เนื้อความ :
ทำไมเราอ่านอย่างเดียวกันแท้ๆ แต่กลับสรุปออกมาต่างกันได้ก็ไม่ทราบค่ะ ดิฉันถึงกับต้องไปอ่านซ้ำเพื่อให้กระจ่างและแน่ใจ ก็ยังไม่เห็นว่าคุณโอม(..ดิฉันต้องไปค้นกระทู้ที่แจ้งชื่อใหม่.. "คุณอนัตตา" )พูดว่า.." ปุถุชนไม่ควรพิจารณาการเสพกาม"..อย่างที่คุณ" โจโจ้" ..ว่าเลยน่ะคะ คุณอนัตตาว่า.... " การเสพกามไม่น่าจะเป็นกรณีที่ปุถุชนธรรมดาจะมายกเป็นข้อพิจารณาเป็นพิเศษในขณะนี้ น่าจะเน้นไปที่ คุณธรรมระดับ"โสดาบัน" ก่อนน่าจะง่ายกว่าคุณธรรมของ"พระอนาคามี" "
keyword..คือ ไม่น่าจะ...พิจารณาเรื่องการเสพกาม...(อย่างมากมาย)เป็นพิเศษ...ณ.ขณะนี้.. ( นี่หมายถึงคนที่กำลังเริ่มศึกษา เริ่มต้องการที่จะปฏิบัติเพื่อที่จะเข้าสู่กระแสพระนิพพาน นี่สำหรับคนที่มีภูมิธรรมทั่วๆไป ส่วนคนอื่นๆ ที่มีภูมิธรรมสูงแล้ว ละสังโยชน์ 3 ได้แล้ว ก็จะเป็นคนละส่วนกันนะคะ)
ประมาณว่า.. ถ้าเราเพิ่งเริ่มเข้าโรงเรียน เราคงต้องเริ่มจากอนุบาลก่อน คงต้องผสมก.อา.. "กา" เสียก่อน ที่จะมานั่งอ่าน บทกวีของสุนทรภู่ หรือจะมาคุยเรื่องสอบ Entrance นะค่ะ ทุกอย่างมันเป็นไปตามระดับขั้นตอน
พระพุทธองค์ท่านได้แยกแยะแจกแจงพระธรรมขันธ์ออกมาอย่างละเอียดถึง 84,000 นั้นเพื่อให้จิตแต่ละดวง..แต่ละจริต..ได้ศึกษาได้เข้าใจในจิตในจริตของตน แต่เพียงแค่ธรรมะข้อเดียว ถ้าคุณพิจารณาได้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง คุณก็สามารถบรรลุธรรมได้ ในพระสูตรก็ได้กล่าวไว้มากมาย
ดิฉันถามตัวเองว่าการพิจารณา..รูป..หรือ..นาม..ก็ตาม ดิฉันพิจารณามันเพื่อจุดประสงค์อะไรกัน.. ส่วนตัวของดิฉันเองเข้าใจว่าพิจารณาเพื่อทำความเข้าใจกับความเป็นจริงของสัจจธรรม.. เพื่อปลดปล่อยความยึดมั่นถือมั่น เพื่อมุ่งไปสู่จุดมุ่งหมายปลายทางคือละวัฏสงสาร คือการมุ่งเข้าสู่กระแสพระนิพพาน... ใช่ไหมค่ะ ถ้าไม่ใช่ก็วานผู้รู้ช่วยแนะนำด้วยเถอะค่ะ
แต่ถ้าใช่ดิฉันก็คิดต่อว่า ถ้าสำหรับตัวดิฉันเองซึ่งเป็นเด็กหัดใหม่ เป็นเด็กอนุบาลที่ยังเดินเตาะแตะอยู่ ถ้าให้เลือกพิจารณาระหว่าง " รูป " (ที่มองเห็นได้ชัดเจน แถมยังจับต้องได้ ) กับ " นาม " ( ที่ต้องทำความเข้าใจกันอีก มองเห็นด้วยจักษุวิญญานไม่ได้ อย่าลืมนะคะว่า นี่ดิฉันกำลังพูดถึงตัวเองที่เป็นเด็กหัดใหม่อยู่...)แล้ว รูปนั้นน่าจะพิจารณาได้ง่ายกว่ามาก
รูป.. ก็ยังแยกออกเป็น 1. สมบัติภายนอก-สมบัติภายใน 2. สมบัติที่มีวิญญาณครอง - และที่ไม่มีวิญญาณครอง ...ดิฉันเองก็เคยพิจารณาธาตุ 4 อยู่นานหลายปี ดูอสุภะ ดูอาการของความเปลี่ยนแปลงของสังขาร ตั้งแต่ลมหยุดกระพือ ไฟเริ่มมอด ไฟดับ ดินน้ำที่เคยเกาะกันได้เพราะมีปัจจัยอื่นเสริม ก็เริ่มแยก เห็นความอนิจจัง ความไม่เที่ยง ความน่าเกลียด ความทุเรตของธาตุ 4 ที่ครั้งหนึ่ง เคยมารวมกัน เป็น ตัวดิฉัน...... .แต่ตอนนี้ สำหรับตัวดิฉันเองแล้ว ก็เริ่มรู้สึกว่ามีสิ่งใกล้ตัวมากมายที่เห็นได้ชัด ที่ดิฉันยังยึดมันอยู่มาก ยังติดแน่นยิ่งเสียกว่ากาวตราช้างเสียอีก สมบัติภายนอก(ที่ไม่มีวิญญาณครอง)ที่ติด..ฮึ ฮึ..แถมยังไม่เคยรู้ว่าติดเสียอีก พอเริ่มเห็นก็รู้ได้ว่ามีมากมายเหลือเกิน ดิฉันขอเริ่มกลับไปพิจารณาที่สมบัติภายนอกก่อนดีกว่า ไอ้เจ้าตัว ..ของๆตน....นี่แหละค่ะ มันทำดิฉันแสบนักเชียว ยังติดกับมันแน่นอยู่เลย
ส่วนตัวแล้วดิฉันเป็นคนสมถะ เรียบๆ ง่ายๆ ไม่เคยติดในยี่ห้อ หรือว่าจะต้องได้ในสิ่งนั้นสิ่งนี้ แต่พอมองกันจริงๆ ก็พบว่า ดิฉันก็เหมือนกับผู้หญิงทั่วๆไป ดิฉันยังติดกับพวก centimental ยังเก็บจดหมายสามีเมื่อสมัยเป็นแฟนกัน 20 ปีมาแล้ว ยังเก็บตุ๊กตาที่เพื่อนรักให้เมื่อ 20 ปีที่แล้วตอนที่เพื่อนมาส่งที่สนามบินเมื่อครั้งที่ดิฉันยังเป็นเด็กเดินทางมาอเมริกาเป็นครั้งแรก ดิฉันยังติดอัตตา ความภูมิใจที่สามารถปลูกต้นไม้ให้ผลได้งาม ดิฉันยังติดใบประกาศที่แขวนแหมะอยู่บนกำแพง ดิฉันยังติดไอ้เจ้าเสื้อตัวเก่งที่ถึงจะไม่มีราคา แต่ใส่สบายถูกใจ ถ้าใครมาเอาไปทิ้งณ.ตอนนี้คงต้องเป็นเรื่องแน่ๆ .....โอ้ย...ดิฉันยังติดอีกสารพัด...
ตอนนี้กำลังพิจารณา ใช้หลักปฏิเสธว่านี่ไม่ใช่ของเรา นั่นก็ไม่ใช่ของเรา คอยนึกอยู่เสมอว่าถ้าของสิ่งนั้นหายไป ใจจะแบกความทุกข์ ความเดือดร้อน และ เร่าร้อนหรือไม่ โอ้ย....คิดแล้ว..อายตัวเอง อายหมาที่วัดมันจริงๆเลยค่ะ จะตะโกน..ปฏิเสธ..ใส่ใจมันเรื่อย ๆ ให้มันชาไปเลย ขอให้พี่ๆเพื่อนๆน้องๆหลานๆ เอาใจช่วยด้วยนะค่ะ
หัวข้อกระทู้ คือ..ปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องยาก หรือ ง่าย... สำหรับดิฉันแล้ว มันเป็นเรื่องง่ายเหลือเกิน ทำได้ทุกที่ ในทุกขณะจิต แต่มันก็ชั่งยากแสนเข็ญ เพราะอวิชชา เพราะความขี้เกียจของตัวเอง อย่างเช่นครูบาอาจารย์ท่านเคยพูดไว้ว่า....คนสมัยนี้ชอบปฏิบัตธรรม...เหมือนดั่ง..ขี้ช้างจับตั๊กแตน...คือทำเรื่องง่ายให้เป็นยาก พิธีรีตอง มากเหลือเกิน...ดิฉันเองก็ยอมรับว่าเป็นเช่นนั้นมาตลอดค่ะ
|