จิต เกิดและดับอยู่ตลอดเวลา
 เนื้อความ :

การที่จิตเกิดและดับอยู่ตลอดเวลาอย่างรวดเร็ว
1. ทำให้เกิดผลอะไรบ้าง
2. เราควรมีท่าทีอย่างไรกับเรื่องนี้

ถามยากไปหรือเปล่าคะ  สำหรับคนถามน่ะ รู้สึกว่ายากจัง
เพราะถามตัวเองแล้วตอบไม่ได้ค่ะ

 จากคุณ : มะเหมี่ยว [ 18 ส.ค. 2542 / 20:40:27 น. ]
     [ IP Address : 202.183.252.211 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (Lostboy)

1. ลักษณะของจิตที่มันไม่เที่ยง ตั้งอยู่ไม่ได้ เกิดดับๆอยู่ตลอดเวลานี้ ทำให้ วิญญาณ สังขาร สัญญา เวทนา ทำงานไม่หยุด และเพราะเรายังมีอุปาทานอยู่ จึงทำให้เราก่อภพ ทั้งในด้านมโนกรรม วจีกรรม กายกรรม ไม่สิ้นสุด เกิดเป็นทุกข์เพราะชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ฯลฯ ตามปฏิจสมุปบาท เกิดเป็นสังสารวัฏที่ไม่มีที่สิ้นสุด

ทำไมจิตจึงเกิดดับอยู่ตลอดเวลา ?
ก็คงเพราะมันเป็นไตรลักษณ์นั่นเอง เป็นธรรมชาติของจิตที่ไหวตัวขึ้นมารู้อารมณ์(สิ่งที่ถูกรู้)แล้วดับไป
แล้วไหวตัวขึ้นมารู้อารมณ์ใหม่ๆต่อไป มันเกิดขึ้นอยู่ตลอด ตามผัสสะที่เกิดอยู่ตลอดเวลา

2. เราควรมีท่าทีอย่างไร

เราจะไปห้ามไม่ให้จิตมันเกิดมันดับ ก็ไม่ได้ เพราะมันเป็นอนัตตา
จะไปห้ามผัสสะก็ไม่ได้ ยิ่งหลับตา หูยิ่งได้ยินเสียงชัด หากปิดหูปิดตา ความคิดมันกลับไวกว่าเปิดหูเปิดตาซะอีก

สิ่งที่เราจะทำได้ก็คือ ต้องเห็นว่าจิตมันเป็นไตรลักษณ์ ต้องให้มันเห็นอย่างจับจิตจับใจ เห็นเข้าไปถึงสัญชาติญาณ
มันถึงจะเป็นเหตุปัจจัย กำจัดสัญชาตญาณเดิม คืออวิชชา จนไม่เกิดตัณหาอุปาทานเมื่อมีผัสสะกระทบได้ ทำได้อย่างนี้ก็จะไม่มีความทุกข์เกิดขึ้น

ทีนี้เราจะเห็นว่ามันเป็นไตรลักษณ์อย่างจับจิตจับใจได้อย่างไร

ก็ต้องมาเจริญวิปัสสนา มีสติเฝ้าดู การจะเห็นว่ามันเปลี่ยนแปลงได้ ก็ต้องตามดูอยู่ตลอด ตามดูมันนานพอจนมันดับไปเอง ไม่ใช่มันดับไปเพราะเราเลิกดู ตามดูจนมันซึ้งถึงจิตถึงใจ เป็นอนิจจสัญญาว่ามันไม่เที่ยงจริงๆ  สิ่งที่เรากำลังยึด ไม่ว่าจะเป็นรูปหรือเป็นนาม มันแปรปรวนเสียยิ่งกว่าน้ำ ยิ่งกว่าอากาศ เป็นอันตราย เป็นเภทภัย เป็นสิ่งน่าเบื่อ ต้องหนี ต้องหาทางไปให้พ้น
จนแน่วแน่ที่จะถอดถอนอวิชชาออกจากจิตออกจากใจไปให้หมด

ไปๆมาๆ ธรรมทั้งปวง ก็รวมลงได้ที่จิตจริงๆครับ

คำตอบก็คิดๆเอาเองทั้งนั้น หวังว่าคงจะตอบข้อสงสัยพี่มะเหมี่ยวได้บ้าง
ผิดถูกยังไงก็ท้วงกันได้นะครับ

 จากคุณ : Lostboy [ 19 ส.ค. 2542 / 00:38:35 น. ]
     [ IP Address : 161.200.255.163 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (rising_sun)

เป็นคำตอบที่คิดได้อย่างน่าอ่านเหลือเกินครับLostboy

สาธุครับ

 จากคุณ : rising_sun [ 19 ส.ค. 2542 / 07:03:57 น. ]
     [ IP Address : 203.134.32.169 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (นกเอี้ยง)

เห็นด้วยกับคุณ rising_sunอะค่ะ

 จากคุณ : นกเอี้ยง [ 19 ส.ค. 2542 / 07:41:45 น. ]
     [ IP Address : 203.154.196.22 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (สันตินันท์)

Lostboy ตอบได้ตรงใจครับ สมเป็นศิษย์มีครูจริงๆ
และครูที่มีศิษย์อย่างนี้ คงจะอายุยืนเพราะความร่าเริงใจ

ผมขอตอบอีกมุมหนึ่งนะครับ
การที่จิตเกิดดับติดต่อกันรวดเร็วนั้น
ทำให้ผู้ปฏิบัติส่วนมากไม่เห็นความเกิดดับของจิต
และเกิดความสำคัญมั่นหมายว่า จิตไม่เกิดไม่ดับ
จิตเป็นอัตตาตัวตนของตน

เราควรรู้ทฤษฎีว่า จิตเองก็เกิดดับ ไม่เที่ยง ทนอยู่ไม่ได้ ไม่ใช่เรา
แต่ไม่จำเป็นต้องเรียนจนถึงวิถีจิตละเอียดยิบ เพราะจะฟุ้งซ่านจนปฏิบัติยาก
(ถ้าจำเป็นต้องเรียนละเอียดอย่างนั้น พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้แล้วครับ)
เมื่อรู้ทฤษฎีแล้ว ก็ควรลืมเสีย อย่าจำเอามาใช้ในเวลาปฏิบัติ
แล้วลงมือเจริญสติปัฏฐานจริงๆ อย่างที่ Lostboy กล่าวไว้

เมื่อปฏิบัติไปถึงจุดหนึ่ง ก็จะเข้าใจชัดว่า
ขันธ์ 5 ซึ่งรวมทั้งจิตด้วย เป็นไตรลักษณ์
จิตก็จะลด ละ เลิก ความยึดถือขันธ์ 5 รวมทั้งจิต
เมื่อไม่ยึดขันธ์ ก็ไม่มีผู้ทุกข์อีกต่อไป

 จากคุณ : สันตินันท์ [ 19 ส.ค. 2542 / 07:53:14 น. ]
     [ IP Address : 203.151.110.205 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (จีรวุฒิ)

_/|\_ Khob khun krub

 จากคุณ : จีรวุฒิ [ 19 ส.ค. 2542 / 13:54:05 น. ]
     [ IP Address : 204.160.183.12 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (มะขามป้อม)

คุณ Lostboy ตอบได้ดีแล้วครับ ขอสรุปสั้นๆอีกครั้งนะครับ
1. เกิดวัฏสงสาร (ปฏิจจสมุปบาท)
2. ตัดวัฏสงสาร โดยการเฝ้าดู สอนจิตตัวเอง ให้ไถ่ถอนจาก อุปาทานทั้งปวง
เมื่อแรกเริ่ม ความรู้สึกอาจจะดูยุ่งเหยิง อึมครึม ไม่ชัดเจน แต่หากพากเพียร
ปฏิบัติไปเรื่อยๆ จะรู้สึกชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ครับ ว่า "ความจริง" คืออะไร

 จากคุณ : มะขามป้อม [ 19 ส.ค. 2542 / 15:19:12 น. ]
     [ IP Address : 203.150.154.5 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (รูปนามหนึ่ง)

เห็นด้วยกับทุกคความเห็นครับ
เพราะความไม่รู้ถึงธรรมชาตินี้จึงก่อให้เกิดความเห็นผิดๆมากมาย
โดยเฉพาะเรื่องอาตมัน หรือการมีวิญญาณที่เที่ยงแท้อยู่ในกายนี้
เมื่อตายไป วิญญาณก็ล่องลอยไปหาร่างใหม่ เวียนไปเรือยๆ
โดยความเป็นจริงแล้วก็มีเพียงสภาวะธรรมที่เกิดดับอย่างรวดเร็ว
ไม่เฉพาะจิตเท่านั้น เจตสิกก็เกิดดับพร้อมไปกับจิต รูปเองก็มีสภาพ
เกิดดับไม่ต่างกันไป ตามเหตุ ตามปัจจัย

แม้จะเรียนรู้โดยสุตตะและจินตาก็ไม่ทำให้จิตเห็นธรรมชาตินี้ได้
จนกว่าเราจะสร้างเหตุปัจจัย( หรือเรียกว่า เจริญวิปัสสนา หรือ
เจริญสติปัฏฐาน๔ )  ให้กับจิต  ให้จิตเห็นสภาวะธรรมตามเป็น
จริงของเขาเองเมื่อเขารู้เขาก็จะคลายความเห็นผิด เมื่อเห็นเพียงแต่
สภะวะธรรมที่เกิดดับตามเหตุปัจจัยทั้งดีทั้งเลวอยู่อย่างนั้นไม่มี
ทีท่าว่าจะหยุดหย่อนไม่รู้กี่ภพกี่ชาติ ไม่มีที่สิ้นสุด เป็นสภาพที่น่า
กลัวเหลือเกิน  ไม่มีแก่นสารสาระอะไรน่ายินดีเลย จะหนีก็หนีไม่ได้
จะบังคับก็ไม่ได้ เมื่อทำอะไรไม่ได้ ก็ต้องวางเฉยเป็นกลางดูอยู่
จิตเองก็เริ่มคลาย เมื่อคลายถึงที่สุดก็หลุดพ้น
จนในที่สุดก็ไม่เกิดไม่ดับอีกต่อไป

 จากคุณ : รูปนามหนึ่ง [ 19 ส.ค. 2542 / 17:22:47 น. ]
     [ IP Address : 202.183.230.51 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (มะเหมี่ยว)

ถามยากแล้วยังอุตส่าห์ตอบได้อีก  นับถือจริง ๆ เลย  คุณ Lostboy :-)
ขอบคุณทุกท่านค่ะ  คำตอบเหล่านี้คงมีประโยชน์ต่อคนอื่นที่สงสัยอยู่ด้วยเหมือนกัน

จะว่าไปแล้ว  จิตนี่ก็เหมือนเด็กดื้อเลยนะ  ต้องดูแล้วดูอีก ปฏิบัติอยู่นั่นแล้ว  กว่าจะรู้เรื่องรู้ราว ซึมซาบไปทีละนิด ทีละน้อย

 จากคุณ : มะเหมี่ยว [ 19 ส.ค. 2542 / 21:06:16 น. ]
     [ IP Address : 202.183.252.211 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (ลิตา)

เข้ามาอ่านค่ะคุณมะเหมี่ยว

 จากคุณ : ลิตา [ 20 ส.ค. 2542 / 12:55:05 น. ]
     [ IP Address : 203.149.3.154 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (มรกต)

ตามมาอ่านคะ
ขอบคุณคะ:-)

 จากคุณ : มรกต [ 21 ส.ค. 2542 / 06:34:24 น. ]
     [ IP Address : 192.150.251.3 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (Papa)

เยี่ยมครับ

 จากคุณ : Papa [ 21 ส.ค. 2542 / 07:15:47 น. ]
     [ IP Address : 203.157.0.99 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (tsps3872@ksc.th.com)

ธรรมชาติของจิต เป็นสภาพที่เกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไป เพราะเป็นสภาพธรรมของนามธรรมฝ่ายเกิด  นอกจากจิตจะเกิดดับแล้ว  รูปก็เกิดดับเช่นเดียวกับจิต  เพราะเป็นสภาพธรรม ฝ่ายเกิดเช่นเดียวกัน
     คำถามของคุณมะเหมี่ยว  ถามว่า "ทำให้เกิดผลอะไรบ้าง"  ผมคิดว่า  ไม่ทำให้ผลอะไร  เพราะขณะนี้จิต ก็กำลังเกิด ดับ ในขณะจิตที่หลงลืม ก็ยึดถือว่าเป็น คุณ เป็นผม  แต่ในขณะจิตที่มีสติสัมปชัญญะและเข้าใจอภิธรรม ก็มีแต่ รูปธรรม และ นามธรรมเท่านั้น
    เราควรศึกษาให้เข้า พระธรรม  ที่พระผู้มีพระภาคได้แสดงไว้แล้ว

 จากคุณ : tsps3872@ksc.th.com [ 23 ส.ค. 2542 / 00:00:12 น. ]
     [ IP Address : 203.155.133.245 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (rising_sun)

คำว่าศึกษาของคุณtsps3872@ksc.th.comมีความหมายกว้างขนาดไหนครับ เพราะผมเห็นว่าถ้าหมายถึงการอ่านแล้วคิดตามแล้วเรียกว่าเป็นการศึกษา ผมก็เห็นว่าอาจจะเป็นการละเลยภาวนามยปัญญาไปครับ การที่จำได้ว่าขณะที่จิตมีสติสัมปชัญญะจะมีแต่รูปธรรมนามธรรม กับการที่จิตมีสติสัมปชัญญะเห็นรูปธรรมนามธรรมเองนี่ต่างกันนะครับ

ด้วยความปรารถนาดีครับ

 จากคุณ : rising_sun [ 23 ส.ค. 2542 / 01:06:17 น. ]
     [ IP Address : 203.134.8.227 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (tsps3872@ksc.th.com)

คำว่า"ศึกษา"  หมายถึง  ทั้ง ปริยัติ  ปฎิบัติ  ปฎิเวธ  ครับ  การที่ขณะจิตมีสติสัมปชัญญะมีรูปธรรมกับนามธรรมเป็นขณะที่แตกต่างกับขณะจิตที่กำลังอ่านและกำลังพิมพ์นี้ครับ  ขอบคุณครับคุณrising-sun

 จากคุณ : tsps3872@ksc.th.com [ 23 ส.ค. 2542 / 07:47:43 น. ]
     [ IP Address : 203.155.133.243 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (tsps3872@ksc.th.com)

ขอเรียนถาม  คุณ  RISING_SUN การที่จิตมีสติสัมปชัญญะเห็นรูปธรรม นามธรรม เอง หมายความว่าอย่างไรครับ  เพราะว่าจากความรู้โดยการฟัง(สุตมยปัญญา)  ขณะจิตเห็น นั้น เห็นรูปธรรมได้
แต่  ขณะจิตเห็น  เห็นนามธรรมไม่ได้  เพื่อความเข้าใจถูกของผู้ศึกษาช่วยขยายความด้วยครับ

 จากคุณ : tsps3872@ksc.th.com [ 23 ส.ค. 2542 / 11:42:44 น. ]
     [ IP Address : 203.155.133.245 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (rising_sun)

ผมเองก็ปฏิบัติได้งูๆปลาๆนะครับ ตอบไปตามความเข้าใจที่เข้าใจมา ถูกผิดอย่างไรก็ขอให้ช่วยท้วงติงกันด้วยนะครับ

ที่จริงแล้วผมเห็นด้วยกับคำว่าขณะที่จิตมีสติสัมปชัญญะจะมีแต่รูปธรรมกับนามธรรมเท่านั้น เพราะเท่าที่ปฏิบัติมา ตอนที่มีสติสัมปชัญญะก็มีแต่จิตไปรู้อารมณ์เท่านั้นเอง จิตเป็นนามธรรมไปรู้อารมณ์(รูป, เจตสิก?) นั่นเป็นการสนับสนุนข้อความในพระอภิธรรมปิฏกครับ

แต่ที่ทำให้ผมโพสท์ไปอย่างนั้น เพราะเมื่อผมอ่านข้อความของคุณtsp3872ที่ว่า"แต่ในขณะจิตที่มีสติสัมปชัญญะและเข้าใจอภิธรรม" พอถึงคำว่าอภิธรรมปุ๊ปเกิดสะดุดนึกไปว่าเป็นอภิธรรมปิฏก ก็เลยคิดว่าใครไม่ได้ศึกษาพระอภิธรรมปิฏก ก็คงไม่ต้องรู้จักรูปธรรมและนามธรรมเลยหรือไง ลืมนึกไปว่าคำว่าอภิธรรมนั้นมีหลายความหมาย คุณtsp3872คงไม่ได้หมายความถึงพระอภิธรรมปิฏกแน่ๆ :) ตรงนี้เป็นความโง่บวกกับความขาดสติของผมเองครับ

ที่ผมโพสท์ไปว่า"การที่จำได้ว่าขณะที่จิตมีสัมปชัญญะจะมีแต่รูปธรรมกับนามธรรม กับการที่จิตมีสติสัมปชัญญะเห็นรูปธรรมกับนามธรรมเอง"นั้น ผมตั้งใจจะเอาความหมายว่า ความรู้ที่ได้จากการฟังและคิดนั้น ต่างกับความรู้ที่ได้จากการภาวนาครับ ไม่ได้หมายเอาคำว่า"เห็น" เพราะที่จริงแล้วผมเห็นด้วยครับว่าเมื่อจิตมีสติสัมปชัญญะ จะมีแต่นามธรรมและรูปธรรมเท่านั้น คือมีนาม(จิต) น้อมไปรู้รูป หรือมีนามน้อมไปรู้นาม(เจตสิก)เท่านั้น ไม่มีอะไรมากกว่านี้เลย การใช้คำว่าเห็นอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดได้ว่าจะไปเห็นนามธรรมได้อย่างไร ซึ่งก็ต้องขออภัยคุณtsps3872ด้วยครับ

 จากคุณ : rising_sun [ 23 ส.ค. 2542 / 23:47:01 น. ]
     [ IP Address : 203.134.9.132 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (tsps3872@ksc.th.com)

ความรู้ที่ได้จากจากการฟังและคิด  ต่างกับความรู้ที่ได้จากการภาวนา  หมายความว่าอย่างไรครับ ช่วยขยายความตามที่คุณrising_sun เข้าใจให้ผู้สนใจด้วยครับ

 จากคุณ : tsps3872@ksc.th.com [ 24 ส.ค. 2542 / 00:33:27 น. ]
     [ IP Address : 203.155.133.243 ]


 ความคิดเห็นที่ 18 : (rising_sun)

คิดว่าคุณtsps3872คงรู้อยู่แล้วกระมังครับว่าปัญญาที่เกิดจากการภาวนาต่างจากปัญญาที่เกิดจากการฟังและคิดอย่างไร เรื่องนี้ผมเคยสงสัยอยู่มาก จนกระทั่งวันหนึ่งมีโอกาสไปกราบท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฏก

ผมเรียนถามท่านว่าต่างกันอย่างไร ท่านตอบมาว่าความรู้(ปัญญา)ที่ได้จากการภาวนาคือปัญญาจากประสบการณ์จริง เปรียบเหมือนคนที่ไม่เคยถูกไฟลวกจริงๆเลย ก็คงไม่รู้ว่าไฟนั้นร้อนอย่างไร แม้ว่าจะอ่านหรือจะคิดเท่าไหร่ก็คงไม่สามารถรู้จักความร้อนของไฟอย่างแท้จริงได้ ต่อเมื่อคนนั้นถูกไฟลวกเข้าตานี้ถึงแม้เขาจะไม่เคยได้ยินได้ฟังเรื่องความร้อนของไฟมาก่อนเลย เขาก็ย่อมรู้จักความร้อนของไฟที่แท้จริงได้แน่ๆ ในกรณีที่เขาได้ศึกษามาก่อนเขาย่อมรู้ได้ว่าที่บัญญัติว่าร้อนราวกับไฟนั้นเป็นอย่างนี้นี่เอง โดยที่ไม่ต้องไปถามใครอีกต่อไป

เอ...ผมชักสงสัยแล้วสิว่า ตอบคำถามคราวนี้จะเป็นการเอามะพร้าวห้าวมาขายสวนหรือเปล่าน่ะครับ

 จากคุณ : rising_sun [ 24 ส.ค. 2542 / 01:18:53 น. ]
     [ IP Address : 203.134.9.132 ]


 ความคิดเห็นที่ 19 : (tsps3872@ksc.th.com)

  คุณ rising_sun ไม่ต้องกังวลว่าจะเอามะพร้าวห้าวมาขายสวนนะครับ  เพราะว่าเป็นสวนสาธารณะทุกท่านสามารถมาเก็บเกี่ยวได้
  ความรู้ความเข้าใจในเรื่อง  "ความรู้" หรือ"ปัญญา"เท่าที่ผมได้ค้นคว้าและศึกษามา ความรู้จากการฟัง  การพิจารณาโดยแยบคาย(โยนิโสมนสิการ หรือ โยนิโสอุปปริกขา)  การชั่งเหตุผล(ตุลนา)ฯท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฏก  ท่านจัดอยู่ใน  ภาวนามยปัญญา  ทั้งหมด
  ดูได้จาก  หนังสือ พุทธธรรม  หน้า 52 ครับ
     ขออนุโมทนาคุณ rising_sun  ที่สนใจในธรรมครับ
      ประสงค์  มีนบุรี         

 จากคุณ : tsps3872@ksc.th.com [ 24 ส.ค. 2542 / 21:28:02 น. ]
     [ IP Address : 203.155.133.241 ]


 ความคิดเห็นที่ 20 : (rising_sun)

วิธีทำให้เกิดปัญญา 3 วิธี ที่ท่านแสดงไว้ในเรื่อง ปัญญา 3 ประเภทด้วยคือ
1. จินตามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการคิดการพิจารณาหาเหตุผลด้วยตนเอง
2. สุตมยปัญญา ปัญญาเกิดจากการสดับเล่าเรียนหรือถ่ายทอดต่อกันมา
3. ภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการลงมือปฏิบัติฝึกหัดอบรม

นอกจากตัววิธีที่เป็นหลักใหญ่แล้ว ยังมีกิจกรรมอีกหลายอย่างที่พึงใช้ประกอบในกระบวนการก่อให้เกิดปัญญา โดยเฉพาะในวิธีที่สาม กิจกรรมที่สำคัญๆ คือ การฟัง ซักถาม สอบค้น (สวนะ และ ปริปุจฉา) การสนทนา ถกเถียง อภิปราย (สากัจฉา) การสังเกตดู เฝ้าดู ดูอย่างพินิจ (ปัสสนะ และ นิชฌาณ) การพิจารณาโดยแยบคาย (โยนิโสมนสิการ หรือ โยนิโสอุปปริกขา) การชั่งเหตุผล (ตุลนา) การไตร่ตรอง ตรวจสอบ ทดสอบ สอบสวน ทดลอง และเฟ้น (วิมังสา และวิจัย) การเสพคุ้น ฝึกหัด ทำบ่อย ทำให้มาก (อาเสวนะ ภาวนา และ พหุลีกรณ์)
--------------------------------------------------
ที.ปา.11/228/231; อภิ.วิ.35/804/438; ในพระสูตร ท่านแสดงแต่หัวข้อ ไม่อธิบาย ส่วนในพระอภิธรรม ท่านอธิบายปัญญาสองข้อแรกมุ่งเอากัมมัสสกตาญาณ และสัจจานุโลมิกญาณ (วิปัสสนาญาณ) ที่เกิดขึ้นโดยปรารภอาชีพการงานศิลปวิชาการที่ตนประกอบ ส่วนปัญญาข้อที่3 ท่านว่าได้แก่ "สมาปันฺนสฺส ปญฺญา" (ปัญญาของผู้ที่ประกอบ หรือเข้าถึง) ซึ่งอรรถกถาว่าหมายถึงปัญญาของผู้ประกอบด้วยสมาบัติ คือ ปัญญาที่เกิดจากสมาธิ (วิภงฺ.อ.534; วิสุทธิ.ฏีกา 3/9) แต่ถ้าเอาความหมายอย่างทั่วไป น่าจะแปลได้ว่า ปัญญาของผู้ลงมือทำ ลงมือปฏิบัติ หรือทำกิจนั้นจริงๆ.

(พระธรรมปิฏก (2538), พุทธธรรม, มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, หน้า 52)

ตามที่ผมเข้าใจก็คือ วิธีที่ทำให้เกิดปัญญามีสามวิธี ผมมีความเห็นว่าการฟัง การซักถาม การสอบค้นเป็นต้น เป็นกิจกรรมที่ใช้ประกอบในสามกระบวนการก่อให้เกิดปัญญาครับ (ท่านเจ้าคุณเน้นว่าโดยเฉพาะวิธีที่สามคือภาวนามยปัญญา) ไม่ใช่ตัวภาวนามยปัญญาโดยตรง แต่เป็นกิจกรรมที่ใช้ประกอบภาวนามยปัญญา และกิจกรรมเหล่านั้นก็ไม่ได้มีแค่การฟัง การซักถาม การพิจารณาโดยแยบคายเท่านั้น แต่ยังมีอื่นๆอีกมากครับ บางอย่างนั้นแยกต่างหากจากการฟังและคิดโดยสิ้นเชิงเช่น การเสพคุ้น การทำให้บ่อย ทำให้มาก เป็นต้น ที่สำคัญเมื่อพิจารณาที่ข้อความท้ายหน้า เห็นได้ชัดว่าท่านเจ้าคุณมุ่งเอาความหมายของภาวนามยปัญญาว่า เป็นปัญญาของผู้ลงมือทำ ลงมือปฏิบัติ หรือทำกิจนั้นจริงๆ ซึ่งก็ตรงกันกับที่ท่านเคยวิสัชชนากับผมเลยครับ

ขออนุโมทนาคุณประสงค์เช่นกันครับ

 จากคุณ : rising_sun [ 25 ส.ค. 2542 / 20:24:58 น. ]
     [ IP Address : 203.134.7.82 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!