ปฏิบัติธรรม : ความเป็นปฏิปักษ์กับสิ่งแวดล้อม
 เนื้อความ :

พวกเรานักปฏิบัติธรรมเคยรู้สึกกันบ้างไหมว่า
บางครั้งเราอยากหลีกหนีจากสภาพแวดล้อมที่กำลังประสบอยู่
จากมหาวิทยาลัย จากงาน จากครอบครัว จากบ้าน จากถนนหนทางที่ต้องผ่านจำเจอยู่ทุกวัน
ไม่ว่าผู้คน หรือสภาพแวดล้อม ล้วนแต่น่าเบื่อหน่าย
ล้วนแต่ไม่ดี ไม่เหมาะ กับเราผู้ปฏิบัติธรรมสักอย่างเดียว
จิตใจก็น้อมไปในทางที่อยากจะหามุมสงบสักแห่งหนึ่ง อยู่กับตัวเองเงียบๆ
บางคนถึงกับอยากทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างไปบวช เพื่อปฏิบัติธรรม

ความรู้สึกอย่างนี้ถ้านานๆ เกิดขึ้นสักครั้งก็ไม่เท่าไหร่
แต่ถ้าเกิดเป็นประจำ ความเบื่อหน่ายนั้นแหละจะกัดกร่อนจิตใจของเรา
เกิดความเซ็ง ความหดหู่ท้อแท้ มีโทสะติดอยู่ที่ปลายจมูก
สิ่งเหล่านี้คือการจมทุกข์อยู่ในปัจจุบัน โดยฝันหวานไปถึงอนาคต
นี้เป็นโรคทางใจที่จำเป็นต้องรีบเยียวยาแก้ไข

แท้จริงการปฏิบัติธรรมนั้น ไม่เลือกสถานที่ ไม่เลือกบุคคล และเวลา
นักปฏิบัติไม่ควรเป็นปฏิปักษ์กับสิ่งแวดล้อม
แต่ควรฝึกฝนตนเอง ให้สามารถปฏิบัติธรรมได้ในที่ทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อ
กิเลสเกิดขึ้นเดี๋ยวนี้ ก็ต้องรู้เดี๋ยวนี้ ต้องพัฒนาจิตใจของตนเองเดี๋ยวนี้
ไม่ใช่สงวนกิเลสเอาไว้ก่อน แล้วพยายามแก้ไขที่คนอื่น สิ่งอื่น
หรือผลัดไปต่อสู้กับกิเลสในเวลาอื่น

ถ้าเราเป็นทุกข์เดี๋ยวนี้ ก็ต้องลงมือหาทางออกจากทุกข์เดี๋ยวนี้
ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะกล่าวโทษว่า ความทุกข์มาจากคนนั้น สิ่งนั้น
เพราะแท้ที่จริงแล้ว ถ้าจิตของเรานี้ไม่ว่ิงออกไปหาทุกข์มาใส่ตัว
ความทุกข์จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย

แทนที่จะเป็นปฏิปักษ์กับสิ่งแวดล้อม
แทนที่จะเพ่งโทษผู้อื่น หรือสิ่งอื่น
มาพากเพียรศึกษากิเลสในจิตใจของเราเองดีกว่า
เพื่อเราจะพ้นทุกข์ได้ตั้งแต่เดี๋ยวนี้
แม้สิ่งแวดล้อมจะเลวร้ายประการใดก็ตาม

ไม่มีใครทำให้เราเป็นทุกข์ได้หรอก
นอกจากเราทำของเราเอง ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์
แล้วก็รับผลอันแสบร้อนนั้นด้วยตนเอง
อย่างยุติธรรมที่สุดแล้ว

 จากคุณ : สันตินันท์ [ 8 ก.ค. 2542 / 13:02:46 น. ]
     [ IP Address : 203.151.110.193 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (นิดนึง)

วันนี้นั่งมองรถติดอย่างมากแล้วรู้สึกว่าเบื่อจริงๆ
ทำไมเราต้องมาเจอกับสภาพอย่างนี้ทุกๆ วัน
แล้วก็รู้สึกว่า เอ๊ะ! เบื่อหรือ เป็นอารมณ์เข้ามาเกาะหรือ
พอมองเข้ามาจริงๆ ก็รู้สึกเฉยๆ แล้วก็ตอบเองเสร็จว่า
มันเป็นอย่างนี้แหละ และก็ยังมีสิ่งที่เป็นโลก ที่ดูแล้ว
ก็วนเวียนอยู่อย่างนี้ ความเบื่อหน่าย หรือไม่เบื่อหน่าย
มันก็ยังเป็นอยู่อย่างนี้ มองดูจิตดูใจตัวเอง เบื่อหรือเปล่า
มันคนละเรื่องกัน กิเลสหลอกเราบ้าง เราหลอกกิเลสบ้าง

นั่งนึกว่าถ้าเราอยู่ที่สงบ แล้วมันจะดีหรือ ไม่แน่หรอก
ถ้าทุกอย่างสงบเงียบแล้ว แต่จิตใจไม่ได้สงบได้ด้วย
จะยิ่งร้ายไปกว่านี้หรือไม่

ขอบพระคุณพี่สันตินันท์ค่ะที่ช่วยเตือนสติ
เช้านี้นั่งรถมาทำงานรู้สึกอย่างนี้จริงๆ

 จากคุณ : นิดนึง [ 8 ก.ค. 2542 / 13:17:10 น. ]
     [ IP Address : 203.155.33.8 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (พัลวัน)

ผมเองก็เคยมีบางหน ที่นึกอยากจะไปอยู่ในที่เงียบๆ นั่งดูกิเลสในใจที่มันผุดขึ้นมาเหมือนกันครับ แต่พอเกิดความนึกคิดไปอย่างนั้นแล้ว ก็หันกลับมาดูตัวกิเลสที่ทำให้นึกคิดไปอย่างนั้น ก็ได้รู้จักกับตัวความอยากครับ ได้รู้ว่ามันอาศัยสัญญา (บางอย่าง เช่น ความจำเรื่องราวที่เคยไปเดินป่า) มากระตุ้นวูบขึ้นมาในใจบ้าง ได้อาศัยรูป (ต้นไม้ที่ลมพัดผ่าน) ที่กระทบกับสายตาบ้าง ได้อาศัยสัมผัสที่มีลมพัดผ่านกายเอื่อยๆเบาสบายบ้าง ก็เลยได้ประโยชน์จากการนี้อยู่พอควร

และที่รู้เห็นบ่อยที่สุดคือ ความอยากอย่างนี้มักตามมาด้วยความท้อหมดกำลังใจ หรือฟูเฟื่องของใจ เช่นกัน และทั้งสองอย่างนั้นก็เป็นเหตุให้ไม่หันมามองจิตในปัจจุบัน ไม่รู้กิเลสในปัจจุบัน แต่กลับไปอยู่กับความฝันอันตนอยากให้เป็น และทำให้ใจเศร้าหมองหมดกำลังไปในที่สุด

จากเรื่องสัมมาปฏิปทาที่หลวงปู่ชาท่านได้สั่งสอนเอาไว้ ว่าการปฏิบัติที่สม่ำเสมอในทุกอริยาบถ ในทุกกาล ในทุกที่ นั่นคือ สัมมาปฏิปทา ซึ่งเป็นคำสั่งสอนที่ผมน้อมรับมาจนหมดใจ (เมื่อก่อนนี้ก็ไม่น้อมรับเหมือนกัน) และนำมาเป็นหลักในการปฏิบัติ จะมีเผลอไปบ้างก็ตอนทำงาน หากวันไหนงานมาก เร่งมาก ก็พักมาดูกิเลสในใจน้อยลง หากวันไหนงานไม่มาก ก็พักกลับมาดูที่ใจตัวเองบ่อยครั้งขึ้น ยิ่งวันไหนไม่ต้องขับรถมาทำงาน เป็นวันที่ชื่นชอบที่สุด เพราะได้นั่งเฝ้าใจ รอดูว่ากิเลสตัวใดมันจะเกิดมาให้รู้จักหน้าค่าตากันบ้าง (หลังจากที่แอบอยู่กับเราโดยไม่แนะนำตัวมานานแสนนาน)

(และผมสนุกมากครับ ที่เมื่อใดก็ตามสามารถกลับมาดูตัวที่กำลังหลอกล่อให้เราเผลอ ให้เราฟุ้งซ่าน หงุดหงิด ง่วงซึม ฯลฯ. สนุกที่ได้รู้จักกับกิเลสทั้งหลายที่แวะเวียนมาเยี่ยมมาเยือนครับ)

 จากคุณ : พัลวัน [ 8 ก.ค. 2542 / 13:19:31 น. ]
     [ IP Address : 203.149.32.25 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (Acura)

ขอบคุณ คุณอา มาครับพี่ เตือน สติ

 จากคุณ : Acura [ 8 ก.ค. 2542 / 13:28:19 น. ]
     [ IP Address : 24.2.100.239 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (Acura)

ขอโทษครับ พิมพ์ผิดครับ

ขอบคุณ คุณอามากครับที่ เตือน สติ

 จากคุณ : Acura [ 8 ก.ค. 2542 / 13:29:23 น. ]
     [ IP Address : 24.2.100.239 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (น้องน้อย)

ทุกวันนี้พยายามดูทุกข์ดูสุขอยู่เสมอครับ
เห็นบ้างไม่เห็นบ้าง เผลอไปตามทุกข์สุขก็บ่อยครับ แต่พยายามดูมันไม่เลิก
ทำแบบนี้แล้วรู้สึกว่าโลกมันก็งั้นๆ สักแต่ว่าเป็นไป
ความรู้สึกแบบนี้มาทีละวูบครับ มาแล้วก็ไป
ยังไงก็จะพยายามทำต่อไปครับ
ต้องขอบพระคุณคุณอาด้วยครับ :)

 จากคุณ : น้องน้อย [ 8 ก.ค. 2542 / 13:41:17 น. ]
     [ IP Address : 161.200.255.163 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (ชอบธรรม)

ผมรู้สึกว่าตอนไปอยู่ในสถานที่ที่สงบเงียบดี ก็ดีอยู่หรอกครับ แต่ดีอยู่ได้ไม่นาน ก็ฟุ้งซ่านเหมือนเก่า
อยู่ในชีวิตประจำวันเหมือนเดิม มีหลายสิ่งหลายอย่างผ่านเข้ามา ทำให้เกิดการเรียนรู้ได้มากกว่าอยู่ที่เงียบๆเสียอีก และหลายครั้งก็ได้เจอกัลยาณมิตรที่ดีเหมือนอย่างที่นี่ครับ

 จากคุณ : ชอบธรรม [ 8 ก.ค. 2542 / 14:09:39 น. ]
     [ IP Address : 203.152.40.161 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (โยคาวจร)

เมื่อก่อนเกิดขึ้นบ่อยมาก มองเห็นทุกอย่างวุ่นวายไปหมด
ไม่อยากเรียน ไม่อยากทำงาน เห็นอนาคตถ้ามีครอบครัว มีเมีย มีลูก หลาน
คงวุ่นอยู่ตลอด คงไม่มีเวลาปฏิบัติธรรม แต่อีกใจหนึ่งก็ยังชอบทางโลกอยู่
จนถึงวันหนึ่ง ได้บวช คิดว่าสบายแล้วเรา คงจะเข้าถึงทางแห่งความสงบได้บ้าง
แต่เมื่อเป็นพระจริงๆ กลับหดหู่หัวใจยิ่งกว่าเก่า ทั้งวัดไม่มีใครปฏิบัติธรรมเลย
จึงต้องหาอ่านเอาจากตำรา ทำไปแบบงูๆ ปลาๆ ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น
3 เดือนที่เคยมองว่านิดเดียว กลับยาวนานยิ่งนัก
แต่ละวันผ่านไปอย่างช้าๆ นั่งมองปฏิทิน นั่งมองดวงอาทิตย์ตกดินไปวันๆ
นั่งฝันหวานว่าถ้าสึกออกไปแล้วมีโครงการจะทำอะไรบ้าง
ตอนอยู่บ้านยังมีอะไรให้ทำเยอะแยะ แต่อยู่วัดไม่รู้จะทำอะไร
กามราคะก็เข้ามารบกวนไม่ว่างเว้น อยากเอาหัวชนข้างฝาจริงๆ
สติปัฏฐานสี่ก็ไม่รู้จัก เจริญสมาธิแบบอานาปานสติก็ทำไม่ได้
สรุปแล้วผิดหวังกับการเป็นนักบวชมาก การไม่รู้ทาง การไม่มีครู
เป็นชีวิตที่มืดมนจริงๆ เปลืองข้าวสุกชาวบ้านเปล่าๆ
ถึงแม้ตอนนี้จะมีความเบื่อหน่ายเกิดขึ้นมาบ้างเป็นครั้งคราว
แต่ก็ไม่บ่อยนัก และรู้แล้วว่าจะต้องทำอย่างไร
คงจะต้องมองตามสภาพความเป็นจริงมากขึ้น

 จากคุณ : โยคาวจร [ 8 ก.ค. 2542 / 14:53:50 น. ]
     [ IP Address : 207.48.64.69 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (ปุถุชน)

กราบขอบพระคุณครับ

 จากคุณ : ปุถุชน [ 8 ก.ค. 2542 / 15:20:47 น. ]
     [ IP Address : 203.151.102.171 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (rising_sun)

ขอบคุณพี่มากครับ

 จากคุณ : rising_sun [ 8 ก.ค. 2542 / 15:35:00 น. ]
     [ IP Address : 203.134.2.92 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (คิดเอาเอง)

เมื่อก่อนผมก็มีความอยากจะไปอยู่ที่สงบ ๆ เหมือนกัน
เดี๋ยวนี้เฉย ๆ แล้วคร้บ
แต่นาน ๆ ไปอยู่สักทีก็ดีเหมือนกัน
เพราะเป็นคนชอบอยู่ในที่เงียบ ๆ ไม่มีผู้คนพลุกพล่าน

 จากคุณ : คิดเอาเอง [ 8 ก.ค. 2542 / 16:17:32 น. ]
     [ IP Address : 202.6.107.20 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (บัวใต้น้ำ)

สาธุครับ เตือนสติได้อีกแล้ว

 จากคุณ : บัวใต้น้ำ [ 8 ก.ค. 2542 / 16:58:39 น. ]
     [ IP Address : 192.150.251.2 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (ทองจันทร์)

ขอบคุณมากครับ ชอบคำว่าสัมมาปฏิปทาครับ คือไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน
อย่างไร หากรู้วิธีปฏิบัติที่ถูกต้องแล้วก็สามารถเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสได้เสมอ แต่บางทีสัปปายะก็มีส่วนสำคัญอันจะนำให้เกิดธรรม
ปฏิบัติในเบื้องต้น แต่ผู้ที่มีสัมมาปฏิปทาแล้วไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็คงไม่ต่างกันนะครับ

 จากคุณ : ทองจันทร์ [ 8 ก.ค. 2542 / 16:59:01 น. ]
     [ IP Address : 203.151.82.7 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (ทรายแก้ว)

กราบขอบพระคุณพี่สันตินันท์ค่ะ

 จากคุณ : ทรายแก้ว [ 8 ก.ค. 2542 / 17:12:14 น. ]
     [ IP Address : 171.66.164.159 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (tuli)

*ขอบคุณครับ พี่ตั้งกระทู้บ่อยๆนะครับ ที่นี่จะได้ไม่เงียบเหงาจนเกินไป
*เมื่อก่อนก็คิดจะบวชครับ แต่อยู่ไปก็เข้าใจว่าธรรมะ มีอยู่ทุกที่ ทุกเวลา
*เดี๋ยวนี้ ปฏิบัติอยู่ตลอดเวลาครับ ไม่จำเป็นต้องบวช หรือไปแสวงหาอะไร ใจมันหยุดอยู่ตรงนี้

 จากคุณ : tuli [ 8 ก.ค. 2542 / 19:15:38 น. ]
     [ IP Address : 202.183.230.41 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (Lostboy)

ขอบคุณครับ
หากเห็นสักแต่ว่าเห็น ได้ยินสักแต่ว่าได้ยิน ฯลฯ
ทุกข์ก็คงไม่เกิดขึ้น

 จากคุณ : Lostboy [ 8 ก.ค. 2542 / 20:23:49 น. ]
     [ IP Address : 161.200.255.163 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (Lee)

รู้ทันจังนะครับ พี่สันตินันท์

ความจริงช่วงนี้ผมนั่งฝันหวานเสมอว่า จะพยายามย้ายไปอยู่ไปต่างจังหวัด แล้วอยู่สงบๆ จะได้ปฏิบัติธรรมให้ชุ่มเลย

 จากคุณ : Lee [ 8 ก.ค. 2542 / 21:06:54 น. ]
     [ IP Address : 203.155.128.249 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (Mike)

ขอบคุณพี่สันตินันท์มากครับที่ช่วยเตือนสติ
ผมก็เคยรู้สึกว่าการใช้ชีวิตแบบฆราวาสนี่ช่างวุ่นวายเหลือเกิน ตอนนั้นเข้าใจว่า
ความวุ่นวาย หงุดหงิด กังวล มันเกิดจากสิ่งแวดล้อมภายนอก ตอนนั้นนึกว่าถ้าออกไป
อยู่ที่สงบๆแล้วจะไม่เกิดความรู้สึกวุ่นวายแบบนี้อีก แต่ก็ไม่ได้เป็นอย่างที่คิด ถึงอยู่สงบๆ
คนเดียว ความฟุ้งซ่าน ความวุ่นวายใจ ก็ยังมีอยู่ ผมเข้าใจ
เลยว่าการแก้ปัญหาความทุกข์มันต้องแก้ที่ใจตัวเอง
สุข ทุกข์ มันอยู่ที่จิตของเราเท่านั้น

 จากคุณ : Mike [ 8 ก.ค. 2542 / 21:23:26 น. ]
     [ IP Address : 203.159.0.15 ]


 ความคิดเห็นที่ 18 : (นกเอี้ยง)

ถ้านี่ไม่ใช่กะทู้ ธรรมะนะคะ เอี้ยงคงต้องร้องว่า ตรงใจชั้นเลย ออกมาแน่ๆ ค่ะ ขอบคุณมากค่ะพี่สันตินันต์ ความรู้สึกนี้ เป็นมานานแล้วก็บ่อยมาก เมื่อก่อนกว่าจะ จะลงมือทำสมาธิทำที่บ้านได้ ก็ร้อนรนกับความคิดที่ว่าบ้านไม่ใช่วัด เพราะงั้นแทบไม่อยากทำสมาธิในบ้านเลย โชคยังดีที่มีเพื่อนคอยดึงคอยรั้งไว้จนได้เริ่มลงมือทำ เมื่อปีที่แล้ว แต่กระนั้นเมื่อ 2-3 วันมานี้ความรู้สึกอยากหลีกหนีจากสภาพแวดล้อมก็เป็นกับที่ทำงานจนอยากจะลาพักร้อนไปเลย 1 อาทิตย์ เพราะหงุดหงิดเหลือเกิน อ่านของพี่แล้ว แหะๆ รู้สึกโดนว่าอย่างจังดีจริงๆ ค่ะ

 จากคุณ : นกเอี้ยง [ 8 ก.ค. 2542 / 21:51:08 น. ]
     [ IP Address : 203.149.11.65 ]


 ความคิดเห็นที่ 19 : (สนทนาธรรม)

…สาธุ ๆ ๆ ครับพี่สันตินันท์…
คนเรานั้นถ้ามีชีวิตอยู่ ณ เพียงขณะจิตเดียว... เกาะเกี่ยวกับสิ่งที่มากระทบเพียงปัจจุบัน... มีสติกำหนดรู้อยู่ในความเกิดดับของอารมณ์… เห็นความกระเพื่อมไหวขึ้นรับรู้อารมณ์ของจิตเป็นละลอกแล้วละลอกเล่า… เหมือนตาเห็นเพียงคลื่นที่ไหวอยู่ในทะเลตลอดเวลา... สุขสงบเย็นก็เกิดขึ้นในปัจจุบันนั้นเอง... ไม่ต้องไปแสวงหาสวรรค์วิมาน หรือนิพพานจากที่ไหน… ในทางกลับ…จิตที่ขาดสติในการสำนึกจดจ่อ… ขาดสัมปชัญญะในการระลึกรู้อารมณ์ความเป็นปัจจุบัน... และทะยานออกไปไกลจากปัจจุบันเท่าใด... สุขอันเจือด้วยทุกข์… ทุกข์ที่ทำให้ฟุ้งซ่านรำคาญใจ... ก็มักจะมีมากตามไปด้วย... จิตที่ไม่ตั้งมั่นเป็นกลาง… และเผลอเข้าไปคลอเคลียคลุกเคล้า… หรือติดยึดอยู่ในอารมณ์ต่างๆ... ที่ปรุงแต่งฟุ้งกระจายขึ้นมา… อันเนื่องมาจากรูปนามขันธ์ 5… ก็มักจะทำให้เกิดความสุขทุกข์เศร้ารำคาญใจได้ตลอดเวลา... ยิ่งคิดก็ยิ่งร้อน... ยิ่งดิ้นก็ยิ่งเจ็บ… ยิ่งทะยานก็ยิ่งอยาก… ยิ่งยึดก็ยิ่งติด… ใครทำกรรมใดๆ ไว้ก็ย่อมได้รับผลของกรรมนั้น… ใครไม่ทำกรรมใดๆ ไว้ก็ย่อมไม่ได้รับผลของกรรมนั้น… ไม่มีใครเป็นผู้ทำกรรมใดๆ ไว้ก็ไม่มีใครเป็นผู้รับผลของกรรมนั้นๆ…
…ฝากไว้ด้วยใจบริสุทธิ์ครับ… 8-)
…เอ่อ… มีใครเห็นคุณโจโจ้บ้างครับหายไปไหนเอ่ย…

 จากคุณ : สนทนาธรรม [ 8 ก.ค. 2542 / 23:02:01 น. ]
     [ IP Address : 202.44.216.117 ]


 ความคิดเห็นที่ 20 : (มายะจัง)

คุณอาขา.. แล้วถ้ามุมกลับกัน..
ถ้าวันๆเราเอาแต่รู้สึกว่าทุกอย่างดี น่าทึ่ง น่าสนใจ มีความสุขไปหมดล่ะคะ .. อืมม.. จะพูดยังงัยดี.. มันเป็นความรู้สึก มองสิ่งรอบๆตัว แล้วเห็นดีเห็นงาม ทุกอย่างช่างน่ารักไปหมดน่ะค่ะ ...(มายะรู้ว่าข้อไม่ดีๆมันก็มี แต่ธรรมชาติมายะชอบ ignore มองข้าม ไปมองส่วนดีๆอย่างเดียวซะอยู่เรื่อยเลยแหล่ะ)

อย่างวันนี้รถไฟมาlate มายะก็นึกว่า เอาน่า ดีกว่าเดินไปเป็ฯไหนๆ ..แถมนะ แอร์ก็เสียอีก ร้อนๆสุดๆๆๆ มายะก็ดั๊นรู้สึกว่าเราได้อบซาวน์น่าฟรี ไม่เสียเวลาอ่ะ.. :) เห็นคุณยายหาบของหนักมากเลย ขายชองอยุ่บนรถไฟ ตอนแรกมายะก็สงสาร แต่ก็ได้ยินเค้าพูดอย่างภาคภูมิว่า ตะกร้าเนี๊ยะแหล่ะ ตะกร้าทอง ส่งลูกเรียนจบมาตั้งสามคนแล้วนา.. (ทำให้มายะหัวใจพองโตสุดๆ:)) รถไฟวิ่งผ่านสลัม น้ำครำ ดำปิ๊ดปี๋.. แต่เด็กๆก็กระโดดเล่นกันอย่างสนู๊กก สนุกน่ะ.. อะไรประมาณเนี๊ยะค่ะคุณอา.. มายะรู้สึกว่าอะไรๆก็น่ารักไปหมด ความเป็นมนุษย์มีเสน่ห์จะตาย..ถึงมีทุกข์ก็มีสุข มีความน่ารัก น่าเอ็นดูกันทุกคนเลย..

ทั้งๆที่มายะรู้นะคะ ว่าสุขก็คือทุกข์อย่างนึง แต่มันทำใจไม่เห็นดีเห็นงามเวลาเห็นคนอื่นมีความสุขไม่ได้น่ะค่ะ หัวใจพองโตทุกทีเลย แล้วมายะก็ชอบอารมณ์ที่หัวใจพองโตซะด้วย... อย่างนี้เค้าเรียกกิเลสตัวอะไรคะ มันฝังมายะลึกสุดๆ มันเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้มายะไม่สนใจอยากนิพพาน แล้วก็เลยไม่เริ่มปฏิบัติธรรมจริงๆจังๆเหมือนคนอื่นเค้าซักกะที.. ทำงัยดีคะคุณอาขา...


 จากคุณ : มายะจัง [ 9 ก.ค. 2542 / 04:25:07 น. ]
     [ IP Address : 203.148.211.16 ]


 ความคิดเห็นที่ 21 : (lotusblossom)

ขอบคุณคุณอาสันตินันท์มากนะคะที่ช่วยเตือนสติค่ะ

 จากคุณ : lotusblossom [ 9 ก.ค. 2542 / 04:57:02 น. ]
     [ IP Address : 153.37.83.25 ]


 ความคิดเห็นที่ 22 : (tan~)

ขอบพระคุณอาที่เตื่อนสติค่ะ ต๊านก็ชอบคิดแบบนี้เหมือนกัน แต่ก็ไม่บ่อยนักค่ะ

มายะน่ารักจัง:-D อย่างเนี๊ยเรียกว่า มุทิตาจิตเปล่าคะ ยินดีด้วยเวลาเห็น
คนอื่นมีความสุข แต่ไม่รู้ว่ามีอย่างอื่นด้วยเปล่านะ
แล้วมายะเป็นคนที่ปล่อยวางง่ายดีนะ แล้วก็เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสได้อย่างดี
วันหลังเราเอาไปใช้บ้าง เราขี้หงุดหงิดน่ะ
เราอ่านที่มายะ เขียนก็ยิ้มแป้นเลยแหละ อ่านแล้วเพลินดีเหมือนอ่าน
หนังสือเด็กๆ

 จากคุณ : tan~ [ 9 ก.ค. 2542 / 06:09:00 น. ]
     [ IP Address : 202.44.32.203 ]


 ความคิดเห็นที่ 23 : (พัลวัน)

คุณ มายะจัง ครับ

หากความรู้ของผมไม่ผิดนะครับ น่าจะเรียกว่า ราคะ นะครับ จะทำให้เห็นของที่เป็นทุกข์ ว่าเป็นสุข เห็นของที่น่ารังเกียจ ให้เป็นของที่น่ายินดี

ผมอาจจะไม่ถูกต้องนะครับ แต่เท่าที่สังเกตในใจของผมเอง เห็นว่าเป็นอย่างนั้นครับ โดยเฉพาะ กามราคะ มันทำให้เราตกหลุมรักใครสักคนได้อย่างหัวปักหัวปำ ประเภทรักแรกพบนั่นก็ใช่ครับ จะเลวแสนเลวอย่างไร ก็ดีในสายตาของเราเสมอๆครับ

ผมอาจจะผิดนะครับ ฟังหูไว้หูก็แล้วกันครับ

 จากคุณ : พัลวัน [ 9 ก.ค. 2542 / 07:45:40 น. ]
     [ IP Address : 203.149.33.153 ]


 ความคิดเห็นที่ 24 : (ลิตา)

" ไม่มีใครทำให้เราเป็นทุกข์ได้หรอก
นอกจากเราทำของเราเอง ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์
แล้วก็รับผลอันแสบร้อนนั้นด้วยตนเอง
อย่างยุติธรรมที่สุดแล้ว "

ชอบประโยคนี้มากเลยค่ะ แต่บางครั้งความทุกข์นั้นมันก็มาเอง โดยที่เราไม่ได้เป็นคน
ทำให้มันเกิดแต่มันก็มาจากผลพวงของคนรอบข้าง ซึ่งลากเราเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย
แล้วมันก็ทำให้เราเป็นทุกข์ได้โดยเราไม่ได้เริ่ม หรือแสวงหามัน เราจะทำไงค่ะ

ก็ขอบคุณค่ะ อ่านแล้วก็รู้สึกดีมาเลย

 จากคุณ : ลิตา [ 9 ก.ค. 2542 / 08:27:42 น. ]
     [ IP Address : 203.149.3.154 ]


 ความคิดเห็นที่ 25 : (คิดเอาเอง)

ผมก็ชอบประโยคเดียวกับคุณลิตาเหมือนกัน ฟังดูแล้วมันสะใจดี(ไม่รู้ซาดิสม์หรือเปล่า)
แต่ที่คุณลิตาบอกว่าคนรอบข้างนำความทุกข์มาให้นั้น
จะว่าจริงก็จริงหากเรารับเอาทุกข์นั้นเข้ามาไว้ในใจ
จะว่าไม่จริงก็ไม่จริงหากเราสามารถทำใจให้เป็นกลาง
ไม่สุขทุกข์ไปตามส่ิงที่มากระทบ
ที่บอกมานี้ไม่ใช่ว่าผมทำได้นะครับ คือบางครั้งก็ได้ บางครั้งก็ไม่ได้
แต่ที่จริงที่สุดคือถ้าใจเราไม่ทุกข์ซะอย่างไม่มีใครทำให้ทุกข์ได้หรอกครับ
(ก็ว่าตามท่านผู้รู้น่ะครับ)

 จากคุณ : คิดเอาเอง [ 9 ก.ค. 2542 / 09:32:48 น. ]
     [ IP Address : 202.6.107.20 ]


 ความคิดเห็นที่ 26 : (สันตินันท์)

ถ้า หนูมายะจัง พอใจจะอยู่ก

 จากคุณ : สันตินันท์ [ 9 ก.ค. 2542 / 09:49:15 น. ]
     [ IP Address : 203.151.110.194 ]


 ความคิดเห็นที่ 27 : (สันตินันท์)

กำลังโพสต์ เครื่องแฮ้งค์พอดีครับ ขอโพสต์ใหม่นะครับ
--------------------------------------
ถ้า หนูมายะจัง พอใจจะอยู่กับโลก และมองโลกในแง่ดี
ความทุกข์บางอย่างก็ลดลงได้ อย่างนั้นก็ดีแล้วครับ
คือดีกว่าเป็นคนมองโลกแง่ร้าย แล้วหงุดหงิดรำคาญไปทุกเรื่อง

คนเราไม่ได้หวังมรรคผลนิพพานกันทุกคนหรอกครับ
ธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้จึงมีหลายประเภท
เพราะพระพุทธเจ้าท่านเมตตาต่อทุกคนเสมอกันหมด
ธรรมะจึงมีทั้งประเภทที่จะให้เราอยู่กับโลกได้อย่างมีทุกข์น้อยๆ หน่อย
กับธรรมะที่จะพ้นจากโลกไปเลย สำหรับคนกลุ่มน้อยที่รู้จักโลกมามากพอแล้ว

สำหรับปัญหาของ คุณลิตา นั้น
ก็เป็นความจริงครับ ที่บ่อยครั้งเราอยู่ของเราดีๆ แต่คนอื่นมาสร้างปัญหาให้เรา
เช่นเราทำงานของเราอยู่ดีๆ เพื่อนอีกคนไม่ชอบทำงาน แต่ประจบเก่ง
เวลามีงานก็โยนให้เราทำให้ มีความผิดก็ป้ายให้เรา
แต่พอมีความชอบก็ชิงตัดหน้าเอาเสียเอง
เราก็จะรู้สึกว่า เขาทำความทุกข์ให้กับเรา
ซึ่งก็เป็นจริงอย่างที่เรารู้สึกครับ

แต่ถ้ามองในแง่ของพระพุทธศาสนาแล้ว สิ่งที่เขาทำให้เราคือ "ปัญหา" เท่านั้น
แต่เมื่อเราเผชิญปัญหาแล้ว เราเป็น "ทุกข์" ของเราเอง
เพราะถ้าจัดการให้ดี เราก็เรียนรู้แล้วแก้ปัญหาไป โดยไม่ต้องเป็นทุกข์ก็ได้

"ปัญหา" เป็นสิ่งที่คู่กับชีวิตครับ
แต่ "ทุกข์" เป็นสิ่งแปลกปลอม

สำหรับคุณสนทนาธรรม กล่าวเป็นธรรมดีครับ

ขอเพิ่มเติมกระทู้นี้อีกเล็กน้อยนะครับว่า
กระทู้นี้ผมไม่ได้หมายความว่า การปลีกตัวออกไปทำความเพียร เป็นสิ่งไม่ดี
ถ้ามีโอกาส ก็ควรทำตามความเหมาะสมครับ
แต่กระทู้นี้ต้องการสื่อความหมายว่า
การปฏิบัติธรรมนั้น ต้องทำเดี๋ยวนี้ ไม่ต้องอ้างเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น
เช่นสถานที่ไม่เหมาะ บุคคลแวดล้อมไม่เหมาะ ฯลฯ
และต้องการสื่อว่า "การแก้ทุกข์(ทางใจ)" ต้องแก้ที่ตนเอง
ถ้าคิดจะแก้ที่คนอื่น อันนั้นผิดแล้วครับ
แต่นี่ไม่ใช่เรื่อง "การแก้ปัญหา" นะครับ
การแก้ปัญหา ต้องแก้ที่สาเหตุของมัน
เช่นขายของไม่ได้ ต้องตรวจสอบว่าทำไมลูกค้าจึงไม่ซื้อของเรา

จะนำธรรมะมาใช้ ก็ต้องรู้ชัดเสียก่อนว่า จะใช้ในเรื่องใด
ถ้าจะแก้ปัญหาความทุกข์ในจิตใจละก็ ใช้ธรรมะได้ครับ
แต่ถ้าจะแก้ปัญหา y2k โดยอยู่นิ่งเฉย แล้วบอกว่าตนมีอุเบกขา
อันนั้นผิดแล้วครับ

 จากคุณ : สันตินันท์ [ 9 ก.ค. 2542 / 10:19:31 น. ]
     [ IP Address : 203.151.110.194 ]


 ความคิดเห็นที่ 28 : (สนทนาธรรม)

สาธุ ๆ ๆ ครับพี่สันตินันท์...
นี่แหละครับธรรมแท้ๆ... พูดกี่ครั้งพูดกี่ทีก็เป็นธรรมแท้ๆ ทั้งนั้นเลย...
อยู่กับน้องๆ ไปนานๆ นะครับพี่... อย่าหนีหายไปไหนล่ะ... เดี๋ยวน้องๆ ขาดที่พึ่งทางธรรมแล้ว... ไปผิดทางกันหมดนะครับ...

 จากคุณ : สนทนาธรรม [ 9 ก.ค. 2542 / 12:18:39 น. ]
     [ IP Address : 202.44.216.139 ]


 ความคิดเห็นที่ 29 : (Bookpig)

Satu ka

 จากคุณ : Bookpig [ 9 ก.ค. 2542 / 15:37:45 น. ]
     [ IP Address : 203.124.2.30 ]


 ความคิดเห็นที่ 30 : (Dolly)

โดนใจมากเลยค่ะพี่สันตินันท์ โดนเต็มๆ เลย
แต่ว่าบางทีทุกข์ที่เกิดขึ้นนั้น เรายังหาทางออกให้กับมันไม่ได้ และมันก็เป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วย
จึงทำให้เกิดความวิตกกังวล เกิดทุกข์ขึ้นอยู่ทุกขณะไป แล้วอย่างนี้จะทำอย่างไรดี
ถ้าหากว่าเราปล่อยวางนิ่งเฉยมองมันว่าเป็นทุกข์ใช้ภาวนาได้ แล้วหนทางแก้ปัญหาจะพบหรือไม่ อย่างไรดีคะ?

 จากคุณ : Dolly [ 9 ก.ค. 2542 / 19:46:26 น. ]
     [ IP Address : 202.44.8.14 ]


 ความคิดเห็นที่ 31 : (ชอบธรรม)

บอกได้อย่างหนึ่งว่า หากกำลังจิตไม่ดีพอ หรือ ไม่เคยฝึกจิตมาก่อนเลย หากเจอความทุกข์หนักๆ ทีเดียว รับรองได้ว่า หงายท้องเลยครับ ไม่ทันได้ตั้งตัวหรอก

พวกเราถึงต้องมาตั้งหน้าตั้งตาฝึกกันอยู่นี่ไงครับ

แต่พอฝึกหัดตัวเองไปได้เรื่อยๆ มองดูความทุกข์บ่อยๆเข้า ประสบการณ์ของเรา นั่นแหละครับ จะสอนตัวเราเอง เราจะรู้ว่า ปัญหาไหนเราจะวางตัว วางจิตเราอย่างไร ปัญหาไหนเราแก้ไขได้ ปัญหาไหนเราแก้ไขไม่ได้ และเราจะอยู่กับความทุกข์ได้อย่างไรโดยไม่กลุ้มใจตายไปเสียก่อน

เมื่อวางจิตวางใจได้ถูกแล้ว บ่อยครั้งที่เราจะหาทางแก้ปัญหาของเราได้ ด้วยศักยภาพของจิตที่สงบ มีสติ มีสมาธิ และเกิดปัญญา และบางครั้งหากเป็นปัญหาที่ยังแก้ไขไม่ได้เดี๋ยวนี้ และปัญหาก็ยังไม่หมดไป เราก็จะไม่เป็นทุกข์ทรมานกับมันมากมายอะไรนัก

 จากคุณ : ชอบธรรม [ 9 ก.ค. 2542 / 21:27:24 น. ]
     [ IP Address : 203.149.34.16 ]


 ความคิดเห็นที่ 32 : (Lostboy)

เห็นด้วยกับคุณชอบธรรมครับ หากฝึกมาไม่ดีพอ เจอทุกข์หนักๆเข้า วางจิตให้รู้เป็นกลางได้ยาก
เมื่อวานนี้ ผมเป็นแผลที่ฝ่าเท้า พอเนื้อข้างในโดนน้ำ ก็เจ็บแสบเอาการทีเดียวครับ กำหนดจิตจะตามรู้ก็ไม่ไหว ทำสมถะก็ไม่สงบ เรียกได้ว่า พอเราอ่อนแอหน่อย กิเลสก็เล่นงานเราซะเอาการทีเดียว
เพราะฉะนั้นอย่าประมาทครับ เวลาเรายังหนุ่มยังสาว ยังสบายดีไม่เจ็บป่วย ต้องซัดกิเลสให้หนักๆ ชกเก็บคะแนนเยอะๆ เอาให้น็อกไปเลยได้ยิ่งดี

 จากคุณ : Lostboy [ 11 ก.ค. 2542 / 23:15:02 น. ]
     [ IP Address : 161.200.255.163 ]


 ความคิดเห็นที่ 33 : (สันตินันท์)

ที่ตุ๊กตาถามว่า ถ้าดูทุกข์อย่างเดียวจะแก้ปัญหาได้อย่างไร
จุดนี้เป็นเรื่องใหญ่ครับ อาจจะเอาไปตั้งกระทู้ใหม่ดีกว่าครับ

คุณชอบธรรมและคุณ Lostboy กล่าวไว้ดีเชียวครับ

 จากคุณ : สันตินันท์ [ 12 ก.ค. 2542 / 07:40:13 น. ]
     [ IP Address : 203.151.110.186 ]


 ความคิดเห็นที่ 34 : (สันตินันท์)

ขออนุญาตปิดกระทู้นี้นะครับ

 จากคุณ : สันตินันท์ [ 20 ก.ค. 2542 / 15:25:00 น. ]
     [ IP Address : 203.151.110.189 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!