จิต ต้องเสวยอารมณ์อยู่เป็นนิจ
 เนื้อความ :

เป็นอย่างนี้นี่เอง เราจึงตกเป็นทาสของ จิต
ต้องแสวงหาอารมณ์ต่าง ๆ มาปรนเปรอ
บางอย่างเราหามาให้มันพอใจได้
บางอย่างจิตทะยานออกไปหาเรื่องเองข้างนอก
แล้วก็ยังไม่รู้ตัว ไม่รู้เลยว่าเป็นเพราะวิ่งออกไปนี่แหละ
จึงกระทบเป็นความรู้สึกชอบ ชัง ร้อนใจ กังวล เบื่อ เหงา
แล้วเราจะทำอะไรได้ ?

นอกจากจะแอบฟอกมันเสียบ้าง สักวันละครั้ง
ให้มันอยู่นิ่ง ๆ เฉย ๆ
แล้วก็ตามดู เวลาที่มันเสวยอารมณ์ต่าง ๆ
ให้มันรู้ไปว่าจะตามทันหรือเปล่า

ถ้าตาม-ต้องทัน สิน่ะ (เอ๊ะ สำนวนนี้คุ้น ๆ :-)

 จากคุณ : มะเหมี่ยว [ 23 ส.ค. 2542 / 19:31:10 น. ]
     [ IP Address : 202.183.252.214 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (ประพันธ์ เศวตนันทน์)

จิตว่างไม่มีในโลก จิตต้องเสวยอารมณ์ตลอดเวลา ถ้าเราปล่อยให้จิตเสวยอารมณ์โดยไม่ควบคุม จิตก็จะกินแต่อารมณ์อกุศลเสมอ เจ้าของจิตก็แย่  เราต้องรู้เท่าทันจิต ต้องมีสติอย่าทำอะไรที่ด่วนได้ฉิบหายช่างมัน ทำงานทีละอย่าง มีสมาธิอยู่กับงานที่ทำ มีสติเมื่อไรความฟุ้งซ่านก็หายไปเมื่อนั้น  การพัฒนาสติทำได้ในชีวิตประจำวัน กุศลจิตไม่จำเป็นต้องเกิดตอนนั่งสมาธิเท่านั้น เกิดได้ทุกที่รอบตัวเราขึ้นอยู่กับความไวของสติของแต่ละคน

 จากคุณ : ประพันธ์ เศวตนันทน์ [ 23 ส.ค. 2542 / 20:43:02 น. ]
     [ IP Address : 203.145.3.81 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (tuli(dryut@yahoo.com))

เวลาเห็นจิตออกไปซ่าข้างนอกนี่ตลกดีครับ  จิตนี่ซนมาก

 จากคุณ : tuli(dryut@yahoo.com) [ 23 ส.ค. 2542 / 21:27:14 น. ]
     [ IP Address : 202.183.230.70 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (tsps3872@ksc.th.com)

ความเข้าใจเรื่องจิตที่ถูกตามหลักการทางอภิธรรมในขั้นต้นเป็นความรู้โดยการฟังหรือโดยการอ่าน(สุตมยปัญยา)  เมื่อกล่าวถึงจิตความหมายของจิตคือธาตุรู้หรืออาการรู้  เมื่อจิตคือธาตุรู้หรืออาการรู้จึงไม่มีเรา  ไม่มีคุณ  ไม่มีผม  มีแต่จิตเกิดขึ้นมาทำหน้าที่รู้และทำหน้าที่อื่นๆ   เช่น เสวยอารมณ์(เสพอารมณ์)   เห็น  ได้ยิน ฯลฯ  นอกจากนี้ยังมี  สภาพธรรมอีกอย่างหนึ่งคือเจตสิกที่เกิดร่วมกับจิตและทำหน้าที่อื่นๆ  เช่น  กระทบอารมณ์(ผัสสะ)   เสียใจ(โทสะ)  เป็นต้น  ขออนุโมทนาที่ท่านได้สนใจในธรรม 

 จากคุณ : tsps3872@ksc.th.com [ 23 ส.ค. 2542 / 22:49:34 น. ]
     [ IP Address : 203.155.133.241 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (สันตินันท์)

เวลาเราปฏิบัติกันจริงๆ เราจะเห็นอาการของจิต 2 อย่าง
อย่างหนึ่ง จิตเคลื่อนเข้าไปยึดอารมณ์ ไปเสวยอารมณ์ ยินดียินร้ายไปกับอารมณ์
อีกอย่างหนึ่ง จิตสักแต่ว่ารู้อารมณ์ ตรงนี้ไม่ค่อยอยากเรียกว่ามันเสวยอารมณ์เลยครับ
เพราะมันต่างคนต่างอยู่กับอารมณ์ จิตเป็นแค่ผู้รู้ผู้ดูเฉยๆ

มีจิตก็ต้องมีอารมณ์ แต่จิตจะหลงไปเสวยอารมณ์หรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ผมเคยพบในพระสูตรบทหนึ่ง พระพุทธเจ้าท่านแสดงไว้ว่า
พระอรหันต์มีแต่เวทนาทางกาย แต่ไม่เสวยเวทนาทางใจ

อันนี้เป็นเรื่องคำพูดเท่านั้นครับ ที่ว่า "เสวยอารมณ์" มีความหมายเพียงใด
ถ้าหมายถึงว่า "จิตต้องรู้อารมณ์"
อันนั้นถูกต้องแล้ว เพราะจิตย่อมไม่ว่างจากอารมณ์
แม้แต่ความว่าง หรือความรู้สึกว่าว่าง ก็เป็นอารมณ์อันหนึ่ง
ที่ผู้ปฏิบัติต้องรู้แล้ววางเหมือนอารมณ์อื่นๆ นั่นเอง

แต่ถ้า "เสวย" หมายถึง "จิตต้องเข้าไปยึดถือ ยินดียินร้ายต่ออารมณ์"
อันนี้ก็ไม่เสมอไปหรอกครับ
เพราะจิตอาจจะสักว่ารู้ก็ได้ หลงยินดียินร้ายก็ได้
แล้วแต่คุณภาพของจิตในขณะนั้นเอง

 จากคุณ : สันตินันท์ [ 24 ส.ค. 2542 / 07:48:41 น. ]
     [ IP Address : 203.151.110.200 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (เต่าตาบอด)

     อ่านคำตอบของพี่สันตินันท์แล้วชอบมากเลยครับ  ครงสั้นชัดเจนดีครับ  ระหว่างจิต อารมณ์ และการเสวย  ผมเคยประสบมาบ้างแต่ไม่ทราบว่าเรียกอะไร  คงพอจะใกล้เคียงกับเรื่องนี้ได้บ้างนะครับ  ปกติผมจะเป็นไมเกรนซึ่งเมื่อเวลาปวดหัวนี่จะปวดมากครับ  จิตผมก็เสวยเวทนาทันที  แล้วก็เกิดอาการยินร้ายปรุงแต่งทุรนทุรายเจ็บปวดกับมันมาก  แวบหนึ่งที่สติตามมาทันมันบอกให้จิตหยุดปรุงแต่งทันที  จิตก็ฟังแล้วลุกจากความปวดมานั่งดูเวทนา  เหมือนการนั่งดูหนัง  อาการทุรนทุรายหมดไป  ถ้าถามว่ายังปวดหัวไหม  ตอบว่าปวด  ปวดมาก  ปวดจนหัวจะระเบิด  แต่นั้นเป็นหัวของสังขาร  เป็นหัวของไอ้ตัวนี้  ไม่ใช่หัวเราจิตไม่ปวด  จิตไม่รู้สึกอะไร  กลับเพลินและมีความสุขอย่างประหลาด  จิตมันนั่งพิจารณาอ้อ ไอ้ความปวดมันเป็นอย่างนี้เอง  ไอ้ความปวดมันทรมานนะ  แล้วมันก็แค่นั้น  เราไม่ไปสานต่อความปวด  ไม่ไปทรมานกับมัน  กลับยินดีที่ได้เผชิญทุกข์  ได้เห็นโทษภัยแห่งสังขาร  นึกถึงคำสอนของท่านพุทธทาส  ถ้ามีตัวกู  ของกู  ตัวกูปวด  ของกูเจ็บ  กูก็ปวด  กูก็เจ็บด้วย  ถ้าไม่มีตัวกู ของกู ก็ไม่มีอะไรปวด  อะไรเจ็บ  ขอบคุณอีกครั้งครับพี่สันตินันท์.....
                             /ขอความเจริญในธรรมจงมีแด่ทุกท่าน/

 จากคุณ : เต่าตาบอด [ 24 ส.ค. 2542 / 09:49:35 น. ]
     [ IP Address : 203.144.251.66 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (มะขามป้อม)

เสริมอีกเล็กน้อยครับ
บางคนอาจคิดว่าทำไมเราก็พยายามฝึกอยู่ แต่ก็เผลอสติ
ตามไม่ทันอยู่ทุกที เรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ

จิตที่มีคุณภาพจำเป็นต้องมีครบ
ทั้ง ศีล สมาธิ ปัญญา ครับ ทั้งสามสิ่งร่วมเป็นหนึ่งเดียว
สติปัญญา จะทรงอยู่ได้ทั้งวันโดยไม่ต้องพะวงด้วยกำลัง ของสมาธิ
สมาธิจะตั้งมั่นอย่างสงบ ก็เมื่อ เราดำรงตนอย่างปกติ (มีศีล)
เมื่อคนมีสติในการดำรงชีวิต ศีลก็เกิดมีอัตโนมัติ
ทั้งสามสิ่งเสริมกันไป

ดังนั้นก็ควรเริ่มที่ศีลครับ รักษาศีลด้วยใจที่ปกติ ไม่พูดเพ้อเจ้อ ส่อเสียด
(ที่ยกข้อนี้เพราะเป็นข้อที่เรา ผิดกันบ่อยสุดครับ :) )
ก่อนนอนฝึกสมาธิตามสมควร เพื่อเป็นกำลังสำหรับการเจริญสติ
ส่วนตอนกลางวันก็ดูจิตไป
แบบนี้ดีไหมครับ  :)

 จากคุณ : มะขามป้อม [ 24 ส.ค. 2542 / 10:26:26 น. ]
     [ IP Address : 203.150.154.5 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (มาตา)

ถ้าใช้คำว่าเสพอารมณ์น่าจะชัดกว่าเสวยนะคะ

 จากคุณ : มาตา [ 24 ส.ค. 2542 / 10:45:21 น. ]
     [ IP Address : 202.28.190.98 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (แมวแก่)

เรียน คุณอาสันตินันท์ ครับ :-)

ผมเคยลองสังเกตดูเวลาบางครั้งที่ปวดกระเพาะนี่
บางครั้งจะเห็นว่าความปวดที่จิตรู้ กับพวกอารมณ์ประเภท
"โอ้ แย่จังเลย ปวดมาก" , "ปวดจังเลย ทุกข์จังเลย"  นี้
ไม่ใช่ตัวเดียวกัน
แสดงว่า ความปวดจริงนั้น เป็นเวทนาทางกาย แต่พวกอื่นๆที่
กล่าวมาเป็นเวทนาทางใจ และถ้าเรามีกำลังสติเพียงพอ จิตก็
จะไม่เสวยเวทนาทางใจ หรือเกิดทุกข์ใช่ไหมครับ
และถ้าเป็นอย่างนี้ หากผมจะเห็นว่าเวทนาทางใจที่เกิดเนื่อง
มาจากเวทนาทางกายนี้จะแตกต่างจากเวทนาทางใจทั่วไปบ้าง
ก็ตรงที่มักจะเกิดขึ้นรุนแรง ต่อเนื่อง มีความถี่สูงเป็นพิเศษ
ซึ่งถ้ากำลังสติเพียงพอก็จะแยกได้อย่างคุณเต่า จะเป็นความ
เข้าใจที่ถูกหรือไม่ครับ

 จากคุณ : แมวแก่ [ 24 ส.ค. 2542 / 15:01:31 น. ]
     [ IP Address : 202.44.144.100 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (ปุถุชน)

ความเห็นส่วนตัวนะครับว่า เวทนาเป็นขันธ์ ก็ทำหน้าที่ของมันไปครับ  แต่ตัว ตัณหา อยากให้หายนี่ต่างหากที่มันเป็นเหตุของทุกข์  แล้วก็ปรุงออกมาเป็นความคิดว่า โอ้ ปวดมากเลย  เราทนไม่ใหวแล้ว  เราต้องทำอะไรสักอย่างให้มันหายไป ฯลฯ  แล้วก็เป็นความร้อนอกร้อนใจตามๆมา

 จากคุณ : ปุถุชน [ 25 ส.ค. 2542 / 13:54:53 น. ]
     [ IP Address : 203.151.102.186 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (แมวแก่)

ขอบคุณ คุณปุถุชนมากครับ
เข้าใจได้ชัดเจนขึ้นมากจริงๆ
อย่างนี้ต้องรีบไปเลี้ยงข้าวตามที่ติดค้างกันแล้ว :-)

 จากคุณ : แมวแก่ [ 25 ส.ค. 2542 / 14:13:41 น. ]
     [ IP Address : 202.44.144.100 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (นายโจโจ้)

เอ๊ะๆๆ จะเลี้ยงข้าว อย่าลืมผมนะครับ ให้เกียรติผมสักมื้อ =)

 จากคุณ : นายโจโจ้ [ 28 ส.ค. 2542 / 07:27:35 น. ]
     [ IP Address : 203.149.34.215 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (แมวแก่)

:) :) :)
เยี่ยมเลยครับ
ไหนๆกระทู้นี้ก็เงียบๆแล้ว เรานัดกันทานข้าว 3 คนเลยดีกว่า :)

 จากคุณ : แมวแก่ [ 30 ส.ค. 2542 / 18:47:13 น. ]
     [ IP Address : 202.44.144.100 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (มะเหมี่ยว)

เจ้าของกระทู้คงไม่ว่าอะไรร้อก :-)

 จากคุณ : มะเหมี่ยว [ 4 ก.ย. 2542 / 00:38:27 น. ]
     [ IP Address : 202.183.249.109 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!