สักกายทิฐิ มีลักษณะอย่างไรครับ
 เนื้อความ :

ผมป้อนในพจนานุกรมด้านบนของกระทู้แล้ว ไม่ได้รับคำตอบเลย ลองติกในช่องค้นหาในส่วนบรรยายด้วยก็ไม่ได้รับเช่นกัน อีกอย่าง อยากทราบความหมายในทัศนะของนักปฏิบัติด้วยครับ จึงขอถามผู้รู้ในนี้ ขอบคุณครับ

 จากคุณ : อนัตตา [ 10 ส.ค. 2542 / 16:11:26 น. ]
     [ IP Address : 203.151.2.159 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (rising_sun)

สักกายทิฏฐิ ความเห็นว่าเป็นตัวของตน,ความเห็นเป็นเหตุถือตัวตน เช่นเห็นรูปเป็นตน เห็นเวทนาเป็นตน เป็นต้น
(ข้อ ๑ ในสังโยชน์ ๑๐)

คุณอนัตตาพิมพ์เป็นคำว่าทิฐิเลยหาไม่เจอครับ

 จากคุณ : rising_sun [ 10 ส.ค. 2542 / 21:14:24 น. ]
     [ IP Address : 203.134.5.180 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (รูปนามหนึ่ง)

สักกายทิฏฐิ คือ ความเห็นว่าเป็นตัว ตน เรา เขา เช่น เห็นว่ากายนี้เป็นของเรา
เราคิด เราเจ็บ เรารู้ เราสุข เราทุกข์
ความเห็นผิดนี้จะถูกประหารโดยเด็ดขาดด้วย ปฐมมรรค ( โสดาปฏิมรรค )
กลายเป็นสัมมาทิฏฐิโดยสมบูรณ์
เมื่อปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจนเห็นอารมณ์ที่กำหนดโดยไม่มีความรู้สึกว่า
เป็นตัวเรา มีแต่ความรู้เพียงว่ารูปกับนามเท่านั้น เช่น อาการเดิน กับจิตที่
กำหนดรู้ว่าเดิน, อาการเคี้ยวกับจิตที่กำหนด ความคิดกับจิตที่กำหนดรู้ว่าคิด
ความปวดกับจิตที่กำหนดอยู่ว่าปวด ไม่มีตัวเราจริงๆ ความรู้นี้ฟังดูเหมือนง่าย
แต่อธิบายความรู้สึกยาก มันไม่มีเราจริงๆ  แตกต่างจากความรู้สึกทุกชนิดที่
เคยรู้มาก่อนการปฎิบัติวิปัสสนา ถึงตรงนี้เรียกว่าละสักกายทิฏฐิได้ หรือเรียก
ว่าวิปัสสนาสัมมาทิฏฐิ  ปัญญาในขั้นนี้ เรียกว่า นามรูปปริเฉทญาณ
หรือ ทิฏฐิวิสุทธิ ( ในวิสุทธิ๗ ) ข้อสังเกตคือ ญาณนี้เสื่อมได้ เป็นการละ
สักกายทิฎฐืได้ชั่วคราว
เมื่อเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ต่อไปด้วย............... จนมรรคจิตเกิดขึ้นขณะหนึ่ง
สักกายะทิฏฐิ พร้อมกับวิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ถูกทำลาย ถูกประหารอย่าง
สิ้นเชิง ไม่กลับมาเกิดกับโสดาบุคคลอีก

 จากคุณ : รูปนามหนึ่ง [ 10 ส.ค. 2542 / 23:09:15 น. ]
     [ IP Address : 202.183.230.110 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (พัลวัน)

ความเห็นของผมนะครับ

สักกายทิฎฐินี้ น่าจะหมายถึงเพียงเห็นว่ากายนี้เป็นของตนนะครับ ไม่ลึกไปถึงเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ด้วย เพราะลำพังเพียงสักกายทิฎฐินี้ ใช่ว่าอ่านหนังสือแล้วพิจารณาลงไปเห็นว่าไม่ใช่ตัวตนของเรา แล้วมันจะละได้ครับ เพราะจากการสังเกตดู จะรู้ว่า แม้ความรู้ในระดับสัญญา ก็เตือนเราอยู่เนืองๆว่ากายนี้ไม่ใช่ของเรา แต่ในใจนี้ก็ยังมีความอาลัยในกายนี้ ยังมีความปราถนาให้กายนี้ดำรงอยู่ไม่เสื่อมสลายไป ไม่แตกดับไป ยังมีความยึดเหนี่ยวและอาลัยอาวรณ์อยู่ด้วยเสมอๆ (นี่ดูจากของจริงในใจของผมเองครับ ความรู้ในระดับของสัญญาอย่างหยาบว่า กายนี้ไม่ใช่ของเรา มีอยู่เสมอๆครับ แต่ว่าความรู้(โดยสัญญาที่ละเอียดขึ้น) เวลาเราเผลอก็ยังยึดว่ากายนี้เป็นของเรา เป็นเรา อยู่เสมอๆเช่นกันครับ)

 จากคุณ : พัลวัน [ 11 ส.ค. 2542 / 08:59:48 น. ]
     [ IP Address : 203.149.32.156 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (BlueJeans)

สักกายทิฏฐิ ก็คือ ตัวกู ของกู นั่นเอง

 จากคุณ : BlueJeans [ 11 ส.ค. 2542 / 09:09:32 น. ]
     [ IP Address : 209.30.181.220 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (บัวใต้น้ำ)

ผมคิดต่างไปจากคุณพัลวันครับ สักกายทิฎฐินี้ น่าจะลึกไปถึงการยึดถือว่าจิตเป็นของตัว
เพราะ ท่านผู้รู้ท่านกล่าวไว้ว่า พระโสดาบัน รู้ว่าจิตไม่ใช่ของตัว
ส่วนพระอรหันต์หมดความยึดถือว่าจิตเป็นของตัว  ที่ว่ารู้ ที่ว่าหมดความยึดถือนี้
ไม่ใช่ด้วยการคิด หรือไตร่ตรอง แต่เป็นความรู้ เป็นปัญญา ที่เกิดจากการภาวนา
จนจิตเขารู้ จิตเขาหมดความยึดถือด้วยตนเอง ท่านถึงกล่าวว่าเราเป็นเพียงผู้สร้างเหตุ
ที่เหมาะสมให้จิตเท่านั้น จิตเขาก็ดำเนินไปด้วยตัวของเขาเอง
เปรียบเหมือนเราปลูกต้นไม้ จะบังคับให้เติบโตดั่งใจนั้นไม่ได้
ทำได้เพียงรดน้ำ พรวนดิน สร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้แก่ต้นไม้
ต้นไม้จะเติบโตไปตามสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมเอง

 จากคุณ : บัวใต้น้ำ [ 11 ส.ค. 2542 / 09:29:36 น. ]
     [ IP Address : 192.150.251.3 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (พัลวัน)

เรื่องนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวครับ และยังไม่เคยได้ไปสอบถามครูบาอาจารย์จริงๆเลยครับ ก็เข้าใจไปเช่นนั้นครับ คงต้องตรวจสอบอีกทีครับ แต่เหตุที่มั่นใจเช่นนั้นก็เพราะว่า ในธัมมจักกัปปวัตนสูตรนั้น ได้แสงอาการของดวงตาเห็นธรรมของพระโมคคัลลานะ โดยอุทานออกมา "สิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา" ซึ่งก็ชี้ให้เห็นว่า "สักกายทิฎฐิ" นั้น น่าจะเกี่ยวเนื่องด้วยกับการยึดถือเอาว่า "กายนี้เป็นของเรา"  แต่ไม่ก้าวล่วงไปใน "นาม" ทั้งหลายครับ เพราะอย่างพระอนาคามีเองก็ยังยึดถือเอาว่าใจนี้เป็นของเรา ใจนี้เป็นตัวเรา ครับ แต่เป็นการยึดถือในใจลึกๆครับ มิใช่ผิวเผินเหมือนอย่างที่ว่าด้วยปากครับ

เหตุที่มั่นใจที่จะกล่าวว่า ผู้ที่สามารถละความยึดถือว่าใจเป็นของตัวนี้มีแต่พระอรหันต์ก็เพราะสังโยชน์สุดท้ายคืออวิชชา ก็คือตัวจิตเดิมนี่เองครับ การทิ้งใจก็คือการละใจไม่ยึดถือใจว่าเป็นตัวเป็นตน เป็นของๆตนครับ

ตรงนี้ผมอาจจจะผิดก็ได้นะครับ แต่ผมสังเกตจากในใจผมเอง ว่าบางครั้งมีมีความอาลัยอาวรณ์ในกายนี้ในรูปร่างหน้าตา อาคาพยพทั้งหลายเหล่านี้อยู่ครับ


 จากคุณ : พัลวัน [ 11 ส.ค. 2542 / 12:33:29 น. ]
     [ IP Address : 203.149.34.142 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (สันตินันท์)

สักกายทิฏฐินั้น ท่านจำแนกไว้ถึง 20 ประเด็นครับ
คือความ เห็นรูปเป็นตน เห็นตนเป็นรูป เห็นรูปในตน เห็นตนมีรูป รวม 4 ประเด็น
แล้วก็มีความเห็นใน เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณอีก ขันธ์ละ 4 ประเด็นเช่นกัน

 จากคุณ : สันตินันท์ [ 11 ส.ค. 2542 / 14:33:17 น. ]
     [ IP Address : 203.151.110.209 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (WhiteSpirit)

สักกายทิฏฐิ คือความเห็นว่าเป็นตัวตน (อะไรก็ได้พืช สัตว์ มนุษย์
รวมถึงตัวเราเอง) ที่สำคัญก็คงเป็นเรื่องกาย(รูป) เพราะเวทนา สัญญา
สังขาร วิญญาณนั้น ไม่ค่อยมีสภาพมั่นคงให้คนโดยทั่วไปเห็นว่าเป็น
ตัวเป็นตนเท่าไหร่อยู่แล้ว (คนส่วนใหญ่ไม่เห็นว่าเป็นตัวตนอยู่แล้ว)

แต่ยังไม่ครอบคลุมถึงคำว่า ของตน ตัวกู ของกู หรือคำว่าอัตตา
ซึ่งต้องเป็นพระอรหันต์จึงจะละได้ทั้งหมด

สักกายทิฏฐิ ละได้ด้วยการรู้แจ้งไตรลักษณ์ ข้ออนัตตา เมื่อไหร่รู้
แจ้งอนัตตา สักกายทิฏฐิก็ขาด

 จากคุณ : WhiteSpirit [ 11 ส.ค. 2542 / 15:48:04 น. ]
     [ IP Address : 161.200.255.162 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (พัลวัน)

ขอบคุณครับ

 จากคุณ : พัลวัน [ 11 ส.ค. 2542 / 22:59:10 น. ]
     [ IP Address : 203.149.1.66 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (พัลวัน)

ในกระทู้นี้ ผมอ่านทบทวนหลายครั้งต่อหลายครั้งครับ เพราะเห็นว่ามีอะไรบางอย่างที่ตนเองอาจจะเข้าใจคลาดเคลื่อนอยู่ ซึ่งก็น่าจะเป็นที่ ความเห็น ครับ

ผมเชื่อว่า พระโสดาบันนั้น มีความเห็นว่า ทั้ง กาย เวทนา จิต และธรรมทั้งหลาย เป็นอนัตตา ไม่เป็นของตัวของตน ไม่เป็นตน เพราะจากคำอุทานของพระอัญญาโกณฑัญญะ ท่านแสดงไว้ชัดเจนแล้ว สิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา แต่ตัวความยึดถือ (หรืออุปาทาน) อันได้แก่ อัตวาทุปาทาน นั้น น่าจะสิ้นไปเมื่อบรรลุอรหันตผลแล้วเท่านั้นครับ (แต่ถึงอย่างไร ตรงนี้ก็ต้องบอกว่าเป็นความเห็นส่วนตัวครับ ต้องขอโอกาสไปศึกษาและสอบถามจากครูบาอาจารย์อีกสักหน่อยครับ)

 จากคุณ : พัลวัน [ 12 ส.ค. 2542 / 18:46:19 น. ]
     [ IP Address : 203.149.1.66 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (รูปนามหนึ่ง)

ถ้ากล่าวโดยปริยัติ      
อุปาทาน๔ โสดาบุคคล ละ สีลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน
ทิฎฐุปาทาน ได้ทั้งหมด ส่วนกามุปาทานยังละไม่ได้
อัตตวาทุปาทาน ก็คือ สักกายทิฏฐิ๒๐ ทีคุณสันตินันท์
กล่าวไว้ในกระทู้นี้ คือความเห็น๔อย่างในขันธ์๕ ( ๔ X ๕ )
ทิฏฐุปาทาน คือมิจฉาทิฏฐิทั้งหมด ( ทิฏฐิ ๖๒ )

ในในธัมมจักกัปปวัตนสูตรนั้นพระพุทธองค์ ทรงกล่าวสรุป
ว่า อุปาทานขันธ์๕ เป็นทุกข์ ไว้ตั้งแต่ช่วงต้นของสูตร
ขันธ์๕ คือ รูป กับ นาม หรือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร
วิญญาณ เมื่อกล่าวจบ พระอัญญาโกณฑัญญะ อุทานว่า
"ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ    สัพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ "                               
สิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา  สิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา
"สิ่ง" นี้ก็คือ ขันธ์ ๕ ( ไม่ใช่เฉพาะรูปกายแน่ครับ )

 จากคุณ : รูปนามหนึ่ง [ 13 ส.ค. 2542 / 12:56:07 น. ]
     [ IP Address : 202.183.249.95 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (พัลวัน)

เรียน คุณรูปนามหนึ่ง

ขอช่วยทำให้หายข้อข้องใจอีกหน่อยครับ

เมื่อพระโสดาบันได้ละสักกายทิฏฐิ ก็เท่ากับพระโสดาบันได้ละ อุปาทานทั้ง 3 คือ สีลัพตุปาทาน ทิฎฐุปาทาน และอัตวาทุปาทาน แต่ยังเหลือกามุปาทานอยู่ ซึ่งตรงนี้หากผมเข้าใจแล้วคงจะละได้เมื่อบรรลุอรหันตผล เพราะหากไม่ใช่ละตอนเป็นอรหันตผลแล้ว คือไปละที่อริยะชั้นอื่นๆแล้ว การเกิดใหม่ก็มีไม่ได้ เพราะอุปาทานนั้นเป็นเหตุให้เกิดภพ เมื่อไม่มีอุปาทานแล้วภพก็ไม่มีเช่นกัน

ผมอาจจะเข้าใจผิดนะครับ แต่ผมเห็นว่าพระอานาคามีได้ละกามฉันทะไปแล้ว ความพึงพอใจในกามนั้นได้ละไปแล้ว แล้วกามุปาทานที่ยังแฝงอยู่ดังว่า ปรากฎอยุ่ในสังโยชน์ข้อใดครับ คงไม่ใช่รูปราคะ อรูปราคะ แน่ๆครับ

ผมเองมองว่า ทิฎฐิ นั้น ไม่ใช่ อุปาทาน แน่ๆครับ และเชื่อด้วยว่าพระโสดาบันนั้นละสีลัพตุปรามาสได้แน่ๆ เพราะท่านเป็นวิสุทธิศีลแล้ว และละทิฎฐุปาทานได้ เพราะท่านได้ดวงตาเห็นธรรมแล้ว และพระโสดาบันละกามุปาทานไม่ได้แน่ๆ เพราะท่านยังสามารถที่จะมีครอบครัวได้ แต่เรื่องละอัตวาทุปาทานได้นั้น ผมยังเชื่อไม่ลงครับ ขอให้อธิบายให้คนที่ยังมีกิเลสตัณหาอยู่ครบเช่นผมให้เข้าใจด้วยเถิดครับ และอย่างน้อยขออธิบายให้เข้าใจด้วยว่า ทิฎฐิคือความเห็นนั้น เป็นเหตุเป็นผลอย่างไรกับอุปาทานครับ เพราะมีความหมายต่อมาถึงเรื่อง สัมมาทิฎฐิ คือความเห็นถูกต้อง ว่าเป็นเหตุเป็นผลอย่างไรกับอุปาทานครับ และทำไมสักกายทิฎฐิจึงมีความหมายถึงอุปาทานได้มากกว่าทิฎฐุปาทานครับ คือรวมไปถึง สีลัพตุปาทาน และอัตวาทุปาทานด้วยครับ หรือว่าผมเองอาจจะเข้าใจอุปาทานผิดไปครับ

 จากคุณ : พัลวัน [ 13 ส.ค. 2542 / 14:21:17 น. ]
     [ IP Address : 203.146.89.65 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (WhiteSpirit)

ถือว่าเป็นความคิดเห็นส่วนตัวก็แล้วกัน
คือพระโสดาบันท่านละความเห็นว่าเป็นตัวตนได้ (สักกายทิฏฐิ)
ส่วนพระอรหันต์ท่านละอัตตาตัวตนได้ทั้งหมด

เรื่อง อัตตวาทุปาทาน ใครมีหนังสือลองเปิดตรวจสอบดู
เอาที่มีการแจกแจงเป็นข้อย่อยๆ จำได้ว่าพระโสดาบันท่าน
ละได้เพียงบางข้อ ต้องเป็นพระอรหันต์จึงจะละได้ทุกข้อ
ขอโทษที พอดีไม่มีตำราอยู่ใกล้มือ

 จากคุณ : WhiteSpirit [ 13 ส.ค. 2542 / 17:16:24 น. ]
     [ IP Address : 161.200.255.162 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (พัลวัน)

ขอบคุณครับ ขอที่มาในหนังสือหน่อยครับ จะได้ไปค้นครับ

ขอขอบคุณล่วงหน้าอีกทีครับ

 จากคุณ : พัลวัน [ 13 ส.ค. 2542 / 18:56:40 น. ]
     [ IP Address : 203.149.33.189 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (WhiteSpirit)

ตอบคุณ พัลวัน

ต้องขอโทษเรื่อง อัตตวาทุปาทาน ผมจำผิดไป ที่พระโสดาบันละได้บางส่วน
ต้องพระอรหันต์จึงจะละได้ทั้งหมด เป็นเรื่อง ความโลภ โกรธ หลง

รู้สึกว่าเราจะให้ความหมายของคำว่า อัตตวาทุปาทาน เกินกว่าที่พระอภิธรรม
กำหนดไว้หรือเปล่า? :-))

ข้อความข้างล่าง ผมคัดมาจาก HomePage ของคุณผู้คัดลอก i.am/budish
คุณพัลวันมีเวลาลองแวะเข้าไปศึกษาดู

อุปาทาน มี ๔ ประการ คือ

๑. กามุปาทาน ความยึดมั่นในวัตถุกามทั้ง ๖ มี รูปารมณ์ เป็นต้น องค์ธรรม
ได้แก่ โลภเจตสิก ที่ในโลภมูลจิต ๘
๒. ทิฏฐุปาทาน ความยึดมั่นในการเห็นผิด มี นิยตมิจฉาทิฏฐิ ๓ และ ทิฏฐิ ๖๒
(ที่นอกจาก สีลัพพตทิฏฐิ และสักกายทิฏฐิ ซึ่งจะกล่าวต่อไปเป็นข้อ ๓ และ ข้อ ๔)
องค์ธรรมได้แก่ ทิฏฐิเจตสิก ที่ในทิฏฐิคตสัมปยุตตจิต ๔
๓. สีลัพพตุปาทาน ความยึดมั่นในการปฏิบัติที่ผิด มีการปฏิบัติเยี่ยงโค และ สุนัข เป็นต้น
อันเป็นการปฏิบัติที่นอกไปจาก มัชฌิมาปฏิปทา การยึดมั่นในการ ปฏิบัติที่ผิดเช่นนี้
บางทีก็เรียกว่า สีลัพพตทิฏฐิ องค์ธรรมได้แก่ ทิฏฐิเจตสิกที่ใน ทิฏฐิคตสัมปยุตตจิต ๔
๔. อัตตวาทุปาทาน ความยึดมั่นในขันธ์ ๕ ว่าเป็นตัวเป็นตน หรือว่ามีตัว มีตนอยู่ในเบ็ญจขันธ์
ซึ่งได้แก่ สักกายทิฏฐิ นั่นเอง องค์ธรรมได้แก่ ทิฏฐิเจตสิก ที่ในทิฏฐิคตสัมปยุตตจิต ๔

รวมอุปาทาน มี ๔ แต่องค์ธรรมมีเพียง ๒ คือ โลภเจตสิก และ ทิฏฐิเจตสิก

โสดาปัตติมัคค ประหาร ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน และอัตตวาทุปาทาน
อรหัตตมัคค ประหาร กามุปาทาน

 จากคุณ : WhiteSpirit [ 14 ส.ค. 2542 / 11:05:17 น. ]
     [ IP Address : 161.200.255.162 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (รูปนามหนึ่ง)

คุณพัลวัน ครับ ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนความเข้าใจในธรรมแก่กันและกันนะครับ
ผมจะลองอธิบายตามความเข้าใจตามปริยัติก่อน เรื่องที่ผมเองจะเห็นด้วยหรือไม่
ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
การพิจารณาการละกิเลสของอริยบุคคลทั้ง๔ นั้นท่านพิจารณาในหลายนัย
หลายวิธี เช่น สังโยชย์, กิเลส, วิปลาส, อาสวะ, อุปาทาน, อนุสัย,
อกุศลกรรมบท เป็นต้น โดยรวมก็เรียกว่า "กิเลส" การจะเปรียบเทียบแต่ละ
วิธีที่ใช้พิจารณานั้นโดยปริยัติไม่ขัดกันเลย (บางทีจะขัดความรู้สึกของเรา)
สังโยชน์๑๐
หมายถึงธรรมเครื่องผูกขันธ์ทั้งหลายไว้กับทุกข์( สังสารวัฏฏ์ ) ๑๐ อย่าง
คือ สักกายะทิฏฐิ   วิจิกิจฉา  สีลัพพตปรามาส  กามราคะ  ปฏิฆะ
     รูปราคะ  อรูปราคะ  มานะ  อุจธัจจะ  อวิชชา
พระโสดาบัน ละสักกายะทิฏฐิ  วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ได้เด็ดขาด
และ ละ กามราคะ ปฏิฆะ ในส่วนที่เป็นเหตุให้ไปอบายได้
พระสกิทาคามี ละกามราคะและปฏิฆะส่วนหยาบได้
พระอนาคามี ละกามราคะและปฎิฆะส่วนที่ละเอียดได้
พระอรหันต์  ละสังโยชน์ที่เหลือทั้งหมด

อุปาทาน ๔ ( อุปาทาน คือ ความถือมั่น,ยึดไว้ )
หมายถึงกิเลสมีตัณหาเป็นปัจจัย มี ๔ คือ
กามุปาทาน คือ ความถือมั่นในวัตถุกาม๖
ทิฏฐูปาทาน คือ ความถือมั่นในทิฏฐิ
สีลัพพตุปาทาน คือ ความถือมั่นในศีลพรต
อัตตวาทุปาทาน  คือ ความถือมั่นว่าเป็นตน ( สักกายทิฏฐิมีวัตถุ๒๐ )
พระโสดาบัน ละ ทิฎฐูปาทาน สีลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน ได้ทั้งหมด
พระอรหันต์ ละ กามุปาทาน

สังโยชน์ข้อ รูปราคะ และอรูปราคะ จัดอยู่ใน กามุปาทาน  เพราะเป็นโลกิยธรรม
นับได้ว่าเป็นกามโดยเป็นวัตถุกาม จึงต้องละด้วยอรหัตตมรรค

ตามความเข้าใจ พระอนาคามี ยังคงยึดอยู่กับรูปและอรูป (นาม) ตามนัยแห่ง
ปฏิจสมุปบาท ตัณหา--อุปาทาน--ภพ คือ ตัณหาเป็นปัจจัยของกามุปาทานๆ
เป็นปัจจัยแห่งรูปภพและอรูปภพ

ถ้ากล่าวแบบอภิธรรม คือ อกุศลจิต(ตุปบาท) ๑๒ กามุปาทานเกิดสัมปยุต(ร่วม)
กับโลภะมูลจิตทั้ง ๘ สว่นอุปาทานที่เหลืออีก๓(สักกายะทิฏฐิ)เกิดสัมปยุตกับ
โลภะมูลจิต ๔ โสดาบุคคลละ โลภะได้๔ คือโลภะที่สัมปยุตด้วยทิฏฐินี้
ส่วนโลภะที่เหลืออีก๔ ละโดยอรหัตมรรค

ที่คุณพัลวันถามว่าทิฏฐิคือความเห็นนั้นเป็นเหตุเป็นผลอย่างไรกับอุปาทาน
ตอบว่าการถือมั่น(ยึด)ในทิฏฐิเป็นอุปาทาน
เมื่อกำจัดทิฏฐูปาทาน สีลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน ได้ชื่อว่าเห็นถูก
เป็นสัมมาทิฏฐิสมบูรณ์ ดังนั้นแม้นว่าพระโสดาบันกระทั้งพระอนาคามี
จะเห็นถูกจริงๆแล้วก็ตามแต่จิตก็ยังยึดอยู่กับธรรมบางอย่าง ( ในรูปนาม )
จึงยังทำที่สุดแห่งทุกข์ไม่ได้

กล่าวโดยสรุป พระโสดาบันละความเห็นว่าเป็นตน,มีในตนฯลฯ ในรูป เวทนา
สัญญา สังขาร วิญญาณ พร้อมทั้งมิจฉาทิฏฐิอื่นได้ แต่ยังมีอุปาทานคือ
กามุปาทานในขันธ์๕อยู่
พระอรหันต์ละอุปาทานขันธ์๕ ได้ทั้งหมด คือไม่มีความยึดถือใดๆในขันธ์๕
หรือนามรูป ทุกข์จึงไม่มี

ที่กล่าวมาเป็นความเข้าใจตามปริยัติ ส่วนใหญ่อยู่ในวิสุทธิมรรคภาค๓
(ภาคปัญญา) โดยเฉพาะเรื่องอุปาทาน๔ อยู่ในหมวดปฏิจสมุปบาทกล่าว
ไว้ค่อนข้างละเอียด ส่วนเรื่องการละกิเลส จะอยู่ในหมวดอานุภาพแห่ง
มรรคญาณ เรื่องสักกายทิฏฐิ๒๐เป็นอัตตวาทุปาทานมีแน่นอนในพระ
ไตรปิฎก เป็นพระบาลี(พุทธพจน์)ด้วย รู้สึกว่าอยู่ในพระอภิธรรมเล่ม
แรกๆ  ถ้าให้เข้าใจมากขึ้นควรศึกษาพระอภิธรรมอย่างยิ่ง

 จากคุณ : รูปนามหนึ่ง [ 14 ส.ค. 2542 / 12:30:18 น. ]
     [ IP Address : 202.183.249.161 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (รูปนามหนึ่ง)

ขอโทษคุณ WHITE SPIRIT พอดีผม POST จาก offline

อุปาทาน๔ที่คุณ white spirit เอามาชัดเจนดีครับ

 จากคุณ : รูปนามหนึ่ง [ 14 ส.ค. 2542 / 13:09:34 น. ]
     [ IP Address : 202.183.249.67 ]


 ความคิดเห็นที่ 18 : (พัลวัน)

ขอบคุณครับ ทั้งคุณ white spirit และคุณรูปนามหนึ่งครับ ทั้งขอบคุณ และรู้ระลึกในคุณที่ท่านทั้งสองช่วยค้นมาให้ครับ

เมื่อวานนี้ผมก็ไปนั่งนึกๆเหมือนกันครับ ว่ากามุปาทานนี้ ไม่ใช่เพียงเรื่องกามคุณทั้ง 5 แน่ๆ แต่รวมไปถึงรูปและนามอื่นๆด้วย เพราะนัยแห่งกามนี้มีความหมายได้หลายอย่าง และผมเองก็มิได้เป็นอริยะบุคคลเสียด้วยสิครับ ยังเป็นปุถุชนอยู่อย่างนี้เท่านั้นเอง ก็เลยต้องคาดเดาไปเป็นธรรมดา

ต้องขอขอบคุณ คุณทั้งสองเป็นอย่างมากด้วยครับ

 จากคุณ : พัลวัน [ 14 ส.ค. 2542 / 20:02:07 น. ]
     [ IP Address : 203.149.1.66 ]


 ความคิดเห็นที่ 19 : (นิดนึง)

ขอบคุณ คุณรูปนามหนึ่ง กับคุณ white spirit ด้วยค่ะ
ชัดเจน ละเอียดละออค่ะ

 จากคุณ : นิดนึง [ 14 ส.ค. 2542 / 23:16:21 น. ]
     [ IP Address : 158.108.2.71 ]


 ความคิดเห็นที่ 20 : (สันตินันท์)

ผมต้องขอโทษที่แจมต่อ โดยไม่มีเวลาอ่านที่แต่ละท่านเขียนอย่างละเอียด
เท่าที่ดูผ่านๆ ผมเห็นว่าจุดที่มีปัญหาจุดหนึ่งคือคำว่า "อัตตวาทุปาทาน"
ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าพระโสดาบันละได้ เพราะหมายถึง "สักกายทิฏฐิ"
อีกฝ่ายหนึ่งว่าละไม่ได้ เพราะไปแปลในทำนองว่า "ความยึดมั่นในตัวตน"

ถ้าลองจำแนกศัพท์ให้ดี
อัตตวาทุปาทาน = อัตตา + วาทะ + อุปาทาน
น่าจะแปลว่า "ความยึดในวาทะว่ามีอัตตาตัวตน"
ไม่ได้แปลว่า "ความยึดมั่นในอัตตาตัวตน"
ถ้าในแง่นี้ พระโสดาบัน ไม่มีวาทะหรือความเชื่อถือเช่นนั้นแล้วครับ

 จากคุณ : สันตินันท์ [ 16 ส.ค. 2542 / 13:47:42 น. ]
     [ IP Address : 203.151.110.202 ]


 ความคิดเห็นที่ 21 : (จิตฐิ)

เข้ามาอ่านหาความรู้ค่ะ   ขอบคุณทุกๆท่าน

 จากคุณ : จิตฐิ [ 17 ส.ค. 2542 / 01:26:10 น. ]
     [ IP Address : 209.30.10.15 ]


 ความคิดเห็นที่ 22 : (รูปนามหนึ่ง)

เพิ่มเติมต่อจากคุณสันตินันท์ กับความหมายของ "อัตตวาทุปาทาน"
ในวิสุทธิมรรคอธิบาย โดยเน้นที่  "สิ่งที่เป็นเหตุให้กล่าว"
                                           "สิ่งที่เป็นเหตุให้ถือมั่นชึ่งอัตตา"
                                           "ชื่อว่าอัตตวาทุปาทาน"
หลักฐานตามที่เป็นพระบาลีโดยตรง
[ ๑๒๒๓ ] อัตตวาทุปาทาน เป็นไฉน
"ปุถุชนในโลกนี้ ผู้ไม่ได้สดับ ไม่ได้เห็นพระอริยะ ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะ
ไม่ได้รับการฝึกฝนในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของ
สัตบุรุษ ไม่ได้รับการฝึกฝนในธรรมของสัตบุรุษ  ย่อมพิจารณาเห็นรูปเป็นตน หรือ
เห็นตนมีรูป เห็นรูปในตน หรือเห็นตนในรูป เห็นเวทนาเป็นตน หรือเห็นตนมีเวทนา
เห็นเวทนาในตน หรือเห็นตนในเวทนา เห็นสัญญาเป็นตน หรือเห็นตนมีสัญญา
เห็นสัญญาในตน หรือเห็นตนในสัญญา เห็นสังขารเป็นตน หรือเห็นตนมีสังขาร
เห็นสังขารในตน หรือเห็นตนในสังขาร เห็นวิญญาณเป็นตน หรือเห็นตนมีวิญญาณ
เห็นวิญญาณในตน หรือเห็นตนในวิญญาณ ทิฏฐิ ความเห็นผิด ป่าชัฏคือทิฏฐิ กันดาร
คือทิฏฐิ ความเห็นเป็นข้าศึกต่อสัมมาทิฏฐิ ความผันแปรแห่งทิฏฐิ สังโยชน์คือ
ทิฏฐิ ความยึดถือผิด ความยึดมั่น ความตั้งมั่น ความถือผิด ทางชั่ว ทางผิด ภาวะ
ที่ผิด ลัทธิเป็นบ่อเกิดแห่งความพินาศ ความยึดถือโดยวิปลาส มีลักษณะเช่นว่านี้
นี้เรียกว่าอัตตวาทุปาทาน"
พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
เล่ม ๓๕ ( อภิ.๑) พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี
หน้า ๓๐๙
เมื่อดูแล้วก็คือ สักกายทิฏฐิ๒๐

 จากคุณ : รูปนามหนึ่ง [ 18 ส.ค. 2542 / 00:43:45 น. ]
     [ IP Address : 202.183.230.28 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!