ความคิดเห็นที่ 16 : (รูปนามหนึ่ง)
คุณพัลวัน ครับ ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนความเข้าใจในธรรมแก่กันและกันนะครับ ผมจะลองอธิบายตามความเข้าใจตามปริยัติก่อน เรื่องที่ผมเองจะเห็นด้วยหรือไม่ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง การพิจารณาการละกิเลสของอริยบุคคลทั้ง๔ นั้นท่านพิจารณาในหลายนัย หลายวิธี เช่น สังโยชย์, กิเลส, วิปลาส, อาสวะ, อุปาทาน, อนุสัย, อกุศลกรรมบท เป็นต้น โดยรวมก็เรียกว่า "กิเลส" การจะเปรียบเทียบแต่ละ วิธีที่ใช้พิจารณานั้นโดยปริยัติไม่ขัดกันเลย (บางทีจะขัดความรู้สึกของเรา) สังโยชน์๑๐ หมายถึงธรรมเครื่องผูกขันธ์ทั้งหลายไว้กับทุกข์( สังสารวัฏฏ์ ) ๑๐ อย่าง คือ สักกายะทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามราคะ ปฏิฆะ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุจธัจจะ อวิชชา พระโสดาบัน ละสักกายะทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ได้เด็ดขาด และ ละ กามราคะ ปฏิฆะ ในส่วนที่เป็นเหตุให้ไปอบายได้ พระสกิทาคามี ละกามราคะและปฏิฆะส่วนหยาบได้ พระอนาคามี ละกามราคะและปฎิฆะส่วนที่ละเอียดได้ พระอรหันต์ ละสังโยชน์ที่เหลือทั้งหมด
อุปาทาน ๔ ( อุปาทาน คือ ความถือมั่น,ยึดไว้ ) หมายถึงกิเลสมีตัณหาเป็นปัจจัย มี ๔ คือ กามุปาทาน คือ ความถือมั่นในวัตถุกาม๖ ทิฏฐูปาทาน คือ ความถือมั่นในทิฏฐิ สีลัพพตุปาทาน คือ ความถือมั่นในศีลพรต อัตตวาทุปาทาน คือ ความถือมั่นว่าเป็นตน ( สักกายทิฏฐิมีวัตถุ๒๐ ) พระโสดาบัน ละ ทิฎฐูปาทาน สีลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน ได้ทั้งหมด พระอรหันต์ ละ กามุปาทาน สังโยชน์ข้อ รูปราคะ และอรูปราคะ จัดอยู่ใน กามุปาทาน เพราะเป็นโลกิยธรรม นับได้ว่าเป็นกามโดยเป็นวัตถุกาม จึงต้องละด้วยอรหัตตมรรค
ตามความเข้าใจ พระอนาคามี ยังคงยึดอยู่กับรูปและอรูป (นาม) ตามนัยแห่ง ปฏิจสมุปบาท ตัณหา--อุปาทาน--ภพ คือ ตัณหาเป็นปัจจัยของกามุปาทานๆ เป็นปัจจัยแห่งรูปภพและอรูปภพ
ถ้ากล่าวแบบอภิธรรม คือ อกุศลจิต(ตุปบาท) ๑๒ กามุปาทานเกิดสัมปยุต(ร่วม) กับโลภะมูลจิตทั้ง ๘ สว่นอุปาทานที่เหลืออีก๓(สักกายะทิฏฐิ)เกิดสัมปยุตกับ โลภะมูลจิต ๔ โสดาบุคคลละ โลภะได้๔ คือโลภะที่สัมปยุตด้วยทิฏฐินี้ ส่วนโลภะที่เหลืออีก๔ ละโดยอรหัตมรรค ที่คุณพัลวันถามว่าทิฏฐิคือความเห็นนั้นเป็นเหตุเป็นผลอย่างไรกับอุปาทาน ตอบว่าการถือมั่น(ยึด)ในทิฏฐิเป็นอุปาทาน เมื่อกำจัดทิฏฐูปาทาน สีลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน ได้ชื่อว่าเห็นถูก เป็นสัมมาทิฏฐิสมบูรณ์ ดังนั้นแม้นว่าพระโสดาบันกระทั้งพระอนาคามี จะเห็นถูกจริงๆแล้วก็ตามแต่จิตก็ยังยึดอยู่กับธรรมบางอย่าง ( ในรูปนาม ) จึงยังทำที่สุดแห่งทุกข์ไม่ได้
กล่าวโดยสรุป พระโสดาบันละความเห็นว่าเป็นตน,มีในตนฯลฯ ในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ พร้อมทั้งมิจฉาทิฏฐิอื่นได้ แต่ยังมีอุปาทานคือ กามุปาทานในขันธ์๕อยู่ พระอรหันต์ละอุปาทานขันธ์๕ ได้ทั้งหมด คือไม่มีความยึดถือใดๆในขันธ์๕ หรือนามรูป ทุกข์จึงไม่มี
ที่กล่าวมาเป็นความเข้าใจตามปริยัติ ส่วนใหญ่อยู่ในวิสุทธิมรรคภาค๓ (ภาคปัญญา) โดยเฉพาะเรื่องอุปาทาน๔ อยู่ในหมวดปฏิจสมุปบาทกล่าว ไว้ค่อนข้างละเอียด ส่วนเรื่องการละกิเลส จะอยู่ในหมวดอานุภาพแห่ง มรรคญาณ เรื่องสักกายทิฏฐิ๒๐เป็นอัตตวาทุปาทานมีแน่นอนในพระ ไตรปิฎก เป็นพระบาลี(พุทธพจน์)ด้วย รู้สึกว่าอยู่ในพระอภิธรรมเล่ม แรกๆ ถ้าให้เข้าใจมากขึ้นควรศึกษาพระอภิธรรมอย่างยิ่ง
|