หลวงปู่หล้า : 2
 เนื้อความ :



อุปาทาน - หลวงปู่หล้า เขมปัตโต

...
หากไม่มีอุปาทานในปัจจุบัน ก็เท่ากับว่ารู้เท่าอดีตอนาคตแล้ว
ทุกอย่างก็จบลงเพียงเท่านี้
ไม่ยึดถือผู้รู้เป็นตน ตนเป็นผู้รู้ด้วยก็ไม่ได้แบกของอะไรเลย
จะเรียกว่าทิ้งของหนักแล้วก็ว่าได้

พระอรหันต์เรียนนะโมจบ ก็เพราะนอบน้อมจนไม่มีกิเลสใช่หรือไม่?
และมีปัญหาว่าผู้เขียนผู้ตอบ เป็นพระอรหันต์หรือไม่?

ก็ไม่ใช่ ผู้เขียนก็ไม่ใช่พระอรหันต์ ผู้ตอบก็ไม่ใช่อรหันต์ เป็นกายสังขาร
วจีสังขาร จิตสังขารเท่านั้น ไม่ได้สำคัญตัวว่าเป็นพระอรหันต์เลย
ท่านผู้ใดสำคัญตัวว่าเป็นพระอรหันต์ ท่านผู้นั้นก็เพิ่มอุปาทานขึ้น
เพราะพระอรหันต์ไม่ได้สำคัญตัวในที่ใดๆ เลย

พระอรหันต์มีในโลกหรือไม่? ซึ่งหากมีคำว่าโลกแล้ว
จะไม่มีพระอรหันต์เลย เพราะพระอรหันต์ไม่มีในโลกขันธ์ ๕
ไม่เป็นหน้าที่ ของพระนิพพานจะมายืนยันอย่างนั้นอย่างนี้
ที่เราปรารภกันมันเป็นบุคลาธิษฐานกับธรรมาธิษฐาน เจือกัน
อยู่ในตัว เพื่อให้รู้จักความหมายเท่านั้น

เช่น เราบัญญัติว่า ดิน น้ำ ไฟ ลม ดินน้ำไฟลมก็ไม่ได้ปฏิเสธ
หรือรับหรือปัดหรืออุเบกขาด้วย เป็นเพียงใส่ชื่อตามสมมติ
เพื่อให้รู้จักเท่านั้น สมมติในทางพุทธศาสนา เป็นสมมุติ
ที่มีขอบเขตเป็นสมมุติสัจจะด้วย เพราะจริงตามสมมติ
จะเอาไปคัดค้านกับวิมุตติก็ไม่ได้

และให้เข้าใจว่าสมมติเป็นบาปเป็นสมมติที่ควรเว้น
สมมติว่าบุญเป็นสมมติที่ควรเจริญ ทำให้เกิดให้มีมรรคผล
นิพพานเป็นสมมติที่ควรปฏิบัติให้รู้แจ้งในขันธสันดาน

ยกอุทาหรณ์อีก เช่น เราพิจารณาทุกข์เป็นอารมณ์ สมุทัยที่จะ
ให้เกิดตัญหาก็ละไปในตัว มรรคก็เจริญไปในตัว นิโรธก็ทำให้
แจ้งไปในตัว ไม่ใช่ว่าเจริญทุกข์ แล้วเจริญสมุทัย แล้วก็เจริญมรรค
แล้วก็เจริญนิโรธ ดังนี้มันเป็นเรียงแบบไม่ใช่ปรมัตถ์ปฏิบัติ

ถ้าเราย่นก็ย่นลงถึงใจเป็นหนึ่งซะ
เรานับถึงเป็นจำนวนล้าน ก็นับออกไปจากหลักหน่วย
ดังนั้นถ้าเราย่นลง ก็ย่นลงให้ถึงหลักหน่วยใช่หรือไม่?
ทุกข์จะมีกี่ล้านๆ ก็ย่นลงมาหาเอกะทุกข์
คือหนึ่งทุกข์ในปัจจุบัน ใช่หรือไม่?
ไตรสิกขาจะมีกี่ล้านๆ ก็ตาม ก็ย่นลงมาหาเอกะไตรสิกขา
ในปัจจุบันใช่หรือไม่?
....

 จากคุณ : มะขามป้อม [ 10 มิ.ย. 2542 / 10:48:50 น. ]
     [ IP Address : 137.132.5.50 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (สันตินันท์)

เป็นธรรมะที่สะใจมากครับ
_/i\_ _/i\_ _/i\_

 จากคุณ : สันตินันท์ [ 10 มิ.ย. 2542 / 14:46:48 น. ]
     [ IP Address : 203.154.120.12 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (พิม)

สาธุ คะ:-)

 จากคุณ : พิม [ 10 มิ.ย. 2542 / 18:11:30 น. ]
     [ IP Address : 192.100.77.6 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (นุดี)

สาธุค่ะ

 จากคุณ : นุดี [ 11 มิ.ย. 2542 / 08:13:17 น. ]
     [ IP Address : 202.28.177.98 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (บัวใต้น้ำ)

สาธุครับ

 จากคุณ : บัวใต้น้ำ [ 11 มิ.ย. 2542 / 08:54:54 น. ]
     [ IP Address : 192.150.251.3 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (มะขามป้อม)

ถึงพระนิพพาน - หลวงปู่หล้า เขมปัตโต

...
พระธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาที่รวมความว่า ไตรสิกขาก็ดี
ศีล สมาธิ ปัญญาก็ดี ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ก็ดี มรรค ๘ ก็ดี
อภิญญาเทสิตธรรมก็ดี ทั้งหมดก็มีความหมายอันเดียวกันคือ ให้เข้าใจ
ว่า แต่ละบทแต่ละบาทล้วนส่งต่อพระนิพพานได้ทั้งนั้น

ยกอุทาหรณ์ เช่น นะโม แปลว่า นอบน้อม
แต่การนอบน้อมต้องมีน้ำหนัก ต่างกันตามเจตนาของธรรมแต่ละท่าน
เช่น นะโมพระโสดาบันแปลว่า นอบน้อมจนไม่หลงทาง และเป็น
โลกุตระด้วย นอบน้อมไม่เสียดายอยากจะถือศาสนาอื่น นอกจาก
พระพุทธศาสนา นอบน้อมไม่เสียดายอยากจะล่วงละเมิดศีล ๕
นอบน้อมไม่เสียดายอยากจะล่วงอบายมุข นอบน้อมไม่เสียดาย
จะถืออยู่ยงคงกระพัน นอบน้อมไม่เสียดายอยากจะจองเวรท่านผู้ใด
ถึงมีโกรธอยู่นิดๆ ก็ไม่ผูกเวร ไม่เสียดายอยากจะแก้แค้น ดังนี้ เป็นต้น

นี่คือภูมิพระโสดาบันขาดตัว แม้จะไม่เก่งด้านภาวนานั่งได้นานๆ ก็ตาม
แต่จิตใจมันขาดจากสิ่งเหล่านี้ไปแล้ว เพราะได้ดวงตาเห็นธรรม คือ
ดวงตาปัญญาอันเห็นชอบในเบื้องต้น ของพระพุทธศาสนาเป้นหลัก
หัวใจดิ่งอยู่แล้ว ส่อแสดงให้เห็นว่า โลภ โกรธ หลง อันหยาบๆ อันจะพา
ไปเกิดในนรก สัตว์เดรัจฉาน ก็ปิดประตูแล้ว เพราะปิดประตูทางใจ
ไม่เสียดายล่วงละเมิดดังกล่างแล้ว

สิ่งเหล่าใดไม่เสียดายล่วงละเมิด สิ่งเหล่านั้นไม่หนักใจ
คล้ายกับบ้วนน้ำลายทิ้ง ไม่เสียดายอยากเอาคือมาอีก มันก็ไม่หนักใจ
อันนี้เป็นหน้าที่ของชาวพุทธจะต้องเข้าใจ จึงจะขบพระพุทธศาสนาแตก
ไม่อย่างนั้นจะเป็นโลกีย์ เป็นน้ำไหลวนคนหลายใจ เป็นพายเรือในอ่าง
วนอยู่ ไม่สามารถขึ้นฝั่งได้

แต่หากว่าถึงโสดาบันแล้ว สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ก็เปิดประตู
ไปในตัวแล้ว จะช้าหรือเร็ว ก็ไม่สงสัยว่าจะถอยหลัง ไม่สงสัยว่าจะแวะซ้าย
แวะขวาด้วย ช้าหรือเร็วก็เดินรุดหน้าเสมอ
คำว่ารุดหน้า หมายความว่าสติปัญญา ไม่ได้หมายด้วยฝีเท้าหยาบๆ
ภายนอกนะ

และเหตุนี้จึงยืนยันว่าคำสอนแต่ละบทละบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ที่ทรงพระมหากรุณาเทศนาไปแล้วนั้น จะส่งต่อพระนิพพานหมดทุกๆ
วรรค ทุกๆ ตอน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องขึ้นอยู่กับผู้ฟัง ผู้พิจารณา ว่า
ทรงสติปัญญาแก่กล้าแค่ไหน

อันนี้เป็นหน้าที่ของชาวพุทธ จะต้องรู้ทั้งนั้น อย่างไรก็ตาม แม้จะเรียน
จบพระไตรปิฎกก็ตาม แต่ถ้าสติปัญญายังขบไม่แต่ ทั้งหมดก็ยังเป็น
โลกีย์อยู่นั่นเอง

....

 จากคุณ : มะขามป้อม [ 11 มิ.ย. 2542 / 12:02:14 น. ]
     [ IP Address : 137.132.124.30 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (มะขามป้อม)

ผู้รู้ - หลวงปู่หล้า เขมปัตโต

- ผู้รู้นั้นจัดเป็นนามขันธ์หรือไม่?

ผู้รู้เป็นนามขันธ์อันละเอียด เกิดดับเป็นเหมือนกัน เกิดเร็วที่สุด
ดับเร็วที่สุด ถ้าพิจารณาผิวเผินก็เข้าใจว่า ผู้รู้นี่ดับไม่เป็น ผู้รู้เกิดดับ
เหมือนกัน เหตุฉะนั้นพระบรมศาสดาจึงไม่ยืนยันผู้รู้เป็นพระนิพพาน

เหตุฉะนั้นจึงบัญญัติว่า รูปก็อย่างหนึ่ง จิตก็อย่างหนึ่ง
เจตสิกก็อย่างหนึ่ง ธรรมที่เกิดจากใจก็อย่างหนึ่ง
รูป จิต เจตสิก นิพพาน
ไม่บัญญัติว่าใจเป็นนิพพาน ไม่บัญญัติว่าจิตเป็นนิพพาน
ไม่บัญญัติว่าผู้รู้เป็นนิพพาน ฝากผู้รู้ไป ฝากไปทางไหนไม่ทราบ

ไฉนเราจึงเพ่งรูปเป็นอารมณ์ ไฉนเราจึงเพ่งนามเป็นอารมณ์
เพราะเราหลงรูปหลงนาม เราจะเพ่งรูปเพ่งนามให้รู้จักตามเป็นจริง
เพราะเราตีความหมายว่า รูปก็ดี รูปเรา รูปผู้อื่น นามเรา นามเขา
นามผู้อื่น เพ่งรูปกับเพ่งรูปกับเพ่งรูปธาตุ ก็มีความหมายอันเดียวกัน
เพ่งรูปธรรมก็มีความหมายอันเดียวกัน เพ่งรูปโลกก็มีความหมาย
อันเดียวกัน รูปธรรมก็ดี นามธรรมก็ดี รูปโลก นามโลกก็ดี
รูปขันธ์ นามขันธ์ก็ดี รูปธาตุ นามธาตุก็ดี อยู่ใต้อนิจจัง เกิดขึ้นแล้ว
ก็แปรปรวน และแตกสลาย

ความเกิดขึ้น ความแปรปรวน ความแตกสลาย ติดต่อกันอยู่ถี่ยิบ
ไฟที่ติดอยู่นี้มันก็เป็นแสงขึ้น มันเกิดเร็วมันดับเร็วจนติดกันเป็นพืด
เป็นสันตติต่อกัน

นะโม ตัสสะ ภควโต อรหโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภควโต อรหโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
เป็นความจำแต่ละคำๆ เป็นสัญญา ความจำแต่ละคำๆ เกิดเร็ว
ดับเร็วเหมือนกัน สิ่งไหนเกิดขึ้น สิ่งนั้นก็มีแปรปรวน มีดับในสุดท้าย

ถ้าจะให้สูงขึ้นไปกว่านี้อีก อดีตคืออะไร คือผู้รู้ที่ล่วงไปแล้ว
อนาคตคืออะไร คือผู้รู้ที่ยังมาไม่ถึง ปัจจุบันคือผู้รู้ ที่กำลังเป็นอยู่
ผู้รู้ทั้ง ๓ กาลนี้ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล เกิดขึ้นแล้วก็แปรปรวน
และแตกสลายไป สัตว์ทั้งหลายมายึดถือเอาเป็นเราเป็นเขา เป็นสัตว์
เป็นบุคคล

ทีนี้วิญญาณปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลายจึงมาข้องอยู่ในภพทั้งหลาย
ภพอันละเอียดก็คือผู้รู้ เหตุฉะนั้น ผู้รู้ของพระอรหันต์จึงไม่มีพิษ
เพราะผู้รู้ไม่มีผู้ไปยึดถือ เอาเป็นเจ้าของ เมื่อผู้รู้ไม่มีผู้ไปยึดถือ
เอาเป็นเจ้าของ ผู้รู้ก็เป็นโมฆะไป

ส่งคืนไป ผู้รู้ก็ส่งคืนตามผู้รู้เสีย ไม่มีผู้ไปยึดเอาเป็นเจ้าของ กาย
ก็ส่งคืนให้กาย ใจก็ส่งคืนให้ใจ รูปก็ส่งคืนให้รูป เวทนาก็ส่งคืนให้เวทนา
สัญญาก็ส่งคืนให้สัญญา สังขารก็ส่งคืนให้สังขาร วิญญาณก็ส่งคืนให้
วิญญาณ สมมติก็ส่งคืนให้สมมติ วิมุตติก็ส่งคืนให้วิมุตติ ไม่มีใคร
ไปยึดถือ

สิ่งที่เป็นสูญๆ ก็ส่งคืนให้สิ่งที่เป็นสูญๆ สิ่งที่ไม่สูญก็ส่งคืนให้สิ่งที่ไม่สูญ
ไม่มีใครไปสอดแทรกเอามาเป็นตน ตนเป็นสูญด้วย
ไม่มีใครไปสอดแทรกเอาสิ่งที่ไม่สูญมาเป็นตน
ตนไม่เป็นสูญด้วยปัญหาทั้งหลายก็จบกันไป

 จากคุณ : มะขามป้อม [ 11 มิ.ย. 2542 / 12:17:57 น. ]
     [ IP Address : 137.132.124.30 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (มะขามป้อม)

ประโยคสุดท้ายฟังดูแปลกๆ นะครับ
แต่ในหนังสือ เขาพิมพ์มาแบบนี้ ผมว่าน่าจะเป็น
ตนเป็นสูญด้วย(หมดความหมายว่าตัวตน) ปัญหาทั้งหลายก็จบกันไป

 จากคุณ : มะขามป้อม [ 11 มิ.ย. 2542 / 12:22:57 น. ]
     [ IP Address : 137.132.124.30 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (ทองคำขาว)

ขอบคุณที่พิมพ์ให้อ่านครับพี่มะขามป้อม
ปกติผมชอบ Print จาก Doc File ขอจัดเรียงแล้วฝาก
ทางคุณบัวใต้น้ำไปแปะไว้ที่ Homepage เลยนะครับ

 จากคุณ : ทองคำขาว [ 11 มิ.ย. 2542 / 13:08:57 น. ]
     [ IP Address : 133.46.12.246 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (ข้าวสาร)

ขอบคุณค่ะ

 จากคุณ : ข้าวสาร [ 11 มิ.ย. 2542 / 14:46:10 น. ]
     [ IP Address : 203.154.252.207 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (สันตินันท์)

ผมเคยไปหาท่าน ท่านให้รูปมาแผ่นหนึ่งเขียนธรรมะอันเด็ดขาดน่าฟังไว้ว่า
"เมื่อไม่ยืนยันว่าจิตเป็นตน ตนเป็นจิต ก็ข้ามทะเลหลงได้แล้ว
นิพพานไม่ใช่ผู้รู้ ฟากผู้รู้ไปจนไม่กำหนดหมาย
ถ้ากำหนดหมายอยู่ก็พอเหมือนๆ"

เป็นธรรมที่ถึงใจอย่างยิ่งครับ
พระโสดาบันนั้น ไม่เห็นจิตเป็นตน ไม่เห็นตนเป็นจิต
ก็ข้ามทะเลความหลงผิดได้แล้ว อย่างไรก็ต้องถึงฝั่ง

ตั้งแต่เราฝึกเจริญสติปัฏฐานนั้น เราอาศัยจิตผู้รู้เป็นเครื่องมือ
ทีนี้กระทั่งพระอนาคามีก็ยังยึดจิตผู้รู้อยู่
จนบางทีเผลอไปว่า จิตผู้รู้ นี้สุดทางเดินแล้ว
ท่านจึงให้วางจิตผู้รู้ แล้วไม่กำหนดหมายยึดถือสิ่งใดขึ้นมาอีก จึงถึงนิพพาน
หากยังมีการกำหนดหมายจิตผู้รู้อยู่ ทั้งที่วางอารมณ์อื่นๆ ไปหมดแล้ว
สภาพนั้นคล้ายๆ นิพพาน แต่ยังไม่ใช่นิพพาน เพราะยังมีจิตผู้รู้ผู้ประภัสสรอยู่

ธรรม 2 - 3 บรรทัดของท่าน แสดงแนวการปฏิบัติตั้งแต่ต้นจนจบทีเดียวครับ

 จากคุณ : สันตินันท์ [ 11 มิ.ย. 2542 / 14:51:33 น. ]
     [ IP Address : 203.151.110.209 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (มะขามป้อม)

ยินดีครับคุณทองคำขาว

เรื่องอายุบอกไว้ก่อนเลยครับ
(กลัวว่าจะเรียกพี่เรียกน้องกันไม่ถูก)
ผม 30 ยังแจ๋ว :)

 จากคุณ : มะขามป้อม [ 11 มิ.ย. 2542 / 15:11:10 น. ]
     [ IP Address : 137.132.5.33 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (Pt Kung (Platinum))

Krab P` Makhampoom, :)
I will send to khun BuaTaiNum.

Anumotana Krab

 จากคุณ : Pt Kung (Platinum) [ 14 มิ.ย. 2542 / 16:58:23 น. ]
     [ IP Address : 131.112.119.94 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (นิดนึง)

พีทีคุงกลายเป็นฝรั่งไปอีกแล้ว
อ่านข้างบนเป็นไทยอยู่ดีๆ
ขอให้หายเป็นฝรั่งเสียทีนะคะ
(ล้อเล่นนะคะ หลานพีทีคุง เห็นมีปัญหากับน้องคอมฯ
สำนวนมายะจัง อยู่เรื่อย พอๆ กับน้านิดเลยค่ะ)
คุณมะขามป้อมไม่ต้องสงสัยค่ะ พีทีคุงยี่สิบกว่าๆ เอง

 จากคุณ : นิดนึง [ 14 มิ.ย. 2542 / 20:32:19 น. ]
     [ IP Address : 158.108.2.82 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (ทองคำขาว)

KONBANHA NANID SAN
(สวัสดียามบ่ายครับน้านิด :)

เปลี่ยนเป็นไทยที อังกฤษที แทรกญี่ปุ่นบ้างทีตามโอกาส
ที่น้องคอม จะอำนวยครับ :-)

 จากคุณ : ทองคำขาว [ 15 มิ.ย. 2542 / 12:45:29 น. ]
     [ IP Address : 131.112.119.108 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (ทองคำขาว)

โอ๊ะ พิมพ ผิดแก้เป็น KONBANWA ครับ

 จากคุณ : ทองคำขาว [ 15 มิ.ย. 2542 / 12:49:10 น. ]
     [ IP Address : 131.112.119.108 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (tuli)

ขอบคุณครับ เพิ่งเข้ามาอ่าน เก็บกระทู้ไว้นานๆก็ดีนะครับ

 จากคุณ : tuli [ 23 มิ.ย. 2542 / 05:58:37 น. ]
     [ IP Address : 202.183.254.139 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!