อสุภกรรมฐาน
 เนื้อความ :

วันนี้ไปเจอ site เป็นภาพไว้ฝึกอสุภกรรมฐาน
ใช้แก้สำหรับคนที่รู้ตัวว่ามีราคะจริตอยู่ ที่นี่ครับ

http://www.angelfire.com/pa/bua/asupa.html

แต่ขอบอกก่อนว่า ใจต้องพร้อมก่อนนะครับไม่งั้น อาจทนดูไม่ได้
และรบกวนทุกคนช่วยเล่าประสบการณ์ด้านนี้หน่อยครับ
ถือเป็นประสบการณ์แนะให้เพื่อนๆ รบกวนเล่าเป็นประสบการณ์แลกเปลี่ยนกัน

 จากคุณ : ทองคำขาว [ 9 มิ.ย. 2542 / 22:33:12 น. ]
     [ IP Address : 194.83.240.22,131.111.216.123, 131.111.8.68 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (ดังตฤณ)

ครั้งหนึ่งเคยอ่านวิสุทธิมรรค
ท่านให้สมมุติว่าที่ข้อมือมีแผลเกิดขึ้น
แล้วแผลนั้นฉีกกว้างออก
ให้เข้าชัดจนได้กลิ่นเลือดคลุ้ง ฯลฯ

ตอนอ่านนั้นยังไม่เข้าใจว่าต้องทำสมาธิก่อน
อย่างน้อยเข้าขั้นอุปจาระ หรือสูงกว่านั้นแล้วถอยลงมาเป็นอุปจาระ
คืนหนึ่งนอนอยู่ เหมือนจิตรวมตัวเต็มตื่น
คือเห็นตัวเองตื่นแล้ว รู้สึกชัดแล้ว แต่ขยับเขยื้อนเคลื่อนที่ไม่ได้
แล้วจิตก็สร้างสรรค์อะไรๆเอาเอง
เห็นแผลเริ่มปริที่กลางไหปลาร้า แล้วฉีกแยกไปถึงกลางตัว
ก็ก้มหน้าลงดูด้วยความตกใจ เพราะได้เห็นตัวเองในอีกแบบที่ไม่เคยได้เห็นมาก่อน
มีกระดูกขาว มีหัวใจเต้น มีตับไตไส้พุง และที่ชัดคือคาวเลือดคลุ้งไปหมด
มีกำลังเท่าไหร่แหกปากร้องออกมาเต็มที่
แต่ก็เหมือนคอหอยโดนปาดซ้ำ มีแต่ลมพ่นออกมา
คอห้อยร่องแร่ง ความรู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นศพถูกฆาตกรรม

ยอมรับครับว่าตั้งแต่นั้นเลยไม่ค่อยกล้าพิจารณาอสุภะ
กลัวจะช็อคตาย แต่ก็มีอุบายดับราคะอย่างอื่น
ซึ่งก็ได้แก่สติปัฏฐาน 4 นี้แหละ (เหมาะกับวิสัยฆราวาสด้วย)
ถ้าเห็นอะไรยวนตายวนใจแล้วดึงใจกลับมาอ ยู่ตรงที่ตั้ง
รู้ว่าสุขเวทนาอันเป็นเหตุแห่งราคะ สักแต่ว่ารู้
กำหนดเห็นเป็นอนิจจังตามสภาพความเป็นจริงได้
ความทะยานอยากทั้งหลายก็หายไปได้เหมือนกัน
ดังที่พระพุทธองค์เคยตรัสไว้ว่าอนิจจสัญญาสามารถครอบงำกิเลสได้ทุกชนิด

สรุปคือเกี่ยวกับอสุภะนั้น ที่แน่ใจคือครั้งหนึ่งเคยเห็นด้านกลับโฉมแท้ของร่างกายตัวเอง
ออกมาจากข้างใน ชนิดที่คนปกติไม่มีทางเห็น
(ต่อให้หมอ Lee กับหมอเอิงเอยเห็นผ่าศพก็คงไม่หวาดเสียวขนาดนี้
เพราะนี่เป็นมุมมองออกมาจากบุรุษที่หนึ่ง ยังจำไม่ลืมครับ)
แต่ก็กล่าวไม่ได้เต็มปากเต็มคำว่าประสบการณ์ครั้งนั้น
ได้ช่วยเหลือให้กิเลสข้อที่ว่าด้วยความยินดีในเพศตรงข้ามลดน้อยถอยลง
สติปัฏฐาน 4 ที่หมั่นทำเป็นประจำมากกว่าครับ ที่ช่วย

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 9 มิ.ย. 2542 / 22:35:14 น. ]
     [ IP Address : 203.144.244.125 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (Lee)

แหะๆ ผมเห็นแล้วก็ยังสยองเอง ใจวูบๆเหมือนกัน

เวลาเรียนผ่าศพ ตอนปี 2 ผ่าศพดองครับ แม้ว่าจะดูน่ากลัวแต่ก็ยังไม่มาก เฉพาะครั้งแรกๆ ตอนหลังกลัวสอบตก อยู่ด้วยทั้งวัน ทั้งคืน นอนฟุบหลับไปยังเคย แต่ตอนกลับห้องจะโดน Roommate โวยวายให้ไปอาบน้ำ เพราะเหม็นติดตัว

ผมคิดว่า คนที่ฝึกอสุภะได้นี่ ใจต้องเข้มแข็งเป็นพิเศษ
ไม่งั้น ประสาทเสียง่ายๆ เหมือนกัน

ต้องขออนุโมทนา คนที่ Web และ พี่ทองคำขาวที่แนะนำ

จริงๆ ผมเองก็มีราคะจริตมาก แต่ไม่ค่อยกล้าทำอสุภะเท่าไร
ปัจจุบันก็อาศัย การรู้จักเวทนา และ จิต ที่เรึ่มกรุ่นๆ เวลามีราคะ เป็นตัวเตือนว่าเรึ่มมี แล้วก็อมยิ้ม ( เอาอีกแล้วเรากิเลสหนา )

 จากคุณ : Lee [ 10 มิ.ย. 2542 / 06:45:01 น. ]
     [ IP Address : 168.120.254.30 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (ดังตฤณ)

บรรทัดสุดท้ายผมบอกว่าหมั่นทำสติปัฏฐาน 4 เป็นประจำ ที่ช่วยให้กิเลสความยินดีในเพศตรงข้ามลดน้อยถอยลง ลืมนึกไปครับว่าสติปัฏฐาน 4 ก็มีอสุภกรรมฐานรวมอยู่ด้วยในหมวดกายคตาสติ :-) ความจริงผมไปนึกถึงพิจารณารูปนามเป็นอนิจจัง เป็นอนัตตามากกว่า เรียกว่าไม่ลงลึกไปในกิจเฉพาะของสมณะอย่างครบถ้วน

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 10 มิ.ย. 2542 / 07:22:00 น. ]
     [ IP Address : 203.144.244.171 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (มวยวัด)

ขอบคุณมากครับ
เมื่อกี้ตอน6โมงกว่าๆ กำลังคิดจะตั้งกระทู้ถามหาเว็บไซด์ที่มี
แต่ซากศพพอดีเลย ขอบคุณมากครับ

 จากคุณ : มวยวัด [ 10 มิ.ย. 2542 / 07:46:53 น. ]
     [ IP Address : 203.155.33.181 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (สันตินันท์)

ขอบคุณครับ ไปชมมาแล้ว น่ากลัวกว่าที่คิด

ผมก็ไม่ถนัดเรื่องอสุภกรรมฐาน
เพราะจริงๆ แล้ว ไม่ถนัดกรรมฐานที่ใช้รูปเป็นอารมณ์ เท่ากับการพิจารณาจิต
แต่เวลาเห็นศพแล้ว จิตจะรวมตัวเป็นอย่างดี

มีคราวหนึ่ง พ่อแท้ๆ เสียชีวิต ตอนทำบุญสัก 50 วัน
เขายกโลงออกจากโกดัง เอามาซ่อม เพราะว่ามีน้ำออกจากร่างกายมากจนพื้นโลงทะลุ
ตอนนั้นอยากเข้าไปดู แต่เจ้าหน้าที่วัดไม่ให้คนดู
พอตกค่ำพอภาวนาเสร็จ เอนตัวลงนอน จิตถอดออกจากร่างวิ่งพรวดไปที่วัดระฆัง
ก็พยายามหายใจแรงๆ ไว้ แล้วพยายามรั้งจิตไว้ ไปหยุดได้ที่หน้าโกดังเก็บศพ
พอจิตถอยกลับมาที่ร่างปุ๊บ มันก็พุ่งพรวดออกไปอีก
คราวนี้เบรคอย่างไรก็ไม่อยู่ มันวิ่งทะลุประตูโกดังเข้าไป เที่ยววิ่งเข้าในโลงศพนั้นศพนี้
จำได้หมดว่าใครอยู่โลงไหน ศพมีสภาพอย่างไร
มุดไป 3 - 4 โลงก็เจอศพพ่อ จิตมันไม่มีอะไรจะเล่น
มันก็สร้างกายทิพย์ขึ้นมา นอนซ้อนลงกับศพพ่อ
กลายเป็นคนเข้าสิงผี ไม่ใช่ผีสิงคน
มันเหม็นเข้าไปในปากในคอ เหมือนร่างกายตนเองนั่นแหละเน่าอยู่
พอจิตมันพิจารณาศพจนพอใจแล้ว จึงถอดออกจากศพ วิ่งกลับบ้าน

ได้เห็น ความเป็นอนัตตาของจิตอย่างชัดเจนเชียวครับ
ทั้งที่เราไม่อยากไป แต่จิตเขาอยากไป เขาก็ไป ห้ามก็ไม่ฟัง
เห็นชัดว่าจิตไม่ใช่เรา เราไม่ใช่จิต แต่ธรรมชาติรู้ที่เรียกว่าเรา มันติดไปกับวิญญาณ

เรื่องนี้ฟังแล้วอย่ากลัวนะครับ
ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเป็นอย่างนี้เสมอไป
เพราะผมก็เพิ่งเคยได้ยินว่าผมนี้แหละเป็นรายแรกที่ไปเข้าสิงศพ

 จากคุณ : สันตินันท์ [ 10 มิ.ย. 2542 / 08:52:01 น. ]
     [ IP Address : 203.154.120.12 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (ข้าวสาร)

แวะเข้าไปที่ website นั้นแล้วค่ะ ที่รู้สึกมากที่สุดคงจะเป็นภาพสุดท้าย (โครงกระดูก)
เห็นแล้ว ก็ปลงใจได้ว่า ร่างกายก็แค่ธาตุสี่นั่นเอง
ขอบคุณที่แนะนำ website ให้ค่ะ

 จากคุณ : ข้าวสาร [ 10 มิ.ย. 2542 / 09:47:32 น. ]
     [ IP Address : 203.154.252.207 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (เอิงเอย)

***จิต ไม่ใช่ของเรา เราไม่ใช่จิต *** อึม ...แล้วเราอยู่ไหนกัน?????

 จากคุณ : เอิงเอย [ 202.183.255.24 ]
     [ IP Address : 10 มิ.ย. 2542 / 09:56:09 น. ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (สันตินันท์)

เอิงเอย ตั้งคำถามได้เข้าเป้าดีเหลือเกินครับ ฟังแล้วดีใจมาก

ในร่างกายจิตใจเรานี้ ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่า
มีความรู้สึกอยู่หย่อมหนึ่ง ที่มันรู้สึกว่าคือ "ตัวเรา"
"เรา" นั้น เป็นผู้คิด ผู้นึก ผู้ตัดสิน ผู้เสพย์อารมณ์ต่างๆ
สิ่งนี้แหละครับ ที่บัญญัติกันว่า "จิต"
มันคือคนที่พูดแจ้วๆ ตลอดเวลา คอยตัดสินว่าอันนั้นดี อันนี้ไม่ดี
เวลามันไปรู้อะไรเข้า มันก็เกิดความชอบและความชังขึ้นมา

ลองทำใจสบายๆ แล้วทำสติระลึกรู้เข้าไปที่ ความรู้สึกว่าเป็นตัวเรา ดูสิครับ
ปุถุชนกับพระโสดาบันนั้น ความรู้สึกตรงนี้จะต่างกันมาก
เพราะปุถุชนถ้าดูเข้าไปที่ความรู้สึกนี้ จะรู้สึกชัดเจนเลยว่า มันเป็น "เรา"
แต่พระอริยบุคคลตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป
เวลามองดูความรู้สึกอันนี้ จะเห็นเพียงว่า มันเป็นเพียงธรรมชาติรู้
ไม่มีความเห็นสักนิดเดียวว่ามันคือตัวเรา
แต่พระอริยบุคคลที่ไม่ใช่พระอรหันต์นั้น
ในเวลาเผลอ ก็ยังยึดความรู้สึกอันนี้ว่าเป็น เรา
เรียกว่าบริสุทธิ์เพียงความเห็นเท่านั้น เอาเข้าจริงยังยึดมั่นถือมั่นจิตอยู่

พูดให้มีศัพท์แสงสักหน่อยก็กล่าวได้ว่า < br>ความรู้สึกว่าเป็น "เรา" นั้น มันคือจิตที่ประกอบด้วยสักกายทิฏฐิ นั่นเอง
(ส่วนความยึดจิตเป็นตัวเราคือ อัตตวาทุปาทาน เป็นคนละอย่างกัน)
ลำพังจิตที่เป็นเพียงผู้รู้อารมณ์ล้วนๆ นั้น มันไม่มีความเป็นเรามาแต่แรกแล้ว
แต่อาศัยความคิด หรือสังขารขันธ์ต่างหาก เข้าไปแทรกปน
จนจิตก็หลงเชื่อตามความคิดไปว่า นี่แหละคือตัวเรา

ผมเคยภาวนาจนจิตดับ ขณะแรกตอนที่จิตกลับมารับรู้อารมณ์นั้น
จิตมันอุทานขึ้นมาด้วยความอัศจรรย์ใจว่า "เอ๊ะ จิตไม่ใช่เรานี่"
(จิตเป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่ง ไม่มีรูปร่าง แสงสี ตัวตนใดๆ สักนิดเดียวนะครับ
ไม่มีจุดมีดวงใดๆ ทั้งสิ้น)
จิตมันอุทานได้เอง มันแสดงธรรมได้เอง ผมก็ตั้งคำถามขึ้นในใจว่า
"ถ้ายังงั้น ความเป็นเราเกิดมาจากไหนล่ะ"
จิตก็ตอบว่า "เพราะ(หลงตาม)ความคิดนึกปรุงแต่ง จิตจึงเป็นเรา"

กำลังจะถามมันต่อไป ก็เกิดสิ่งหนึ่งขึ้นมาจากความว่างเปล่า คือแสงสว่างปรากฏขึ้น
ซึ่งในธรรมจักรท่านเรียกว่า อาโลโกอุททปาทิ
ถัดจากนั้น จิตก็ร่าเริงเบิกบานในธรรม เพราะมันรู้แล้วว่า
อวิชชา ตัณหา อุปาทาน หลอกมันได้อีกไม่นานหรอก
(ตรงนี้หลวงปู ่ดูลย์ท่านเรียกว่า จิตยิ้ม คือมันเบิกบานยิ้มเยาะกิเลส
และผมคิดว่าที่พระพุทธเจ้าท่านอุทานทักตัณหา ก็คือภาวะอันนี้เอง
เพียงแต่สภาวะของท่านนั้น ท่านสิ้นชาติ สิ้นภพ จบพรหมจรรย์แล้ว)

ถัดจากนั้น จิตก็ทบทวนทุกอย่างที่เกิดขึ้น
แล้วเห็นว่า ความเห็นผิดว่าจิตเป็นเรานั้น ขาดไม่เหลือแล้ว
แต่ความยึดมั่นว่าจิตเป็นเรายังเหลืออยู่

เพราะยึดว่าจิตเป็นเรานี้เอง ผู้ปฏิบัติจึงมีความพากเพียรเจริญสติปัฏฐานเพื่อออกจากทุกข์
ถ้าจิตไม่เป็นเรา จิตจะจมทุกข์จนตายไป มันก็เรื่องของจิตสิครับ
แต่เมื่อใดจิตเข้าถึงภาวะที่ปล่อยวางความยึดจิตชั่วขณะ
จิตเองกลับวางขันธ์ 5 ลง แม้ขันธ์จะเป็นทุกข์ จิตก็ไม่เอาด้วย
เพราะกระทั่งจิต ยังไม่ยึดจิตเอง จิตจะไปยึดขันธ์มาทำไมกันอีก
มันจึงเกิดภาวะว่าง อิสระ หมดงานที่จะต้องทำ และมีความบรมสุขจริงๆ

ผมมาเล่าอะไรๆ ใน web board แห่งนี้แบบสบายใจน่ะครับ
บางทีจะพูดมากเกินไปก็อย่าถือสากันเลย
เพราะที่นี้มีบรรยากาศที่เป็นกันเอง อะไรๆ ก็เลยกล้าพูดตรงๆ มากกว่าในห้องสมุด
ทั้งนี้ก็มุ่งประโยชน์ของผู้ฟังอย่างตรงไปตรงมาเป็นสำคัญ
เพราะไปถามผู้ปฏิบัติอื่นๆ คงไม่มีใครบอก
เพราะไม่มีใครเขาปากมากเท่าผมหรอกครับ

 จากคุณ : สันตินันท์ [ 10 มิ.ย. 2542 / 15:52:43 น. ]
     [ IP Address : 203.154.120.12 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (rising_sun)

ไปดูมาแล้วครับ พิจารณาต่อไม่เป็นครับ ได้แต่ดูจิตดูใจไปเรื่อยๆ

อยากถามว่าถ้าจะพิจารณาอสุภกรรมฐานให้ถึงใจนั้น ต้องทำอย่างไรถึงจะดีครับ

 จากคุณ : rising_sun [ 10 มิ.ย. 2542 / 17:57:12 น. ]
     [ IP Address : 203.134.1.75 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (Lee)

โชคดี ที่พี่สันตินันท์ ยังไม่ได้บวช
เพราะถ้าบวช มานั่งเล่าอย่างนี้ คงต้องโดนข้อหาแรงๆ แน่

บุญของผม
ขอบคุณมากครับ

 จากคุณ : Lee [ 10 มิ.ย. 2542 / 18:00:22 น. ]
     [ IP Address : 168.120.254.30 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (rising_sun)

ก็จะเล่าตอนที่ดูจิตดูใจนะครับ เพราะเห็นว่าที่แห่งนี้ไม่ต้องมีลับลมคมในอะไรกัน มีอะไรก็ประกาศ
เลยดีกว่า ถ้าผิดพลาดประการใด ครูบาอาจารย์จะได้โขกสับได้เลย

ตอนที่ผมเปิดดูภาพแรกนั้น เห็นทีแรกนั้นจับอะไรไม่ได้ครับ แต่สักพักความรังเกียจเริ่มโผล่ออกมา
แผ่วๆ แล้วก็จางไป ก็นั่งดูเงียบๆไปอีกสักพัก ความกลัวก็เริ่มโผล่มาอีก แล้วก็จางไปอีก

ตอนที่โหลดรูปต่อๆไปขึ้นมาดู ระหว่างรอโหลดผมก็อ่านกระทู้อื่นๆไป ก็เห็นว่าไม่ค่อยอยากจะกลับ
มาดูเท่าไหร่ แต่ก็เปิดดูไปจนครบสิบภาพ ก็เห็นอาการซ้ำๆกัน จนภาพหลังๆนั้น ไม่ค่อยได้ตั้งใจแล้ว
ครับ ไม่มีสมาธิแล้ว ก็ดูผ่านๆ รู้สึกเฉยๆครับ

เลยอยากทราบว่าถ้าจะเจริญอสุภฯให้ถึงใจนั้น ต้องเจริญอย่างไรครับ หรือที่ทำมาก็ดีอยู่แล้ว หรือ
ต้องปรับปรุงจุดไหนบ้างครับ

 จากคุณ : rising_sun [ 10 มิ.ย. 2542 / 18:41:59 น. ]
     [ IP Address : 203.134.1.75 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (ดังตฤณ)

ฟังพี่สันตินันท์เล่าตอนไปสิงพี่แล้วเกิดอาการขมที่คอ ขณะอ่านจิตเข้าไปผูกอารมณ์ ก็รู้สึกตามได้ชัดมากครับ (แสดงถึงอานิสงส์ของการมีจิตที่พอมีกำลัง เวลาพิจารณาธรรมตามใครเล่า ก็แนบแน่นเข้าไปกับสิ่งที่เล่านั้นได้ชัด)

การพิจารณาศพ จากตำราก็บอกอยู่ว่าให้เอาจากของจริง พวกเราเอาจากรูปถ่าย ก็หารไปสักสิบสักร้อยมั้งครับ rising_sun

ความจริงภาพที่ทองคำขาวเอามาให้ดู ผมเคยเห็นมาก่อน และเคยเห็นที่น่ากลัวว่านี้บนเน็ต ไว้จะลองหามาให้ดูกัน (เอามาโพสต์ไว้ที่นี่เลย เพราะคุณ robocon ให้พื้นที่ไว้แล้ว) แบบที่เขาตายกันบนมอร์เตอร์เวย์เมืองนอกเพราะอุบัติเหตุขณะ 200 กม. น่ะครับ สุดๆ

เมื่อกี้ rising_sun ถามถึงเทคนิคเกี่ยวกับอสุภะ สารภาพตรงๆแล้วกันว่าเรื่องนี้ไม่มีกึ๋นเท่าไหร่ครับ เคยแบบแตะๆต้องๆ จิตเกิดแผลงพิสดารขึ้นมาตามที่เล่าข้างบน ก็ถอดใจแล้วครับ โดยส่วนตัวขอจับแค่ส่วนของไตรลักษณ์อย่างที่ทำอยู่ทุกวันนี้แหละ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 10 มิ.ย. 2542 / 19:19:31 น. ]
     [ IP Address : 203.144.244.186 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (rising_sun)

ว่าแล้วก็ถามทองคำขาวเลยแล้วกันครับ ว่าเห็นภาพแล้วปฏิบัติอย่างไร

 จากคุณ : rising_sun [ 10 มิ.ย. 2542 / 20:49:09 น. ]
     [ IP Address : 203.134.2.107 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (เอิงเอย)

การที่ยกแขน ยกขา นั่งเดิน ได้ตามใจนี่สิคะคุณอาที่ ทำให้เข้าใจว่า จิตสั่งรูปได้ จึงทำให้เข้าใจว่า มีบางอย่างเป็นเจ้าของ บางอย่างอยู่ (ซึ่งจริงๆ การเคลื่อนไหวของร่างกาย นั้นก็มีเหตุของมัน มีกรรมของมัน ไม่ใช่มีอะไรมาสั่ง ) แต่ ก็มักจะเห็นว่า กายเป็นของจิตอยู่เรื่อยเลยค่ะ

ตามความเห็นของเอิงเอยเกี่ยวกับการดูภาพศพนั้น
เมื่อเข้าไปในห้องผ่าศพครั้งแรก ก็กลัว เพราะไม่แน่ใจว่า เจ้าของร่างนั้นจากไปแล้วแน่เหรอ เกี่ยงกันจับศพ ใช้วิธีจีบนิ้วจับชิ้นเนื้อเอา ทุลักทุเลมากในช่วงแรก แต่เมื่อศึกษาถึงรายละเอียด ถึงเส้นเลือด เส้นประสาท กล้ามเนื้อ เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ต่างๆ ความเป็นศพ จะหายไปจากความนึกคิด จะสนใจแต่ รายละเอียดข้างใน ต่อๆ มาก็เลยหายกลัว ชำแหละศพไป คุยกันจนเพลิน จนชิ้นเนื้อกระเด็นเข้าปากไปก็มี กระโหลก กระดูกต่างๆ ก็หอบขึ้นรถเมล์ไปท่องในห้องนอนคนเดียว ก็เฉยๆ ไม่กลัวกัน
แต่อาจเพราะมันไม่น่าเกลียดเท่าภาพที่พี่ดังตฤณว่าก็ได้ เลยหายกลัวง่ายหน่อย..

ภาพศพอุบัติเหตุที่ไม่ได้ ดองไว้ก็น่ากลัว ไม่น่าดู แต่ถ้าลองมองให้เห็นว่าเป็นเส้นเลือด น้ำเลือด เป็นกล้าม เนื้อ เป็นเส้นประสาท เป็นเนื้อเยื่อ เหมือนจิ๊กซอว์ที่ไม่อยู่กับล้อค ก็จะไม่ติดกับภาพรวมที่น่ากลัว จะมองเห็นเป็น วัตถุสิ่งของอย่างนึง แค่นั้น

 จากคุณ : เอิงเอย [ 10 มิ.ย. 2542 / 21:43:13 น. ]
     [ IP Address : 202.183.255.24 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (ทองคำขาว)

ผมยังเด็กมากครับพี่ Lee อายุราว 2 รอบอายุเท่านั้นเองครับ
นี่พึ่งทราบว่าพี่ Lee กับพี่เอิงเอยเป็นหมอก็จากพี่ดังตฤณนี่เอง
ยังไม่เคยทักทายคุยด้วยเลย ก็ขอทักทายตรงนี้ก็แล้วกัน

HAJIMEMASHITE YOROSHIKU ONEGAISHIMASU.
(แปลตามสำนวนว่า ยินดีที่ได้รู้จัก ฝากเนื้อฝากตัวด้วยครับ)

พี่ทั้งสองเป็นหมอคงมีประสบการณ์ผ่าศพมาเยอะ
คงต้องจับเล่าให้น้องๆเช่นผมฟังแล้วหละครับ
ประสบการณ์ตรงด้านหมอๆไว้สำหรับพิจารณาดีๆอย่างนี้พลาดไม่ได้ :)

น้ามวยวัดก็เช่นกันนะครับ เห็นว่าน้าปฏิบัติออกๆจะผาดโผนมาอยู่
ยังไม่เห็นเล่าอะไรให้ฟังบ้างเลยครับ
(เห็นใครมีประสบการณ์อะไร จับให้เล่าแหลกหละครับงานนี้ :)

อ่านที่คุณอาสันตินันท์เล่าแล้ว
ตั้งใจเอาไว้ว่า ยามพอมีเวลาคงนำมาเป็นของเล่นแก้ขัดก็ดีไม่น้อย
ว่าแล้วก็ถูกคุณอาดุให้กลับไปหาของจริงอย่าเอาแต่หาของเล่นจะดีกว่า...:)

และเห็นด้วยกับคุณข้าวสารครับ
ดูครบจบ 10 รูปแล้ว รูปสุดท้ายดูแล้วสะท้อนให้เห็นถึงว่า
ท้ายที่สุดก็เหลือเพียงนี้เองจริงๆ
แม้จะยังมีความรู้สึกที่รักและหวงแหนตัวเอง
รวมถึงค นที่เราพร้อมจะมอบรักแท้ให้(กิเลสแท้ๆ)อยู่ก็ตาม
ซึ่งก็คงช่วยให้คลายจากอุปทาน เหลือเป็นความรู้สึกให้ที่ดีๆ
ที่เกื้อกูลซึ่งกันได้มากขึ้นเป็นกอง

ไม่แปลกใจเลย อริยบุคคลที่เป็นฆราวาสครองเรือน
เวลาท่านอยู่ใกล้กับคู่ครองของท่านด้วยกันเฉยๆ
แม้ขณะที่ไม่ได้พูดคุยอะไรมากมายก็เป็นสุขซึ่งกันได้
คนธรรมดาไม่เข้าใจ เห็นเป็นว่าอยู่ได้ไงไม่น่าเบื่อบ้างหรอกหรือ
แต่เพราะท่านข้ามกายหยาบๆตัดตรงสู่จิตถึงใจ
ด้วยความรู้สึก"ให้" ที่ออกมาได้เรื่อยๆไม่สิ้นสุดอย่างนี้นี่เอง

สำหรับพี่ดังตฤณ น้องต้องกราบขอบคุณพี่ด้วยครับ
ดังที่ได้ขอให้เล่าประสบการณ์ไว้ เพราะเห็นว่ามีประสบการณ์พิจารณาด้านนี้มามาก
ซึ่งพี่ก็เล่าให้เห็นภาพตามได้ดีอย่างเคยไม่ว่าครั้งนี้ครั้งไหน
อย่างที่ได้เคยคุยกับพี่เมื่อนานมาแล้วว่าอยากจะลองดูบ้าง
พึ่งมาเจอภาพได้เมื่อวานนี้นี่เอง
ทีนี้ก็เลยได้พิจารณามรณานุสติประกอบเมตตานุสติสมใจอยาก

ช่วงก่อนหน้านี้ก็ได้อ่านมหาสติปัฏฐานอยู่
ที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ในหัวข้อ กายานุปัสสนา
ซึ่งท่านให้พิจารณากายในกายแยกเป็นส่วนๆ
หัวไปทา งนี้ทางแขน ขาไปทางนี้ทาง
เหลือเป็นซากขึ้นอืด ขึ้นเขียว น้ำเหลืองไหล ฯลฯ
(เห็นถึง กายในกาย ท่านกล่าวไว้ไม่ใช่ให้เห็นกายซ้อนในกายละเอียดๆลงไป)
ได้แค่อ่านเฉยๆมันยังไม่จับจิตจับใจนัก
พอมีรูปประกอบแล้ว จิตมันรวมตั้งมั่นได้ดีพิลึก
คงเอาไว้เป็นอุปกรณ์เสริมอีกตัวแก้ขัดด้านราคะได้ดีอีกตัว
อ้อ แนะนำว่าถ้าใครมีโปรแกรม ACDSee32
เอามาทำอย่างกับเป็นแบบสไลด์ให้มันแสดงภาพวนๆให้ดูอัตโนมัติก็คงดีไม่น้อย
(ด้วยใจที่พร้อมพอนะครับ :)

สุดท้ายขอยกกลอนที่พี่ดังตฤณเคยแต่งไว้ในนิยาย
เรื่องทางนฤพาน มาให้อ่านประกอบกันอีกรอบครับ

"เห็นคนตายก็หมายรู้เดี๋ยวกูด้วย...................อีกไม่ช้าชราป่วยแล้วม้วยสูญ
ศพวางนอนอย่างขอนไม้คล้ายอิฐปูน...........รอขึ้นเผาให้เอาศูนย์มานับกาย
เหลือเพียงชื่อให้ลือจำทำไมเล่า...................เขาก็รอคอขึ้นเขียงเรียงจากหาย
เหมือนกับเราเฝ้าจดจำแล้วกลับตาย............ชื่อก็วายกายก็วางว่างหมดกัน"

"ชื่อก็วายกายก็วางว่างหมดกัน...."
....ถึงจิตถึงใจดีแท้ _/|\_ _/|\_ _/|\_

---------------------------------- ----------
ช่วงนี้ server ถูกตัดดื้อๆประจำ
ขอเอาของเก่าจากตอนบ่ายที่กะจะ Post นี้ไว้มา Post ก่อนก็แล้วกันครับ

 จากคุณ : ทองคำขาว [ 11 มิ.ย. 2542 / 00:42:05 น. ]
     [ IP Address : 133.46.12.219 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (ข้าวสาร)

หลังจากที่ได้ดูภาพไปเมื่อวาน พอเห็นคนอื่นหรือตัวเองในกระจกก็นึกถึงภาพที่เห็น เผื่อว่าจะละคลายความยึดลงไปมั่ง
อย่างนี้ใช้ได้มั้ยค่ะ

(แหม แต่พอเผลอดูกระจกหวีผม ก็...เอ๊ะผมเราเรียบร้อยรึยัง..ตามเดิม เฮ้อ)

 จากคุณ : ข้าวสาร [ 11 มิ.ย. 2542 / 09:09:47 น. ]
     [ IP Address : 203.154.252.207 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (สันตินันท์)

ที่เอิงเอยกล่าวว่า กายสั่งจิตได้จึงเห็นว่า กายเป็นของจิต(เรา)
อันนั้นถูกต้องแล้วครับ
ต่อเมื่อใดปฏิบัติมากเข้า ถึงจุดที่รู้จริงว่า กายไม่อยู่ในอำนาจบังคับเสมอไป
จึงยอมปล่อยวางความยึดถือว่า กายเป็นของเรา ที่สั่งได้

เช่นบางคราวภาวนาไป จิตกับกายแยกออกจากกัน
จิตจะสั่งกายไม่ได้แล้ว ได้แต่มองดูกายนอนนิ่งหรือนั่งนิ่งอยู่เท่านั้น
ควบคุมไม่ได้กระทั่งกระดิกนิ้ว หรือกำหนดลมหายใจเข้าออก

พระศาสดาท่านตรัสว่า "บุคคลในธรรมวินัยอื่น ที่เห็นว่ากายไม่ใช่เรานั้นมีอยู่"
ทั้งนี้ก็เพราะว่า กายนี้มีความแปรปรวนอย่างหยาบๆให้เรารู้ทันได้ว่ากายเป็นอนัตตา
แต่พระศาสดาก็ตรัสต่อไปว่า "ผู้ที่เห็นว่า จิตไม่ใช่เรา มีแต่ในธรรมวินัยของพระองค์ท่าน"
อันนี้ก็จริงอีก เพราะถ้าเมื่อใดเห็นว่าจิตไม่ใช่เรา สักกายทิฏฐิจะขาดทันที

การจะเห็นว่าจิตไม่ใช่เรานั้น เป็นเรื่องยาก เพราะจิตเป็นของละเอียดมาก
เราต้องเจริญสติสัมปชัญญะเฝ้ารู้อยู่ที่จิต
จนเห็นความจริงบางอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่
เช่นพบว่า จิตนั้นรู้อารมณ์อย่างเป็นอิสระจากความจงใจของเรา
หมายความว่า เราอยากให้จิต รู้และสัมผัสแต่อารมณ์ที่ดีมีความสุข
หรือสั่งจิตไม่ให้ไปรู้ความทุกข์ใดๆ
จิตก็ไม่เชื่อฟัง อารมณ์อะไรผ่านมา จิตก็ทำหน้าที่ของเขา คือรู้ไปทั้งหมด
ทั้งสุข ทั้งทุกข์ ทั้งหยาบและละเอียด
จิตเขาทำหน้าที่ของเขาตรงไปตรงมา ไม่ทำตามที่เราสั่ง

รู้แจ้งเห็นจริงซ้ำแล้วซ้ำอีก ทั้งที่พยายามฝึกฝนอบรมจิตเข้าสู่ความสงบ
แป๊บเดียว จิตไม่สงบอีกแล้ว และไม่สามารถบังคับจิตได้เสมอไปให้สงบ

พวกฤาษีชีไพรที่ชำนาญในฌาน สามารถเข้าสงบได้นานๆ นานมากๆ
ก็เกิดความหลงผิดหนักขึ้นว่าจิตเป็นเรา
ฝึกหัดได้ อบรมได้ จนนิ่งสนิทตามต้องการ
เขาลืมเฉลียวใจว่า นั่นเป็นแค่การป้อนอารมณ์อันเดียวให้จิตอย่างต่อเนื่องยาวนานเท่านั้น
เมื่อใดจิตไม่สนใจอารมณ์นั้นแล้ว ต่อให้เอาช้างมาฉุด มันก็อดฟุ้งซ่านไม่ได้

จิตเป็นของละเอียด แต่ไม่ละเอียดกว่าพระปัญญาตรัสรู้
พวกเราสาวกจึงมีโอกาสได้รู้ตามท่านสอนว่า
จิตไม่เที่ยง เป็นของทนอยู่ไม่ได้ และไม่ใช่เรา

จะหาอะไรที่ถูกยึดว่าเป็นเรา เท่ากับจิตนั้น ไม่มีเลยครับ
กระทั่งพวกที่เชื่อว่าตายแล้วสูญ
เขาก็รู้สึกว่า จิตเป็นเรา หรือกลุ ่มขันธ์นี้เป็นเรา เพียงแต่ว่าเมื่อตายแล้วก็สูญเท่านั้น
ส่วนพระพุทธเจ้านั้น ท่านชี้ว่าไม่มีความเป็นเรา ทั้งที่กลุ่มขันธ์ยังปรากฏต่อหน้านี้เอง
เป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง

สำหรับคุณหมอทั้งหลายนั้น เท่าที่ผมเคยฟังครูบาอาจารย์มา
ท่านกลับบอกว่าพิจารณากายหรืออสุภะยากนะครับ
เพราะเคยเห็นจนชินชาแล้ว จิตไม่สลด ไม่รวมง่ายๆ
คงทำนองเดียวกับคนที่เรียนปริยัติมากๆ โดยเฉพาะเรียนพระอภิธรรมนั้น
จิตมักจะล็อคตัวเอง ไม่สนใจพิจารณาธรรมที่ปรากฏอย่างแท้จริง
เพราะจิตมันเชื่อว่า มันรู้แล้ว
เห็นคุณหมอรวมกันที่นี้หลายท่าน ก็เลยนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

ส่วนตัวผมเอง พิจารณาอสุภะ หรือรูปกรรมฐานต่างๆ ไม่ชำนาญครับ
ก็เลยแนะนำเรื่องอสุภกรรมฐานให้ rising_sun ไม่ได้

ที่คุณ Lee กล่าวนั้นเป็นข้อจำกัดใหญ่ของพระเชียวครับ
หลวงพ่อพุธท่านจึงสั่งให้ผมถ่ายทอดประสบการณ์ให้ผู้มีปัญญา เพราะพระทำอย่างนี้ไม่ได้
แต่สิ่งที่ผมเล่าให้ฟังนั้น ถือว่าเป็นสิ่งที่แต่ละคนต้องพิสูจน์ความจริงเอาเองนะครับ
คือเล่าเพื่อให้ทราบเป้าหมายที่จะต้องศึกษากันเท่านั้น
จะได้ไม่ต้องเสียเ วลาศึกษากว้างเกินไป เพราะเสียเวลามาก
ไม่ใช่เล่าเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ
ซึ่งไม่มีทางเกิดได้เลยถ้าไม่ปฏิบัติเอาเอง ตามหลักสติปัฏฐานที่พระองค์แสดงไว้ดีแล้ว

 จากคุณ : สันตินันท์ [ 11 มิ.ย. 2542 / 11:40:14 น. ]
     [ IP Address : 203.154.120.12 ]


 ความคิดเห็นที่ 18 : (สันตินันท์)

ทองคำขาวแจ้งว่าผมเขียนข้อความผิดไว้ครับ
ขอแก้ใหม่ดังนี้ครับ
"ที่เอิงเอยกล่าวว่า จิตสั่งกายได้จึงเห็นว่า กายเป็นของจิต(เรา)
อันนั้นถูกต้องแล้วครับ "

 จากคุณ : สันตินันท์ [ 11 มิ.ย. 2542 / 15:26:01 น. ]
     [ IP Address : 203.151.110.209 ]


 ความคิดเห็นที่ 19 : (kobe)

ผมก็ยังมีราคะจริตมากครับ เห็นสาว ๆ สวย ๆ ไม่ได้เลย
ราคะเกิดขึ้นทันทีเลยครับ แต่เกิดได้พักเดียวก็เลิกคิดครับ
เรียกว่าไม่เห็นก็ลืมครับ ถ้าอยากจะลดราคะจริตอย่างนี้
จะต้องทำอย่างไรครับ
แต่ไม่อยากพิจารณาอสุภะกรรมฐาน ครับ ยอมรับว่ากลัวอยู่ครับ

 จากคุณ : kobe [ 12 มิ.ย. 2542 / 01:50:29 น. ]
     [ IP Address : 203.146.13.86 ]


 ความคิดเห็นที่ 20 : (กุนเชียงสำออย)


เห็นภาพแล้วไม่กลัว...กลัวกลิ่น

 จากคุณ : กุนเชียงสำออย [ 14 มิ.ย. 2542 / 12:31:20 น. ]
     [ IP Address : 168.120.254.30 ]


 ความคิดเห็นที่ 21 : (Lostboy)


ถามคุณดังตฤณนิดนึงครับ เรื่องนอนหลับไปแล้ว รู้สึกตัวตื่น รู้ตัวเต็มที่ว่าตัวเองตื่นอยู่ อยากขยับ แต่ขยับไม่ได้ แม้แต่เปิดเปลือกตาก็ไม่ได้ แล้วซักพักก็หลับไป ผมก็เป็นบ่อยๆ อย่างนี้เรียกว่าเป็นอะไรครับ เกิดจากอะไร แล้วพอจะน้อมเอาอาการนี้มาใช้ภาวนาได้มั้ยครับ

 จากคุณ : Lostboy [ 14 มิ.ย. 2542 / 23:29:07 น. ]
     [ IP Address : 161.200.255.163 ]


 ความคิดเห็นที่ 22 : (ดังตฤณ)

Lostboy
ทำได้ แค่ตั้งใจไว้ตอนตื่นอย่างนี้แหละ
ว่าหากเกิดอาการแบบนั้นขึ้นในครั้งต่อไป
เราจะมีอุเบกขา มีความรู้สึกตัวอยู่เหนือความกดดันจากภายนอก เราจะค่อยๆกำหนดลมหายใจได้เป็นปกติ แล้วน้อมเอาความนิ่งไปขยายผลทางใจเป็นความเบิกบาน

สำคัญคือต้องคิดตั้งใจไว้อย่างนี้ล่วงหน้าจริงๆ เท่านี้ก็ใช้ได้แล้วครับ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 21 มิ.ย. 2542 / 22:16:57 น. ]
     [ IP Address : 203.144.245.110 ]


 ความคิดเห็นที่ 23 : (tan~)

วันนี้เผิญ บอยเองมาถามว่าได้ดูรูปอสุภรึยัง
tan~ก็บอกว่ายัง ยังทำใจไม่ได้ กลัว
แต่ก็ไหนๆเพื่อนมาบอกให้ดูก็ไปดูซักหน่อย
ตอนเข้าไปหน้าแรกมีคำเตือน ก็ยิ่งกลัวเข้าไปใหญ่ก็ตามดูจิต
แต่ก็ไม่ตลอด เพราะกลัวมาก หลังจากนั้นก็กดพร้อม
ระหว่างรอรูปโหลดมาเริิ่มเห็นหัวก็ เกิดความกลัวมากขึ้นเป็น
ทวีคูณรีบกดback กลับ ไม่กล้าดู
จนเจอพี่ดังตฤนพูดว่า "ดูไว้ผ่านๆก็ได้ ถ้ายังไม่เห็นค่าว่าจะดูไปทำไม :-)"
ก็เกิดความคิดที่ว่า เอ เราประมาทอยู่รึเปล่า แค่คิดอย่างเดียว
ไม่ได้ตามดูไปด้วย บอยเองก็แนะนำว่าเปลี่ยนไปหน้าอื่นก่อนแล้ว
รอโหลดรูปให้เสร็จแล้วค่อยไปดู ก็ลองทำตามนั้น ตัดสินใจอยู่นาน
กว่าจะไปดู พอไปดูแล้ว ก็น่ากลัวพอสมควร แต่ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด
จะว่าไปแล้วความคิดคนหน้ากลัวกว่าอีก นึกไปเองสารพัด
ก็เปลี่ยนหน้าไปเรื่อยๆ ก็นึกสงสารขึ้นมา ทำไมมีแต่ศพเด็กๆ
ทั้งนั้นเลย ก็แผ่เมตตาไปให้เค้า แต่ช่วงนั้นไม่ได้ดูจิตเลย
ก็ดูภาพต่อไปเรื่อยๆ คงเป็นเพราะว่ารูปไม่ค่อยชัดด้วย
ถ้าเจอของจริงมีหวัง แย่เลยค่ะ เพราะมีกลิ่นล่องลอยมาปะปนด้วย
แน่เลยค่ะ

 จากคุณ : tan~ [ 26 มิ.ย. 2542 / 20:00:10 น. ]
     [ IP Address : 202.44.32.214 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!