ความคิดกับการปฏิบัติธรรม
 เนื้อความ :

ผมได้ฟังผู้ปฏิบัติธรรมหลายท่าน
ปรารภกันถึงเรื่อง "ความคิดกับการปฏิบัติธรรม"
บ้างก็สนใจในจุดที่ว่า ทำอย่างไรจึงจะดับความคิดเสียได้
เพราะความคิดเป็นสิ่งตรงข้ามกับ "รู้" เมื่อหมดความคิดจะได้เหลือแต่ "รู้"
บางท่านถึงกับตราหน้าความคิด ว่าเป็นตัววิปัสสนึก ไม่ใช่วิปัสสนา
เมื่ออยากจะทำวิปัสสนา จึงต้องดับความคิดเสียให้ได้
อย่างไรก็ตาม นักปฏิบัติอีกกลุ่มหนึ่งกลับกลัวว่า
ปฏิบัติแล้ว จะเหลือแต่ "รู้" ไม่มีความคิด
แล้วจะทำให้กลายเป็นคนโง่เขลา หรือสมองฝ่อในภายหลัง


ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่า สิ่งที่ปรารภกันส่วนมากนั้น
เป็นความเข้าใจเกี่ยวกับความคิด ที่สุดโต่งกันอยู่ 2 ด้าน
ระหว่าง "กลุ่มที่ปฏิเสธความคิด" คือไม่อยากให้มีความคิด
กับ "กลุ่มที่กลัวว่าจะหมดความคิด"

ผมขอไม่กล่าวถึงเรื่องที่ว่า  หมดความคิดไปชั่วขณะแล้วจะทำให้โง่
เพราะในความเป็นจริงแล้ว คนเราแทบไม่เคยหยุดคิดเลย  แม้กระทั่งในเวลาหลับ
ยิ่งคนที่พยายามจะไม่คิดนั้น ก็มักจะยิ่งคิดมากขึ้น คือคิดที่จะไม่คิด
ประเด็นที่จะขอกล่าวในที่นี้ จึงตีกรอบไว้เพียงประเด็นเดียว
คือจะกล่าวถึงการปฏิเสธความคิดของนักปฏิบัติ

ที่นักปฏิบัติธรรมจำนวนมาก ปฏิเสธความคิด
ก็เพราะเคยได้ยินคำสอนที่หลากหลายเกี่ยวกับการไม่คิด
เช่น ในอรรถกถาพระธรรมบท
เล่าถึงพระรูปหนึ่งที่ท่านปรารภว่า
"สังขารทั้งหลายสงบเสียได้ เป็นสุข"
ก็เลยคิดว่าสังขาร รวมทั้งสังขารขันธ์หรือความคิดนึกปรุงแต่ง
เป็นตัวทุกข์ ดับมันเสียได้แล้ว จึงจะพ้นทุกข์

หลวงพ่อเทียน แห่งวัดสนามใน ท่านสอนว่า "คิดเป็นหนู รู้เป็นแมว"
ความคิด พอกระทบ "รู้" ก็ดับวับไป เหลือแต่ "รู้"

นายแพทย์ประเวศ วะสี ท่านกล่าวว่า คิดกับรู้เป็นสิ่งที่ตรงข้ามกัน
เมื่อ "รู้" ต่อเนื่อง จิตจะดำเนินอยู่ในปัจจุบัน
ในขณะที่การคิดนั้น มักจะเป็นเรื่องของอดีตและอนาคต ไม่เป็นปัจจุบัน

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล แห่งวัดบูรพาราม สุรินทร์ ท่านสอนว่า
"คิดเท่าไหร่ก็ไม่รู้ ต้องหยุดคิดจึงรู้ แต่ก็ต้องอาศัยคิด"

คำสอนในฝ่ายเซ็น มีเรื่องเกี่ยวกับมหาสุญญตา
อันเป็นเรื่องเหนือความคิดและคำพูด
เช่นเมื่อท่านวิมลเกียรติจะแสดงธรรมสูงสุด
ท่านแสดงด้วยการไม่กล่าวคำพูดใดๆ เลย
ทำให้พระโพธิสัตว์มัญชุศรี กล่าวสรรเสริญว่าท่านแสดงธรรมได้สุดยอดที่สุด
คือ ธรรมที่เหนือความคิดและคำพูด

อีกประการหนึ่ง เรามักได้ยินคำว่า
"วิปัสสนึก" อันหมายถึงการใช้ความคิด ไม่ใช่วิปัสสนา

ผู้ปฏิบัติบางท่านศึกษามากเกินไป จนเกิดสับสนขึ้นเอง
ในเรื่อง ความคิดกับการปฏิบัติธรรม

*****************************************************

ในเวลาที่มีท่านหนึ่งท่านใดถามผมว่า
"ทำอย่างไรจึงจะดับหรือหยุดความคิดได้"
ผมมักจะถามกลับว่า
"คิดจะหยุดความคิดแล้ว
คิดจะหยุดลมหายใจเข้าออกด้วยหรือเปล่า"
ที่ถามเช่นนี้ ไม่ได้ถามด้วยความยียวน
แต่ถามเพื่ออรรถเพื่อธรรมจริงๆ
เพราะตราบใดที่เรายังมีชีวิตอยู่ เราก็ต้องมีลมหายใจอยู่
และตราบใดที่เรายังมีชีวิตอยู่ เราก็ต้องมีความคิดนึกปรุงแต่งอยู่


ความคิดเป็นสังขารขันธ์
พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้สอนว่า "ขันธ์" เป็นทุกข์
เพราะขันธ์ เป็นเพียงขันธ์ เป็นกลุ่ม เป็นกอง
เป็นธรรมชาติธรรมดาของสิ่งที่ประกอบกันเป็นชีวิต
ตัวมันเองไม่มีความทุกข์ความสุขใดๆ หรอก
แต่เมื่อใด จิตเข้าไปยึดมั่นในขันธ์
ขันธ์อันถูกยึดมั่น หรือ "อุปาทานขันธ์" ต่างหากที่คือทุกข์

พระพุทธเจ้าท่านสอนให้เรา "รู้ทุกข์" ท่านไม่ได้สอนให้เรา   "ละทุกข์"
สิ่งที่ท่านสอนให้ละคือสมุทัย หรือตัณหา หรือความทะยานอยากของจิต
แต่ผู้ปฏิบัติจำนวนมากกลับ "อยากจะละขันธ์" เพราะเห็นว่ามันเป็นทุกข์


การที่เห็นขันธ์อันเป็นธรรมชาติธรรมดาเป็น ทุกข์
คือความเห็นผิดในเบื้องต้น  เนื่องจากไม่ทราบว่า
ทุกข์คืออะไร และเกิดจากอะไร
ส่วนการปฏิเสธทุกข์ หรืออยากละทุกข์  คือความผิดพลาดในขั้นต่อมา

ถ้าเราเชื่อพระพุทธเจ้า เข้าใจสิ่งที่พระองค์สอน
ก็จะรู้ว่า เราไม่ต้องคิดไปดับความคิด
เหมือนที่เราไม่ควรคิดจะเลิกหายใจ


*************************************************

คราวนี้มาถึงปัญหาที่ว่า  เราจะจัดการกับความคิดอย่างไร

ผู้ปฏิบัติจำนวนมากแยกไม่ออกระหว่างความคิด กับความฟุ้งซ่าน
ความคิดนั้น อาจจะคิดดีก็ได้ คิดชั่วก็ได้
แต่ความฟุ้งซ่านเป็นธรรมฝ่ายชั่ว มันเป็นความหย่อนสมรรถภาพของจิต
จิตถูกผลักดันให้โลดเร่าไปตามกระแสอารมณ์
หากเราจะปฏิบัติธรรม เราจะต้องจัดการขั้นเด็ดขาดกับความฟุ้งซ่าน
เพราะเป็นตัวขัดขวางไม่ให้จิตมีคุณภาพพอที่จะรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏได้
เครื่องมือที่จะใช้จัดการกับความฟุ้งซ่าน คือการทำสมถะ

สมถะ เป็นเครื่องมือจัดระเบียบจิตใจไม่ให้โลดเร่าเกินไป
คือแทนที่ผู้ปฏิบัติจะปล่อยให้จิตโลดเร่าไปเรื่อยๆ
ก็รวมจิตให้ลงมารู้อารมณ์อันเดียว
เมื่อจิตสามารถรู้อารมณ์อันเดียวโดยต่อเนื่องแล้ว
คราวนี้จิตก็พร้อมที่จะเจริญวิปัสสนา
คือรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏทีละอย่าง
ด้วยจิตที่เป็นกลาง พ้นจากความยินดียินร้ายต่อสิ่งที่จิตไปรู้เข้า
ก็จะเห็นธรรมทั้งปวง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป

ความคิดก็เป็นธรรมอันหนึ่ง
เป็นกระแสความปรุงแต่งของจิตที่เกิดขึ้นเป็นคราวๆ ไม่คงที่ มีแล้วก็ดับไป
ไม่มีใครเลยที่จะดับความคิดได้ เว้นแต่การตกภวังค์
การเข้านิโรธสมาบัติ และการเข้าอยู่ในภพของพรหมลูกฟัก
ตัวความคิดเอง ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติธรรม
แต่การจัดการอย่างไม่ถูกต้องกับความคิดต่างหาก
ที่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติธรรม

เมื่อจิตจะคิด ก็ควรปล่อยให้มันคิดไป
อย่าไปคิดที่จะดับความคิด เพราะจิตจะฟุ้งซ่านเสียเปล่าๆ
แม้แต่มันจะคิดชั่ว คิดจนเกิดกิเลส ก็ไม่ต้องไปห้ามมัน
ให้ทำสติรู้เท่าทันปฏิกิริยาของจิตที่เปลี่ยนแปลงไปเพราะกระแสความคิดนั้น

จิตมีอกุศล เช่นมีราคะ หรือมีโทสะ  ก็รู้
จิตมีกุศล เช่นไม่มีราคะ หรือไม่มีโทสะ ก็รู้

ถ้าจะเจริญวิปัสสนา ก็อย่าห้ามความคิด
ความคิดจะผันแปรอย่างไรก็ช่างมัน
ขอให้มีจิตที่ตั้งมั่นไม่หลงตามความคิด หรือเสียความเป็นกลางไปก็พอแล้ว
เพราะถ้าจิตซัดส่ายเลื่อนไหลไปตามความคิดและอารมณ์ที่มากระทบ
อันนั้นคือความฟุ้งซ่าน
เป็นภาวะที่ไม่มีทั้งสมถะ และไม่มีทั้งวิปัสสนา


**************************************************

คราวนี้ก็มาถึงปัญหาที่ว่า สิ่งที่ผมกล่าวมานี้
ขัดกับคำกล่าวของพระเถระทั้งในตำราฝ่ายเถรวาท
ตำราฝ่ายมหายาน และผู้ปฏิบัติร่วมสมัยของเราเช่นหลวงพ่อเทียน หรือไม่


ขอเรียนว่า ไม่ได้ขัดแย้งกันเลย
ที่พระเถระครั้งพุทธกาลท่านปรารภถึงความดับสนิทแห่งสังขารนั้น
เป็นภาวะที่เป็น ผล ของการปฏิบัติ
ซึ่งจิตของท่านเข้าถึงความดับสนิทแห่งขันธ์
ส่วนพวกเรากำลังอยู่ระหว่างการปฏิบัติอันเป็นการทำ เหตุ
จะนำธรรมที่เป็นเหตุ กับเป็นผล มาอธิบายปนกันไม่ได้

ธรรมที่เหนือความคิดและคำพูด ที่เซ็น กล่าวโดยไม่มีการกล่าว นั้น
ก็เป็นการอธิบายถึงสิ่งที่เป็น ผล แล้วเช่นกัน

ส่วนสิ่งที่หลวงพ่อเทียน หลวงปู่ดูลย์ และคุณหมอประเวศกล่าวนั้น
ท่านกล่าวเพื่อเตือนสตินักปฏิบัติ ให้รู้จัก "รู้"
โดยสามารถแยก "รู้" กับ "คิด" ออกจากกันได้

"รู้" คือสภาวะจิตที่มีสัมมาสมาธิ มีสติสัมปชัญญะบริสุทธิ์ด้วยอุเบกขา
ซึ่งเป็นจิตที่สามารถรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริงได้

หรือจะกล่าวว่า จิตสามารถทำตนเป็นผู้สังเกตการณ์
โดยปราศจากความยินดียินร้ายต่ออารมณ์ได้
ความรู้แท้ทางพระพุทธศาสนานั้น ต้องเกิดจากการที่จิตเป็นผู้สังเกตการณ์
จนเข้าใจความจริงของสังขารธรรมทั้งปวงว่าเป็นไตรลักษณ์
และเข้าใจอริยสัจจ์ซึ่งประจักษ์อยู่กับจิตนั่นเอง

ผู้ที่ไม่เข้าใจการปฏิบัติ จะคิดเอาง่ายๆ ว่า
จิตของตนเป็นกลาง และมีขณิกสมาธิแล้ว
เพราะสามารถขับรถได้ อ่านหนังสือได้ ก็สามารถเจริญวิปัสสนาได้
ทั้งที่ความจริงในขณะนั้น จิตกำลังหลงอยู่กับอารมณ์ที่จิตไปรู้เข้า
เพียงแต่ไม่รู้ว่า จิตกำลังหลงอยู่

ท่านที่ปฏิบัติมาแล้วอย่างโชกโชน จึงย้ำนักหนา ให้รู้จัก "รู้"
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ท่านจะสั่งให้พวกเราต้องหัดเข้าฌานก่อน
เพราะทั้งหลวงพ่อเทียน หรือหลวงปู่ดูลย์
ไม่เคยสอนเรื่องการเข้าฌานเลย
(ทั้งที่หลวงปู่ดูลย์ เป็นพระที่ชำนาญในสมาบัติต่างๆ สูงมาก)
มีแต่สอน ให้เจริญสติสัมปชัญญะในชีวิตจริงๆ ของเรานี่แหละ
แต่ภาวะที่จิตมีสติสัมปชัญญะจริงๆ หรือจิตรู้นั้น
ไม่เหมือนกันเลยกับจิตที่กำลังหลงไปตามความคิด


ตัวอย่างเช่น ผู้ปฏิบัติบางท่านเดินจงกรมอยู่
จิตเคลื่อนออกไปเกาะอยู่ที่เท้าบ้าง
ไหลไปในความคิดเรื่องการเคลื่อนไหวเท้าบ้าง

หรือบางท่านนั่งอยู่ พอเมื่อยอยากจะเปลี่ยนอิริยาบถ
ก็คิดบรรยายอาการจิตตนเองว่า  "อยากเปลี่ยนอิริยาบถ"
แล้วตั้งคำถามตนเองว่า "ทำไมจึงอยากเปลี่ยนอิริยาบถ"
แล้วก็ตอบตนเองว่า "เพราะจำเป็นต้องเปลี่ยนอิริยาบถ"
พอคิดตามสูตรเสร็จแล้ว จึงค่อยเปลี่ยนอิริยาบถ
เหล่านี้ เป็นการปฏิบัติที่ยังเจือด้วยความคิดทั้งสิ้น
เป็นการสร้างภาระให้จิตต้องคิด ต้องทำงาน
แทนที่จิตจะเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์สภาพธรรมที่กำลังปรากฏขึ้น

เรื่อง "รู้" เป็นเรื่องที่อธิบายด้วยตัวหนังสือยากที่สุด
แต่ถ้าสามารถ "รู้" ได้แล้ว การปฏิบัติจะเป็นเรื่องง่ายไปหมด
เพราะสามารถกระทำต่อเนื่องได้ตลอดเวลาที่ยังตื่นอยู่

หลวงปู่ดูลย์ ท่านจึงสอนว่า "คิดเท่าไรก็ไม่รู้"
เพราะถ้าหลงอยู่ในโลกของความคิด
ก็ไม่สามารถรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงได้
ท่านสอนอีกว่า "ต้องหยุดจึงจะรู้"
ตรงนี้ท่านไม่ได้สอนให้เรา "คิดที่จะหยุดคิด"
แต่เมื่อเจริญสติสัมปชัญญะอย่างถูกต้องไปถึงจุดๆ หนึ่ง ขันธ์จะดับลงชั่วขณะ
ตรงนั้นแหละเมื่อผ่านแล้วจิตจึงย้อนทวนพิจารณา
ก็จะเข้าใจธรรมทั้งฝ่ายที่เกิดดับ และฝ่ายที่ไม่เกิดไม่ดับ

ที่สำคัญ หลวงปู่ดูลย์ ยังสอนประโยคสุดท้ายที่เราชอบลืมกันว่า
"แต่ก็ต้องอาศัยคิด"
คือเราต้องปล่อยให้จิตคิดไป จิตรู้ไป
จิตก็จะเห็นปฏิกิริยาของจิต เป็นกุศลบ้าง อกุศลบ้าง เป็นกลางบ้าง
เกิดความยินดียินร้ายขึ้นบ้าง
เห็นมากเข้า ก็จะเห็นความไม่มีสาระแก่นสารของธรรมที่เกิดดับเหล่านั้น
แล้วจิตก็จะปล่อยวางธรรมเหล่านั้น
เข้าถึงธรรมที่เหนือความคิดนึกปรุงแต่ง 

*************************************************************

สรุปแล้ว ผู้ปฏิบัติไม่ควรรังเกียจความคิด คิดไปเถอะครับ
(แต่ไม่ใช่คิดจนฟุ้งซ่าน คือจิตวิ่งหลงตามความคิดไป)
และที่สำคัญก็คือ ต้องรู้จัก "รู้" ให้ดี
เพราะถ้าไม่มี "รู้" จิตจะหลงไปตามความคิดทันที
และไม่สามารถรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏด้วยความเป็นกลางได้เลย


-------------------------------------
ช่วงนี้เข้าลานธรรมไม่ค่อยได้ครับ เครื่องแฮ้งค์บ่อยมาก
แต่ความคิดถึงญาติธรรม ทำให้ต้องพยายามมาตั้งแต่เช้าที่จะโพสต์กระทู้นี้
ถือว่าเป็นอาหารใจ เพื่อความร่าเริง ที่นำมาฝากกันด้วยความคิดถึงนะครับ

 จากคุณ : สันตินันท์ [ 24 ส.ค. 2542 / 15:58:14 น. ]
     [ IP Address : 203.151.110.183 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (นิดนึง)

สาธุค่ะ
รอฟังธรรมจากพี่มาตั้งนาน
วันนี้ได้อิ่ม และร่าเริงในธรรมค่ะ
กราบขอบพระคุณค่ะ

 จากคุณ : นิดนึง [ 24 ส.ค. 2542 / 16:27:12 น. ]
     [ IP Address : 202.44.144.100 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (ปิ่น)

ขอบคุณมากครับพี่สันตินันท์ที่กรุณาอธิบาย
เป็นวิทยาทาน อนุโมทนาดด้วยครับ

 จากคุณ : ปิ่น [ 24 ส.ค. 2542 / 16:31:38 น. ]
     [ IP Address : 204.160.183.12 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (พัลวัน)

สาธุครับ

อ่านเรื่องคิด(สังขารขันธ์) แล้วก็หวนไปนึกถึงเรื่องจำ(สัญญขันธ์)ครับ ทำนองเดียวกันจริงๆครับ

 จากคุณ : พัลวัน [ 24 ส.ค. 2542 / 16:33:44 น. ]
     [ IP Address : 203.149.32.233 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (kobe)

ขอขอบคุณครับ อาสันตินันท์ เป็นธรรมะที่ดีมาก
อาสันตินันท์ อธิบายธรรมได้ชัดเจนครับ เหลือแต่ต้องพยายามนำไปปฏิบัติเองเท่านั้นครับ

มีอาจารย์คอยแนะนำอยู่ในลานธรรมนี้มากมายแล้ว
ที่เหลือต้องนำไปปฏิบัติเองแล้วครับ ฮิ ฮิ

 จากคุณ : kobe [ 24 ส.ค. 2542 / 17:03:35 น. ]
     [ IP Address : 202.44.228.8 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (นกเอี้ยง)

ขอบคุณมากค่ะ พี่ สาธุค่ะ

 จากคุณ : นกเอี้ยง [ 24 ส.ค. 2542 / 17:10:14 น. ]
     [ IP Address : 203.154.196.22 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (snow_creeper)

ขอบคุณค่ะ จะพยายามทำตามที่พี่แนะนำ ว่าแต่คิดที่จะพยายามก็ผิดแล้ว รึเปล่าคะ

 จากคุณ : snow_creeper [ 24 ส.ค. 2542 / 17:22:47 น. ]
     [ IP Address : 161.200.255.163 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (หนู)

สาธุค่ะ คุณสันตินันท์
เห็นแค่ชื่อ ก็รู้แล้วว่าได้ธรรมะที่ตรงกับใจตอนนี้พอดี
เดี๋ยวจะต้อง save ไปอ่านซะก่อน ขอบพระคุณค่ะ

 จากคุณ : หนู [ 24 ส.ค. 2542 / 17:54:26 น. ]
     [ IP Address : 203.145.3.205 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (น้องน้อย)

กราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ

 จากคุณ : น้องน้อย [ 24 ส.ค. 2542 / 18:18:45 น. ]
     [ IP Address : 161.200.255.163 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (Lee)

ตามมาสาธุครับ

ช้วงนี้ไม่ค่อยได้อ่าน Comment ธรรมของพี่นี่ เหี่ยวๆ ไปเหมือนกัน

 จากคุณ : Lee [ 24 ส.ค. 2542 / 18:29:28 น. ]
     [ IP Address : 168.120.254.30 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (แมวแก่)

ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ คุณอา

 จากคุณ : แมวแก่ [ 24 ส.ค. 2542 / 18:50:24 น. ]
     [ IP Address : 202.44.144.100 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (ประสงค์)

ขอบคุณครับคุณอา
ผมจะพยายามให้มากๆครับ

 จากคุณ : ประสงค์ [ 24 ส.ค. 2542 / 19:25:50 น. ]
     [ IP Address : 202.44.8.14 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (นอย)

ขอบพระคุณมากค่ะ
คุณอาอธิบายตรงที่ขัดข้องให้เข้าใจได้ดีขึ้นจริงๆค่ะ
จะพยายามทำตามที่คุณอาสอนค่ะ
(ขอถือโอกาสสมัครเป็นหลานทางธรรมด้วยคนค่ะ)

 จากคุณ : นอย [ 24 ส.ค. 2542 / 20:29:03 น. ]
     [ IP Address : 130.130.68.5 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (Papa)

ขอบคุณมากครับ
มองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงเลยครับ
ชัดเจนที่สุดครับ

 จากคุณ : Papa [ 24 ส.ค. 2542 / 21:03:47 น. ]
     [ IP Address : 203.151.125.5 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (rising_sun)

snow_creeperครับ คิดอะไรก็รู้ไว้ครับ ไม่ผิดแน่นอน :)

 จากคุณ : rising_sun [ 24 ส.ค. 2542 / 23:19:01 น. ]
     [ IP Address : 203.134.8.1 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (มาตา)

ขอบคุณพี่สันตินันท์มากค่ะ
แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า  เวลาเราคิดไม่ดี
มันยากมากที่จะแค่รู้ ไม่สามารถรักษาความเป็นกลางของจิตได้
ศีลธรรม จริยธรรมที่ถูกอบรมมานานมันจะคอยทำให้เรารู้สึกผิด
ถ้าคิดไม่ดี  พยายามที่จะแค่รู้ แต่ก็อดโทษตัวเองไม่ได้ว่าคิดไม่ดี
อีกแล้ว  ตรงนี้จะทำยังไงดีคะพี่  ยิ่งผู้ที่เริ่มปฏิบัติใหม่ๆจิตจะแกว่ง
มากเลย พี่ช่วยแนะนำเพิ่มเติมด้วยค่ะ

 จากคุณ : มาตา [ 25 ส.ค. 2542 / 00:09:59 น. ]
     [ IP Address : 203.147.6.38 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (gun)

สาธุครับ   /อ่านข้อเขียนของคุณสันตินันท์ ครั้งไร
ได้ความรู้เพิ่มทุกครั้ง

 จากคุณ : gun [ 25 ส.ค. 2542 / 07:16:09 น. ]
     [ IP Address : 203.146.89.65 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (กุนชอยสำเอียง)

ขอบคุณครับ...

 จากคุณ : กุนชอยสำเอียง [ 25 ส.ค. 2542 / 08:36:45 น. ]
     [ IP Address : 168.120.254.30 ]


 ความคิดเห็นที่ 18 : (นุดี)

สาธุค่ะ

 จากคุณ : นุดี [ 25 ส.ค. 2542 / 08:48:21 น. ]
     [ IP Address : 202.28.190.98 ]


 ความคิดเห็นที่ 19 : (ประพันธ์ เศวตนันทน์)

ผมเห็นด้วยกับคุณสันตินันท์เป็นส่วนใหญ่ แต่มีข้อต่างบ้างเพียงเล็กน้อยในด้านการปฏิบัติ ผู้ปฏิบัติธรรมที่นี่มีใช้วิธีการทำสมาธิเป็นฐานการปฏิบัติ แล้วจึงย้ายไปพิจารณาความจริงของชีวิตโดยเรียกการกระทำนั้นว่า การปฏิบัติปัสสนา อย่างที่ผมว่าภาษาเป็นสิ่งสมมติสามารถผันแปรไปได้และผู้คนก็เข้าใจไม่ตรงกัน แม้แต่จะเป็นภาษาเดียวกันคือภาษาไทยก็ตาม ในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้น ผมคิดว่าสติเป็นหัวใจที่สำคัญที่สุด สมาธิต้องการแน่แต่ไม่มาก เอาแค่สมาธิขั้นต้นพอแล้ว แต่ความเป็นปัจจุบันธรรมสำคัญมากที่สุด ไม่มีปัจจุบันวิปัสสนาไม่เกิดแน่ คงจะเป็นวิปัสสนึกอย่างที่พูดกัน เมื่อการปฏิบัติวิปัสสนายึดมั่นอยู่กับปัจจุบันเป็นฐาน ความคิดใดๆ เกิดขึ้นคือ นามรู้ ไม่ใช่เรารู้ คือ ให้เอาตัวเองออกไป เพราะความจริงเป็นเช่นนั้น ไม่ต้องไปสนใจว่าที่ว่านามรู้นั้นเป็นความรู้เรื่องอะไร เพียงรับรู้และตัดออกไปพร้อมกลับเข้าหาปัจจุบันใหม่ การเปลี่ยนแปลงอิริยาบถไม่จำเป็นไม่ต้องทำ แต่ถ้าจำเป็นต้องมีสติอยู่ตลอดเวลา มีความคิดใดๆ เกิดขึ้น ให้จับให้ทันว่าเป็นนามรู้เท่านั้น แล้วตัดออกไป นี่ผมพูดเรื่องคิดอย่างเดียว เพราะฉะนั้นการปฏิบัติวิปัสสนาต้องมีสติเป็นฐานใหญ่ คือมีปัจจุบันเป็นอารมณ์โดยตลอด มีอารมณ์ใดๆ เกิดขึ้น เพียงรับรู้แล้วตัดออก อย่างที่เราเรียกว่า วิปัสสนาคือ ไม่หนี ไม่สู้ ดูเฉยๆ ต่างจากการทำสมาธิ ซึ่งเป็นการหนีภัย หนีจากอารมณ์ที่เราไม่ต้องการ จะเห็นได้ว่าหลักการทำสมาธิและวิปัสสนาต่างกันโดยสิ้นเชิง  ผมจึงขอเพิ่มเติมความคิดเห็นในด้านการปฏิบัติเพียงแค่นี้ครับ ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันก็แล้วกัน ไม่มีใครผิดใครถูกหรอกครับ

 จากคุณ : ประพันธ์ เศวตนันทน์ [ 25 ส.ค. 2542 / 08:56:23 น. ]
     [ IP Address : 161.200.255.163 ]


 ความคิดเห็นที่ 20 : (บัวใต้น้ำ)

สาธุครับ

 จากคุณ : บัวใต้น้ำ [ 25 ส.ค. 2542 / 09:10:39 น. ]
     [ IP Address : 192.150.251.2 ]


 ความคิดเห็นที่ 21 : (อนัตตา)

ขอบพระคุณมากครับ พี่สันตินันท์
ผมเคยเป็นสุดโตงมาแล้วทั้ง 2 ทางครับ
ที่ผมเคยบอกว่า พอพยายามไม่คิดแล้ว ทำให้โง่นั้น ผมมีอาการอย่างนี้ครับ
เมื่อมีใครถามอะไรผมสักอย่างหนึ่ง ซึ่งผมไม่เคยรู้มาก่อน จำเป็นต้องคิดเพื่อหาคำตอบ ผมจะตอบได้ช้ากว่าปกติมาก จนเจ้านายมักเตือนผมเสมอว่า ผม Response ช้า แต่ถ้าให้เวลาผม ก็คิดจนได้แหละครับ นี้แหละครับทำให้ผมไม่อยากให้ใครเป็นอย่างผม จึงแสดงความเห็นไปเช่นนั้น เพราะไปฝึกผิดพยายามหยุดคิดตอนที่บวชเป็นพระอยู่ 1 ปี เต็ม

 จากคุณ : อนัตตา [ 25 ส.ค. 2542 / 09:12:46 น. ]
     [ IP Address : 203.151.2.159 ]


 ความคิดเห็นที่ 22 : (พัลวัน)

เรียน คุณมาตา

"แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า  เวลาเราคิดไม่ดี มันยากมากที่จะแค่รู้ ไม่สามารถรักษาความเป็นกลางของจิตได้"

ประเด็นอยู่ที่ เมื่อรู้ว่าคิดไม่ดีแล้วจะทำอย่างไรไปให้เหมาะสม คือหากเป็นอกุศลจิตก็รู้สึกว่ามันผิด แต่ไปบังคับไม่ให้คิด ก็ดูเหมือนว่ามันแข็งขืนไม่ยินยอม (ผมเดาเอานะครับ เอาจากที่เป็นประสบการณ์ของผมนะครับ) แต่คิดต่อก็รู้สึกว่าไม่สมควร

ส่วนใหญ่แล้ว เมื่อผมเจอความคิดที่เป็นอกุศล(ที่จริงแล้ว เป็นทั้งกุศลและอกุศล)แล้ว ผมมักจะหวนกลับมารู้ความยินดียินร้ายในใจเลยครับ เมื่อหวนเข้ามารู้ที่ความยินดียินร้ายแล้ว กุศลจิตจะเกิดทันทีครับ เกิดเพราะความรู้ทันในความยินดียินร้ายในใจ เป็นไปตามที่พระพุทธองค์ทรงแสดงในสติปัฎฐาน 4 ครับ และเมื่อรู้ทันแล้วและกุศลจิตเกิดขึ้นแล้ว ความคิดอันเป็นอกุศลก็ดับไป ในขณะเดียวกัน สติ ก็บังเกิดขึ้นด้วยในขณะเดียวกันกับกุศลจิตนั้น ตรงนี้เห็นได้ว่าอกุศลจิตนั้นดับลงไป มิใช่ว่าดับลงด้วยความข่ม แต่ดับลงด้วยอกุศลจิตนั้นขาดตอน คืออกุศลจิตดับไปตามปกติ แต่ไม่เกิดใหม่ครับ แต่มีกุศลจิตเกิดขึ้นทดแทน

คุณมาตาก็ลองดูนะครับ เมื่อเกิดความคิดอันเป็นอกุศล และตามรู้ทันแล้ว ให้ตามดูว่าเป็นความยินดียินร้ายครับ จะได้เห็นอะไรๆมากกว่าที่ผมบอกในวรรคบนครับ


 จากคุณ : พัลวัน [ 25 ส.ค. 2542 / 09:55:23 น. ]
     [ IP Address : 203.146.28.26 ]


 ความคิดเห็นที่ 23 : (คิดเอาเอง)

ขอบพระคุณอย่างสูงครับ

 จากคุณ : คิดเอาเอง [ 25 ส.ค. 2542 / 10:34:44 น. ]
     [ IP Address : 202.6.107.20 ]


 ความคิดเห็นที่ 24 : (นิดนึง)

อาจารย์ประพันธ์คะ ได้ติดตามข้อเขียนของอาจารย์
รู้สึกประทับใจมากค่ะ ทีแรกคิดว่าจะ mail ไปแนะนำตัวกับอาจารย์อยู่
แต่เข้าไปหา address ของอาจารย์แล้วไม่พบค่ะ

อาจารย์คะ แนวทางคงเหมือนกันค่ะ
เพราะตัวเองไม่ค่อยได้ทำสมาธิเหมือนกัน
เรียกว่าน้อยมาก แต่พยายามทำความรู้ตัวในปัจจุบันมากที่สุดค่ะ
และเคยถามพี่สันตินันท์หลายครั้งทีเดียวว่า ต้องทำสมาธิเพิ่มหรือไม่
สำหรับตัวเองนะคะ พี่สันตินันท์มักตอบว่าไม่ต้องค่ะ

 จากคุณ : นิดนึง [ 25 ส.ค. 2542 / 10:48:39 น. ]
     [ IP Address : 203.155.39.131 ]


 ความคิดเห็นที่ 25 : (มะขามป้อม)

ความคิดไม่ใช่สิ่งชั่วร้าย
แต่ความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวว่าตนต่างหาก ที่ทำให้เกิดเป็นกุศลจิต อกุศลจิต
และเป็นสิ่งที่ต้องละ ตัวความคิดเป็น รอยต่อ เป็นตัวเชื่อม ในปฏิจจสมุปบาท
เป็นผล ที่เกิดจากจิตอวิชชา ที่ยึดมั่นในอุปทาน
และเป็น ปัจจัย ปรุงแต่ง ให้เกิดอุปทานต่อไป

เมื่อเราละวางความยึดมั่นในตัวตนเสียได้ (แม้เพียงชั่วคราว)
ความคิด(อันเป็นผล) ก็จะดับลงเองครับ

ความคิดที่จะหยุดความคิด นั้นกลับทำให้เป็นทุกข์ครับ
(อย่างลืม ว่าความคิดไม่ได้จำกัดว่าเป็นแค่คำพูดนะครับ
ดังนั้นมันจะเล่นเลห์ซ้อนกลเราได้มากมาย)
เพราะเรายังมีอุปทานในตัวตนอยู่ ตัวความคิดก็มีอยู่โดยธรรมชาติของมัน
(เรา)ปรารถนาให้มันหยุด แต่มันไม่หยุดตามที่(เรา)ปรารถนา มันก็ทุกข์
เรื่องนี้ต้องมองให้ออกครับ ว่าความคิดนั้นแยกต่างหากจากจิต
เป็นธรรมชาติที่มีอยู่แล้วเช่นเดียวกับขันธ์ อื่นๆ ในขันธ์ 5
แล้วก็ปล่อยวางไม่เอามาเป็นอารมณ์
(พูดง่ายๆ คือไม่สนใจ คิด แต่สนใจ รู้ แทน)
ก็จะไม่ทุกข์เพราะความคิดครับ

ผมไม่เห็นข้อขัดแย้ง ของอาจารย์ประพันธ์นะครับ :)

 จากคุณ : มะขามป้อม [ 25 ส.ค. 2542 / 10:49:15 น. ]
     [ IP Address : 203.150.154.5 ]


 ความคิดเห็นที่ 26 : (คนธรรมดา)

สาธุค่ะ  สาธุ
และสนันสนุนคุณมาตาค่ะ ที่บอกว่า
"ยิ่งผู้ที่เริ่มปฏิบัติใหม่ๆจิตจะแกว่งมากเลย
พี่ช่วยแนะนำเพิ่มเติมด้วยค่ะ"
จะทำไงให้จิตสงบได้นานๆ คะ

 จากคุณ : คนธรรมดา [ 25 ส.ค. 2542 / 11:04:53 น. ]
     [ IP Address : 204.160.183.12 ]


 ความคิดเห็นที่ 27 : (สันตินันท์)

ปัญหาของคุณมาตานั้น พวกเราหลายคนช่วยกันตอบแล้วนะครับ

ขอบคุณอาจารย์ประพันธ์ นะครับ ที่ให้ความคิดเห็นเพิ่มเติม
และดีใจกับอาจารย์ด้วยครับ ที่ลูกสาวก็ปฏิบัติตามคุณพ่อ
นับเป็นครอบครัวตัวอย่างที่ดีทีเดียว

ผมเที่ยวศึกษาการปฏิบัติของสำนักต่างๆ หลายสำนักมากครับ
พบว่าแนวทางของแต่ละสำนักจะเหลื่อมกันอยู่เสมอ
แม้แต่สำนักที่มีรากฐานอภิธรรมจากท่านอาจารย์แนบด้วยกัน
พอลงมือปฏิบัติจริงก็ยังเหลื่อมกัน

ผู้ปฏิบัติในทุกๆ สำนัก กระทั่งในสายพระป่าที่ผมเติบโตมา
ส่วนมากจะทำแค่สมถะกันแทบทั้งนั้น
กระท่ังผู้ที่บอกว่ากำลังเจริญวิปัสสนาจำแนกรูปนามอยู่
เอาเข้าจริง ก็เป็นการทำสมถะ แต่นึกว่ากำลังเจริญวิปัสสนา
ทั้งนี้เพราะไม่ได้ เตรียมความพร้อมของจิต ให้ดีเสียก่อนที่จะทำวิปัสสนา
สิ่งที่ทำจึงพลิกจากวิปัสสนาไปเป็นสมถะอยู่เสมอ

จิตที่พร้อมจะดำเนินวิปัสสนาได้นั้น
ต้องมีคุณสมบัติตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้
ปรากฏในบทอุทเทสของมหาสติปัฏฐาน
คือท่านให้มี กายในกาย หรือเวทนาในเวทนา
หรือจิตในจิต หรือธรรมในธรรม เป็น วิหารธรรม
คือเป็นเครื่องรู้ เครื่องอยู่ ไม่ใช่เครื่องจองจำผูกมัดให้จิตสงบนิ่ง

ท่านให้มี อาตาปี คือความเพียรแผดเผากิเลส
มีความอดทนอดกลั้นที่จะปฏิบัติให้ต่อเนื่อง
และไม่ใช่ปฏิบัติเพราะกิเลสตัณหาจูงให้ปฏิบัติ
ด้วยความอยากรู้ อยากเห็น อยากเป็น อยากได้

ท่านให้มี สัมปชัญญะ หรือความรู้ตัว
ซึ่งตรงนี้ต้องเป็นความรู้ตัวที่ไม่ถูกโมหะหรือความหลงครอบงำจิต
ที่เรียกว่า อสัมโมหสัมปชัญญะ
ความรู้ตัวนี้แหละครับ ที่มียากที่สุด
ส่วนมากจิตของผู้ปฏิบัติจะมีโมหะแทรกอยู่เสมอ
ไม่รู้ตัว ทั้งที่คิดว่ากำลังรู้ตัว
ฝัน ทั้งที่กำลังตื่น

ท่ามให้มี สติ คือความระลึกรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริง

ท่านให้ นำความยินดียินร้ายในโลกออกเสีย
คือรู้อารมณ์ทั้งปวงด้วยจิตที่เป็นกลางจริงๆ

สรุปแล้ว จิตที่พร้อมจะเจริญวิปัสสนานั้น
ต้องเป็นจิตที่รู้จัก รู้อารมณ์ อย่างเป็น "เครื่องอยู่ของจิต"
คือไม่เพ่งจ้องอารมณ์เพื่อ บังคับให้จิตนิ่ง หรือให้อารมณ์ดับไป หรือให้รู้ชัดกว่าปกติธรรมดา
ไม่เผลอหลุดไปในความฟุ้งซ่าน ไม่รู้อารมณ์ที่กำลังปรากฏเฉพาะหน้า
จิตต้อง "ไม่ถูกกิเลสครอบงำ"
มี "ความรู้ตัว" ไม่หลง ไม่เผลอ
มี "สติ" ว่องไวรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏ
ด้วย "ความเป็นกลาง" ปราศจากความยินดียินร้าย

จิตที่จะมีคุณภาพเช่นนี้ได้นั้น คือจิตที่มี สัมมาสมาธิ เป็นกำลังสนับสนุน
ตรงจุดนี้อาจารย์กับผมมีความเห็นเหลื่อมกันบ้างนิดหน่อยครับ
ตรงที่อาจารย์ห่วงว่าพวกเราเน้นการฝึกสมาธิมากเกินไป
น่าจะใช้ขณิกสมาธิระลึกรู้รูปนามไปเลย
ในขณะที่ผมเห็นว่า จิตที่ไม่มีกำลังเพียงเท่านั้น
มักจะหลงตามอารมณ์ มากกว่าจะสักแต่ว่ารู้อารมณ์
ทั้งพระพุทธเจ้าท่านก็ทรงแสดงสัมมาสมาธิด้วยฌาน 4
ในพระอภิธัมมัตถสังคหะ ก็ระบุชัดว่าจิตวิสุทธิ์คืออุปจาระและอัปปนาสมาธิ

แสดงว่าสมาธิที่แนบแน่นกว่าขณิกสมาธิเป็นสิ่งสำคัญ ท่านจึงแสดงไว้เช่นนั้น

เมื่อจิตมีกำลังตั้งมั่น สักว่ารู้อารมณ์ได้แล้ว
คราวนี้ไม่ว่าอารมณ์อันใดปรากฏกับจิต
จิตจึงสักว่ารู้ว่าเห็นได้จริงๆ และเห็นชัดว่าขันธ์ 5 ไม่ใช่เรา เราไม่ใช่ขันธ์ 5
โดยที่ไม่ต้องมีความคิดแทรกปนเข้าไปเลย
แต่เป็นการประจักษ์ชัดต่อหน้าต่อตานั่นเอง

สำหรับผมเองเดี๋ยวนี้ก็ไม่นิยมการเข้าฌานหรอกครับ อย่างมากก็เข้าพักเพียงสั้นๆ
เพราะสามารถใช้ปัญญาสนับสนุนสมาธิได้
คือสามารถแยกอารมณ์อันเป็นข้าศึกของสมาธิออกได้
จิตก็เป็นสมาธิคือตั้งมั่น รู้ อยู่เป็นอัตโนมัติ
เรียกว่าใช้ ปัญญาอบรมสมาธิ
ส่วนมากจึงเจริญสติสัมปชัญญะในชีวิตธรรมดาเหมือนกับที่อาจารย์กล่าวนั่นเอง

แต่ผมก็เห็นชัดเจนว่า ผู้ปฏิบัติส่วนมาก จิตไม่มีความรู้ตัวจริง
ยังหลงอยู่ทั้งที่คิดว่ารู้ตัว ยังฝันอยู่ทั้งที่ลืมตา
เวลาน้องๆ หลานๆ มาขอคำปรึกษา ก็จะแนะให้เขารู้จัก รู้ตัว เท่านั้นเอง
บางคนก็แนะให้ทำสมาธิก่อน แต่ส่วนมากจะแนะวิธีทำจิตให้เป็นสมาธิโดยใช้กำลังปัญญา
เพราะคนเมืองนั้นถ้าไม่มีอุปนิสัยมาก่อน ยากจะเริ่มด้วยแนวทางเจโตวิมุติได้
ทั้งนี้ เพื่อเขาจะสามารถไปปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวันได้
ซึ่งก็จะสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของอาจารย์นั่นเองครับ

หากอาจารย์พอมีเวลาว่าง อยากเรียนเชิญมาร่วมพบปะกันบ้างสิครับ
เพราะธรรมะที่คุยกันทางตัวหนังสือนั้น
มันสื่อความเข้าใจกันยากที่สุด
ได้ รู้จักตัว รู้จักหน้า รู้จักใจ กัน
ให้ความรู้สึกที่อบอุ่นเหมือนอยู่ในครอบครัวเดียวกัน ดีมากเลยครับ

 จากคุณ : สันตินันท์ [ 25 ส.ค. 2542 / 11:44:00 น. ]
     [ IP Address : 203.151.110.193 ]


 ความคิดเห็นที่ 28 : (พัลวัน)

แอบสาธุในธรรมที่คุณอาสันตินันท์แสดงครับ

 จากคุณ : พัลวัน [ 25 ส.ค. 2542 / 12:31:20 น. ]
     [ IP Address : 203.149.32.114 ]


 ความคิดเห็นที่ 29 : (kobe)

สาธุ อีกครั้งครับ ฮิ ฮิ
ทั้งอาจารย์ประพันธ์ และอาสันตินันท์

 จากคุณ : kobe [ 25 ส.ค. 2542 / 12:43:09 น. ]
     [ IP Address : 202.44.228.8 ]


 ความคิดเห็นที่ 30 : (เต่าตาบอด)

     สะอาด สว่าง สงบ ครับ  ดื่มด่ำ และทำให้เกิดแสงแห่งปัญญาเพิ่มขึ้นมากครับ .......
                                      ขออนุโมทนาทุกท่านครับ

 จากคุณ : เต่าตาบอด [ 25 ส.ค. 2542 / 12:54:12 น. ]
     [ IP Address : 203.144.251.66 ]


 ความคิดเห็นที่ 31 : (ประพันธ์ เศวตนันทน์)

ไม่มีอะไรขัดแย้งกันครับ เห็นด้วยกับคุณสันตินันท์ทุกอย่าง :-)  ในอนาคตถ้ามีเวลาผมอาจไปร่วมสนทนาด้วยกับพวกเรา แต่ตอนนี้ตาไม่ปกติ ขับรถไม่ได้ไกลๆ ต้องขอผลัดไปก่อน

 จากคุณ : ประพันธ์ เศวตนันทน์ [ 25 ส.ค. 2542 / 13:02:44 น. ]
     [ IP Address : 161.200.255.163 ]


 ความคิดเห็นที่ 32 : (มะขามป้อม)

พี่สันตินันท์ครับ
สมาธิที่พี่ว่าเกิดจากการใช้ปัญญาอบรมจิต
นั้นเป็น ขณิกสมาธิ หรือ อุปจารสมาธิ ครับ (ในกรณีของพี่เอง)
ถ้าเป็นอุปจารสมาธิ ก็แสดงว่า สมาธิที่ใช้ในชีวิตประจำวัน
ของพระอริยบุคคล ในระดับสูงๆ ขึ้นไปถึงพระอรหันต์ ไม่ใช่ขณิกสมาธิ
แต่เป็นอุปจารสมาธิ (หรืออัปนาสมาธิ?) ถูกไหมครับ

 จากคุณ : มะขามป้อม [ 25 ส.ค. 2542 / 13:04:04 น. ]
     [ IP Address : 203.150.154.5 ]


 ความคิดเห็นที่ 33 : (พัลวัน)

คำถามของคุณมะขามป้อม น่าสนใจครับ เพราะไม่เคยสงสัยมาก่อน (แต่ถ้าเดา น่าจะเป็นขนิกสมาธิครับ แต่อันนี้เดาเอาครับ ต้องรอให้คุณอาสันตินันท์มาตอบครับ เป็นคำถามที่มีประโยชน์มากทีเดียวครับ)

 จากคุณ : พัลวัน [ 25 ส.ค. 2542 / 14:00:15 น. ]
     [ IP Address : 203.146.89.65 ]


 ความคิดเห็นที่ 34 : (ลิตา)

เข้ามารับฟังด้วยค่ะ

 จากคุณ : ลิตา [ 25 ส.ค. 2542 / 14:05:55 น. ]
     [ IP Address : 203.149.3.154 ]


 ความคิดเห็นที่ 35 : (คิดเอาเอง)

มีเพื่อน ๆ ถามคำถามนึงไปแล้วผมขอถามเพิ่มอีกข้อหนึ่งซึ่งไม่เกี่ยวกับเนื้อเรื่องที่พูดกันมาแต่ต้นเลย
แต่เป็นความอยากรู้ของผมเองคือ
ผมมีความต้องการให้คู่ชีวิตของผมไปถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้เหมือนกัน(ถ้าผมมีโอกาสไปถึง)หรืออย่างน้อย
ก็ไปถึงขั้นต่ำสุดที่สามารถปิดอบายภูมิได้
ผมไม่ทราบว่าบุคคลที่ตั้งความปราถนาไว้เช่นนี้หากตนเองสามารถพัฒนาจิตของตนให้ไปถึงอริยบุคคลขึ้นต่ำได้
แล้วหยุดอยู่เพียงเท่านั้นเพื่อขอใช้เวลาที่เหลืออยู่อีก 7 ชาติ(ตามตำรา)เพื่ออธิษฐานขอตามคู่ครองไปเพื่อช่วย
เหลือเกื้อกูลให้เธอได้เข้าถึงธรรมด้วยเช่นกัน 7 ชาติสุดท้ายจะทำให้คู่ชีวิตของตนเข้าถึงธรรมได้หรือไม่ ไม่รู้
แต่ขอพยายามไปจนกว่าจะหมดโอกาส

ความนึกคิดเช่นนี้เป็นไปได้หรือไม่ครับสำหรับผู้ที่เข้าถึงธรรมขั้นต้นแล้ว

 จากคุณ : คิดเอาเอง [ 25 ส.ค. 2542 / 14:46:18 น. ]
     [ IP Address : 202.6.107.20 ]


 ความคิดเห็นที่ 36 : (ทองจันทร์)

ขอบคุณมากครับ คุณอาสันตินันท์ ผมมีข้อเรียนถามเล็กน้อยครับ
เรื่องการทำความรู้ตัวที่ถูกต้องนั้นข้อความเบื้องต้นก็กระจ่างทุกประการแล้วครับ เพียงแต่ว่า บางทีเรารู้ว่าจิตมันโพล่งคิดขึ้นมาเอง
เราก็รู้แต่ว่าเนื่องจากอาจจะเป็นคำที่ไม่สมควร เกิดรู้สึกตกใจสติเข้าคุมจิตตัวเองแบบไม่ให้คิดปรุงต่อไป และอาจจะคิดปรุงต่อเพิ่มคืออธิบายให้จิตทราบว่าไม่ใช่อย่างนั้น ฯ ทั้งนี้บางทีอยู่กับครูอาจารย์ผู้ทรงคุณ จึงเกรงว่าความคิดเช่นนั้นจะเป็นบาปกรรมแก่เราผู้คิดได้
จึงต้องเข้าไปดับความคิดนั้นโดยไม่ยอมปล่อยให้คิดต่อและเราเป็นผู้ดูเฉยๆ เพราะกลัวบาปกรรมดังว่านั้นครับ ขอคำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยครับว่า จิตที่คิดเองโดยไม่มีเจตนา นั้นจะก่อบาปได้ไหม
และเราควรปล่อยให้เขาคิดเองแต่รู้อยู่เฉยๆหรือจะห้ามก่อนแล้วจึงค่อยดูครับ..

 จากคุณ : ทองจันทร์ [ 25 ส.ค. 2542 / 14:46:30 น. ]
     [ IP Address : 203.151.82.4 ]


 ความคิดเห็นที่ 37 : (สันตินันท์)

เรียนคุณมะขามป้อม
เรื่องพระอริยบุคคลสูงๆ นั้นพี่ไม่ทราบเรื่องของท่านหรอกครับ
จึงไม่กล้ากล่าว เพราะจะเป็นการคาดเดา

ปัญญาที่อบรมสมาธิ เป็นอุบายวิธีที่ช่วยย่นเวลาทำสมาธิได้อย่างดี
วิธีใช้ปัญญาอบรมสมาธินั้น
ถ้าใครสามารถแยกจิตกับอารมณ์ออกจากกันได้ชำนาญแล้ว
จะรู้สึกว่าทำสมาธิได้ง่ายมาก คือแทบไม่ต้องทำอะไรเลย
เพียงแต่ระลึกรู้นิวรณ์ธรรมที่กำลังปรากฏกับจิต
แล้วเห็นว่านิวรณ์ไม่ใช่จิต จิตเป็นกลาง นิวรณ์ก็จะดับจากจิต
จิตเข้าถึงรู้ ที่เป็นกลาง และสงบเพราะพ้นจากความรบกวนของนิวรณ์ต่างๆ
ถ้าย้อนออกมารู้ภายนอก ก็เป็นการใช้งานของขณิกสมาธิ
ถ้าจะรู้ธรรมละเอียดภายใน ก็ดำเนินไปในอุปจารสมาธิ
หากจะเข้าอัปปนาสมาธิต่อ ก็ทำสติระลึกรู้ลมหายใจต่อไปเลย
หรือถ้าจะเข้าอรูปฌาน ก็ทำสติระลึกรู้ความว่างของจิตต่อไปเลย
เมื่อจิตเคล้าเคลียกับลมหายใจ หรือความว่าง โดยไม่มีการควบคุมแล้ว
จิตก็จะเข้าถึงอัปปนาสมาธิเอง
เป็นภาวะที่เหลือแต่รู้ กับสิ่งที่ถูกรู้เพียงอันเดียว
จิตจะสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม
แต่ทำอะไรไม่ค่อยได้ครับ ดูจะเป็นที่พักเอากำลังเสียมากกว่า

มีอีกวิธีหนึ่งคือ การใช้ความคิดพิจารณาธรรมเอาตรงๆ นี่แหละครับ
เช่นพิจารณาร่างกาย ให้เห็นเป็นธาตุ เป็นอสุภะ หรือพิจารณาความตาย
เมื่อพิจารณาไปแล้ว ถ้าจิตเกิดสลด หรือจิตเห็นจริงในระดับหนึ่ง(ไม่ถึงขั้นเห็นแจ้ง)
จิตจะวางการพิจารณา แล้วรวมสงบเข้ามาเป็นสมาธิเป็นคราวๆ ไป
แต่สมาธิด้วยวิธีนี้มักจะไปได้เพียงอุปจารสมาธิ
และใช้เวลามากกว่าวิธีแรกที่แยกอารมณ์อันเป็นศัตรูของสมาธิออกไปเลย

สำหรับสมาธิที่ใช้ในชีวิตประจำวันที่เป็นขณิกสมาธินั้น
ตรงนี้มีจุดที่ต้องระวังค่อนข้างมาก
เพราะสติสัมปชัญญะมักจะไม่บริสุทธิ์พอ
ตามตำราท่านจึงไม่จัดเอาขณิกสมาธิเข้าเป็นจิตวิสุทธิ์
จิตมักเผลอไปเพ่งจ้องใส่อารมณ์ที่ถูกรู้ โดยไม่รู้ตัว
แต่ถ้ามีฐานที่มั่นคงจากสมาธิที่ละเอียดขึ้นไปแล้ว
จิตจะสักแต่ว่ารู้อารมณ์ โดยไม่เผลอเคลื่อนตามอารมณ์ ได้ง่ายกว่ากัน
หรือถ้าไม่มีกำลังสมาธิละเอียดสนับสนุนก็ไม่เป็นไร
หากมีปัญญาพอที่จะอ่านจิตใจตนเองออก
ไม่หลงเคลื่อนไปยึดอารมณ์โดยไม่รู้ตัว
อย่างนี้ก็เป็นขณิกสมาธิที่ใช้ทำวิปัสสนาได้เช่นกัน

พูดเรื่องสมาธิแล้วคงต้องกล่าวว่า
จุดประสงค์หลักของการทำสมาธิของพระพุทธเจ้าก็คือ
การมีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา
ถัดจากนั้นจึงน้อมไปเพื่อความรู้แจ้งในรูปนามต่อไป
แต่เราจะใช้เป็นที่พักผ่อนบางครั้งบางคราวก็ไม่ผิดกติกาครับ
อย่าให้หลงใหลก็แล้วกัน เพราะจะเสียเวลาเนิ่นช้าเกินไป
ผมเองก็ไม่ชอบพูดเรื่องสมาธิ เพราะเกรงว่าพวกเราจะสนใจมากไป

เรียนอาจารย์ประพันธ์
ผมดีใจที่อาจารย์มาอยู่กับเราที่นี่ครับ
มีผู้ใหญ่อยู่ด้วยก็เป็นความอบอุ่นใจดีครับ
ที่ผ่านมา ผมจะชราเป็นอันดับ 2 รองจากพี่เจ้าชาติ
แต่ตอนนี้พี่เจ้าชาติเสียแช้มป์ให้อาจารย์ไปแล้วครับ
เข้าใจว่า อาจารย์จะเป็นผู้อาวุโสอันดับหนึ่งแล้วครับ
(ถ้าจะมีอีกท่านก็คือ คุณตาสอง แต่ยังไม่เห็นท่านเข้ามาที่นี่ครับ)

 จากคุณ : สันตินันท์ [ 25 ส.ค. 2542 / 15:04:38 น. ]
     [ IP Address : 203.151.110.193 ]


 ความคิดเห็นที่ 38 : (พัลวัน)

ชัดเจน แจ่มแจ้ง ครับ

 จากคุณ : พัลวัน [ 25 ส.ค. 2542 / 15:30:35 น. ]
     [ IP Address : 203.149.32.114 ]


 ความคิดเห็นที่ 39 : (สันตินันท์)

เพิ่งเห็นคำถามของคุณคิดเอาเอง กับคุณทองจันทร์

ที่ คุณคิดเอาเอง ปรารภเรื่องพระโสดาบัน ตั้งปณิธาน
จะตามสงเคราะห์คู่ของตนให้รู้ธรรมใน 7 ชาติ
แล้วสงสัยว่า จะช่วยคู่ของตนให้รู้ธรรมได้หรือไม่ นั้น
ไม่เคยพบเห็นในตำรามาก่อนครับ
เคยทราบแต่ว่า นางวิสาขา ขอเกิดอีก 7 ชาติเพื่อเสพย์ผลบุญของตน

ปัญหาใหญ่น่าจะไม่ได้อยู่ที่ตัวพระโสดาบันนั้นครับ
แต่อยู่ที่คู่ จะเกิดมาพบท่านได้หรือไม่
หากพลัดลงอบายไป เกิดกันคนละภพ ก็โปรดกันไม่ไหวหรอกครับ
แล้วถึงเจอกัน ก็ไม่แน่ว่า เธอจะบรรลุพระโสดาบันได้ใน 7 ชาติหรือไม่
เนื่องจากมันขึ้นอยู่กับตัวเธอเอง ว่ามีความพร้อมแล้วเพียงใด

แต่นี่เป็นแค่ความเห็นนะครับ ไม่เคยได้ทราบการยืนยันในเรื่องเหล่านี้
ทางที่ดี พยายามให้เธอคนนั้นรู้ธรรมเสียให้หมดห่วงในชาตินี้จะง่ายกว่ากันมาก

ปัญหาของ คุณทองจันทร์ เป็นเรื่องน่าเห็นใจครับ
คนที่อยู่ใกล้ครูบาอาจารย์ที่ทรงคุณธรรมนั้น อดกลัวเรื่องนี้กันไม่ได้
เพราะจิตเป็นของรวดเร็ว นอกเหนืออำนาจบังคับบัญชา
การที่มันคิดไม่ดีขึ้นมานั้น ก็ต้องโทษว่าเป็นภัยของสังสารวัฏ
ขอเพียงแค่ว่า ถ้ามันคิดขึ้นมาแล้ว อย่าเผลอสติคล้อยตามมันไปก็แล้วกัน
และหากเผลอสติคล้อยตาม ก็ให้นึกขอขมาเสีย เพราะเราเองไม่ได้ตั้งใจทำผิด
จากนั้นก็อย่าไปคิดวิตกเรื่องนี้ซ้ำอีก

 จากคุณ : สันตินันท์ [ 25 ส.ค. 2542 / 15:53:52 น. ]
     [ IP Address : 203.151.110.193 ]


 ความคิดเห็นที่ 40 : (มะขามป้อม)

ขอบคุณครับพี่สันตินันท์
ผมเองก็ใช้วิธีการที่พี่ว่า (ใช้ปัญญาอบรมสมาธิอยู่) อ่านแล้วก็พอจะเข้าใจครับ
เพียงแต่สงสัยในสภาวะจิตของตัวเองว่า ในสมมุติบัญญัติเรียกว่า
ขณิกสมาธิ หรืออัปนาสมาธิกันแน่ เท่านั้นเองครับ :)

 จากคุณ : มะขามป้อม [ 25 ส.ค. 2542 / 15:57:59 น. ]
     [ IP Address : 203.150.154.5 ]


 ความคิดเห็นที่ 41 : (มะขามป้อม)

แก้ครับ
ที่ถามไป ก็เพียงแต่สงสัยในสภาวะจิตของตัวเองว่า ในสมมุติบัญญัติเรียกว่า
ขณิกสมาธิ หรืออุปจารสมาธิกันแน่ เท่านั้นเองครับ :)

 จากคุณ : มะขามป้อม [ 25 ส.ค. 2542 / 16:04:12 น. ]
     [ IP Address : 203.150.154.5 ]


 ความคิดเห็นที่ 42 : (น้ำฝน)

คิด คิดไปเถิด ถ้าคิดแล้วรู้
รู้ รู้ เข้าไป ถ้านำสิ่งทีรู้ไปคิด
คิดและรู้ผสมผสานพัฒนากายใจ

 จากคุณ : น้ำฝน [ 25 ส.ค. 2542 / 16:40:35 น. ]
     [ IP Address : 203.155.133.243 ]


 ความคิดเห็นที่ 43 : (WhiteSpirit)

ขอใช้ข้อความของท่านเว่ยหล่างแสดงความเห็นด้วยกับกระทู้

"การหักห้ามความคิดถึงสิ่งใดๆ ให้ความคิดทั้งหมดถูกกดเอาไว้
ย่อมเป็นการกดธรรมะไว้และข้อนี้ย่อมเป็นความเห็นผิด"

รบกวนถาม คุณสันตินันท์

จำได้ว่ามีพุทธพจน์กล่าวไว้ ในมรรคมีองค์ ๘ มีสัมมาทิฏฐิเป็นหัวหน้า
มีสัมมาสมาธิเป็นประธาน ไม่มีข้อสงสัยในความสำคัญของธรรมทั้ง ๒

โดยส่วนตัวมีความเชื่อว่าการปฏิบัติธรรมโดยมีเป้าหมายเพื่อบรรลุเป็น
พระโสดาบัน หรือพระสกิทาคามี (รวมถึงสังขารุเปกขาญาณ ในกรณีของ
พระโพธิสัตว์ด้วย) อาศัยเพียงแค่ขณิกะสมาธิก็เพียงพอ ไม่จำเป็น
ต้องทำสมาธิให้ได้ถึงอุปจารสมาธิ หรืออัปปนาสมาธิก่อนแต่อย่างใด
ข้อนี้ไม่ทราบว่าคุณสันตินันท์ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย? เพราะอะไร?

 จากคุณ : WhiteSpirit [ 25 ส.ค. 2542 / 17:21:22 น. ]
     [ IP Address : 161.200.255.163 ]


 ความคิดเห็นที่ 44 : (สนทนาธรรม)

_/|\_ สาธุ… สาธุ… สาธุ… ครับ…

อ่านธรรมที่พี่นำมาแสดงทีไรก็รู้สึกเบิกบานในธรรมจังเลยครับ…

อ่านของคุณหมอ Lee ทีแรกก็สะดุ้งเหมือนกันครับ… อะไรหนอมันเหี่ยวๆ…
ทีแรกนึกว่าเป็นศัพท์แพทย์… พอตั้งคำถามไว้ในใจ… ใจมันก็บอกว่า…
ก็จิตไงล่ะที่มันเหี่ยว… ก็เลยรู้สึกโล่งๆ ใจเหมือนกันครับ… อิ อิ 8-)

สำหรับท่านอื่นๆ ที่ยังรู้สึกว่ายังกำหนดยาก… หรือดูจิตใจเราเองยาก… ก็อย่าพึ่งท้อแท้หรือท้อถอยเลยครับ… แรกๆ ก็อย่างนี้แหละครับ… สติตัวรู้ยังมีกำลังอ่อนและไม่ตั้งมั่นเพียงพอ… เวลากำหนดรู้อะไรที่มันเกินกำลังของสติไป… ก็เลยรู้สึกมัวๆ… ไม่ชัดเจน… และเป็นเหตุปัจจัยให้รู้สึกว่าไม่ได้อย่างใจ… ถ้ารู้สึกอย่างนั้นแล้วเผลอสติไปอีก… ก็จะเป็นเหตุปัจจัยให้สติที่มีอยู่อ่อนกำลังลงไปอีกครับ… เพราะขณะนั้นจิตอาจจะหลงเข้าไปเสพอารมณ์ที่ไม่สมหวังโดยไม่รู้ตัว… ทำให้เป็นปัจจัยแห่งทุกข์ไปอีก… อะไรที่รู้ทันก็รู้… อะไรที่รู้ไม่ทันก็ปล่อยมันไป… ถ้ายังขืนยึดเอาไว้ก็มีแต่จะทำให้จิตใจเศร้าหมองลง… ขอเพียงมีความตั้งใจ และใส่เหตุปัจจัยเข้าไปมากๆ… เมื่อสติมีความว่องไว และมีกำลังมากเพียงพอ… จนกระทั่งอบรมจิต และประคองจิตให้รู้เห็นเหตุและผลของสิ่งต่างๆ ได้… เมื่อนั้นจิตก็จะเริ่มละเหตุปัจจัยแห่งทุกข์ต่างๆ ลงไป… จิตก็จะเริ่มนิ่งขึ้นจนรู้สึกว่าว่างจากอารมณ์… ตอนนั้นก็จะเข้าใจได้เองครับว่าจิตว่างกับจิตที่ไม่ว่าง… หรือจิตที่เสพอารมณ์ต่างกันอย่างไร… วิธีการที่ผมใช้อยู่คือต้องรู้อารมณ์หยาบๆ ที่สังเกตได้ง่ายๆ… สำหรับตัวเราเองไปก่อนครับ… เมื่อรู้เห็นเหตุปัจจัยของอารมณ์หยาบๆ… จนกระทั่งจิตเขาเห็นถึงเหตุและผลของอารมณ์หยาบๆ นั้นแล้ว… เขาก็จะเก่งขึ้นและว่องไวขึ้นเองครับ… รู้ทันปัญญาเกิด… แล้วก็ปล่อยวาง…

ผมก็เขียนไปตามประสบการณ์ที่รู้เห็นมาเท่านั้นเองครับ… ผิดถูกอย่างไรก็ขอท่านผู้รู้แนะนำด้วยนะครับ… เพราะผมเองยังมีอวิชชาอยู่เต็มจิตเลยหล่ะครับ… อิ อิ  8-)

 จากคุณ : สนทนาธรรม [ 25 ส.ค. 2542 / 17:28:52 น. ]
     [ IP Address : 202.44.216.116 ]


 ความคิดเห็นที่ 45 : (ทองจันทร์)

ขอบคุณ มากครับคุณอาสันตินันท์ ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดในการหลีกเลี่ยงภัยในวัฏฏะสงสารคือ การฝึกใจให้ดีมากๆ เพราะมองไปทางไหนก็เห็นภัยรออยู่ในทุกๆที่แม้แต่ขณะที่คนเราคิดว่าไปทำบุญแต่ยังอาจเผลอทำบาปไปด้วยได้ จะได้สำรวมระวังต่อไปครับ ผมนึกดีใจที่ไม่ได้ไปนึกตำหนิผู้ทรงคุณท่านใดในทางอกุศลมากๆ เพียงแต่เคยสงสัย เรื่องจิตที่คิดโพล่งเองโดยไม่มีเจตนาจะก่อนให้เป็นบาปกรรมได้ไหมครับ ตอนนี้ก็หายสงสัยแล้วครับ : )

 จากคุณ : ทองจันทร์ [ 25 ส.ค. 2542 / 19:34:31 น. ]
     [ IP Address : 202.28.190.98 ]


 ความคิดเห็นที่ 46 : (Lostboy)

สาธุครับ
ได้ประโยชน์จากกระทู้นี้มากมาย
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ความคิดกับการเจริญวิปัสสนา
การเตรียมความพร้อมของจิต , ปัญญาอมรมสมาธิ
การนำนิวรณ์มาเป็นสิ่งที่ถูกรู้  , ความคิดอกุศลที่โพล่งขึ้นมาเอง
จะน้อมนำไปปฏิบัติครับ

พระคุณของครูบาอาจารย์นั้นยิ่งใหญ่ คงตอบแทนอะไรไม่ได้นอกจากปฏิบัติธรรมบูชา

 จากคุณ : Lostboy [ 26 ส.ค. 2542 / 01:06:13 น. ]
     [ IP Address : 161.200.255.163 ]


 ความคิดเห็นที่ 47 : (สันตินันท์)

คุณ WhiteSpirit ไม่ควรตั้งคำถาม ถามผม
แต่ควรแสดงความรู้ความเห็นไปเลยครับ
เพราะเป็นผู้มีความรอบรู้ทั้งด้านปริยัติและด้านปฏิบัติอย่างดียิ่ง
(เสียดายแต่ไม่ยอมถ่ายทอดประสบการณ์ให้อนุชนบ้าง)

ที่คุณ WhiteSpirit ตั้งประเด็นว่า
"โดยส่วนตัวมีความเชื่อว่าการปฏิบัติธรรมโดยมีเป้าหมายเพื่อบรรลุเป็น
พระโสดาบัน หรือพระสกิทาคามี (รวมถึงสังขารุเปกขาญาณ ในกรณีของ
พระโพธิสัตว์ด้วย) อาศัยเพียงแค่ขณิกะสมาธิก็เพียงพอ ไม่จำเป็น
ต้องทำสมาธิให้ได้ถึงอุปจารสมาธิ หรืออัปปนาสมาธิก่อนแต่อย่างใด
ข้อนี้ไม่ทราบว่าคุณสันตินันท์ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย? เพราะอะไร?"

ขอเรียนว่า เห็นด้วยครับ เพราะถ้ามีขณิกสมาธิที่ดีพอก็สามารถเจริญวิปัสสนาได้
แต่ปัญหาจะอยู่ที่ว่า ขณิกสมาธินั้น ดีหรือมีคุณภาพพอหรือไม่
ผมสังเกตเห็นผู้ปฏิบัติจำนวนมากที่เจริญสติด้วยขณิกสมาธิอยู่นั้น
มักจะมีโมหะแทรกอยู่เสมอๆ กำลังหลง แต่คิดว่ากำลังรู้


ความรู้เห็นจากประสบการณ์ตรงนี้ สอดคล้องกับตำราอภิธัมมัตถสังคหะ
(ลองอ่านจะโฮมเพจของผู้คักลอกก็ได้ครับ เขานำมาเผยแพร่ไว้)
ในปริจเฉทที่ 9 ระบุไว้ชัดเจนว่า
สมาธิที่ทำให้จิตวิสุทธิ์ได้จริงอันเป็นกำลังของการเจริญวิปัสสนานั้น
ต้องเป็นอุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิ
แต่อนุโลมให้ใช้ ขณิกสมาธิที่ไม่ถูกกิเลสแทรก ได้เหมือนกัน

ขณิกสมาธิ จึงใช้ทำวิปัสสนาได้หากมีคุณภาพพอ
แต่ส่วนมากจะมีคุณภาพไม่พอกันจริงๆ หรอกครับ
โดยเฉพาะคนที่ไม่สามารถทำฌานได้
หรือ คนที่ไม่สามารถใช้ปัญญาแยกแยะนิวรณ์กับจิตออกจากกันได้

ดังนั้น ผมเชื่อครับว่าผู้ปฏฺบัติสามารถใช้ขณิกสมาธิเจริญวิปัสสนา
โดยไม่ต้องทำอุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิก่อนเสมอไป
แต่จิตที่ทำวิปัสสนานั้น ต้องวิสุทธิ์เพียงพอนะครับ

อีกอย่างหนึ่ง แม้จะใช้เพียงขณิกสมาธิก็ตาม
เมื่อจิตเจริญปัญญาวิปัสสนาไปเต็มภูมิแล้ว
จิตจะตัดกระแสรวมตัวเข้ามาเป็นอัปปนาสมาธิเองได้ด้วย
ก่อนที่จะก้าวกระโดดไปสู่อริยมรรคต่อไป

 จากคุณ : สันตินันท์ [ 26 ส.ค. 2542 / 08:12:12 น. ]
     [ IP Address : 203.151.110.210 ]


 ความคิดเห็นที่ 48 : (ดังตฤณ)

สาธุกับพี่สันตินันท์ครับ
คนเก่งที่พูดน้อยอย่างคุณ WhiteSpirit นี่น่าต่อว่านัก

นักปฏิบัติส่วนใหญ่เข้าใจว่าขณิกสมาธินั้น
ขอแค่มีใจจดจ่อก็เรียกว่าขณิกสมาธิแล้ว
ที่แท้ขณิกสมาธิที่จะเอามาใช้เป็นวิปัสสนา
ต้องมีลักษณะจับอารมณ์ได้ดังใจ
และเห็นอารมณ์นั้นตามจริงนานพอควร
อย่างเช่นถ้าจับกาย ก็ต้องมีความรู้สึกเข้ามาในกายตามจริงพักหนึ่ง
เลี้ยงตัวอยู่ในความเห็นเต็มตัว เต็มตื่น ปราศจากอัตตา
ไม่ใช่จดจ่อ มีอาการรู้ว่าดูภาพ ฟังเสียง โดยที่ลืมความสักแต่รู้นิ่งภายใน
ลืมเฝ้าดูอาการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปของสิ่งที่เห็น
แบบนั้นยังไงก็เป็นแค่สมถะครับ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 26 ส.ค. 2542 / 08:35:47 น. ]
     [ IP Address : 202.44.144.100 ]


 ความคิดเห็นที่ 49 : (คิดเอาเอง)

ขอบคุณพี่สันตินันท์มากครับที่ตอบปัญหาที่ไม่มีประโยชน์สำหรับการปฏิบัติให้กับผม
ผมไม่ค่อยมีปัญหาสำหรับการปฏิบัติมาถามเพราะผมปฏิบัติน้อยจึงไม่มีผลของการปฏิบัติ
พอที่จะมาถามพี่ได้
แต่ผมขอโทษด้วยที่ใช้คำถามที่ทำให้พี่ไม่เข้าใจ
ที่จริงแล้วผมไม่ได้ต้องการให้คู่ครองของผมสามารถเข้าถึงธรรมได้ในอีก 7 ชาติหรอกครับ
ผมก็อยากให้เธอถึงธรรมได้ในชาตินี้แหละครับ

ที่ผมสงสัยคือพระอริยบุคคลที่ก่อนจะได้เข้าถึงธรรมนั้น(ก็คือปุถุชนนั่นเอง)หากเคยตั้งเจตนาว่าจะพยายาม
ทำให้คู่ของตนเข้าถึงธรรมตามด้วย โดยขณะที่ตนเป็นปุถุชนอยู่นั้นเคยตั้งปรารถนาว่าหากตนเอง
เข้าถึงธรรมแล้วจะไม่ขวนขวายต่อเพื่อรอช่วยเหลือเกื้อกูลคู่ครองของตนนั้น(คือปล่อยให้เป็นไปตาม
ธรรมชาติเพราะรู้อยู่ว่าอย่างไรตนก็จะต้องหลุดพ้นไปในอีกไม่เกิน 7 ชาติ) พอตนได้ถึงสภาวะตรงนั้นจริง ๆ
ความรู้สึกหรือเจตนาที่ตั้งไว้นั้นจะเปลี่ยนไปตามการรู้เห็นภายในของตนหรือไม่ครับ

ขอบคุณครับสำหรับความกรุณาที่มีต่อคนที่ย่อหย่อนการปฏิบัติอย่างผม(แต่อยากรู้ล่วงหน้าอยู่เรื่อย)

 จากคุณ : คิดเอาเอง [ 26 ส.ค. 2542 / 09:28:10 น. ]
     [ IP Address : 202.6.107.20 ]


 ความคิดเห็นที่ 50 : (รูปนามหนึ่ง)

ขอบคุณ คุณสันตินันท์ มากครับ
เป็นประโยชน์อย่างมากในการปฏิบัติสติปัฏฐาน๔
ทำให้เห็นแนวทางในการกำหนดรู้ความคิดที่ถูกต้อง

มีข้อสะดุดใจเล็กน้อยจากข้อความในต้นกระทู้ตรงที่กล่าวว่า
"ความคิดเป็นสังขารขันธ์
  พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้สอนว่า "ขันธ์" เป็นทุกข์
  เพราะขันธ์ เป็นเพียงขันธ์ เป็นกลุ่ม เป็นกอง
  เป็นธรรมชาติธรรมดาของสิ่งที่ประกอบกันเป็นชีวิต
  ตัวมันเองไม่มีความทุกข์ความสุขใดๆ หรอก
  แต่เมื่อใด จิตเข้าไปยึดมั่นในขันธ์
  ขันธ์อันถูกยึดมั่น หรือ "อุปาทานขันธ์" ต่างหากที่คือทุกข์ "

คุณสันตินันท์คงหมายเอาเพียงความหมายของทุกข์ใน
ธัมมจักรกัปปวัตตนสูตร เท่านั้น
หรือ เรียกว่า ทุกข์ในอริยสัจจ์๔ ซึ่งสรุปว่า อุปาทานขันธ์๕ คือ ทุกข์
ในความหมายเป็นทุกข์ในอริสัจจ์ หรือ ทุกขทุกข์

แต่พระพุทธองค์ ก็มีกล่าวไว้ว่า
" สัพเพสังขารา อนิจจา สัพเพสังขารา ทุกขา สัพเพธัมมา อนัตตา "
สังขารธรรมทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา
สังขารธรรม ก็คือ ธรรมทั้งหมด ยกเว้นนิพพาน ซึ่งก็หมายรวม
เอา ขันธ์๕ ด้วย แต่คำว่าเป็นทุกข์นี้ เป็นทุกข์ในความหมายของ
ไตรลักษณ์ คือ ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้

สรุป โดยรวมว่า
ตัวขันธ์๕ เองก็เป็นทุกข์ ( ทุกขธรรม ) เพราะทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้

ส่วนการกำหนดรู้ ทุกข์ มีความหมายกว้างขวางมาก โดยหลัก ก็คือ
อริยยะสัจจ ๔ ข้อสุดท้าย คือ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา (มรรคมีองค์แปด)

เราไม่มีหน้าที่ไปดับความคิด เราเพียงแต่กำหนดรู้ความคิดให้ทัน
ปัจจุบัน รู้แล้วก็ทิ้งไป ตรงนี้สำคัญและพลาดง่าย อย่างที่อาจารย์ประพันธ์
เน้นว่ารู้แล้วก็ตัดออก เพราะถ้ารู้แล้วไม่ทิ้ง จะเกิด ข้อเสียมากมาย เช่น
ไม่ได้ปัจจุบัน ตามความคิดได้ง่าย รออารมณ์กำหนด หรือ ไป เพ่งจน
ยึดอารมณ์โดยบางทีไม่รู้ตัว เป็นต้น

 จากคุณ : รูปนามหนึ่ง [ 26 ส.ค. 2542 / 12:59:55 น. ]
     [ IP Address : 202.183.249.105 ]


 ความคิดเห็นที่ 51 : (หมูหนังสือ)

ขอขอบพระคุณคุณสันตินันท์มากค่ะ
ได้อ่านกระทูู้นี้แล้ว ถึงได้รู้ว่าที่เคยเข้าใจมา
และที่เคยได้ลองปฏิบัติมา ยังเป็นวิธีที่ไม่ค่อยถูกนัก
ข้อสงสัยในการปฏิบัติที่มี ได้คำตอบจากกระทู้นี้แทบทั้งหมด
ค่ะ เช่นว่าเรื่องการ 'รู้' กับ การ 'คิด' เพิ่งจะรู้ถึงข้อแตกต่าง
อย่างชัดเจนก็คราวนี้เอง หลังจากที่หลงเป็น 'กลุ่มที่กลัวว่า
จะหมดความคิด' อยู่เสียนาน เมื่อได้คำอธิบายถึงวิธีปฏิบัติท
่ถูกต้องในครั้งนี้แล้ว ก็ขอตั้งใจน้อมนำไปปฏิบัติค่ะ

 จากคุณ : หมูหนังสือ [ 26 ส.ค. 2542 / 13:39:09 น. ]
     [ IP Address : 203.124.2.50 ]


 ความคิดเห็นที่ 52 : (สันตินันท์)

เรียนคุณ คิดเอาเอง
ผู้ที่สร้างบารมีเกื้อกูลกันมานั้น
ฝ่ายที่ได้ดีไปก่อนแล้ว ไม่ใจดำทอดทิ้งอีกฝ่ายหนึ่งหรอกครับ
เหมือนอย่างพระพุทธเจ้าท่านก็อนุเคราะห์พระบิดา พระญาติพระวงศ์
ไม่ทอดทิ้งพระนางพิมพา และพระราหุล
เพียงแต่ความพยายามเกื้อกูลนั้น ทำไปด้วยความเห็นใจเมตตาสงสาร
ไม่ใช่ทำไปด้วยราคะตัณหา คือความถือมั่นอย่างปุถุชนทั้งหลาย
แต่ถ้าพยายามโปรดจนสุดความสามารถแล้ว ช่วยอะไรไม่ได้จริงๆ
คิดว่าท่านก็คงต้องปล่อยวางด้วยอุเบกขาในที่สุดครับ

กรณีที่ถาม ขอเรียนว่า ความตั้งใจคงไม่เปลี่ยนง่ายๆ หรอกครับ
ถ้าไม่มีปัจจัยแทรกซ้อนอย่างรุนแรง

 จากคุณ : สันตินันท์ [ 26 ส.ค. 2542 / 14:06:47 น. ]
     [ IP Address : 203.151.110.210 ]


 ความคิดเห็นที่ 53 : (สนทนาธรรม)

_/|\_ สาธุ… สาธุ… สาธุ… ครับ… 8-)

ตั้งแต่ผมเริ่มเล่น Net และได้อ่านธรรมที่พี่สันตินันท์นำมาแสดง… ผมไม่เคยสงสัยในธรรมที่พี่นำมาแสดงเลยครับ… บางทีผมก็ดูจิตตัวเองเหมือนกันว่า… ผมไปติดพี่หรือเปล่า… จิตผมมันก็บอกว่าที่ติดหน่ะไม่ได้ติดพี่เขาหรอก… แต่ไปติดธรรมที่พี่เขานำมาแสดงต่างหาก… เพราะสภาวะธรรมที่พี่เขานำมาแสดงนั้น… ตรงจิตตรงใจผมมาก… ไม่มีธรรมอันใดเลยที่นำมาแสดงแล้วขัดแย้งต่อสภาวะของความเป็นจริง… ที่ผมติดก็คงเป็นตรงสภาวะของความเป็นจริงนี้แหละ… อันนี้ผมยอมรับครับว่าติดแน่นอน… เพราะมันเป็นความหลงใหลในธรรมของผมเอง… สภาวะธรรมตามความเป็นจริงนี้… ไม่ได้มีอำนาจมาบงการให้ผมไปยึดติดเลย… แต่จิตผมเองต่างหากที่ไปยึดติดเอาสภาวะธรรมดังกล่าว… ซึ่งหากท่านใดอ่านธรรมที่พี่เขานำมาแสดงแล้วยังรู้สึกลังเลสงสัยอยู่… ก็ให้กำหนดรู้ลงไปที่ความสงสัยเถิดครับว่า… กิเลสละเอียดเริ่มเล่นงานท่านเสียแล้ว… หรือบางทีพี่เขาอาจจะถ่ายทอดสิ่งที่รู้เห็นออกมาไม่หมด… เนื่องจากติดขัดในเรื่องของสมมติบัญญัติของภาษานั้น… ก็อย่าเพิ่งเข้าใจหรือสรุปเอาว่าธรรมที่พี่เขานำมาแสดงนั้น… ไม่ตรง ขาด แหว่ง หรือขัดแย้งกับสภาวะธรรมตามความเป็นจริง… ทางสายกลางหน่ะมันไม่มีถูกหรือผิด… เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย… ขาวหรือดำ… อัตตาหรืออนัตตา… สิ่งเหล่านี้มันเป็นเรื่องของสมมติบัญญัติที่สุดโต่งทั้งนั้น… ทุกสิ่งทุกอย่างมันขึ้นอยู่แต่เหตุปัจจัยของเราเอง… ถ้าเรามีเหตุปัจจัยให้ต้องถูก… มันก็ต้องถูก… ถ้าเรามีเหตุปัจจัยให้ต้องผิด… มันก็ต้องผิด… ส่วนเรื่องถูกผิดในความเห็นตามตำรา… หรือตามสมมติบัญญัติของภาษานั้น… เอาไว้ถกกันสนุกๆ เอาแพ้เอาชนะของเหล่านักศึกษาปริยัติธรรมเถอะครับ… ถกกันไปสัก 100,000 กัปป์ก็คงจะพอละมั๊ง… หรืออาจจะยังไม่พอสำหรับบางท่าน… เพราะจิตของบางท่านก็ต้องรู้ชัดรู้แจ้งไปหมดเสียทุกเรื่อง… ธรรมะพื้นๆ หรือแค่อภิธรรมจะพอหรือเปล่าก็ไม่รู้… คงต้องโน่นแหละครับ… อภิของอภิมหาอัมตะนิรันดรตระการธรรมนั่นแหละคงจะพอกระมังครับ… นัยว่าคงปรารถนาจะเป็นพระโพธิสัตว์ตรัสรู้เป็นพระบรมพุทธเจ้า… ผมก็ขออนุโมทนาจิตด้วยครับ… ขอให้ท่านจงไปให้ถึงปลายทางนะครับ… อย่าเพิ่งท้อถอยหรือหันหลังกลับเลยครับ… ไปเถิดครับจงเดินทางไปให้บรรลุความปรารถนาในใจของท่านเถิดครับ… ถ้าเป็นไปได้นะครับ… ผมก็ปรารถนาจะอธิษฐานจิตกำกับให้ท่าน… จงอย่าได้มีความคิดผุดรู้ผุดจำขึ้นมาในจิตเลยแม้เพียงสักนิดเดียว… ที่จะถอดถอนความปรารถนาดังกล่าวในชาติภพใดๆ ทั้งสิ้นที่มีโอกาส… จนกว่าท่านจะบรรลุแล้วในความปรารถนาในจิตในใจนั้นๆ… เพื่อที่จะได้สงเคราะห์และช่วยเหลือบรรดาเหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลายแหล่… ให้หลุดพ้นออกจากสังสารวัฏเสียให้หมดก่อนหน่ะครับ… อิ อิ 8-)

โดยส่วนตัวผมมีความเชื่อว่าการทำสมถะ… และวิปัสสนานั้นจะต้องทำควบคู่กันไป… ต้องให้ Balance กัน… เพราะทั้งสองอย่างนี้ต่างสนับสนุนซึ่งกันและกัน… และล้วนแต่ทำไปเพื่อให้สติมีกำลังเพิ่มมากขึ้น… สมาธิอบรมปัญญา… ปัญญาก็อบรมสมาธิ… ถ้าเมื่อไรกำลังของจิตอ่อนลง… ( โดนความฟุ้งซ่านในธรรมเล่นงาน )… ก็ต้องอาศัยสมถะนี่แหละเป็นเครื่องพักของจิต… ให้จิตได้พักผ่อนหย่อนจิตบ้าง… และกลับมามีพลังเพิ่มขึ้น… ตั้งมั่นขึ้น… ว่องไวขึ้น… เพื่อที่จะก้าวไปเดินปัญญาต่อไป… แต่ถ้าหากไปยึดเอาสมถะแต่เพียงอย่างเดียว… ก็จะทำให้จิตขี้เกียจ… และไปติดในความสงบ… หาความก้าวหน้าไม่ได้อีกเหมือนกัน… ส่วนใครเห็นว่าสามารถใช้กำลังของสมาธิในระดับของขนิกกะ… หรือขนิกเกอะอะไรนั้น… ถ้าถามผมว่าเห็นด้วยไหม… ก็ขอบอกว่าเห็นด้วย… ถ้าถามผมว่าไม่เห็นด้วยไหม… ก็บอกว่าไม่เห็นด้วย… แต่ขอถามบ้างนะครับว่าแน่ใจแล้วหรือว่าผู้ปฏิบัติทุกๆ คนสามารถทรงอารมณ์ของจิตให้อยู่ในสมาธิระดับนี้ได้ตลอดเวลา… แน่ใจแล้วหรือว่าจิตใจเรามีกำลังพร้อม… ตั้งมั่นเพียงพอที่จะเดินปัญญาแล้ว… แน่ใจหรือว่าขณะนั้นจิตไม่มีความฟุ้งซ่านในจิตเลย… จนกระทั่งเป็นอุปสรรค์ในการเดินปัญญา… แน่ใจหรือว่าสามารถมองเห็นจิตในจิตได้แล้ว… ด้วยกำลังเพียงเท่านี้… ฝากไว้ด้วยความสุจริตใจครับ… อิ อิ 8-)

เหมือนเดิมครับ… ถูกผิดประการใดขอเชิญท่านผู้รู้จริง… ท่านผู้คิดว่ารู้จริง… ช่วยชี้แนะให้กระผมด้วยนะครับ… เพราะผมเองก็ยังมีอวิชชา ( ความไม่รู้ หรือความโง่เขลาเบาปัญญา ) อยู่เต็มจิตเต็มใจเลยแหละครับ… และพร้อมที่จะหลงผิดได้เสมอๆ เหมือนกันครับ… ตราบใดที่จิตยังไม่สิ้นจากกิเลส… อิ อิ 8-)

 จากคุณ : สนทนาธรรม [ 26 ส.ค. 2542 / 14:10:18 น. ]
     [ IP Address : 202.44.216.121 ]


 ความคิดเห็นที่ 54 : (คิดเอาเอง)

ขอบคุณพี่สันตินันท์มากครับ
บางครั้งผมก็รู้สึกเกรงใจพี่มากครับที่รบกวนให้พี่ตอบแต่ในสิ่งที่ไม่จำเป็นเท่าไหร่

ตอนที่หลวงปู่ดูลย์ท่านมรณภาพ
พี่รู้สึกว้าเหว่ยังไง
ถ้าวันใดที่พี่ต้องจากที่นี่ไปผมก็คงรู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน(ยึดมั่นอีกแล้ว)

 จากคุณ : คิดเอาเอง [ 26 ส.ค. 2542 / 14:32:24 น. ]
     [ IP Address : 202.6.107.20 ]


 ความคิดเห็นที่ 55 : (WhiteSpirit)

ขอบคุณ คุณสันตินันท์ มาก

ผมพิจารณาแล้ว เห็นว่าถามความคิดเห็นคุณสันตินันท์ น่าจะดีกว่าผมแสดง
ความคิดเห็นเอง :-)

> ผมเชื่อครับว่าผู้ปฏฺบัติสามารถใช้ขณิกสมาธิเจริญวิปัสสนา
> โดยไม่ต้องทำอุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิก่อนเสมอไป
> แต่จิตที่ทำวิปัสสนานั้น ต้องวิสุทธิ์เพียงพอนะครับ

ใครที่ไม่สามารถ เจริญสมาธิได้ถึงระดับอุปจารสมาธิ หรืออัปปนาสมาธิ ก็ไม่
ต้องวิตกกังวลสิ้นหวังว่าชาตินี้ตนจะไม่สามารถเจริญวิปัสสนาได้ พยายามทำ
จิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ เมื่อจิตเป็นขณิกสมาธิตามธรรมชาติก็สามารถเจริญ
วิปัสสนาได้เหมือนกัน เมื่อไหร่สำเร็จบรรลุธรรม เป็นพระอริยะบุคคลขั้นใด
ขั้นหนึ่งแล้ว ก็ไม่ต้องวิตกกังวลเรื่องอุปจารสมาธิหรืออัปปนาสมาธิอีกต่อไป
เพราะฌานหรืออัปปนาสมาธิจะเป็นเองไปได้โดยอัตโนมัติ

 จากคุณ : WhiteSpirit [ 26 ส.ค. 2542 / 16:50:41 น. ]
     [ IP Address : 161.200.255.163 ]


 ความคิดเห็นที่ 56 : (tuli)

เรื่องความคิดที่เป็นสังขารขันธ์นี่ก็คือตัวที่มันพูดแจ้วๆอยู่ใช่ไหมครับ
แล้วเวลาสัญญาเกิดขึ้นมาช่วงนั้นสังขารขันธ์จะดับไป แล้วก็เกิดปรุงแต่งต่อจากสัญญาใช่ไหมครับ
แล้ววิญญาณขันธ์นี่กำหนดที่ความรู้สึกทางตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือเปล่าครับ
ขอถามพี่ตรงนี้เลยนะครับ
( พอดีมีมารดลใจผม ลืมผู้รูไปหลายวัน เพิ่งกลับมาตอนพระอาจารย์จันทร์แรม มากระตุ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา)  

 จากคุณ : tuli [ 26 ส.ค. 2542 / 20:59:23 น. ]
     [ IP Address : 202.183.249.156 ]


 ความคิดเห็นที่ 57 : (พัลวัน)

คุณ tuli

บางทีเหมือนเดินเข้าไปในตลาดสดก็มีนะ ไม่ใช่แค่แจ้วๆอย่างเดียว บางทีเวทนามันเอาด้วย ผสมกับสังขารขันธ์น่ะ แหมเหมือนในตลาดสดยังไงยังงั้นเลย

 จากคุณ : พัลวัน [ 27 ส.ค. 2542 / 10:14:36 น. ]
     [ IP Address : 203.146.28.22 ]


 ความคิดเห็นที่ 58 : (Acura)

สาธุ สาธุ สาธุ ขอบคุณ คุณอามาครับ ต้องเก็บ ไว้อ่านหลาย ๆ รอบครับ

ช่วงนี้ไม่ค่อยได้ เข้ามาเลยครับ ไปเที่ยวเสีย หลายวันครับผม
_/|\_

 จากคุณ : Acura [ 27 ส.ค. 2542 / 11:31:13 น. ]
     [ IP Address : 24.2.100.239 ]


 ความคิดเห็นที่ 59 : (นัยนะ)

สาธุครับ ได้ความรู้มากมายเลย...

 จากคุณ : นัยนะ [ 27 ส.ค. 2542 / 22:11:54 น. ]
     [ IP Address : 203.149.35.136 ]


 ความคิดเห็นที่ 60 : (พุทธบุตร)

สาธุ เป็น ธรรมที่งดงามถูกถ้วนดีแล้ว

 จากคุณ : พุทธบุตร [ 28 ส.ค. 2542 / 10:51:35 น. ]
     [ IP Address : 203.154.19.109 ]


 ความคิดเห็นที่ 61 : (เมล็ดโพธิ์)

มาอ่านและโมทนาครับ : )

 จากคุณ : เมล็ดโพธิ์ [ 31 ส.ค. 2542 / 15:20:09 น. ]
     [ IP Address : 202.44.144.100 ]


 ความคิดเห็นที่ 62 : (3746)

มาช้าดีกว่าไม่มา
มาอ่านครับเจริญปัญญาเพิ่มขึ้นมากทีเดียว ขอบพระคุณพี่มากครับ

 จากคุณ : 3746 [ 8 ก.ย. 2542 / 02:59:07 น. ]
     [ IP Address : 202.47.248.210 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!