พิจารณาอย่างไรคะ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง
 เนื้อความ :

ในขณะที่ทำสมถะ  เมื่อจิตรวมแล้ว  ให้พิจารณาไล่ลำดับไปทีละอย่างว่า สิ่งเหล่านี้มีสภาวะของไตรลักษณ์ปรากฏอยู่   อย่างนั้นหรือเปล่าคะ
ดูเหมือนมันซ้อน ๆ กันอยู่กับการพิจารณา รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ 

แยกแยะไม่ค่อยถูกเลยค่ะ  ว่าต้องทำอะไรก่อน-หลัง
ขอคำอธิบายแบบง่าย ๆ ด้วยค่ะ

 จากคุณ : มะเหมี่ยว [ 9 ส.ค. 2542 / 23:39:21 น. ]
     [ IP Address : 202.183.230.89 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (หลังเขา)

โดยความเข้าใจส่วนตัวและที่ผมทำอยู่นั้น
การพิจารณาลักษณะนี้นี่ทำได้เลย ไม่ต้องรอจิตรวมหรืออย่างอื่น
กัมมัฏฐาน 5 นี้ถ้าทำอย่างทั่วไปก็เข้า อสุภกัมมัฏฐาน หรือ กายคตาสติปัฏฐาน
หากมีความรู้ตัวอยู่ด้วยก็เป็นอารมณ์วิปัสสนาได้เลยครับ
ทีนี้เรื่องคงเป็นว่า(ความเห็นผมนะครับ) ไม่ควรเปลี่ยนกัมมัฏฐานบ่อยนัก
ใช้อันไหนก็ใช้อันนั้น เคยพิจารณาขันธ์(รูปฯลฯ) ก็พิจารณาไป หากพิจารณากายอยู่(กัมมัฏฐาน 5) ก็ทำไป อย่ากลับไปมาบ่อยนัก

ยกตัวอย่างตัวเอง ผมทำอานาปานสติอยู่
แต่ถ้าวันไหนฟุ้งมากหน่อย ใจไม่ค่อยอยู่กับลมหายใจ คอยจะคิดนั่นนี่อยู่เรื่อย
ผมก็คิดไล่กายดูสภาพแทน ซึ่งส่วนใหญ่จะดีขึ้น เป็นต้นครับ

 จากคุณ : หลังเขา [ 10 ส.ค. 2542 / 01:00:54 น. ]
     [ IP Address : 203.148.248.62 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (ดังตฤณ)

ในระดับจิตนึกคิดธรรมดาก็สามารถเจริญกรรมฐาน 5 ได้ครับ

เวลาสระผมก็ให้จ่อความรู้สึกไปที่กลุ่มผมที่มือสัมผัส
หรือเวลาตัดผมก็ให้จ่อความรู้สึกไปที่หนังหัวอันเป็นที่ตั้งของเส้นผมที่หลุดร่วงไป
เวลาโกนหนวดหรือถอนขน ก็จ่อความรู้สึกไว้ที่นั่นทำนองเดียวกับตัดผม
เวลาตัดเล็บก็ให้กำหนดความรู้สึกถึงความแข้นแข็งของเล็บที่เคยเป็นส่วนหนึ่ง หลุดขาดจากกายได้
เวลาแปรงฟัน ก็ให้กำหนดความรู้สึกถึงฟันเป็นซี่ๆที่สัมผัสแปรง
เวลาอาบน้ำก็ให้กำหนดถึงความหยุ่นและคราบไคลสกปรกบนผิวหนัง
พอกำหนดบ่อยๆ ผ่านวันผ่านเดือนเข้า จิตก็ซึมซับได้เองว่าอ๋อ อย่างนี้ที่ประกอบเป็นเรา
สักแต่มีผม ขน เล็บ ฟัน หนัง

แต่ถ้าหากเจริญสติจนเข้าขั้นสักขณิกสมาธิแก่ๆหรืออุปจารสมาธิอ่อนๆ
จิตทรงตัวเงียบนิ่ง มีกิริยารู้ออกมาจากธรรมชาติของตัวเองทั้งดวง
สามารถกำหนดความรู้สึกเข้ามาในกายทั่วพร้อม
เห็นออกมาจากในกายได้เป็นสองมิติ คือมิติภายในที่เห็นรูปพรรณสัณฐาน
เห็นร่างกายเป็นรูปรอยโครงกระดูก กะโหลก แขน ขา
ก็จะสามารถกำหนดมิติภายนอกที่เป็นรายละเอียดของรูปพรรณสัณฐานนั้น
เห็นผมและขนเหมือนหญ้ารก (ตามตำแหน่งที่ปรากฏจริง ไม่ใช่จินตนาการเฉยๆ)
เห็นเล็บเหมือนกระเบื้อง
เห็นฟันเหมือนส่วนยื่นของกะโหลกที่กระทบสัมผัสกันเองได้
เห็นหนังโดยทั่วรอบเหมือนถุงใส่อึใส่ฉี่ (เพราะมีอึมีฉี่อยู่ในนี้จริงๆ)

ถ้าเก่งสมาธิขึ้นมาอีกระดับ
หน่วงนิมิตผม ขน เล็บ ฟัน หนังเป็นกสิณได้
ก็จะเห็นแจ้งไปอีกระดับ คือหน่วงเอารูปเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่งหรือพร้อมกันเข้าไว้ในใจได้
และสามารถย่อขยาย หรือกำหนดอณูที่ประกอบขึ้นเป็นธาตุ 4 ได้ดังใจนึก
อย่างที่เคยได้ยินเล่าไว้ชัดๆก็เช่นอาจารย์ปถัมภ์ เรียนเมฆ
ในคราวโต้โพธิรักษ์ ที่โพธิรักษ์บอกว่าพัฒนาจิตจนเห็นเข้าไปในกายนั้นไม่มีประโยชน์
อยากดูกายไปดูฟิล์มเอ็กซเรย์ของหมอชัดกว่า
อาจารย์ปถัมภ์บอกว่าคนที่เห็นเข้ามาได้จริงๆนั้น
ละเอียดขนาดลึกลงไปถึงระดับการแบ่งเซลล์
เห็นความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปของวัตถุได้ วางความเป็นไตรลักษณ์จากการเห็นนั้นทีเดียว!

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 10 ส.ค. 2542 / 08:16:27 น. ]
     [ IP Address : 203.155.33.10 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (วันวิสาข์)

ในพิธีการบวชพระ
พระอุปัชฌาย์ต้องสอน ตจปัญจกกรรมฐาน (กรรมฐานมีหนังเป็นที่ 5)
แก่ผู้บวชใหม่เพื่อเป็นเครื่องขัดเกลาจิตเบื้องต้น

กรรมฐาน 5 นี้ ประกอบด้วย
เกสา(ผม) โลมา(ขน) นะขา(เล็บ) ทันตา(ฟัน) ตะโจ(หนัง)
เวลาท่านสอนให้พระใหม่ภาวนา ท่านจะสอนให้ภาวนาในใจ
ทั้งตามลำดับและทวนลำดับ(อนุโลม-ปฏิโลม) คือ
เกสา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ
ตะโจ ทันตา นะขา โลมา เกสา
ให้ฝึกภาวนาดังนี้ จนใจสงบ เกิดเป็นสมาธิ

เพราะเป็นกรรมฐานเบื้องต้นอย่างนี้เอง
ตจปัญจกรรมฐานนี้มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า มูลกรรมฐาน
คือกรรมฐานอันเป็นเบื้องต้น

การภาวนาโดยใช้ส่วนทั้ง 5 เป็นที่ตั้งนี้
ถ้าภาวนาเพื่อให้ใจสงบ ก็จัดเป็นสมถกรรมฐาน

แต่ถ้าใช้ปัญญาพิจารณาเห็นถึงความเป็นสิ่งปฏิกูล
ไม่อยู่ในอำนาจ ความควบคุมบังคับไม่ได้ของสิ่งเหล่านี้
และพิจารณายกขึ้นสู่ไตรลักษณ์ มองเห็นถึงความไม่เที่ยง ฃ
ทนได้ยาก และหาตัวตนเที่ยงแท้มิได้ ก็จัดเป็นวิปัสสนา

ในชีวิตประจำวันของคนธรรมดา
ต้องคอยบริหารส่วนทั้ง 5 นี้ให้เป็นสิ่งน่าภิรมย์อยู่เสมอ
ทั้งตัด ย้อม ทา ดัด เสริม แต่งเติม (พอก) ฯลฯ
เราจะเห็นได้ว่า มีผลิตภัณฑ์มากมายที่ออกมา
เพื่อช่วยในการปกปิดสิ่งเหล่านี้
เราจึงมองไม่เห็นความเป็นสิ่งปฏิกูลของสิ่งทั้ง 5 นี้

สำหรับชาวบ้านผู้ถือศีลแปด
ท่านให้ละสิ่งต่าง ๆ ที่ปกปิดสิ่งเหล่านั้นออกเสียบ้าง
เช่น ไม่ให้มีเครื่องประทินผิว ลูบไล้ต่างๆ เป็นต้น
จุดหมายก็เพื่อให้เห็นความเป็นปฏิกูลในสิ่งเหล่านี้เอง

สำหรับพระสงฆ์นั้น ตามวินัยแล้ว
ต้อง 15 วันถึงจะอนุญาตให้อาบน้ำได้
ทั้งนี้ก็เพื่อให้มองเห็นความเป็นสิ่งปฏฺิกูลได้ง่ายขึ้น

พระที่ปฏิบัติกรรมฐานนี้อย่างเคร่งครัดจะมีกลิ่นติดตัวกันทุกองค์
กลิ่นนี้เรียกกันว่า "กลิ่นกรรมฐาน"

 จากคุณ : วันวิสาข์ [ 10 ส.ค. 2542 / 09:10:21 น. ]
     [ IP Address : 4.16.136.178 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (ต.เชียงใหม่)

เอาจากประสบการณ์ที่ผ่านมานะครับ  ในขณะที่จิตนิ่งรวมสงบเป็นหนึ่งแล้ว (ผ่านพ้นภาวะปิติ และสุขไปแล้ว) ไม่มีความกังวลว่าจะต้องพิจารณาอะไรก่อนหลัง หรือต้องยึดหลักหรือกฏเกณฑ์ใดๆอีกปล่อยภาวะจิตอยู่กับภาวะรู้ตัวทั่วพร้อม ความรู้จะผุดขึ้นเองโดยไม่ต้องใช้สังขารเป็นตัวปรุงความคิดขึ้นมาเองอีก ไม่ต้องอยากที่จะรู้อะไรรักษาความสงบเย็น อะไรที่รู้สึกจากผัสสะที่เข้ามาก็แล้ววางสักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็นสักแต่ว่ารู้สึกแล้วก็ผ่านไปตามให้ทันกับปัจจุบันไปเรื่อยๆกับปัจจุบัน จะเกิดภาวะรู้ขึ้นเมื่อใดไม่ต้องไปเร่งรัดจัดการบังคับจิตความรู้ที่เกิดขึ้นไม่อยู่บนฐานของการปรุงแต่งเอาเอง เป็นความละเอียดของความรู้ในมิติที่ถ่ายทอดออกมาให้เป็นตัวหนังสือก็ยากเหมือนเรื่องของปิติ ของจิตที่เพิ่งกระทบเข้ากับความสงบเย็นภาวะที่จิตปล่อยวางไม่เกาะเกี่ยวกับเรื่องใดๆ ซึ่งทำให้เราเคยตื้นตันขนาดน้ำตาไหลออกมาเองอย่างนั้น  ดังนั้นเมื่อภาวะในการปฏิบัติในครั้งต่อๆไปเมื่อผ่านภาวะปิติ และผ่านภาวะ"สุข"โดยไม่หลงอยู่ในสภาพความสุขนั้นแล้ว ภาวะจิตที่อยู่ในสภาพรู้ตัวทั่วพร้อมนี้แหละที่จะต้องรักษาและตรวจสอบในสิ่งที่จะเข้ามากระทบจากอายตนะทั้ง6 อย่างที่กล่าวแล้วการพืจารณาอะไรก็จะเป็นกลางไปตามความจริงไม่ถูกปรุงแต่งไปด้วยตำราหรือสัญญาที่หลงเก็บไว้ในจิตลึกๆจะมองลงไปที่สิ่งใดๆซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็น ขนเล็บฟันหนัง จะเป็นสิ่งแวดล้อมหรือวัตถุธาตุใดๆก็จะเห็นความเกิดดับเปลี่ยนแปลงในทุกขณะเห็นองค์ประกอบและแยกแยะลงไปถึงอณูเล็กๆ แล้วก็จะหมดสงสัย หมดห่วงหมดหลง ภาวะจิตพ้นจากความบีบรัด ไม่มีความรู้สึกหนักกับขันธ์5 อันนี้อีก เหมือนต่างคนต่างอยู่ พร้อมที่จะลาต่อกันได้ทุกเมื่อ เมื่อถึงจุดนี้ความรักที่เคยหลงรักผูกพันกับสิ่งใดๆจะพบว่ามันเกิดความเปลี่ยนแปลงไป เปลี่ยนไปอย่างไรคงต้องเป็นเรื่องของตนคือเรื่องของความรู้เฉพาะตัว ปัจจัจตังเวทิตัพโพนะครับ

 จากคุณ : ต.เชียงใหม่ [ 10 ส.ค. 2542 / 09:12:37 น. ]
     [ IP Address : 202.6.107.20 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (สันตินันท์)

อ่านข้อความของอาจารย์วันวิสาข์ถึงตอนท้ายๆ
ชักจะเกิดวิตกจริต เกรงว่าน้องใหม่จะไปเห็นว่า
พระกรรมฐานสกปรกเพราะไม่ค่อยอาบน้ำ
จึงขออนุญาตอาจารย์ เรียนข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเล็กน้้อยให้ทราบกันนะครับ

พระวินัยที่กำหนดให้พระอาบน้ำได้ไม่ก่อน 15 วันนั้น
ท่านกำหนดไว้เฉพาะในภาคกลางของอินเดียเท่านั้น
ส่วนพื้นที่นอกนั้นท่านไม่ได้กำหนดเช่นนั้น
ที่ต้องกำหนดไว้ไม่ให้อาบน้ำบ่อยก็เพราะสถานที่อาบน้ำยุคนั้นเป็นที่สาธารณะ
พระกับโยมอาบน้ำปนกัน ถ้าพระไปอาบน้ำบ่อยนัก
ชาวบ้านเขาเดือดร้อน เพราะช่วงที่พระอาบน้ำ มีธรรมเนียมว่าชาวบ้านอาบไม่ได้

สำหรับพระกรรมฐานบ้านเรานั้น ท่านรักษาความสะอาดกันเข้มงวดครับ
ทั้งที่อยู่อาศัย และร่างกายของท่าน
กระทั่งการแปรงฟันด้วยไม้สีฟัน(เมื่อก่อนไม่มีแปรงสีฟัน)
กลิ่นกรรมฐานที่หอมชื่นใจที่สุด ทวนน้ำทวนลม ก็คือกลิ่นศีลของท่านครับ
คงไม่ใช่กลิ่นตัวเหม็นตุตุ เพราะไม่อาบน้ำหรอกครับ :)

ส่วนเรื่องกรรมฐาน 5 ที่มีพระวินัยกำหนดให้อุปัชฌาย์ต้องบอกแก่ผู้บวชนั้น
เป็นไปตามที่ท่านอาจารย์กล่าวไว้ครับ
ถ้าอุปัชฌาย์ไม่บอก ท่านถือเป็นอาบัติทีเดียว

 จากคุณ : สันตินันท์ [ 10 ส.ค. 2542 / 14:34:36 น. ]
     [ IP Address : 203.151.110.200 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (Lee)

ผมละกลืนน้ำลายเลย ถ้าบอกว่า 15 วันอาบน้ำได้ที ตามพระวินัย

เกิดวันหน้า มีบุญได้บวช  แล้ว 15 วันอาบน้ำที  เฮ้อ แค่คิดก็ไม่สนุกแล้ว

 จากคุณ : Lee [ 10 ส.ค. 2542 / 18:17:23 น. ]
     [ IP Address : 203.149.33.241 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (ประสงค์)

ที่ผมปฎิบัติมาก็คือเจ้าผมขนเล็บฟันหนัง
มันเกิดมาจากของสกปรกคือเลือดน้ำเหลือง
และก็ไม่ต้องไปยึดติดกับมัน

ถ้าปฏิบัติจนเห็นจริงๆแล้วจะเบื่อร่างกายตัวเองหรือเปล่าครับ?

 จากคุณ : ประสงค์ [ 10 ส.ค. 2542 / 20:00:59 น. ]
     [ IP Address : 202.44.8.14 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (จิตฐิ)

ขอบคุณ คุณสันตินันท์ ค่ะ  ที่กรุณามาให้ความกระจ่างในเรื่องพระวินัยในการอาบน้ำ... กำลังนึกอยู่ว่า ก็เห็นครูบาอาจาร์พระสายปฏิบัติ  ท่านอาบน้ำกันทุกวัน...กำลังรอให้ผู้รู้..เข้ามาให้ความกระจ่างพอดี

 จากคุณ : จิตฐิ [ 10 ส.ค. 2542 / 20:05:14 น. ]
     [ IP Address : 209.30.234.224 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (วันวิสาข์)

ต้องขออภัยที่ทำให้สมาชิกต้องตกใจเล็กน้อย
ในเรื่องวินัยการอาบน้ำของพระ

อย่างที่ท่านสันตินนันท์ว่านั่นและ
วินัยมีทั้งปฐมบัญญัติและอนุบัญญัติ
คือมีทั้งที่บัญญัตติครั้งแรกและแก้ไขเพิ่มเติม

ตัวปฐมบัญญัติว่าไว้ดังนี้

57. อนึ่ง ภิกษุใด ยังไม่ถึงคร่ึงเดือน อาบน้ำ เป็นปาจิตตีย์
เว้นแต่สมัย

คำว่าสมัย คือ ระยะเวลาที่อาบน้ำได้ คือ
เดือนครึ่งท้ายฤดูร้อน และเดือนแรกแห่งฤดูฝน

หมายเหตุ
57. คือ ข้อที่ 57 ในสุราปานวรรค หมวดปาจิตตีย์

เรื่องราวมีอยู่ว่า
พระกำลังอาบน้ำกันในแม่น้ำจโปทา
พระเจ้าพิมพิสาร ต้องไปรอจนพระอาบน้ำเสร็จ
ทำให้เสด็จกลับไม่ทันประตูเมืองปิด ต้องทรงค้างแรมนอกเมือง
พระพุทธองค์ทรงทราบ จึงบัญญัติสิขาบทนี้
ต่อมาทรงแก้ไขให้หย่อนลงในเมื่อมีเหตุจำเป็น
และพระที่ไม่ได้อยู่ในเขตภาคกลางของอินเดีย
ตามสิกขาบทนี้ก็ไม่ครอบคุมถึง

 จากคุณ : วันวิสาข์ [ 11 ส.ค. 2542 / 07:36:48 น. ]
     [ IP Address : 4.16.138.23 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (สันตินันท์)

ขอบคุณอาจารย์มากครับ ที่กรุณาแนะนำเพิ่มเติม

 จากคุณ : สันตินันท์ [ 11 ส.ค. 2542 / 09:30:22 น. ]
     [ IP Address : 203.151.110.206 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (จิตฐิ)

คุณประสงค์ค่ะ.. นี่เป็นความเห็นส่วนตัว..ที่ได้เรียนได้ฟังและได้ลองปฏิบัติมา..

การพิจารณา " ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง " ให้เลือกพิจารณาที่ละอย่างนะคะ ดูให้ละเอียด ดูเหตุ ดูผล ดูที่มา ดูที่ไป และ ให้เห็นว่าที่ไป ก็กลายเป็นที่มาของสิ่งใหม่ จะเห็นการเกิด-ดับ เกิด-ดับ อยู่ตลอดเวลา  ให้เห็นโทษ ให้เห็นความยึดติดในสิ่งนั้น ให้เห็นทุกข์-ความไม่เที่ยง-ความแปรสภาพ(อนัตตา)  มองและฝึกพิจารณาฝึกคิดฝึกสอนตัวเองไปเรื่อยๆ ให้เห็นความจริงตามความเป็นจริง ฝึกจิตตัวเองให้สังเกตุ ให้ดูอยู่เรื่อยๆ  พอจิตมันเรียนรู้ความจริงตามความเป็นจริงของสัจจธรรมแล้ว มันจะเข้าใจลึกซึ้ง มันจะไม่เอาเลยค่ะ 

เหมือนกับเราได้รับกล่องของขวัญห่อด้วยกระดาษสวยหรูงามมาก แต่พอเปิดออกดู..กลายเป็นงูเห่ามีพิษร้ายแรง ..ดูสิว่าใครบ้างที่จะไม่รีบเหวี่ยงกล่องของขวัญใบนั้นไปให้ไกลแสนไกลตัวเราฉันใด  จิตเราถ้าเห็นความจริงตามความเป็นจริงแล้ว มันจะวิ่งเผ่นเองเลยทีเดียวค่ะ

 จากคุณ : จิตฐิ [ 12 ส.ค. 2542 / 05:15:11 น. ]
     [ IP Address : 209.30.10.15 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (ประสงค์)

ขอบคุณครับ

 จากคุณ : ประสงค์ [ 12 ส.ค. 2542 / 10:39:09 น. ]
     [ IP Address : 202.44.8.14 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (มะเหมี่ยว)

ขอบคุณทุกท่าน  รวมทั้งอาจารย์วันวิสาข์ด้วยค่ะ

 จากคุณ : มะเหมี่ยว [ 15 ส.ค. 2542 / 22:27:38 น. ]
     [ IP Address : 202.183.252.211 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!