ของจริงนิ่งเป็นใบ้
 เนื้อความ :

พระคุณเจ้าธัมมวิตักโกภิกขุ (อดีต)พระยานรรัตน์ราชมานิต วัดเทพศิรินทราวาส 
เป็นพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ระดับเพชรน้ำหนึ่งในจังหวัดพระนคร 
ท่านเป็นพระธุดงค์ขนานแท้ ที่ไม่เคยออกจากวัดเทพศิรินทร์ไปไหนเลย 
ท่านใช้เวลาส่วนใหญ่ ทำความเพียรของท่านเงียบๆ อยู่องค์เดียวในกุฏิ 
จะออกจากกุฏิเฉพาะในเวลาทำวัตรสวดมนต์เท่านั้น 
และหากผู้ใดประสงค์จะนมัสการท่าน 
ก็ต้องรอพบท่านเวลาลงทำวัตรในพระอุโบสถเท่านั้น 
ไม่มีข้อยกเว้น แม้แต่กับคนใหญ่คนโตระดับนายกรัฐมนตรีที่สั่งประหารใครก็ได้ 

ธรรมะที่ท่านแสดงไว้มีไม่มากนัก 
แต่ทุกบท ล้วนคมคายน่าประทับใจอย่างยิ่ง 
สะท้อนถึงความไม่ธรรมดา ในความธรรมดาของท่านอย่างโดดเด่นทีเดียว 
ดังบทที่ยกมากล่าวในวันนี้ที่ว่า 
"ของจริงนิ่งเป็นใบ้ ของพูดได้ไม่ใช่ของจริง" 

หากมองในทางโลก คำสอนนี้คงตรงข้ามกับสำนวนที่ว่า "ปี๊บเปล่าตีดัง" 
แต่ในทางธรรมแล้ว ประโยคนี้มีความสุขุมลุ่มลึกอย่างยิ่ง 

ในแง่ของการเจริญวิปัสสนาแล้ว 
การที่จิตจะเจริญวิปัสสนาในขั้นละเอียดจริงๆ จิตจะต้องรู้อารมณ์ในลักษณะ "สักว่ารู้" 
ไม่มีความคิดนึกปรุงแต่งไปตามสัญญาอารมณ์ว่า สิ่งที่จิตไปรู้เข้านี้คืออะไร 
เช่นลิ้นกระทบรส ก็รู้รสนั้น อันเป็นสภาวธรรมที่กำลังปรากฏ 
จิตจะรู้ความเข้มของรสที่เปลี่ยนระดับไป ตั้งแต่มีความเข้มสูง 
จนกระทั่งกลืนอาหารนั้น และรสเดิมนั้นดับหายไป 
ผู้ปฏิบัติไม่จำเป็นต้องทำตัวเป็นนักพากษ์หนัง 
ที่จะเอาบัญญัติเข้าไปกำกับรสนั้น ว่า นี่คือรสเปรี้ยว นี่คือรสหวาน 
จุดที่รู้สภาวะนั้นแหละคือวิปัสสนา ส่วนบัญญัติที่เกิดขึ้นนั้นเป็นส่วนเกิน 

กระทั่งธัมมารมณ์ที่เกิดขึ้นกับจิตก็เหมือนกัน 
จิตที่เดินวิปัสสนาละเอียด จะรู้เพียงว่า 
มีสิ่งบางสิ่งปรากฏยิบยับหรือไหวตัวขึ้นมาเท่านั้น 
โดยสังขารขันธ์ไม่ต้องเข้าไปแทรก 
หรือตามอธิบายว่าสิ่งนั้นคือราคะ โทสะ โมหะ หรืออะไร 
ผู้ปฏิบัติรู้สภาวะก็พอแล้ว ส่วนบัญญัติเป็นส่วนเกินในขณะนั้น 

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย พระเถระผู้เพิ่งล่วงลับไปท่านจึงกล่าวว่า 
"วิปัสสนาแท้ๆ นั้น เริ่มตรงที่หมดความคิด" 
ท่านย้ำว่า หลวงตามหาบัวก็กล่าวบ่อยครั้งว่า 
"ปฏิบัติไปแล้วไม่มีอะไรมาก มีแต่ความยิบยับเล็กน้อยเท่านั้น" 
หมายความว่า "มีสิ่งบางสิ่งเกิดขึ้น แต่จิตไม่ไปสำคัญมั่นหมายว่าสิ่งนั้นคืออะไร 
จิตรู้เพียงว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนั้น จะต้องดับไปทั้งหมด" 

พวกเราจำนวนมากในที่นี้ ก็เริ่มรู้ด้วยตนเองแล้วว่า 
อารมณ์ที่เกิดขึ้นมาให้จิตรู้นั้น เมื่อเกิดแล้วก็ต้องดับไป 
อารมณ์บางอย่าง เรารู้สมมุติว่าคืออะไร 
แต่อารมณ์บางอย่างไหวยิบยับขึ้นมา พอถูกรู้ก็ดับไปแล้ว 
เหมือนแมลงเม่าบินเข้ากองไฟฉะนั้น 

 เพียงฟังคำว่า "ของจริงนิ่งเป็นใบ้ ของพูดได้ไม่ใช่ของจริง" 
ก็สมควรลงกราบ "ท่านเจ้าคุณนร"  ผู้ทรงคุณธรรมที่หาได้ยากยิ่ง 
ธรรมะที่แท้นั้น ท่านผู้ปฏิบัติถูกตรงย่อมเข้าถึงธรรมอันเดียวกันนั้นเอง 
ไม่จำกัดว่าสายไหน พูดกันเพียงเล็กน้อยก็เข้าใจกันได้แล้ว 

อนึ่ง ธรรมที่เหนือคำพูดนั้น 
ดูดดื่ม ร่มเย็น แช่มชื่น 
และน่าฟังกว่าธรรมที่พูดได้แจ้วๆ อย่างเทียบกันไม่ได้เลย 

 จากคุณ : สันตินันท์ [ 13 ก.ค. 2542 / 13:11:43 น. ]
     [ IP Address : 203.151.110.189 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (ดังตฤณ)

สิ่งที่ฟังดูเหมือนปริศนาธรรม แปลยาก
เข้าใจยากนั้น
บางทีก็เพราะภาวะจิตไม่อยู่ในระดับที่จะเห็นได้

มีชาวบ้านที่ถือเซ็นคนหนึ่ง
หาบน้ำหาบฟืน แล้วบอกว่าฉันหาบน้ำอยู่ ช่างแปลกประหลาดนัก ฉันหาบฟืนอยู่ ช่างแปลกประหลาดนัก
บางคนก็เอามาตีความว่าท่านนี้ท่าทางจะเป็นพระอรหันต์แน่ๆ ความจริงถ้าหากใครถึงสมถะ จิตสงบลงจนรู้+แยกภาวะรูปนามได้ตามปรากฏจริง ไม่มีความรู้สึกในตัวตนเจืออยู่ พูดง่ายๆได้วิปัสสนาญาณขั้นแรก ประสบการณ์ของชาวเซ็นท่านนี้ก็ไม่ใช่เรื่องตีความยากอีกต่อไป เป็นอะไรพื้นๆ ดาษๆยิ่ง

เมื่อจิตสงบจากสมถะแล้ว ขอแค่รู้หลักการตั้งจิตให้ดูภาวะของตัวเองเป็น จับสัณฐานกายทั้งหยุดนิ่งและเคลื่อนไหวตามหลักมหาสติปัฏฐานเป็น รู้ก่อนเกิดผัสสะกระทบ เกิดเวทนาเป็นผล เมื่อผัสสะจางดับไป เวทนาเหือดแห้งไป ความรู้เป็นกลางธรรมดาๆก็ยังตั้งอยู่ เท่านั้นเอง ไม่ต้องสืบความอะไรเกินกว่านั้น ทุกอย่างจะแล่นไป แสดงไตรลักษณ์ให้เห็นเองอย่างที่มันเป็น

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 13 ก.ค. 2542 / 13:37:52 น. ]
     [ IP Address : 203.144.244.177 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (นิดนึง)

สาธุค่ะ พี่สันตินันท์
สาธุค่ะ คุณดังตฤณ
ความคิดนั้นเป็นสิ่งที่เคยชิน ติดตัวเรามาตั้งแต่จำความได้
ก็คอยแต่จะนึก คอยแต่จะคิด ว่าสิ่งนั้นคือสิ่งนี้ สิ่งนี้คือสิ่งนั้น
การรู้โดยไม่คิดนั้น เป็นภาวะที่ยากที่จะบรรยายอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะถ้า ยังไม่พบกับความรู้ชนิดนั้น

เดี๋ยวนี้ยังคิดอยู่มากค่ะ เพราะความเคยชินที่จะคิด
ก็เลยคิดอยู่เรื่อย เป็นสมมติบัญญัติอยู่ตลอดเวลา
เมื่อหยุดคิดเมื่อใด ก็คงได้เห็นวิมุติค่ะ

 จากคุณ : นิดนึง [ 13 ก.ค. 2542 / 13:50:12 น. ]
     [ IP Address : 203.155.39.131 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (พัลวัน)

สาธุครับ ชัดเจนดีเหลือเกินครับ

 จากคุณ : พัลวัน [ 13 ก.ค. 2542 / 14:25:46 น. ]
     [ IP Address : 203.149.33.204 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (Passer-bY)

สธุครับ...:)

 จากคุณ : Passer-bY [ 13 ก.ค. 2542 / 15:16:41 น. ]
     [ IP Address : 202.28.162.10 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (คิดเอาเอง)

หนังสือหลวงปู่ฝากไว้เป็นหนังสือที่ผมชอบมากที่สุดอ่านแล้วไม่รู้กี่เที่ยว เรียกว่าจำได้
หมดทุกตอน แต่อาจจะผิดพลาดตรงรายละเอียดบ้าง
อย่างที่คุณนิดนึงพูดถึงก็ทำให้ผมนึกถึงคำพูดคำหนึ่งของหลวงปู่ในหนังสือที่พูดว่า
"คิดเท่าไหร่ก็ไม่รู้ ต่อเมื่อหยุดคิดแล้วจึงรู้ แต่ก็ต้องอาศัยคิด"
เหมือนกับพี่สันตินันท์ยกคำพูดของเจ้าคุณนรฯมาให้อ่านกัน
ผมว่าผมก็เคยได้ยินมาแล้วแต่ไม่ทราบว่าเป็นคำพูดของใคร
หลายวันมาแล้วผมไปดูเรื่องสตาร์วอร์มามีคำพูดตอนหนึ่งที่ตัวละครพูดว่า
จงอย่าใช้ความคิด แต่ให้ใช้ความรู้สึก"

ที่เล่ามาเปะปะไปหมดนี้เพียงแต่จะบอกว่าผมชอบคำพูดหรือคำสอนในลักษณะนี้ครับ
เป็นคำพูดที่สั้น ๆ แต่กินความหมายลึกซึ้ง จะว่าเข้าใจก็เข้าใจ แต่บางครั้งก็เหมือนกับ
ไม่เข้าใจ (ไม่รู้จะเอายังไง) เหมือนมีอะไรคาอยู่นิด ๆ ไม่ทะลุปรุโปร่งไปสักที
แต่ก็แปลกผมได้อ่านคำสอนของหลวงปู่ดูลย์ทีไรก็ไม่รู้สึกเบื่อเลยสักครั้งเดียว

 จากคุณ : คิดเอาเอง [ 13 ก.ค. 2542 / 15:40:32 น. ]
     [ IP Address : 202.6.107.20 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (rising_sun)

สาธุครับ

 จากคุณ : rising_sun [ 13 ก.ค. 2542 / 15:41:35 น. ]
     [ IP Address : 203.134.2.92 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (สนทนาธรรม)

สาธุ ๆ ๆ ครับ...

 จากคุณ : สนทนาธรรม [ 13 ก.ค. 2542 / 16:14:20 น. ]
     [ IP Address : 202.44.216.139 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (kobe)

สาธุครับ คุณอาสันตินันท์
สาธุครับ พี่ดังตฤณ

ืหมายความว่า จิตที่เป็นสมถะนั้นจะต้องไม่ยินดียินร้าย กับอารมณ์ที่เกิดขึ้นหรือเปล่าครับ
อารมณ์ใด ๆ เกิดขึ้นไม่ว่าจะสุข หรือทุกข์ใด ๆ ก็สักแต่ว่ารู้หรือเปล่าครับ

ผมเพิ่งรู้ตัวว่ายังมีอารมณ์โกรธอยู่มากครับ
เมื่อสักสัปดาห์นึงก่อนหน้านี้ ขึ้นรถเมล์สายปอ.24 แล้วมีเหตุให้ต้องมีความโกรธขึ้นมาครับ
เพราะมีผู้ทำให้เราโกรธขึ้นมา เท่านั้นแม้ลงจากรถเมล์นานหลายชั่วโมงแล้ว
ก็ยังโกรธอยู่ บางทีพอคิดถึงเหตุการณ์นั้น แล้ว ก็คิดขึ้นมาอีกว่าถ้าเกิดเหตุการณ์นั้นอีก เราต้อง
จัดการกับต้นเหตุนั้น ๆ อย่างไร ซ่ึ่งแต่ละวิธีก็รุนแรงทั้งนั้นครับ

ทั้ง ๆ ที่ผมไม่เคยโกรธใครมานานแล้วครับ เพิ่งรู้ตัวว่ามีความโกรธอยู่มากครับ
กิเลสบางครั้งมันแค่หลบอยู่เท่านั้น ไม่ได้หายไปจริง ๆ
เคยได้ยินว่ากิเลสเหมือนตะกอนที่นอนอยู่ก้นบ่อ พอเอาไม้กวนไปก็ฟุ้งขึ้นมาอีก
เพิ่งเห็นจริงก็คราวนี้ครับ

 จากคุณ : kobe [ 13 ก.ค. 2542 / 16:14:45 น. ]
     [ IP Address : 202.44.228.8 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (บัวใต้น้ำ)

สาธุครับ

 จากคุณ : บัวใต้น้ำ [ 13 ก.ค. 2542 / 16:50:57 น. ]
     [ IP Address : 192.150.251.3 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (ทองคำขาว)

สาธุครับ ทำให้นึกถึงมาถึงบทกวีที่เคยอ่านเคยชอบ
ลอกให้อ่านครับ
---------------------------------------------
ความงามนั้นนิ่งเงียบ
ความงามนั้นนิ่งเงียบ
ไร้สำเนียงแต่รับฟังได้
ท้องฟ้ายามเย็น เปลี่ยนสีไปไม่ซ้ำวัน
ทำงานอย่างสม่ำเสมอ ไม่โอ้อวด
เป็นความงามตามธรรมชาติแท้
ไรสำเนียง แต่มีท่วงทำนอง ให้ใจสัมผัส

ดอกไม้บาน...ส่งกลิ่นหอม
ไม่จำนรรจา แต่มอบสิ่งดีๆ ต่อโลกเสมอมา
ทุกวันนี้ มากไปด้วยเสียงเครื่องยนต์
และผู้คนที่โอ้อวด
โลกจึงสับสนด้วยสุ้มเสียงไร้ทำนอง
ของการยื้อแย่ง แข่งขัน
แต่...ความงามจริงนั้นนิ่งเงียบ
           จาก "ร้อยกลั่นและกลอนปล่อย"
                  ศุ บุญเลี้ยง
-------------------------------------
แต่เมื่อพอรู้จักได้บ้างว่าวิปัสสนาขั้นละเอียดจริงๆที่ "สักแต่รู้ๆ"เป็นอย่างไร
ขณะที่ตัวรู้ "สักแต่รู้ๆ" จะพบได้ว่าทุกสิ่งมันงามไปหมด
งามจริงแบบไม่ใช่สวยงามให้น่าหอมหวนชวนติดตาม
แต่งามแบบกลางๆที่เป็นไปตามความเป็นไปของมัน
เพราะมันก็เป็นอย่างนั้นๆเช่นนั้นๆของมัน

 จากคุณ : ทองคำขาว [ 13 ก.ค. 2542 / 17:18:12 น. ]
     [ IP Address : 133.46.12.244 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (ลูกหมี)

สาธุค่ะ คุณอาสันตินันท์และคุณดังตฤณ ชัดเจนดีค่ะ

ติดตามอ่านมาได้หลายเดือนก่อน แต่ไม่ได้อ่านทุกวัน บางกระทู้ยังอ่านไม่จบ ไม่ทราบว่าจะอ่านกระทู้เก่าได้ที่ไหนคะ/ post กระทู้เก่าอีกครั้ง (เช่น เรื่องนี้ไม่มีชื่อตอน ของคุณอาสันตินันท์) ขอบคุณค่ะ

 จากคุณ : ลูกหมี [ 13 ก.ค. 2542 / 17:28:25 น. ]
     [ IP Address : 202.44.241.12 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (meenok)

สาธุครับ

 จากคุณ : meenok [ 13 ก.ค. 2542 / 17:29:38 น. ]
     [ IP Address : 203.155.33.8 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (morning_glory)

สาธุครับ _/|\_

 จากคุณ : morning_glory [ 13 ก.ค. 2542 / 17:32:36 น. ]
     [ IP Address : 194.83.240.22 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (Lee)

ไม่ต้องพากษ์ หรือครับ

ผมอุตสาห์สังเกตว่า จับอารมณ์จำแนกอยู่ว่า อันนี้เป็นราคะ อันนี้เป็นโทสะ อันนี้ เป็นฟุ้งซ่าน

สรุป ไม่ต้องบอกจิตตัวเองใช่ไหมครับว่า อันนี้จิตเจออะไร
บางทีมานึกรู้ทีหลังก็มี

 จากคุณ : Lee [ 13 ก.ค. 2542 / 18:20:59 น. ]
     [ IP Address : 203.155.33.12 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (ทองจันทร์)

สาธุ ครับ

 จากคุณ : ทองจันทร์ [ 13 ก.ค. 2542 / 18:43:14 น. ]
     [ IP Address : 203.151.82.7 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (สันตินันท์)

คุณกอบครับ ที่ถามว่า
"จิตที่เป็นสมถะนั้นจะต้องไม่ยินดียินร้ายกับอารมณ์ที่เกิดขึ้นหรือเปล่า
อารมณ์ใด ๆ เกิดขึ้นไม่ว่าจะสุข หรือทุกข์ใด ๆ ก็สักแต่ว่ารู้หรือเปล่า"
อันนี้ไม่ใช่สมถะครับ
สมถะนั้น จิตเพียงแต่สงบตั้งมั่น
เกาะเกี่ยวเคล้าเคลียอยู่กับอารมณ์อันเดียวโดยต่อเนื่องเท่านั้น

 จากคุณ : สันตินันท์ [ 13 ก.ค. 2542 / 19:53:01 น. ]
     [ IP Address : 203.151.110.197 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (พัลวัน)

ถึงคุณพี่ Lee

ไม่ต้องไปพากย์ ไม่ต้องไปวินิจฉัยด้วยว่า สิ่งที่กำลังถูกรู้นั้นคืออะไรครับ ไม่ต้องไปเสาะหาชื่อด้วยครับ ไม่ต้องไปหานิยาม ไม่ต้องไปหาอะไรนอกจากสิ่งที่ถูกรู้นั้น แล้วดูตามไป มันจะแสดงไตรลักษณ์ให้เห็นได้ครับ

ก็เมื่อไปพากย์ ไปวิจารณ์ ไปวินิจฉัย ว่าสิ่งนั้นๆคืออะไร สิ่งที่ถูกรู้ก็มุดหนีหายไปแล้วครับ เหลือแต่ความคิดโผล่มาแทนครับ

 จากคุณ : พัลวัน [ 13 ก.ค. 2542 / 20:50:16 น. ]
     [ IP Address : 203.146.28.226 ]


 ความคิดเห็นที่ 18 : (Mike)

สาธุครับ

 จากคุณ : Mike [ 13 ก.ค. 2542 / 21:02:14 น. ]
     [ IP Address : 203.159.0.15 ]


 ความคิดเห็นที่ 19 : (น้องน้อย)

ขอบพระคุณครับ
หลงเข้าใจผิดไปว่าต้องรู้ชื่อเสียนานเลยครับ :)

 จากคุณ : น้องน้อย [ 14 ก.ค. 2542 / 00:34:25 น. ]
     [ IP Address : 161.200.255.161 ]


 ความคิดเห็นที่ 20 : (Acura)

สาธุ ครับ
ขอบคุณ คุณอาสันตินันท์ และพี่ดังตฤณ ครับ

วันนี้ขออนุญาติ ถามนะครับ _/|\_
เมื่อเวลาที่เรา มีอารมณ์ หรือความรู้สึกเกิดขึ้น บางครั้งเรา ตอบได้ว่า นี่เป็นอารมณ์ โกรธ ดีใจ เสียใจ หรือความรู้สึก ร้อน เย็น หนาว กลัว ฯ

แต่ในบางครั้ง ไม่สามารถหา คำตอบได้ว่า อาการ ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นอะไร ขอยกตั้งอย่างนะครับ เช่นว่าผมกำลังดูหนังที่ เศร้า ๆ อยู่ แล้ว กำลังถึงฉากที่เศร้าอยู่ ขั้นแรก จิตรู้ว่า นี่เป็น เศร้า แต่ พอรู้ปุ๊บ ความรู้สึกเศร้า (ตัวบัญญัติ) หายไป แต่ กายยังมีอาการ เศร้า อยู่เช่นอาจจะร้องไห้ น้ำตาไหล ออกมาเอง โดยที่ขณะนั้น จิตหรือตัวรู้พยายามหา อาการหรือความรู้สึก ข้างใน แต่ ว่าหาไม่เจอไปเสียแล้ว มันไม่มี แต่ทำไม กายยังแสดงอาการ หรือ กิริยา นั้นออกมาอยู่ครับ ............เป็นเพราะว่า ไม่สามารถรู้ไปถึง ความละเอียด ตรงนั้นหรือว่า พอรู้แล้วก็ ดับ (สักแต่รู้) ...ที่สงสัยเพราะว่า ถ้าเป็นเพียงแค่ สักแต่รู้ อาการทางกายก็ไม่น่าจะเกิดหรือแสดงอาการออก มา นี่ครับ

ขอบคุณล่วงหน้าครับ

 จากคุณ : Acura [ 14 ก.ค. 2542 / 03:01:04 น. ]
     [ IP Address : 24.2.100.239 ]


 ความคิดเห็นที่ 21 : (สันตินันท์)

ผมตอบ Acura ไม่ได้ครับ ไม่เคยมีประสบการณ์อย่างนี้
ธรรมะภาคปฏิบัตินั้นไม่เหมือนการเรียนตามตำรา
หรือการคาดคะเนเอาทางทฤษฎี
ถ้าไม่เคยพบเคยเห็น ก็ตอบให้เด็ดขาดแน่นอนไม่ได้
ท่านใดทราบก็ช่วยเอื้อเฟื้อบอกกันด้วยครับ

เท่าที่ผมสังเกตมา อาการทางกายมี 2 ส่วน
คือส่วนที่อยู่ในความควบคุมของจิต เช่นการเคลื่อนไหวอิริยาบถอย่างจงใจ
กับส่วนที่มันเป็นเองนอกการควบคุมของจิต เช่นการสะอึก การสำลัก ฯลฯ
แต่อาการร้องไห้เศร้าโศกโดยจิตไม่เศร้าหมองนี่ ไม่เคยเห็นครับ

เท่าที่ Acura เล่ามาสังเกตได้อย่างหนึ่งว่า
ในขณะนั้นจิตไม่ได้รู้ตัวจริง
แต่จิตกำลังแสวงหาเหตุผลว่า อาการดังกล่าวมันเกิดขึ้นได้อย่างไร
ถ้ารู้ทันอาการของจิตตรงนี้ จิตจึงจะเป็นกลางจริงๆ
แล้วจึงจะทราบได้ด้วยตนเองว่า เมื่อจิตเป็นกลางจริงแล้ว
อาการเศร้าโศกทางกายจะยังคงอยู่หรือไม่

 จากคุณ : สันตินันท์ [ 14 ก.ค. 2542 / 07:36:10 น. ]
     [ IP Address : 203.151.110.197 ]


 ความคิดเห็นที่ 22 : (นกเอี้ยง)

อนุโมทนาสาธุค่ะ พี่สันตินันต์

 จากคุณ : นกเอี้ยง [ 14 ก.ค. 2542 / 09:25:13 น. ]
     [ IP Address : 203.154.196.22 ]


 ความคิดเห็นที่ 23 : (พัลวัน)

ประโยคของคุณอาสันตินันท์ที่ว่า
"แต่จิตกำลังแสวงหาเหตุผลว่า อาการดังกล่าวมันเกิดขึ้นได้อย่างไร
ถ้ารู้ทันอาการของจิตตรงนี้ จิตจึงจะเป็นกลางจริงๆ"

ตรงกับที่ผมเคยสังเกตเห็นครับ ว่าในขณะที่หาอยู่ว่า กิเลสอะไรกำลังครอบงำอยู่นั้น ก็เห็นอาการ "ค้นหา" ครับ และเห็นว่ามี "ผู้ค้นหา" อยู่ ซึ่งมีอาการเป็นกลางและว่องไว ไม่ติดพันกับสิ่งใด ก็สงสัยอยู่ครามครันว่าเป็นตัวผู้รู้นี่ล่ะ แต่ไม่ได้ถามก็เพราะต้องการจะ "รู้" เองบ้างครับ ให้รู้โดยละเอียดเสียก่อน

แต่คำตอบก็เฉลยมาแล้ว

สาธุครับคุณอาสันตินันท์ ตอบคำถามให้กับผมได้อีกแล้ว


 จากคุณ : พัลวัน [ 14 ก.ค. 2542 / 11:48:40 น. ]
     [ IP Address : 203.146.28.28 ]


 ความคิดเห็นที่ 24 : (ทรายแก้ว)

สาธุค่ะ _/|\_ ขอบพระคุณมากค่ะ

 จากคุณ : ทรายแก้ว [ 14 ก.ค. 2542 / 16:43:16 น. ]
     [ IP Address : 171.66.166.86 ]


 ความคิดเห็นที่ 25 : (ดังตฤณ)

คุณ Lee
ตามตำราท่านให้พากษ์เสียหน่อยครับ
ตอนเริ่มๆ พากษ์เสียหน่อย
ให้รู้ว่าแบบนี้เรียกว่าอะไร
แต่พออยู่ในสัญญาแล้ว
ต่อไปพอเกิดธรรมชาติแบบไหนขึ้น
สักแต่รู้อย่างเดียว จิตฉลาดรอบได้เอง
ว่าจะตั้งระยะสังเกตความเป็นการปรุงแต่งชนิดต่างๆ
ให้เห็นเป็นไตรลักษณ์อย่างไร
เพราะเหตุให้เกิดราคะ โทสะ โมหะนั้น
มีความแรงเบาต่างกัน
มีปัจจัยแตกต่างกัน
สภาพที่เกิดขึ้นก็แรงเบา คงอยู่นานช้าต่างกัน
มีรสเผ็ดร้อนอ่อนหวานเหลื่อมๆกัน
แต่จิตจะสรุปรวมลงเป็นอันเดียวกันคือตั้งอยู่ไม่ได้
ทนอยู่ไม่ได้ และประจักษ์ว่าทั้งหมดทั้งปวงที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป
ไม่ใช่ตัวเราเลย ไม่จำเป็นต้องนิยามเลย
สักแต่รู้ สักแต่เห็นว่าเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปเป็นพอ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 15 ก.ค. 2542 / 08:29:42 น. ]
     [ IP Address : 203.144.245.196 ]


 ความคิดเห็นที่ 26 : (พัลวัน)

สาธุครับ คุณดังตฤณ

 จากคุณ : พัลวัน [ 15 ก.ค. 2542 / 09:32:55 น. ]
     [ IP Address : 203.149.34.41 ]


 ความคิดเห็นที่ 27 : (นิดนึง)

สาธุค่ะ คุณดังตฤณ
ที่จริง ตอนแรกๆ ก็ต้องพากษ์อย่างคุณดังตฤณว่าค่ะ
เพราะเรากำลังหัดจำแนกธรรม จำแนกกิเลสด้วยสัญญาอยู่
แต่เมื่อมีผู้รู้แล้วอย่างคุณพัลวันว่า ก็หมดความจำเป็นต้องพากษ์

เพราะตัวเองก็เป็นอย่างนั้นค่ะ
เมื่อเกิดอารมณ์กระทบเมื่อใด รู้อยู่แล้ว ดูอยู่แล้ว
เกิดอาการเผลอ ไปคิดวิพากษ์ตามความเคยชิน ตรงนี้เผลอแล้ว
ขาดความเป็นกลางไปแล้ว อาการคิดเกิดขึ้นแทน
ทำให้จิตขาดความเป็นกลาง ขาดการรู้ตัวแล้ว
แทนที่จะดูไตรลักษณ์ไปเลย กลับไปจำแนกอีกด้วยสัญญา
วันก่อนอ่านธรรมที่คุณกลอรี่กล่าวเรื่องจิตว่างอย่างเป็นสมถะ
และวิปัสสนา อ่านไปใช้สัญญาเทียบเคียงไปเกิดความรู้สึกงง
คุณLostboy มาช่วยอธิบายอีกที ก็เข้าใจแบบสัญญาอยู่ดี
พอพี่สันตินันท์เขียนกระทู้นี้ รู้เลยว่าเราพยายามคิดซ้อนเข้าไป
เอาสัญญามาปรุงแล้ว ไม่ใช่การเดินวิปัสสนา กลายเป็นเรื่องนอกๆ
อยู่แค่สัญญา จิตไม่ดื่มด่ำในธรรม เหมือนคนเดินกลับไปกลับมา

 จากคุณ : นิดนึง [ 15 ก.ค. 2542 / 14:16:42 น. ]
     [ IP Address : 203.155.128.252 ]


 ความคิดเห็นที่ 28 : (สันตินันท์)

ที่จริงในเบื้องต้นที่หัดนั้น จิตมันอดพากษ์ไม่ได้หรอกครับ
แม้ไม่จงใจจะคิดจะพากษ์ มันก็อดวินิจฉัยไม่ได้ว่า
"สิ่งนี้ชื่อนี้ เมื่อรู้สิ่งนี้แล้ว ควรทำอย่างนี้ๆ"

เพียงแต่เราควรทราบไว้ว่า
ความรู้ที่เกิดจากการพากษ์และการสรุปประเด็น
ไม่ใช่จุดมุ่งหมายที่เราปฏิบัติ เพราะสิ่งที่ได้คือ "องค์ความรู้"
ซึ่งเมื่อถึงจุดหนึ่งมันจะกลายเป็นสัญญา คอยรบกวนการปฏิบัติในขั้นละเอียด

เมื่อปฏิบัติชำนิชำนาญไป เราจะเห็นเพียงสภาวะที่เกิดแล้วก็ดับ
จิตไม่สนใจพากษ์ เพราะการพากษ์นั้นก็เป็นการทำงานของจิต
เป็นภาระ เป็นทุกข์ ยืดยาวออกไปอีก

ถึงจุดที่รู้สักว่ารู้สภาวธรรมที่กำลังปรากฏนั้น
บางคราวเราจะเกิดความลังเลใจขึ้นมา เพราะเกรงว่าจะสรุปความรู้ไม่ได้
หรือกลัวว่าจิตจะไม่มีองค์ความรู้นั่นเอง
อันนี้เป็นธรรมชาติของปัญญาชนทั้งหลาย ผมเองบางทีก็เป็นอย่างนั้น

ที่จริงเราปฏิบัติไม่ใช่เพื่อเอาความรู้ แต่ปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ของจิต
โดย จิต มีปัญญา ไม่ไปยึดอารมณ์ที่กำลังปรากฏ
ไม่ใช่โดย เรา มีความรู้

 จากคุณ : สันตินันท์ [ 16 ก.ค. 2542 / 08:04:11 น. ]
     [ IP Address : 203.151.110.169 ]


 ความคิดเห็นที่ 29 : (นิดนึง)

กราบขอบพระคุณพี่สันตินันท์ค่ะ
แล้วอย่างนี้จะไม่บูชาคุณครูได้อย่างไรคะ
มองเห็นไปกระทั่งตามตัวหนังสือที่เขียนไปถึงจิตถึงใจทุกที

 จากคุณ : นิดนึง [ 16 ก.ค. 2542 / 09:34:00 น. ]
     [ IP Address : 203.155.128.252 ]


 ความคิดเห็นที่ 30 : (พีทีคุง)

กราบคุณอาครับ

 จากคุณ : พีทีคุง [ 16 ก.ค. 2542 / 10:15:13 น. ]
     [ IP Address : 133.46.12.208 ]


 ความคิดเห็นที่ 31 : (มาตา)

เป๊ะเลยพี่สันตินันท์ หลวงพ่ออาจารย์ของหนูถึงได้สอนว่า
อย่าปฏิบัติเพื่อความเข้าใจ ( แล้วดับทุกข์ไม่ได้ )
แต่ให้ปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์เท่านั้น
เดี๋ยวนี้คนส่วนใหญ่ชอบปฏิบัติเพื่อมีความรู้เหมือนที่พี่บอกจริงๆ

 จากคุณ : มาตา [ 16 ก.ค. 2542 / 10:21:20 น. ]
     [ IP Address : 202.28.190.98 ]


 ความคิดเห็นที่ 32 : (3746)

_/|\_ ครับ

 จากคุณ : 3746 [ 16 ก.ค. 2542 / 12:33:29 น. ]
     [ IP Address : 202.6.107.20 ]


 ความคิดเห็นที่ 33 : (สนทนาธรรม)

สาธุ ๆ ๆ ครับพี่สันตินันท์...
อย่างที่พี่บอกเลยครับ… พอเรารู้อะไรเข้าไปในสัญญามากๆ... ถ้าไม่แยกแยะให้ดี… ตัวสัญญานี่แหละจะคอยมาก่อกวนในการปฏิบัติเสมอ... ทำให้จิตทะยานออกไปล่วงหน้าก่อนทุกที... พูดง่ายๆ ก็คือ... มันนำหน้าเราอยู่ 1 ก้าวเสมอเลยครับ... บางทีนึกว่าตามทันแล้ว... ที่ไหนได้ตัวนึกคิดนั่นแหละตัวดีเลยครับ... อิ อิ 8-)

 จากคุณ : สนทนาธรรม [ 16 ก.ค. 2542 / 15:18:09 น. ]
     [ IP Address : 202.44.216.136 ]


 ความคิดเห็นที่ 34 : (tan~)

กราบขอบพระคุณอาสันตินันท์ค่ะ
ต๊านมักเป็นอย่างนี้บ่อยๆ ดูแล้วชอบคิดต่อว่า เจ้าตัวนี้เกิดจากอะไร
เป็นฉากๆไปเรื่อย แล้วก็ลืมดูต่อเลยค่ะ

 จากคุณ : tan~ [ 16 ก.ค. 2542 / 16:09:39 น. ]
     [ IP Address : 202.44.32.159 ]


 ความคิดเห็นที่ 35 : (Lee)

ได้คำตอบที่น่าชื่นใจ และ หายสงสัย แล้วครับ

 จากคุณ : Lee [ 16 ก.ค. 2542 / 17:45:19 น. ]
     [ IP Address : 168.120.254.30 ]


 ความคิดเห็นที่ 36 : (พลวัฒน์)

สาธุครับ..

 จากคุณ : พลวัฒน์ [ 16 ก.ค. 2542 / 20:41:02 น. ]
     [ IP Address : 203.145.15.131 ]


 ความคิดเห็นที่ 37 : (มะเหมี่ยว-คนตรวจปรู๊ฟ :-))

ขออนุญาตแก้ไขคำที่เผอิญเขียนผิดกันค่ะ เปิดพจนานุกรมตรวจสอบให้แล้วนะคะ พากย์ หรือ บทพากย์ เขียนอย่างนี้ค่ะ
ถ้า วิพากษ์วิจารณ์ จึงจะเขียนอีกแบบหนึ่ง

 จากคุณ : มะเหมี่ยว-คนตรวจปรู๊ฟ :-) [ 16 ก.ค. 2542 / 22:53:30 น. ]
     [ IP Address : 202.183.255.4 ]


 ความคิดเห็นที่ 38 : (Lee)

ขอบคุณครับ คุณมะเมี่ยว

คงต้องตรวจแก้กันเพียบเลย แบบว่าผมอ่อนภาษาไทย ชนิด อาจารย์ไม่ยอมรับเป็นลูกศิษย์เลย :-)

 จากคุณ : Lee [ 17 ก.ค. 2542 / 09:50:56 น. ]
     [ IP Address : 203.148.255.68 ]


 ความคิดเห็นที่ 39 : (ดังตฤณ)

ทีแรกผมก็ว่าแปลกๆ
ลืมไปเหมือนกันครับ
ได้เด็กอักษรไว้คอยตรวจปรู๊ฟก็ดี
ตอนนี้ยังสะกดผิดกันหลายแห่งเลย
ในลานธรรมฯนี่แหละ
ต้องให้คนมีเครดิตอย่างเด็กอักษรคอยบอกแหละดี

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 17 ก.ค. 2542 / 16:37:15 น. ]
     [ IP Address : 203.144.245.32 ]


 ความคิดเห็นที่ 40 : (deedi)

กราบขอบพระคุณในธรรมที่นำมาเผยแพร่ค่ะ

เมื่อก่อนเห็นกิริยาของพระสงฆ์องค์เจ้าที่สำรวม
ทั้งกายและใจ
ก็แค่นับถือ ชื่นชม ดูแล้วเย็นใจ

เดี๋ยวนี้เข้าใจขึ้นบ้างแล้ว
ถึงเหตุผลแอบแฝงแห่งการวางตนเช่นนั้น

ช่างนิ่งเป็นใบ้
สงบ สำรวมระวัง
เย็นจริงๆ 

:>

 จากคุณ : deedi [ 21 ก.ค. 2542 / 10:00:17 น. ]
     [ IP Address : 203.146.28.226 ]


 ความคิดเห็นที่ 41 : (Bookpig)

Satu ka _/\_

 จากคุณ : Bookpig [ 23 ก.ค. 2542 / 14:08:22 น. ]
     [ IP Address : 203.124.2.30 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!