จะมีปัญญาอย่างไรก็หนีไม่พ้นหรอกครับ
เพราะมันเป็นลักษณะประจำโลกอยู่อย่างนั้นเอง
และผู้ปฏิบัติบางคนก็ไม่เห็นขันธ์ในมุมของทุกขตา
แต่เห็นอนิจจตา หรืออนัตตา

ส่วนคุณ tuli ตั้งคำถามว่า
"ความคิดที่เป็นสังขารขันธ์นี่ก็คือตัวที่มันพูดแจ้วๆอยู่ใช่ไหมครับ
                   แล้วเวลาสัญญาเกิดขึ้นมาช่วงนั้นสังขารขันธ์จะดับไป
                   แล้วก็เกิดปรุงแต่งต่อจากสัญญาใช่ไหมครับ
                   แล้ววิญญาณขันธ์นี่กำหนดที่ความรู้สึกทางตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือเปล่าครับ"

ขอเรียนว่า ความคิดนั้น มีทั้งแบบบ่นพึมพำ กับแบบที่พูดแจ้วๆ
ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง มันอาจจะเป็นภาษาคน หรือไม่ก็ได้
คืออาจจะเป็นเพียงความไหวตัวของจิตที่ปรุงแต่งขึ้นมา
แต่สัญญายังไม่ทันแปลเป็นภาษาก็ได้

ส่วนเรื่องสัญญาที่เห็นเกิดมาก่อนสังขารนั้น
เวลาปฏิบัติก็เห็นอย่างนั้นจริงๆ ในแง่ที่สัญญาคือ ความจำได้ ที่ผุดขึ้นมา
แล้วจิตก็คิดนึกปรุงแต่งต่อไป
แต่ในแง่สัญญาที่เป็น ความหมายรู้ นั้น
มันมีอะไรซับซ้อนที่ผมเองก็ยังดูไม่ทันจนถึงกับจะสรุปนำมาเล่าได้
เพราะดูมันเคล้าเคลียแนบประจำอยู่กับจิต
แต่ทราบอย่างหนึ่งว่า ถ้าปราศจากสัญญาก็เจริญสติปัฏฐานไม่ได้
ฉะนั้นประเด็นเรื่องสัญญา ผมขออนุญาตไม่ตอบ เพราะไม่รู้ลึกพอครับ
คงต้องไปถามท่านที่ปฏิบัติได้ดีกว่าผม หรือศึกษาจากตำราปริยัติเอา
เพราะภูมิความรู้ตื้นลึก หยาบละเอียด ของผู้ปฏิบัติแต่ละคนไม่เท่ากัน

สำหรับวิญญาณไม่ใช่ความรู้สึก(สุขทุกข์) แต่เป็นความรับรู้อารมณ์
เวลาปฏิบัติถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่า
พอเราลืมตา หรือหันมองไปทางใดนั้น
ขั้นแรกเรายังไม่เห็นอะไรเลย ทั้งที่ตาก็มีอยู่ และรูปก็มีตรงกับตานั่นเอง
ถัดจากนั้นจึงจะเกิดความรับรู้ทางตา คล้ายๆ กับว่าเราเข้าไปในห้องมืดแล้วเปิดไฟขึ้น
(ต่างกันตรงที่ขณะเมื่อยังไม่มีวิญญาณทางตา กระทั่งความมืดก็ไม่เห็น
แต่การเข้าห้องมืด เราเห็นความมืดได้)
รูปก็ปรากฏขึ้นมาให้รับรู้เป็นสีที่ตัดกัน แต่ไม่รู้ว่าคือรูปอะไร
ตัวที่รู้รูปนี่แหละครับคือวิญญาณทางตา
ถัดจากนั้นสัญญาจึงจะบอกเราได้ว่า นั่นเป็นรูปอะไร เช่นรูปผู้หญิง
แล้วสังขารความปรุงแต่งเช่นราคะก็เกิดขึ้น ความคิดใคร่ครวญถึงสาวงามก็เกิดขึ้น
จิตก็จะเกิดความยินดียินร้ายไปกับสาวงามนั้น
วิญญาณมันจึงเป็นตัวที่รู้เฉยๆ แต่จิตมันรู้แล้วไม่เฉยด้วย คือมันเสพย์อารมณ์ด้วย

คุณ tuli ถามในเรื่องละเอียด ผมตอบได้เท่าที่ทำได้เท่านั้นครับ
ถ้าต้องการรู้ชัดกว่านี้ คงต้องถามท่านผู้อื่น หรือศึกษาจากตำราเอาเองครับ
และเมื่อฟังที่ผมเล่า ฟังท่านอื่นตอบ หรือศึกษาตำราแล้ว
ก็ควรทดสอบปฏิบัติดูจนเห็นผลจริงก่อน จึงจะเชื่อได้ครับ
มิฉะนั้น เราจะไม่ได้ประโยชน์จากพระพุทธศาสนาเท่าที่ควรจะได้

 จากคุณ : สันตินันท์ [ 27 ส.ค. 2542 / 10:01:24 น. ]
     [ IP Address : 203.151.110.183 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (พัลวัน)

สาธุครับ ชัดเจนดีเหลือเกิน

"ธรรมเหล่านี้แสดงอยู่ในกายในจิตของเราตลอดเวลา แต่เราไม่เคยฟัง ธรรมในจิตของเราเอง ด้วยการเจริญสติสัมปชัญญะ เราชอบฟังกันแต่ธรรมที่อาศัยตาดู หูฟัง คำสั่งสอนของผู้อื่นเท่านั้น"

อ่านตรงนี้ ทำให้นึกถึงหลวงปู่ชาครับที่บอกว่า "เราอ่านหนังสือธรรมะมามากแล้ว ให้เราอ่านใจของเราเหมือนอ่านหนังสือบ้าง"

 จากคุณ : พัลวัน [ 27 ส.ค. 2542 / 10:01:32 น. ]
     [ IP Address : 203.146.28.22 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (มาตา)

ขอบคุณทุกท่านที่ช่วยตอบปัญหาให้ค่ะ
มันสงสัยอีกแล้วว่า " พยายามที่จะปฏิบัติ "
กับ "มีความเพียรในการปฏิบัติ " มันเหมือนกันรึเปล่า
คล้ายๆกับว่าอย่างแรกจะเป็นกิเลสเพราะมีความอยาก?
สงสัยอีกว่าการที่เราแยกจิตออกจากขันธ์ 5 ได้
การที่เห็นว่าจิตไม่ใช่เรา การที่เห็นจิตอิสระจากการปรุงแต่งทั้งปวง
เห็นว่าทุกสิ่งเกิดขึ้นเพราะเหตุเพราะปัจจัย
ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ทำไมถึงทำให้หลุดพ้นไม่เกิดอีก
มีความรู้สึกว่าตรงนี้คือกุญแจสำคัญในการปฏิบัติ
ทำอย่างไรเราจึงจะประจักษ์แจ้งด้วยตัวเองว่า
ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้จะทำให้เราไม่เกิดอีก
ตอนนี้ที่ปฏิบัติอยู่ก็เพราะได้ยินได้ฟังมาให้ทำแบบนี้ ๆ
ก็ทำตามด้วยความเชื่อว่าน่าจะใช่  แต่ทำไมถึงใช่ล่ะ?
ทราบค่ะว่าต้องปฏิบัติไปเรื่อยๆจนถึงจุดหนึ่งก็จะรู้เอง
แต่ก่อนจะถึงจุดนั้นจะมีใครช่วยบอกให้รู้ได้บ้างมั้ยคะ
สงสัยว่าตัวเองจะฟุ้งซ่านอีกแล้ว แก้ไม่หายจริงๆ
ชอบคิดชอบพิจารณาอะไรๆแบบเลยเถิด เตลิดธรรมะอยู่เรื่อย

 จากคุณ : มาตา [ 27 ส.ค. 2542 / 11:02:51 น. ]
     [ IP Address : 202.28.190.98 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (ประสงค์ มีนบุรี)

    จากความเห็นที่  10  ย่อหน้าที่ 3  "พอมีเจตสิก  คือ  เวทนา  สัญญา  สังขารเกิด  ก็สามารถรู้ว่ามันแยกออกไปเป็นคนละส่วนกับจิตได้อีก"  ที่ว่าคนละส่วนหมายความว่าอย่างไร  จิตและเจตสิกไม่ได้เป็นส่วนเดียวกันหรือครับ  คือเป็นนามธรรมที่เป็นสภาพรู้ด้วยกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแยกออกจากกันไม่ได้ รู้อารมณ์เดียวกัน เกิดพร้อมกันดับพร้อมกัน  แต่หน้าที่ของจิตและเจตสิกต่างกัน  เช่นผัสสเจตสิกมีหน้าที่กระทบอารมณ์เป็นต้น  แต่จิตมีหน้าที่รู้อารมณ์

 จากคุณ : ประสงค์ มีนบุรี [ 27 ส.ค. 2542 / 11:05:49 น. ]
     [ IP Address : 203.155.133.241 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (สันตินันท์)

คุณประสงค์อธิบายในแง่มุมของพระอภิธรรมน่ะครับ
ถ้าเราเรียนอภิธรรม เราก็ต้องว่าไปตามตำราอย่างนั้น

แต่ผู้ไม่ได้เรียนตำรานั้น เมื่อทำเวทนานุปัสสนา หรือจิตตานุปัสสนา
ถ้ามีความสุข ความทุกข์ มีราคะ ไม่มีราคะ ฯลฯ ก็สักว่ารู้ไปตามนั้น
สภาวะเหล่านี้ต้องรู้ด้วยจิตที่เป็นผู้รู้ ผู้ดู เป็นกลาง
มันเป็นสภาพที่กิเลสหรือเวทนาแสดงตัวไป
มีธรรมชาติอีกอันหนึ่งเป็นคนรู้ เป็นกลาง มีอุเบกขาแม้แต่ในเวลาที่รู้ความทุกข์

ผมอยากให้ผู้ศึกษาพระอภิธรรมมาช่วยกันศึกษาด้วยการปฏิบัติตรงนี้บ้าง
จะได้ช่วยเหลือผู้ปฏิบัติให้เรียกชื่อสภาวะต่างๆได้ถูกต้องยิ่งขึ้น

 จากคุณ : สันตินันท์ [ 27 ส.ค. 2542 / 12:04:12 น. ]
     [ IP Address : 203.151.110.183 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (พัลวัน)

คุณ มาตา ครับ เมื่อก่อนนี้ผมก็สงสัยอย่างที่คุณมาตาว่านั่นแหละครับ แล้วก็ไม่มีใครตอบให้ผมหายสงสัยได้ แม้แต่คุณอาสันตินันท์จะตอบ ผมก็ยังงงๆงวยๆอยู่แหละครับ จนกระทั่งได้เห็นเอง ก็จะเข้าใจในสิ่งที่มีผู้รู้ได้ช่วยบอกกล่าวมาครับ

สังเกตง่ายๆ หากรู้และเป็นจริง ตัวสงสัยไม่มีครับ แต่มีตัวรู้ที่เบิกบานปรากฎครับ (ถ้าสังเกตเห็นนะครับ)

 จากคุณ : พัลวัน [ 27 ส.ค. 2542 / 13:16:36 น. ]
     [ IP Address : 203.146.64.165 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (ประสงค์ มีนบุรี)

     จากความเห็นที่ 15 ย่อหน้าที่  3 ผมเห็นด้วยกับคุณสันตินันท์
     เมื่อก่อนนี้ผมก็เป็นเหมือนกับผู้ปฎิบัติทั้งหลายที่สงสัยสภาพธรรมต่างๆว่ามีชื่อว่าอย่างไร  เพราะไม่ได้ศึกษาอภิธรรมก่อนแต่สนใจที่จะปฏิบัติอย่างเดียว  พอปฎิบัติไปจนมีประสบการณ์จากการสังเกตุจนถึงรู้สภาพธรรมต่างๆแต่ว่าสภาพธรรมเหล่านั้นไม่มีชื่อ  เมื่อไปพูดกับใครๆถึงประสบการณ์ที่ได้มาก็ไม่สามารถสื่อสารกันให้เข้าใจได้   ผมแสวงหาตำราต่างๆที่มีอยู่ในแผงหนังสือได้ตำราเกี่ยวกับสมองผมก็คิดว่าใช้ได้  แต่พอไปสนทนากับผู้บรรยายธรรมก็ไปกันไม่ได้  ผมมีโอกาสได้สนทนากับผู้สนใจอภิธรรมแนะนำให้ไปฟังอภิธรรมทางวิทยุบรรยายโดย อ.สุจินต์  บริหารวนเขตต์  ผมจึงได้เริ่มสนใจอภิธรรมและได้มีโอกาสเข้าไปสนทนากับ อ.สุจินต์เป็นบางครั้งแต่ส่วนมากจะฟังทางวิทยุทางคลื่น  A.M. 675KHz  เวลา 6.00น.
และ เวลา 21.00 น.  และ  A.M. 945 KHz เวลา 12.30น และ เวลา  18.00 น.  นอกจากนั้นก็ยัง ศึกษาจาก  หนังสือ อภิธรรมสังเขป  ของท่านอ.สุจินต์   และหนังสีอ  อภิธรรมสำหรับคนรุ่นใหม่  ของ อ.  ระวี  ภาวิไล  และหนังสือ  พุทธธรรม  ของท่านพระธรรมปิฏกและหนังสืออื่นๆจากนั้นมาก็พอสนทนากับผู้สนใจในธรรมและพอเข้าใจได้  ผมจึงขอแนะนำให้ผู้ปฎิบัติศึกษาจากตำราที่ได้กล่าวมาและฟังวิทยุ  รวมทั้งอ่านจากลานธรรมเสวนานี้  เมื่อกล่างถึงชื่อสภาพธรรมเช่น  เวทนา  เป็นสุข  เป็นทุกข์  ไม่สุขไม่ทุกข์  ว่ามีสภาพเช่นไร  มีลักษณะอย่างไร เพราะไม่ว่าจะปฏิบัติมากมายแค่ไหนก็ตามแต่ถ้าปฏิบัติแล้วไม่ตรงตามปริยัติก็ไม่สามารถเข้าใจพระธรรม
ได้    แม้แต่คำว่า  จิต  ถ้าฟังยังไม่เข้าใจ ก็ไม่สามารถคาดคะเนเอาได้ว่ามีสภาพเช่นไร มีลักษณะเช่นไร  การฟังอย่างเดียวก็ไม่เพียงพอต้องอาศัยการสังเกตุ การพิจารณา การไตร่ตรอง  ปัญญาขั้นต้นคือ  นามรูปปริเฉทญาณ จึงจะสมบูรณ์


    

 จากคุณ : ประสงค์ มีนบุรี [ 27 ส.ค. 2542 / 23:28:13 น. ]
     [ IP Address : 203.155.133.241 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!