ขอยกการสนทนาจากกระทู้ # 162 เรื่องการปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องยากหรือง่าย ของ คุณสันตินันท์มาต่อที่นี่นะคะ...
 เนื้อความ :

ทำไมเราอ่านอย่างเดียวกันแท้ๆ แต่กลับสรุปออกมาต่างกันได้ก็ไม่ทราบค่ะ  ดิฉันถึงกับต้องไปอ่านซ้ำเพื่อให้กระจ่างและแน่ใจ ก็ยังไม่เห็นว่าคุณโอม(..ดิฉันต้องไปค้นกระทู้ที่แจ้งชื่อใหม่.. "คุณอนัตตา"  )พูดว่า.." ปุถุชนไม่ควรพิจารณาการเสพกาม"..อย่างที่คุณ" โจโจ้" ..ว่าเลยน่ะคะ
      
คุณอนัตตาว่า.... "  การเสพกามไม่น่าจะเป็นกรณีที่ปุถุชนธรรมดาจะมายกเป็นข้อพิจารณาเป็นพิเศษในขณะนี้  น่าจะเน้นไปที่ คุณธรรมระดับ"โสดาบัน" ก่อนน่าจะง่ายกว่าคุณธรรมของ"พระอนาคามี" "

keyword..คือ  ไม่น่าจะ...พิจารณาเรื่องการเสพกาม...(อย่างมากมาย)เป็นพิเศษ...ณ.ขณะนี้..
( นี่หมายถึงคนที่กำลังเริ่มศึกษา เริ่มต้องการที่จะปฏิบัติเพื่อที่จะเข้าสู่กระแสพระนิพพาน นี่สำหรับคนที่มีภูมิธรรมทั่วๆไป ส่วนคนอื่นๆ ที่มีภูมิธรรมสูงแล้ว ละสังโยชน์ 3 ได้แล้ว ก็จะเป็นคนละส่วนกันนะคะ) 

ประมาณว่า.. ถ้าเราเพิ่งเริ่มเข้าโรงเรียน เราคงต้องเริ่มจากอนุบาลก่อน คงต้องผสมก.อา.. "กา" เสียก่อน ที่จะมานั่งอ่าน บทกวีของสุนทรภู่ หรือจะมาคุยเรื่องสอบ Entrance นะค่ะ ทุกอย่างมันเป็นไปตามระดับขั้นตอน

พระพุทธองค์ท่านได้แยกแยะแจกแจงพระธรรมขันธ์ออกมาอย่างละเอียดถึง 84,000 นั้นเพื่อให้จิตแต่ละดวง..แต่ละจริต..ได้ศึกษาได้เข้าใจในจิตในจริตของตน แต่เพียงแค่ธรรมะข้อเดียว ถ้าคุณพิจารณาได้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง คุณก็สามารถบรรลุธรรมได้ ในพระสูตรก็ได้กล่าวไว้มากมาย

ดิฉันถามตัวเองว่าการพิจารณา..รูป..หรือ..นาม..ก็ตาม   ดิฉันพิจารณามันเพื่อจุดประสงค์อะไรกัน.. ส่วนตัวของดิฉันเองเข้าใจว่าพิจารณาเพื่อทำความเข้าใจกับความเป็นจริงของสัจจธรรม.. เพื่อปลดปล่อยความยึดมั่นถือมั่น  เพื่อมุ่งไปสู่จุดมุ่งหมายปลายทางคือละวัฏสงสาร  คือการมุ่งเข้าสู่กระแสพระนิพพาน... ใช่ไหมค่ะ   ถ้าไม่ใช่ก็วานผู้รู้ช่วยแนะนำด้วยเถอะค่ะ  

แต่ถ้าใช่ดิฉันก็คิดต่อว่า  ถ้าสำหรับตัวดิฉันเองซึ่งเป็นเด็กหัดใหม่ เป็นเด็กอนุบาลที่ยังเดินเตาะแตะอยู่  ถ้าให้เลือกพิจารณาระหว่าง " รูป " (ที่มองเห็นได้ชัดเจน แถมยังจับต้องได้ ) กับ " นาม " ( ที่ต้องทำความเข้าใจกันอีก มองเห็นด้วยจักษุวิญญานไม่ได้ อย่าลืมนะคะว่า นี่ดิฉันกำลังพูดถึงตัวเองที่เป็นเด็กหัดใหม่อยู่...)แล้ว รูปนั้นน่าจะพิจารณาได้ง่ายกว่ามาก

รูป.. ก็ยังแยกออกเป็น
1. สมบัติภายนอก-สมบัติภายใน
2. สมบัติที่มีวิญญาณครอง - และที่ไม่มีวิญญาณครอง
...ดิฉันเองก็เคยพิจารณาธาตุ 4 อยู่นานหลายปี ดูอสุภะ ดูอาการของความเปลี่ยนแปลงของสังขาร ตั้งแต่ลมหยุดกระพือ ไฟเริ่มมอด ไฟดับ ดินน้ำที่เคยเกาะกันได้เพราะมีปัจจัยอื่นเสริม  ก็เริ่มแยก เห็นความอนิจจัง ความไม่เที่ยง ความน่าเกลียด ความทุเรตของธาตุ 4 ที่ครั้งหนึ่ง เคยมารวมกัน เป็น  ตัวดิฉัน......

.แต่ตอนนี้ สำหรับตัวดิฉันเองแล้ว  ก็เริ่มรู้สึกว่ามีสิ่งใกล้ตัวมากมายที่เห็นได้ชัด ที่ดิฉันยังยึดมันอยู่มาก ยังติดแน่นยิ่งเสียกว่ากาวตราช้างเสียอีก  สมบัติภายนอก(ที่ไม่มีวิญญาณครอง)ที่ติด..ฮึ ฮึ..แถมยังไม่เคยรู้ว่าติดเสียอีก พอเริ่มเห็นก็รู้ได้ว่ามีมากมายเหลือเกิน ดิฉันขอเริ่มกลับไปพิจารณาที่สมบัติภายนอกก่อนดีกว่า ไอ้เจ้าตัว ..ของๆตน....นี่แหละค่ะ มันทำดิฉันแสบนักเชียว ยังติดกับมันแน่นอยู่เลย

ส่วนตัวแล้วดิฉันเป็นคนสมถะ เรียบๆ ง่ายๆ ไม่เคยติดในยี่ห้อ หรือว่าจะต้องได้ในสิ่งนั้นสิ่งนี้ แต่พอมองกันจริงๆ ก็พบว่า  ดิฉันก็เหมือนกับผู้หญิงทั่วๆไป ดิฉันยังติดกับพวก centimental ยังเก็บจดหมายสามีเมื่อสมัยเป็นแฟนกัน 20 ปีมาแล้ว ยังเก็บตุ๊กตาที่เพื่อนรักให้เมื่อ 20 ปีที่แล้วตอนที่เพื่อนมาส่งที่สนามบินเมื่อครั้งที่ดิฉันยังเป็นเด็กเดินทางมาอเมริกาเป็นครั้งแรก ดิฉันยังติดอัตตา ความภูมิใจที่สามารถปลูกต้นไม้ให้ผลได้งาม ดิฉันยังติดใบประกาศที่แขวนแหมะอยู่บนกำแพง  ดิฉันยังติดไอ้เจ้าเสื้อตัวเก่งที่ถึงจะไม่มีราคา แต่ใส่สบายถูกใจ ถ้าใครมาเอาไปทิ้งณ.ตอนนี้คงต้องเป็นเรื่องแน่ๆ  .....โอ้ย...ดิฉันยังติดอีกสารพัด...

ตอนนี้กำลังพิจารณา ใช้หลักปฏิเสธว่านี่ไม่ใช่ของเรา นั่นก็ไม่ใช่ของเรา คอยนึกอยู่เสมอว่าถ้าของสิ่งนั้นหายไป ใจจะแบกความทุกข์ ความเดือดร้อน และ เร่าร้อนหรือไม่  โอ้ย....คิดแล้ว..อายตัวเอง  อายหมาที่วัดมันจริงๆเลยค่ะ  จะตะโกน..ปฏิเสธ..ใส่ใจมันเรื่อย ๆ ให้มันชาไปเลย ขอให้พี่ๆเพื่อนๆน้องๆหลานๆ เอาใจช่วยด้วยนะค่ะ

หัวข้อกระทู้ คือ..ปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องยาก หรือ ง่าย... สำหรับดิฉันแล้ว มันเป็นเรื่องง่ายเหลือเกิน ทำได้ทุกที่ ในทุกขณะจิต  แต่มันก็ชั่งยากแสนเข็ญ เพราะอวิชชา   เพราะความขี้เกียจของตัวเอง อย่างเช่นครูบาอาจารย์ท่านเคยพูดไว้ว่า....คนสมัยนี้ชอบปฏิบัตธรรม...เหมือนดั่ง..ขี้ช้างจับตั๊กแตน...คือทำเรื่องง่ายให้เป็นยาก  พิธีรีตอง มากเหลือเกิน...ดิฉันเองก็ยอมรับว่าเป็นเช่นนั้นมาตลอดค่ะ

 จากคุณ : จิตฐิ [ 9 ส.ค. 2542 / 23:32:44 น. ]
     [ IP Address : 209.30.233.113 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (วัฒน์ เคลเลอร์ watkellr@flash)

Just passing thru..

 จากคุณ : วัฒน์ เคลเลอร์ watkellr@flash [ 10 ส.ค. 2542 / 04:43:51 น. ]
     [ IP Address : 209.30.239.112 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (สันตินันท์)

ผมไม่ได้ไปดูกระทู้ที่  162 มานานแล้วครับ
ไม่มีเวลาพอ และนึกว่าจบไปแล้ว
เพิ่งทราบว่ายังมีการอภิปรายกันอยู่

สำหรับผมเองก็ยังเห็นอยู่นั่นเองว่า
การปฏิบัติธรรมไม่ยาก ถ้ามีสัมมาทิฏฐิ
(แต่ถ้ามีมิจฉาทิฏฐิ ก็ยากมาก)
เพราะธรรมะอยู่ที่กายที่จิตเรานี้เอง
แม้แต่สิ่งแวดล้อมภายนอก ก็ล้วนประกาศธรรมอยู่ปาวๆ ตลอดเวลาเช่นกัน

ผมยกตัวอย่างสักเรื่องหนึ่งครับ
คราวหนึ่งผมเดินทางไปกราบหลวงพ่อพุธ ระหว่างทางเดินผ่านกองมูลสุนัข
กองเบ้อเริ่มเลย มีหลายกอง ส่งกลิ่นรุนแรง มีสีเหลืองเขียวแดง
มีแมลงวันใหญ่ๆ บินว่อนตอมมูลสุนัข
พอเดินเข้าไปใกล้ มันก็บินจะมาตอมผม
จิตใจขณะนั้นรู้สึกสะอิดสะเอียนเป็นกำลัง โบกปัดแมลงวันวุ่นไปหมด

พอจิตระวังสนใจมูลสุนัข จิตก็พุ่งออกไปพิจารณามูลสุนัขนั้นโดยอัตโนมัติ
จิตประจักษ์ชัดว่า กลิ่นเป็นส่วนหนึ่ง สีเป็นส่วนหนึ่ง ตัวมูลสุนัขเป็นเพียงธาตุ
เหมือนกายเรานี้เอง ไม่ได้สกปรกอะไรเลย
พอจิตเข้าใจเช่นนั้น จิตก็ตัดกระแสความรังเกียจขาดหมด
มีแต่ความสงบ เบิกบาน ตื่นตัว
พอถึงกุฏิ กราบหลวงพ่อแล้ว เล่าให้ท่านฟัง
ท่านก็สอนสรุปว่า ถ้ามีปัญญาเสียอย่างเดียว แม้แต่มูลสุนัขก็แสดงธรรมให้ฟังได้

เราอย่าไปคิดว่าการปฏิบัติธรรมคือสิ่งนั้นสิ่งนี้
ขอเพียงรู้ชัดสิ่งที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริงของมัน
ทั้งภายในและภายนอก ทั้งรูปและนาม
แรกๆ อาจจะต้องพาจิตให้หัดพิจารณาบ้างพอเป็นแนวทาง
พอจิตเข้าใจแล้ว คราวนี้อะไรมากระทบ จิตเขาจะดำเนินการปฏิบัติของเขาเอง
เราเป็นคนดูเฉยๆ เท่านั้น ไม่ยากหรอกครับ

 จากคุณ : สันตินันท์ [ 10 ส.ค. 2542 / 08:00:37 น. ]
     [ IP Address : 203.154.120.12 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (สันตินันท์)

ผมเขียนตอนที่จิตพิจารณามูลสุนัขยังไม่ชัด ขอขยายความสักนิดครับ
เผื่อจะเป็นประโยชน์บ้าง
ตรงที่จิตพิจารณามูลสุนัขที่น่ารังเกียจนั้น
แทนที่จิตจะมองมูลสุนัขกองนั้นทั้งกอง
มันกลับเข้าไปจำแนกมูลกองนั้นเป็นรูป(สี) ที่เห็นด้วยตา
สีของมูลสุนัข กับสีอื่นๆ ที่ตาเห็น ก็ล้วนแต่เป็นสีอย่างเดียวกัน
ทั้งสิ่งสวยงามและไม่สวยงาม มันก็สักว่าสีที่ตาเห็นเท่านั้น

กลิ่นที่ว่าเหม็น ก็สักว่ากลิ่นที่มากระทบจมูก
ตัวกลิ่นเองมันไม่บอกหรอกว่ามันเหม็นหรือหอม มันก็กลิ่นด้วยกันทั้งนั้น

ที่เหลืออยู่ก็คือก้อนธาตุ ซึ่งก็คือธาตุปกติธรรมดานั่นเอง
พอธาตุน้ำระเหยไป เหลือแต่ธาตุดินแห้งๆ มันก็เหมือนดินธรรมดานั่นเอง
(อันนี้ไม่ได้แยกธาตุตามแนวอภิธรรมนะครับ แต่แยกตามที่ตาเห็น)

จิตพิจารณาจำแนกมูลสุนัขนั้นออกเป็นรูป กลิ่น และเป็นธาตุ
ไม่ได้พิจารณารส และสัมผัส เข้าใจว่าจิตไม่เคยรู้รสมูลสุนัข
และไม่คิดจะกินมูลสุนัข มันจึงไม่ได้พิจารณารส

สิ่งเหล่านี้จิตมันดำเนินไปได้เองครับ ถ้าเรารู้จักคุ้นชินการปฏิบัติมาระดับหนึ่ง
คือแทนที่มันจะมองอะไรเป็นกลุ่มเป็นก้อนอันเดียว
มันกลับรู้จักแยกแยะสิ่งเหล่านั้นออกเป็นส่วนๆ
พอแยกส่วนแล้ว ก็ไม่มีอะไรน่ารังเกียจหรือน่ายินดี
แต่ถ้าสิ่งต่างๆถูกหมายรู้รวมๆ กันแล้ว(มี ฆนสัญญา)
มันก็มีสิ่งที่น่ารังเกียจและน่ายินดีขึ้นมา

 จากคุณ : สันตินันท์ [ 10 ส.ค. 2542 / 08:15:53 น. ]
     [ IP Address : 203.154.120.12 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (อนัตตา)

ดีใจที่มีผู้สนใจความคิดเห็นของผม
      ขอแสดงความเห็นเพิ่มเติมนิดนะครับ
      ถ้าเรากำหนดรู้จิตตนโดยไม่มีพื้นสัมมาทิฐิเลย โอกาสที่จะเป็นมิจฉาทิฐิจะมีมากเช่นจิตรวมแต่ขาดสติ สัมปะชัญญะเพียงพอ ทำให้หลงไปทางวิปัสนูกิเลส ซึ่งผมคิดว่ามันเสี่ยงมากไป เพราะเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าตอนนั้น(ตอนที่จิตรวม) สติสัมปะชัญญะ(ไม่รู้เขียนถูกหรือเปล่า) เพียงพอที่จะเห็นสภาพที่แท้จริง ดังนั้นพระพุทธองค์จึงยกสัมมาทิฐิมาเป็นข้อแรก ถึงแม้การพิจารณากฏไตรลักษณ์ว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน จะไม่ใช่สัมมาทิฐิที่แท้จริง แต่มันเป็น สัญญา สังขาร ที่เราปรุงขึ้นมาเอง แต่มันเป็นส่วนประกอบของจิต และจะเป็นพื้นฐานให้จิตใช้เมื่อถึงเวลาที่จิตพิจารณาเอง ตัวอย่างที่พบ เช่นคำสอนของครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งซึ่งผมอ่านพบในกระทู้ (ขอโทษที่จำไม่ได้ว่ากระทู้ไหน) บอกว่า "จิตต้องรวม 2 ครั้ง เมื่อรวมครั้งแรกแล้วให้พิจารณากฏไตรลักษณ์จนรวมครั้งที่สอง" ซึ่งผมคิดว่านั่นแสดงว่าจิตไม่มีพื้นฐานกฏไตรลักษณ์เพียงพอ ซึ่งผู้ที่จิตรวมครั้งแรกก็เกิดจิตยิ้มแล้วก็มี ดังนั้นผมจึงคิดว่าการปฏิบัติ สัมมาทิฐิ ควรจะมาก่อน แล้วการปฏิบัติธรรมจะไม่ยาก เพราะจะเห็นผลทันทีที่ปฏิบัติเพราะคนที่สอนกฏไตรลักษณ์ให้กับตัวเอง กิเลสเขาจะเริ่มเบาบางลงทันที และเมื่อถึงจุดที่จิตของเขารวม จิตเขาน่าจะยิ้มได้ในครั้งแรกนั่นเอง

 จากคุณ : อนัตตา [ 10 ส.ค. 2542 / 09:14:34 น. ]
     [ IP Address : 203.151.2.159 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (จิตฐิ)

แหม..พออ่านที่คุณสันตินันท์เล่าเรื่องพิจารณาขี้หมา..ก็อดนั่งยิ้มไม่ได้ เพราะช่วงนี้ในกลุ่มปฏิบัติธรรมเกิดได้ธรรมะจากอุจาระกันหลายคนจริงๆค่ะ เวลาคุยแลกเปลี่ยนธรรมะกันไปก็ขำกันไปเพราะอยู่ๆก็มีแต่เรื่องอุจาระทั้งนั้น และอีกหลายๆข้อธรรมก็ได้ในบริเวณห้องน้ำอีกนั่นแหละ..

ขอบคุณที่เล่าการพิจารณามาให้ฟัง  ถ้ามีเวลาก็กรุณาเล่าให้ฟังอีกนะค่ะ แต่เรื่องธาตุ 4 ในขี้หมา หรือ ในอุจาระคนนั้น พอเราเข้าใจแล้ว ก็จะไม่เกิดความขยักแขยง หรือ สะอิดสะเอียดอะไรนัก  และใจของเราก็ไม่ได้ยึดติด ไม่ยึดมั่นถือมั่นกับมันอยู่แล้ว ละมันได้ง่ายแน่ๆ แต่ไอ้ที่เรายังติดแหงกเหมือนแตงเมนี่ละคะ นอกจากพิจารณาลงไตรลักษณ์และใช้หลักปฏิเสธแล้ว ยังพอมีวิธีอื่นๆ ที่พอจะน้อมให้ความเข้าใจลงถึงใจ ให้เห็นสัจธรรม  ให้คลายในความยึดติดในสิ่งนั้นๆอีกมั้ยคะ



ฟังเรื่องในสมัยพุทธกาล ที่พระท่านได้รับจีวรใหม่  จิตเกิดชอบและติดในจีวรผืนนั้น พอตายไป ไปเกิดเป็นตัวลิ้นตัวไรในจีวรผืนนั้นนั่นเอง  จิตฐิเองติดหลายอย่างเหลือเกิน ส่วนมากไม่มีราคา แต่มีค่าสำหรับใจเราเท่านั้น  เพียงแค่มองก็เห็นถึงขั้นตอนของภาพในอดีตได้ มีประวัติให้ระลึกนึกถึง แม้กระทั่ง stuffing animal Snoopy ที่เพื่อนให้มาร่วม 20 ปีแล้ว ยังเก็บไว้ ซักก็ไม่ยอมซักเพราะกลัวมันจะเสียหาย จะทิ้งก็ยังอาลัย....โอ้ย...ไม่ได้แล้วต้องพิจารณาให้เห็นสัจธรรม ให้เห็นไตรลักษณ์  ให้ใจน้อมเข้าใจและปฏิเสธได้ว่าไม่มีอะไรเป็นของๆเรา ใจจะได้ไม่ยึดกับอะไร..นี่ขนาดแค่สมบัติภายนอกที่ไม่มีวิญญาณ  เฮ้อ...นับประสาอะไรกับสมบัติที่มีวิญญาณ....แต่จะพยายาม  จะไม่ท้อแท้แน่นอนค่ะ

 จากคุณ : จิตฐิ [ 10 ส.ค. 2542 / 09:43:40 น. ]
     [ IP Address : 209.30.237.30 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (จิตฐิ)

แก้ไข:  stuff animal.. "Snoopy"

 จากคุณ : จิตฐิ [ 10 ส.ค. 2542 / 10:09:48 น. ]
     [ IP Address : 209.30.237.30 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (มาตา)

คุณจิตฐิคะ เรื่องการยึดติดนี่บางทีมันต้องใช้วิธีหนามยอกเอาหนามบ่ง
อย่างเรื่องที่ว่าติดตุ๊กตาsnoopy  เพียงแต่คุณจิตฐิทำใจโยนมันทิ้งไปเลย
(ฮั่นแน่ะ อย่าปรุงแต่งว่าทำร้ายจิตใจกันเกินไป)  แล้วดูจิตตัวเองตอนนั้น
ตอนที่ทิ้งไปแล้ว  จะรู้สึกว่าโล่งเป็นอิสระ  พอทำได้อย่างหนึ่ง ต่อไปๆก็
จะค่อยๆตามมาเอง  ค่อยรู้สึกง่ายที่จะตัดใจทิ้งค่ะ  มันสำคัญที่ต้องทำใจ
ให้เข้มแข็งจริงๆ  ลองดูนะคะ
ป:ล:  ถ้าตัดใจทิ้งตุ๊กตาได้แล้ว ที้งมาที่บ้านข้าพเจ้าก็ได้จ้า อิ อิ
     ( คุณสนทนาธรรมหายไปไหนเอ่ย ขอยืม อิ อิ มาใช้หน่อยค่ะ )

 จากคุณ : มาตา [ 10 ส.ค. 2542 / 10:11:54 น. ]
     [ IP Address : 202.28.190.98 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (พัลวัน)

เรียน คุณอาสันตินันท์

เมื่อพิจารณาโดยแยกออกไปตามผัสสะแล้ว ใจมันเห็นกองมูลสุนัขเป็น"ของเปล่าๆ"ด้วยหรือเปล่าครับ (ที่ถามก็เพราะว่า เวลาผมเห็นอะไรแล้วไปพิจารณาอย่างนี้แล้วมันมักจะกลายเป็นของเปล่าๆ ที่หาสาระ และหาความสำคัญต่อผมไม่ได้เลย และอยากทราบด้วยว่า ควรจะพิจารณาต่อไปอย่างไร เช่นวกกลับมาดูที่จิตหรืออย่างไรครับ (เพราะว่าในขณะที่เป็นอย่างนี้ พอจิตมันเห็นเป็นของเปล่าๆแล้วมันก็ละความสนใจ ไปส่งออกเรื่องอื่นๆต่อไปครับ)



 จากคุณ : พัลวัน [ 10 ส.ค. 2542 / 10:47:17 น. ]
     [ IP Address : 203.146.28.31 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (สันตินันท์)

เรื่องการพิจารณานั้นมันมี 2 ระดับครับ

ระดับแรก เป็นขั้นที่เราจงใจพิจารณา เป็นการน้อมนึกเอา
เช่นน้อมนึกพิจารณากาย เวทนา จิต ธรรม เป็นไตรลักษณ์
หรือพิจารณาลงไปที่สิ่งที่เรายึดถือ ว่าเป็นไตรลักษณ์
ขั้นนี้เป็นอุบายวิธีอบรมจิต ให้รู้จักวางเสียบ้างชั่วขณะ
เพื่อรวมสงบเข้ามาภายใน (เป็นการทำสมถะ)
เมื่อจิตรวมลงแล้ว หากจิตพอใจจะสงบ
มันจะไปสงบตัวอยู่เฉยๆ เป็นการพักผ่อนในภูมิของสมถะ
หรือมันอาจจะดำเนินวิปัสสนาอันเป็นระดับถัดไปก็ได้
แต่หากมันรวมแล้ว ไปค้างคานิ่งเฉยอยู่เพียงนั้นทุกที
ไม่ใช่การพักผ่อนในภูมิสมถะเป็นครั้งคราว
ก็อาจจะต้องพิจารณาจิตและอารมณ์ภายในต่อไปอีก
เพื่อไม่ให้ไปติดอยู่เพียงแค่นั้น

ระดับที่ 2 เป็นการดำเนินเองของจิตที่รวมลงเป็นสัมมาสมาธิแล้ว
คือจิตเขาจะพิจารณาแยกรูปนาม หรืออารมณ์ที่จิตไปรู้ไปเห็นโดยอัตโนมัติ
เหมือนที่จิตผมวิ่งออกไปพิจารณามูลสุนัขจนกระจายออกเป็นอนัตตา
หรือบางครั้งจิตก็รู้อารมณ์ภายใน พิจารณาแยกแยะอารมณ์ภายในลงเป็นไตรลักษณ์
ขอย้ำตรงที่ว่า จิตเขาดำเนินเอง ไม่ใช่เราจงใจพิจารณา
หลวงพ่อพุธ ฐานิโย ท่านจึงสอนว่า
"วิปัสสนาแท้เริ่มที่หมดความจงใจ"
ในขั้นนี้ เราไม่สามารถจงใจกระทำอะไรต่อไปได้หรอกครับ คุณพัลวัน

 จากคุณ : สันตินันท์ [ 11 ส.ค. 2542 / 08:42:40 น. ]
     [ IP Address : 203.151.110.206 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (พัลวัน)

ขอบคุณครับ จะน้อมรับไปปฏิบัติครับ

(แต่เรื่องหมดความจงใจนี่ แม้แต่ความจงใจให้หมดความจงใจก็เป็นเรื่องของความจงใจเหมือนกัน ไม่มีวิธีใดที่จะจงใจให้หมดความจงใจไปได้ครับ นอกจากภาวนาจนเลิกจงใจไปเอง คงเป็นอย่างนี้ เพราะเหตุนี้สมถะจึงช่วยวิปัสสนา)

 จากคุณ : พัลวัน [ 11 ส.ค. 2542 / 09:11:29 น. ]
     [ IP Address : 203.149.32.156 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (อนัตตา)

เพราะหยุดคิดจึงจะรู้
แต่ก็ต้องอาศัยความคิด

 จากคุณ : อนัตตา [ 13 ส.ค. 2542 / 09:54:47 น. ]
     [ IP Address : 203.151.2.159 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (3746)

ผมขอขอบคุณ และขอชื่นชมพี่สันตินันท์ครับ
(ทุกท่านอย่าคิดว่า ชมแบบเอาใจ หรือออกนอกหน้านะครับ)
ในความคิดของกระผม  ผมได้อ่านการ post /ตอบกระทู้ของ
พี่สันตินันท์ หลายกระทู้เป็นที่น่าชื่นชม ยิ่งที่พี่สันตินันท์
ได้ตอบในเชิง สมถะ สายกลาง  อนุรักษ์สัมพันธ์ และการตอบที่
นิ่มนวล มีแนวทางง่ายต่อการเข้าใจ และขอชื่นชม อย่างยิ่งกระทู้เรื่องการปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องยากหรือง่าย.......
_/|\_

 จากคุณ : 3746 [ 13 ส.ค. 2542 / 12:30:28 น. ]
     [ IP Address : 202.47.250.204 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (WhiteSpirit)

มาแสดงความเห็นด้วยกับคุณ 3746 เรื่องคุณสันตินันท์นะครับ

ถ้าลองอ่านการตอบกระทู้ของท่านมากๆ จะเห็นได้ชัดเจนอีกเรื่องหนึ่ง
ก็คือเรื่อง การแสดงความคิดเห็นตรงไปตรงมา คิดเห็นอย่างไรก็ว่ากล่าว
ไปตามนั้น มีความเห็นตรง ไม่มีการเกรงใจในเรื่องธรรม ไม่กังวลว่าผู้อื่น
จะคิดอย่างไรเห็นด้วยไม่เห็นด้วย ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของอริยะบุคคล

 จากคุณ : WhiteSpirit [ 13 ส.ค. 2542 / 17:30:21 น. ]
     [ IP Address : 161.200.255.162 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (จิตฐิ)

ยังคอยตามมาอ่านกระทู้นี้อยู่เสมอๆ    เพราะมีสาระมากเหลือเกิน  และก็ยังทบทวนเรื่องขี้หมา เรื่องการพิจารณาณ.ตรงนั้นกลับไป กลับมาอยู่  เพราะทุกทีที่พิจารณาของสกปรกก็จะแค่แยกธาตุ และโน้มเข้าตัวเพื่อพิจารณา

แต่ก็ไม่เคยมองมุมที่คุณสันตินันท์มองเลย  คือ แยกลงอายาตะนะ (อิ อิ..ในกรณีนี้  ยกเว้น รส กับ สัมผัส) แล้วแยกออกลงธาตุให้ละเอียดลงไปอีกที .. ขอบคุณค่ะ  จะพยายามพิจารณาไปเรื่อยๆ  เพื่อสอน เพื่อฝึกจิตให้เกิดความสำนึก เกิดความเคยชิน แบบที่ว่าวิ่งออกไปพิจารณาเองโดยอัตโนมัติ  ตอนนี้ยังต้องตั้งใจมอง คอยสังเกตุทุกๆอย่างรอบตัว คอยหมั่นพิจารณาอยู่ค่ะ

ขออนุโมทนากับคุณสันตินันท์และกัลยาณมิตรที่เกื้อกูลกันทุกๆท่าน

 จากคุณ : จิตฐิ [ 13 ส.ค. 2542 / 21:48:22 น. ]
     [ IP Address : 209.30.10.15 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (WhiteSpirit)

ความยากหรือง่าย บางทีก็เป็นเพียงบัญญัติ ความรู้สึก และเหตุผล
ที่ไม่มีคำตอบที่แน่นอนขึ้นกับบุคคล/กลุ่มบุคคล

ถามว่าพระพุทธเจ้า เป็นยากหรือง่าย?
เซ็นตอบว่าไม่ยาก "เพียงแค่ตื่นขึ้นเข้าถึงธรรมอันเป็นเครื่องตรัสรู้ในจิตตนเอง"

ถามว่าพระโพธิสัตว์ เป็นยากหรือง่าย?
อันนี้ยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่ เอาตามความเห็นที่คุณดังตฤณแสดงไว้ ก็แค่มีจิตปรารถณา
จะเป็นพระพุทธเจ้าเท่านั้น สามเณรบวชใหม่ไม่กี่วันก็เป็นพระโพธิสัตว์ได้สบาย

ถามว่าพระโสดาบัน เป็นยากหรือง่าย?
ต้องอ่านเรื่องต่อไปนี้ "แม้คนขี้เหล้าก็เป็นพระโสดาบันได้"

เมื่อพระเจ้าสรกานิศากยะ สิ้นพระชนม์ พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ว่า
ท่านเป็นพระโสดาบันพ้นจากอบายภูมิอย่างเด็ดขาด มีอันจะตรัสรู้ใน
เบื้องหน้า เจ้าศากยะเป็นจำนวนมากประชุมกันแล้วพูดตำหนิว่า
เจ้าสรกานิศากยะ ประพฤติย่อหย่อนในศีลธรรม และชอบดื่มน้ำเมา
ถ้าท่านเป็นพระโสดาบันได้ ใครๆก็เป็นโสดาบันกันทั้งบ้านทั้งเมือง

พุทธดำรัส :
ดูก่อนมหาบพิตร อุบาสกผู้ถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ
ตลอดกาลนานจะไปสู่วินิบาตได้อย่างไร?

ดูก่อนมหาบพิตร บุคคลบางคนในโลกนี้ แม้ไม่ประกอบด้วยความเลื่อมใส อัน
ไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ไม่มีปัญญาร่าเริง ไม่เฉียบ
แหลม และไม่บรรลุถึงวิมุติ แต่ว่าเขามีธรรมเหล่านี้ คือ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์
สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ และเขามีศรัทธามีความรักในตถาคต
พอประมาณ แม้บุคคลผู้นี้ก็ไม่ไปสู่นรก ทุคติ วินิบาต

ดูก่อนมหาบพิตร ถ้าต้นสาละใหญ่เหล่านี้พึงรู้สุภาษิต และทุพภาษิต อาตมาภาพ
ก็พึงพยากรณ์ต้นสาละใหญ่เหล่านี้ได้ว่า เป็นโสดาบัน จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า
จะกล่าวไปไยถึงเจ้าสรกานิศากยะ

ดูก่อนท้าวมหานาม เจ้าสรกานิศากยะสมาทานสิกขาได้ในเวลาสิ้นพระชนม์แล...

สรกานิสูตรที่ ๑ มหาวารวรรค สังยุตตนิกาย หัวข้อ ๑๕๒๘-๑๕๓๖
พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่ม ๑๙ หน้า ๔๒๖-๔๒๘

 จากคุณ : WhiteSpirit [ 14 ส.ค. 2542 / 13:24:03 น. ]
     [ IP Address : 161.200.255.162 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!