เนื้อความ :
ในพาหิยะสูตร ซึ่งเป็นพระสูตรที่ได้กล่าวถึงการบรรลุอรหันตผลของท่านพาหิยะ เมื่อได้อ่านครั้งแรกผมก็มีความรู้สึกว่า "เป็นไปได้" แต่ผมไม่รู้ว่า "เป็นไปได้อย่างไร" ผมไม่สงสัยในความเป็นไปได้ แต่ผมสงสัยว่า "เป็นไปได้อย่างไร" ยิ่งมารับทราบในหนหลังด้วยว่า พาหิยะสูตร ได้ให้ประสบการณ์ธรรมอันล้ำค่ายิ่งกับคุณดังตฤณ ผมยิ่งอยากจะรู้ว่า "เป็นไปได้อย่างไร" มากขึ้นไปอีก
เพียงคำว่า "สักแต่ว่าๆ" ไม่น่าจะทำให้คนๆหนึ่ง สามารถบรรลุอรหันตผลได้เลย ไม่มีเหตุผลกลใดเลยที่จะทำให้เราคิดออกว่า จะเป็นไปได้ด้วยเหตุผลกลใด
ในช่วง 2 - 3 สัปดาห์มานี้ ผมแทบจะเรียกได้ว่าไม่ได้ปฏิบัติอะไรมากนัก เหตุเพราะการงานที่ค่อนข้างมาก และยุ่งเหยิงพอสมควร ทำให้เผลอมากกว่าที่จะมีสติสัมปชัญญะเป็นส่วนมาก บางครั้งเผลอไปเป็นวันๆเลยก็มี และพอกลับถึงบ้านก็เพลียมากจนไม่อาจจะนั่งภาวนาได้ ก็นึกรู้ตัวอยู่ว่าเราเองก็ตกอยู่ในความย่อหย่อนในความเพียรเป็นอันมาก ดังนั้นจึงเลือกวิธีเจริญมรณานุสติในขณะก่อนนอน พิจารณาลงไปในกายนี้โดยไม่เลือกเฉพาะเจาะจง หากใจไปรู้ที่ตรงใดก็จะพิจารณาลงไปที่ตรงนั้น ว่าหากต่อไปกายนี้แตกดับไร้ชีวิต กายนี้ก็จักถูกเผาด้วยไฟในเมรุ ขาก็ไม่เป็นขาอีกต่อไป แขนก็ไม่เป็นแขนอีกต่อไป กายทั้งกายนี้ก็ไม่ได้เป็นกายอีกต่อไป แปรเปลี่ยนไปธาตุทั้ง 4 ไป มองหากายนี้ก็จะไม่เห็นอีก มองหาแขนขานี้ก็จะไม่เห็นอีก ก็พิจารณาอย่างนี้เนืองๆ (ด้วยเพราะกำลังของสมาธินั้นตกลงไปมากเพราะขาดการทำอย่างสม่ำเสมอ)
มีบางครั้งจะเห็นว่า มีอาการกระเพื่อมของใจ ที่มันลุกขึ้นมาแสดงอาการขัดขืนไม่ยอมรับความจริงอันนี้ ทำให้เราได้รู้ว่า แท้จริงแล้วในใจเราก็ยังมีสักกายทิฎฐินี้อยู่ ไม่ยินยอมให้กายนี้ต้องแตกดับไปเป็นปกติธรรมดาตามธรรมชาติ ในครั้งนั้นก็หันกลับมาพิจารณาในใจตน ว่าใจเองก็เป็นอนัตตา หาได้เป็นตัวเป็นตนอย่างใดไม่ มีการเกิดดับไปตามผัสสะ หาใช่สิ่งที่ยั่งยืนอะไร ไม่มีอะไรๆในโลกนี้ที่ยั่งยืนหรือตั้งมั่นอยู่ได้ ไม่มีอะไรเป็นตัวเราของเรา
เมื่อพิจารณาไปดังนี้แล้ว บางครั้งก็เห็นอาการของใจที่ดื้อดึง ปฏิเสธ แต่ก็ต้องพ่ายแพ้กับความจริงที่ปรากฎอยู่ ไม่อาจปฏิเสธได้
การพิจาณา (แบบคนย่อหย่อน) ก็กระทำอย่างนี้เนืองๆ ทุกๆค่ำก่อนนอน ใจก็สงบดี แต่อาการดื้อดึงก็มีปรากฎให้เห็น เป็นระยะๆ แต่ก็ยังยอมรับว่า ไม่มีอะไรเป็นตัวเรา ไม่มีอะไรเป็นของเรา แต่ก็อดอาลัยถวิลหาตัวตนอัตตาไม่ได้อยู่ดี
จนกระทั่งงานอันหนักเหนื่อยก็ผ่านพ้นไป ผมจึงได้ชวนภรรยาไปหาอาหารทานกันนอกบ้าน ก็ได้ไปนั่งรับประทานอาหารที่ร้าน 13 เหรียญ ในขณะที่นั่งรออาหารที่สั่งไปอยู่นั้น ภรรยาก็เห็นว่ามีซอร์สแบบแปลกๆที่ไม่คุ้นเคยอยู่ในขวด ก็คือซอร์สบาร์บีคิว และซอร์สเสต้ค ก็ลองหยิบขึ้นมาดมดู แล้วก็ส่งให้ผมลองดมกลิ่นดูบ้าง
ในขณะที่ผมหยิบขึ้นมาดมนั้น ใจก็ตั้งมั่นว่า จะดมโดยการรู้ตัวอยู่ และมิให้กลิ่นมันมาปรุงแต่งใจได้ เมื่อตั้งใจอย่างนั้นก็ดมดู
ในขณะที่ดมดูอยู่นั้น ก็มีสติคุ้มครองอยู่ มีสัมปชัญญะหล่อเลี้ยงอยู่ กลิ่นที่ดมนั้นชัดเจนยิ่งนัก ยิ่งกว่าที่เคยดมกลิ่นในครั้งใดๆมาก่อน เป็นเพราะเราประคองใจให้รู้ในกลิ่นนั้น โดยที่ไม่ยอมให้กลิ่นนั้นๆเป็นเหตุให้ปรุงแต่งใจไปในที่ใด ในขณะที่กำลังดูรู้ไปในใจขณะที่ดมกลิ่นอยู่นั้นเอง ใจมันก็อุทานออกมาว่า
"สักแต่ว่าเป็นเช่นนี้เอง สักแต่ว่าเป็นเช่นนี้เอง"
แล้วก็เลยรู้ต่อมาอีกว่า "สักแต่ว่าก็คือสติ" "รู้แล้ววางก็คือสติ" แม้คำสอนนี้จะไม่ได้เอ่ยคำว่า "สติ" ออกมาแม้แต่คำเดียว แต่ก็กลับหมายถึง "สติ" ทั้งนั้น
เมื่อใจนึกได้อย่างนี้แล้ว ก็หวนกลับมาที่ พาหิยะสูตร แล้วก็ร้องขึ้นในใจว่า "มิน่าเล่า ท่านพาหิยะจึงสามารถบรรลุอรหันตผลได้" แล้วก็หวนกลับมาตอบคำถามของตัวผมเองได้ว่า "เป็นเพราะเราเองยังมีความยึดมั่นถือมั่นอะไรบางอย่างอยู่ จึงไม่สามารถละวางได้ แม้แต่สักแต่ว่าๆ เราก็ยังอดคิดไม่ได้ว่า มีบางอย่างที่สักแต่ว่าๆไม่ได้"
แล้วใจก็หันกลับไปคิดถึงเรื่องราวของคุณดังตฤณว่า "มิน่าเล่า พระสูตรนี้จึงทำให้คุณดังตฤณได้รับประสบการณ์ธรรมที่หาได้ยากยิ่ง"
ความสงสัยทั้งมวลกับพาหิยะสูตร ก็ดับหายไปในครั้งนั้นเอง
|