ความคิดเห็นที่ 60 : (สนทนาธรรม)
สวัสดีครับคุณ WhiteSpirit
8-)
ขออนุญาตยกข้อความมาบ้างนะครับ
อิ อิ 8-) > แง่มุมที่ต้องการสื่อก็คือ...แม้ว่าความคิดเห็นของท่านจะถูกต้อง หรือทางที่ท่านกำลัง > เดินอยู่เป็นทางสายเอกหรือทางสายหลัก ไม่ได้หมายความว่าความคิดเห็นที่ดูเหมือน > ไม่ตรงหรือขัดแย้งกับความคิดเห็นของท่านจะเป็นความคิดเห็นที่ผิด ทางสายโทหรือ > สายรองๆนั้นมีอยู่ และสามารถทำให้ผู้เดินทางไปถึงเป้าหมายเดียวกันได้เช่นเดียวกัน
อ๋อครับ
พอเข้าใจแล้วหล่ะครับ
ว่ามีทางสายอื่นอยู่อีก
พุทโถ้เอ๋ย
ถ้าบอกแบบนี้ตรงๆ ตั้งแต่แรกละก็
คงจะเข้าใจกันเป็นนานสองนานแล้วหล่ะครับ
อิ อิ 8-)
ดีครับ
จริงๆ แล้วอุปนิสัยของผมก็ชอบทางวิบากหน่ะครับ
เป็นคนขี้สงสัยเหมือนกันครับ
ถ้าไม่รู้อะไรจริงจังจนทะลุปุโปร่ง
ก็จะไม่ยอมแพ้ และถอยง่ายๆ เหมือนกันครับ
แต่มาระยะหลังๆ นี้
ก็ชักจะเบื่อแล้วหล่ะครับทางวิบากหน่ะ
มีเยอะเหลือเกิน
เก็บเท่าไหร่ก็ไม่หมดเสียที
บางทีอาจจะทำให้หลงทางก็ได้
ไม่รู้ว่าจะต้องเสียเวลาไปอีกกี่แสนกัปหน่ะครับ
อิ อิ 8-)
ตอนนี้แม้กำลังเดินทางสายเอกอยู่
( ใช่ป่าวว๊า )
แต่สายตาก็ชำเลืองมองไปทางซ้ายและทางขวาเหมือนกันครับ
อย่างเช่นกำลังเดินทางสายเอกอยู่
และบังเอิญเหลือบมองไปเห็นมีคนกำลังเดินอยู่ในทางสายโท
สายตรี
หรือสายจัตวาด้วย
ใจก็คิดว่า
เอ๋
คนส่วนใหญ่พวกนั้นเขาเดินไปไหนกันหว่า
แล้วเรามาเดินทำอะไรอยู่นี่คนเดียว
เราคงจะเดินไปผิดทางละมั๊ง
ไม่เห็นมีคนเดินเลย
เอ้า
ลองเดินตามคนพวกนั้นไปดูดีกว่าง่ะ
อ้าวนั่น
ตรงนั้นมีทางแยกด้วย
เอ๋
ไปทางไหนดีหว่า
อ๊ะอ๊ะ
ตรงนั้นมีของเล่นด้วยง่ะ
ไปทางนั้นดีกว่าแวะไปดูก่อนว่ามีอะไรบ้าง
แวะชมธรรมชาติข้างทางก่อนนะ
เดี๋ยวค่อยกลับมาขึ้นทางตรง
ลองไปดูซิ
นั่นทางเกวียนนี่หว่า
เอ๋
ทำไมคนส่วนใหญ่มาเดินทางเกวียนกันล่ะ
ทางตรงที่ราบเรียบมีกลับไม่ยอมเดินกัน
สงสัยมันเรียบไปมั๊ง
คงจะไม่ชอบกันหน่ะ
คงชอบเดินทางขรุขระกัน
เอ
แต่ทางเกวียนนี้มีธรรมชาติสวยงามน่าชมเต็มเลย
ชักชอบแล้วสิ
( เริ่มเป็นโลภะแล้ว )
อ้าวไปต่อยังมีทางอื่นอีกนี่
เอ๊ะตรงนั้นมีอะไรหน่ะ
มีซอยด้วย
ไหนเข้าไปดูหน่อยซิ
อะว๊ายอะไรว๊ะนั่น
น่ากลัวชิบเป๋งเลยง่ะ
รู้งี้ไม่เข้ามาดีกว่า
( เริ่มเป็นโทสะแล้ว )
อ่า
มีทางไปต่ออีกนี่หว่า
เอ๋
ทางนี้ไม่มีอะไรเลยนี่
ไปทางไหนดีหว่า
( เริ่มเป็นโมหะแล้ว )
เดินไปเรื่อยๆ
ชักจะเหนื่อย
ซึมเซา
และหดหู่
กลับไปเดินทางตรงเหมือนเดิมดีกว่า
เดินไปเดินมาก็งั้นๆ แหละ
อ้าว
อ้าว
ทางตรงอยู่ทางไหนหว่า
ลืมไปแล้วง่ะ
จะกลับไปเดินทางตรงยังไงดีหว่า
( สังสารวัฏทำให้ลืม )
หลายแสนกัปต่อมา
ก็ยังคงเดินไปเดินมาอยู่บนทางเกวียนนั้น
บางทีก็ตกหลุมตกบ่อ
ตกน้ำตกท่า
ตกแล้วตกอีก
ไม่รู้จักเข็ด
เพราะว่าเริ่มชินเสียแล้วนี่เน๊าะ
กาลเวลาผ่านไปอีกหลายแสนกัปต่อมา
ค้นพบทางตรงด้วยตนเอง
ก็เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า
อ๊ะ
อ๊ะ
ตั้งศาสนาด้วย
ก็เป็นพระพุทธเจ้า
หรือตรงกันข้ามอีกหลายแสนกัปต่อมา
ก็ยังคงวนเวียนหาทางอยู่
หายังไงก็หาไม่เจอ
จนมีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้
และตั้งเป็นศาสนามาโปรดสัตว์
อ้าวนั่นพระพุทธเจ้านี่
เราไปเป็นสาวกของท่านดีกว่า
ก็หลุดพ้นไปตามเหตุปัจจัย
แต่ถ้าไม่เป็นไปตามนั้น
อ้าวนั่นใครหว่าคิดไม่เป็น
เห็นไม่เหมือนเราเลย
ต้องขัดขวางซะหน่อยล่ะ
ก็ไปเดินหาหนทางต่อไปอีกหลายแสนกัป
เอวังก็เป็นประการละฉะนี้
สรุป
โอ้เอ๋ย
ไปทางไหนดีหว่า
ไปทางไหนดีหว่า
ไปเวียนตายเวียนเกิดที่ไหนดีหว่า
อิ อิ 8-)
> ทางสายรองอาจทำให้ไปถึงจุดหมายได้เร็วกว่าทางสายหลักก็ได้ ถ้าถูกกับจริตของ > ผู้ปฏิบัติท่านนั้นๆ(แม้ว่าอาจดูผาดโผนเป็นไปไม่ได้สำหรับคนอื่นๆ) โดยความเห็น > ส่วนตัวมีความเชื่อว่า การเจริญสติทำได้ทุกอริยาบถไม่มีข้อยกเว้น แต่อริยาบถไหน > หรือ ณ สภาวะจิตอย่างไร จะได้ผลก้าวหน้าเร็วกว่า ขึ้นกับจริตของผู้ปฏิบัติด้วย
ทางสายรองที่คุณ WhiteSpirit ว่าเนี่ยเป็นอย่างไรหรือครับ
ลองเล่าให้ฟังบ้างสิ
ถ้าเร็วจริงก็จะลองเปลี่ยนทางเดินบ้างหน่ะครับ
ถ้าไม่เร็วจริงสำหรับผมก็ไม่เป็นไรครับ
จะยอมเสียเวลาอีกสักแสนกัป
หรือล้านกัปลองเดินดูบ้างไงครับ
อิ อิ 8-)
> ความถูกต้องเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมไม่สำคัญ...เพราะว่าการจะพิจารณาว่าสิ่งใด > ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง เหมาะสมหรือไม่เหมาะสมจริงๆนั้น สรุปไม่ได้ง่ายๆนัก ถ้า > เกิดมีการสรุปกันจริงๆจังๆขึ้นมา แค่จากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นข้อมูลผ่าน > กระทู้ ก็เสี่ยงที่จะได้ข้อสรุปที่ไม่ถูกต้องได้
ดีครับ
ผ่าน Web เนี่ยไม่ค่อยดีเหมือนกันครับ
มันสื่อปรมัตถ์ไม่ได้หมดหน่ะครับ
เอ่อ
แล้วจะสื่อผ่านทางไหนกันดีล่ะครับ
เผื่อคุยกันได้ตรงจิตตรงใจ
เห็นปลายทางรำไรๆ ก็จะยกให้เป็นอาจารย์เลยดีไหมครับ
อิ อิ 8-)
> ความคิดเห็นก็คือความคิดเห็น แม้ว่าความคิดเห็นบางอันได้ข้อสรุปจากการอ่านตำรา > หลายๆเล่ม และบางความคิดเห็นได้ข้อสรุปจากประสบการณ์ในการปฏิบัติ > แต่ทั้ง ๒ อย่างนี้ไม่ได้มีความแตกต่างกันเลย ประสบการณ์ที่ได้รับในการปฏิบัติก็แฝง > ไปด้วยความคิดเห็น หนังสือตำราต่างๆก็คือที่รวบรวมความคิดเห็นและประสบการณ์ > สำคัญก็คือมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง เปลี่ยนแปลงไปบ้าง ในความคิดความเห็นของผู้อ่าน
ใช่ครับ
ความคิดเห็นก็คือประสบการณ์ที่ได้จากการปฏิบัติ
แล้วเอาไปเขียนเป็นตำรา
แต่คนเขียนหน่ะเขาผ่านประสบการณ์ตรงมานะครับ
ถึงเอามาเขียนได้เป็นตุเป็นตะไงครับ
( เอ
แต่บางคนก็ลอกเขามาเขียนนะครับ )
เรียกว่าชิมน้ำตาลมาด้วยตนเองแล้ว
จะให้อธิบายยังไง
แง่มุมไหนก็อธิบายได้หมดจดทุกแง่ทุกมุม
ไม่มีลังเลสงสัยอีกแล้ว
เรื่องน้ำตาลหน่ะ
อย่างเรื่องนิพพานเนี่ย
ให้ไปอ่านมาสัก 100,000 เล่ม
ก็อธิบายไม่ได้หมดจดหรอก
เพราะนิพพานเป็นปรมัตถ์สัจจะ
ไม่ใช่สมมติบัญญัติสัจจะง่ะ
ต้องชิมเองถึงจะรู้ไง
อิ อิ 8-)
> เรื่องประสบการณ์ รู้สึกว่าจะมีหลายๆท่านเล่าได้ดีอยู่แล้ว :-) > แนวทางการปฏิบัติธรรม...และผลการปฏิบัติธรรม ก็มีผู้ถ่ายทอดได้ดีอยู่แล้ว > เปลี่ยนเป็นสนทนาในเชิงการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทัศนคติบ้าง ถือว่าเป็นของเสริมก็แล้วกัน
เอาน่า
หน่ะ
นะ
บอกมาเถอะว่าปฏิบัติอย่างไร
จะได้ไปลองดูมั่งง่ะ
หน่า
นะ
บอกมาเถอะ
อย่าปิดอย่าบังไปเลย
นึกว่าเป็นธรรมทานแล้วกันหน่ะ
นะ
อิ อิ 8-)
เรื่องแลกเปลี่ยนหน่ะ
ได้อยู่แล้ว
ไม่มีใครรู้ไปหมดทุกเรื่อง
หรือรู้ไปหมดทุกอย่างหรอก
( แต่เอ
นึกได้ว่ามีนอสตาดามุสอีกคน
รู้มากจริงๆ นะ )
แต่ที่สำคัญ
ต้องมีข้อสรุปที่ถูกต้องตรงตามสภาวะธรรมตามความเป็นจริงนะ
แบบว่าไม่ใช่ข้อสรุปที่เป็นไปตามสภาวะธรรม+กิเลสที่เป็นจริงง่ะ
ไม่ใช่อะไรหรอกเดี๋ยวคนอื่นที่เขายังมีความลังเลสงสัยมาอ่านเข้า
จะกลายเป็นว่าพากันกอดคอเดินไปบนถนนของกิเลสหน่ะ
อิ อิ 8-)
> ขอบคุณ สำหรับเรื่องราวความคิดเห็นเพิ่มเติมของคุณพัลวัน และคุณโจ้โจ้อ่านแล้วสนุกดี > มีสาระประโยชน์ชวนให้ติดตาม :-)
ถ้าอ่านแล้วรู้สึกสนุกก็อย่าลืมดูจิตนะครับ
เดี๋ยวไปติดสนุกเข้า
กลายเป็นกิเลสนะ
อิ อิ 8-)
ด้วยความนับถือครับ
นับถือ
นับถือ
เอ
จะตอบแทนคุณโจโจ้ดีป่าวหว่า
อ๊ะ
ไม่เอาดีกว่าให้คุณโจโจ้มาตอบเอง
แล้วค่อยมาเสริมดีกว่าง่ะ
อิ อิ 8-)
|