การปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องยากหรือเรื่องง่าย
 เนื้อความ :

ผมได้ยินคำปรารภบ่อยครั้งว่า การปฏิบัติเป็นเป็นเรื่องยากเสียเหลือเกิน
ไม่ว่าการทำทาน ถือศีล บำเพ็ญภาวนา
ล้วนยาก และน่าเหนื่อยหน่ายท้อแท้เสียเหลือเกิน

คำพูดเหล่านี้ ทำให้ผมต้องหวนคิดพิจารณาว่า
แท้ที่จริงแล้ว การปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องยาก จริงหรือไม่

พิจารณาจากพระพุทธวัจจนะ ก็ไม่พบว่าท่านระบุตายตัวว่า 
การปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องง่ายหรือยาก
ท่านเพียงแต่กล่าวว่า
"คนดีทำดีง่าย แต่ทำชั่วยาก
ส่วนคนชั่วทำชั่วง่าย แต่ทำดียาก"

รวมความแล้วคงต้องสรุปว่า 
การปฏิบัติจะยากหรือง่าย ลำบากหรือสบาย 
มันขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคล

แต่ในแง่ของผมที่พิจารณาดูแล้ว 
กลับเห็นว่า การปฏิบัติธรรมไม่ใช่เรื่องยากเกินไป 
แถมมีผลเป็นความสบายเสียอีก
เราลองมาพิจารณาถึงการปฏิบัติธรรมกันเป็นขั้นๆ ไปเลยดีกว่า

เริ่มจากการทำทาน  เช่นการให้วัตถุทาน 
ผมเห็นว่าเป็นเรื่องง่ายที่เราจะทำทานในขอบเขตที่ตนจะไม่เดือดร้อน
คือการ "ให้"  ถ้าพอใจก็ให้ได้แล้ว
แต่การจะเป็นฝ่าย "เอา" นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
แม้ได้มาแล้ว การจะดูแลรักษาทรัพย์สมบัติ ก็เป็นงานที่น่าปวดหัวอีก
เช่นตอนนี้จะนำเงินไปฝากธนาคาร ก็กลัวธนาคารล้ม แถมดอกเบี้ยต่ำ
จะเปลี่ยนไปเล่นหุ้น ก็กลัวจะต้องแปลงสัญญาติไปเกิดในภพแมลงเม่า

การให้อภัยทาน ก็ง่ายกว่าการตามจองล้างจองผลาญใคร
เพราะไม่ต้องวางแผนอะไร ไม่ต้องลงมือทำอะไร
ให้อภัยได้เมื่อไร ก็นอนหลับสบายได้เมื่อนั้น
ในขณะที่ถ้าจะตามจองล้างจองผลาญใคร จะต้องคิดวางแผน
แถมถ้าดำเนินการไม่ดี อาจจะเป็นฝ่ายถูกเล่นงานเสียอีก
การให้อภัยจึงง่ายกว่า เป็นไหนๆ

การถือศีลก็เป็นเรื่องง่ายกว่าการทำผิดศีล
เช่นถ้าจะฆ่า จะตีคนอื่น ก็ต้องวางแผน เตรียมอาวุธ
ตอนไปตีเขาก็อาจถูกเขาตีตายเสียเองก็ได้
ทำร้ายเขาแล้วก็ต้องหลบซ่อนจากเงื้อมมือของกฏหมาย
หรืออย่างจะไปตกปลาล่าสัตว์ ก็ลำบากกว่าการไม่ทำเป็นไหนๆ
บางคนต้องไปซื้อหาเบ็ดราคาแพงๆ
ไปนั่งตากแดดตากลมอยู่ริมน้ำเพื่อจะตกปลา

การไม่ลักทรัพย์ก็ง่ายกว่าการลักทรัพย์
การไม่ผิดลูกผิดเมียเขา ก็ง่ายกว่าการทำผิด
เพราะเสี่ยงต่อการเจ็บตัว เสี่ยงต่อการเสียชื่อเสียงเกียรติยศ
การพูดความจริง ก็ง่ายกว่าการโกหกพกลม
อย่างน้อยที่สุด  ก็ไม่ต้องใช้ความจำเท่ากับคนพูดโกหก
คนไม่ดื่มเหล้าเมายาบ้า  ก็สบายกว่าคนดื่มเหล้า
ไม่เสียเงิน ไม่เสียเวลา ไม่เสียสุขภาพ ง่ายกว่ากันเป็นไหนๆ

พอมาถึงการภาวนา หรือการปฏิบัติในขั้นสมถะและวิปัสสนา
อันนี้ผมก็เห็นว่ามันสบายกว่าการไม่ปฏิบัติเช่นกัน
เช่นการทำสมถะ ถ้ารู้หลักแล้วเอาจิตประคองรู้เข้ากับอารมณ์อันเดียวโดยต่อเนื่อง
ไม่เห็นจะต้องทำอะไรมากมายเลย
แค่รู้อารมณ์อันเดียวเรื่อยๆ ไปอย่างสบายเท่านั้นเอง
หรือจะทำวิปัสสนา ก็ทำจิตทำใจของตนเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์
อะไรจะเกิดขึ้นกับกายกับจิตก็รู้เรื่อยๆ ไป 
โดยไม่ต้องเข้าไปข้องแวะยินดียินร้ายอะไรเลย
แทบจะเรียกว่า เป็นการไม่ทำอะไรเลย นอกจากรู้ทันอย่างเดียวเท่านั้น
แบบนี้มันจะยากได้อย่างไร ก็นึกไม่ออกเหมือนกันครับ

บางคนปฏิบัติธรรมแล้วรู้สึกลำบากมาก
ต้องคอยกดข่มบังคับจิตใจตนเองจนเครียดไปหมด
อันนั้นไม่ใช่ว่า การปฏิบัติธรรมทำให้ยากลำบากหรอกครับ
แต่การปฏิบัติผิดๆ ต่างหาก ที่ทำความลำบากให้เรา

คนที่มีลูกอ่อนจะบ่นว่ายากลำบากเหลือเกิน
เดี๋ยวลูกก็ร้องกวน อดหลับอดนอน
เวลาเด็กเจ็บไข้ พ่อแม่ก็เป็นทุกข์เป็นร้อนมากมาย
เวลาเด็กจะเรียนหนังสือ ก็ต้องวิ่งเต้นหาที่เรียนให้
บางคราว โรงเรียนเขาจับพ่อแม่ไปนั่งสอบเข้าเรียนด้วย
จนเด็กเลิกนับถือพ่อแม่ เพราะเด็กสอบได้ แต่พ่อแม่สอบตก
ทำให้เด็กไม่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าโรงเรียนนั้น

ตอนลูกยังเล็กก็ห่วงสารพัด กะว่ามันโตกว่านี้หน่อยคงจะสบาย
แต่แล้วก็ไม่สบาย เพราะพอเด็กโตพ่อแม่ก็มีรายจ่ายมากขึ้น
แถมต้องห่วงใยสารพัด เพราะสังคมของเรามันทารุณโหดร้ายเหลือเกิน
พอลูกเรียบจบ พ่อแม่ก็ปวดหัวเรื่องอาชีพการงานของลูกอีก
ถัดจากนั้นก็ปวดหัวเรื่องการหาคู่ของลูก
หลังจากนั้น ก็เตรียมตัวรับภาระเรื่องหลานต่อไปอีก

เลี้ยงลูกแต่ละคนลำบากแทบตาย
ก็ยังเห็นตั้งหน้าจะมีลูกกันเป็นส่วนมาก
บางคนต้องเสียเงินทองมากมาย เพราะมีลูกยาก แต่อยากจะมี
พอบอกว่าให้ทำใจสบายๆ หายใจเข้าก็รู้ หายใจออกก็รู้
แค่นี้บอกว่าทุกข์ยากเหลือเกิน ทำไม่ไหวแล้ว

เรื่องของเรื่องก็ไม่มีอะไรมากหรอก กิเลสมันหลอกเอาน่ะครับ
เราจึงเห็นผิดเป็นชอบ 
เห็นการปฏิบัติธรรมที่เป็นของสบาย ว่าลำบากเหลือประมาณ
ส่วนการไม่ทำทาน ไม่รักษาศีล ไม่ภาวนา
และการคลุกคลีอยู่กับโลกที่แสนจะลำบาก
กลับรู้สึกว่าพอทนได้ ไม่ลำบากเท่าไรเลย

นึกเรื่องนี้แล้วก็อดขำๆ ไม่ได้ครับ จึงนำมาเล่าสู่กันฟังเล่นๆ

 จากคุณ : สันตินันท์ [ 20 ก.ค. 2542 / 14:58:04 น. ]
     [ IP Address : 203.151.110.189 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (โยคาวจร)

๏๏๏

 จากคุณ : โยคาวจร [ 20 ก.ค. 2542 / 15:32:07 น. ]
     [ IP Address : 202.6.107.20 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (คิดเอาเอง)

อ่านตามที่พี่เล่าแล้วนึกตามก็เห็นว่า อืม ง่ายจริง ๆ (คิดดูแล้วง่ายนิดเดียว)
เอ แต่ทำไมทำยากจัง (ยังติดใจอยู่อีกแฮะ)

คงเหมือนกับที่เรายังทำอะไรไม่เป็น ตอนทำไม่เป็นก็รูสึกว่ายากจริง ๆ
แต่พอทำเป็นแล้ว ทำจนชำนาญแล้ว จะทำอย่างไรก็รู้สึกง่ายไปหมด

ผมยังอยู่ขั้นต้น ๆ เองครับ เลยยังยากอยู่ บางครั้งได้ฟังเพื่อน ๆ ในนี้เล่า
ประสบการณ์ให้ฟัง มามองดูตัวเอง ก็ยังนึกเลยครับว่าเมื่อไหร่เราจะถึงตรงนั้นบ้างนะ

เหมือนกับที่เขาบอกว่า ก็แค่ทำให้ใจไม่เป็นทุกข์ ก็แค่นั้นเอง
ก็แค่นั้นเองนั่นแหละ ไม่แค่นั้นเอง เอ ชักจะงงเองซะแล้ว

ยังไงก็ขอบคุณพี่มากครับ(ที่คอยเตือน)

 จากคุณ : คิดเอาเอง [ 20 ก.ค. 2542 / 16:19:07 น. ]
     [ IP Address : 202.6.107.20 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (พัลวัน)

สาธุครับ

(เห็นด้วยครับ โดยเฉพาะเรื่องดื่มเหล้า คิดดูลำบากทุกตอน ตั้งแต่ "วันนี้จะไปนั่งที่ไหนดี" "จะดื่มอะไรดี" "จะชวนใครไปดี" "เขาจะไปด้วยไหมนะ" แค่เริ่มก็ ยาก.... แล้ว

สู้ดูกิเลสดีกว่า สนุกดี

 จากคุณ : พัลวัน [ 20 ก.ค. 2542 / 16:34:49 น. ]
     [ IP Address : 203.146.28.226 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (kobe)

สาธุครับ เห็นด้วยทุกประการครับ

เพียงแต่ผู้ที่เริ่มปฏิบัติ(ซึ่งรวมทั้งผมด้วย) ยังไม่มีความชำนาญในการปฏิบัติมากครับ
เคยชินกับทางโลกมากไปหน่อย พอปฏิบัติธรรมบางอย่างที่รู้สึกฝืนความรู้สึกเดิม ๆ
ก็เลยรู้สึกยากลำบากครับ ก็ของมันไม่เคยนี่ครับ

 จากคุณ : kobe [ 20 ก.ค. 2542 / 16:46:18 น. ]
     [ IP Address : 202.44.228.8 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (หลังเขา)

ขออนุญาตพูดในแง่ของความลำบากบ้างครับ
สำหรับตัวผมเองแล้วการจะภาวนาให้เกิดผลนั้น
ต้องเริ่มจากการควบคุมตัวเองซะก่อน ให้ละในสิ่งอันเคยชินประจำวัน เช่น เล่นเกมส์ อ่านการ์ตูน ดูหนัง ฟังเพลง ฯลฯ
สิ่งเหล่านี้ไม่นับเป็นการผิดในขั้นศีลโดยตรง แต่มีผล(กับผม) ในแง่ของการปฎิบัติธรรมมาก
หากไม่ละซะบ้างจิตก็ฟุ้ง รวมยาก บางครั้งก็รู้สึกขาดอะไรไปบ้างเหมือนกัน
ต้องตัดใจครับ ต้องตัดใจ:>

 จากคุณ : หลังเขา [ 20 ก.ค. 2542 / 17:11:59 น. ]
     [ IP Address : 203.148.200.249 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (มะขามป้อม (พ่อลูกอ่อน))

ถ้ามีภาระครอบครัวก็เป็นเรื่องยาก
ถ้าไม่มีภาระครอบครัวก็เป็นเรื่องง่ายครับ
อันนี้ประสบกับตัวเอง
อย่างที่พี่สันตินันท์ว่าไว้แหละครับ

ผมกลับมาอยู่เมืองไทย
กลางวันไปทำงาน กลางคืนเลี้ยงลูก
หัวถึงหมอนก็สลบแล้วครับ
นั่งสมาธิก็ตกภวังค์อย่างเดียวเลย
ตอนนี้เลยได้แต่ใช้วิธี ดูจิตในชิวิตประจำวันเอาครับ

 จากคุณ : มะขามป้อม (พ่อลูกอ่อน) [ 20 ก.ค. 2542 / 17:44:40 น. ]
     [ IP Address : 202.44.221.156 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (Lostboy)

การปฏิบัติธรรม ถ้าทำให้ถูก ก็เป็นเรื่องง่ายจริงๆครับ
เพราะอัตภาพมนุษย์ หากสงบกายสงบใจหน่อยเดียว
น้อมปฏิบัติในกรรมฐานที่เคยชินสักหน่อย เดี๋ยวก็เข้าร่องเข้ารอย
แต่มนุษย์ยุคปัจจุบัน เวลาจะสงบกายสงบใจยังไม่ค่อยจะมี
มีเรื่องให้คิด มีอะไรรอบๆตัวให้เล่น ให้สนใจเต็มไปหมด
การปฏิบัติธรรมเลยกลายเป็นเรื่องยากไป เพราะชินอยู่กับโลกซะแล้ว

เพราะฉะนั้น การใช้ชีวิตของเราก็มีผลต่อการปฏิบัติธรรมในระยะยาวครับ
เลือกใช้ชีวิตให้เหมาะกับการปฏิบัติธรรมจนชิน
แล้วจะเห็นว่า การทำอะไรที่ตรงข้ามกับธรรม
มันช่างยากเย็นเอาซะจริงๆ

 จากคุณ : Lostboy [ 20 ก.ค. 2542 / 18:13:24 น. ]
     [ IP Address : 161.200.255.162 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (ดังตฤณ)

แต่ก่อนฟังบางคนว่า
การเห็นสภาวธรรมอย่างเป็นวิปัสสนานั้น
เฉียดกันอยู่บางๆกับความรู้สึกปกติธรรมดานิดเดียว
เกิดความรู้สึกตึงตังขึ้นมา
ว่าน่าจะเป็นประโยคคำพูดที่ ใช่ เลย
เพียงยังไม่เข้าใจ เพราะจิตยังไม่ถึง

ไม่ถึงธรรมชาติความนิ่งรู้ในตนเอง
ไม่ถึงวิธีใช้ความนิ่งนั้นดูไตรลักษณ์

ตอนนั้นถ้าฟังแค่เอามัน
เห็นเป็นคำพูดเก๋ไก๋
ไม่ลงมือถางทางให้ตัวเองตามแนวทางคือ
ทาน
ศีล
สมาธิ
และปัญญา
ตามที่พี่สันตินันท์ว่าไว้

ก็น่าเสียดายอย่างควรจะใจหายทีเดียวครับ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 20 ก.ค. 2542 / 19:06:05 น. ]
     [ IP Address : 203.144.245.95 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (ลูกหมี)

สาธุค่ะ
ไม่กล้าเขียนอะไรมากเนื่องจากยังไม่รู้ไม่เห็นอะไรเลย รู้อย่างเดียวว่ายังไม่รู้ แต่ก็พยายามสังเกตดูจิตใจตัวเอง อารมณ์ต่าง ๆปรากฏขึ้น จิตก็เข้าไปยึดเกาะแน่นกว่าจะหลุดออกได้ ยากมากค่ะ

 จากคุณ : ลูกหมี [ 20 ก.ค. 2542 / 19:17:08 น. ]
     [ IP Address : 202.44.241.12 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (Lee)

ผมว่ามันเป็นเรื่องของ เหตุ ปัจจัย ของแต่ละบุคคล 

เหมือนเรียนหนังสือนั่นละ ครับ 
บางคนขยัน แทบตาย เรียนหนังสือยังไง ก็ไม่เก่ง  จะให้จบประถม มัธยม ยังแทบรากเลือด 
บางคนเรียน สบายๆ โดดบ้าง หลับบ้าง เรียนไปเรื่อยๆ เผลอๆจบ pHD  

ผมมีความรู้สึกว่า ปฏิบัติธรรม นี่ยากพอๆกับเรียนหนังสือ
เมื่อเริ่มต้น ถือศีล ทำทาน เหมือนเรียนประถมศึกษา  พอพร้อมมากขึ้น ทำสมถะ เป็นมัธยม 
วิปัสสนาเหมือนเรียนอุดมศึกษา  

ทีนี้ใครหัวดี เคยเรียนมาก่อนในอดีต ก็เรียนที่ระดับอุดมศึกษาเลย  ใครไม่เคยเรียนมาก่อนก็เริ่มที่อนุบาลประถมไป  

ปัญหาที่ผมมอง เป็นว่าเราให้ความสนใจในการปฏิบัติเป็นงานอดิเรก มากกว่างานประจำอย่างเรียนหนังสือ ( แม้แต่ตัวผมเอง ) 
ความสำเร็จเลยน้อย ก้าวหน้าช้า 

 จากคุณ : Lee [ 20 ก.ค. 2542 / 19:36:01 น. ]
     [ IP Address : 203.155.134.242 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (เท้าสั้น)

                ผมว่าจะง่ายขึ้นถ้าสามารถหาวิธีที่ตัวเองรู้สึกว่าเร็วขึ้น   อย่างผมพยายามศึกษาหาแก่นหรือความคิดรวบยอดให้ได้ก่อนแล้วค่อยว่าไปตามนั้น  ตัวอย่างเช่นการเข้าฌานคือการสนใจฝักใฝ่สิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงสิ่งเดียว   ก็ทำอย่างนั้นให้มันนานมากพอจนเป็นไปได้ (เคยพิสูจน์แต่ไม่ได้หมายความว่าทำสำเร็จทีเดียว)    ถ้าลองอ่านอานาปานสติเคล็ดลับมันอยู่ตรงที่ประโยคหนึ่งที่ว่า"ลมเข้า ลมออกและสัมผัส เป็นอารมณ์จิตคนละดวง"   ลองดูนะครับผมว่าต่างคนต่างมีกลเม็ดเคล็ดลับการเรียนรู้ต่างกัน ถ้าหาเจอก็น่าจะเร็วขึ้นนะครับ  อย่างผมศึกษาลองดูประมาณสามเดือนก็เชื่อเรื่องศาสนาเลยเพราะพิสูจน์ด้วยตัวเองแล้วว่ามีมูลให้เชื่อได้

 จากคุณ : เท้าสั้น [ 20 ก.ค. 2542 / 20:01:52 น. ]
     [ IP Address : 202.183.241.254 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (Lynnie)

ขอบคุณอาสันตินันท์มากค่ะ _/|\_
เหตุผลตรงไปตรงมาดี อ่านแล้วยิ้มเลย  ^_^
จะทำให้เห็นจริงค่ะ ทีละหน่อยก็ยังดี

 จากคุณ : Lynnie [ 20 ก.ค. 2542 / 21:23:31 น. ]
     [ IP Address : 203.154.76.212 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (มรกต)

ขอบคุณคะ:-)

 จากคุณ : มรกต [ 20 ก.ค. 2542 / 21:35:52 น. ]
     [ IP Address : 192.100.77.6 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (rising_sun)

ผมอ่านไปยิ้มไปด้วยความร่าเริงเป็นอย่างยิ่งครับ อ่านแล้วไม่รู้สึกว่าการปฏิบัติธรรมจะยากเลยครับ

 จากคุณ : rising_sun [ 20 ก.ค. 2542 / 21:47:18 น. ]
     [ IP Address : 203.134.7.234 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (ปลาทอง)

ขอบคุณค่ะ  คุณอาสันตินันท์  ไม่กี่วันก่อนยังบ่นกับพี่ดังตฤณอยู่เลย ... อิอิ  
แต่ไม่ยอมแพ้หรอกค่ะ  มีความเพียรแล้ว  อะไร ๆ ไม่น่าจะยาก  ( จะ สู้คะ ) 

 จากคุณ : ปลาทอง [ 20 ก.ค. 2542 / 23:40:34 น. ]
     [ IP Address : 203.149.11.84 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (FON..)

ขอบพระคุณมากค่ะ 
ช่วยสะกิดเตือนความคิดให้พลิกกลับทันทีเลยค่ะ 

 จากคุณ : FON.. [ 21 ก.ค. 2542 / 00:21:38 น. ]
     [ IP Address : 202.59.252.3 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (Acura)

ผมเห็นด้วยกับคุณอา สันตินันท์ครับว่าการปฏิบัติธรรม นั้นง่ายกว่าการไม่ปฏิบัติ 

เริ่ม จาก การให้ทาน พอให้แล้ว ใจเราก็เป็นสุข ก็เป็นผลสืบเนื่องให้เราสามารถปฏิบัติได้ดีขึ้น ก็ คือเกื้อหนุนขึ้นต่อไป

การรักษาศีล เริ่มจากศีล 5 การรักษาก็ง่ายกว่าการไม่รักษาเสียอีก 
ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ผิดลูกเมีย ไม่โกหก ไม่ดื่มสุรา 
การไม่รักษา นั้น ต้องมาคอยพะวง ว่า จะทำอย่างไรดีหน๋อ ที่จะทำให้เรา รอดพ้นจากจับผิดหรือการสังเกต ของคนอื่น เช่นการไม่ลักทรัพย์ก็ไม่ต้องกลัวว่า คนอื่นจะรู้ว่าเราทำอะไรไม่ดีบ้างหรือ กลัวว่า เราทำอะไรผิด หรือ
การไม่ผิดลูกเมียก็ ไม่ต้องกลัวว่า สามีหรือภรรยาหรือพ่อแม่เขา จะรู้ว่าเราไปเป็น ชู้ หรือจีบ ไม่ต้องคอยกลัว หลบ ๆ หนี ๆ 
การไม่โกหกก็ ง่ายเพราะไม่ต้องคอย จำว่า คราวที่แล้วโกหก อะไรไว้ จะได้พูดให้ตรงกับคราวก่อนไม่งั้นเดี๋ยว คนอื่นเขาจับได้

การทำสมาธิ การภาวนา ข้อนี้ ถ้าเราทำหรือปฏิบัติเป็น ประจำ หรือเป็น นิสัยอยู่แล้ว ก็ ง่าย ครับ แต่ถ้าทำ ๆ หยุด ๆ นี่ ก็ ตอนมาเริ่มใหม่ก็ ลำบากนิดหนึ่งครับ เพราะว่า โดนกิเลส เข้าหลอกไปแล้ว (เหมือนผม) แต่ถ้าทำเป็นประจำแล้ว ตอนที่ หยุดไม่ได้ทำ ช่วงแรก ๆ ก็ ยาก อีกเหมือนกันครับ :-) 

ปัญญา วิปัสสนา ถ้าเรา ทำมาตั้งแต่ ข้อแรก การทำ วิปัสสนาก็ไม่ใช่เรื่องยากโดยเฉพาะ ถ้าเรามี ฐานที่มั่นคง ของ สมถะหรือการทำสมาธิมาแล้ว การเดินวิปัสสนาก็จะทำได้ง่าย และไม่อึดอัด
แต่ทั้งหมดจะเกิดขึ้นได้ก็ ต้องมี ความเพียร หรือมี ฉันทะ 

หวังว่าคงไม่เป็นการ ฉายเทปซ้ำให้ เบื่อนะครับ :-)

 จากคุณ : Acura [ 21 ก.ค. 2542 / 00:49:42 น. ]
     [ IP Address : 24.2.100.239 ]


 ความคิดเห็นที่ 18 : (น้องน้อย)

ตัวโง่ของผมมันดิ้นพราดๆเลยครับ :)

 จากคุณ : น้องน้อย [ 21 ก.ค. 2542 / 01:10:28 น. ]
     [ IP Address : 161.200.255.162 ]


 ความคิดเห็นที่ 19 : (tuli)

ขอบคุณสำหรับข้อคิดดีๆครับ
การปฏิบัติความดีทุกอย่างจะง่ายมากถ้าเรารู้จักปล่อยวาง  ทุกวันนี้เหมือนกับเราเดินแบกก้อนอิฐกัน
ทีนี้ถ้าเราอยากเดินสบายๆ ก็เอาก้อนอิฐออกไปเสียก็เดินตัวปลิว  ที่เอาออกยากเพราะถูกกิเลสมันหลอกอยู่
ตัวอย่างของผมเอง ตอนนี้ก็ยกก้อนอิฐออกไปได้อีกก้อนแล้วครับ คือผมยกปลาคาร์พทั้งหมดของผมให้เพื่อนไป
ทีนี้ก็ไม่ต้องคอยกังวนให้อาหาร ล้างบ่อ ดูแลมันอีก แต่แฟนผมยังบ่นเสียดาย(กิเลสมันหลอกเอาอีก) 

 จากคุณ : tuli [ 21 ก.ค. 2542 / 06:46:54 น. ]
     [ IP Address : 202.183.241.254 ]


 ความคิดเห็นที่ 20 : (สันตินันท์)

อนุโมทนากับคุณหมอ tuli ครับ
หมดภาระต้องทำมาหากินเพื่อหาเงินมาซื้ออาหารให้เจ้านาย(ปลา)
ไม่ต้องกวาดบ้าน ถูกบ้าน ให้เจ้านาย (ล้างบ่อ) :)

เท่าที่อ่านจากที่พวกเราคุยกันนี้ ก็พอเห็นว่า
การปฏิบัติธรรมมันดูยาก เพราะเราต้องสู้กับความเคยชินบ้าง
เพราะไม่มีวิธีที่เหมาะบ้าง เพราะไม่มีฐานเก่าบ้าง ฯลฯ

ผมเห็นว่าปัญหาใหญ่อยู่ที่ เรามองว่าการปฏิบัติธรรมคือกิจกรรมอะไรสักอย่างหนึ่ง
ที่จะต้องใช้เวลา หรือมีกิจกรรมแยกออกต่างหากจากชีวิตประจำวันของเรา
(เหมือนคนที่ไม่ชอบออกกำลังกาย จะรู้สึกลำบากที่จะจัดเวลาไปออกกำลังกาย)

ถ้าหากเราเข้าใจว่า การปฏิบัติธรรมคือการทำในสิ่งที่เคยทำ หรือจำเป็นต้องทำ
แต่บวก "ความรู้ตัว" ในขณะที่ทำเข้าไปด้วยเท่านั้น
การปฏิบัติธรรมก็จะเป็นเรื่องง่าย ไม่กินเวลา ไม่เสียกิจกรรมที่จำเป็นต้องทำ
เมื่อฝึกหัดมากขึ้น กระทั่งศีลก็ไม่ต้องรักษา
เพราะกิเลสแหยมหน้ามาให้เห็นนิดเดียวก็ถูกเปิดโปงแล้ว
กิเลสจึงครอบงำจิตไม่ได้ การทำผิดศีลจึงเกิดขึ้นไม่ได้

การนั่งสมาธิ ถ้าไม่มีเวลาจริงๆ จะไม่นั่งก็ได้
เพราะในขณะที่ทำความรู้ตัวอยู่ในชีวิตประจำวันนั้น
จิตจะมีสมาธิในขั้นพื้นฐานอยู่แล้ว
ถ้าเจริญสติอยู่ในชีวิตประจำวันให้มาก
เราอาจจะใช้เวลาก่อนนอน เข้าห้องน้ำ นั่งรถเมล์
ทำความสงบเป็นช่วงๆ ไปก็ได้ คราวละ 5 - 10 นาทีก็ยังดี

คุณมะขามป้อม เป็นตังอย่างของผู้ฉลาด
คือรู้ว่าตนต้องเลี้ยงลูกอ่อน ก็ปฏิบัติธรรมอยู่ในชีวิตประจำวัน
หรือเลี้ยงลูกไป ปฏิบัติไป ก็ทำได้

ท่านอื่นจะเอาอย่างก็ได้นะครับ
เช่นลูกร้องตอนดึกๆ พอหูได้ยิน ใจก็หงุดหงิดเพราะอยากนอน ก็รู้ทันจิตตนเอง
หรือได้ยินเสียงลูกร่าเริง หัวเราะ น่ารักน่าเอ็นดู ก็รู้ใจตนเอง
จะนั่งดูโทรทัศน์เป็นเพื่อนคนในครอบครัว ก็ดูไปแล้วก็ดูจิตไปด้วย
มันสนุก มันขบขัน มันเศร้าโศก ก็รู้มันไป อย่าไปห้ามไปฝืนมัน

เคยเห็นในกระทู้ในห้องสมุด รู้สึกว่าจะเป็นพี่เจ้าชาติ
เสนอว่า หากใครจะเสพกาม ก็เสพไป แต่ให้ทำความรู้ตัวไปด้วย
(อันนี้เป็นการหลอกของพี่เจ้าชาติ เพราะปฏิบัติจริงไม่ได้สำหรับผู้ชายเนื่องจากความรู้สึกจะดับไป)

รวมความแล้ว จำเป็นต้องทำอะไรก็ทำไป 
แต่บวกความรู้ตัวเข้าไปอีกอย่างเดียวก็พอแล้วครับ
สมดังที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนพระรูปหนึ่งว่า
ท่านไม่ต้องรักษาวินัยหรือปฏิบัติข้อวัตรใดๆ ก็ได้
มีสติรักษาอยู่ที่จิตอย่างเดียวก็พอแล้ว

 จากคุณ : สันตินันท์ [ 21 ก.ค. 2542 / 08:21:46 น. ]
     [ IP Address : 203.154.120.12 ]


 ความคิดเห็นที่ 21 : (สาธุ)

มาฟังธรรมครับ

 จากคุณ : สาธุ [ 21 ก.ค. 2542 / 08:30:36 น. ]
     [ IP Address : 192.150.251.3 ]


 ความคิดเห็นที่ 22 : (kobe)

สาธุครับ ผมจะพยายามให้มากขึ้น รู้สติอยู่กับตนตลอดเวลา

 จากคุณ : kobe [ 21 ก.ค. 2542 / 09:05:45 น. ]
     [ IP Address : 202.44.228.8 ]


 ความคิดเห็นที่ 23 : (คิดเอาเอง)

ผมตามมาอ่านอีกเที่ยว ทำให้นึกถึงคำว่า "สูงสุดคืนสู่สามัญ"
ผมรูสึกว่าคนที่พูดคำนี้น่าจะถึงจุดใดจุดหนึ่งแล้ว

นิยายจีนหลายเรื่องแทรกคำพูดลักษณะนี้ไว้มาก
บางครั้งอ่านสำนวนลักษณะอย่างนี้แล้วสะกิดใจยังไงบอกไม่ถูกเหมือนกัน
(มั่วไปได้ทุกเรื่องเหมือนกัน)

 จากคุณ : คิดเอาเอง [ 21 ก.ค. 2542 / 09:24:40 น. ]
     [ IP Address : 202.6.107.20 ]


 ความคิดเห็นที่ 24 : (deedi)

ยากในแง่นี้

ณ วันที่จะทรงตรัสรู้
ทรงเสี่ยงทายถาดว่าถ้าจะทรงได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
ก็ขอให้ถาดทองนั้นลอยทวนน้ำ
แล้วถาดทองนั้นก็ลอยทวนน้ำไป

มีผู้ตีความว่าการลอยทวนน้ำก็คือการทวนกระแสโลก กระแสกิเลส

เมื่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย ผู้ยังเป็นแบบ "โลกๆ" อยู่เต็มเปี่ยม
คิดจะทวนกระแสโลก  จะเป็นสิ่งที่ง่ายไปได้อย่างไร
นั้นจึงยากยิ่ง  
ยากเสียจนพระพุทธองค์ทรงเปลี่ยนพระทัย
หลังจากทรงตรัสรู้แล้ว
ว่าไม่ทรงเผยแพร่พระศาสนาจะดีกว่า
จะสอนสิ่งที่ยากยิ่งและทวนกระแสโลกที่สัตว์โลกคุ้นเคยยิ่งนั้น
โชคดีที่ทรงเปลี่ยนพระทัย
พวกเราจึงได้มีที่พึ่งพิงอยู่ในวันนี้


ง่ายในแง่นี้

ผู้ที่เริ่มเห็นโลกและชีวิตเป็นทุกข์
เริ่มดิ้นรนหาทางออก
แล้วได้พบหลัก วิธีการ แนวทาง

หัวใจ จิต ความทุกข์ที่สัมผัสรู้ได้ด้วย โลกธรรมแปด 
(ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์)
ที่เห็นด้วยความเกิด แก่ เจ็บ ตาย
ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่อยู่ในบังคับบัญชาใคร
ทุกข์ด้วยความไม่รู้ (ไม่รู้อดีตว่าเคยเป็นอะไร ไม่รู้อนาคตว่าจะไปอย่างไร)

เมื่อใจดิ้นรนแสวงหาอีกฟากฝั่ง
ก็จะเริ่มศึกษาหาความรู้หาครูบาอาจารย์
เริ่มฝึกเริ่มปฏิบัติการค่อยๆ ฆ่ากิเลส

ตรงนี้จะรู้ตัวแล้ว
ว่ากำลังพยายามทำให้ถาดทองคำลอยทวนกระแสน้ำอยู่
จะรู้ดีว่ายากเหลือเกิน ยากยิ่ง
จะตระหนักว่าอาจยังอีกยาวไกล
จะตระหนักว่าอุปสรรคทั้งภายนอกและภายใน
เรื่องโลกเรื่องธรรม
ยังรออยู่อีกมากมาย


แต่ธรรมที่ได้ค่อยๆ สัมผัสนั้น
ก็ช่างร่มเย็น เป็นจริง 
จนเป็นกำลังใจเมื่อนึกทดท้อ
เมื่อรู้สึกว่าพลาดไป ไม่เท่าทันกิเลส
เมื่อรู้ตัวว่าไม่มีเวลา 
ก็เริ่มต้นใหม่ ฟาดฟันกับกิเลสใหม่
เท่าที่เวลาและโอกาสอำนวย
แล้วก็เพียรพยายามต่อไป

เพราะรู้ตัวว่ามีแผนที่อยู่ในมือแล้ว 
(พวกเราคนหนึ่งพูดคำว่า "แผนที่" นี้ไว้ในกระทู้หนึ่ง
ขอยืมมาใช้นะคะ เพราะรู้สึกว่าใช่เลย คำนี้)
ทางเดินแม้ลำบากอย่างไร
แต่ผลตอบแทนก็แสนคุ้ม
กว่าอะไรทั้งหมด

ยิ่งมาได้เพื่อนทางธรรม
ผู้มีเมตตา กรุณา มุทิตาและอุเบกขา
อย่างพวกเราทั้งหมด
ชี้แนะ ชี้อุบายกันและกัน
ช่วยกันหาทางเมื่อคนใดทางหนึ่งประสบปัญหาในการปฏิบัติ
อย่างนี้ … ถึงท้อก็ไม่มีถอย

แม้ยากก็รู้ว่าต้องไปให้ได้
จะทำได้ช้า ได้เร็ว หรือได้มากน้อยเพียงใด
ไม่สำคัญเท่ากับความจริงที่ว่า
ได้เริ่มต้นทำแล้ว ได้รู้แล้วว่าฝั่งนั้นมีอยู่แน่

เป็นกำลังใจให้พวกเราทุกคนนะคะ (รวมทั้งตัวเองด้วยค่ะ)
ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย
และอำนาจบุญบารมีที่พวกเราทั้งหลายได้บำเพ็ญมา
ส่งให้พวกเราทั้งหลาย
ได้เจริญก้าวหน้าในธรรม
มีอุปสรรคใดๆ ทั้งทางโลกและทางธรรม
ขอให้คลี่คลายได้ด้วยปัญญาและบุญญาบารมีที่ได้สะสมมา
ขอให้ได้สะสมบารมีอันประกอบด้วย ทาน ศีลและภาวนาให้มากๆ ยิ่งๆ
ได้เกิดปัญญาญาณ
ได้ถึงซึ่งฟากฝั่งแห่งการพ้นทุกข์แท้จริง
ด้วยกันทุกๆ คนเทอญ

 จากคุณ : deedi [ 21 ก.ค. 2542 / 09:53:52 น. ]
     [ IP Address : 203.146.28.226 ]


 ความคิดเห็นที่ 25 : (จิตฐิ)

สาธุค่ะ

 จากคุณ : จิตฐิ [ 21 ก.ค. 2542 / 09:56:17 น. ]
     [ IP Address : 209.30.237.88 ]


 ความคิดเห็นที่ 26 : (มาตา)

ขอบคุณมากค่ะพี่ เห็นด้วยอย่างยิ่ง 
หลวงพ่ออาจารย์น้องท่านเคยสอนว่า
การตัดเย็บเสื้อผ้ากับการฉีกเสื้อผ้าท้ิง
อะไรมันง่ายกว่า การปฏิบัติธรรมก็เหมือนกับ
การฉีกเสื้อผ้าทิ้งนั่นแหละ  เมื่อวันก่อนดูละครเรื่อง
คุณชาย ตาแหยม(แสดงโดยนพพล)มีคำพูดที่ให้ข้อคิดมาก
ตาแหยมเป็นแค่สัปเหร่อแต่กลับมีชีวิตที่สบายๆ
ไม่ทุกข์ไม่เดือดร้อนกับความเป็นอยู่ แถมซ้ำยังรู้สึกว่า
ตัวเองเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก ผิดกับคุณนายในเรื่อง
ที่มีแต่เรื่องเครียดเรื่องทุกข์  อะไรๆมันก็อยู่ที่ใจทั้งนั้น
เรื่องง่ายจะทำให้มันยากก็ได้
เรื่องยากจะทำให้มันง่ายก็ได้ จริงมั๊ยคะ

 จากคุณ : มาตา [ 21 ก.ค. 2542 / 10:02:02 น. ]
     [ IP Address : 203.147.0.242 ]


 ความคิดเห็นที่ 27 : (นิดนึง)

มามองให้อีกมุมหนึ่งค่ะ
จากประสบการณ์ของตัวเอง
เคยปฏิบัติธรรมแบบยาก คือฝืนทุกอย่าง
ถือศีลแปด แต่อาศัยที่เกิดศรัทธามากในตอนนั้น
ก็ทำได้ค่ะ แรกๆ ก็เล่นเอาแย่เหมือนกัน
แต่ตอนนั้นรู้สึกว่า แหมถือศีลแปดนี่มันเคร่งดีนะ
ผลสุดท้าย พ่อแม่เพื่อนฝูงพากันตกใจ
ยายนี่่จะเพี้ยนไปเสียแล้วมั้ง ไปไหนมาไหน
ไม่แต่งตัว จากคนเคยแต่งตัวมาก กลายเป็นเหมือนป่วย
ไปนั่งหน้าซีดอยู่ ข้าวปลาเขากินกันเฮฮา ไม่ค่ะ ไม่รับค่ะ
ใครเขาดููหนังดูทีวี เดินหนีไปเสียเฉยๆ เขาเล่าอะไรกัน
ไม่ทราบค่ะ ไม่เคยดู กลายเป็นมนุษย์ประหลาดไปเลย
คอยแต่ปลีกตัวไปหาความสงบ เช้าตื่นแต่ต่สี่ครึ่ง หุงข้าว
เพื่อใส่บาตร กังวลกับการหาอาหารใส่บาตรมาก คอยคิดว่า
อะไรดีอะไรเหมาะจนกลายเป็นความยุ่งยากไป

ตอนหลังมนั่งคิดดู เอ.. ถ้าจะไม่ถูก นี่เราทำเหมือนอวดตัว
ว่าข้านี่เคร่ง เป็นผู้ถือศีล เป็นนักปฏิบัติ นี่นา โอ้ยๆ มันผิดหมดแล้ว
มันต้องไม่ใช่อย่างนี้

กว่าจะรู้ก็เกือบหลงทางไปซะแล้ว แต่เมื่อมองมาก็ทำให้เห็นหลายอย่าง
เหมือนกันค่ะ สิ่งที่เห็นนั้นก็คือตัวเอง เห็นว่าเรากำลังทำอะไรอยู่
เรามีจุดมุ่งหมายอะไรในการทำ ถือศีลน่ะ ดีอยู่แล้ว แต่ทำไมมันกลาย
เป็นอย่างนี้ การปฏิบัติธรรมนั้นไม่ควรจะกลายเป็นความยุ่งยาก
เป็นปัญหา ก่อเป็นทุกข์ได้นี่มันผิดแล้ว

นี่เป็นประสบการณืที่ผ่านมา ใหพวกเรา พิจารณาดู
สิ่งที่ดีอย่างหนึ่งก็คือ เราได้พบกับสิ่งที่เป็นทางสายกลางจริงๆ
จากการที่ไปสุดด้านหนึ่ง คือเคยเป็นคนสบายๆ มามาก
ไม่เคยตื่นเช้า เคยแต่จะสนุกสนานเฮฮา มีเพื่อนมาก ชอบเที่ยว
ชอบฟังเพลง ชอบร้องเพลง แล้วก็มาตื่นแต่เช้่้า ทำทาน ถือศีล
ภาวนา นั่งสมาธิ เดินจงกรม ฯลฯ

ผลสุดท้ายแม้เราทำอะไรอยู่ ถ้าเรามีสติที่จะพิจารณา การกระทำของตัวเอง
เราก็จะมองเห็นความผิดถูกนั้นได้ คือการหมั่นน้อมเข้ามาใส่ตัว
เราก็จะพบว่าความเพียรนั้น อยู่ที่ต้องเพียรอยู่ที่จิตนั้นเอง
การปฏิบัติที่เป็นสายกลางนั้นก็จะประจักษ์อยู่ที่ใจเอง ทรมาณร่างกายนั้น
ร่างกายมันไม่รู้อะไร จะให้มันอด มันอยากอย่างไร มันก็ไม่รู้
กิเลสเกิดที่จิตต่างหาก ความอยากไม่ได้เกิดที่ร่างกายเลย
มันเกิดที่จิตเราต่างหาก  เวลานี้ไม่ได้ตั้งหน้าถือศีลแปดอย่างนั้นแล้ว
หากแต่พิจารณาศีลแปดนั้นแทน จะทำอะไรพิจารณาดู เห็นกิเลสที่ิเกิด
ขั้นจากการกินการอยู่ในปัจจุบันนั้นเอง

ตอนนี้การปฏิบัติทำไม่ได้ยากลำบากแล้ว 
เหมือนที่พี่สันตินันท์สอนทุกประการ
เพียรรู้อย่างเดียว เป็นทางสายกลางโดยแท้
เพราะจะว่ายากลำบาก ก็ไม่ได้ยากลำบากอะไร
จะว่าง่ายสบาย ก็ไม่ใช่จะง่ายสบายจนไม่รู้เรื่องแน่
หากเป็นความเพียรที่จิตเท่านั้น เหนื่อยอึดอัดก็เพียง
มีสมาธิเป็นกำลัง ก็สามารถดำเนินความเพียรไปได้สบายๆ
สาธุค่ะ พี่สันตินันท์

 จากคุณ : นิดนึง [ 21 ก.ค. 2542 / 10:13:48 น. ]
     [ IP Address : 203.155.128.252 ]


 ความคิดเห็นที่ 28 : (มะขามป้อม)

ขอบคุณครับพี่สันตินันท์ ชมซะกิเลสของผมมันฟุ้งเชียว :)

มาถึงจุดนี้ผมกลับให้ความสำคัญกับการ 
กำหนดสติสัปชัญญะในชีวิตประจำวันมากกว่า การนั่งสมาธิครับ
เพราะคิดเป็นอัตราส่วนของเวลาที่ใช้เทียบกันแล้ว
คิดว่าคุ้มกว่าการนั่งสมาธิ

บางทีก็อยากนั่งสมาธิเหมือนกัน แต่เมื่อย้อนดูแล้ว
ก็ตอบกับตัวเองว่ากำลังติดสุข ในสมาธินั่นเอง

 จากคุณ : มะขามป้อม [ 21 ก.ค. 2542 / 10:52:38 น. ]
     [ IP Address : 203.159.0.15 ]


 ความคิดเห็นที่ 29 : (พีทีคุง)

เข้ามาเก็บความแช่มชื่นใจครับ
อนุโมทนากับทุกๆคน

 จากคุณ : พีทีคุง [ 21 ก.ค. 2542 / 10:57:21 น. ]
     [ IP Address : 133.46.12.213 ]


 ความคิดเห็นที่ 30 : (ทองจันทร์)

สาธุ ได้ความเข้าใจและแนวทางมากครับ เมื่อก่อนผมเคยได้ยินว่า
ให้ทำจิตว่างในชีวิตประจำวันและในการทำงานไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ครับ แต่ถ้าเป็นการเจริญสติสัมปชัญญะไว้เสมอ นี่เข้าใจและพยายามทำอยู่ครับ

 จากคุณ : ทองจันทร์ [ 21 ก.ค. 2542 / 13:14:23 น. ]
     [ IP Address : 203.151.82.4 ]


 ความคิดเห็นที่ 31 : (ซอด้วง)

ขอแอบ save ไปอ่านก่อนค่ะ ขอบคุณมากค่ะ

 จากคุณ : ซอด้วง [ 21 ก.ค. 2542 / 16:15:06 น. ]
     [ IP Address : 203.145.0.10 ]


 ความคิดเห็นที่ 32 : (ลิตา)

อ่าน ๆ แล้วก็คิดได้ว่าน่าจะขึ้นอยู่กับความตั้งใจด้วย ว่ามีมากน้อยเพียงใหน ณ, ช่วงเวลานั้นมาตัวขี้เกียจเข้ามา
ป้วนเปี้ยน แล้วเราจักการมันยังไง อะไรประมาณนี้ค่ะ

 จากคุณ : ลิตา [ 21 ก.ค. 2542 / 16:52:28 น. ]
     [ IP Address : 203.149.3.154 ]


 ความคิดเห็นที่ 33 : (meenok)

ผมเห็นด้วยทุกประการครับ
การปฎิบัติธรรมรักษาศีลไม่ยากเลยครับ
ถ้าเราทำได้เป็นปรกตินิสัยแล้วสบายมากครับ

แต่สำหรับตัวผมเองคิดว่าการจะบรรลุธรรมน่าจะยากครับ

 จากคุณ : meenok [ 21 ก.ค. 2542 / 17:33:15 น. ]
     [ IP Address : 203.155.128.252 ]


 ความคิดเห็นที่ 34 : (นุดี)

ถ้ามีความตั้งใจจริงก็คงไม่ยากเกินไปนะคะ ไม่งั้นคงไม่มีคนไหนทำได้เลย
แต่นี่ลานธรรมเสวนาซึ่งถือว่าเป็นสังคมเล็กๆก็ยังมีตัวอย่างให้เห็นเลยว่ามีคนทำได้
เพราะฉะนั้นถ้าเราตั้งใจจริง ไม่ท้อถอยไปซะก่อน
ก็คงเดินตามคนอื่นได้ทันนะคะ

เริ่มลงมือทำซะตั้งแต่วันนี้ดีกว่ามัวไปคิดว่ามันยาก คงทำไม่ได้ ทำไม่สำเร็จ
แต่บางทีความยากก็เป็นผลดีเหมือนกันสำหรับคนที่ชอบท้าทาย ชอบพิสูจน์ใช่มั้ยคะ ^_^

 จากคุณ : นุดี [ 21 ก.ค. 2542 / 19:28:10 น. ]
     [ IP Address : 202.28.169.165 ]


 ความคิดเห็นที่ 35 : (มวยวัด)

ขอบพระคุณครับพี่
 ^_^
_/\_

 จากคุณ : มวยวัด [ 21 ก.ค. 2542 / 20:09:04 น. ]
     [ IP Address : 203.155.33.18 ]


 ความคิดเห็นที่ 36 : (หลังเขา)

แต่ยังไงๆ การนั่งสมาธิก็ให้ผลดีนะครับ
เพราะสติมันแรงกว่าการดูจิตในภาวะปรกติ
ทำให้สังเกตเห็นกิเลสที่ละเอียดมากขึ้นได้
ซึ่งก็อย่างที่บ่นนั่นแหละครับ กับมือใหม่อย่างผม
เผลอจิตตอนกลางวันซะฟุ้งแล้ว พอก่อนนอนจะมาตั้งหลักวิ่ง มันวิ่งไม่ค่อยออกครับ
แล้วยิ่งทำไป ที่เคยคิดว่าดูจิตตอนกลางวันได้
ก็ยิ่งรู้ว่าเข้าใจผิดเราเผลอตะหาก
เลยต้องตั้งใจมากขึ้นครับ

 จากคุณ : หลังเขา [ 22 ก.ค. 2542 / 00:15:37 น. ]
     [ IP Address : 203.147.6.110 ]


 ความคิดเห็นที่ 37 : (WhiteSpirit)

> การทำสมถะ ถ้ารู้หลักแล้วเอาจิตประคองรู้เข้ากับอารมณ์อันเดียวโดยต่อเนื่อง
> ไม่เห็นจะต้องทำอะไรมากมายเลย
> แค่รู้อารมณ์อันเดียวเรื่อยๆ ไปอย่างสบายเท่านั้นเอง

> การทำวิปัสสนา ก็ทำจิตทำใจของตนเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์
> อะไรจะเกิดขึ้นกับกายกับจิตก็รู้เรื่อยๆ ไป
> โดยไม่ต้องเข้าไปข้องแวะยินดียินร้ายอะไรเลย

> การปฏิบัติธรรมคือการทำในสิ่งที่เคยทำ หรือจำเป็นต้องทำ
> แต่บวก "ความรู้ตัว" ในขณะที่ทำเข้าไปด้วยเท่านั้น
> การปฏิบัติธรรมก็จะเป็นเรื่องง่าย ไม่กินเวลา ไม่เสียกิจกรรมที่จำเป็นต้องทำ
> เมื่อฝึกหัดมากขึ้น กระทั่งศีลก็ไม่ต้องรักษา
> เพราะกิเลสแหยมหน้ามาให้เห็นนิดเดียวก็ถูกเปิดโปงแล้ว

> รวมความแล้ว จำเป็นต้องทำอะไรก็ทำไป
> แต่บวกความรู้ตัวเข้าไปอีกอย่างเดียวก็พอแล้วครับ
> สมดังที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนพระรูปหนึ่งว่า
> ท่านไม่ต้องรักษาวินัยหรือปฏิบัติข้อวัตรใดๆ ก็ได้
> มีสติรักษาอยู่ที่จิตอย่างเดียวก็พอแล้ว

คัดลอกข้อความสรุปๆของคุณสันตินันท์ มาอ่านอีกครั้งหนึ่งนะครับ
ขออนุโมทนา สาธุ ครับ

>>  หากใครจะเสพกาม ก็เสพไป แต่ให้ทำความรู้ตัวไปด้วย
> อันนี้เป็นการหลอกของพี่เจ้าชาติ เพราะปฏิบัติจริงไม่ได้สำหรับผู้ชายเนื่องจากความรู้สึกจะดับไป

ข้อความตรงนี้ไม่เห็นด้วยครับ เพราะขัดแย้งกับข้อความข้างบน ที่คุณสันตินันท์
กล่าวว่าเป็นพุทธพจน์ สิ่งที่พระพุทธเจ้ากล่าวส่วนใหญ่เป็นจริงไม่ค่อยมีข้อยกเว้น
และผมก็ไม่คิดว่าคุณเจ้าชาติ จะมีเจตนาหลอกแต่อย่างใด
คุณเจ้าชาติน่าจะกล่าวข้อความนี้ด้วยความจริงใจ ตามความคิดเห็นประสบการณ์ของตนจริงๆ
เหมือนกับที่คุณสันตินันท์กล่าวว่า "ปฏิบัติไม่ได้สำหรับผู้ชายเนื่องจากความรู้สึกจะดับไป"

ทางมหายานบางนิกาย *เน้นว่ามหายาน* อนุญาตให้พระที่บรรลุธรรมแล้วในระดับหนึ่งสามารถ
แต่งงานมีภรรยามีลูกได้ อย่าไปคิดแต่ว่าคนอนุญาตตั้งใจจะทำให้ศาสนาพุทธเสื่อม แต่อย่างเดียว
ลองพิจารณาลึกๆว่าทำไมเขาจึงอนุญาต มีเหตุผลอะไร มากกว่าความคิดเห็น ทิฏฐิ ตามเถรวาทหรือเปล่า
อันนี้ฝากลองพิจารณาดูนะครับ

ธรรมะก็คือธรรมชาติ อยู่กับธรรมชาติก็คืออยู่กับธรรมะ ปฏิบัติธรรมก็คือปฏิบัติไปตามปกติไปตาม
ธรรมชาติของตน(ของมนุษย์) สำคัญก็คือต้องปฏิบัติอย่างผู้ตื่น ผู้รู้ **ต้องมีสติรู้สึกตัวอยู่เสมอ**
(รู้ทุกข์ รู้เหตุแห่งทุกข์ รู้ละเหตุแห่งทุกข์ รู้กุศล รู้เหตุแห่งกุศล รู้สร้างเหตุแห่งกุศล เป็นความรู้พื้นฐาน)

 จากคุณ : WhiteSpirit [ 22 ก.ค. 2542 / 16:10:49 น. ]
     [ IP Address : 161.200.255.162 ]


 ความคิดเห็นที่ 38 : (snow_creeper)

ศิล ทาน มันไม่ยากเท่าไหร่หรอกค่ะ เพราะเหมือนกับถ้าเรามีจิตเป็นกุศลเสมอ เรื่องศีล กับทาน มัน
ก็ไม่ยากเลย แต่พูดถึง ภาวนาเนี่ยสิคะ รู้สึกว่ามันขัดกับชีวิตประจำวันเสียเหลือเกิน การจะรู้ทันจิต
ตลอดเนี่ย มันยากนะคะ พอตั้งใจอ่านหนังสือ หรือพูด สนทนา ก็เผลอเสียแล้ว ยากออกค่ะ

 จากคุณ : snow_creeper [ 22 ก.ค. 2542 / 17:32:35 น. ]
     [ IP Address : 161.200.255.162 ]


 ความคิดเห็นที่ 39 : (สันตินันท์)

ดีใจที่เห็นชื่อ คุณ WhiteSpirit คิดถึงอยู่เสมอครับ
และขอบคุณสำหรับประเด็นที่โต้แย้ง
อย่างน้อยก็เป็นการเปิดโลกทัศน์ของผมให้กว้างขึ้นล่ะครับ

เรื่องการเสพย์เมถุนโดยรู้ตัวนั้น
พี่เจ้าชาติ นำคำสอนของ พระวัดสนามใน มาบอกเล่าน่ะครับ
ซึ่งในทางปฏิบัติจริง ผมนึกไม่ออกว่า ใคร(ผู้ชาย)จะทำอย่างนั้นได้จริง
จุดนี้คงต้องวินิจฉัยกันว่า

"การเสพย์เมถุนของผู้ชายนั้น จิตจะต้องประกอบด้วยกามราคะหรือไม่"

(ทางด้านผู้หญิงนั้นมีตัวอย่าง พระอุบลวัณณาเถรีเป็นพระอรหันต์
ท่านถูกข่มขืน โดยจิตของท่าน รู้ตัว เป็นกลาง วางเฉย)

ถ้าไม่ต้องประกอบด้วยกามราคะ ก็คงกระทำได้
แต่ถ้าต้องประกอบ ก็คงทำได้ลำบาก
เพราะทันทีที่รู้ตัว สรรพกิเลสมันจะดับวับไปด้วยกำลังของปัญญา
เหมือนแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ

ผมว่าที่พระพุทธเจ้าท่านอนุญาตให้พระรูปนั้นไม่ต้องรักษาวินัยและข้อวัตร
แต่ให้มีสติรักษาจิตอย่างเดียว ก็เพราะท่านทราบว่า
ถ้าจิตไม่มีกิเลส จะล่วงละเมิดการประพฤติพรหมจรรย์ไม่ได้
วงการสงฆ์ของท่านก็ไม่เสียหายอะไรครับ
ถ้ายังละเมิดการประพฤติพรหมจรรย์ได้ ท่านคงไม่อนุญาตอย่างนั้น
แล้วคงไม่ถือว่า การมีสติรักษาจิตอย่างเดียวนั้น
คือการประพฤติทั้งหมดในธรรมวินัยของพระองค์ท่าน

เห็นเรื่องนี้แล้วต้องเคารพนอบน้อมในพระปัญญาธิคุณ และพระกรุณาธิคุณของพระองค์
คือท่านรักษาสังฆมณฑลของท่าน ซึ่งต้องประพฤติพรหมจรรย์ไว้ได้ด้วย
แล้วยังสงเคราะห์พระรูปนั้นจนบรรลุพระอรหันต์ได้ด้วย
คำสอนของท่าน จึงเป็นความงามพร้อมและลงตัวอย่างหาที่เปรียบไม่ได้เลย

 จากคุณ : สันตินันท์ [ 23 ก.ค. 2542 / 10:38:29 น. ]
     [ IP Address : 203.151.110.191 ]


 ความคิดเห็นที่ 40 : (สนทนาธรรม)

>>  หากใครจะเสพกาม ก็เสพไป แต่ให้ทำความรู้ตัวไปด้วย
> อันนี้เป็นการหลอกของพี่เจ้าชาติ เพราะปฏิบัติจริงไม่ได้สำหรับผู้ชายเนื่องจากความรู้สึกจะดับไป

คุณ WhiteSpirit ครับ… คำพูดของพี่สันตินันท์อันหลังไม่ได้ขัดแย้งกับอันแรกหรอกครับ… ก่อนเสพกามหรือขณะเสพกาม… ถ้าหากมีสติระลึกรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่ตลอดเวลา ณ ปัจจุบันจริงๆ แล้ว… ความต้องการของจิตที่จะไปยึดเกาะ คลอเคลีย และคลุกเคล้ากับอารมณ์นั้นๆ… มันไม่มีหรอกครับ… เนื่องจากเมื่อจิตไประลึกรู้อย่างนั้นแล้ว… อารมณ์ก็ดับไป… เพราะไม่มีผู้ปรุงแต่ง… แต่ถ้ามีใครบอกว่าขณะเสพกามตนเองยังมีสติระลึกรู้อยู่… ก็หมายความว่าขณะนั้นเรายังระลึกรู้ไม่ใช่ ณ ขณะปัจจุบันอารมณ์จริงๆ ครับ… นัยว่ายังมีความอยากหรือกิเลสแทรกอยู่หน่ะครับ… อิ อิ 8-)

ลองนึกดูง่ายๆ เลยนะครับ… ถ้าเรามีสติระลึกรู้อารมณ์… จนสามารถแยกจิตผู้รู้กับอารมณ์ที่ถูกรู้ออกจากกัน… จิตก็ไม่สามารถไปยึดเกาะกับอารมณ์… ไม่ปรุงแต่งอารมณ์… ไม่เสพอารมณ์… แล้วถามว่าเราจะเสพกามได้อย่างไร… ( เราจะรู้สึกสนุกและมันส์ได้อย่างไร )… ในขณะที่ไม่มีอารมณ์หน่ะครับ… ร่างกายมันก็จะไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบกับสิ่งที่เห็นหรือสัมผัส… แค่คิดว่าจะมีสติกำกับขณะเสพกามก็หมดอารมณ์แล้วล่ะครับ… อิ อิ 8-)

> ทางมหายานบางนิกาย *เน้นว่ามหายาน* อนุญาตให้พระที่บรรลุธรรมแล้วในระดับหนึ่งสามารถ
> แต่งงานมีภรรยามีลูกได้ อย่าไปคิดแต่ว่าคนอนุญาตตั้งใจจะทำให้ศาสนาพุทธเสื่อม แต่อย่างเดียว
> ลองพิจารณาลึกๆ ว่าทำไมเขาจึงอนุญาต มีเหตุผลอะไร มากกว่าความคิดเห็น ทิฏฐิ ตามเถรวาทหรือเปล่า
> อันนี้ฝากลองพิจารณาดูนะครับ

เอาล่ะครับในเมื่อทิ้งท้ายไว้ว่าฝากลองพิจารณาดู… ผมก็ขอออกความเห็นของผมคนเดียวตามที่ไปพิจารณาดูมานะครับ… ( ไม่เกี่ยวกับใคร )…

เหตุผลตามข้อความอันนี้ไม่ใช่อะไรหรอกครับ… เรื่องของเรื่องก็คือเป็นข้ออ้างของกิเลสอีกนั่นแหละครับ… ถ้าเราคิดว่าจะไปให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์แล้ว… จะมีครอบครัวไปทำไมกันล่ะครับ… การมีครอบครัวนั้นสนับสนุนอยู่หรืออย่างไรครับ… ที่จะไปให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้… โดยเฉพาะนักบวช… ถ้าเป็นนักบวชแล้วยังจำเป็นต้องมีครอบครัวไปเพื่ออะไรหล่ะครับ… ถ้าไม่ใช่เพราะสนองความต้องการของกิเลส… ตัณหา… และอุปาทาน… แล้วการบรรลุธรรมเนี่ย… ใครล่ะครับจะยืนยันได้ว่าคนนี้สำเร็จแล้ว… คนนี้ไม่มีกิเลสแล้ว…. ใครล่ะครับจะเป็นคนยืนยัน… ถ้าหากสมมติว่าศาสนาพุทธในประเทศไทยกระทำการตามดังกล่าว… เราจะทราบได้อย่างไรล่ะครับว่า… องค์นี้มีภรรยามีลูกได้… องค์นี้มีภรรยามีลูกไม่ได้… ผมว่าเหตุผลดังกล่าว… น่าจะเป็นเหตุปัจจัยให้ศาสนาเสื่อมเร็วขึ้นนะครับ… ( แค่จินตนาการตามก็มึนแล้วหล่ะครับ )… ถ้ายังคิดจะมีครอบครัวละก็… ไม่ต้องบวชหรอกครับ… เป็นฆราวาสมีครอบครัวก็ปฏิบัติธรรมได้ครับ… ฆราวาสก็เป็นโสดาบันได้… เป็นสกิทาคามีได้… เป็นอนาคามีได้… หรือแม้แต่พระอรหันต์ก็เป็นได้ครับ… เพียงแต่ว่าในระดับขั้นหลังๆ นั้น… มันจะยากๆๆๆมากๆๆๆ… เพราะฆราวาสนั้นคับแคบมากเลยหล่ะครับ… อิ อิ 8-)

 จากคุณ : สนทนาธรรม [ 23 ก.ค. 2542 / 12:43:48 น. ]
     [ IP Address : 202.44.216.138 ]


 ความคิดเห็นที่ 41 : (Bookpig)

Satu ka _/\_

 จากคุณ : Bookpig [ 23 ก.ค. 2542 / 12:48:37 น. ]
     [ IP Address : 203.124.2.30 ]


 ความคิดเห็นที่ 42 : (WhiteSpirit)

ตอบ คุณสันตินันท์

ยินดี ที่ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ คุณสันตินันท์ :-)

พิจารณาประเด็นของคุณเจ้าชาติ ข้อความที่คุณเจ้าชาติกล่าวไว้ แม้จะเป็นการนำ
คำสอนของพระวัดสนามในมาบอกเล่า แต่ถ้าคุณเจ้าชาติไม่ได้พิจารณาแล้วเห็นด้วย
หรือได้มีประสบการณ์บ้างแล้วเห็นด้วย คุณเจ้าชาติจะนำมาบอกต่อหรือ เรื่องนี้เป็น
เรื่องที่ค่อนข้างล่อแหลม(เสี่ยงเอาการเหมือนกัน) คุณเจ้าชาติก็ต้องทราบ
(คุณเจ้าชาติถ้าอยู่ น่าจะใช้สิทธิถูกพาดพิง :-) )

คุณเจ้าชาติตั้งใจบอกกล่าวข้อความนี้แก่ปุถุชนที่เป็นฆราวาส ไม่ได้มีเจตนาครอบคลุม
ถึงพระภิกษุ และอริยบุคคล เพราะฉะนั้นน่าจะพิจารณาข้อความนี้กับปุถุชนที่เป็นฆราวาส
เท่านั้นว่าจริงหรือไม่จริง เหมาะสมหรือไม่เหมาะสม ตรงนี้ไม่ทราบว่าคุณสันตินันท์ หรือ
ท่านผู้อ่านท่านอื่น เห็นตรงกันหรือไม่ คือเป็นธรรมคำสอนสำหรับปุถุชนที่เป็นฆราวาส

คำสอนพระภิกษุก็มีข้อจำกัดว่าต้องให้เหมาะสมกับเพศบรรพชิต คำสอนฆราวาสที่ยัง
ครองเรือนก็ต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับการดำรงชีวิตประจำวันของเขา เช่นกัน
เช่น ไม่รีบร้อนสอนให้ชาวประมงเลิกหาปลา เพราะเขาคงยอมรับได้ยาก (ถ้าเขายอมรับ
ก็อาจทำให้ครอบครัวเขาเกิดความเดือดร้อนขึ้นได้) กรณีการเสพกามก็เช่นเดียวกัน
พระพุทธเจ้าท่านจึงไม่ได้ห้ามฆราวาสเลย เพราะอาจทำให้ชีวิตครอบครัวเขาเกิด
ความแตกแยก กลายเป็นปัญหายุ่งยากได้ ข้อความที่คุณเจ้าชาตินำมาบอกกล่าว
ผมจึงเห็นว่ามีเหตุผลยอมรับได้ ไม่ได้เป็นการหลอกลวงแต่อย่างใด

เท่าที่อ่านข้อความของคุณสันตินันท์ ดูเหมือนว่าคุณสันตินันท์ก็ไม่ได้ขัดแย้งกับข้อความ
นี้ทั้งหมด คือ เห็นว่าผู้หญิงนั้นทำได้ แต่ผู้ชายทำไม่ได้ ไม่ถูก ไม่เหมาะสม ประเด็นปัญหา
ที่ต้องพิจารณาจึงแคบเข้า (ผู้ชายคนไหนเห็นด้วยว่าได้ ว่าไม่ได้ ยกมือขึ้น :-) ผู้หญิงไม่
เกี่ยว)

> ซึ่งในทางปฏิบัติจริง ผมนึกไม่ออกว่า ใคร(ผู้ชาย)จะทำอย่างนั้นได้จริง
> จุดนี้คงต้องวินิจฉัยกันว่า
> "การเสพย์เมถุนของผู้ชายนั้น จิตจะต้องประกอบด้วยกามราคะหรือไม่"
> ถ้าไม่ต้องประกอบด้วยกามราคะ ก็คงกระทำได้
> แต่ถ้าต้องประกอบ ก็คงทำได้ลำบาก
> เพราะทันทีที่รู้ตัว สรรพกิเลสมันจะดับวับไปด้วยกำลังของปัญญา

ถ้าจะเรียกว่าเสพ ก็คงต้องมีกามราคะ ถ้าไม่มีกามราคะก็ไม่น่าเรียกว่าเสพ
ปกติปุถุชนไม่สามารถดำรงสติไว้ได้โดยตลอดอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นถ้าจะมีการขาดสติ
บ้างช่วงสั้นๆก็ไม่ใช่เรื่องแปลก  กรณีที่บอกว่าทันทีที่รู้ตัว กิเลสดับวับด้วยกำลัง
ของปัญญานั้น ผมเข้าใจว่าปุถุชนผู้เริ่มปฏิบัติธรรมส่วนใหญ่ทำไม่ได้ แค่รู้ตัวว่ากำลัง
มีกำหนัดราคะอยู่แล้วใช้สติปัญญาพิจารณา และยับยั้งชั่งใจได้ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว

คำสอนหรือพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าบัญญัติขึ้นมีจุดมุ่งหมายหลักอยู่ ๒ ประการ
คือ ๑. เพื่อให้ผู้ปฏิบัติตามรู้แจ้งสัจจธรรม ๒.เพื่อดำรงพระศาสนาให้ยาวนาน
กรณีข้อ ๒ ใช้บังคับกับพระภิกษุ ไม่ใช้บังคับกับฆราวาส การพิจารณาพระธรรมวินัย
บางทีก็ต้องพิจารณาด้วยว่าธรรมวินัยนั้นๆ มีเป้าหมายเป็นข้อ ๑ หรือ ข้อ ๒ ถ้าเป็น
ข้อ ๒ ฆราวาสก็อาจเว้นการปฏิบัติได้โดยไม่มีข้อเสียหายอะไรมากนัก ข้อความของคุณ
เจ้าชาติที่แนะนำเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม ถูกหรือไม่ถูก คงต้องเว้นไว้ให้เป็นการพิจารณา
ของแต่ละบุคคลเอง ลองพิจารณาพุทธพจน์และเรื่องราวต่อไปนี้ดูเพิ่มเติม

การละอาสวะนอกจากการปฏิบัติตามหลักศีล สมาธิ และปัญญาอย่างเคร่งครัด มีวิธีอื่น
อีกหรือไม่

พุทธดำรัส...
"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาสวะที่จะพึงละได้เพราะการเห็นมีอยู่ ที่พึงละได้เพราะการสังวรก็มี
ที่พึงละได้เพราะพิจารณาการเสพเฉพาะก็มี ที่พึงจะละได้เพราะความอดกลั้นก็มี ที่พึงละได้
เพราะการเว้นรอบก็มี ที่จะพึงละได้เพราะการบรรเทาก็มี ที่พึงละได้เพราะการอบรมก็มี"
ประเด็นที่สนใจคือ "อาสวะที่พึงละได้เพราะการพิจารณาการเสพเฉพาะก็มี" พระสูตรนี้
ท่านพูดถึงการพิจารณาการเสพจีวร ฯลฯ (ไม่มีเรื่องการพิจารณาการเสพเมถุนเพราะสอน
ภิกษุ แต่ต้องลองพิจารณาเปรียบเทียบดูเพราะอย่างไรก็ถือว่าเป็นการเสพกามเหมือนกัน)
สัพพาสวสังวรสูตร มูลปัณณาสก์ มัชฌิมนิกาย หัวข้อ ๑๑-๑๘

ในสมัยพุทธกาลมีพระรูปหนึ่ง ที่บวชสึกๆ อยู่ถึง ๗ ครั้ง(พอดีจำชื่อท่านไม่ได้) ก่อนการบวช
ครั้งสุดท้าย หลังจากหลับนอนกับภรรยาตามปกติ บังเอิญเช้าวันรุ่งขึ้น ท่านตื่นเช้า ก่อนภรรยา
จึงเห็นภรรยาใส่เสื้อผ้าไม่ค่อยเรียบร้อย เกิดการพิจารณา (สงสัยว่าท่านนึกพิจารณาอะไรบ้าง :-))
... บรรลุเป็นพระอรหันต์ เมื่อท่านบรรลุอรหันต์ ท่านก็ไปขอบวช แต่พระที่เคยบวชให้ท่าน
ไม่ยอมบวชให้ เพราะคิดว่าเดี๋ยวก็คงสึกอีก บวชให้เสียเวลาเปล่าๆ จนในที่สุดพระพุทธเจ้า
ต้องมาบอกว่าบวชได้ ไม่สึกอีกแล้ว เพราะท่านบรรลุอรหันต์แล้ว

 จากคุณ : WhiteSpirit [ 23 ก.ค. 2542 / 19:47:37 น. ]
     [ IP Address : 161.200.255.162 ]


 ความคิดเห็นที่ 43 : (WhiteSpirit)

ตอบ คุณสนทนาธรรม

> ถ้ามีใครบอกว่าขณะเสพกามตนเองยังมีสติระลึกรู้อยู่…
> ก็หมายความว่าขณะนั้นเรายังระลึกรู้ไม่ใช่ ณ ขณะปัจจุบันอารมณ์จริงๆ ครับ…

ต้องถามเพิ่มว่าอะไรคือปัจจุบันอารมณ์ อารมณ์ที่เรานึกได้จากสัญญาอยู่ในขณะนั้น
ถือว่าเป็นปัจจุบันอารมณ์ในขณะนั้นหรือไม่ ผมว่าพอเป็นปัจจุบันอารมณ์ได้นะ

อะไรคือปัจจุบัน...
๑.การอยู่กับวันนี้ ไม่นึกถึงเมื่อวาน ไม่คิดถึงพรุ่งนี้ คิดเฉพาะเรื่องที่ต้องทำในวันนี้
๒.การอยู่กับ ชม.นี้ ไม่นึกถึง ชม.ก่อนหน้า ไม่คิดถึง ชม.ถัดไป คิดเฉพาะเรื่องใน ชม.นี้
๓.การอยู่กับ นาทีนี้ ไม่นึกถึง นาทีก่อนหน้า ไม่คิดถึง นาทีถัดไป คิดเฉพาะเรื่องในนาทีนี้
๔.การอยู่กับ วินาทีนี้ ไม่นึกถึง วินาทีก่อนหน้า ไม่คิดถึง วินาทีถัดไป คิดเฉพาะเรื่องในวินาทีนี้
๕.การอยู่กับ 1/100วินาทีนี้ ไม่นึกถึง 1/100วินาทีก่อนหน้า ไม่คิดถึง 1/100วินาทีถัดไป
คิดเฉพาะเรื่องใน 1/100วินาทีนี้
...
คิดแต่เรื่องชาตินี้ ไม่นึกถึงชาติที่แล้ว ไม่คิดถึงชาติหน้า ผมว่าก็เป็นการอยู่กับปัจจุบัน
เหมือนกันนะ อิอิ :-)

ปุถุชนทำได้ในระดับ ข้อ ๒ ข้อ ๓ ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว มีสติอยู่กับปัจจุบันแล้ว
ส่วนข้อ ๔ ข้อ ๕ เอาให้พวกบ้าสมถะมากๆ ไม่ค่อยมีประโยชน์กับชีวิตทางโลกปกติ

> สามารถแยกจิตผู้รู้กับอารมณ์ที่ถูกรู้ออกจากกัน…
> จิตก็ไม่สามารถไปยึดเกาะกับอารมณ์… ไม่ปรุงแต่งอารมณ์… ไม่เสพอารมณ์…
> แล้วถามว่าเราจะเสพกามได้อย่างไร… ( เราจะรู้สึกสนุกและมันส์ได้อย่างไร )…
> ในขณะที่ไม่มีอารมณ์หน่ะครับ…

ก็จะเสพกาม จะไปแยกจิตผู้รู้กับอารมณ์ทำไม แยกเสียแล้วก็ไม่ถือว่าเป็นการ
เสพกามสิครับ อิอิ...
แยกแล้ว น่ะแยกได้ตลอดเวลา ตลอดไปหรือเปล่า แน่ใจหรือว่าถ้าเจอตัวกระตุ้นแรงๆ
แล้วก็ยังสบาย :-)

เกี่ยวกับเรื่องมหายาน ผมอ่านมาจากหนังสือพิมพ์ พอดีช่วงนั้นมีพระลามะผู้ใหญ่
จากธิเบตมาเมืองไทย เลยมีนักข่าวไปสัมภาษณ์เรื่องอัตตาอนัตตา ตอนท้ายมีแถม
เรื่องนี้ด้วยก็เลยจำมา เหตุผลจริงๆคงต้องไปถามพระลามะท่านนั้นดู ก็คงเป็นเหตุ
จำเป็นทางโลก เพราะผู้ชายเกือบทั้งหมดเป็นนักบวช (ไม่บวช ไม่ได้เรียนหนังสือ)
หรือไม่ก็เกิดสงคราม ผู้ชายที่เป็นฆราวาสเหลือน้อยมากฯลฯ

ด่านกามฉันทะ เป็นด่านที่ผู้แสวงหานิพพานทุกคนจะต้องผ่านไป ท่านจะใช้วิธีหลบ
หลีกหนี ด้วยสมถะ หรือจะใช้วิธีการเผชิญหน้า เอาชนะด้วยสติปัญญา...
ถ้าหลีกหนีด้วยสมถะ ก็อย่าเผลอสติ เผลอเมื่อไหร่เสร็จลูกสาวมารแน่...คิกๆ
การใช้สมถะเข้าช่วยมากไป อาจทำให้ช้า ช้ากว่าการเผชิญหน้ากิเลสด้วยสติปัญญา

 จากคุณ : WhiteSpirit [ 23 ก.ค. 2542 / 21:23:58 น. ]
     [ IP Address : 161.200.255.162 ]


 ความคิดเห็นที่ 44 : (rising_sun)

คุณwhite spiritครับ

เรื่องบวชๆสึกๆเจ็ดครั้งนั่น ไม่ได้หมายความว่าพระพุทธเจ้าอนุญาตให้พระที่บรรลุธรรมระดับหนึ่งแล้วแต่งงานมีลูกได้นะครับ เพราะตอนที่พระภิกษุรูปนั้นสึก ท่านยังไม่บรรลุธรรมอะไรเลย อีกอย่างถ้าท่านจะอนุญาตจริงๆ คงไม่ต้องมีอาบัติปาราชิกเกิดขึ้นหรอกครับ ดังนั้นโดยส่วนตัว พระแต่งงาน มีครอบครัวเมื่อไหร่ ก็ต้องอาบัติปาราชิกขาดจากความเป็นพระทันทีครับ ใครจะว่าใจแคบก็เอาเถอะครับ ผมถือเอาโอวาทของพระศาสดาเป็นสำคัญ

ส่วนที่บอกว่าพระที่รู้ธรรมแล้วสามารถแต่งงานมีลูกได้ ใครจะว่าใจแคบก็เถอะครับ แต่พระผู้มีพระภาคกล่าวเองว่าฆราวาสเป็นทางมาแห่งธุลี บรรพชาเป็นทางปลอดโปร่ง ท่านคงไม่ยอมให้พระภิกษุ แต่งงานมีลูกมีเมียแน่ครับ ไม่ว่าจะรู้ธรรมระดับไหนก็ตาม ถ้าสึกไปแล้วก็ว่าไปอย่าง เพราะจะไปเข้ากรณีที่หนึ่ง คือสึกจากพระไปเป็นฆราวาส ซึ่งสึกได้ ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด เบื่อฆราวาสก็มาเป็นพระใหม่ได้ แต่จะเป็นพร้อมกันทั้งพระทั้งฆราวาสนี่พระศาสดาคงไม่ยอมแน่ครับ อีกอย่างก็คือพระอริยบุคคลนั้น ท่านมีปกติไม่ล่วงละเมิดวินัยสำคัญๆอย่างเด็ดขาดครับ

เรื่องการละกามด้วยการเสพนั้น พระผู้มีพระภาคท่านก็ว่าไว้ชัดอีกว่าธรรมสองประการที่ละไม่ได้ด้วยการเสพ(คือเสพเท่าไหร่ก็ไม่อิ่ม)คือการเสพกาม(หมายถึงการเสพเมถุนอย่างเดียวหรือเปล่าอันนี้น่าคิด) กับการนอนหลับครับ ผมจำไม่ได้ว่าเอามาจากพระไตรปิฏกเล่มไหน แต่ที่แน่ๆคือเป็นพระพุทธวจนะแน่ๆ

 จากคุณ : rising_sun [ 23 ก.ค. 2542 / 22:28:13 น. ]
     [ IP Address : 203.134.9.77 ]


 ความคิดเห็นที่ 45 : (WhiteSpirit)

ตอบ คุณ rising_sun

ความคิดเห็นของคุณสันตินันท์ คุณสนทนาธรรม และคุณ rising_sun ดีเยี่ยม
ถูกต้องอยู่แล้ว ผมเองก็เห็นชอบด้วยกับทุกท่านที่กล่าวมา ที่แสดงความคิดเห็น
แตกต่างบ้าง ก็อยากให้ท่านได้พิจารณาเพิ่มเติมในบางเรื่องบางประเด็น ถูกผิด
หรือแม้แต่ เหมาะสมไม่เหมาะสมก็คงไม่มีความสำคัญอะไรมากนัก

เรื่องพระสมัยพุทธกาลที่ท่านบวชสึกๆอยู่ถึง ๖ ครั้ง แล้วมาบรรลุธรรมในขณะ
ที่เป็นฆราวาส เลยต้องบวชครั้งที่ ๗ นั้น ประเด็นที่อยากให้คุณ rising_sun
พิจารณาก็คือ ฆราวาสท่านนี้ท่านบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ในเช้าของวันที่
เมื่อคืนยังหลับนอนกับภรรยาอยู่เลย โดยการพิจารณา...เห็นความเป็นจริง
ว่าไม่งาม ในสิ่งที่ตลอดมาเคยหลงไหลเห็นว่างาม

ส่วนกรณี นิกายมหายาน บางนิกาย อนุญาตให้พระที่บรรลุธรรมแล้วในระดับ
หนึ่งสามารถแต่งงานมีครอบครัวได้ เหตุผลจริงๆก็ต้องถามพระในนิกายนั้น
เพราะผมเองก็ไม่ทราบรายละเอียดว่าจะอยู่กินกันอย่างไร ต้องสึกหรือไม่สึก
ต้องทำมาหากินเองหรือไม่ ต้องแยกไปอยู่นอกวัดหรือเปล่า แต่คิดว่าเขาคง
มีเหตุผลและวิธีการที่เป็นที่ยอมรับได้สำหรับชุมชนของเขา โดยไม่ทำให้ชุมชน
ที่สนับสนุนเสื่อมศรัทธาในนิกายของเขาได้ ***อย่าไปสนใจเลย***

ผมไม่ได้บอกว่า สามารถละกามได้ด้วยการเสพ แต่บอกว่ามีพุทธพจน์กล่าว
ไว้ว่า อาสวะสามารถละได้โดยการพิจารณาการเสพ

ส่วนเรื่องธรรมที่ว่าเสพเท่าไหร่ก็ไม่อิ่ม เท่าที่จำได้มี ๓ ประการ คือ การนอนหลับ ๑
การเสพกาม ๑ การเสพสุรา ๑ ไม่รู้จักอิ่ม

 จากคุณ : WhiteSpirit [ 24 ก.ค. 2542 / 00:42:18 น. ]
     [ IP Address : 161.200.255.162 ]


 ความคิดเห็นที่ 46 : (พัลวัน)

เรียน คุณ white spirit

ผมเคยได้ยินเรื่องราวของพระเซนในญี่ปุ่น ที่ในปัจจุบันนี้สามารถยึดถือครองที่ดิน และมีลูกเมียได้ด้วย

เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับการอนุญาตให้เสพกามนั้น เขาให้เหตุผลว่า เพื่อให้สามารถทำสมาธิได้ดีขึ้น จะได้ไม่มีความรู้สึกอยากเสพกามเข้ามารบกวน

ผิดถูกอย่างไร คงต้องยกไว้ให้กับผู้เล่าให้ผมฟังอีกครั้งหนึ่ง

แต่แนวคิดนี้ เคยได้ยินว่า ในอินเดียก็มีครับ จำชื่อลัทธิไม่ได้ แต่เป็นลัทธิที่ให้ไปเสพกามต่อหน้าเจ้าแม่อุมาเทวีในเทวาลัยตอนคืนเดือนมืด เพื่อให้ต่างฝ่ายต่างไม่ต้องรู้ว่า กำลังร่วมสังวาสกับใคร (ซึ่งเท่าที่ทราบในปัจจุบันนี้ก็ยังมีอยู่ แม้ว่าอังกฤษเคยพยายามปราบปรามในสมัยที่ยังครองอำนาจในอินเดียก็ตาม)

เหตุผลของเขา เขาเห็นว่า การเสพกามนั้นเป็น "ความสุข" ในขณะนี้ความอยากเสพกามเป็น "ความทุกข์" พึงกำจัดทุกข์ และเสพสุข

ประเด็นสำหรับมหายานอื่นๆนั้น ผมไม่ทราบครับ แต่เท่าที่สังเกตดู หากจิตมันย้อมด้วยราคะ มีกามฉันทะ และเสพกามไปนั้น หากสร้างความรู้ตัวอยู่ติดตามไปอย่างต่อเนื่อง ไม่เว้นให้อะไรต่อมิอะไรมาแทรกแล้ว กามฉันทะจะหดหายไป ปฏิกริยาทางร่างกายก็จะน้อมไปทางอยู่เฉย อะไรต่อมิอะไรที่สร้างความฮึกเหิมเพื่อเสพกาม ก็จะฝ่อหดหายไป ไม่สามารถที่จะเสพกามต่อไปได้ แต่หากว่าทำเป็นเพียงรู้ตัวไปเป็นครั้งๆ ห่างๆกัน (ซึ่งปกติคนทั่วๆไปก็น่าจะเป็นอย่างนั้น หรือไม่เป็นก็ไม่ทราบ คือผมเป็นอย่างนี้มาแต่เด็ก) จะพบว่า เมื่อเวลาผ่านไป ความรู้ตัวอย่างนี้จะหายไปเช่นกัน เหลือแต่ไปรู้ที่ความรู้สึก โดยที่ไม่รู้ตัวครับ และจะไปรู้ตัวอีกครั้งหนึ่งเมื่อเสร็จสิ้นการเสพกามไปแล้วครับ

นี่เล่าจากประสบการณ์ของตัวเองนะครับ ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับประสบการณ์ของคนอื่นๆครับ และหากใครว่าผมลามก หรือใจสกปรก หรืออะไรก็แล้วแต่ครับ แต่เห็นว่าประเด็นนี้จริงๆแล้วก็เป็นเรื่องสำคัญอย่างนี้ตรงที่ อย่าคิดเอา อย่าคาดว่า แต่ให้ดูตามความเป็นจริง

และอีกประเด็นคือ ในความเห็นของผมเกี่ยวกับสมถะภาวนา ซึ่งคุณ white spirit เห็นว่า ไม่จำเป็น และทำให้ปฏิบัติช้านั้น ผมก็เลยคิดไปนึกถึงเรื่องการอ่านหนังสือ ซึ่งการอ่านหนังสือนั้นจะว่าเป็นสมถะก็ไม่ใช่ เพราะไม่ได้รู้ในอารมณ์เดียวไปตลอด แต่ทุกคนก็ยอมรับว่ากำลังใช้สมาธิ และเป็นการทำงานอย่างหนึ่งในชีวิตเช่นกัน หากคิดว่าความสงบไม่จำเป็นในการอ่านหนังสือ (ซึ่งผมเองเห็นว่า เป็นงานที่ง่ายกว่าการทำวิปัสสนาตั้งเยอะ) ก็ลองให้คุณ white spirit ไปอ่านหนังสือในตลาดสด หรืออ่านหนังสือไป ขายของไป แล้วดูสิว่า จะได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันหรือไม่

ในความคิดของผมเอง ผมเชื่อว่า ทั้งในชีวิตประจำวัน และในการนั่งสมาธิ (หรือทำสมาธิอย่างเป็นกิจจะลักษณะ) ย่อมมีประโยชน์ทั้งนั้น หากจะมีโทษก็น่าจะเป็นความยึดถือว่าต้องนั่ง หรือไม่ต้องนั่งมากกว่าครับ เพราะจากประสบการณ์ของผมเองนั้น มันสอนเลยว่า ไม่ว่าจิตจะเข้าไปในความสงบ แต่ตัวสังขารก็ยังมีอยู่ให้เห็นได้ และให้มันแสดงไตรลักษณ์ได้โดยตัวมันเอง ก็เป็นวิปัสสนาได้ หรือแม้แต่ทำงาน หากเรารู้ตัวในการทำงาน เราก็เห็นว่าในขณะนั้น จิตใจของเราเป็นอย่างไร มีราคะ โทสะ โมหะ ตัวไหนกำลังครอบงำอยู่ และครอบงำได้มากน้อยขนาดไหน มีกำลังเป็นอย่างไร มีความคงที่คงตัว หรือมากขึ้นน้อยลงอย่างไร นั่นก็เป็นวิปัสสนาเช่นกัน

เมื่อทำได้อย่างนั้น ก็มีความก้าวหน้าในการปฏิบัติโดยลำดับ แต่ประเด็นปัญหาของผมก็คือว่า บางครั้งเราไม่ได้ทำสมาธิเป็นกิจจลักษณะเป็นเวลานาน ก็จะนึกตำหนิตนเอง และท้อใจ ก็ทำให้จิตใจเกิดความฟุ้งซ่านหรืออ่อนถอยกำลังไป ชนิดที่เรียกว่า แม้แต่ระดมทำสมถะให้มาก ก็เอาไม่อยู่ หรือบางครั้งเมื่องานยุ่งมาก ก็หันกลับไปคิดว่า ไม่ได้ปฏิบัติขณะในชีวิตประจำวันได้ ความเสื่อมถอยก็มีปรากฎให้เห็นอีกเช่นกัน

แต่หากผมสังเกตดู หากสมถะก็ทำได้บ่อย ก็จะทำให้การทำตัวรู้ในขณะทำงานนั้น ทำได้มาก และต่อเนื่องดีครับ แต่หากว่าห่างสมถะแล้ว การทำความรู้ตัวให้ต่อเนื่อง กลับทำได้ยากครับ และบางครั้งเคยเผลอไปตั้งครึ่งค่อนวันก็มีครับ

และจากการสังเกตดูแล้ว ความต่อเนื่องของการรู้ตัว เป็นความสำคัญมาก เพราะจะทำให้อารมณ์ทั้งหลาย กิเลสทั้งหลายที่เข้ามาเกาะกุมใจ หรือใจเสพอยู่นั้น มันแสดงไตรลักษณ์ได้ แต่หากว่าเรารู้ตัวไม่ต่อเนื่อง รู้เป็นบางจังหวะห่างๆกัน มันไม่เกิดประโยชน์อะไรมากนัก อาจจะรู้แค่ว่าเรากำลังเป็นอย่างไร แต่ไม่เห็นว่าแขกผู้เยือน ตกอยู่ในไตรลักษณ์อย่าไร

ผมเพียงมีความเห็นแย้งคุณ white spirit ตามประสบการณ์ที่มีครับ แต่ไม่ได้ post เพื่อจะมาระบุว่าคุณ white spirit ผิดถูกอย่างไร เป็นเพียงความคิดเห็นของคนๆหนึ่งเท่านั้นครับ ยังมีผิดมีถูกเสมอๆครับ

ด้วยความนับถือ
พัลวัน

 จากคุณ : พัลวัน [ 24 ก.ค. 2542 / 08:12:25 น. ]
     [ IP Address : 203.149.34.73 ]


 ความคิดเห็นที่ 47 : (WhiteSpirit)

ตอบ คุณพัลวัน

ต้องขอบคุณ ข้อมูลความคิดเห็นจากคุณพัลวัน คิดว่าหลายๆท่านคง
ได้ประโยชน์ ไม่มากก็น้อย ในการพิจารณา

เรื่องของพระเซ็นในญี่ปุ่น เข้าใจว่าคงเป็นแค่เพียงบางนิกาย บางสำนัก
ไม่ใช่พระเซ็นทั้งหมด พระเซ็นหรือผู้ปฏิบัติเซ็น หลังจากบรรลุธรรม
ก็มีธรรมเนียมปฏิบัติที่แตกต่างกันไป บ้างก็บวชตลอดชีวิต บ้างก็ไปใช้
ชีวิตตามป่าเขาตามลำพัง บ้างก็ไปเป็นขอทาน บ้างก็ไปอาศัยในสลัม
ใต้สะพานข้ามแม่น้ำ ตามซากปรักหักพัง บ้างก็กลับไปทำไร่ทำนา ค้าขาย
ประกอบอาชีพ ดำเนินชีวิตของตนตามปกติ ฯลฯ

เรื่องการเสพกาม แล้วสามารถทำสมาธิได้ดีขึ้น เพราะกามตันหารบกวน
น้อยลง(อาจเป็นเรื่องประสบการณ์ส่วนบุคคล) ทำได้แค่เพียงสมาธิขั้นต้น
และสมาธิขั้นกลาง ส่วนสมาธิขั้นสูง(อัปปนาสมาธิ) คงทำไม่ได้เพราะว่า
กามเป็นปฏิปักษ์กับฌาน ถ้าต้องการแค่เพียงสมาธิขั้นต้นหรือขั้นกลาง
ก็คงไม่เป็นไร แต่ถ้าต้องการสมาธิขั้นสูงก็จำเป็นต้องงดเว้นการเสพกาม

หลังจากสำเร็จสมาธิขั้นสูง ถ้าต้องการทิ้งสมาธิขั้นสูง(ไม่ว่าจะโดยเหตุผลใด)
สามารถทำได้โดยหันกลับมาเสพกาม ก็จะเหลือเพียงสมาธิขั้นกลางกับขั้นต้น
เมื่อได้สมาธิขั้นกลาง ถ้าอยากสำเร็จสมาธิขั้นสูง ก็ให้งดเว้นการเสพกาม
ถือศีล ๘ ให้เคร่งๆให้ได้สัก ๓-๖ เดือน ถ้าไม่ไร้วาสนาจริงๆ ก็จะสำเร็จสมาธิ
ขั้นสูง(อย่างต่ำปฐมฌาน)ได้โดยอัตโนมัติ

อ่านตามหนังสือ ว่าหลังจากสำเร็จรูปฌาน อรูปฌานแล้ว ถ้าต้องการเข้า
นิโรธสมาบัติ ต้องเจริญวิปัสสนาให้สำเร็จเป็นพระอนาคามีเสียก่อน หลัง
จากสำเร็จเป็นพระอนาคามีแล้วจึงสามารถเข้านิโรธสมาบัติได้ พระสกิทาคามี
ไม่สามารถเข้านิโรธสมาบัติได้ เพราะแม้ว่ากิเลสตัณหาเบาบาง แต่กามสัญญา
ยังมีอยู่ ก็จะผุดขึ้นมารบกวนทำให้ไม่สามารถเข้านิโรธสมาบัติได้ แสดงว่า
ระดับการละกามฉันทะ มีผลต่อความก้าวหน้าในการทำสมาธิระดับสูงแน่ๆ

เรื่องการกำจัดทุกข์ด้วยการเสพสุข ก็เป็นวิธีการกำจัดทุกข์ที่ได้ผล แต่เป็น
ได้เพียงชั่วคราว เป็นวิธีที่ทางโลกทั่วไปใช้กันอยู่ พุทธศาสนาสอนวิธีการพ้น
ทุกข์ถาวร คือ ทุกข์ให้กำหนดรู้ เหตุแห่งทุกข์ให้ละ เรื่องเหล่านี้คุณพัลวัน
ทราบดีอยู่แล้ว ผมพิมพ์ไว้เผื่อคนอื่นมาอ่าน :-)

ส่วนคำสอนฆราวาสที่เป็นปุถุชนว่า หากจะเสพกาม ก็ให้เสพกามอย่างมีสตินั้น
เหมาะสมหรือไม่เหมาะสม ถูกหรือผิด คงไม่ขอกล่าวอีก คิดว่าคุณพัลวันรวม
ถึงท่านอื่นๆ คงมีคำตอบที่ถูกต้องสำหรับตัวเองได้ แต่ขอฝากให้พิจารณา
เพิ่มอีกเล็กน้อยว่า มันก็เป็นเรื่องรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และธรรมารมณ์
เหมือนๆกัน ขณะที่ท่านปฏิบัติธรรมอยู่ กินน้ำตาลรู้สึกว่าหวานไหม กลิ่นดอก
ไม้หอมหรือเปล่า ฟังเพลงแล้วรู้สึกไพเราะหรือไม่ฯลฯ

ถ้าท่านไม่รู้สึกหวาน หอม ไพเราะเลย วิธีการปฏิบัติธรรมของท่านก็เป็นวิธี
การที่แปลกแยกตัวออกจากธรรมชาติ ออกจากความเป็นจริงของมนุษย์
เสี่ยงต่อการหลงและพลาดการรับรู้สภาพโลกนี้อย่างที่มันเป็นจริง อย่างที่
มนุษย์คนอื่นๆเขารับรู้กัน (ไม่ได้บอกว่าถูกหรือผิด ทุกวิธีย่อมมีประโยชน์)

ถ้าท่านรู้สึกหวาน หอม ไพเราะมาก จนขาดสติ ขาดความรู้สึกตัวไป กระบวน
การรับรู้ของท่านถูกต้อง แต่กำลังความสามารถในการรับรู้ผัสสะของจิต
ของท่านยังน้อยไปอ่อนไป สติยังช้าไปน้อยไป ยังไม่สามารถยืนหยัดต่อสู้
กับสภาวะที่มีกำลังแรงในระดับนี้ได้ ควรจะทำอย่างไรดี?

เรื่องการอ่านหนังสือ ผมขอไม่ตอบคำถามนี้โดยตรง แต่อยากให้คุณพัลวัน
ลองหาหนังสือนิยายสนุกๆที่ชวนให้ติดตามมากๆ หนังสือการ์ตูน หนังจีน
กำลังภายในไปอ่านในตลาดสด หรืออ่านไปขายของไปก็ได้ ว่าอ่านได้รู้เรื่อง
หรือไม่ สามารถมีสมาธิในการอ่านหนังสือเหล่านั้นหรือไม่

เรื่องการทำสมาธิหรือสมถะ เห็นด้วยมากถึงความสำคัญ วันหนึ่งถ้าสามารถ
นั่งสมาธิให้ได้ ๑-๒ ชั่วโมงทุกวัน สัปดาห์หนึ่งหรือเดือนหนึ่งก็หาเวลาไป
ปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิสัก ๑-๒ วัน ปีหนึ่งหาเวลาว่างไปนั่งสมาธิปฏิบัติธรรม
สัก ๗-๑๕ วันทุกปียิ่งดีมากครับ

เกี่ยวกับเรื่องการรู้ตัวตลอดเวลา การแยกตัวผู้รู้ ที่คุยกันบ่อยๆ (ผมอาจยัง
เข้าใจไม่ดีพอ) มีความรู้สึกว่าไม่สามารถทำได้ดีในงานทุกประเภทในชีวิตประ
จำวัน งานประเภทที่เป็นงาน routine หรือใช้แรงงานเบาๆคงไม่มีปัญหา
แต่งานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ ความคิดเชิงจินตนาการมากๆ จะสามารถ
ใช้เทคนิคการแยกตัวผู้รู้ได้หรือไม่ โดยที่ไม่ทำให้ผลงานน้อย ช้าลงกว่าปกติ
ผมไม่เคยแยกตัวผู้รู้ออกจากงานที่ทำ แต่ใช้วิธีรวมความคิด จิตวิญญาณ
ทั้งหมดให้เป็นหนึ่งเดียวกับกับงานที่ทำ เรื่องเกี่ยวกับจิต หรือการแยกตัวผู้รู้
ความรู้ทั่วตัวพร้อม รู้สึกว่าคงต้องคุยกันนาน เอาไว้มีโอกาสค่อยคุยกันใหม่

ด้วยความนับถือเช่นกัน

 จากคุณ : WhiteSpirit [ 24 ก.ค. 2542 / 17:01:35 น. ]
     [ IP Address : 161.200.255.162 ]


 ความคิดเห็นที่ 48 : (พัลวัน)

เรียน คุณ white spirit

เรื่องของการอ่านหนังสือ สามารถอ่านได้ทั้งที่ทำให้มันปรุงแต่งใจ หรือไม่ทำให้มันปรุงแต่งใจก็ได้

การอ่านหนังสือโดยให้มันปรุงแต่งใจ ก็โดยอ่านไปเกิดมโนภาพ หรือเกิดความรู้สึกคล้อยตามไปตามตัวหนังสือ และกลวิธีการนำเสนอ - สำนวน จนบางท่านก็ "อิน" เข้ากับตัวละคร หรือบุคคลในเหตุการณ์นั้นๆได้

ที่จริงตรงนี้คงมิใช่แค่อ่านหนังสือหรอกครับ แม้การดูหนัง-ฟังเพลง ก็เป็นครับ แม้ดูหนังจะมีภาพและเสียงให้ครบแล้ว เราก็ยังปรุงแต่งไปด้วยว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของหนังเรื่องนั้น

ตรงนี้ลองสังเกตดูนะครับ

ส่วนการหอ่านหนังสือโดยที่ไม่ให้มันปรุงแต่งใจได้ก็มีครับ ผมคงเล่าให้โดยละเอียดทางตัวหนังสือได้ แต่สามารถบอกผลของมันได้ว่า เหมือนกับว่ามีคนหนึ่งอ่านหนังสืออกเสียงในหัวสมองเรา และมีอีกผู้หนึ่งกำลังฟัง

ตรงนี้ไม่ใช่เฉพาะการอ่านหนังสือ แม้แต่ความคิดของเราก็เป็นเช่นนั้นครับ

หากคราใดที่เราเผลอ ขาดสติไป ตรงนั้นก็จะมีการปรุงแต่งไป เช่นอาจเผลอปรุงแต่งเป็นอารมณ์สนุกสนาน หรือโศกเศร้า หรือโมโห ก็แล้วแต่หนังสือหรือความคิดในขณะนั้น ซึ่งก็จะกลายไปเป็นมีอาการอย่างที่อธิบายไว้ข้างบนนั่นครับ แต่ถ้าเมื่อใดที่สติกลับมา ก็จะกลับเป็นอย่างทีบอกอีกครั้งครับ

สำหรับการฝึกสติแล้ว แม้กามคุณทั้ง 5 ก็มีอยู่ครับ ได้กลิ่นหอม ก็รู้ว่าได้กลิ่นหอมเช่นกัน ไม่ต่างจากคนสามัญธรรมดา แต่ได้รับรู้มากกว่านั้น คือได้รับรู้ว่าเกิดความยินดี ยินร้าย หรือเฉยๆ ก็ได้ หรือบางครั้งได้รู้ว่านี่ไม่ใช่ของๆเรา นี่ไม่ใช่ตัวเรา ก็ได้ อันนี้แล้วแต่อาการของจิต และการฝึกฝน ประกอบกับบุญวาสนาที่มีมาครับ คงจะไม่เหมือนกันครับ

แต่สำหรับผมแล้ว เมื่อได้กลิ่นน้ำหอม และไม่เผลอสติไปเสียก่อน จะเห็นว่าในกลิ่นของน้ำหอมที่เราได้กลิ่นอยู่นั้น เราเกิดความพึงพอใจขึ้นด้วย และมีความรู้สึกอยากจะเป็นเจ้าของน้ำหอมกลิ่นนั้นด้วย ด้วยรู้สึกว่าจะทำให้ตนเป็นผู้มีรสนิยมอย่างนั้นๆ

ตรงนี้ทำให้เราเรียนรู้ได้มากครับ มากกว่าคนทั่วไปที่ไม่ได้ฝึกฝนสติ

แต่หากใครฝึกฝนตนว่า เมื่อได้กลิ่นน้ำหอม แล้วให้บอกตนเองว่าเราไม่ได้ยินดีในน้ำหอม และข่มความยินดีที่เกิดขึ้นทิ้งไป กดอยู่อย่างนั้น ผมก็ขอประนามด้วยครับ ว่าเป็นผู้ฝึกฝนวิชาของเดียรถีย์นอกศาสนาพุทธ เพราะหลักของศาสนาพุทธ คือต้องเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน มิใช่ให้ใช้วิธีการข่ม การเฉี่อย การเศร้าหมองมาเป็นกรรมฐาน

หากใครไม่เชื่อว่า ความข่มความรู้สึกตนเอง ทำให้ตนเองต้องเฉื่อย และทำให้ตนเองเศร้าหมอง ก็ลองทำดูเถิดครับ จะได้รู้ผลของมันเหมือนๆกับที่ผมเคยทำและได้รับผลอย่างนั้นมาแล้ว

เคล็ดลับของการฝึกฝนก็คือ ให้รู้ความเป็นจริง ในความเป็นจริง ตามความเป็นจริง อย่างต่อเนื่อง ไม่ทำแบบจับจด หรือจดๆจ้องๆ ไม่เอาจริง เท่านั้นครับ

ผมเล่าประสบการณ์ให้ฟังนิดนึงก็ได้ครับ เป็นเมื่อเช้านี้เองครับ คือหลังจากที่ผมไปรดน้ำต้นไม้ เอาผ้าลงเครื่องซักผ้า และกรอกน้ำเข้าขวดเสร็จแล้ว ผมก็มานั่งพักครับ นั่งไขว่ห้างโดยเอาขาซ้ายพาดบนขาขวา ผมก็เอามือไปลูบตรงข้อเท้าด้านใน ก็เกิดความรู้สึกเป็นสุขขึ้น ก็นึกแปลกใจว่า เอ๋ ตรงนี้ทำไมมันทำให้มีความสุขได้วุ้ย! แต่ก็ไม่ได้ติดใจสงสัยอะไรไป ใจมันไปดูความสุขอย่างไม่จงใจ คือดูเหมือนจะเหม่อ แต่ที่รู้ว่าไม่เหม่อ เพราะถ้าเหม่อในใจต้องมีการปรุงแต่งอะไรบางอย่างที่ทำให้สติเผลอ แต่นี้ไม่เผลอ เพียงแต่ดูความสุขที่เกิดขึ้นนั้นอย่างเฉยๆ ไม่จงใจ และไม่มองตามหาอะไร ว่ามันเกิดสุขที่ใดด้วยซ้ำ ดูเฉยๆ สักพักจะเห็นว่าความสุขที่ว่านี้ ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งส่วนใดกับเรา ไม่ได้เป็นของเรา ไม่ได้เป็นตัวเรา ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของเรา ใจมันอุทานออกมาเองว่า "นี่ไม่ใช่ตัวเรา" แต่ก่อนที่จะอุทานออกมานั้น ได้เห็นอาการของใจ ที่ผละจากการเคล้าเคลียความสุขนั้นๆ และความยินดีในสุขอันนั้นก็ลดลงจนหายไปด้วย

ลักษณะตรงนี้ บอกได้เลยว่า ให้ คิด อย่างไรให้ตาย ก็ไม่มีทาง และบอกได้เลยว่า รู้จักความสุขอย่างที่คนทั่วไปไม่รู้จัก เพราะคนทั่วไปเมื่อได้รับความสุขแล้วใจจะเผลอออกไปปรุงแต่งเรื่องราวต่อไป แต่นี้เราได้หยุดมองมัน ดูมันอย่างชัดเจน ปราศจากความจงใจ และได้เห็นความเป็นความสุขอย่างชัดแจ้ง เห็นว่ามันไม่ใช่ของเรา มันไม่ใช่ตัวเรา มันแสดงไตรลักษณ์ในลักษณะของอนัตตา นอกจากนั้น ใจยังได้แสดงอาการของการผละออกจากการเคล้าเคลียความสุขนั้นออกมาเฉยๆด้วย ที่สำคัญทำให้ผมประจักษ์กับ "วิปัสสนา" อย่างแท้จริงได้ โดยที่แม้จะอ่านหนังสือแทบตาย แม้จะคิดแทบตาย ก็หาได้มีเรื่องราวใดที่จะมีคุณประโยชน์มากมายไปกว่าในขณะจิตนั้นๆเลย มันไม่ใช่ขุ่นมัวอย่างที่เป็นในความคิด หรือการอ่าน ที่แม้จะเข้าใจเพียงไร ก็มิใช่ว่าจะแจ่มใส สว่างชัดแจ้ง อย่างที่เห็นในคราวนี้เลย

บอกได้คำเดียว ว่าผมหมดสงสัยแล้ว ว่าวิปัสสนาจะทำอย่างไร มันชัดเจนยิ่งกว่าที่เคยเป็นเสียอีก มันผิดไปจากสิ่งที่ตนเองเคยคิด เคยคาดหมายมาทั้งหมด

ตัวอย่างที่ง่ายที่สุด ที่ผมประสบกับตัวผมเองก็คือ เมื่อก่อนนี้ผมไม่เคยเชื่อเลยว่า เวลาทำสมาธิแล้วจะมีปิติเกิดขึ้นได้อย่างไร คิดเอาเองไปด้วยซ้ำว่า มันก็คงเป็นความสงบอย่างหนึ่งที่สบายใจ คนเลยไปเหมาเอาตรงนั้นว่าเป็นปิติ และสุข หาได้วิเศษอย่างที่คนทั้งหลายเขาเล่าให้ฟังกันไม่ ว่าไปตรงๆก็คือ "ตำราใส่ไข่" ให้ดูน่าพิศมัย น่าทดลองมากขึ้น แต่เมื่อไปบวชก็ทำให้มีเวลาที่จะทำสมถะมากขึ้น ก็ได้รู้จักกับปิติกลางพรรษานั้น (แต่ก็ไม่ได้บอกใคร แม้แต่พระอุปัชฌาย์) จำได้ว่า ครั้งแรกที่ได้นั้น แทบจะนั่งต่อไปไม่ไหว ต้องออกจากการทำสมาธิเดี๋ยวนั้นเลย มันทนต่อปิติที่เกิดขึ้นไม่ไหว แต่ต่อมาก็คุ้นเคยมากขึ้น และค่อยประคองเอาไว้ได้ แต่ถึงตอนนั้นผมก็เริ่มรู้เลยว่า การปฏิบัตินั้น ให้คิดคาดคะเน หรือคาดว่า เอาจากตัวหนังสือในคัมภีร์เพียงอย่างเดียวไม่ได้ เพราะอย่างน้อยมันทำให้ไม่สามารถกำจัดตัวลังเลสงสัย หรือวิจิกิจฉาไปได้เลย ในวันนั้นผมก็เห็นเลยว่า สิ่งใดที่เขียนเอาไว้ในคัมภีร์ในพระไตรปิฎก ไม่ใช่เรื่องเท็จ หากเป็นเพราะเราต่างหากที่มีความรู้ที่จำกัดต่างหาก ตั้งแต่วันนั้นมา ผมก็เริ่มที่จะศึกษาธรรมเทศนาจากพระป่ามากขึ้นเรื่อยๆ มากกว่าที่จะพยายามอ่านจากพระสูตร และในทุกวันนี้ก็นิยมที่จะอ่านใจตนเองมากกว่าอ่านหนังสือ เพราะสนุกกว่า มีเรื่องให้ค้นให้รู้จักอีกมากมาย และตรงต่อทางสายกลางอย่างแท้จริง และไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรมากมาย ขอให้เป็นความสม่ำเสมอก็พอ

เรื่องงานที่ต้องใช้ความคิดมากๆนั้น สำหรับผมเองแล้วยอมรับว่า ไม่สามารถที่จะทำความรู้ตัวให้เกิดขึ้นต่อเนื่องได้ เพราะใจที่กำลังคิด ก็คือใจที่กำลังส่งออกนอกแล้ว เพียงแต่หากว่าเมื่อเกิดอารมณ์อันหยาบลามกเกิดขึ้น แล้วรู้ตัวแทรกขึ้นมา อันนั้นก็ถือว่าใช้ได้แล้วครับ เหตุเป็นเพราะการทำงานนั้น มันขัดแย้งกับการปฏิบัติโดยตรงแล้วครับ หากแต่คนที่ชำนาญแล้วการรู้ตัวจะทำได้มากขึ้นและถี่กระชั้นขึ้นครับ แต่สำหรับพระป่าผู้ชำนาญการเพราะมีการฝึกฝนมามาก ท่านว่า สามารถทำความรู้ตัวได้ตลอดเวลาแม้แต่เวลาหลับครับ

หากสงสัยเรื่องนี้ ว่างๆแวะไปที่ศาลาลุงชิน แล้วลองถามหลวงปู่เหรียญดูสิครับ ผมเชื่อว่าท่านน่าจะมีคำตอบได้ครับ

ขอแสดงความนับถือ

 จากคุณ : พัลวัน [ 25 ก.ค. 2542 / 20:29:07 น. ]
     [ IP Address : 203.149.34.119 ]


 ความคิดเห็นที่ 49 : (สนทนาธรรม)

สวัสดีครับคุณ WhiteSpirit… 8-)

ผมไม่ได้เข้า Net มาหลายวันแล้ว… จึงไม่ได้มาแลกเปลี่ยนข้อธรรมกันเลย… ได้อ่านความคิดเห็นของคุณ WhiteSpirit แล้ว… ก็ได้ความคิดเห็นในอีกแง่มุมหนึ่ง… ที่ไม่เหมือนใคร… เท่าที่อ่านดูคุณ WhiteSpirit ก็บอกว่ามีความเห็นชอบด้วยกับทุกท่านที่กล่าวมา… เพียงแต่คุณ WhiteSpirit ปรารถนาจะสื่อความหมายในแง่มุมที่แตกต่างออกไป… ความถูกต้องเหมาะสมนั้นไม่สำคัญ… ผมก็เลยไม่แน่ใจว่าแง่มุมที่ว่า… ของคุณ WhiteSpirit นั้นคืออะไรหน่ะครับ… เพราะเท่าที่อ่านมาผมรู้สึกงงๆ… อ่านแล้วเวียนหัวเหมือนกันครับ… บอกตรงๆ ว่าจับประเด็นอะไรไม่ค่อยจะได้หน่ะครับ… อิ อิ 8-)

ไม่แน่ใจว่าคุณ WhiteSpirit ปรารถนาจะสื่ออะไร… เพราะที่คุณ WhiteSpirit พยายามอธิบายความมานั้น… ผมอ่านดูแล้วความรู้สึกของผม… เหมือนอ่านข้อความที่คัดมาจากหนังสือหลายๆ เล่ม… แล้วเอามาเขียนเป็นเรื่องเดียวกัน… แตกต่างจากประสบการณ์ตรงหน่ะครับ… คืออ่านแล้วไม่ค่อยปะติปะต่อเป็นเรื่องเป็นราวเลยครับ… เท่าที่สังเกตดูคุณ WhiteSpirit คงจะชอบอ่านหนังสือหลายชนิดอยู่เหมือนกัน… ก็เลยเอาประสบการณ์ที่ได้จากการอ่านมาเล่าให้ฟังกัน… ใช่ป่าวครับ… อิ อิ 8-)

เอาอย่างนี้ดีไหมครับ… ลองเล่าประสบการณ์ตรงๆ เลยดีกว่าไหมครับ… เอาจากการปฏิบัติธรรมตามแนวทางของคุณ WhiteSpirit … มาเล่าให้เพื่อนๆ ฟังบ้างสิครับ… ว่าคุณ WhiteSpirit ปฏิบัติธรรมตามแนวทางไหน… ปฏิบัติธรรมแล้วเป็นอย่างไร… มีอะไรในจิตที่เปลี่ยนแปลงได้บ้างแล้ว… และมีประสบการณ์รู้เห็นอะไรมาบ้างจากการปฏิบัติหน่ะครับ… ดีไหมครับ… อิ อิ 8-)

ขอแสดงความนับถือด้วยคนครับ… อิ อิ 8-)

 จากคุณ : สนทนาธรรม [ 26 ก.ค. 2542 / 13:01:15 น. ]
     [ IP Address : 202.44.216.125 ]


 ความคิดเห็นที่ 50 : (อาตง)

ผมคิดว่าถ้าให้การปฏิบัติเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราแล้วหล่ะก้อ ....ไม่ยากเท่าที่คิดหรอกครับ

 จากคุณ : อาตง [ 26 ก.ค. 2542 / 17:42:14 น. ]
     [ IP Address : 202.183.220.15 ]


 ความคิดเห็นที่ 51 : (นายโจโจ้)

เสนอข้อมูลอีกทางหนึ่งครับ เรื่อง sensitive ครับ ถ้าขัดหู
ไปบ้างก็ต้องขออภัยครับ แต่พิจารณาแล้วว่าน่าจะนำมาเสนอไว้
อย่างตรงไปตรงมาให้ได้ทราบจากอีกแง่มุมหนึ่ง

ผมเคยเกิดการรับรู้จากจิตของผู้ที่กำลังเสพกามมาหลายครั้งโดยที่
ผมไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุจริง (แหงๆ อยู่แล้ว =P)แต่ได้ความ
รู้สึกเหมือนอยู่ในเหตุการณ์ ซึ่งถ้าในครั้งแรกๆ นั้นผมเกิด
อาการหลงตามไปด้วย (ช่วยไม่ได้ =D ตอนนั้นยังเป็นมือใหม่หัดขับ
ครับ) แต่ในครั้งหลังๆต่อๆมานี่ ไม่ได้แอ้มผมแล้ว สิ่งสำคัญที่
พบก็คือการรับรู้ที่เกิดขึ้นในขณะที่ผมกำลังตามดูจิตแบบเข้มข้น
จนไม่หลงไปกับอารมณ์ที่รับรู้เลยก็คือ ได้รับรู้ถึงอาการเกร็ง
ของกล้ามเนื้อต่างๆ ในร่างกายที่เกิดในขณะเสพกามอย่างละเอียด
โดยที่ตัวเองไม่ได้หลงไปตามอารมณ์นั้นแต่อย่างได้ ไม่มีทั้ง
ความยินดียินร้ายในสิ่งที่ได้รับรู้เลยแม้แต่น้อย ทำให้เห็น
ถึงจิตผู้รู้ที่ไม่หลงไปตามอารมณ์นั้นว่าเป็นอย่างไร พร้อมๆกัน
ก็ยังเป็นวัตถุดิบในการภาวนาจนเห็นถึงกิเลสของตัวเองที่มาล่า
จากนั้น เมื่อการรับรู้นั้นผ่านไปแล้ว ที่เราเองก็ยังย้อนกลับ
ไปคิดถึงมันอยู่และเคยเผลอหลงไปบ้างเหมือนกันแต่ก็รู้ตัวได้
เร็วขึ้นมาก

เรื่องความรุนแรงของการ "ระเบิด" ของอารมณ์โดยนึกเปรียบเทียบไป
ในขณะนั้นถึงเรื่องในอดีตชาติของพระพุทธเจ้าในชาติถัดจากชาติ
แรกที่ท่านเป็นมาณพหนุ่มที่ว่ายน้ำอยู่กลางทะเลเพื่อพาแม่เข้า
ฝั่งเมื่อเรืออัปปาง ที่ว่าท่านได้เห็นถึงความรุนแรงของเพลิง
ดำกฤษณาเมื่อนายอาจารย์ขมังเวทย์ผู้มีความสามารถบังคับช้างให้
ใช้งวงจับเหล็กที่เผาไฟร้อนแดงโดยไม่กล้าปล่อยได้ ก็ยังไม่
สามารถบังคับช้างในขณะเกิดความต้องการทางเพศได้เลย ซึ่งแสดงให้
เห็นถึงความรุนแรงของความความต้องการทางเพศ

นอกจากนั้นก็ยังมีผลการวิจัยของฝรั่งที่เปรียบเทียบ orgasm
ของผู้ชายกับระเบิดนิวเคลียร์นั่นทีเดียว เมื่อเทียบกับความ
เร็วและความแรงของการหดตัวของกล้ามเนื้อภาวะปกติ ทำให้เห็นว่า
แรงผลักดันในเรื่องนี้นั้นมาจากไหน รวมไปถึงการตามดูจิตว่า
มีประโยชน์จริงอย่างไร

ประสบการณ์นี้ช่วยผมได้เยอะทีเดียวครับในการทำความเข้าใจใน
เรื่องของการเสพกามโดยไม่ต้องไปร่วมในเหตุการณ์จริง ฮิฮิฮิ

ทำให้นึกถึงเรื่องของโยคีผู้ถือเพศพรหมจรรย์แต่กำเนิดท่านหนึ่ง
ที่ถูกถามเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้วตอบไม่ได้จนต้องถอดจิตไปอาศัย
ร่างของพระราชาที่พึ่งจะตายใหม่ๆเพื่อให้ได้ทราบด้วยตนเองถึง
เรื่องของการเสพกามเพื่อจะได้ตอบคำถามได้โดยมีข้อมูลจากการ
ปฏิบัติจริง

ผมก็ไม่ทราบว่าทำแบบนั้นมันผิดต่อการถือพรหมจรรย์รึเปล่า
แต่ที่แน่ๆ สำหรับผมที่ไม่ได้ถือพรหมจรรย์นั้น ผมได้เรียนรู้
โดยไม่เปลืองตัวเลย คิดแล้วคุ้มครับ =)

 จากคุณ : นายโจโจ้ [ 27 ก.ค. 2542 / 20:38:43 น. ]
     [ IP Address : 202.57.128.26 ]


 ความคิดเห็นที่ 52 : (นายโจโจ้)

สรุปว่าผมสนับสนุนคุณสันตินันท์ครับ ที่ว่าถ้าทำความรู้ตัวได้
จริงนั้น ความรู้สึกจะดับไป

ผมมาเล่าของจริงอย่างนี้แล้ว อย่ากลัวผมนะครับ ผมไม่เคยต้อง
การละเมิดความเป็นส่วนตัวของใครเลยครับโดยเฉพาะในเรื่องทำนอง
นี้ แต่การรับรู้นั้นเกิดขึ้นเพราะจิตเค้ามาจับกับผมในช่วงเวลา
นั้นพอดี ซึ่งอาจจะเป็นบุญของผมก็ได้ที่ได้เรียนรู้ในลักษณะ
นี้โดยไม่ต้องไปสร้างกรรมกับใคร และชีวิตจริงผมก็ยังคิดจะแต่ง
งานครับ และมั่นใจซะด้วยว่าจะ enjoy life ได้เต็มที่ ^___^

เจริญในธรรมครับ =)

 จากคุณ : นายโจโจ้ [ 27 ก.ค. 2542 / 20:53:24 น. ]
     [ IP Address : 202.57.128.14 ]


 ความคิดเห็นที่ 53 : (นายโจโจ้)

ต่อคำกล่าวที่ว่า

>ถ้าท่านไม่รู้สึกหวาน หอม ไพเราะเลย วิธีการปฏิบัติธรรมของท่านก็เป็นวิธี
>การที่แปลกแยกตัวออกจากธรรมชาติ ออกจากความเป็นจริงของมนุษย์
>เสี่ยงต่อการหลงและพลาดการรับรู้สภาพโลกนี้อย่างที่มันเป็นจริง อย่างที่
>มนุษย์คนอื่นๆเขารับรู้กัน (ไม่ได้บอกว่าถูกหรือผิด ทุกวิธีย่อมมีประโยชน์)

ขอเรียนว่าผมร่วมรับรู้ครับ แต่เมื่อจิตผู้รู้แยกออกนั้น
จึงเป็นการรับรู้ที่ไม่มีเวทนาครับ คือรู้สึกได้ทุกประสาทสัมผัสอย่างครบถ้วน
โดยมิได้บิดเบือน แต่จิตไม่ได้เสวยทั้งสุขและทุกข์ครับ

อย่างนี้ คงจะยังเป็นมนุษย์อยู่นะครับ เพราะครั้งสุดท้ายที่
ผมเห็นตัวเองในกระจก ผมว่าผมก็ยังเป็นมนุษย์นะครับ ฮ่ะๆๆๆ

 จากคุณ : นายโจโจ้ [ 27 ก.ค. 2542 / 21:11:22 น. ]
     [ IP Address : 202.57.128.14 ]


 ความคิดเห็นที่ 54 : (สนทนาธรรม)

คุณโจโจ้ อธิบายได้ดีมากๆ เลยครับ... หนับหนุนครับหนับหนุน... 8-)... ทีแรกก็ปรารถนาจะอธิบายขยายความอีก... เหมือนที่คุณโจโจ้อธิบาย... แต่จิตผมมันบอกว่าพอเถอะ... เหนื่อยเปล่าๆ หน่ะครับ... อิ อิ 8-)
นี่แหละครับปฏิบัติจนได้ประสบการณ์ตรง... สิ้นแล้วในความลังเลสงสัย... เพราะประสบพบเจอด้วยตนเอง... เป็นประสบการณ์ที่รู้แจ้งเห็นจริงด้วยตนเอง... และสามารถอธิบายได้อย่างรู้แจ้งแทงตลอด... เป็นเรื่องเป็นราว... ไม่ตกหล่นในเนื้อหาสาระต่างๆ... หรือเรียกว่าปัญญาที่รู้แจ้งจากการปฏิบัติ... แตกต่างกับปัญญาที่รู้แจ้งจากการฟังหรืออ่านเยอะเลยหล่ะครับ... อิ อิ 8-)

 จากคุณ : สนทนาธรรม [ 28 ก.ค. 2542 / 12:42:29 น. ]
     [ IP Address : 202.44.216.137 ]


 ความคิดเห็นที่ 55 : (นายโจโจ้)

ใครอยากรู้รายละเอียด ไว้เจอกันแล้วถามแบบส่วนตัวคงจะได้ราย
ละเอียดมากกว่านี้นะครับ ยินดีอธิบายโดยละเอียดครับ แต่ยังไง
ก็ไม่กล้าเขียนออกมาในที่นี้ครับเพราะเห็นว่ามันอาจจะ "เกินไปหน่อย"
สำหรับหลายๆท่าน ก็เลยเขียนแต่เพียงเท่านั้น

ถ้ามีคนอยากรู้ว่าแล้วผมชอบไหมกับความรู้สึกแบบนี้ ก็ต้องตอบ
ว่าในเวลาที่เขียนนี้ยังชอบอยู่ครับ เพราะยังละกิเลสตัวนี้ไม่ได้ ห้ามคิดเอาเองเป็นอันขาดว่าผมเป็น
รถไฟตกราง หึ หึ หึ

 จากคุณ : นายโจโจ้ [ 28 ก.ค. 2542 / 19:50:47 น. ]
     [ IP Address : 203.149.34.199 ]


 ความคิดเห็นที่ 56 : (นายโจโจ้)

โอ้ๆๆๆๆ เว้นไว้อย่างที่ไม่ตอบแน่นอนคือไปรับรู้ความรู้สึกใคร
มา ฮิฮิ เรื่องส่วนตัวของเขา ไม่ควรก้าวก่ายเด็ดขาดครับ เป็น
เรื่องส่วนตัวมากๆๆๆๆๆๆ

 จากคุณ : นายโจโจ้ [ 28 ก.ค. 2542 / 20:22:58 น. ]
     [ IP Address : 203.149.34.199 ]


 ความคิดเห็นที่ 57 : (WhiteSpirit)

ตอบ คุณสนทนาธรรม

> ได้อ่านความคิดเห็นของคุณ WhiteSpirit แล้ว… ก็ได้ความคิดเห็นในอีกแง่มุมหนึ่ง…
> ที่ไม่เหมือนใคร… เท่าที่อ่านดูคุณ WhiteSpirit
> ก็บอกว่ามีความเห็นชอบด้วยกับทุกท่านที่กล่าวมา… เพียงแต่คุณ WhiteSpirit
> ปรารถนาจะสื่อความหมายในแง่มุมที่แตกต่างออกไป… ความถูกต้องเหมาะสมนั้นไม่สำคัญ…
> ผมก็เลยไม่แน่ใจว่าแง่มุมที่ว่า… ของคุณ WhiteSpirit นั้นคืออะไรหน่ะครับ…
> เพราะเท่าที่อ่านมาผมรู้สึกงงๆ… อ่านแล้วเวียนหัวเหมือนกันครับ… บอกตรงๆ
> ว่าจับประเด็นอะไรไม่ค่อยจะได้หน่ะครับ… อิ อิ 8-)

ที่ตอบว่าเห็นชอบกับทุกท่านที่กล่าวมา...หมายความว่า มีความเห็นว่าทั้งคุณสันตินันท์
คุณสนทนาธรรม และคุณ rising_sun มีแนวทางในการปฏิบัติ ตลอดจนความคิดเห็น
ดีอยู่แล้ว ไม่ได้มีความคิดขัดแย้งในแนวทางการปฏิบัติ หรือความคิดเห็นโดยรวมของ
ท่านทั้ง ๓ ซึ่งท่านก็แสดงไว้ค่อนข้างชัดเจนพอสมควร

แง่มุมที่ต้องการสื่อก็คือ...แม้ว่าความคิดเห็นของท่านจะถูกต้อง หรือทางที่ท่านกำลัง
เดินอยู่เป็นทางสายเอกหรือทางสายหลัก ไม่ได้หมายความว่าความคิดเห็นที่ดูเหมือน
ไม่ตรงหรือขัดแย้งกับความคิดเห็นของท่านจะเป็นความคิดเห็นที่ผิด ทางสายโทหรือ
สายรองๆนั้นมีอยู่ และสามารถทำให้ผู้เดินทางไปถึงเป้าหมายเดียวกันได้เช่นเดียวกัน

ทางสายรองอาจทำให้ไปถึงจุดหมายได้เร็วกว่าทางสายหลักก็ได้ ถ้าถูกกับจริตของ
ผู้ปฏิบัติท่านนั้นๆ(แม้ว่าอาจดูผาดโผนเป็นไปไม่ได้สำหรับคนอื่นๆ) โดยความเห็น
ส่วนตัวมีความเชื่อว่า การเจริญสติทำได้ทุกอริยาบถไม่มีข้อยกเว้น แต่อริยาบถไหน
หรือ ณ สภาวะจิตอย่างไร จะได้ผลก้าวหน้าเร็วกว่า ขึ้นกับจริตของผู้ปฏิบัติด้วย

ความถูกต้องเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมไม่สำคัญ...เพราะว่าการจะพิจารณาว่าสิ่งใด
ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง เหมาะสมหรือไม่เหมาะสมจริงๆนั้น สรุปไม่ได้ง่ายๆนัก ถ้า
เกิดมีการสรุปกันจริงๆจังๆขึ้นมา แค่จากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นข้อมูลผ่าน
กระทู้ ก็เสี่ยงที่จะได้ข้อสรุปที่ไม่ถูกต้องได้

> ไม่แน่ใจว่าคุณ WhiteSpirit ปรารถนาจะสื่ออะไร… เพราะที่คุณ WhiteSpirit
> พยายามอธิบายความมานั้น… ผมอ่านดูแล้วความรู้สึกของผม…
> เหมือนอ่านข้อความที่คัดมาจากหนังสือหลายๆ เล่ม… แล้วเอามาเขียนเป็นเรื่องเดียวกัน…
> แตกต่างจากประสบการณ์ตรงหน่ะครับ…
> คืออ่านแล้วไม่ค่อยปะติปะต่อเป็นเรื่องเป็นราวเลยครับ… เท่าที่สังเกตดูคุณ WhiteSpirit
> คงจะชอบอ่านหนังสือหลายชนิดอยู่เหมือนกัน…
> ก็เลยเอาประสบการณ์ที่ได้จากการอ่านมาเล่าให้ฟังกัน… ใช่ป่าวครับ…

ความคิดเห็นก็คือความคิดเห็น แม้ว่าความคิดเห็นบางอันได้ข้อสรุปจากการอ่านตำรา
หลายๆเล่ม และบางความคิดเห็นได้ข้อสรุปจากประสบการณ์ในการปฏิบัติ
แต่ทั้ง ๒ อย่างนี้ไม่ได้มีความแตกต่างกันเลย ประสบการณ์ที่ได้รับในการปฏิบัติก็แฝง
ไปด้วยความคิดเห็น หนังสือตำราต่างๆก็คือที่รวบรวมความคิดเห็นและประสบการณ์
สำคัญก็คือมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง เปลี่ยนแปลงไปบ้าง ในความคิดความเห็นของผู้อ่าน

> เอาอย่างนี้ดีไหมครับ… ลองเล่าประสบการณ์ตรงๆ เลยดีกว่าไหมครับ…
> เอาจากการปฏิบัติธรรมตามแนวทางของคุณ WhiteSpirit … มาเล่าให้เพื่อนๆ ฟังบ้างสิครับ…
> ว่าคุณ WhiteSpirit ปฏิบัติธรรมตามแนวทางไหน… ปฏิบัติธรรมแล้วเป็นอย่างไร…
> มีอะไรในจิตที่เปลี่ยนแปลงได้บ้างแล้ว…
> และมีประสบการณ์รู้เห็นอะไรมาบ้างจากการปฏิบัติหน่ะครับ… ดีไหมครับ…

เรื่องประสบการณ์ รู้สึกว่าจะมีหลายๆท่านเล่าได้ดีอยู่แล้ว :-)
แนวทางการปฏิบัติธรรม...และผลการปฏิบัติธรรม ก็มีผู้ถ่ายทอดได้ดีอยู่แล้ว
เปลี่ยนเป็นสนทนาในเชิงการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทัศนคติบ้าง ถือว่าเป็นของเสริมก็แล้วกัน

ขอบคุณ สำหรับเรื่องราวความคิดเห็นเพิ่มเติมของคุณพัลวัน และคุณโจ้โจ้อ่านแล้วสนุกดี
มีสาระประโยชน์ชวนให้ติดตาม :-)

 จากคุณ : WhiteSpirit [ 29 ก.ค. 2542 / 19:35:32 น. ]
     [ IP Address : 161.200.255.162 ]


 ความคิดเห็นที่ 58 : (WhiteSpirit)

ถาม คุณโจโจ้

> สรุปว่าผมสนับสนุนคุณสันตินันท์ครับ ที่ว่าถ้าทำความรู้ตัวได้
> จริงนั้น ความรู้สึกจะดับไป

> ขอเรียนว่าผมร่วมรับรู้ครับ แต่เมื่อจิตผู้รู้แยกออกนั้น
> จึงเป็นการรับรู้ที่ไม่มีเวทนาครับ คือรู้สึกได้ทุกประสาทสัมผัสอย่างครบถ้วน
> โดยมิได้บิดเบือน แต่จิตไม่ได้เสวยทั้งสุขและทุกข์ครับ

รบกวน คุณโจโจ้ อธิบายเพิ่มเติม ความหมายของคำว่า
"ถ้าทำความรู้ตัวได้จริงนั้น ความรู้สึกจะดับไป" และ
"เมื่อจิตผู้รู้แยกออกนั้น รู้สึกได้ทุกประสาทสัมผัสอย่างครบถ้วน ไม่ได้บิดเบือน"

และช่วยวิจารณ์ข้อความ
"ถ้าทำความรู้ตัวได้จริงนั้น จะรู้สึกได้ทุกประสาทสัมผัสอย่างครบถ้วน" และ
"เมื่อจิตผู้รู้แยกออก(จากกาย)นั้น ความรู้สึก(ทางกาย)จะดับไป"

 จากคุณ : WhiteSpirit [ 29 ก.ค. 2542 / 20:05:10 น. ]
     [ IP Address : 161.200.255.162 ]


 ความคิดเห็นที่ 59 : (นายโจโจ้)

ขออภัยสำหรับด้วยความไม่ละเอียดของผมเองที่ทำให้เข้าใจ
ได้ไม่ชัดเจนครับ

ผมขอขยายความใหม่ว่า เมื่อมีความรู้ตัว คือจิตผู้รู้แยกออก
มาเป็นผู้ดูสิ่งที่ถูกรู้ ซึ่งหมายถึงการไม่หลงไปตามอารมณ์ก็คือ
ความหลงหรือความเคลิบเคลิ้มที่มักจะเกิดเมื่อถูกกระตุ้นตาม
บริเวณต่างๆในร่างกาย หรือแม้แต่การคิดฝันในเรื่องเพศนั้น
จะดับไป

การรู้สึกทางกายก็คือรู้ว่ากล้ามเนื้อตรงนี้เกร็ง ตรงนี้ถูกสัมผัส
ก็เหมือนที่เราทุกคนรู้สึกแหละครับ แต่จะไม่มีอารมณ์เคลิบเคลิ้ม
ไปตามความรู้สึกทางกายเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย

ต้องเรียนตรงๆว่าในช่วงเวลานั้นผมถึงกับกลัวเลยแหละว่าจะ
เกร็งจนกล้ามเนื้อเป็นอันตรายไปรึเปล่า ซึ่งทุกคนที่เคยผ่าน
ช่วงเวลานั้นก็คงบอกได้ว่าไม่มีใครเคยห่วงหรอกว่ากล้ามเนื้อ
จะเป็นอะไรไปมั้ย มีแต่กลัวจะเกร็งไม่พอ ฮ่ะๆๆๆๆ สาเหตุก็
คือมันกำลังเคลิ้มนั่นเอง

ตกลงผมตอบคำถามคุณหรือยังครับ =)

 จากคุณ : นายโจโจ้ [ 30 ก.ค. 2542 / 10:08:12 น. ]
     [ IP Address : 203.149.34.144 ]


 ความคิดเห็นที่ 60 : (สนทนาธรรม)

สวัสดีครับคุณ WhiteSpirit… 8-)

ขออนุญาตยกข้อความมาบ้างนะครับ… อิ อิ 8-)
> แง่มุมที่ต้องการสื่อก็คือ...แม้ว่าความคิดเห็นของท่านจะถูกต้อง หรือทางที่ท่านกำลัง
> เดินอยู่เป็นทางสายเอกหรือทางสายหลัก ไม่ได้หมายความว่าความคิดเห็นที่ดูเหมือน
> ไม่ตรงหรือขัดแย้งกับความคิดเห็นของท่านจะเป็นความคิดเห็นที่ผิด ทางสายโทหรือ
> สายรองๆนั้นมีอยู่ และสามารถทำให้ผู้เดินทางไปถึงเป้าหมายเดียวกันได้เช่นเดียวกัน

อ๋อครับ… พอเข้าใจแล้วหล่ะครับ… ว่ามีทางสายอื่นอยู่อีก… พุทโถ้เอ๋ย… ถ้าบอกแบบนี้ตรงๆ ตั้งแต่แรกละก็… คงจะเข้าใจกันเป็นนานสองนานแล้วหล่ะครับ… อิ อิ 8-)

ดีครับ… จริงๆ แล้วอุปนิสัยของผมก็ชอบทางวิบากหน่ะครับ… เป็นคนขี้สงสัยเหมือนกันครับ… ถ้าไม่รู้อะไรจริงจังจนทะลุปุโปร่ง… ก็จะไม่ยอมแพ้ และถอยง่ายๆ เหมือนกันครับ… แต่มาระยะหลังๆ นี้… ก็ชักจะเบื่อแล้วหล่ะครับทางวิบากหน่ะ… มีเยอะเหลือเกิน… เก็บเท่าไหร่ก็ไม่หมดเสียที… บางทีอาจจะทำให้หลงทางก็ได้… ไม่รู้ว่าจะต้องเสียเวลาไปอีกกี่แสนกัปหน่ะครับ… อิ อิ 8-)

ตอนนี้แม้กำลังเดินทางสายเอกอยู่… ( ใช่ป่าวว๊า )… แต่สายตาก็ชำเลืองมองไปทางซ้ายและทางขวาเหมือนกันครับ… อย่างเช่นกำลังเดินทางสายเอกอยู่… และบังเอิญเหลือบมองไปเห็นมีคนกำลังเดินอยู่ในทางสายโท… สายตรี… หรือสายจัตวาด้วย… ใจก็คิดว่า… เอ๋… คนส่วนใหญ่พวกนั้นเขาเดินไปไหนกันหว่า… แล้วเรามาเดินทำอะไรอยู่นี่คนเดียว… เราคงจะเดินไปผิดทางละมั๊ง… ไม่เห็นมีคนเดินเลย… เอ้า… ลองเดินตามคนพวกนั้นไปดูดีกว่าง่ะ… อ้าวนั่น… ตรงนั้นมีทางแยกด้วย… เอ๋… ไปทางไหนดีหว่า… อ๊ะอ๊ะ… ตรงนั้นมีของเล่นด้วยง่ะ… ไปทางนั้นดีกว่าแวะไปดูก่อนว่ามีอะไรบ้าง… แวะชมธรรมชาติข้างทางก่อนนะ… เดี๋ยวค่อยกลับมาขึ้นทางตรง… ลองไปดูซิ… นั่นทางเกวียนนี่หว่า… เอ๋… ทำไมคนส่วนใหญ่มาเดินทางเกวียนกันล่ะ… ทางตรงที่ราบเรียบมีกลับไม่ยอมเดินกัน… สงสัยมันเรียบไปมั๊ง… คงจะไม่ชอบกันหน่ะ… คงชอบเดินทางขรุขระกัน… เอ… แต่ทางเกวียนนี้มีธรรมชาติสวยงามน่าชมเต็มเลย… ชักชอบแล้วสิ… ( เริ่มเป็นโลภะแล้ว )… อ้าวไปต่อยังมีทางอื่นอีกนี่… เอ๊ะตรงนั้นมีอะไรหน่ะ… มีซอยด้วย… ไหนเข้าไปดูหน่อยซิ… อะว๊ายอะไรว๊ะนั่น… น่ากลัวชิบเป๋งเลยง่ะ… รู้งี้ไม่เข้ามาดีกว่า… ( เริ่มเป็นโทสะแล้ว )… อ่า… มีทางไปต่ออีกนี่หว่า… เอ๋… ทางนี้ไม่มีอะไรเลยนี่… ไปทางไหนดีหว่า… ( เริ่มเป็นโมหะแล้ว )… เดินไปเรื่อยๆ… ชักจะเหนื่อย… ซึมเซา… และหดหู่… กลับไปเดินทางตรงเหมือนเดิมดีกว่า… เดินไปเดินมาก็งั้นๆ แหละ… อ้าว… อ้าว… ทางตรงอยู่ทางไหนหว่า… ลืมไปแล้วง่ะ… จะกลับไปเดินทางตรงยังไงดีหว่า… ( สังสารวัฏทำให้ลืม )… หลายแสนกัปต่อมา… ก็ยังคงเดินไปเดินมาอยู่บนทางเกวียนนั้น… บางทีก็ตกหลุมตกบ่อ… ตกน้ำตกท่า… ตกแล้วตกอีก… ไม่รู้จักเข็ด… เพราะว่าเริ่มชินเสียแล้วนี่เน๊าะ… กาลเวลาผ่านไปอีกหลายแสนกัปต่อมา… ค้นพบทางตรงด้วยตนเอง… ก็เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า… อ๊ะ… อ๊ะ… ตั้งศาสนาด้วย… ก็เป็นพระพุทธเจ้า… หรือตรงกันข้ามอีกหลายแสนกัปต่อมา… ก็ยังคงวนเวียนหาทางอยู่… หายังไงก็หาไม่เจอ… จนมีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้… และตั้งเป็นศาสนามาโปรดสัตว์… อ้าวนั่นพระพุทธเจ้านี่… เราไปเป็นสาวกของท่านดีกว่า… ก็หลุดพ้นไปตามเหตุปัจจัย… แต่ถ้าไม่เป็นไปตามนั้น… อ้าวนั่นใครหว่าคิดไม่เป็น… เห็นไม่เหมือนเราเลย… ต้องขัดขวางซะหน่อยล่ะ… ก็ไปเดินหาหนทางต่อไปอีกหลายแสนกัป… เอวังก็เป็นประการละฉะนี้…

สรุป… โอ้เอ๋ย… ไปทางไหนดีหว่า… ไปทางไหนดีหว่า… ไปเวียนตายเวียนเกิดที่ไหนดีหว่า… อิ อิ 8-)

> ทางสายรองอาจทำให้ไปถึงจุดหมายได้เร็วกว่าทางสายหลักก็ได้ ถ้าถูกกับจริตของ
> ผู้ปฏิบัติท่านนั้นๆ(แม้ว่าอาจดูผาดโผนเป็นไปไม่ได้สำหรับคนอื่นๆ) โดยความเห็น
> ส่วนตัวมีความเชื่อว่า การเจริญสติทำได้ทุกอริยาบถไม่มีข้อยกเว้น แต่อริยาบถไหน
> หรือ ณ สภาวะจิตอย่างไร จะได้ผลก้าวหน้าเร็วกว่า ขึ้นกับจริตของผู้ปฏิบัติด้วย

ทางสายรองที่คุณ WhiteSpirit ว่าเนี่ยเป็นอย่างไรหรือครับ… ลองเล่าให้ฟังบ้างสิ… ถ้าเร็วจริงก็จะลองเปลี่ยนทางเดินบ้างหน่ะครับ… ถ้าไม่เร็วจริงสำหรับผมก็ไม่เป็นไรครับ… จะยอมเสียเวลาอีกสักแสนกัป… หรือล้านกัปลองเดินดูบ้างไงครับ… อิ อิ 8-)

> ความถูกต้องเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมไม่สำคัญ...เพราะว่าการจะพิจารณาว่าสิ่งใด
> ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง เหมาะสมหรือไม่เหมาะสมจริงๆนั้น สรุปไม่ได้ง่ายๆนัก ถ้า
> เกิดมีการสรุปกันจริงๆจังๆขึ้นมา แค่จากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นข้อมูลผ่าน
> กระทู้ ก็เสี่ยงที่จะได้ข้อสรุปที่ไม่ถูกต้องได้

ดีครับ… ผ่าน Web เนี่ยไม่ค่อยดีเหมือนกันครับ… มันสื่อปรมัตถ์ไม่ได้หมดหน่ะครับ… เอ่อ… แล้วจะสื่อผ่านทางไหนกันดีล่ะครับ… เผื่อคุยกันได้ตรงจิตตรงใจ… เห็นปลายทางรำไรๆ ก็จะยกให้เป็นอาจารย์เลยดีไหมครับ… อิ อิ 8-)

> ความคิดเห็นก็คือความคิดเห็น แม้ว่าความคิดเห็นบางอันได้ข้อสรุปจากการอ่านตำรา
> หลายๆเล่ม และบางความคิดเห็นได้ข้อสรุปจากประสบการณ์ในการปฏิบัติ
> แต่ทั้ง ๒ อย่างนี้ไม่ได้มีความแตกต่างกันเลย ประสบการณ์ที่ได้รับในการปฏิบัติก็แฝง
> ไปด้วยความคิดเห็น หนังสือตำราต่างๆก็คือที่รวบรวมความคิดเห็นและประสบการณ์
> สำคัญก็คือมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง เปลี่ยนแปลงไปบ้าง ในความคิดความเห็นของผู้อ่าน

ใช่ครับ… ความคิดเห็นก็คือประสบการณ์ที่ได้จากการปฏิบัติ… แล้วเอาไปเขียนเป็นตำรา… แต่คนเขียนหน่ะเขาผ่านประสบการณ์ตรงมานะครับ… ถึงเอามาเขียนได้เป็นตุเป็นตะไงครับ… ( เอ… แต่บางคนก็ลอกเขามาเขียนนะครับ )… เรียกว่าชิมน้ำตาลมาด้วยตนเองแล้ว… จะให้อธิบายยังไง… แง่มุมไหนก็อธิบายได้หมดจดทุกแง่ทุกมุม… ไม่มีลังเลสงสัยอีกแล้ว… เรื่องน้ำตาลหน่ะ… อย่างเรื่องนิพพานเนี่ย… ให้ไปอ่านมาสัก 100,000 เล่ม… ก็อธิบายไม่ได้หมดจดหรอก… เพราะนิพพานเป็นปรมัตถ์สัจจะ… ไม่ใช่สมมติบัญญัติสัจจะง่ะ… ต้องชิมเองถึงจะรู้ไง… อิ อิ 8-)

> เรื่องประสบการณ์ รู้สึกว่าจะมีหลายๆท่านเล่าได้ดีอยู่แล้ว :-)
> แนวทางการปฏิบัติธรรม...และผลการปฏิบัติธรรม ก็มีผู้ถ่ายทอดได้ดีอยู่แล้ว
> เปลี่ยนเป็นสนทนาในเชิงการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทัศนคติบ้าง ถือว่าเป็นของเสริมก็แล้วกัน

เอาน่า… หน่ะ… นะ… บอกมาเถอะว่าปฏิบัติอย่างไร… จะได้ไปลองดูมั่งง่ะ… หน่า… นะ… บอกมาเถอะ… อย่าปิดอย่าบังไปเลย… นึกว่าเป็นธรรมทานแล้วกันหน่ะ… นะ… อิ อิ 8-)

เรื่องแลกเปลี่ยนหน่ะ… ได้อยู่แล้ว… ไม่มีใครรู้ไปหมดทุกเรื่อง… หรือรู้ไปหมดทุกอย่างหรอก… ( แต่เอ… นึกได้ว่ามีนอสตาดามุสอีกคน… รู้มากจริงๆ นะ )… แต่ที่สำคัญ… ต้องมีข้อสรุปที่ถูกต้องตรงตามสภาวะธรรมตามความเป็นจริงนะ… แบบว่าไม่ใช่ข้อสรุปที่เป็นไปตามสภาวะธรรม+กิเลสที่เป็นจริงง่ะ… ไม่ใช่อะไรหรอกเดี๋ยวคนอื่นที่เขายังมีความลังเลสงสัยมาอ่านเข้า… จะกลายเป็นว่าพากันกอดคอเดินไปบนถนนของกิเลสหน่ะ… อิ อิ 8-)

> ขอบคุณ สำหรับเรื่องราวความคิดเห็นเพิ่มเติมของคุณพัลวัน และคุณโจ้โจ้อ่านแล้วสนุกดี
> มีสาระประโยชน์ชวนให้ติดตาม :-)

ถ้าอ่านแล้วรู้สึกสนุกก็อย่าลืมดูจิตนะครับ… เดี๋ยวไปติดสนุกเข้า… กลายเป็นกิเลสนะ… อิ อิ 8-)

ด้วยความนับถือครับ… นับถือ… นับถือ…


เอ… จะตอบแทนคุณโจโจ้ดีป่าวหว่า… อ๊ะ… ไม่เอาดีกว่าให้คุณโจโจ้มาตอบเอง… แล้วค่อยมาเสริมดีกว่าง่ะ… อิ อิ 8-)

 จากคุณ : สนทนาธรรม [ 30 ก.ค. 2542 / 13:41:34 น. ]
     [ IP Address : 202.44.216.140 ]


 ความคิดเห็นที่ 61 : (WhiteSpirit)

ตอบ คุณโจโจ้

ไม่ถือว่าเป็นคำถาม ถือว่าเป็นการแสดงความเข้าใจส่วนตัว ถูกผิดหรือคิดเห็นอย่างไร
ไม่ตรงกันคุณโจโจ้หรือท่านอื่นๆก็ลองวิจารณ์ แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม

โดยส่วนตัวไม่ค่อยเห็นด้วยกับการใช้ศัพท์คำว่าแยกตัวผู้รู้มากนัก น่าจะใช้คำว่าพัฒนา
ตัวผู้รู้มากกว่า เมื่อทำความรู้ตัวได้จริง จะรู้สึกได้ทุกประสาทสัมผัสตามที่มันเป็นจริง
ไม่มีการหลงหรือขาดสติได้ง่ายๆ

ในกรณีที่ความรุนแรงของอารมณ์ที่เสพ เกินกว่ากำลังของสติหรือตัวผู้รู้ และต้องการ
รักษาสติสัมปชัญญะไว้ ตัวจิตผู้รู้ก็สามารถจะงดเว้นการเสพอารมณ์นั้น หรือจะลด
ปริมาณการเสพไม่ให้เกินกว่ากำลังของสติและตัวผู้รู้ หรือตัดการรับรู้ทางผัสสะนั้นๆ
ไปเลยก็ได้ แล้วแต่เทคนิคความถนัดของแต่ละคน ถ้างดเว้นการเสพอารมณ์ ความรู้สึก
ผัสสะก็ยังมีอยู่ ถ้าตัดการรับรู้ผัสสะการรับรู้ผ่านทางผัสสะนั้นๆก็ไม่มี ทั้ง ๒ วิธีนี้จิต
ก็จะผ่องใส ถ้าจิตพยายามกำหนดปริมาณการเสพอารมณ์แต่พอไม่ให้เกินกำลังของ
สติจะทนได้ วิธีนี้จิตจะไม่ผ่องใสแต่จะมีโอกาสพิจารณา สภาวะจิตมีโทสะไม่มีโทสะ
จิตมีราคะไม่มีราคะ นานๆเข้าจิตก็มีกำลังเข้มแข็งทนทานต่อกิเลสเพิ่มขึ้น จิตมีโทสะก็รู้
จิตมีราคะก็รู้ แต่ราคะโทสะไม่มีผลอะไรต่อสติการนึกคิดตัดสินใจของผู้ปฏิบัติอีกต่อไป
(ผู้ปฏิบัติเซ็นเน้นวิธีสุดท้ายนี้)

วิธีการตัดการรับรู้ทางผัสสะหรืองดเว้นการเสพอารมณ์ จะทำได้ต้องอาศัยกำลังสมถะ
ช่วย คือต้องเจริญสมถะให้สม่ำเสมอ ถ้าเมื่อไรอยู่ในสภาวะที่กำลังสมถะอ่อนแอร่างกาย
ไม่สบาย หรือไม่ได้ทำสมาธิมาหลายวัน ก็ยังอาจเกิดการเสพอารมณ์ทำให้ขาดสติได้

ตอบ คุณสนทนาธรรม

เรื่องทางสายเอกสายรอง เป็นการยกมาแสดงเชิงอุปมาอุปมัยให้เข้าใจ
เรื่องการปฏิบัติถ้าสนใจแนวทางพุทธศาสนาแบบเซ็น ให้ลองหาหนังสือสูตรของเว่ยหล่าง
คำสอนของฮวงโป หรือหนังสือเกี่ยวกับเซ็นอื่นๆมาลองอ่านดูก่อน จริงๆจะปฏิบัติตาม
แนวทางไหนก็ไม่สำคัญ ขึ้นกับความจริงจังในการปฏิบัติด้วย ปฏิบัติตามแนวทางของ
พระป่าก็ดีอยู่แล้ว...มีครูบาอาจารย์คอยให้คำปรึกษาได้มากกว่า

 จากคุณ : WhiteSpirit [ 30 ก.ค. 2542 / 19:12:41 น. ]
     [ IP Address : 161.200.255.162 ]


 ความคิดเห็นที่ 62 : (นิดนึง)

มาฟังเทศน์คุณสนทนาธรรมค่ะ
เทศน์เก่งจังค่ะ

 จากคุณ : นิดนึง [ 30 ก.ค. 2542 / 19:16:39 น. ]
     [ IP Address : 202.28.18.19 ]


 ความคิดเห็นที่ 63 : (จัสมิน)

^.^

 จากคุณ : จัสมิน [ 30 ก.ค. 2542 / 21:25:52 น. ]
     [ IP Address : 203.149.11.193 ]


 ความคิดเห็นที่ 64 : (เฮ้อ!)

             แขวะกันจัง 
            

 จากคุณ : เฮ้อ! [ 30 ก.ค. 2542 / 23:16:34 น. ]
     [ IP Address : 202.183.231.74 ]


 ความคิดเห็นที่ 65 : (นายโจโจ้)

ครับ =)

ความไม่เห็นด้วย เป็นเรื่องของสัญญาที่มีต่อภาษาซึ่งเป็น
matter ครับ นั่นคงเป็นเหตุว่าทำไมแต่ละคนจึงต้องปฏิบัติ จึงจะ
รู้ได้เฉพาะตน บรรยายไม่ได้ และโดยมากมักจะเปล่าประโยชน์ถ้า
จะเถียงกัน เว้นเสียแต่ว่าใครจะยอมรับให้บรรยายวาระจิตของตน
โดยที่ตนเองยอมรับมิจฉาทิฏฐิของตนเองอย่างแท้จริง ก็จะก้าวหน้า
ต่อไปได้เอง

ถ้าไม่ยอมรับ ก็ยังไปไม่ได้ครับ

ผมเคยผ่านขั้นตอนเหล่านี้มาเมื่อประมาณกลางปลายปี 41 ครับ

สภาวะผู้รู้ที่เป็นพุทธะที่จิตจะ รู้ ตื่น เบิกบานนั้น ก็
เป็นสภาวะที่โยคีที่ไม่ได้ปฏิบัติตามศาสนาพุทธใช้คำเรียกว่า
nati nati ซึ่งแปลว่า นั่นก็ไม่ใช่ นี่ก็ไม่ใช่ ซึ่งผมว่ามัน
คงเหมือนกับคำว่า ปัจจตังน่ะครับ

ถ้าจะยึดคำว่าพัฒนาตัวผู้รู้ ไม่ใช่ครับ แย้งได้ตรงๆ เพราะ
ผู้รู้นั้นก็คือผู้รู้ เป็นผู้รู้อยู่เสมอ ตัวอวิชชาตะหากที่
ครอบงำและทำให้เกิดความหลงไปตามอารมณ์

สิ่งที่ผมทำคือปฏิบัติธรรมโดยการตามดูจิตจนรู้ตัวว่านี่เราคิด
นี่อารมณ์ นี่ความทะยานอยากนะ เห็นบ่อยๆเข้าก็จะชัดขึ้นพอเห็น
ชัดก็เรียกว่าญาณ พอเกิดญาณก็จะไปเกิดความรู้ชัดหรือปัญญาได้
ต่อไปเมื่อพิจารณาเหตุแห่งทุกข์นี้และเห็นไตรลักษณ์ชัดเจน

เมื่อเห็นได้ชัดขึ้นนั้น จิตจะปราณีตขึ้น สงบลง และส่งออกนอก
น้อยลง มีโอกาสในการพิจารณาอวิชชาที่ละเอียดขึ้นในลำดับต่อไป
จนในที่สุดก็จะละได้ แต่ตราบใดที่จิตยังขึ้นกับสิ่งประดิษฐ์
ของมนุษย์ ขยึดกับของในระดับกาย ระดับความคิด โอกาสที่จะย้อน
กลับเข้าไปรู้จักกับจิตตัวเองนั้น ผมยังไม่เคยพบคนที่ทำได้ครับ

จำคำหลวงปู่ดุลย์ได้ไหมครับ

ทุกข์ สมุห์ทัย นิโรธ มรรค หรืออริยสัจจ์ 4 คืออะไร

จิตส่งออกนอก คืออะไร
ผลของจิตส่งออกนอก คืออะไร
จิตเห็นจิต คืออะไร
ผลของจิตเห็นจิต คืออะไร

ทบทวนดูดีๆนะครับ ทุกอย่างลงตัวกันอย่างสวยงามจริงๆ

ใครที่ปฏิบัติแล้ว จะไม่เสียเวลาแย้งเลยครับ มีแต่จะพูดเป็น
เสียงเดียวกันว่า ธรรมะที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้  ช่างมหัศจรรย์
เสียจริงๆ

ธรรมชาติของจิตนั้นเป็นพุทธะในตัวเองอยู่เสมอครับ ไม่ต้องพัฒนา
สิ่งที่ต้องลด คือลดความหลง สิ่งที่ต้องพัฒนาคือตัวเราครับ
มิใช่ตัวผู้รู้

 จากคุณ : นายโจโจ้ [ 31 ก.ค. 2542 / 07:46:49 น. ]
     [ IP Address : 202.57.128.1 ]


 ความคิดเห็นที่ 66 : (นายโจโจ้)

อ้อ ผมเป็นชาวคริสต์ นิกายคาทอลิกนะครับ =)

 จากคุณ : นายโจโจ้ [ 31 ก.ค. 2542 / 07:50:06 น. ]
     [ IP Address : 202.57.128.1 ]


 ความคิดเห็นที่ 67 : (นายโจโจ้)

เห็นคุณ WhiteSpirit ยังไม่มา เขียนอีกนิดนะครับ... =)

สิ่งที่ควรจะพัฒนาก็คือสติและสัมปชัญญะ หรือให้ รู้ตัว หรือ
"ตื่น" นั่นแหละครับ เมื่อตื่นแล้วก็ไม่ต้องห่วงเลยว่าไม่เบิกบาน =)

แม้แต่คำสอนในศาสนาคริสต์ยังบอกชัดเจนเลยครับว่าให้รักษาและ
ทำตัวให้มีสติสัมปชัญญะให้ได้มากที่สุด ถ้าจำไม่ผิดคือใน
1 เปโตร 4:7 ครับ ถ้ามีใครสนใจจริงๆจะไปค้นมาให้ครับ

 จากคุณ : นายโจโจ้ [ 1 ส.ค. 2542 / 21:24:26 น. ]
     [ IP Address : 203.149.9.254 ]


 ความคิดเห็นที่ 68 : (สันตินันท์)

ผมไปต่างจังหวัดมาสัปดาห์หนึ่งครับ
กลับมาดูกระทู้นี้แล้วต้องขอบคุณคุณ WhiteSpirit
คุณพัลวัน คุณสนทนาธรรม คุณ rising_sun และคุณ jojo
ที่ทำให้กระทู้นี้มีสีสันด้วยความคิดที่หลากหลาย

พวกเราหลายคนอาจจะไม่รู้จักคุณ WhiteSpirit
ท่านผู้นี้ไม่ใช่แค่นักอ่านหนังสือนะครับ
เมื่อต้นปีนี้ ท่านหายเข้าป่าไปปฏิบัติมาหลายเดือนทีเดียว
แต่ยังไม่ยอมเล่าประสบการณ์
ผมก็หวังว่า วันหนึ่งท่านจะอนุเคราะห์เพื่อนฝูงบ้าง เมื่อท่านเห็นว่าเป็นเวลาที่เหมาะสม

มีประเด็นหนึ่งต้องขอแก้ข่าวครับ ตรงที่ผมกล่าวว่า "พี่เจ้าชาติ หลอก" นั้น
ผมไม่ได้หมายความว่า พี่เจ้าชาติ "หลอกลวง" นะครับ
ที่กล่าวอย่างนั้นก็โดยถือวิสาสะว่ารู้จักคุ้นเคย เคารพนับถือพี่เจ้าชาติมานานแล้ว
และเห็นว่าเรื่องที่พี่นำมาเล่า คงเป็นเรื่องคุยกันเล่นๆ ไม่จริงจังเท่านั้น
เพราะโดยความเห็นส่วนตัวเห็นว่าเป็นไปไม่ได้จริง
(บางท่านอาจจะเห็นเป็นอย่างอื่น อันนี้แล้วแต่ประสบการณ์ครับ)
ผมไม่เคยคิดร้ายต่อพี่เจ้าชาติ ซึ่งเป็นพี่คนเดียวที่ผมมีอยู่ใน net
แต่เมื่อเขียนไม่ชัดเจนก็กราบขออภัยนะครับ _/\_

 จากคุณ : สันตินันท์ [ 2 ส.ค. 2542 / 08:54:54 น. ]
     [ IP Address : 203.151.110.192 ]


 ความคิดเห็นที่ 69 : (WhiteSpirit)

ตอบ คุณโจโจ้

ปัญหาส่วนใหญ่ในการเข้าใจ ก็คงเป็นเรื่องสัญญาของแต่ละคนที่มีต่อภาษา
อย่างที่คุณโจโจ้กล่าวไว้

เท่าที่อ่านดูก็ต้องขอแสดงความยินดี ขออนุโมทนา กับความก้าวหน้าในธรรม
ของคุณโจโจ้ ยิ่งคุณโจโจ้ เป็นชาวคริสต์ด้วย ก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี
อย่างยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีก โดยส่วนตัวยังรู้จักศาสนาคริสต์ไม่มากนัก แต่เท่าที่พอ
มีความรู้อยู่บ้าง มีความเห็นว่าแบบอย่างคำสอนวิธีการปฏิบัติของพระเยซูนั้น
เทียบได้กับพระโพธิสัตว์องค์หนึ่งเลยทีเดียว

การที่พระเยซูจำเป็นต้องอาศัยศรัทธาและความรัก นำหน้าการใช้สติปัญญาใน
การสอนก็เพราะว่า ท่านอยู่ในยุคที่จักรวรรดิโรมันกำลังมีอำนาจ มีสงคราม
การเข่นฆ่าและความหวาดกลัวอยู่ทั่วไป  จะสอนให้คนทั่วไปมานั่งใช้สติปัญญา
พิจารณา หรือเจริญภาวนาคงไม่เหมาะสม เป็นไปได้ยาก จึงต้องอาศัยศรัทธา
และความรักเป็นสิ่งสำคัญ ในการขจัดความเกลียดกลัวและสร้างความสงบ

เกี่ยวกับคำว่าการพัฒนาตัวผู้รู้นั้น จะใช้คำนี้ได้หรือไม่ เหมาะสมหรือไม่เหมาะสม
ผมเองเห็นว่าพอจะใช้ได้อยู่บ้าง ถ้าเราไม่ตีความหมายตัวผู้รู้นี้ว่าเป็นพุทธจิต
แต่ถ้าตีความว่าตัวผู้รู้นี้คือพุทธจิตเท่านั้น ความหมายก็คงเป็นไปตามที่คุณโจโจ้
แสดงไว้ที่ว่าไม่ต้องมีการพัฒนาอีก

พอดีกระทู้นี้ยาวมากแล้ว กว่าจะ Load ได้ต้องใช้เวลานานมาก และหลายครั้ง
ไปหากระทู้ใหม่ สั้นๆว่างๆข้างบนคุยกันดีกว่า

ยินดีที่ได้สนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคุณโจโจ้ :-)

ตอบ คุณสันตินันท์

ประสบการณ์เก่าๆ ก็ค่อนข้างลางเลือนไปทุกวัน ประสบการณ์ใหม่ๆ ก็ไม่ค่อย
มีอะไร ส่วนใหญ่เป็นแต่เรื่องจิตสังขาร ไม่มีความรู้สึกว่ามีอะไรน่าเล่าเท่าใด

เห็นด้วยที่หลายๆเรื่อง ถ้าขาดพุทธพจน์ยืนยัน น่าจะกล่าวว่าโดยประสบการณ์
หรือความคิดเห็นส่วนตัวกำกับ ซึ่งก็คงไม่มีปัญหาอะไร ทุกคนยอมรับสิทธิใน
การแสดงความคิด ทัศนคติส่วนตัว เดี๋ยวผู้อ่านก็ไปพิจารณากันเอง

ความคิดเห็นหรือทัศนคติที่ว่า เรื่องนั้นเรื่องนี้มีแต่เราเท่านั้นที่ทำได้ หรือเรื่องนั้น
เรื่องนี้เราทำไม่ได้ก็ไม่มีคนอื่นทำได้ด้วย พระท่านว่าเป็นกิเลสชื่อว่ามานะ นะครับ

 จากคุณ : WhiteSpirit [ 2 ส.ค. 2542 / 15:49:34 น. ]
     [ IP Address : 161.200.255.162 ]


 ความคิดเห็นที่ 70 : (สนทนาธรรม)

สาธุ... สาธุ... สาธุ  สวัสดีครับทุกๆ คน... 8-)  นั่นนะสิครับ... กิเลสตัวมานะเนี่ย... สำคัญทีเดียวนะครับ... เป็นอัตตาอันเขื่องทีเดียว... ถ้ารู้ไม่เท่าทันเสียแล้ว... หลงภาคภูมิใจในตนเองก็เสร็จมันแน่ๆ... ใครมีกิเลสตัวนี้อยู่... เมื่อรู้แล้วก็พยายามละๆ มันเสียเถอะครับ... ต่อไปจะได้ไม่เป็นทุกข์ไง... ไม่ต้องมานั่งเล่าร้อนเพราะนายมานะอ่ะ... อิ อิ 8-)

 จากคุณ : สนทนาธรรม [ 3 ส.ค. 2542 / 08:13:49 น. ]
     [ IP Address : 202.44.216.124 ]


 ความคิดเห็นที่ 71 : (สนทนาธรรม)

ขอแก้คำผิดนะครับ... อิ อิ 8-)  ไม่ต้องมานั่งเล่าร้อน... เป็น... ไม่ต้องมานั่งเร่าร้อน... อิ อิ 8-)  เดี๋ยวเข้าใจผิดกันเพราะสมมติบัญญัติไปว่า... ไม่ต้องมานั่งเล่าเรื่องร้อนๆ ง่ะครับ... อิ อิ 8-)

 จากคุณ : สนทนาธรรม [ 3 ส.ค. 2542 / 08:20:50 น. ]
     [ IP Address : 202.44.216.124 ]


 ความคิดเห็นที่ 72 : (นายโจโจ้)

ผมไม่เห็นประเด็นอะไรแล้วครับ =) เพียงความเข้าใจว่า  สัญญาที่มีต่อภาษานั้นเป็นจินตมยปัญญา หรือเป็นภาวนามยปัญญา  และปัญญาสองชนิดนนี้ต่างกันอย่างไร ก็ดูจะเพียงพอแล้วครับ    สิ่งที่ผมชี้แจง ก็อย่างที่ได้เรียนไปแล้ว ว่าผู้ที่ปฏิบัติ  แล้ว พูดเป็นเสียงเดียวกันครับ    <p> ถือโอกาสทดสอบ HTML tag ไปด้วยเลยครับ =)

 จากคุณ : นายโจโจ้ [ 4 ส.ค. 2542 / 05:37:48 น. ]
     [ IP Address : 202.57.128.31 ]


 ความคิดเห็นที่ 73 : (โอม)

ผมพิมพ์ไม่ค่อยเก่ง ขอแสดงความคิดเห็นสั้น ๆ นะครับ    - การเสพกามไม่น่าจะเป็น กรณีที่ปุถุชนธรรมดาจะมายกเป็นข้อพิจารณาเป็นพิเศษในขณะนี้ เพราะเราน่าจะเน้นไปที่ คุณธรรมระดับ โสดาบัน ก่อนน่าจะง่ายกว่าเน้นไปที่ คุณธรรมของพระอนาคามี    - โสดาบัน ยังละกามไม่ได้ ยังมีครอบครับ ยังแต่งงาน ยังมีลูก แม้กระทั่ง หนีตามผู้ชาย เพราะมีกิเลสตัณหาในกามยังมีอยู่ เช่นที่มีในพระไตรปิฎก ซึ่งผมจำรายละเอียดไม่ได้ (สังโยชน์ 10 พระโสดาบันละได้แค่ 3 คือ สักกายทิฐิ วิจิกิจฉา ศีลพตปรามาส ซึ่งไม่มี กามฉันทะอยู่ - ขออภัยถ้าพิมพ์ผิด)    - การปฏิบัติให้ได้มาซึ่งคุณธรรมระดับโสดาบัน ผมคิดว่า น่าจะเป็นการปฏิบัติตามมรรค 8 ข้อแรก คือ สัมมาทิฐิ ก็เพียงพอ    - สัมมาทิฐิ  ความเห็นชอบ ในที่นี้คือ ซึ่งปฏิบัติโดย การพิจารณากายให้เห็นเป็นไปตามความจริง คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวตน    - คนที่เห็นว่ากายของตน ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน แล้ว ย่อมจะละสังโยชน์ข้อแรกได้ คือ สักกายทิฐิ นั่นเอง    - เมื่อละสักกายทิฐิได้ ย่อมหมดความสงสัยในพระพุทธองค์ นั้นคือ ละ วิจิกิจฉาได้    - เขาก็จะเป็นผู้ที่รู้จักศีล อย่างแท้จริง คือละ ศีลพัตปรามาส ได้    - ละ 3 อย่างแล้ว เขาไม่ใช่ใคร คือ พระโสดาบันนั่นเอง    ขอแค่นี้นะครับ ผิดถูกอย่างไร ขอพิจารณาเอาเองครับ สาธุ _/|\_

 จากคุณ : โอม [ 4 ส.ค. 2542 / 17:39:22 น. ]
     [ IP Address : 203.151.2.159 ]


 ความคิดเห็นที่ 74 : (Algo OS)

อนุสัย
เหตุ-ปัจจัย
ครับ

 จากคุณ : Algo OS [ 5 ส.ค. 2542 / 21:31:44 น. ]
     [ IP Address : 203.149.16.77 ]


 ความคิดเห็นที่ 75 : (3746)

มาอ่านครับมาหลายครั้งแล้วแต่ผมไม่ค่อยมีความรู้ครับ
........พอได้อ่านทั้งหมด..ของท่านผู้ตอบทุกๆท่าน
ผมก็รู้ จักอารมณ์ ของผมดีขึ้นจริงๆๆ  อิอิอิ (อนัตตาหนอ)

 จากคุณ : 3746 [ 6 ส.ค. 2542 / 23:04:03 น. ]
     [ IP Address : 202.47.250.203 ]


 ความคิดเห็นที่ 76 : (นายโจโจ้)

เรียนคุณโอม

ถ้าปุถุชนไม่ควรพิจารณาการเสพกาม ถ้าอย่างนั้น ฆารวาสที่บรรลุ
ธรรมตอนเช้า ที่ในคืนก่อนนั้นยังหลับนอนอยู่กับภรรยานั่นล่ะครับ?

จะบรรลุได้อย่างไร

คนเราสามารถบำเพ็ญบารมีทางทำได้ด้วยการทำความรู้ตัวครับ

การคิดหรือสรุปโดยยังมิได้ปฏิบัติจนเห็นจริงด้วยตนเอง เป็นสัมมาทิฏฐิหรือเปล่าครับ?

 จากคุณ : นายโจโจ้ [ 7 ส.ค. 2542 / 07:45:11 น. ]
     [ IP Address : 202.44.216.115 ]


 ความคิดเห็นที่ 77 : (นายโจโจ้)

แก้ที่ผิดครับ =) บารมีทางธรรม ฮ่ะๆๆ

 จากคุณ : นายโจโจ้ [ 7 ส.ค. 2542 / 07:46:10 น. ]
     [ IP Address : 202.44.216.115 ]


 ความคิดเห็นที่ 78 : (โอม)

ผมเห็นด้วยกับคุณโจโจ้นะครับ เพียงแต่ว่าธรรมขั้นใดละครับที่เหมาะสม การพิจารณาเรื่องเสพกามนั้นดีอยู่ และผู้นั้นหากพิจารณาให้มาก เมื่อบรรลุธรรมน่าจะถึงขั้นอนาคามีได้อย่างง่ายดาย แต่บางคนอย่างนางวิสาขาที่ยังมีครอบครัว มีบุตรมากมาย ยังชอบแต่งตัวอยู่นั้น คงไม่ได้เน้นการพิจารณาเรื่องเสพกาม และบรรลุธรรมไม่ถึงขั้นอนาคามี เพียงแค่โสดาบันเท่านั้น(ไม่อยากจะใช้คำว่าแค่...เท่านั้นเลย ดูเหมือนง่ายเกินไป) ซึ่งผมประเมินเองว่าน่าจะง่ายกว่าอนาคามีมากครับ ไม่เช่นนั้นนางวิสาขาคงไม่หยุดตรงโสดาบันนานหรอกครับ สมัยพระพุทธองค์ผู้บรรลุธรรมหลายท่านบรรลุในขณะฟังธรรม แสดงว่าท่านเหล่านั้นใช้ความคิดพิจารณาตามที่พระพุทธองค์กำลังสอน ดังนั้นการใช้ความคิดพิจารณาน่าจะเป็นพื้นฐานที่จะเกิดสัมมาทิฐิได้ ซึ่งไม่ว่าจะปฏิบัติแนวไหนเป้าหมายก็เดียวกันเพียงแต่ให้ถูกจริตเท่านั้น เพียงแต่เน้นคนละจุด บางท่านเน้นสติ-สมาธิ ซึ่งเป็นมรรคข้อหลัง ๆ (7-8) ส่วนผมเห็นว่าควรเน้นข้อแรกก่อนเท่านั้นครับ ขอผู้ที่อ่านพบกรุณาอย่าเชื่อผมนะครับ เพราะไม่ได้เกิดจากการปฏิบัติเอง แต่เกิดจากการศึกษาจากผู้รู้เท่านั้นครับ ผมยังไม่เป็นสัมมาทิฐิที่แท้จริงครับ ผู้รู้ที่กล่าวนั้น ท่านก็เทศน์ที่ศาลาลุงชินอยู่บ่อย ๆ นาครับ (ขออภัยที่ไม่ระบุว่าเป็นใคร เนื่องจากไม่อยากให้เกิดโอกาสที่จะมีความขัดแย้งในระดับสูงกว่านี้ - ใครอยากทราบเมล์ถามได้ครับที่ sukit@bpe.co.th) ขอบคุณ

 จากคุณ : โอม [ 9 ส.ค. 2542 / 09:35:26 น. ]
     [ IP Address : 203.151.2.159 ]


 ความคิดเห็นที่ 79 : (Cybercom)

สำเร็จ หรือ  ไม่  ใจ  ตัวเองเท่านั้น
ที่รู้   จิต สงบ เข้าถึง  ธรรม
ท้ายสุด  ก็  ไม่ยึดแม้ ธรรม อันใด

 จากคุณ : Cybercom [ 9 ส.ค. 2542 / 23:02:09 น. ]
     [ IP Address : 203.154.76.204 ]


 ความคิดเห็นที่ 80 : (นายโจโจ้)

ความเห็นผมในประเด็นนี้คืออ

ใครจะถึงเร็วถึงช้า เป็นเรื่องเฉพาะตัวที่คนอื่นไม่สามารถบังคับได้ครับ สิ่งที่เราพอจะให้กันได้คือปัจจัยที่เอื้อให้จิตแต่ละจิตหรือคนแต่ละคนเติบโตไปตามความเหมาะสมของเขาครับ ดังนั้น การเสนอแนวความคิดที่ว่าควรหรือไม่ควรปฏิบัตินั้น จึงเป็นเรื่องเฉพาะตนที่แต่ละคนที่จะเลือกทางปฏิบัติของตนเอง

ในขณะเดียวกันก็ควรช่วยกันเตือนสติหรือช่วยฉุดดึงกันตามสมควรเมื่อกัลยาณมิตรเกิดปัญหาในการปฏิบัติ หรือเดินออกนอกทางไปด้วยเหตุอันใดก็ตาม

=)

 จากคุณ : นายโจโจ้ [ 10 ส.ค. 2542 / 09:57:51 น. ]
     [ IP Address : 203.149.34.173 ]


 ความคิดเห็นที่ 81 : (อนัตตา)

คุณ จิตฐิ ได้ยกกระทู้นี้ขึ้นใหม่ ที่ #248 คงเป็นเพราะมันยาวเกินไป ทำให้ Load แต่ละครั้งนานมาก
ดังนั้นกระทู้ #162 น่าจะหยุดไว้แค่นี้ เอาไว้อ่านอย่างเดียว ใครต้องการ Post เพิ่มเติม ขอเชิญที่ #248 ครับ

 จากคุณ : อนัตตา [ 10 ส.ค. 2542 / 14:20:40 น. ]
     [ IP Address : 203.151.2.159 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!