ผู้ที่มีอาการหลงสมาธิ จะมีวิธีช่วยยังงัยดี
 เนื้อความ :

ผมมีเรื่องอยากขอความช่วยเหลือดังนี้ครับ
คือผมรู้จักรุ่นน้องที่เรียนพยาบาลอยู่คนหนึ่ง ตอนนี้ต้องถูกพักการเรียนเพื่อเข้ารับการรักษาตัวอยู่แผนกจิตเวชกว่าสัปดาห์แล้ว

-จะขอเล่าความเป็นมาก่อนนะครับ-
แต่เดิมน้องเค้าเป็นคนที่มีความตั้งใจสูงไม่เคยนอกลู่นอกทาง คิดจะทำสิ่งใดแล้วก็จะทำจริง
แล้วมีอยู่ช่วงหนึ่งที่น้องเค้าได้ไปเข้ารับการอบรมที่ค่ายยุวพุทธ ได้เรียนนั่งสมาธิและวิปัสสนา
หลังจากนั้นเค้าก็บอกผมว่า
"พี่เชื่อมั้ย น้องตรัสรู้แล้ว"
และยังมีเรื่องของการคิดวิธีรักษาโรคเอดส์ได้อีก
ตอนนั้นผมลองคุยกับน้องเค้าดู เริ่มจากถามว่า
"ทำไมถึงคิดว่าตรัสรู้"
น้องเค้าก็ตอบว่า
"พี่ลองถามอะไรมาก็ได้ น้องรู้ทุกอย่าง"
ก็เลยถามไปว่า
"ตรัสรู้อะไรบ้าง"
"รู้ว่าเวลาเราจะทำอะไรให้สำเร็จ เราสามารถทำให้สำเร็จได้โดยการทำในสิ่งที่ไม่ใช่ความล้มเหลว
  อย่างเวลาเราเล่นเกมส์ ทำไมเราถึงแพ้
  ถ้าเราเลี่ยงตรงจุดที่เราจะแพ้ เราก็สามารถชนะได้ทุกครั้ง"
และถามเรื่องการคิดวิธีรักษาโรคเอดส์ ซึ้งก็ได้คำตอบประมาณนี้เหมือนกัน
และน้องเค้ายังบอกอีกว่า
"กายกับจิตแยกกันอยู่"
เค้าเล่าให้ฟังว่าเคยไปปฏิบัตธรรม นั่งสมาธิ และก็รู้สึกตัวเบาลอยๆ สนุกดี
เวลาเค้าอยู่กับเพื่อน คุยกับเพื่อน บางครั้งก็รู้สึกถึงอาการแยกตัวของกายกับจิต มันจะโหวงๆเบาๆ
มีอาการของจิตรวมตัวของมันเอง

-ฟังๆดูแล้วก็ดูเข้าท่าดี-
แต่ติดตรงที่ว่าบางเรื่อง เค้าจะเหมือนคนไม่ปกติ พูดและทำอะไรแปลกๆ มีความคิดว่าตัวเองรู้ทุกอย่าง
ให้คำแนะนำทุกคนรอบๆข้างได้

ผมไม่ได้เจอน้องเค้าได้สักเดือนหนึ่งแล้ว มาได้ข่าวอีกทีวันนี้ว่ากลายเป็นผู้ป่วยทางจิตไปแล้ว
ผมก็ได้คุบกับแม่ของน้องคนนี้เมื่อสักครู่ก่อนหน้านี้ รู้สึกสงสารมาก เพราะน้องเค้าต้องพักการเรียน
และเข้ารับการรักษาทางจิต กินยาติดต่อกันไปกว่า 2 ปี  
ผมคิดว่า ถ้าสาเหตุมาจากการหลงสมาธิจริง  ก็น่าจะรักษาอีกแบบมากกว่า
เลยให้คำแนะนำแม่น้องคนนี้ไปว่าไม่ต้องเป็นห่วง ผมคิดว่าที่น้องเค้าเป็นไม่ใช่อาการของคนเป็นโรคจิต
แต่เป็นอาการของคนหลงสมาธิ จะช่วยได้ ถ้าได้ผู้ที่เข้าใจและชำนาญทางด้านวิปัสสนามาช่วย
แต่ผมไม่รู้จักใครเลย จะเป็นพระก็ไม่รู้จักเหมือนกัน (ที่รู้จักจริงๆน่ะครับ)
ก็เลยอยากจะรบกวนขอความคิดเห็น
และถ้ามีใครรู้จักผู้ที่จะสามารถช่วยได้ จะเป็นพระหรือคนธรรมดาก็ได้ ก็ขอช่วยแนะนำด้วยครับ
(ตอนนี้รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลรามา)

หลังจากที่ผมได้คุยกับน้องครั้งนั้น ผมได้พูดเรื่องกายกับจิต ขั้นของสมาธิ และอาการของสมาธิให้น้องคนนี้ฟัง
เท่าที่สามารถพูดได้ และยังได้ให้เอกสารเกี่ยวกับการปฏิบัติ(ได้มาจากแถวนี้แหละครับ โดยเฉพาะ WEB
ของคุณพัลวัล)ให้น้องเค้าไปอ่านคิดว่าน่าจะช่วยได้มั่ง แต่ก็ไม่คิดว่าจะเป็นหนักขนาดนี้

 จากคุณ : Passer-bY ( ICQ: 38685159 ) [ 23 ส.ค. 2542 / 01:59:27 น. ]
     [ IP Address : 202.28.179.1 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (นายโจโจ้)

หุ หุ หุ ยุวพุทธอีกแล้ว ต้องมารายงานไว้ด้วยว่ามีคนไปปฏิบัติยุวพุทธแล้วเป็นเพี้ยนไปเท่าที่รู้ๆก็ 5 คนแล้วขอรับ ถ้าอย่างนั้นคนนี้ก็เป็นคนที่ 6 ที่รับรู้มา หุ หุ หุ ที่ผมเคยเถียงกับคุณพลวัฒน์และคุณอติไงครับ ว่าลักษณะการสอนของที่นี่นั้นมีโอกาสทำคนให้เพี้ยนไปได้ นี่ไม่ใช่การดูหมิ่นนะครับ แต่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น อ่านแล้วก็เก็บไปพิจารณากันเอาเองละกันขอรับท่าน

ผมไปทดลองเรียนอยู่สามครั้งยังแทบจะบ้าตาย ใครจะมาลุยกับผมต่อก็เชิญเลยครับ ถ้าคุณถามมาผมจะได้เผยๆออกมาให้หมดว่าเจออะไรประหลาดๆมาบ้าง

 จากคุณ : นายโจโจ้ [ 23 ส.ค. 2542 / 08:16:13 น. ]
     [ IP Address : 203.149.34.197 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (peng / 37967749)

สนใจนะครับอยากเห็นว่าคนที่มีอาการแบบนี้เป็นยังไง จะขอลองไปดูมั่งได้ป่าว เก็บไว้เป็นบทเรียน

ผม add ICQ ไปแล้วเผื่จะไปคุยด้วยนะ

 จากคุณ : peng / 37967749 [ 23 ส.ค. 2542 / 08:59:49 น. ]
     [ IP Address : 203.149.22.136 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (สันตินันท์)

เรื่องนั่งสมาธิแล้วเกิดวิปลาสนั้น มีกันมากครับ
สาเหตุหลักก็เนื่องจากการทำสมถะที่ผิดพลาด
คือไปนึกว่ากำลังทำวิปัสสนาอยู่
การปฏิบัติไม่เน้นที่การทำความรู้ตัว หรือการเจริญสติสัมปชัญญะ
เมื่อจิตรวมลงระดับหนึ่งแล้วเกิดความรู้ความเห็นอันเนื่องจากกำลังของสมถะ
ก็สำคัญมั่นหมายว่าเกิดญาณทัศนะต่างๆ ขึ้น

การแก้ไขไม่ใช่เรื่องง่ายเลยครับ
คนที่จะแก้เขาได้ จะต้องเป็นครูบาอาจารย์ที่เขาเปิดใจยอมรับ
คนทั่วไป ไปแก้ให้ยากมาก เพราะเขาปิดกั้นตนเอง
เนื่องจากรู้สึกว่า อะไรๆ เขาก็รู้หมดแล้ว

 จากคุณ : สันตินันท์ [ 23 ส.ค. 2542 / 09:11:52 น. ]
     [ IP Address : 203.151.110.205 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (Passer-bY)

เค้าสอนกับแบบไหนเหรอครับคุณโจโจ้
ถ้าไม่เป็นความลับอะไรก็ขอให้ช่วยเล่ารายระเอียดหน่อยครับ
จะได้เก็บไว้เป็นข้อมูลเสริม

 จากคุณ : Passer-bY [ 23 ส.ค. 2542 / 09:40:32 น. ]
     [ IP Address : 202.28.162.10 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (ประพันธ์ เศวตนันทน์)

อันตรายจริงๆ น่าเสียดายสำหรับคนดีที่ต้องเป็นเช่นนี้ การปฏิบัติธรรมที่ขาดฐานแห่งสติเป็นตัวรองรับ คนวิปลาสคือคนที่จิตกับกายไม่อยู่ด้วยกัน แก้อย่างไร ให้ใช้กลอุบายให้เขากลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงให้ได้ ตอนนี้ผมยังนึกไม่ออกว่ากลอุบายอะไรที่เหมาะสม

 จากคุณ : ประพันธ์ เศวตนันทน์ [ 23 ส.ค. 2542 / 11:17:54 น. ]
     [ IP Address : 161.200.255.163 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (kobe)

ผมอยากรู้ครับพี่โจโจ้ ว่าเขาสอนกันอย่างไร และมีอาการที่ผิดปรกติ อย่างไรบ้างครับ
อยากเก็บไว้เป็นประสบการณ์ เพื่อเอาไว้เตือนคนอื่น ๆ ที่อยากเรียนบ้างครับ

 จากคุณ : kobe [ 23 ส.ค. 2542 / 12:13:32 น. ]
     [ IP Address : 202.44.228.8 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (นิดนึง)

เคยได้ทราบมาเหมือนกันค่ะว่า ผุ้ที่จะแก้ให้ได้ก็คงต้อง
เป็นอาจารย์ที่เจ้าตัวเชื่อถือ หรือคนที่สอนมานั่นเอง
แต่ก็ไม่แน่ว่าคนที่สอนมาผิดๆ แล้วจะแก้ลูกศิษย์ตัว
ได้หรือเปล่า และที่สำคัญก็คือเจ้าตัวเองจะต้องยอมรับหรือเปล่า
เพราะมักจะคิดว่าตัวเองเก่งกว่าอาจารย์ซะแล้ว บรรลุธรรมแล้ว
แม้เป็นศิษย์กันก็ตาม ครูบาอาจารย์ท่านยังต้องหาอุบายวิธี
ที่จะให้ลูกศิษย์ยอมลงให้ได้เสียก่อน แล้วจึงแก้ไขได้ ซึ่งเท่าที่
ทราบมาก็คือต้องให้เจ้าตัวย้อนกลับมาเพื่อเจริญวิปัสสนา
แต่ตรงนี้ยากมากค่ะ เพราะครูบาอาจารย์ที่สอนกันมารู้จริตกัน
พอสมควรจึงจะช่วยได้ และก็ไม่แน่เสมอไปว่าจะช่วยได้ทุกคน
หรือเปล่า ท่านจึงกลัวกันนักหนาเรื่องนี้ แม้แต่หลวงตามหาบัว
ท่านเทศน์เรื่องติดสมาธินี่บ่อยมากและให้ระวังด้วยค่ะ

 จากคุณ : นิดนึง [ 23 ส.ค. 2542 / 14:59:56 น. ]
     [ IP Address : 202.44.144.100 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (ทองจันทร์)

เรื่องการศึกษาเพื่อให้ทราบแนวทางก่อน เช่นปฏิปทาทางดำเนินของครูอาจารย์ก่อนมากๆจะทำให้พอมีสติระลึกได้ว่าสภาวะอย่างไร
เป็นอย่างไรก่อนคงมีประโยชน์ตรงนี้เองนะครับ เพราะพอเกิดสภาวะ พิเศษซึ่งตนไม่เคยรู้ไม่เคยเป็นมาก่อนจึงเกิดสำคัญผิดตัวเองได้จนกระทั่ง วิปลาสไป แล้วสรุปอาการอย่างนี้เรียกเสียสติ หรือธรรมแตกครับ

 จากคุณ : ทองจันทร์ [ 23 ส.ค. 2542 / 18:28:27 น. ]
     [ IP Address : 203.151.82.4 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (นอย)

อยากได้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่อง
ที่ไปปฏิบัติของคุณแม่สิริแล้วมีปัญหาค่ะคุณโจโจ้
เพราะว่าตัวเองก็เคยไปมาเช่นกัน
และก็เป็นคนหนึ่งที่รู้สึกนับถือคุณแม่สิริเช่นกัน
และก็คิดว่าคงมีหลายๆท่านในที่นี้ที่เป็นเช่นเดียวกัน
คุณโจโจ้ช่วยเล่าประสบการณ์ให้ฟังด้วยเถอะค่ะ
ถือว่าเป็นการป้องกันกัลยาณมิตรจากความผิดพลาด
จะได้รู้และระวังสติตัวเองไว้นะค่ะ
เพราะของแบบนี้ถ้าหลงคงจะแก้ยาก
คิดว่าพวกเราทุกคนคงเข้าใจว่า
คุณโจโจ้ไม่ได้เล่าด้วยความอยากที่จะ
ลบหลู่การวิธีการของคุณแม่สิริหลอกค่ะ

 จากคุณ : นอย [ 23 ส.ค. 2542 / 19:20:06 น. ]
     [ IP Address : 130.130.68.5 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (หนู)

เป็นลูกศิษย์คุณแม่สิริเหมือนกัน  ตอนแรกนึกว่าที่อบรมกับคุณแม่สิริ นี่ขั้นสูงแล้ว  พอมาเจอพวกพี่ๆเพื่อนๆในลานธรรมแห่งนี้ (คุณสันตินันท์ คุณดังตฤน ฯลฯ) เลยรู้ว่า ยังต้องมีอะไรเรียรรู้อีกมาก  เข้าใจว่า เป็นเพราะ course อบรมวิปัสสนาแนวคุณแม่สิริ มันมหาชนไปหน่อย เลยคงตกหล่นสาระสำคัญอะไรบางอย่างไป  ก็ต้องมาเรียนรู้ขวนขวายต่อเองทีหลัง แบบนี้แหละค่ะ  แต่ก็ยังเคารพรักและนับถือคุณแม่สิริเหมือนเดิม เพราะถือว่าท่านเป็นครูทางธรรมคนแรกของเรา 

อุ๊ย ต้องรีบไปก่อน ไม่มีเวลาเขียนต่อ เอาแค่นี้ก่อนนะคะ

 จากคุณ : หนู [ 23 ส.ค. 2542 / 19:42:37 น. ]
     [ IP Address : 203.145.3.142 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (Papa)

โรคนี้เป็นกันมากจริงๆ  ครับ
ใครคิดวิธีแก้ได้  นับถือมากครับ
เพราะจุดสำคัญ  เจ้าตัวไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองมีปัญหา
แต่มองคนอื่นมีปํญหา

 จากคุณ : Papa [ 23 ส.ค. 2542 / 20:10:02 น. ]
     [ IP Address : 203.157.0.99 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (Lostboy)

คุณ Passer-by เป็นคนที่สนิทกับน้องเค้า น่าจะลองเข้าไปช่วยดูครับ

เช่นอาจจะใช้อุบาย ให้น้องเค้าสอนเรื่องการปฏิบัติ เพื่อดูทิฐิของเค้า รวบรวมข้อมูลเพื่อมาตั้งหลัก ระดมความคิด หาวิธีช่วยเหลือกันอีกที
จะได้รู้ว่าสิ่งที่น้องเค้าติด เค้าติดนิมิตอะไร
หรือปักใจไปในมิจฉาทิฐิแบบไหน

แล้วมีใครหรืออะไรที่น้องเค้าเคารพศรัทธาบ้างมั้ยครับ

แต่ระวังนะครับ เพราะถ้าไม่ได้ติดสมาธิ แต่เพี้ยนไปจริง อันนี้คงต้องพลิกตำรากันใหม่

 จากคุณ : Lostboy [ 23 ส.ค. 2542 / 21:10:30 น. ]
     [ IP Address : 161.200.255.163 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (นายโจโจ้)

ส่วนหนึ่งก็คืออย่างที่คุณหนูบอกเลยครับ วิธีการที่เค้าสอนนั้น มหาชนม๊ากมาก =) พี่ท่านเล่นอัดเอาเรื่อยๆตามชอบใจ วิทยากรที่เชิญมาสอนที่ในช่วงที่ผมทดลองไปก็ "สักแต่ว่าสอน" คือคุณแม่สิริท่านไม่ได้มาดูเองน่ะครับ แต่ถ้าปล่อยได้ถึงขนาดนี้ ถ้าทำได้ ผมอยากเสนอว่าอย่าสอนจะดีกว่า เพราะการสอนชนิดขาดความรู้จริงถึงเบื้องหน้าเบื้องหลัง และสอนชนิดไม่รู้เหนือรู้ใต้ว่าผู้รับการสอนมีพื้นมาอย่างไร มีปัญหาอย่างไร และควบคุมอะไรก็ไม่ได้ ดูแลก็ไม่ทั่วถึง ผลก็จะออกมาอย่างที่เห็น และความที่มองว่ายุวพุทธสอนการปฏิบัติธรรม ก็เลยมีการกลัวกันไปว่าถ้าพูดถึงในแง่ไม่ดีนั้น จะเป็นการลบหลู่ เป็นบาปอะไรต่ออะไรไปโน่น ทำให้ไม่มีข่าวในทางลบแพร่ไปมากนัก

ที่ผมเจอนั้นก็กับคนใกล้ตัวเลยครับ คนที่มีความทุกข์มากๆ แสวงหาทางพ้นทุกข์ ก็มีคนบอกๆกันมาว่าที่นี่สอน และ "คิดว่า" คงช่วยได้ หรือไม่ก็บอกไปดุ่ยๆเลยว่า ดีมาก คนที่กำลังจะจมน้ำก็ต้องรีบตะกายไปแหงๆอยู่แล้ว ซึ่งไม่ใช่ไปคนเดียว ยังมีการชวนและโฆษณาชวนเชื่อให้เพื่อนๆที่กำลังทุกข์กันสุดๆไปพร้อมๆกันด้วย

เอาที่ผมเจอกับตัวเองเลยก็คือ คนที่ไปเรียนจากที่นี่จะมีอาการ "เชื่อฝังหัว" ว่าที่นี่สอนดี สอนถูก ดีมาก แต่พอซักจริงๆก็ไม่รู้ว่าดียังไง หลังจากถูกตื๊ออยู่หลายครั้งผมก็เลยตกลงไปลองเรียนดู อย่างแรกที่เจอก็คือถูกจับทานอาหารเจ นี่ก็ปลูกฝังความเชื่อประหลาดๆอย่างที่หนึ่งแล้ว พระพุทธองค์เคยสอนให้ทานเจมั้ยครับ

ถัดมาครูบาอาจารย์และเจ้าหน้าที่ที่ทำงานที่นั่นหน้าตาเคร่งเครียด ทำอะไรไม่ถูกนิดหน่อยก็ดุ ซึ่งอันนี้ผมงงมาก และไม่ได้เป็นคนเดียว ดูเหมือนทุกคนจะมีความหงุดหงิดฉุนเฉียวอยู่ลึกๆทุกคนที่ผมคุยด้วย ทั้งที่ควรจะสดใส แจ่มใส เบิกบานด้วยความรู้ตัว ตั้งแต่เช้าวันที่ไปก็เริ่มตะหงิดแล้วครับ โอเค ถูกดุมาสามสี่ครั้ง ก็ไม่ว่ากัน ก็เข้าไปเรียน

มีการบรรยายนิดหน่อยว่าให้ทำแบบโน้นแบบนี้ แต่ไม่บอกว่าเพื่ออะไร เค้าจับนักเรียนเดินจงกรม นั่งสมาธิ ผมสังเกตุว่าแต่ละคนมีอาการเหมือนผีดิบมากกว่า คือให้ทำตามๆกันไป ซึ่งคนส่วนมากๆจะรู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่ "สูงส่ง" มากเหลือเกิน แต่ไม่มีการอธิบายถึงเรื่องการดูจิตแต่อย่างใดนอกจากการย้ำว่าให้กำหนด หนอ หนอ หนอ นี่หนอ โน่นหนอ ไปเรื่อยๆ

จากที่ผมโดยปกติเป็นคนสบายๆ ไปถึงยังอึดอัดเลยครับ เพราะเค้าเน้นท่าทางกันมากเหลือเกิน ไม่มีการเน้นที่จิตใจเลย ทำผิดท่าก็จะมีคนอธิบายด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด แล้วใช้คำพูดประมาณชี้ว่าคนโน้นผิด คนนี้ผิดโดยไม่บอกว่าทำยังไงถึงจะถูก

ผลเหรอครับ จากเดิมก่อนไปยังสบายๆอยู่ ยิ่งทำตามนั้นก็ยิ่งเครียดหนักขึ้น แต่ถูกยับยั้งไว้ด้วยความรู้สึกว่านี่คือการปฏิบัติธรรมนะ นี่ของสูงนะ ลบหลู่ไม่ได้นะ บาปนะ อะไรต่างๆเหล่านี้ ก็จะยิ่งอึดอัดขึ้นจนทนไม่ไหว ครั้งแรกผมทนได้เช้าจนเย็น แต่วันที่สองทนได้แค่ครึ่งวัน เพราะเห็นชัดว่าไม่มีอะไรก้าวหน้าเลย ไม่มีคำว่าการดับทุกข์ให้ได้ยินเลยสักคำ มีแต่ให้ทำท่าทาง ไม่มีการชี้ถึงเรื่องที่เข้าใจง่ายๆ เช่นอริสัจจ์ 4 ก็ไม่มีให้ได้ยิน มีแต่ท่าทาง และต้องเอาให้ถูกตามนั้นโดยไม่มีการเน้นเรื่องจิตใจให้ได้ยินเลย

ผมสรุปเอาดื้อว่าที่นั่นมีแรงกดดันครับ ถ้าการปฏิบัติในแนวทางที่สอนที่นั่นดีจริง คนที่อยู่ที่นั่นประจำควรจะเบิกบาน ผ่องใส แจ่มใสมากกว่านี้เยอะ เทียบจากหลายๆสำนักที่ผมไปร่วมศึกษาหรือพบปะผู้ปฏิบัติในสายนั้นๆมา ไม่ว่าจะเป็น T.M. ราชาโยคะ บาไฮ คริสเตียน ศิษย์สายอ.โกเอนก้า หรือญาติธรรมผู้ไปรับธรรมะจากพระอาจารย์จี้กงก็ตามที ผมว่า T.M. ดูจะช่วยได้มากสุด อาจารย์ที่สอน(อ.พุทธจรัล) ก็รู้เรื่องจิตและปฏิบัติได้ดีที่สุดในกลุ่มทั้งหมดที่กล่าวมา ทั้งนี้ไม่ได้พูดถึงในลานธรรมนี้นะครับ

ที่ว่าดีนั้นดีอย่างไร ก็คือทำให้คนสงบลงได้ ถึงจะไม่มีวิปัสสนาหรือเป็นวิปัสสนึกก็ตามที ยังเห็นว่า T.M. ช่วยให้คนสงบอย่างได้ผลดีและมีความเครียดน้อยที่สุดครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมเห็นว่าการศึกษาธรรมะนั้นควรจะศึกษาโดยมีครูบาอาจารย์ที่ดูแลผู้ปฏิบัติอย่างใกล้ชิด จึงจะได้ผลครับ

เพราะเส้นทางออกจากสังสารวัฏนั้นไม่ใช่ของเล่นๆที่จะเอามาสอนกราดแบบมหาชนได้ เพราะทำคนเพี้ยนไปได้ การสอนกรรมฐานโดยไม่มีการดูแลโดยผู้ที่มีความรู้ความชำนาญและสามารถเข้าถึงจิตใจของลูกศิษย์นั้นมีแนวโน้มจะเสียได้มากกว่าดีเยอะเหลือเกินครับ และสภาพความจริงที่เห็นมาก็ยืนยันแบบนั้นซะด้วย เจตนาของผู้สอนที่ยุวพุทธ ผมเชื่อว่าดี ไม่มีปัญหาแน่ๆครับ แต่ถ้าสอนชนิดไม่ประเมินผล ไม่ปรับปรุงหลักสูตร ไม่ดูแลนักเรียนกันบ้างเลยจากที่ผมไปประสบมาด้วยตนเองนั้น ผมเห็นว่า ยังมีที่ให้ปรับปรุงได้อีกเยอะครับ ถ้าปรับปรุงไม่ได้ ลดจำนวนคนที่รับลงแล้วดูแลให้ทั่วถึง หรือถ้าหาครูที่ qualify ไม่ได้จริงๆ หยุดสอนซะ หรือพิมพ์หนังสือธรรมะของพระที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบซะยังจะดีกว่าเป็นไหนๆ

ผมพูดไม่ชัดเจนตรงไหนรึเปล่าครับ

การสอนครึ่งๆกลางๆ ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือคนแบบสุกดิบๆแหละครับ คือเกิดอาการงมงาย คิดว่าตัวเองรู้หมดแล้ว ทั้งที่ยังไม่รู้อะไรเลย ตัวเองมีทุกข์จนปางตาย แต่ไม่ยอมรับ ไม่เห็น เพราะถือว่าตนได้ปฏิบัติของที่ดีที่สุดมาแล้ว

ยกเอาเป็นคนๆให้เห็นชัดๆนะครับ สองคนบอกว่าไม่ไปอีกแล้ว สองคนมีอาการหัวแข็งมาก ไม่รับอะไรที่ขัดแย้งกับที่คุณแม่สิริสอนมาเลย เรียกว่าคุณแม่สิริสอนถูกต้องที่สุดเท่านั้น หนึ่งคนมีอาการเพี้ยนแบบสุดขั้วจนคนรอบข้างสังเกตุเห็นได้ชัดเจนจนถึงขนาดน้องสาวก็ทนอยู่ด้วยไม่ไหวและเดี๋ยวนี้เค้าต้องไปอยู่ต่างประเทศแล้ว พร้อมเสียงด่าและความเห็นใจอยู่เบื้องหลัง อีกสามคนก็เกิดอาการคล้ายคนที่ไปต่างประเทศ แต่เบากว่าสักครึ่งนึง แต่ก็เรียกได้ว่าเพี้ยนอยู่ดี และกว่าจะแก้กันได้ ต้องใช้เวลาสามสี่ปีโดยพบกันสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง แต่ละครั้งต้องนั่งคุยกันเป็นชั่วโมงๆเพื่อเปิดใจเค้า

นี่แหละครับ ประสบการณ์ของผมกับศิษย์ยุวพุทธิกสมาคม

เพิ่มเติมอีกนิด ผมใช้เวลา 3 ปีที่ผ่านมา "ทำงาน" กับผู้ที่มีความทุกข์หนักๆในชีวิตที่พยายามแสวงหาทางพ้นทุกข์แต่ไม่รู้จะแก้ไขด้วยตนเองอย่างไร กำแพงแรกที่เจอเป็นประจำคืออัตตาที่ใหญ่โตของท่านเหล่านี้ซึ่งถูกปลูกฝังมา ซึ่งกว่าจะแซะ ทุบ งัด ขัดล้างกันออกไปได้ ก็เหนื่อยกันสุดๆทั้งผู้ขัดและผู้ถูกขัดเลยครับ

ยาวอีกแล้วสิครับ =)

 จากคุณ : นายโจโจ้ [ 24 ส.ค. 2542 / 00:43:55 น. ]
     [ IP Address : 202.57.128.14 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (Papa)

ขอบคุณโจโจ้ที่ให้ข้อมูลครับ

 จากคุณ : Papa [ 24 ส.ค. 2542 / 05:50:20 น. ]
     [ IP Address : 203.157.0.99 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (kobe)

เป็นข้อมูลที่ดีครับ พี่โจโจ้ ขอขอบคุณมากครับ


 จากคุณ : kobe [ 24 ส.ค. 2542 / 08:19:59 น. ]
     [ IP Address : 202.44.228.8 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (นอย)

ขอบคุณ คุณโจโจ้ที่ให้ข้อมูลค่ะ
ิดิฉันก็ยังไม่เคยไปของคุณแม่สิริที่ๆมีคนมากสักครั้งค่ะ
เลยยังไม่รู้ว่าวิทยากรและบรรยากาศเป็นอย่างไร
ที่ๆเคยไปนั้นมีโยคีแค่ 50-60 คนเองค่ะ
แต่มีวิทยากรอย่างน้อยครั้งละ 5 คนค่ะ
บางครั้งก็มีวิทยากรมากถึง 7 คนเลยค่ะ
แล้ววิทยากรทุกท่านก็ใจดีทั้งนั้นเลยค่ะ
แล้วก็เอาใจใส่เป็นรายบุคคลด้วยค่ะ
แต่ก็คงจะไม่เท่ากันทุกคนหลอกค่ะ
ขึ้นกับว่าใครเข้าหาวิทยากรมากแค่ไหน
เพราะวิทยากร 1 ท่านต่อโยคี 10 คน ก็ยังเป็นจำนวนที่มากอยู่ดี

ส่วนเรื่องกินเจ ที่ไปเขาก็มีการอธิบายให้ฟังว่า
ไม่ได้บังคับ หรือเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทานนะค่ะ
ซึ่งการจัดเตรียมอาหารก็เป็นเรื่องของเจ้าของบ้านที่เขาจะเตรียมให้ค่ะ
ถ้าเจ้าของบ้านเขาสะดวกและคิดว่าการทานอาหารเจเป็นสิ่งที่ดี
เราก็ทานอาหารเจค่ะ ถ้าเจ้าของบ้านเขาสะดวกให้ทานอาหารไม่เจ(มีเนื้อสัตว์)
เราก็ทานเนื้อกันค่ะ ส่วนที่ๆไปนั้นเจ้าบ้านเตรียมอาหารมังสวิรัตให้ค่ะ

เรื่องการปฏิบัติเป็นกลุ่มใหญ่ที่เป็นปัญหาอยู่วิทยากรที่ไปสอนก็ทราบค่ะ
พอดีได้มีโอกาสไปคุยกับอาจารย์เรณู(หัวหน้าวิทยากรกลุ่มนี้)ตอนเลิกนะค่ะ
และอาจารย์เรณูก็ทราบด้วยว่าบางครั้งวิทยากรที่สอนบางคนก็ยังไม่เก่งพอ
ที่สอนไม่ตรงกัน หรือที่สอนเพี้ยนไปก็มี
แต่อาจารย์ก็บอกว่าเป็นปัญหาที่แก้ยาก
เนื่องจากว่าตอนนี้กลุ่มการปฏิบัติได้ขยายตัวไปมาก
วิทยากรเดิมก็ดูแลวิทยากรใหม่ได้ไม่ทั่วถึง
อาจารย์เองก็บอกว่า
ตัวท่านเองเดี๋ยวนี้ก็ไม่ค่อยได้ไปดูแล(ไปบรรยาย)ที่ยุวพุทธแล้ว เพราะคนมาก

เรื่องแบบนี้ก็เป็นเรื่องของความเสื่อมนะค่ะ
เมื่อมีการเกิด การเติบโตขึ้น ความเสื่อมถอยย่อมตามมา
ปัญหาก็มีแต่ เขาจะยอมรับว่ามีความเสื่อมได้แค่ไหน
จะมีการปรับปรุงได้ไหม ไม่ใช่รู้ว่าไม่ดีแล้วยังดันทุรังทำไป
แต่โดยส่วนใหญ่จะไม่รู้ว่าที่ทำนะไม่ถูกหรือไม่ดีหรอกค่ะ....เฮ้อ
ก็อย่างที่ว่าถ้าไม่ดีก็น่าจะปล่อยให้เลิกหรือล้มไป(ให้ตายไปนะค่ะ)
แต่คนส่วนใหญ่จะให้อะไรตายไปหรือเปลี่ยนแปลง ก็คงเป็นเรื่องยาก(ยิ่งไม่รู้ตัว ยิ่งยากค่ะ)
นอกจากมีปัจจัยภายนอกมาเปลี่ยนแปลง (ถ้าใช้ภายในไม่ได้ ก็ต้องใช้ภายนอกค่ะ)
มีใครอาสาเป็นปัจจัยบ้างไหมค่ะ ^v^

สงสัยจะพูดมากไปแล้วค่ะ
แต่ที่พูดมาทั้งหมดไม่ได้มาพูดแก้ตัวให้ยุวพุทธนะค่ะ
แล้วก็ไม่ได้มาพูดเพื่อขัดแย้งกับคุณโจโจ้ด้วยค่ะ
แต่อยากมาบรรยายสภาพที่ไปพบให้ฟังกัน
และปัญหาที่แม้แต่วิทยากรเองก็ทราบ แต่ไม่รู้จะแก้อย่างไร
จะให้กลับไปดีเหมือนตอนที่มีแต่คุณแม่สิริและวิทยากรฝึกกันเองก็คงไม่ได้
สรุป เกิด แก่ เจ็บ ตาย ค่ะ

 จากคุณ : นอย [ 24 ส.ค. 2542 / 09:28:29 น. ]
     [ IP Address : 130.130.68.5 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (snow_creeper)

เรื่องของการนั่งสมาธิแล้วเพี้ยนๆไปเนี่ย เกิดขึ้นกับคนใกล้ที่ที่รักที่สุดคนนึงค่ะ เพราะเขาคนนั้นเป็นคนเงียบชอบเก็บตัว
อยู่บนห้องอ่านหนังสือธรรมะตลอด ทั้งๆที่ในตอนนั้นน่าจะอ่านหนังสือโป๊ เที่ยวเล่นกับเพื่อนๆ บางทีอาจเป็นเพราะ
สภาวะแวดล้อมทางบ้านก็ได้ทำให้เขาคนนั้นนั่งสมาธิจนเพี้ยนไป และเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลจุฬาประมาณเกือบปี
ทำให้คุณแม่ไม่อยากให้ไปสุงสิงกับพุทธศาสนาอีก ตอนนี้ก็เลยมีปัญหาเล็กน้อยกับคุณแม่บ่อยๆ ตอนนี้เขาคนนั้นเป็นคนปกติ
แล้ว ถึงแม้เรามักจะคุยกันเรื่องธรรมะบ่อยๆ แต่เขาก็ไม่ได้ค่อยนั่งสมาธิอีก เฮ้อ พุทธศาสนามีคุณอนันต์มีโทษมหันต์ได้เหมือน
กันแฮะ

 จากคุณ : snow_creeper [ 24 ส.ค. 2542 / 09:53:59 น. ]
     [ IP Address : 161.200.255.163 ]


 ความคิดเห็นที่ 18 : (นายโจโจ้)

ผมคงไปเจอในยุคที่เสื่อมแล้วน่ะครับ ไปที่ยุวพุทธิกสมาคมที่บางแคเลยครับ

ปัญหาที่พบก็คืออย่างที่เรียนไว้แล้ว ผมเชื่อว่าสมัยก่อนก็น่าจะดี แต่ทำให้นึกถึง
ที่ครูบาอาจารย์พูดไว้ ว่าถ้าจะสอนคน ต้องเอาตัวเองให้รอดก่อน ถ้าตัวเองยังสุกๆดิบๆ แล้วจะสอนกราดไป เกิดผลเสียขึ้นมา จะรับผิดชอบแก้ไขกันไม่ไหว ก็เห็นจริงขึ้นมาเลยครับ

 จากคุณ : นายโจโจ้ [ 24 ส.ค. 2542 / 14:36:05 น. ]
     [ IP Address : 203.149.34.240 ]


 ความคิดเห็นที่ 19 : (นายโจโจ้)

ครั้งที่ผมไปนั้น ถึงกับสอนทางลำโพงกันแล้วครับ แล้วสอนทีละเป็นร้อยคนขึ้นไปครับ คิดดูละกัน มีห้องเรียนสองชั้น ชั้นละกี่ห้องไม่ได้นับ คงจะสัก 3-4 ห้องต่อชั้น คนนั่งกันเต็มห้องเลยครับ ไม่ทราบว่าผู้รับผิดชอบทราบผลการสอนบ้างหรือไม่ =(

 จากคุณ : นายโจโจ้ [ 24 ส.ค. 2542 / 17:30:48 น. ]
     [ IP Address : 203.149.34.133 ]


 ความคิดเห็นที่ 20 : (หนู)

มาเล่าเรื่องการปฏิบัติธรรมแนวคุณแม่สิริต่อ แต่ไม่เล่ายาว
คืออยากจะบอกว่า ที่ได้พบประสพมา ทั้งคุณแม่สิริและวิทยากรที่ได้เจอ จะใจดี มีเมตตา สอนถูก สอนดี และรู้จริงทั้งนั้นค่ะ 
ไม่ได้มีอะไรขัดกับที่ได้เรียนรู้จากทางลานธรรมแห่งนี้เลย 
แม้ว่าเรียนกับคุณแม่สิริ อาจจะไม่ได้ละเอียดลึกซึ้งถึงขั้น
(เพราะคนมันเยอะ) แต่โดยรวมแล้ว
ก็เป็นในแนวนี้ คือเน้นเรื่องการกำหนดสติให้ทันปัจจุบัน
การรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่เสมอ 

ถ้าเทียบว่าที่เรียนมากับคุณแม่สิริละเอียดขั้นนึงแล้ว
มาที่นี่ก็ละเอียดยิ่งขึ้นไปอีก 
คิดว่าการที่มาเจอกับกัลยาณมิตในที่นี้
ยิ่งเป็นการ confirm believe  ว่าเรามาถูกทางแล้ว 
แถมยังได้เรียนรู้ขั้นละเอียดลึกซึ้งขึ้นไปกว่าเดิม
ว่าการกำหนดสติโดยแท้จริง มันเป็นอย่างไร

และส่วนมากที่ตัวเองได้เข้าไปปฏิบัติในแต่ละแห่ง (หลายปีมาแล้ว)
จะมีคุณแม่สิริ และวิทยากรเจ้าประจำมาสอนด้วยตลอด 
(มีอาจารย์เรณูเป็นต้นค่ะ  ส่วนท่านอื่นตอนนี้นึกชื่อไม่ออก) 
ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็คงไม่มีแล้ว เพราะแต่ละท่านก็แก่ตัวลง
คุณแม่สิริเองก็สอนไม่ไหวแล้ว 
ก็อย่างที่คุณนอยว่า ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีเสื่อมไปเป็นธรรมดา 

จริงๆที่บ้านที่เชียงใหม่ ก็เป็นบ้านวิปัสสนา
มีจัดอบรมทุกปีเหมือนกันค่ะ
จะรับประมาณ 50-60 คน มีวิทยากรเจ้าประจำมาสอน
และมีผู้บรรยายธรรมเช่น คุณหมอนินาท ชินะโชติ 
อาจารย์นิศา เชนะกุล เป็นต้น 
แต่ก็ไม่ได้กลับบ้านช่วงที่มีจัดอบรมมาหลายปีแล้ว 
ไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้เป็นยังไงบ้าง
(แต่ยังไงก็เชื่อว่า ไม่เหมือนที่ยุวพุทธแน่ อิอิ)

จริงๆไม่เคยไปที่ยุวพุทธ เลยไม่กล้าพูดอะไรมาก
แต่อ่านจากที่คุณโจโจ้เล่ามา ก็น่าเห็นใจจริงๆ 
ถ้าคนที่ไม่เคยมีพื้นฐานมาก่อน
ไปปฏิบัติธรรมครั้งแรกแล้วเจอแบบนี้ (ต้องฟังทางลำโพงอีกด้วย)
ก็อาจจะไม่เข้าใจ และหลงผิดไปได้

มาคิดๆดูแล้ว  การปฏิบัติธรรมจริงๆ ถ้าจะให้ดี
ไม่ควรไปในที่ๆคนเยอะๆ อย่างเช่นศูนย์อบรมที่รับคนเป็นร้อยๆ
หรืออย่างที่วัดพระธรรมกายเป็นต้น
เพราะมันจะไม่ได้อะไรจริงจังเท่าไหร่
อย่างดีก็เป็นแค่พื้นฐาน แล้วก็ต้องมาขวนขวายเองทีหลัง 
ถ้ารักที่จะมุ่งทางนี้จริงๆ

สิ่งที่ทำให้แน่ใจว่าตัวเองมาถูกทางก็คือ 
การได้พบว่าทุกคนพูดเหมือนอย่างเดียวกันหมด
ในเรื่องการปฏิบัติธรรมที่แท้จริง
คุณแม่สิริเคยบอกไว้ตอนที่เข้ามาปฏิบัติครั้งแรก (อายุซัก 14-15)
ว่าทางสายนี้เป็นทางสายเอกและทางสายเดียวเท่านั้น
คือ สติปัฏฐาน 4 
การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน  สติ คือสิ่งที่สำคัญที่สุด
ที่จะนำเราไปสู่มรรคผลนิพพานได้  นั่งสมาธิ เดินจงกรม
ก็ยังไม่สำคัญเท่าการกำหนดสติให้ทันปัจจุบัน
ตามรู้ตัวทั่วพร้อมของกาย เวทนา จิต ธรรม 
ควรพยายามปฏิบัติเพื่อให้เห็นความเกิดดับของรูปนาม 
(แต่จนป่านนี้ หนูก็ยังมองไม่เห็นซักทีน่ะค่ะ อิอิ) 

สมัยก่อนมีปัญหาทางธรรมไปถามคุณแม่สิริ
(เช่นเวลานั่งสมาธิแล้ว รู้สึกอย่างนั้นอย่างนี้) 
คุณแม่ก็จะถามกลับว่า กำหนดรู้ (สติ) ทันรึเปล่า 
จนตอนหลัง มีอะไรก็ชักขี้เกียจไปถามท่านละ
เพราะท่านก็บอกเหมือนเดิม 

แต่จุดอ่อนที่สังเกตุได้อย่างนึงคือเรื่องญาณ 16 
คือบางทีท่านบอกเราว่ามันเป็นอาการของญาณ 
เช่นตอนนั้นนั่งสมาธิแล้วขาหาย ไปเล่าให้ท่านฟัง
ท่านบอกว่าเป็นอาการของญาณ 4 (หรือ 5) เรียกว่าภังคญาณ
(แล้วถามเราว่ากำหนดทันรึเปล่า)
เราก็หลงดีใจว่าเราได้ตั้งญาณ 4 (หรือ 5) แล้ว
แต่ตอนหลังพอมาเรียนรู้มากขึ้น เราก็คิดว่ามันคงไม่ใช่ญาณหรอก 
คงเป็นแค่อาการทางกายเฉยๆน่ะ 
นั่งไปนานๆบางทีมันเหน็บชามากๆ
ก็อาจจะรู้สึกเหมือนร่างกายบางส่วนหายไปได้ 

บางทีท่านก็เล่าสนุกๆ ว่ามีญาณนึงเรียกภาษาชาวบ้านว่า
ญาณหอบเสื่อ  ผู้ปฏิบัติบางคนอาจจะรู้สึกเบื่อหน่ายมาก
และรู้สึกอยากกลับบ้าน ไม่อยากปฏิบัติต่อแล้ว
แต่จริงๆเป็นอาการของญาณ  และท่านก็เล่าตัวอย่างให้ฟัง
ทีนี้คนที่ไม่รู้บางคน พอเกิดความเบื่อหน่ายขึ้นมาเอง
อาจจะนึกว่าตัวเองได้ญาณแล้วก็ได้  
เรื่องอย่างงี้ก็แล้วแต่วิจารณญานของคน 
บางทีฟังท่านเล่าไม่รู้เรื่อง จับจุดที่ท่านต้องการจะสื่อไม่ได้ 
ก็เข้าใจผิดไป แล้วบางทีก็หลงไปเลย

ว่าจะเล่าสั้นๆ ไหงไปๆมาๆ ยาวขนาดนี้ได้ 
แถมตอนนี้ลืมไปหมดละว่าอยากจะบอกอะไรอีก 
งั้นก็เอาแค่นี้ก่อนแล้วกันค่ะ

อ้อ นึกได้อีกอย่างคือ รู้สึกสงสารคุณแม่สิริเหมือนกัน
ที่พอ course ของท่านมหาชนขึ้นเรื่อยๆ
(ก็ทำให้เกิดการสอนผิดเพี้ยนไปบ้าง)
ชื่อของท่านก็เลยพลอยเสียไปด้วย โดยที่ท่านก็ทำอะไรไม่ได้ 
แต่ของอย่างนี้มันอนิจจัง  ธรรมะที่พระพุทธเจ้าท่านสอนเอง
ก็ยังถูกทำให้ผิดเพี้ยนไปได้ในกาลต่อมา 
ก็แล้วแต่บุญใครบุญมันละกันค่ะ



 จากคุณ : หนู [ 24 ส.ค. 2542 / 17:46:18 น. ]
     [ IP Address : 203.145.3.205 ]


 ความคิดเห็นที่ 21 : (Passer-bY)

ขอเล่าอาการต่อครับ
การการได้ได้เห็นอาการของน้องคนนั้นมาเมื่อวานนี้ แย่กว่าที่คิดไว้มากเลยครับ เขาเหลือสติรู้ตัวเหมือนกับเด็ก 3-4 ขวบ รู้เรื่องและจำได้ทุกอย่าง แต่จะเล่นทั้งวันทั้งคืน หมอให้ยานอนหลับ
ไปแล้วแต่ก็ไม่ยอมนอน และบอกว่ากำลังต้านยาอยู่ เพราะพระพุทธเจ้าสอนไว้ไม่ให้ประมาท คนเราจะตามเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ และยังพูดว่า อย่ากให้รู้ว่าผู้หญิงก็ปรินิพานได้ ตอนนี้เป็นอัมตะแล้ว ถ้าอยากอรัสรู้ค้องมีความเชื่อ ต้องเชื่อว่าตรัสรู้ก่อน
และอีกมากเลยครับ แต่พูดรู้เรื่องดีสนุกด้วยพูดไปหัวเราะไปเหมือนคนตอนที่อยู่ในกลุ่มเพื่อนและสนุกสุดขีด
แถมตอนผมจะขอกลับเขายังไม่ยอมให้กลับ ก็เลยถามว่าแล้วจะให้ไปเมื่อไหร่ เขาก็บอกว่า อืมไปเถาะ แล้วก็หันหลังเดินไปหาเพื่อนที่มาเยี่ยมพร้อมทั้งท่องคำว่า ปล่อยวางๆๆ

 จากคุณ : Passer-bY [ 24 ส.ค. 2542 / 18:54:05 น. ]
     [ IP Address : 202.28.162.10 ]


 ความคิดเห็นที่ 22 : (Lee)

จริงๆ แล้ว เราโทษสมาธิ สมถะ กันว่าทำให้เกิดอาการวิปลาสกันได้

ผมไม่แน่ใจว่ามันเป็นเหตุหรือผล

จริงๆ อาการนี้ทางแพทย์เรียกว่า จิตเภท มีหลายอย่าง
เช่น  Schizophrenia (จิตเภท) พวกนี้จะมีอาการ หลงว่าตนเก่ง เป็นอัจฉริยะ บางครั้งก็มีความหลงอยู่ในโลกของตน เป็นโลกที่ตนเองสร้างขึ้น

อีกกลุ่มก็มี Manic-Depression Psychosis กลุ่มนี้มีอาการสลับไปมาระหว่าง อาการรื่นเริงเกินเหตุ สลับกับซึมเศร้าสุดๆ กลุ่มนี้ฆ่าตัวตายบ่อยๆ  บางทีต้องถามกันตรงๆ ว่าคิดจะฆ่าตัวตายหรือเปล่า  ถ้าตอบว่าคิด ( พวกที่คิดจะตอบจริงๆ) ต้องรับไว้รักษาในโรงพยาบาล
พวกนี้จะร่วมกับความหลงผิดได้ และมีความระแวงว่ามีคนทำร้ายอะไรเป็นต้น 

สิ่งที่แปลกคือคนไข้กลุ่มนี้ที่ผมเจอในประเทศเรา ( ผมไม่เคยดูคนไข้ที่เป็นคนต่างประเทศ และ ผมไม่ใช่จิตแพทย์ เพราะฉนั้นจะมีประสพการณ์นี้ไม่มากนัก ) มักจะมีเรื่องการนั่งสมาธิ การเห็นภูติผี  การมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาสัมพันธ์ด้วย จนบางทีผมเองยังงงๆ ว่าจริงๆนี่มันเรื่องจริง หรือเรื่องคิดเองเห็นเองในหัวคนไข้

คนไข้กลุ่มนี้ สามารถรักษาได้ ในปัจจุบันดีพอสมควร โดยการใช้ยา  คนดังๆในบ้านเมืองเรา ก็เป็นโรคนี้  และทานยากันอยู่ ( ความลับๆ)

สาเหตุของโรคนี้ ---> ไม่ทราบชัด แต่มีปัจจัยหลายอย่าง  ตั้งแต่การเลี้ยงดูตั้งแต่เด็ก  ปัญหาทางพัฒนาการ  บุคคลิกภาพ บางอย่าง  ภาวะบีบคั้นต่างๆ ก็ทำให้เกิดการโลกในฝัน แล้วกระโจนไปอยู่ในนั้นก็ได้  ทำให้เกิดโรคนี้

ฟังที่ โจโจ้ เล่าให้ฟัง ถ้าหากสภาวะแวดล้มที่เคร่งเครียดเป็นอย่างนั้น และตัวคนไข้เองมีแนวโน้มที่จะเป็นได้ การนั่งสมาธิ หรือ การ ฝึกที่ผิดวิธี ก็เป็นเพียงเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโลกแห่งความฝันของผู้ป่วย
แล้วก็เกิดความยึดมั่น และ หลงในโลกนั้นๆ 

รักษาได้ผลพอควร ถ้ารักษาจริงจัง  แต่ต้องรักษายาวนาน 
ช่วงที่กำลังรักษา ห้ามทำจิตวิเคราะห์ หรือ ศึกษาจิต เพราะ จะยุ่งมากกว่าครับ

ถ้ามีจิตแพทย์ในนี้ก็เพิ่มเติมข้อมูลให้ก็จะดีครับ


 จากคุณ : Lee [ 24 ส.ค. 2542 / 19:49:45 น. ]
     [ IP Address : 168.120.254.30 ]


 ความคิดเห็นที่ 23 : (นายโจโจ้)

ผมก็ไม่คิดจะแย้งใครครับ =) เพราะสิ่งที่ผมไปพบมาก็เป็นมุมๆหนึ่งจากหลายๆมุมที่แต่ละคนเจอมาไม่เหมือนกัน ถ้าจะพูดว่ากรรมใครกรรมมันหรือบุญใครบุญมัน ก็ย่อมพูดได้ครับ ว่าแต่ว่า ถ้าเราทำให้ดีขึ้น ละเอียดถี่ถ้วนขึ้น ไม่ปล่อยปะละเลย โอกาสที่จะทำให้คนเพี้ยนไปก็ต้องน้อยลง จริงไหมครับ เราเปลี่ยนกรรมใครไม่ได้ แต่เลือกทำดีที่สุดได้ไม่ใช่เหรอครับ =) ถ้าเราได้ทำดีที่สุดแล้ว ไม่มีอะไรจะปรับปรุงแล้ว ปราศจากความละเลยแล้ว โอกาสที่ผลลัพธ์จะออกมาไม่ดีนั้นก็ต้องน้อยลง =)

 จากคุณ : นายโจโจ้ [ 24 ส.ค. 2542 / 22:34:02 น. ]
     [ IP Address : 203.149.34.173 ]


 ความคิดเห็นที่ 24 : (เกิดแต่ตม)

ผมเห็นด้วยกับคุณหมอ Lee ครับ
ผมไม่เคยพบคนที่เกิดสติวิปลาสจากการนั่งสมาธิมาก่อน
ที่เห็นมามีแต่ เริ่มมีอาการทางจิตแล้วจึงมาสนใจนั่งสมาธิ
เพราะศาสนาทุกศาสนาเป็นที่พึ่งทางใจครับ ตอนเริ่มจะเป็นใหม่ๆ
เค้าจะเริ่มสนใจศาสนาเป็นพิเศษ พวกคริสต์ก็อาจเอารูปพระเยซูมา
ลูบมาคลำ ไปสวดมนต์หน้าโบสต์ที่เค้าลือว่าพระเจ้าสถิตอยู่
ส่วนทางพุทธก็อย่างนี้แหละครับ จะมีอะไรดึงดูดใจมากไปกว่านั่งสมาธิ
คนจะบ้ามันก็บ้าครับ เพียงแต่จะช้าหรือเร็ว อย่าไปโทษสมาธิเลยครับ
คนเป็นโรคจิตหรือ schizophrenia มักมีอาการต่างจากคนที่
ได้ธรรมขั้นสูงแต่สติวิปลาสดังนี้ครับ ลองเลียบๆเคียงๆถามน้อง
คนนั้นดู
1. หลงความยิ่งใหญ่ อย่าถามเรื่องนิพพานครับ เพราะเราอาจไม่รู้ว่าเค้ารู้จริงเปล่า
แต่ให้ถามว่าเป็นพระพุทธเจ้ากลับชาติมาเกิดหรือเปล่า เป็นพระเจ้า
หรือบุตรของพระเจ้าหรือเปล่า พวกนี้มักจะบอกว่าใช่
2. หูแว่ว ภาพหลอน อันนี้อาจจะแยกออกจากอภิญญายาก แต่ลองทดสอบ
ที่เค้าบอก ว่าถูกหรือเปล่า ร้อยเอาเก้าสิบเก้ามั่วเอาครับ แล้วผู้ได้อภิญญา
ถ้าไม่ชำนาญจริงก็ต้องทำจิตให้เป็นสมาธิก่อน ไม่ใช่คุยไปหัวเราะเอิ้กอ้าก
แล้วพูดออกมา
3.คิดว่ารู้ความคิดคนอื่น อันนี้ทดสอบได้เหมือนข้อ2
4.คิดว่าคนอื่นรู้ความคิดตัวเอง อันนี้เพี้ยนแน่นอนครับ
5.คิดว่าคลื่นสมองตัวเองแผ่ออกไป ใครก็ได้ยิน อันนี้เพี้ยนครับ
พระพุทธเจ้าเทศน์สอนมนุษย์ยังต้องตรัสเลยครับ
6.หวาดระแวง กลัวคนปองร้าย บางทีกลัวแม้กระทั่งคนใกล้ชิด เช่น
พ่อแม่ญาติพี่น้อง
7.เดี๋ยวหัวเราะ เดี๋ยวร้องไห้ อารมณ์ไม่คงที่ ถ้าเกิดจากสมาธิจะไม่เป็นครับ
จะหลงอย่างเดียว
8.ถ้าเป็นโรคจิต ทานยารักษาจะดีขึ้น แต่ถ้าเกิดจากสมาธิ ต้องรักษา
ด้วยสมาธิไม่งั้นไม่หายครับ

ขออนุโมทนาจิตอันเป็นกุศลของคุณ Passer-bY ที่อยากช่วยเหลือรุ่นน้องครับ
โรคทางจิตก็คล้ายโรคทางกายละครับ ผมว่าปล่อยให้หมอเค้ารักษาดีแล้วครับ
เดี๋ยวนี้ยาดี รักษาให้เกือบเป็นปกติได้ ถ้ายอมทานยาต่อเนื่อง
สุดท้ายก็ต้องถือเป็นกรรมที่เจ้าตัวทำมาแหละครับ



           หมอแพทย์ทายว่าไข้       ลมคุม
           โหรว่าเคราะห็แรงรุม     โทษให้
           แม่มดว่าผีกุม            ทำโทษ
           ปราชญ์ว่ากรรมเองไซร้    ท่านสร้าง มาเอง





 จากคุณ : เกิดแต่ตม [ 25 ส.ค. 2542 / 08:38:43 น. ]
     [ IP Address : 144.92.44.76 ]


 ความคิดเห็นที่ 25 : (Passer-bY)

ขอบคุณคุณเกิดแต่ตมมากครับที่ช่วยแยกแยะให้
ทีน้องคนนั้นเป็นมีอาการตามข้อ 1 2 3 ครับ
เคยพยายามสะกดจิตผม แล้วก็คิดว่าตนเองอยากให้อะไรเป็นยังงัยก็จะเป็นยังงั้นครับ
ไม่แน่ใจว่าเพราะหลงในสมาธิเลยบ้า หรือว่าจิไม่ปกติก่อนแล้วมาสนใจสมาธิกันแน่ครับ

 จากคุณ : Passer-bY [ 25 ส.ค. 2542 / 10:52:47 น. ]
     [ IP Address : 202.28.162.10 ]


 ความคิดเห็นที่ 26 : (deedi)

ไม่ทราบว่ากระทู้นี้ผ่านตาไปหลายวันได้อย่างไร
เพิ่งเห็นวันนี้เอง

ดิฉันอ่านด้วยความไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่ง
เพราะดิฉันก็ลูกศิษย์คุณแม่สิริ กรินชัยเหมือนกัน
เคยได้ยินครูบาอาจารย์ (คุณแม่สิริ มีวิทยากรช่วยสอน
หลายท่าน ก็นับเป็นครูบาอาจารย์ดิฉันเหมือนกัน
รวมทั้งดิฉันมีครูบาอาจารย์อีกหลายท่านเป็นพระภิกษุ)
ท่านเล่าหลายๆ กรณี เท่าที่ได้ยินได้ฟัง มีสองกรณีที่จะ
ฟั่นเฟือนไปได้เมื่อมาฝึกสมาธิหรือวิปัสสนาก็ตาม

กรณีแรก คนธรรมดา จิตค่อนข้างปกติเหมือนคนทั่วไป
มาฝึกวิปัสสนากรรมฐานซึ่งต้องมีสติกำหนดรู้อยู่ตลอดเวลา
ทุกขณะจิต แต่กลับไม่ได้ตั้งสติ คล้อยไปตามสมาธิ ปฏิบัติ
จนไม่ยอมพักยอมนอน ครูบาอาจารย์ให้พักก็แอบลุกขึ้นมาทำสมาธิ
ถ้าจำไม่ผิดครูบาอาจารย์บอกว่าต้องแก้ด้วยการฝึกสติให้เยอะๆ
คุณแม่สิริยังเคยเล่าถึงคนงานที่บ้านท่านคนหนึ่ง ก็หลงสมาธิ
นี่แหละ ท่านก็เลยให้เลิกนั่งสมาธิไปก่อน แล้วมานั่งฝึกสติ
รู้ตัวในสิ่งที่กำลังทำอยู่เช่นกำลังทำครัว กวาดบ้านก็มีสติรู้ตัว
ไปเรื่อยๆ เห็นท่านว่าเค้าก็ดีขึ้นค่ะ

กรณีที่สอง คล้ายๆ กับที่คุณ lee และคุณ เกิดแต่ตม
เขียนมาข้างบน คือ มีความผิดปกติทางจิตอยู่พอสมควรแล้ว
หรือพวกจิตอ่อน แต่ไม่มีใครรู้ คราวนี้เมื่อมาฝึกสมาธิหรือวิปัสสนา
ก็ตาม แล้วไม่ค่อยเชื่อที่ผู้สอนบอกให้มีสติ สนุกไปกับสมาธิ
ได้พบประสบการณ์ต่างๆ เช่นนิมิต วิปัสสนูปกิเลสต่างๆ
ก็ไปเลย มีอีกเหมือนกันที่คุณแม่สิริท่านเล่า นี่ก็คิดว่าตัวเอง
สำเร็จแล้ว เป็นพระอรหันต์แล้ว รายนี้คุณแม่สิริท่านห้ามแล้ว
ไม่ให้แอบไปนั่งสมาธินอกเวลาปฏิบัติ แต่ไม่เชื่อ พอเช้าวันหนึ่ง
ก็แสดงอาการออกมาเลย รู้สึกรายนี้จะไปอยู่โรงพยาบาลปีหรือ
สองปีนี่ล่ะค่ะ (ดิฉันจำรายละเอียดได้ไม่ค่อยแม่นเท่าไหร่)
ตอนนี้ก็รู้สึกจะปกติแล้ว

ทั้งสองกรณีนี่สรุปเอาเองจากที่ได้ยินได้ฟังนะคะ

บางรายที่เป็น ถ้าอยู่ในระหว่างปฏิบัติ ๗ วัน (คอร์สคุณแม่สิริ
มีความยาวคราวละ ๗ คืน ค่ะ) และครูบาอาจารย์ทราบ ท่าน
ก็จะรีบแก้ให้ค่ะ ถ้าแก้ไขเร็วและผู้เป็นยอมเชื่อฟังก็ง่ายหน่อยค่ะ

กรณีของรุ่นน้องคุณ Passer-bY ดิฉันจะลองเรียนถามครูบาอาจารย์
ดูให้ดีไหมคะ   เดี๋ยวบ่ายนี้ดิฉันจะลองติดต่อครูบาอาจารย์ดูนะคะ
(ไม่ทราบจะติดต่อได้หรือไม่ด้วยสิ) หรือถ้าคุณ Passer-bY ต้องการ
ให้ดิฉันช่วยสอบถามอะไร ก็บอกมาได้ในกระทู้นี้นะคะ เดี๋ยวค่ำๆ
จะเปิดมาดูอีกทีค่ะ

(ตั้งแต่เมื่อวานเย็นเครื่องดิฉัน hang บ่อยมากเวลา login เข้ามา
โดยเฉพาะช่วงค่ำและดึก เมื่อเช้าก็ hang หลายครั้ง
หวังว่าคืนนี้คง login เข้ามาดูได้)

 จากคุณ : deedi [ 25 ส.ค. 2542 / 13:51:02 น. ]
     [ IP Address : 203.146.70.139 ]


 ความคิดเห็นที่ 27 : (เกิดแต่ตม)

คุณ Passer-bY ครับ
ผมเรียงคำถามตามความสำคัญในการวินิจฉัยโรคครับ
ลงถ้ามีทั้งข้อ 1 2 3 ก็แน่นอนว่าเป็นโรคจิตเภทครับ
ลองเลียบเคียงถามคุณแม่หรือเพื่อนสนิทน้องเค้าสิครับ
รับรองว่ามีอาการมาตั้งแต่ก่อนนั่งสมาธิแล้ว
คนที่หลงจากสมาธิก็อีกแบบนึงครับ ไม่ใช่แบบนี้
คงต้องพึ่งยาพึ่งหมอละครับ

 จากคุณ : เกิดแต่ตม [ 26 ส.ค. 2542 / 10:30:59 น. ]
     [ IP Address : 144.92.44.76 ]


 ความคิดเห็นที่ 28 : (meenok)

คุณ Passer-bY คนไข้รักษากับคุณหมออะไรครับ ผมรู้จักคุณหมอที่นั่นครับเมล์มาคุยหน่อยครับ
meenok@hotmail.com

 จากคุณ : meenok [ 26 ส.ค. 2542 / 19:06:58 น. ]
     [ IP Address : 202.44.144.100 ]


 ความคิดเห็นที่ 29 : (นายโจโจ้)

ไปพบกับน้องเค้ามาแล้วครับ นั่งคุยกันอยู่กว่าสองชั่วโมง ได้ข้อมูลมามากทีเดียว ที่สำคัญคือสภาพจิตของน้องเค้า ผมขอสรุปย่อๆไว้ดังนี้ครับ

สาเหตุคือความเครียดน้องเค้าเคี่ยวเข็ญร่างกายตัวเองมากสุดๆ เดิมก็เครียดจะแย่อยู่แล้ว แล้วที่ไปปฏิบัติกับคุณแม่สิริ ก็เป็นการเสริมความเครียดหนักเข้าไปอีก ผมต้องเรียนว่า **ทุกคน** ที่ผมรู้จักที่จบจากที่นี่ ไม่เคยพบผู้ที่รู้จัก "ตัวรู้" อย่างแท้จริงเลยแม้แต่คนเดียว เท่านั้นยังไม่พอ ที่เจอมาทั้งหมดยกเว้นคุณ deedi มีความเครียดสะสมในจิตใจมากกว่าคนปกติทั่วไปที่ไม่ได้ไปเสียอีก

นับว่าน่าเป็นห่วงมากครับ สำหรับการไปปฏิบัติกับคุณแม่สิริ ผมไม่สามารถวิจารณ์ตัวคุณแม่สิริได้เพราะไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว แต่ถ้าสอนจนคนกลายเป็นแบบนี้ออกมาได้ น่าจะมีใครไปเรียนท่านสักหน่อยแล้วนะครับ

น้องเค้ายืนยันครับ ว่าระหว่างที่เค้าไปปฏิบัตินั้น เค้าเครียดมาก และไม่มีใครช่วยเค้าแก้ได้เลย สาเหตุคือไม่มีครูที่ปฏิบัติสมถะจนจิตมีความคมและมีกำลังมากพอที่จะดูแลศิษย์จำนวนมากๆ การสอนวิปัสสนา ที่สำคัญที่สุดที่ผมทราบคือครูที่จะสอนให้ได้ผลและดูแลลูกศิษย์ได้จะต้องมีเจโตปริยญาณ ไม่งั้นจะเอาอะไรไปดูว่าลูกศิษย์กำหนดจิตถูกหรือไม่ ถ้าไม่มีความสามารถรู้วาระจิตลูกศิษย์ได้ ที่ทำได้ทั้งหมดก็แค่ท่าทางภายนอก ซึ่งถ้าจะสอนให้ได้ผล ต้องใช้ระยะเวลาที่ยาวนาน อาจจะหลายเดือนเป็นอย่างน้อย แต่ไม่ใช่ 7 วันอย่างแน่นอน

นี่เป็นข้อสรุปของความเห็นผมที่มีต่อกรณีทั้งหมดนี้ครับ วันอาทิตย์หน้าช่วงเย็นก็จะไปพบกับน้องเค้าอีก และคงจะไปทุกสัปดาห์ถ้าไม่ติดงานด่วนอื่นๆ ถ้าใครสนใจจริงๆ ก็ลองติดต่อกันดูนะครับ ผมเองไม่มีสิทธิจะพาใครไป คงต้องปล่อยให้คุณ Passer-by เป็นผู้พิจารณาแล้วครับ =)

 จากคุณ : นายโจโจ้ [ 31 ส.ค. 2542 / 00:14:04 น. ]
     [ IP Address : 203.149.2.217 ]


 ความคิดเห็นที่ 30 : (นายโจโจ้)

สรุปสั้นๆได้อีกทีว่าการสอนนั้นดี แต่เพื่อยืนยันคำว่า ยังไม่รู้จริง สอนแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้ ถ้าสอนเรื่องวิชาทางโลกชนิดที่มีการวัดผล การสอบให้เห็นเป็นจำนวน เป็นคะแนน เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน อาจารย์ผู้สอนสามารถควบคุมลูกศิษย์ไม่ให้เดินผิดทางได้ แต่ถ้าคิดจะสอนเรื่องจิต ตัวเองควรจะเอาตัวเองให้ดีก่อน ให้รอดก่อน แล้วค่อยสอนแบบมหาชน ชี้ชัดไปเลยว่าจุดที่สร้างปัญหาก็คือคำเดิมที่เคยเขียนไว้คือ ผู้สอนยังไม่มีความรู้ในเรื่องจิตดีพอ สอนเหมือนคนตาบอด ไม่รู้ว่าลูกศิษย์ไปถึงไหนแล้ว ก็เลยมีโอกาสที่จะทำจนคนเป็นบ้า เพื้ยนไปได้ครับ

ย้ำอีกทีครับ นี่ไม่ใช่การลบหลู่ แต่เป็นการวิเคราะห์อย่างชัดเจนเพื่อการสร้างสรรค์ครับ

ท่านผู้ใดไม่เห็นด้วย เชิญครับ ผมพร้อมจะชี้แจงเสมอ พร้อมจะไปพบกับคุณแม่สิริด้วย ถ้ามีลูกศิษย์ท่านใดห่วงใยชื่อเสียงของอาจารย์ท่านมากพอ =)

 จากคุณ : นายโจโจ้ [ 31 ส.ค. 2542 / 08:53:07 น. ]
     [ IP Address : 203.149.34.202 ]


 ความคิดเห็นที่ 31 : (Passer-bY)

ขอขอบคุณพี่โจโจ้มากครับที่ยอมเสียสละเวลาส่วนตัวมาดูแลน้องครับ
ทำให้หายกังวลใจไปได้ และเชื่อว่าไม่นานก็กลับเหมือนเดิม

 จากคุณ : Passer-bY [ 2 ก.ย. 2542 / 23:14:46 น. ]
     [ IP Address : 202.28.190.98 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!