การฝึกจิตว่างอย่างเป็นสมถะและวิปัสสนา
 เนื้อความ :

เรื่องจิตว่าง นี้เป็นเรื่องที่ได้ยินกันมานานมากแล้ว ผมเองได้ยิน
เรื่องนี้ครั้งแรกๆ จากการอ่านหนังสือธรรมะของท่านพุทธทาส
ซึ่งก็ชอบใจเหตุผลของท่าน แต่พอลองฝึกอย่างไม่มีอาจารย์
ก็ไม่ก้าวหน้าอะไร อ่านไว้แค่ประดับความรู้เท่านั้น

พอมาเริ่มฝึกสมถะและวิปัสสนากับพี่สันตินันท์ ก็เกิดความ
เข้าใจใหม่ อย่างประจักษ์กับตัวเองว่า อ้อ ที่ว่าจิตว่างน่ะ
ว่างอย่างนี้เอง แต่ก่อนเรามันรู้จำเอาทั้งนั้น ที่คิดว่า
ฝึกจิตว่างน่ะ ไม่ว่างจริงหรอก มีแต่สัญญาของคำว่า
"จิตว่าง" ฟุ้งอยู่เต็มหัวเลย

ก่อนอื่นก็เริ่มจากการฝึก "รู้ตัว" ก่อน เพราะปัญหาหลักก็คือ
เราไม่รู้ตัว ไม่รู้ว่าปกติของจิตน่ะ มันวุ่นวายด้วยอะไร จึงแยกแยะ
ไม่ได้ว่า ขณะนี้ "จิตวุ่น" หรือ "จิตว่าง" กันแน่ พอเราฝึกรู้ตัว
คือฝึกให้จิตเห็นจิตแล้ว ก็จะเห็นว่า จิตนี้ มีลักษณะส่งออกไป
รับรู้อารมณ์ต่างๆ รู้รูปบ้าง เสียง กลิ่น รส สัมผัสบ้าง ความคิด
เป็นระเบียบบ้าง ความคิดฟุ้งซ่านบ้าง อารมณ์แน่วแน่ที่แน่วแน่
(จิตเป็นสมาธิบ้าง)

พอรับรู้แล้วก็เกิดเป็นความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือเฉยๆ จิตก็
"ปรุงแต่ง" จิตเอง ไปตามเวทนานั้น สุขก็พอใจ ยินดี ดึงเข้า
มาหาตัว ทุกข์ก็ไม่พอใจ ยินร้าย ผลักออกจากตัว เฉยๆ ก็
มีหลายแบบ เฉยเซ่อๆบ้าง เฉยง่วงบ้าง เฉยมัวๆ ขุ่นๆ บ้าง
ที่จะเป็น เฉยฉลาด เฉยรู้จริง เฉยรู้แจ้ง มีน้อยเหลือเกิน

ตรงนี้ถ้าจะดูต่อ ว่าพอปรุงแต่งแล้ว เกิดความยึดติด เป็นทุกข์
อย่างไร ก็จะเป็นการอธิบายปฏิจจสมุปบาทไปเสีย แล้วถ้าจิต
เผลอหลงไปไกลมากๆขนาดนั้น ก็นับว่าห่างไกลกับคำว่า "จิตว่าง"
มากทีเดียวโดยไม่ต้องสงสัย เรามามองตัดไฟแต่ต้นลมกันดีกว่า

เมื่อฝึกดูจิต ในระดับต้น จะเป็นการพิจารณาตรงส่วน
ผัสสะ->เวทนา->ตัณหา ดังที่กล่าวไปแล้ว พอจิตเห็นจิต
ว่ามีตัณหา จิตจะละเอียดขึ้น ฉลาดขึ้น จะเห็นต่อไปว่า
ตัณหามันเกิดต่อจากเวทนานี่เอง และเวทนาก็เกิดต่อกับผัสสะ
พอมีสติสัมปชัญญะได้ดังนี้แล้ว พิจารณาซ้ำๆอยู่ จิตจะไม่
ถูกหลอกให้ส่งออกนอก ปรุงแต่งความชอบใจไม่ชอบใจ(ตัณหา)ขึ้น
เรียกว่าสำเร็จ "จิตว่าง" ขั้นต้น คือ ว่างจากความอยาก
อันเป็นตัวการสร้างภพและสร้างทุกข์

ที่กล่าวมานี้ เรียกว่า เป็นวิปัสสนาแล้ว เพราะมีตัวปัญญา
ตัดตัณหาไม่ให้เกิดได้ ตรงนี้หากรักษาไว้ได้ จิตจะสงบขึ้น
ละเอียดขึ้น อารมณ์หยาบที่กระทบจิตจะหายไปหมด ตรงนี้
หากจิตอ่อนกำลังลง จะน้อมไปจับความว่างจากอารมณ์หยาบ
การที่จับอยู่แต่ความนิ่งว่างนี้ ก็เป็นสมถะ เป็นประโยชน์เป็น
กำลังต่อการจะทำวิปัสสนาต่อไป หากไม่ติดความสงบ ความ
สบายตรงนี้อยู่เสีย

คนที่ฝึกดูจิตจนชำนาญแล้ว ก็น้อมนึกเอาภาวะจิตที่ว่างนั้น
มาเป็นจุดเริ่มเลยก็ได้ ถ้าทำเช่นนี้ ก็จะเป็นแบบตรงข้ามกับ
ที่กล่าวมา คือเริ่มต้นด้วยสมถะ ใช้ความคุ้นเคยกับจิตว่าง
ข่มกิเลสต่างๆด้วยกำลังจิตเอา จิตจะสงบได้อย่างรวดเร็วทันที
แล้วค่อยน้อมไปพิจารณาธรรมอย่างวิธีแรก หลังจากจิตสงบแล้ว
ซึ่งก็จะได้ผลเช่นกัน แต่ถ้าเผลอติดสงบ คือพอใจอยู่กับความสงบ
ด้วยจิตที่ว่างนั้น แล้วไม่พิจารณาธรรมต่อ ก็เป็นอุปสรรคไม่ให้
ก้าวหน้าในการปฏิบัติได้ อย่างที่เรียกกันว่าติดสมถะนั่นเอง

เมื่อฝึกดูจิตขั้นต้น จนชำนาญแล้ว จิตจะละเอียดขึ้น สามารถ
พิจารณาธรรมที่ละเอียดได้ ในการดูจิตขั้นถัดไป ก็พิจารณาตรง
ช่วง วิญญาณ->นามรูป คือจะเห็น ขณะที่สิ่งทั้งหลายเข้ามาใน
การรับรู้ของจิต คือพอเกิดวิญญาณ(การที่จิตออกไปรู้)
สิ่งทั้งหลายจึงปรากฏขึ้น ตัวอย่างง่ายๆ คือ ถ้าหลับตา
เราก็เห็นเหมือนโลกว่างเปล่า พอลืมตา ถ้าเหม่อคิดเรื่องอื่น
ก็เหมือนไม่มีอะไร(ในความรับรู้)อีก แต่หากเรา "ส่งสายตา"
ไปมองอะไรเข้า สิ่งนั้นก็ปรากฏ และเป็นเช่นเดียวกับหู จมูก ลิ้น กาย

ในขั้นละเอียดนี้ การส่ง"ใจ" ไปคิดอะไรเข้า "สิ่ง" นั้น ก็ปรากฏ
ขึ้นกับใจ อย่างหยาบก็คือความคิดเป็นเรื่องราวบ้าง อย่างละเอียด
ก็เป็นตัว เจตนาจะทำ เจตนาจะพูด เจตนาจะคิด และยังมี สังขาร
ตัวอื่นๆอีกมากมาย ที่จิตจะไปรับรู้ได้ ทั้งหยาบทั้งละเอียด
แต่ก็มีสภาพเหมือนกัน คือปรากฎได้ เพราะส่งจิตไปรู้

หากจิตพิจารณาจุดนี้ซ้ำเข้า จิตจะฉลาด จะรู้ว่า การส่งจิตไปคิด
ไปรู้อะไร จิตก็จะโดนปรุงแต่งด้วยสิ่งนั้นๆ จะเห็นจิตที่โดนปรุงแต่งนี้
เสียสภาพความรู้ ความตั้งมั่น ความเป็นกลางไปจากเดิม จะเห็นจิต
ที่โดนปรุงแต่งนี้เป็นของหยาบ และจะพึงพอใจ จิตที่นิ่ง เป็นอุเบกขา
รู้อยู่ที่รู้อย่างเดียว เป็นสภาวะละเอียด เลิศกว่าสภาวะปรุงแต่งนั้นๆ

ขั้นนี้จัดเป็น "จิตว่าง" ขั้นกลาง คือว่างจากความคิดนึกจำแนกเป็น
สิ่งต่างๆ เห็นอะไร ที่เข้ามาในความรับรู้ทั้งหมด เป็น "สักแต่ว่าๆ"
ได้จริงๆ คือ เป็นสักแต่ว่ามาปรุงให้จิตแปลงสภาพไป เป็นทุกข์ใน
ขั้นละเอียด หากทำได้ดังนี้แล้ว ก็เรียกว่าเข้ามาใกล้ประตูนิพพานแล้ว
ถ้าไม่ติดอยู่กับความสุขของจิตที่ว่างจากความคิดนึกนี้ ยังพิจารณา
ธรรมต่อไป นิพพานก็ไม่ใช่ของไกลเลย

ผมไม่ค่อยจะกล้าพูดต่อจากนี้อีก เพราะเป็นของที่ตัวเองยังไม่ถึง
ผมเองถ้าวันไหนปฏิบัติได้จนถึง จิตว่างขั้นกลาง (สำหรับตัวผม
เรียกว่าขั้นสูงแล้ว) ก็ดีใจ พอใจที่จะอยู่กับสภาวะนี้แล้ว เป็นสุข
ที่เปรียบกับอะไรในโลกไม่ได้เลย แม้กระนั้น จากที่ศึกษาปริยัติมา
ยังเห็นว่าภาวะนี้ก็ยังเป็น ภพอยู่ คือยังไม่สุด แต่ก็รู้ว่า มาถูกทางแล้ว
พี่เขาสอนเราถูกแล้ว รู้ว่าไปต่อ ก็ต้องทางนี้แน่นอน

แต่เพื่อความครบด้วย ผมก็จะขอพูดต่อไป ถึงจิตว่างขั้นสูง อันนี้
มาจากสัญญา และการพิจารณาตามแนวเหตุผลล้วนๆ ไม่ได้มา
จากการประจักษ์แต่อย่างใด จึงขอออกตัวไว้ก่อนว่า หากคลาดเคลื่อน
ก็ขอให้อาจารย์และผู้รู้ทั้งหลายช่วยแก้ให้ตามที่ถูกด้วย

ในวิปัสสนาขั้นสูง จะพิจารณาตรงที่ อวิชชา->สังขาร คือเห็นควา
มปรุงแต่งจิตทั้งหลาย ก่อนที่จะเกิดเป็น วิญญาณ ออกไปรับรู้
ความมีอยู่ของสิ่งต่างๆ ว่าความปรุงแต่งจิตนี้เกิดมาแต่ไหน
เกิดได้อย่างไร พอจิตเห็นแจ้งแล้ว ก็จะถึงความว่างขั้นสุด คือ
ว่างจากสิ่งปรุงแต่งทั้งหลาย ดังที่ท่านกล่าวว่า
นิพพานัง ปรมัง สุญญัง คือนิพพานนั่นแหละ คือความว่างอย่างยิ่ง

ขอความเจริญในธรรมปฏิบัติ จงมีแด่ทุกท่านครับ

 จากคุณ : morning_glory [ 12 ก.ค. 2542 / 05:04:42 น. ]
     [ IP Address : 194.83.240.22 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (พัลวัน)

น้อง glory ปฏิบัติได้ดีเยี่ยมเลย เป็นตัวอย่างที่ดีจริงๆ

ผมสิไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไหร่ ตอนนี้กำลังสนุกดูตัวกิเลสอยู่น่ะ อยากรู้จักมักคุ้นกับมันให้มากๆหน่อย ในฐานะที่ปล่อยให้เราหลงใหลมันมานาน

 จากคุณ : พัลวัน [ 12 ก.ค. 2542 / 07:59:13 น. ]
     [ IP Address : 203.149.33.176 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (บัวใต้น้ำ)

สาธุครับ
เก่งทั้งทางโลกทางธรรมจริงๆ

 จากคุณ : บัวใต้น้ำ [ 12 ก.ค. 2542 / 08:24:47 น. ]
     [ IP Address : 192.150.251.2 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (ทองคำขาว)

สาธุ อนุโมทนาด้วยหละ morning_glory
ปฏิบัติได้ถึงใจๆ อ่านแล้วก็เย็นชื่นสงบถึงใจๆ _/|\_

 จากคุณ : ทองคำขาว [ 12 ก.ค. 2542 / 09:00:43 น. ]
     [ IP Address : 133.46.12.222 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (สันตินันท์)

สิ่งที่ผมแนะนำให้น้องๆ เป็นเรื่องง่ายๆ ครับ
คือให้รู้จัก รู้ สภาพธรรมที่ปรากฏกับจิตใจตนเองเท่านั้น
แล้วแต่ละคนก็จะมีวิถีทางที่ตนเองถนัด
จะไปทำกรรมฐานอะไรในสติปัฏฐาน 4
ก็แล้วแต่ แต่ละคนจะเลือกเอาเองครับ

สำหรับคุณ glory เป็นผู้มีจิตละเอียด มีกำลังฌานมาแต่เดิม
ก็รู้สภาพธรรมที่ละเอียดในจิตของตน
ไม่ใช่ว่าทุกคนที่หัดแล้ว จะต้องพิจารณาแบบเดียวกันนี้ทั้งหมดนะครับ
มิฉะนั้นหลายคนอาจจะท้อใจ ว่าทำแล้วไม่เหมือน glory

ที่จริงเรื่องความว่างนั้น ไม่ใช่จิตว่างเปล่าปราศจากอารมณ์
จริงอย่างที่คุณ glory กล่าว คือมันว่างจากกิเลสตัณหา ว่างจากทุกข์
เพราะจิตไม่ก่อเหตุแห่งทุกข์ขึ้น
เนื่องจากความมีปัญญารู้เท่าทันของจิต ที่สักว่ารู้อารมณ์โดยไม่ยึดถือ

ส่วนการทำสมถะโดยยกเอาความว่างมาเป็นอารมณ์นั้น
หากดูจิตชำนาญแล้วก็พอทำได้ไม่ยากนัก
คือไประลึกรู้ความว่าง เอาความรู้สึกแนบสนิทเข้ากับความว่าง
จนจิตรู้ความว่างโดยไม่ได้ตั้งใจประคองไว้

สำหรับการติดสมถะขั้นความว่างนั้น
ตรงนั้นเกิดจากการที่เรารู้ไม่เท่ากิเลสประเภทราคะละเอียดครับ
จิตจะมีอาการอ้อยสร้อยอ้อยอิ่งรักใคร่พอใจในความสงบ
ถ้ารู้ทันกิเลสในใจตนเอง จะไม่ติดสมถะหรอกครับ

 จากคุณ : สันตินันท์ [ 12 ก.ค. 2542 / 09:01:06 น. ]
     [ IP Address : 203.151.110.186 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (rising_sun)

สาธุ สาธุ สาธุ

 จากคุณ : rising_sun [ 12 ก.ค. 2542 / 09:11:04 น. ]
     [ IP Address : 203.134.2.92 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (ทองจันทร์)

สาธุในธรรมปฏิบัติและอนุโมทนาครับคุณกลอรี่ และขอบคุณคุณอาสันตินันท์ที่แนะนำเพิ่มเติมครับ

 จากคุณ : ทองจันทร์ [ 12 ก.ค. 2542 / 09:15:03 น. ]
     [ IP Address : 203.151.82.4 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (มะขามป้อม)

สาธุ
ขอบคุณครับ

 จากคุณ : มะขามป้อม [ 12 ก.ค. 2542 / 09:25:51 น. ]
     [ IP Address : 137.132.5.33 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (สนทนาธรรม)

สาธุ ๆ ๆ ครับ... คุณ morning_glory…
ละเอียดดีมากเลยครับจะนำไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติต่อไปครับ…
เอ่อ... เมื่อวันอาทิตย์ที่ chat กันพอดีสายโทรศัพท์หลุดไปครับ…
ต้องขออภัยด้วยครับที่ต้องเลิก chat ไปกลางครัน…

พอดีไปดูกระทู้ที่กลุ่มห้องสมุด… ในกระทู้เดียวกันนี้… มีจำนวนผู้ตอบไม่ตรงกันครับ… อย่างเช่นเวลาคุณพัลวันตอบ… คำตอบของคุณพัลวันไม่ปรากฏในห้องสมุด… หรือเวลาที่ห้องสมุดตอบ… คำตอบก็ไม่ปรากฏที่ลานธรรมเสวนา… หรือว่าเป็น concept ที่คุณ morning_glory… ปรารถนาจะให้เป็นอย่างนี้ก็ไม่เป็นไรครับ… ผมอาจจะเข้าใจผิดไปเองก็ได้ครับ… อิ อิ 8-)

 จากคุณ : สนทนาธรรม [ 12 ก.ค. 2542 / 10:28:19 น. ]
     [ IP Address : 202.44.216.117 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (พัลวัน)

ที่คุณอาสันตินันท์กล่าวว่า

"สำหรับการติดสมถะขั้นความว่างนั้น
ตรงนั้นเกิดจากการที่เรารู้ไม่เท่ากิเลสประเภทราคะละเอียดครับ
จิตจะมีอาการอ้อยสร้อยอ้อยอิ่งรักใคร่พอใจในความสงบ
ถ้ารู้ทันกิเลสในใจตนเอง จะไม่ติดสมถะหรอกครับ"

ผมกำลังติดตรงนี้พอดีครับ ไม่รู้ว่าว่างไม่ว่าง ไม่ได้สนใจครับ แต่เห็นตัวยินดีในความสงบแทรกอยู่ครับ แทรกอยู่ในความสงบนั่นแหละ เหมือนกับมีการเคลื่อนไหวน้อยๆ ก็เลยดูอยู่ครับ (ชอบดูด้วยสิครับ ก็เลยดูความชอบดูไปด้วยครับ ต่างจากโทสะที่ไม่ชอบใจครับ แต่ก็ดูความไม่ชอบใจไปด้วย)

 จากคุณ : พัลวัน [ 12 ก.ค. 2542 / 11:38:05 น. ]
     [ IP Address : 203.149.33.176 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (morning_glory)

กระทู้นี้ที่จริงก็มาจากเรื่องที่คุยกับคุณสนทนาธรรม เมื่อวันก่อนล่ะครับ ต้องขอบคุณที่เตือนให้ผมได้กลับไปฝึก ดูความว่างทั้งแบบเป็นสมถะ และวิปัสสนา
ยังมีพี่ดังตฤณอีกคน ที่เคยพูดเรื่องนี้ไว้ ทำให้ผมสังเกตเห็น ความแตกต่างระหว่างขั้นต้น กับขั้นกลาง พี่เขาอธิบายไว้ด้วยว่า เมื่อไหร่ควรพิจารณาแบบไหน
ก่อนผมจะเขียนกระทู้นี้ จิตก็ไม่ว่างเท่าไหร่หรอกครับ
พอต้องอธิบายธรรม เลยต้องปฏิบัติไป เขียนกระทู้ไป เขียนจบแล้วก็ยังต้องปฏิบัติต่อ เพื่อตรวจสอบว่าที่เขียนไปน่ะ ถูกหรือไม่ถูก ก็เลยปฏิบัติจนถึงความว่างขั้นกลางได้อีกที ช่วงหลังๆนี่มักจะไม่ค่อยถึง เพราะมีเรื่องวุ่นๆ แล้วเผลอไปวุ่นกับมันด้วย : )

การพูดธรรม จึงได้เป็นผลดีต่อทั้งผู้พูดและผู้ฟัง ด้วยประการฉะนี้

 จากคุณ : morning_glory [ 12 ก.ค. 2542 / 12:22:44 น. ]
     [ IP Address : 194.83.240.22 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (Mike)

สาธุครับ

 จากคุณ : Mike [ 12 ก.ค. 2542 / 12:27:02 น. ]
     [ IP Address : 203.159.0.15 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (นิดนึง)

รบกวนคุณกลอรีอีกครั้งค่ะ
หมู่นี้ไม่รู้เป็นไงขี้สงสัยจัง
กรุณาอธิบายขั้นต้นกับขั้นกลางด้วยค่ะ

 จากคุณ : นิดนึง [ 12 ก.ค. 2542 / 13:36:46 น. ]
     [ IP Address : 203.155.33.8 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (Passer-bY)

ขอบคุณครับ ผมขอเอาเรื่องนี้เป็น Case Study เลยนะครับ
...:)

 จากคุณ : Passer-bY [ 12 ก.ค. 2542 / 16:11:58 น. ]
     [ IP Address : 202.28.162.10 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (morning_glory)

อยากจะตอบน้านิด นะครับ แต่ว่า น้านิดช่วยถามจุดที่อยากให้ผมอธิบายเฉพาะเจาะจงได้ไหมครับ
ไม่งั้นสงสัยต้องพูดซ้ำทั้งเรื่อง เพราะทั้งกระทู้ก็พูดถึงขั้นต้น กับขั้นกลาง แค่นั้นเเอง

 จากคุณ : morning_glory [ 12 ก.ค. 2542 / 17:19:21 น. ]
     [ IP Address : 194.83.240.22 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (Lee)

สาธุครับ
น้อง Glory เป็นการเล่าที่ทำให้รู้ว่า สิ่งที่พี่สันตินันท์สอน
เป็นสิ่งที่ทำได้จริง มีคนทำได้แล้ว นอกจากพี่เขา (ผมยกให้พี่เขาเป็นกรณียกเว้นไว้รายนึง)

ผมบางทียังลังเลบ้าง เพราะการดูจิตทั้งวันนี่ พอตกเย็นๆ จะรู้สึกว่าเบลอๆ ไม่แจ่มใส บางทีอยากจะไปนั่งสมถะยาวๆ เพื่อพักจิตด้วยซ้ำ ทั้งที่ตัวเองก็ไม่สามารถดูจิตได้ตลอดเวลา

รู้สึกว่า การจะทำได้นี่ต้องมีพื้นทางจิตที่นิ่งๆ เวลาทำอะไรๆ พอสมควร คนที่ฟุ้งซ่านนี่ แค่จับตาความฟุ้งตนเองนี่ก็เหนื่อยแล้ว

 จากคุณ : Lee [ 12 ก.ค. 2542 / 18:20:10 น. ]
     [ IP Address : 203.155.128.250 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (มะเหมี่ยว)

ขอบคุณมากค่ะ คุณกลอรี่
พื้นฐานด้านสมถะที่ดี ทำให้ก้าวไปสู่วิปัสสนาได้ง่ายขึ้นใช่ไหมคะ แต่รู้สึกว่าเมื่อมีสิ่งกระทบ ก็ยังทำให้จิตไหวได้ง่ายอยู่ดี ง่ายจริง ๆ ตรงนี้นี่มีเคล็ดลับในการปรับใจทำสมถะยังไงกันบ้างคะ หรือว่าปล่อยไป เดี๋ยวมันก็กลับมาเป็นปกติได้เอง ?

 จากคุณ : มะเหมี่ยว [ 12 ก.ค. 2542 / 19:49:13 น. ]
     [ IP Address : 202.183.252.212 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (นิดนึง)

น้านิดสงสัยตรงที่ว่าตรงไหนที่แยกเป็นส่วนต้นส่วนกลางนั่นแหละค่ะ
และการพิจารณาแตกต่างกันอย่างไรคะ เฉพาะตรงส่วนต่างนี่แหละค่ะ

 จากคุณ : นิดนึง [ 12 ก.ค. 2542 / 20:46:02 น. ]
     [ IP Address : 158.108.2.82 ]


 ความคิดเห็นที่ 18 : (Lostboy)

ขออนุโมทนาและสาธุการครับ
อ่านแล้วสงบกายสงบใจ
ชวนให้อยากปฏิบัติ

ขอตอบคุณนิดนึงตามความเข้าใจนะครับ
ส่วนต้นที่ glory พูดถึง หมายถึง การที่จิตเห็นว่าจิตนี้มีตัณหา ตัณหาทำให้จิตเศร้าหมอง และเป็นทุกข์ หากจิตว่างจากตัณหาก็จะไม่เกิดทุกข์ นี่คือจิตว่างในส่วนต้น
ต่อมา เมื่อจิตมีความสงบตั้งมั่นอยู่ก่อน หากจิตไปคิดหรือไปรู้สิ่งใด จิตก็จะไหวตัว ทำให้จิตเสียสภาพ สงบ ตั้งมั่น และเป็นกลางนั้น เมื่อจิตรู้เช่นนั้น จิตก็จะพอใจที่รักษาอุเบกขานั้นไว้ และรู้ว่าการที่รู้สักแต่ว่ารู้อย่างเดียวนั้น เป็นสุขอย่างยิ่ง นี่เรียกว่า จิตว่างในขั้นกลาง (ตรงจุดนี้ต้องจิตต้องเป็นสมถะมากถึงระดับหนึ่งจริงๆ จึงจะรู้อย่างนี้ได้)
ทีนี้ก็เกิดทางแยกขึ้นมาว่า หากจิตพอใจอยู่กับรู้สักแต่ว่ารู้อย่างนี้ จิตก็ยังมีราคะอย่างละเอียดที่สุดอยู่ จิตจมแช่อยู่กับส่ิงนี้ ซึ่งยังถือว่าเป็นสมถะ
แต่หากจิตหันกลับมาพิจารณาตัวจิตเอง จนเห็นอวิชชา และทำลายไปได้ ที่ว่า พบจิตผู้รู้ให้ทำลายจิตผู้รู้เสีย ก็จะถึงจิตว่างขั้นสุดท้ายนั่นแหล่ะครับ

ขอถือโอกาสอธิบายให้คุณนิดนึงฟัง เพื่อเป็นการซักซ้อมความเข้าใจจากการอ่านของตัวเองด้วยครับ
หากเข้าใจผิดที่ใด ก็โปรดช่วยแก้ไขให้ด้วย

ส่วนที่คุณมะเหมี่ยวถาม ผมว่าสมถะ หรือจิตที่สงบ ตั้งมั่น เป็นกลาง ว่างจากกิเลส เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับวิปัสสนาเลยทีเดียวครับ เพราะหากยังไม่เห็นจิตที่ผ่องใสเป็นกลางว่าเป็นอย่างไร ก็จะไม่มีตัวเปรียบเทียบ จะไม่เห็นความแตกต่าง ว่าตัณหา ตลอดจนถึงการไหวตัวของจิต ทำให้เป็นทุกข์ได้อย่างไร เหมือนอย่างไม่เคยเห็นน้ำใสบริสุทธิ์มาก่อน ก็ไม่รู้ว่าสิ่งปฏิกูล(กิเลส) ทำให้น้ำขุ่นได้อย่างไร ไม่รู้ว่านี่เรียกว่านำ้ขุ่น ไม่รู้ว่ามีน้ำใสกว่านี้ ไม่รู้ว่าน้ำขุ่นนี้ไม่ดีอย่างไร เช่นผมเคยสงสัยว่า ความอยากบางอย่าง เช่นอยากกินของอร่อย หรือ มองผู้หญิงสวยๆ ทำให้ผมเป็นทุกข์ได้อย่างไร ในเมื่อผมแค่อยากมองเฉยๆ ไม่ได้มองก็ไม่ได้ทุกข์อะไร แต่หากเข้าใจว่าจิตผ่องใสเป็นอย่างไรแล้ว ราคะพวกนี้ ถึงจะทำให้เราไม่เป็นทุกข์อะไรมากมาย แต่ก็ทำให้จิตเราเศร้าหมอง และสูญเสียความสุขสงบไป และเป็นต้นเหตุให้จิตฟุ้งซ่าน เป็นทุกข์ต่อไป

ส่วนที่ว่าจะทำยังไงให้จิตไหวได้ยากนั้น ก็ลองหาฐานของสติที่ตัวเองถนัด ได้ผลกับตัวเองที่สุด และเหมาะสมกับสถานการณ์นั้นๆ เช่น การตามดูอิริยาบถย่อยต่างๆ ลมหายใจ พุทโธ หรือแม้แต่สังฆานุสติ ในกระทู้ด้านล่าง ก็ช่วยได้มากครับ

 จากคุณ : Lostboy [ 12 ก.ค. 2542 / 23:09:04 น. ]
     [ IP Address : 161.200.255.162 ]


 ความคิดเห็นที่ 19 : (morning_glory)

อนุโมทนากับ คำอธิบายของ Lostboy นะครับ
Lostboy เข้าใจสิ่งที่ผมสื่อได้ตรงจุดครับ แล้วก็ยังช่วยอธิบาย หลายๆจุดที่ผมเขียนไม่ชัดเจน ให้ชัดเจนขึ้นอีก หากผมอธิบายตอบเอง ก็คงไม่ชัดเจนเท่านี้
ขอบคุณมากครับ

 จากคุณ : morning_glory [ 13 ก.ค. 2542 / 00:35:42 น. ]
     [ IP Address : 194.83.240.22 ]


 ความคิดเห็นที่ 20 : (Acura)

อนุโมทนา กับ morning_glory และ Lastboy ครับ

 จากคุณ : Acura [ 13 ก.ค. 2542 / 04:02:50 น. ]
     [ IP Address : 24.2.100.239 ]


 ความคิดเห็นที่ 21 : (สนทนาธรรม)

สาธุ ๆ ๆ ครับ...

 จากคุณ : สนทนาธรรม [ 13 ก.ค. 2542 / 08:28:09 น. ]
     [ IP Address : 202.44.216.139 ]


 ความคิดเห็นที่ 22 : (นิดนึง)

ขอบคุณ Lostboy มากค่ะ
ช่วยกันตอบช่วยกันอธิบายอย่างนี้ ชื่นใจจริงๆ ค่ะ
สาธุค่ะ

 จากคุณ : นิดนึง [ 13 ก.ค. 2542 / 09:13:13 น. ]
     [ IP Address : 203.155.33.8 ]


 ความคิดเห็นที่ 23 : (สันตินันท์)

ถ้าคุณ Lee รู้สึกล้า ก็ควรทำความสงบบ้างครับ จิตจะได้พักผ่อนบ้าง

ทั้ง morning_glory และ Lostboy อธิบายได้ดี ขออนุโมทนาครับ
ที่จริงแล้ว ถ้าเราเจริญจิตตานุปัสสนาอยู่อย่างต่อเนื่อง
ไม่ว่าใครก็จะเห็นกลไกของจิตในลักษณะเดียวกันนี้
และตรงตามกฏของปฏิจจสมุปบาทครับ

ธรรมะลึกซึ้ง แต่ไม่ลึกลับ
ไม่มีทางใดจะเข้าใจได้ นอกจากลงมือทำด้วยตนเอง

 จากคุณ : สันตินันท์ [ 13 ก.ค. 2542 / 14:39:22 น. ]
     [ IP Address : 203.151.110.189 ]


 ความคิดเห็นที่ 24 : (rising_sun)

สาธุทั้งlostboy และmoring_gloryครับ

อ่านแล้วชื่นใจจริงครับ

 จากคุณ : rising_sun [ 13 ก.ค. 2542 / 16:03:55 น. ]
     [ IP Address : 203.134.2.92 ]


 ความคิดเห็นที่ 25 : (ทองคำขาว)

สาธุครับ ทั้งความก้าวหน้าในการอธิบายและการปฏิบัติ
ของคุณ Lostboy

หลังๆเห็นหลายๆคนจับหลักเข้าทิศเข้าทางได้
น่าโมทนาทั้งนั้น อ่านแล้วเป็นปิติถึงใจดี
ชวนให้น่าปฏิบัติต่อๆกันได้

 จากคุณ : ทองคำขาว [ 13 ก.ค. 2542 / 17:19:49 น. ]
     [ IP Address : 133.46.12.244 ]


 ความคิดเห็นที่ 26 : (tuli)

ยินดีด้วยครับกับความก้าวหน้าในทางธรรม
ณ ที่แห่งนี้ได้เห็นคนกลุ่มหนึ่งซึ่งไหลไปตามกระแสแห่งนิพพาน

 จากคุณ : tuli [ 13 ก.ค. 2542 / 19:14:23 น. ]
     [ IP Address : 202.183.249.180 ]


 ความคิดเห็นที่ 27 : (tan~)

ยินดีกับเพื่อนทั้ง2คนด้วย อ่านแล้วยิ้มไม่หุบเลยแหละ
_/|\_ ถึงแม้ว่าเราจะไม่ค่อยเข้าใจซักเท่าไหร่นะ
แต่จะพยายามต่อไป

 จากคุณ : tan~ [ 14 ก.ค. 2542 / 13:42:52 น. ]
     [ IP Address : 161.246.10.22 ]


 ความคิดเห็นที่ 28 : (morning_glory)

เอามาฝากเพิ่มเติม จากกระทู้ 82 นะครับ
ท่านพูดถึงการปฏิบัติในขั้นกลาง ที่ว่าเห็นก็สักแต่ว่าเห็นไว้ดังนี้

. . . . . "มาลุงกยบุตร ! เธอรู้เนื้อความแห่งธรรม ที่เราแสดงโดยย่อให้
พิสดารแล้วว่า
. . . . . ผู้เห็นรูปฯ แล้ว มีจิตไม่กำหนดในรูปทั้งหลาย มีจิตคลายกำหนัด
ในอารมณ์นั้น
. . . . . ทั้งไม่มีความติดในอารมณ์นั้นอยู่เป็นประจำ ผู้นั้นเมื่อเห็นรูปฯ
และเสวยเวทนาอยู่ ทุกข์ย่อมหมดไป และไม่สั่งสมทุกข์ฉันใด ?
. . . . . ผู้นั้นเป็นผู้มีสติเที่ยวไป เมื่อไม่สะสมทุกข์อยู่อย่างนี้ เรากล่าวว่า
เป็นผู้อยู่ใกล้นิพพาน ฉันนั้น".
. . . . . . . . . . . . . . . สังคัยหสูตร ๑๘/๗๗

คือเห็นรูปแล้ว ก็ไม่ "กำหนด" ในรูปนั้น คือไม่คิดว่าเป็นรูปอะไร รู้แค่ว่า "รูป" แล้วจิตจะไม่ไปติดชอบใจไม่ชอบใจในรูปนั้น ความทุกข์ ที่เคยเกิดเพราะไปติด ก็ไม่เกิด ความทุกข์ที่จะไปติดอีก ก็ไม่เกิด
อ่านพระสูตรนี้แล้ว ปีติจริงๆครับ ท่านอธิบายธรรมขั้นลึกทีเดียว พอมาได้ฝึกปฏิบัติเอง ถึงอ่านรู้เรื่อง ว่าท่านพูดถึงอะไร

 จากคุณ : morning_glory [ 15 ก.ค. 2542 / 17:37:40 น. ]
     [ IP Address : 194.83.240.22 ]


 ความคิดเห็นที่ 29 : (นิดนึง)

ตามมาสาธุอีกครั้งค่ะ
สาธุ สาธุ สาธุ

 จากคุณ : นิดนึง [ 16 ก.ค. 2542 / 10:49:23 น. ]
     [ IP Address : 203.155.128.252 ]


 ความคิดเห็นที่ 30 : (พัลวัน)

น้อง glory

เยี่ยม! ความเห็นที่ 28 เยี่ยม! ตรงกับใจพอดีเลย กำลังหาอะไรยืนยันอยู่เนี่ย!!!!!

 จากคุณ : พัลวัน [ 20 ก.ค. 2542 / 14:19:44 น. ]
     [ IP Address : 203.146.28.21 ]


 ความคิดเห็นที่ 31 : (Bookpig)

Satu ka

 จากคุณ : Bookpig [ 23 ก.ค. 2542 / 14:14:52 น. ]
     [ IP Address : 203.124.2.30 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!