สักแต่ว่า... สักแต่ว่า...
 เนื้อความ :

ในพาหิยะสูตร ซึ่งเป็นพระสูตรที่ได้กล่าวถึงการบรรลุอรหันตผลของท่านพาหิยะ เมื่อได้อ่านครั้งแรกผมก็มีความรู้สึกว่า "เป็นไปได้" แต่ผมไม่รู้ว่า "เป็นไปได้อย่างไร" ผมไม่สงสัยในความเป็นไปได้ แต่ผมสงสัยว่า "เป็นไปได้อย่างไร" ยิ่งมารับทราบในหนหลังด้วยว่า พาหิยะสูตร ได้ให้ประสบการณ์ธรรมอันล้ำค่ายิ่งกับคุณดังตฤณ ผมยิ่งอยากจะรู้ว่า "เป็นไปได้อย่างไร" มากขึ้นไปอีก

เพียงคำว่า "สักแต่ว่าๆ" ไม่น่าจะทำให้คนๆหนึ่ง สามารถบรรลุอรหันตผลได้เลย ไม่มีเหตุผลกลใดเลยที่จะทำให้เราคิดออกว่า จะเป็นไปได้ด้วยเหตุผลกลใด

ในช่วง 2 - 3 สัปดาห์มานี้ ผมแทบจะเรียกได้ว่าไม่ได้ปฏิบัติอะไรมากนัก เหตุเพราะการงานที่ค่อนข้างมาก และยุ่งเหยิงพอสมควร ทำให้เผลอมากกว่าที่จะมีสติสัมปชัญญะเป็นส่วนมาก บางครั้งเผลอไปเป็นวันๆเลยก็มี และพอกลับถึงบ้านก็เพลียมากจนไม่อาจจะนั่งภาวนาได้ ก็นึกรู้ตัวอยู่ว่าเราเองก็ตกอยู่ในความย่อหย่อนในความเพียรเป็นอันมาก ดังนั้นจึงเลือกวิธีเจริญมรณานุสติในขณะก่อนนอน พิจารณาลงไปในกายนี้โดยไม่เลือกเฉพาะเจาะจง หากใจไปรู้ที่ตรงใดก็จะพิจารณาลงไปที่ตรงนั้น ว่าหากต่อไปกายนี้แตกดับไร้ชีวิต กายนี้ก็จักถูกเผาด้วยไฟในเมรุ ขาก็ไม่เป็นขาอีกต่อไป แขนก็ไม่เป็นแขนอีกต่อไป กายทั้งกายนี้ก็ไม่ได้เป็นกายอีกต่อไป แปรเปลี่ยนไปธาตุทั้ง 4 ไป มองหากายนี้ก็จะไม่เห็นอีก มองหาแขนขานี้ก็จะไม่เห็นอีก ก็พิจารณาอย่างนี้เนืองๆ (ด้วยเพราะกำลังของสมาธินั้นตกลงไปมากเพราะขาดการทำอย่างสม่ำเสมอ)

มีบางครั้งจะเห็นว่า มีอาการกระเพื่อมของใจ ที่มันลุกขึ้นมาแสดงอาการขัดขืนไม่ยอมรับความจริงอันนี้ ทำให้เราได้รู้ว่า แท้จริงแล้วในใจเราก็ยังมีสักกายทิฎฐินี้อยู่ ไม่ยินยอมให้กายนี้ต้องแตกดับไปเป็นปกติธรรมดาตามธรรมชาติ ในครั้งนั้นก็หันกลับมาพิจารณาในใจตน ว่าใจเองก็เป็นอนัตตา หาได้เป็นตัวเป็นตนอย่างใดไม่ มีการเกิดดับไปตามผัสสะ หาใช่สิ่งที่ยั่งยืนอะไร ไม่มีอะไรๆในโลกนี้ที่ยั่งยืนหรือตั้งมั่นอยู่ได้ ไม่มีอะไรเป็นตัวเราของเรา

เมื่อพิจารณาไปดังนี้แล้ว บางครั้งก็เห็นอาการของใจที่ดื้อดึง ปฏิเสธ แต่ก็ต้องพ่ายแพ้กับความจริงที่ปรากฎอยู่ ไม่อาจปฏิเสธได้

การพิจาณา (แบบคนย่อหย่อน) ก็กระทำอย่างนี้เนืองๆ ทุกๆค่ำก่อนนอน ใจก็สงบดี แต่อาการดื้อดึงก็มีปรากฎให้เห็น เป็นระยะๆ แต่ก็ยังยอมรับว่า ไม่มีอะไรเป็นตัวเรา ไม่มีอะไรเป็นของเรา แต่ก็อดอาลัยถวิลหาตัวตนอัตตาไม่ได้อยู่ดี

จนกระทั่งงานอันหนักเหนื่อยก็ผ่านพ้นไป ผมจึงได้ชวนภรรยาไปหาอาหารทานกันนอกบ้าน ก็ได้ไปนั่งรับประทานอาหารที่ร้าน 13 เหรียญ ในขณะที่นั่งรออาหารที่สั่งไปอยู่นั้น ภรรยาก็เห็นว่ามีซอร์สแบบแปลกๆที่ไม่คุ้นเคยอยู่ในขวด ก็คือซอร์สบาร์บีคิว และซอร์สเสต้ค ก็ลองหยิบขึ้นมาดมดู แล้วก็ส่งให้ผมลองดมกลิ่นดูบ้าง

ในขณะที่ผมหยิบขึ้นมาดมนั้น ใจก็ตั้งมั่นว่า จะดมโดยการรู้ตัวอยู่ และมิให้กลิ่นมันมาปรุงแต่งใจได้ เมื่อตั้งใจอย่างนั้นก็ดมดู

ในขณะที่ดมดูอยู่นั้น ก็มีสติคุ้มครองอยู่ มีสัมปชัญญะหล่อเลี้ยงอยู่ กลิ่นที่ดมนั้นชัดเจนยิ่งนัก ยิ่งกว่าที่เคยดมกลิ่นในครั้งใดๆมาก่อน เป็นเพราะเราประคองใจให้รู้ในกลิ่นนั้น โดยที่ไม่ยอมให้กลิ่นนั้นๆเป็นเหตุให้ปรุงแต่งใจไปในที่ใด ในขณะที่กำลังดูรู้ไปในใจขณะที่ดมกลิ่นอยู่นั้นเอง ใจมันก็อุทานออกมาว่า

"สักแต่ว่าเป็นเช่นนี้เอง สักแต่ว่าเป็นเช่นนี้เอง"

แล้วก็เลยรู้ต่อมาอีกว่า "สักแต่ว่าก็คือสติ" "รู้แล้ววางก็คือสติ" แม้คำสอนนี้จะไม่ได้เอ่ยคำว่า "สติ" ออกมาแม้แต่คำเดียว แต่ก็กลับหมายถึง "สติ" ทั้งนั้น

เมื่อใจนึกได้อย่างนี้แล้ว ก็หวนกลับมาที่ พาหิยะสูตร แล้วก็ร้องขึ้นในใจว่า "มิน่าเล่า ท่านพาหิยะจึงสามารถบรรลุอรหันตผลได้" แล้วก็หวนกลับมาตอบคำถามของตัวผมเองได้ว่า "เป็นเพราะเราเองยังมีความยึดมั่นถือมั่นอะไรบางอย่างอยู่ จึงไม่สามารถละวางได้ แม้แต่สักแต่ว่าๆ เราก็ยังอดคิดไม่ได้ว่า มีบางอย่างที่สักแต่ว่าๆไม่ได้"

แล้วใจก็หันกลับไปคิดถึงเรื่องราวของคุณดังตฤณว่า "มิน่าเล่า พระสูตรนี้จึงทำให้คุณดังตฤณได้รับประสบการณ์ธรรมที่หาได้ยากยิ่ง"

ความสงสัยทั้งมวลกับพาหิยะสูตร ก็ดับหายไปในครั้งนั้นเอง

 จากคุณ : พัลวัน [ 9 ส.ค. 2542 / 13:38:06 น. ]
     [ IP Address : 203.149.34.198 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (อนัตตา)

_/|\_ สาธุครับ
ขอเรียนถามผู้รู้หน่อยครับ ว่า อาการที่จิตอุทาน "สักแต่ว่าเป็นเช่นนี้เอง สักแต่ว่าเป็นเช่นนี้เอง" แบบนี้แสดงว่า จิตยิ้มแล้วใช่ไหมครับ
พี่ชายผมเคยบอกว่า เขาเคยฝึกสติแล้วเกิดอาการจิตวูบแล้วในความรู้สึกขณะนั้นบอกว่าพบทางแล้ว ไม่หลงแล้ว แล้วก็มีอาการจิตยิ้ม อย่างนี้จะรู้ได้อย่างไรว่าคือจิตยิ้ม ตามที่หลวงปู่ดูลย์กล่าวไว้หรือไม่

 จากคุณ : อนัตตา [ 9 ส.ค. 2542 / 15:14:04 น. ]
     [ IP Address : 203.151.2.159 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (พัลวัน)

คงไม่ใช่ "จิตยิ้ม" หรอกครับ เพราะว่ามัน "ปหาน" อะไรไม่ได้เลยครับ กิเลสยังอยู่ครบครับ (ยกเว้นเรื่องที่สงสัยมันหายไปครับ แต่ว่าในเวลาที่มันปกติ ย้อนกลับไปคิดอย่างเดิม มันก็ยังติดอาการสงสัยอีก แต่พอระลึกถึงตรงนั้น ก็เข้าใจและสงสัยก็หายไปอีก)

 จากคุณ : พัลวัน [ 9 ส.ค. 2542 / 16:04:24 น. ]
     [ IP Address : 203.149.34.198 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (Lee)

ผมได้ถามพี่สันตินันท์ เรื่อง "สักแต่เห็น  สักแต่ได้ยิน "
สภาวะที่พี่ตอบออกมานั้น คือ ตอนเห็นก็เห็นเป็นสีๆ เป็นก้อนธาตุ ไม่ปรุงแต่ง  ได้ยินก็ได้ยินเป็นเสียงๆ 
แล้วตามรู้ทันถึงการปรุงแต่ง ถ้าทันตอนสักแต่ว่าได้ยิน ได้เห็น ก็ไม่ปรุงแต่ง

   สิ่งที่ผมได้คำตอบ ทำให้ผมระลึกถึงวิชาประสาทวิทยา บทเรื่องการเห็น การได้ยิน 

  เวลาเราเห็นอะไรๆ นี่ที่ตาเราเห็นเป็นสีๆ เป็นภาพๆ แต่ตาเราไม่รู้หรอกครับว่าเป็นอะไร ภาพที่ตาเห็น สีที่ตาเห็นจะถูกส่งไปที่สมองในรูปของของสัญญาณประสาท แล้วจะถูกไปตีตวามที่สมองว่าเป็นภาพของอะไร  จะมีสมองส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
เช่นสมองส่วนที่ตีความว่าเป็นภาพอะไร  (ภาพคน ภาพสัตว์)
สมองส่วนที่ตีความว่า ภาพนี้เคยเห็นหรือไม่ (สัญญา)
แล้วข้อมูลที่สมองส่วนนี้จะถูกส่งไปที่สมองส่วนหน้า เพื่อแปลต่อว่าชอบ ไม่ชอบ  และทำอะไรต่อ เป็นลำดับ

เวลาคนไข้บางคน ถูกกระทบกระเทือนที่สมองบางแห่ง อาจมีปัญหาเรื่องการเห็น ทำให้ตาบอดโดยที่ดวงตายังดีๆอยู่ได้  หรือ ถ้ากระทบกระเทือนบางแห่ง อาจจะเห็นแล้วไม่รู้จักก็ได้เช่นกัน

ขบวนการเห็นทั้งหลายที่เราแค่กวาดตาแวบเดียว มีปฏิกริยาทางเคมี ไฟฟ้าเกิดขึ้นนับไม่ถ้วนในสมองของเรา 

เวลาเราฝึกสติให้มากขึ้นๆ ๆ  เราจะทันได้ในภาวะต่างๆที่เป็นจริงมากขึ้น ๆ 

เช่น เริ่มรู้ทันตอนปรุงแต่ง ชอบ ไม่ชอบ  ( ภายหลังสมองแปลภาพเสร็จว่าเห็นอะไร คืออะไร )

รู้ทันตอน เห็นว่า เป็นคน สัตว์ สิ่งของ สักว่าเห็น ไม่ ปรุงแต่งชอบ ไม่ชอบ ( รู้ทันพอดีตอนสมองแปลภาพเสร็จ )

รู้ทันตอนเห็น ทันที เป็นภาพสี ก้อนธาตุ เป็นแขนขา ก็ รู้ทันก่อนสมองแปลภาพ

ผมเลยกำลังคิดว่า แสดงว่าที่เรามานั่งปฏิบัติสตินี่ เรากำลังรู้ทัน เรื่องที่เกิดขึ้นในสมอง ขบวนการต่างๆนี่ละ  ใช่หรือเปล่า

จินตนาการไกลออกไป เรากำลังสร้างสมองส่วนใด ส่วนหนึ่งให้เติบโตขึ้น เพื่อทันกับขบวนการการเห็น การได้ยิน หรือเปล่า แล้วกลไลของสมองส่วนนี้ก็เรียกว่าจิต   ส่วนเห็นว่ากำลังระยิระยับ ในจิต เป็นขบวนการทางไฟฟ้า หรือ เคมีในสมองหรือเปล่า?

ืแค่คิดเล่นๆ ตามหลักวิชาของตัวเอง  เทียบกับพุทธศาสตร์ เห็นมันเข้ากันได้ 

แต่สิ่งที่น่าสนใจมากคือ ขันธ์ห้านะ ถูกต้องเผงตามหลักวิทยาศาสตร์ ในรายละเอียดก็ลงกันได้ด้วยนะครับ  เอามาฝากไว้ เผื่อมีประโยชน์

 จากคุณ : Lee [ 9 ส.ค. 2542 / 18:34:01 น. ]
     [ IP Address : 203.155.128.252 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (deedi)

สาธุ
มา save ไปอ่านค่ะ

:>

 จากคุณ : deedi [ 9 ส.ค. 2542 / 22:32:19 น. ]
     [ IP Address : 203.146.89.65 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (นกเอี้ยง)

สาธุค่ะ

 จากคุณ : นกเอี้ยง [ 10 ส.ค. 2542 / 07:42:19 น. ]
     [ IP Address : 203.154.196.22 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (ดังตฤณ)

ความจริงสักแต่เห็น สักแต่ได้ยินนั้น
ไม่ใช่ว่าว่างปราศจากการปรุงแต่งนะครับ
มันมีโลกทัศน์ภายในแบบใหม่ขึ้นมา
เช่นคล้ายเห็นกายเป็นหุ่นกระบอกกลวงๆ
การเห็นการได้ยินเหมือนกะโหลกกะลาไร้สาระ
ส่วนความคิดอันเป็นปฏิกิริยาของจิตที่มีต่อโลก วางเฉย
จิตเหมือนแผ่นน้ำที่ให้อะไรมากระทบ กระเพื่อมน้อยเท่าน้อย
หรือกระทั่งเหมือนผิวน้ำแข็ง ที่ของตกโดนแล้วไม่กระเพื่อมเอาเลย

จิตที่มีกิริยาสักแต่ว่านั้น
ไม่ใช่กำหนดเอาได้ด้วยความคิด
ก่อนอื่นต้องมีอาการรวมนิ่ง และมีกิริยาเป็นรู้
ไม่ใช่รวมแล้วทื่อไม่รู้ไม่ชี้

การรวมนิ่งนั้น ไม่ใช่หมายเฉพาะการรวมชั้นสูง
แต่อย่างน้อยควรมีความอิ่มใจและอุเบกขาเป็นองค์ประกอบ
การรวมนิ่งอาจเกิดขึ้นเพราะบ่มเพาะสมถะมาดีพอ
หรืออาจเกิดจากการแล่นไปของศรัทธา (ที่ได้ดุลกับปัญญา)
เช่นเมื่อปลูกฝังความเคารพในพระพุทธเจ้า พระอริยสงฆ์มากๆ
จะเห็นว่าจิตตัวเองมีความแช่มชื่น
มีความไม่เศร้าหมองอยู่เป็นนิจ
ซึ่งอารมณ์ชนิดนั้นเป็นปัจจัยสำคัญ เกื้อกูลต่อการบรรลุมรรคผลมาก

สมัยพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์
ผู้คนบรรลุมรรคผลกันง่ายๆต่อเบื้องพระพักตร์
ก็เพราะมีหลายเหตุปัจจัยเกื้อกูล เช่น
1) กระแสพุทธคุณผู้เหนือยิ่งอรหันต์นั้นเป็นพลังสงบที่ข่มกิเลสเวไนยสัตว์ลงได้ราบคาบ
(เฉพาะเวไนยสัตว์ - คนที่โปรดได้นะครับ)
2) พระสรีรโฉมประกอบรัศมีธรรมงดงามบันดาลศรัทธาแรง เห็นแล้วเชื่อมั่นไม่ลังเลสงสัย
3) ธรรมที่พระองค์แสดง สามารถจุดชนวนมรรคผลเร็ว เพราะเหมาะกับบุคคลเป็นรายๆ

สมัยเรา ถ้าคนเคยสั่งสมศรัทธาพุทธคุณและอริยสังฆคุณไว้มาก
เมื่ออ่านตำรา ก็อาจเกิดศรัทธาแรงได้ดุลกับปัญญา สั่งสมกำลังจนรวมลงเป็นสมาธิแบบยิ้มอ่อนๆออกมาจากภายใน ยิ่งถ้าเป็นผู้มีความปรารถนานิ่งมั่นต่อพุทธวจนะ อะไรเป็นพระดำรัสของพระพุทธเจ้า เป็นรับไว้ด้วยความรู้สึกล้นเกล้า ก็อาจเทียบเท่าได้เฝ้าต่อเบื้องพระพักตร์จริงๆ ไม่มีความแตกต่างจากกันเลย

ดังนี้แล สักแต่ว่า
ไม่ง่ายสำหรับผู้ไม่เข้าใจทาง
ง่ายนักต่อผู้ปราศจากความโอหัง
บ่มเพาะศรัทธาไว้ดี ได้ส่วนกับปัญญาเห็นแจ้งในความไม่น่าเอาของสรรพสิ่ง

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 10 ส.ค. 2542 / 10:09:40 น. ]
     [ IP Address : 203.155.128.250 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (พัลวัน)

ขอบคุณ คุณดังตฤณ ที่ได้อธิบายให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่งครับ

 จากคุณ : พัลวัน [ 10 ส.ค. 2542 / 10:30:29 น. ]
     [ IP Address : 203.146.28.31 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (สันตินันท์)

ถ้าสติปัญญาทำงานทันผัสสะจริงๆ
จึงจะ "สักแต่ว่า" ได้ครับ
คือจิตไม่ปรุงแต่งต่อไป รู้แล้ววางอยู่แค่นั้นเลย
หรือแม้ว่า จิตจะปรุงแต่งต่อไปอีก
ถ้าจิตไม่หลงยึดถือไปตามความปรุงแต่งนั้น
อันนี้ก็ยังถือว่า "สักแต่ว่า" ได้เหมือนกัน

เมื่อวานซืน ยืมลูกคุณหมอ Lee มาเป็นอุปกรณ์ทางการศึกษา
คือชี้ให้พวกเราดูว่า สิ่งที่เห็นเป็นเด็กนั้น ที่จริงคือสีที่ตัดกันเท่านั้น
แล้วตาก็ไม่รู้หรอกว่า นี่สีอะไร รวมกันแล้วเป็นรูปอะไร
อาศัยสัญญา จึงรู้ว่า นี้เป็นรูปที่บัญญัติเรียกว่าอะไร
เมื่อจิตรู้ว่า นี้คือลูกแล้ว
สังขารคือความคิดนึกปรุงแต่งก็ทำงานต่อ มีความรักเกิดขึ้น

ปกติจิตของเราทำงานเร็วมาก
ในทางทฤษฎี ถ้าตาเห็นสีแล้วหยุดอยู่เพียงนั้น ก็เรียกว่า สักแต่ว่าเห็น
แต่ในความเป็นจริง ช่วงต่อระหว่างที่ตาเห็นสี กับสัญญาแปลความหมายนั้นสั้นมาก
พอเห็นปุ๊บ ก็สรุปว่านี้คือ ลูกเรา เสียแล้ว
แล้วสังขารก็ทำงานต่ออย่างรวดเร็ว
ปรุงเป็นความรักใคร่หวงแหนห่วงใยขึ้นมาแล้ว

นักปฏิบัติที่ยึดตำรามากเกินไป ที่บอกว่าทำสติรู้ สี อย่างเดียวนั้น
เอาเข้าจริงจึงเป็นการหลอกตัวเอง
เพราะพอเกิดผัสสะทางตาแล้ว วับเดียวก็เกิดผัสสะทางใจตามมาแล้ว
ถ้าเมื่ออารมณ์ทางใจเกิดขึ้น แล้วทำเป็นไม่รับรู้
เพราะ "อยาก" รู้สีอย่างเดียวเพื่อให้เป็นปัจจุบันและต่อเนื่อง
มันจึงไม่ใช่ปัจจุบัน เพราะปัจจุบันมันย้ายไปเป็นอารมณ์ทางใจเสียแล้ว
เมื่ออารมณ์ทางใจปรากฏเด่นชัด ก็ควรรู้มัน
ไม่ใช่ปฏิเสธมันเพราะจะเอาแต่รู้อารมณ์ทางตาอย่างเดียว

แต่การรู้อารมณ์ทางใจนั้น ก็ให้ "สักแต่ว่ารู้"
คือรู้ตามที่มันเป็น ไม่ใช่หลงปล่อยให้เกิดตัณหา
ผลักดันจิตให้ทะยานเข้าไปยึดอารมณ์แบบไม่รู้ทัน

รวมความแล้ว สักแต่ว่า ก็ต้องอาศัย สติ รู้อารมณ์ตามที่มันเป็น
ตามที่คุณพัลวัน ตั้งกระทู้ไว้นั่นเอง
แม้ตอนแรกจะรู้อารมณ์ทางตา ขณะต่อมารู้อารมณ์ทางใจ
ก็สามารถ สักแต่ว่ารู้ ได้ทั้งนั้น ทั้งที่ตาและที่ใจ

หากไม่สักแต่ว่ารู้ อะไรจะเกิดขึ้น?
สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือปฏิจจสมุปบาทจาก ผัสสะ เวทนา
ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ จนถึงทุกข์ นั่นเอง
หากสักแต่ว่ารู้ แม้มันจะก้าวกระโดดจากการรู้สีด้วยตา
ไปรู้ธัมมารมณ์ทางใจก็ตาม
จิตที่ไม่หลงยินดีไปกับธัมมารมณ์
ก็จะไม่ปรุงแต่งจนเกิดความทุกข์ขึ้นมา
คำว่า "สักแต่ว่า" จึงเป็นสิ่งที่จะตัดวงจรของปฏิจจสมุปบาทให้ขาดตอนลง
ไม่เกิดตัณหา อุปาทาน ขึ้น
หรือแม้เกิดตัณหา ก็ไม่ หลง"ไหล" ตามตัณหาไปจนเป็นอุปาทาน

ท่านพระพาหิยะ ฟังธรรมแค่ สักแต่ว่า สักแต่ว่า เพียง 1 - 2 คำ
ท่านเข้าใจ และตัดวงจรปฏิจจสมุปบาทขาด
และท่านก็เข้าใจปฏิจจสมุปบาทหรืออริยสัจจ์ตลอดสาย
คือ "รู้" ว่าทุกข์เกิดขึ้นได้อย่างไร ไม่เกิดขึ้นได้อย่างไร
อวิชชา ความ "ไม่รู้" ก็ขาดออกจากจิตของท่านในขณะนั้น

สำหรับความเห็นของคุณหมอ Lee ก็น่ารับฟังครับ
ที่แจงนามขันธ์ลงได้ในเรื่องการทำงานของสมอง
อันนี้เป็นประโยชน์มากทีเดียว
แต่คำอธิบายนี้ ยังขาดตอนอยู่หน่อยหนึ่ง
สำหรับสัตว์ที่ไม่มีก้อนสมองอย่างคนครับ
เช่นพวกโอปปาติกสัตว์ทั้งหลาย
จิตของเขาทำงานได้ โดยไม่ต้องอาศัยก้อนสมองนะครับ

สำหรับอาการอุทานของจิตนั้น ไม่เกี่ยวอะไรกับจิตยิ้มครับ
จิตที่มีปัญญา และมีกำลังสมาธิหนุนเป็นทุนเดิมอยู่
มันอุทานหรือแสดงธรรมได้เสมอๆ
บางครั้ง ถึงขนาดมันสร้างนิมิตเป็นพระพุทธเจ้า
หรือครูบาอาจารย์ขึ้นมาแสดงธรรม ก็ยังมีเลยครับ
คือมีภาพประกอบด้วย ไม่ใช่มีเสียงอย่างเดียว

แต่บางท่านหลังจากจิตดับเป็นนิโรธไม่เหลือรูปนามในช่วงสั้นๆแล้ว
(แม้เพียงภูมิธรรมขั้นแรกก็ตาม)
พอเกิดสัญญาขึ้น จิตอาจจะอุทานทักกิเลสตัณหา
หรือแสดงธรรมสั้นๆ ที่เป็นความเข้าใจอันลึกซึ้งขึ้นมา
บางท่านไม่มีการอุทาน แต่จิตจะทวนรู้ว่ากิเลสอะไรละแล้ว อะไรเหลืออยู่
ถัดจากนั้น จึงจะเกิดอาการจิตยิ้มขึ้นมา

สรุปแล้ว การอุทาน กับจิตยิ้ม จึงไม่ใช่อันเดียวกัน
และไม่จำเป็นต้องเกิดการอุทานในทุกคน
หรือต้องเกิดต่อเนื่องกันระหว่างการอุทานกับจิตยิ้ม

 จากคุณ : สันตินันท์ [ 10 ส.ค. 2542 / 11:01:23 น. ]
     [ IP Address : 203.151.110.200 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (พัลวัน)

ขอบคุณครับ คุณอาสันตินันท์ ชัดเจนครับ (ชัดเจนในขนาดที่ไม่ต้องอธิบายต่อครับ)

สาธุครับ

 จากคุณ : พัลวัน [ 10 ส.ค. 2542 / 13:17:35 น. ]
     [ IP Address : 203.146.89.65 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (Lee)

สาธุครับ

เรื่องจิตนี่ น่าสนใจศึกษาจริงๆ 

 จากคุณ : Lee [ 10 ส.ค. 2542 / 17:38:30 น. ]
     [ IP Address : 203.149.33.241 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (บัวใต้น้ำ)

สาธุ

 จากคุณ : บัวใต้น้ำ [ 11 ส.ค. 2542 / 13:36:41 น. ]
     [ IP Address : 192.150.251.3 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (ทองคำขาว)

อนุโมทนากับคุณพัลวันทั้งความก้าวหน้าในธรรม
และกับทั้งสิ่งที่ได้เก็บมาเล่าเป็นประสบการณ์ให้ชื่นใจครับ

ธรรมช่วงนี้มักจะผลุดให้รู้ชัดๆเย็นๆถึงใจได้เสมอๆ
แต่ขณะพอได้ผลุดรู้ชัดๆต่อเนื่องอยู่นั้น
ทั้งๆที่บางทีมันเหมือนผลุดรู้อยู่ก็ตาม
พอนานเข้าจะทราบถึงความเผลอชนิดละเอียดลงไปอีก
คือจะพบว่าเผลออยู่กับธรรมนั่นแหละครับ
ทั้งจากสัญญาขณะการไตร่ตรองธรรมบ้าง
และทั้งจาก "รู้" ที่รู้ก็รู้อยู่ ที่ตัดสัญญาจนกระจ่างชัดแจ๋มแจ๋วแล้วบ้าง
ซึ่งเมื่อพอดูเข้าจริงๆ จะพบว่าสิ่งที่ได้รู้ชัดเข้ามาแล้ว
ไม่นานก็ตกเป็นสัญญาไปได้อย่าง "ฉับพลัน"
อย่าไปบังคับจะรู้อะไรๆก่อน ให้เรียนรู้อย่างเคย
และเมื่อธรรมได้ผลุดรู้อยู่นานแล้วจะเห็นชัดเจนเอง

สำหรับอาการที่ดื้อดึง ปฏิเสธขณะรู้ธรรมอยู่นั้น
เป็นเพราะหลงไปกับสัญญาอยู่นั่นเอง
คือเอาสิ่งที่ "เคย" เป็นปัญญา มาบังคับให้เป็นปัญญากันอีก
ปัญญาใดที่รู้ชัดๆต่อสิ่งนั้นๆมันได้ผ่านไปแล้ว ก็ปล่อยให้มันเป็นของที่เน่าไปแล้ว
อย่าหลงเข้าใจผิดเรื่องสัญญาแล้วไปทำลายสัญญานะครับ
ผมเองหลงอยู่นานติดเป็นเดือนเลย
ไปพยายามจะแยกว่าอะไรเป็นสัญญา อะไรเป็นปัญญา
หรือว่าง่ายๆว่า พยายามจะแยกอยู่นั้นก็ได้หลงผิด
ที่จะไปทำลายสัญญาเข้าให้แล้วนั่นเอง
สัญญามันก็คือสัญญา มันมีของมันอยู่แล้ว หนึ่งในขันธ์ห้าไง
เลยได้เป็นความเข้าใจส่วนตัวด้วยว่า ขันธ์ห้า มีไว้รู้ ไม่ใช่ให้ไปแยกไปทำลาย
และเพราะยังไงๆ สำหรับตัวสัญญาเองนั้น
อย่างเราๆยังต้องใช้อยู่ ใช้รู้อยู่ ไม่อย่างนั้นเราจะรับ-"รู้" อะไรไม่ได้เลย

---------------------------

เนี่ยแหละครับเมื่อมองด้วยสายตานักวิทยาศาสตร์
ช่างเป็นสิ่งมหัศจรรย์อันนึงที่เราสามารถตามทราบได้
จากธรรมชาติการทำงานของสมองอย่างที่คุณ Lee ได้เล่าไว้เลยครับ
คุณหมอ Lee เล่าแล้วเหมือนรู้ใจ ก็ว่าจะตั้งเป็นกระทู้ไว้อยู่ :-)
นำมาเล่าไว้ตรงนี้ก็แล้วกัน

พอดีช่วงที่ผ่านมานี้รายการ NHK Spacial ที่ญี่ปุ่นเรื่องนี้ด้วย
(หากใครเช่ารายการผ่านดาวเทียมดูอยู่ อาจได้ดูกันอยู่แล้วที่เมืองไทยครับ)
เขาอธิบายถึงการทำงานของสมองกับ KOKORO ว่าเป็นอย่างไร
แสดงภาพด้วย Computer Graphic 3 มิติที่เยี่ยมมาก
(KOKORO แปลเป็นอังกฤษว่า Mind ซึ่งไม่รู้จะแปลตรงกับ จิต หรือ ใจ
กันแน่นะครับ แต่รวมๆความว่า จิตใจ ก็แล้วกัน )

ที่น่าสนใจ คือ ด้วยเครื่องมือปัจจุบันเราจะสามารถทราบได้ว่า
สิ่งที่เรากำลังเห็นๆกันอยู่นั้น ภาพจะไปปรากฎ
บนสมองส่วนที่ทำหน้าที่แปลงการรับรู้เรื่องสีด้วย
เป็นภาพจริงๆ ไม่ใช่การแจงสี วิเคราะห์สีธรรมดาเสียด้วย
และนักวิทยาศาสตร์ยังทราบว่าภาพที่ปรากฎนั้น
ในแต่ละคนจะปรากฎไม่เหมือนกัน ตามแต่สภาวะอารมณ์ด้วย
แต่ยังไงความเข้าใจนี้ก็เลยทำให้นักวิทยาศาสตร์
เห็นเรื่องจิตใจเป็นเรื่องสารสื่อประสาทไปด้วย
และน่าสนุกพิลึกถ้าหากนักวิทยาศาสตร์รู้จักชัดถึงการแยกรูปแยกนามได้ออก
ไม่อย่างนั้นจะเหมือนคนรู้ธรรมแบบติดตำราอยู่

พูดถึงสมองแล้วต่อเรื่อง DNA ครับ
เพราะเรื่องสมองหนึ่ง และเรื่อง DNA หนึ่ง
ต่อไปจะเป็นศาสตร์ที่สำคัญในคริสตศตวรรษหน้านี้เอง
สำหรับ DNA แหล่งรวมข้อมูลสิ่งมีชีวิตทุกอย่างนั้น
จะมีการเรียงเป็นลักษณะบันไดวนของสาร 4 อย่าง
จำไม่ผิดมีชื่อ คือ T A C G เท่านั้นเอง
แค่เพียงสาร DNA เล็กๆนี้ พอเรียงแล้ว
ได้ข้อมูลรวมเรียกได้ว่าทำเป็นหนังสือได้เป็นตั้งๆเลยทีเดียว

ซึ่งอย่างที่พอจะได้ทราบกัน คือ อย่างตอนนี้
เราสามารถตรวจสอบได้ว่าคนๆนั้นเป็นแม่ลูกกันหรือไม่
หรือ เป็นคนที่คอแข็ง ไม่แพ้แอลกอฮอล์หรือเปล่า ฯลฯ
ก็มาจากข้อมูลเหล่านี้เอง ซึ่งปัจจุบันทราบเพียง 10% ของทั้งหมดเท่านั้น
และประมาณการณ์ว่าด้วยความเร็วการวิจัยในปัจจุบันและนับวันที่เร็วขึ้นเรื่อยๆ
ในปี ค.ศ. 2003 เราจะทราบสารพันธุกรรมต่างๆได้หมดว่ามีหน้าที่อะไร
สำหรับเรื่อง Cloning คนจึงไม่ใช่เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อีกต่อไป
เหลือแต่ว่า ยังรู้ประโยชน์และโทษไม่พอ

-------------------------------------
_/|\_ สาธุและขอบคุณคุณอาสันตินันท์และพี่ดังตฤณครับ

ถามต่อครับในสิ่งที่ยังผ่านไม่ได้
คือ เห็นสิ่งที่ไหวละเอียดระยิบระยับ ยิบยับๆ ตรงนู้นตรงนี้
ที่จะตามดูว่าคืออะไรที มันก็หายหนกันที
หรือจะปล่อยไม่สนใจ เพราะเข้าใจจากความจำไปว่ามันก็อย่างนั้นๆ
มันก็ยังหายหนอีก เหมือนเงาที่ไม่รู้ว่าคืออะไรกันแน่
เลยไม่ทราบว่าจะควรจะตามรู้ยังไง ถึงจะแก้ความหลงตามดูอยู่นี้
และทั้งไม่ใช่ยังเป็นทั้งเพ่งหรือทั้งเผลอครับ

 จากคุณ : ทองคำขาว [ 11 ส.ค. 2542 / 20:17:22 น. ]
     [ IP Address : 133.46.12.227 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (พัลวัน)

ขอบคุณครับ

 จากคุณ : พัลวัน [ 11 ส.ค. 2542 / 23:03:01 น. ]
     [ IP Address : 203.149.1.66 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (ดังตฤณ)

ผมเองทุกวันนี้ปฏิบัติแล้วต้องถามตัวเอง
ว่าก่อนอื่นใดเทน้ำหนักความสำคัญให้กับฐานสติหรือเปล่า
เห็นกายสักแต่เป็นธาตุหรือเปล่า
เห็นจิตสักแต่เป็นธรรมชาติรู้หรือเปล่า
ถ้ามีฐานนี้จับไว้แน่นๆ
จนจิตเองเกิดสภาพวาง ว่าง เป็นอุเบกขาในเนื้อหาของตัวเอง
ไม่ต้องควานหาตัวรู้ที่ไหน เพราะรู้เป็นปกติอยู่ในตัวเองทั้งตัวอยู่แล้ว
กิริยาจิตมีเหลืออย่างเดียวคือรู้สิ่งที่เป็นตัวเอง และสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง
ทั้งนี้ไม่ลืมเห็นกาย รู้สิ่งกระทบกาย จะได้ทราบ+สั่งสมอนัตตสัญญาไว้ตลอดเวลา
เพราะเห็นตลอดเวลาว่าทั้งหลายทั้งปวงนั้นไม่เที่ยง

ความยิบยับหรือความเห็นขั้นละเอียดใดๆ
เกิดขึ้น ณ จุดที่จิตมีภาวะอันสมควร
อย่างน้อยต้องนิ่ง ปราศจากการถูกครอบงำด้วยกิเลส
ที่จุดนั้นอาจเกิดความเผลอใหม่
คือเผลอไปดูเนื้อหาของธรรมละเอียดที่ผุดขึ้นมา
ลืมตามดูอาการของอนิจจังของสิ่งนั้น
ลืมเห็นอาการหายไปของสิ่งนั้น
ที่สุดก็ไม่มีกิริยาจิตทิ้งธรรมที่เกิดขึ้นนั้น

--- อีกไม่นานคงได้เจอกับทองคำขาวแล้ว
คบกันมานานจนลืมไปแล้วว่ายังไม่เคยเจอหน้ากัน :-)

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 12 ส.ค. 2542 / 09:58:13 น. ]
     [ IP Address : 203.147.6.96 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (ทองคำขาว)

อ่านรอบแรกเหมือนจะเข้าใจ แต่ก็ไม่เข้าถึงใจ
อ่านรอบถัดๆมา และนำสภาพขณะนั้น
เป็นตัวเทียบเคียงด้วย จึงพอเข้าใจได้มากขึ้น

ครับ "ความเป็นเช่นนั้นๆ" "สักแต่ว่า...แต่ว่า"
ความเป็น "อนัตตสัญญา" มันอยู่ตรงนั้น
ตรงที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป
ไม่ว่าวังวนนั้นจะใหญ่หยาบแค่ไหน
ไปจนถึงที่เล็กสุดเป็นอนุภาคแห่งการรับรู้นั้นๆเพียงใด
_/|\_ ขอบคุณพี่ดังตฤณครับ

ยังเห็นว่ายังยากอยู่
แม้เคยถึงจิตถึงใจ ตั้งมั่น รู้เป็นกลางแค่ไหน
กับสภาพแวดล้อมแม้เหมือนจะลงตัว ดีพร้อมแล้ว
แต่ในเมื่อความทะยาน เพราะความทนตั้งอยู่ไม่ได้นานมันมี
มันก็จะพร้อมทะยานอยู่อีก
ทะยานไปทะยานมาเป็นวังวนชุดใหม่ๆ
ฉะนั้นแวดล้อมที่ลงตัวแล้วประจวบเหมาะ
พร้อมกับจิตที่พรากเพียรพร้อมอยู่เป็นสิ่งที่จำเป็นจริงๆ
ศีลที่ไม่เป็นศีลจึงจะเกิดขึ้นได้

-----
วัน สองวันนี้ เจอใครๆหลายๆคนทัก
เหมือนรู้ว่าใจกำลังอยากกลับเมืองไทยอยู่ :-)

 จากคุณ : ทองคำขาว [ 12 ส.ค. 2542 / 15:12:35 น. ]
     [ IP Address : 133.46.12.236 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (นิดนึง)

น้านิดมานั่งฟังธรรมตั้งแต่เมื่อวานแล้ว
หายไปไหนก็ไม่รู้(สงสัย post ไปแล้วตกหล่น)
เมื่อวานน้านิดก็พูดอยุ่้เหมือนคุณดังตฤณค่ะว่า
รู้จักพีทีคุงมานานจนลืมไปว่าเราก็ยังไม่เคยเห็นหน้ากันเลย

 จากคุณ : นิดนึง [ 13 ส.ค. 2542 / 08:41:44 น. ]
     [ IP Address : 203.155.33.8 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (สันตินันท์)

การปฏิบัติในขั้นละเอียดไม่มีอะไรมากหรอกครับ
มีแต่ยิบๆ ยับๆ เท่านั้นเอง
เพราะมันไม่ได้บัญญัติ
ก็ให้รู้มันเหมือนที่รู้อารมณ์อื่นๆ นั่นเอง
คือรู้ด้วยจิตที่เป็นกลางจริงๆ

 จากคุณ : สันตินันท์ [ 13 ส.ค. 2542 / 09:57:01 น. ]
     [ IP Address : 203.151.110.204 ]


 ความคิดเห็นที่ 18 : (พีทีคุง)

_/|\_ ครับคุณอาสันตินันท์

 จากคุณ : พีทีคุง [ 13 ส.ค. 2542 / 17:54:31 น. ]
     [ IP Address : 133.46.12.210 ]


 ความคิดเห็นที่ 19 : (พัลวัน)

คุณพีทีคุง คือคุณทองคำขาวหรือครับ

 จากคุณ : พัลวัน [ 16 ส.ค. 2542 / 10:08:40 น. ]
     [ IP Address : 203.146.28.44 ]


 ความคิดเห็นที่ 20 : (rising_sun)

พีทีคุงกับทองคำขาวคนเดียวกันครับพี่พัลวัน

 จากคุณ : rising_sun [ 16 ส.ค. 2542 / 16:26:45 น. ]
     [ IP Address : 203.134.8.165 ]


 ความคิดเห็นที่ 21 : (พีทีคุง (ทองคำขาว ))

P จาก ตัวต้นของชื่อ t จาก ตัวต้นของนามสกุล
รวมแล้วเป็น Pt ธาตุเคมีคือ ทองคำขาว นั่นเองครับ :)

ช่วงแรกๆเห็นว่าในลานธรรมฯ หลายคนได้ทราบบ้างแล้ว
เลยไม่ได้บอกกล่าวให้ชัดเจนไว้อีกที
ก็แจ้งไว้ตรงนี้ พอเป็นที่ทราบกันคร่าวๆก็แล้วกันครับ :)

 จากคุณ : พีทีคุง (ทองคำขาว ) [ 16 ส.ค. 2542 / 21:09:15 น. ]
     [ IP Address : 133.46.12.246 ]


 ความคิดเห็นที่ 22 : (พัลวัน)

ยินดีที่ได้รู้จักครับ

 จากคุณ : พัลวัน [ 18 ส.ค. 2542 / 10:22:31 น. ]
     [ IP Address : 203.149.32.2 ]


 ความคิดเห็นที่ 23 : (เมล็ดโพธิ์)

สาธุครับ

 จากคุณ : เมล็ดโพธิ์ [ 18 ส.ค. 2542 / 21:10:04 น. ]
     [ IP Address : 203.145.3.88 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!