ข้อเท็จจริงที่อาจทำให้หดหู่ได้ (ใครไม่ขอบความจริงด้านลบไม่ควรอ่าน)
ผมว่ามีเรื่องอะไรด้านเสียในวงการพุทธศาสนาบ้านเราหลายๆเรื่อง
ที่หากเราทราบข้อเท็จจริงเราอาจคิดที่จะหาทางแก้ไขและช่วยรักษาพระศาสนา ในถานะพุทธบริษัทกลุ่มหนึ่งได้
แต่อาจทำให้หลายๆคนอาจรู้สึกว่าเป็นภาพทางลบที่ทำให้จิตตกได้
ก็อาจจะข้ามกระทู้นี้ไป
หรืออาจจะใช้เป็นกระทู้ทดสอบในการดูจิตของตัวเองดูก็ได้ครับ
...............................
ข่าว จากไทยโพสท์ครับ
...............................
วัดสุทัศน์ปั่นป่วน แฉธุรกิจดงขมิ้น
30 พฤษภาคม 2544 กองบรรณาธิการ
ศึกผลประโยชน์ดงขมิ้น พระครูโสภณกิตยาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศน์ แจกจ่ายเอกสารเปิดโปง อุตสาหกรรมพุทธพาณิชย์ แย่งชิงจัดสร้างพระกริ่ง
และโต้ข้อหาแย่งทำพระกริ่ง แข่งกับเจ้าอาวาสและผูกขาด รับสังฆทาน ด้านพระวิสุทธาธิบดี เจ้าอาวาส เตรียมชำระในการ ประชุมกรรมการบริหารวัดวันนี้
การปลุกเสกพระเครื่องวัตถุมงคลเพื่อตอบสนองแก่ผู้นิยมสะสม เครื่องรางของขลัง นับเป็นรายได้จำนวนมหาศาลที่เข้าสู่วัดและผู้ที่เกี่ยวข้อง จนก่อให้เกิดคำว่า พุทธพาณิชย์ ซึ่งรวมถึงกิจกรรมต่างๆ ในการหารายได้ ของวัด อาทิ จากสังฆทานต่างๆ ที่วัดหลายแห่งสร้างรูปแบบเฉพาะตัวเพื่อดึง ดูดความสนใจของพุทธศาสนิกชน จากผลประโยชน์มหาศาลเหล่านี้ จึงมักมีข่าวถึงความขัดแย้งระหว่างพระกับพระ พระกับฆราวาส หรือ ฆราวาสกับฆราวาส ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมเชิงอุตสาหกรรมในวัดหลายแห่ง
ประมาณ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ชาวบ้านที่ตั้งบ้านเรือนบริเวณ โดยรอบวัดสุทัศนเทพวราราม ต้องงุนงงอย่างยิ่ง เมื่อได้รับการแจกจ่าย เอกสาร คำชี้แจงของพระครูโสภณกิตยาภรณ์ (สมเกียรติ ปญฺญากิตตฺ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม เจ้าคณะ 14"
เอกสารดังกล่าว เป็นการตีแผ่ถึงความขัดแย้งภายในวัดสุทัศน เทพวราราม อันสืบเนื่องมาจากผลประโยชน์มหาศาล ว่าด้วยการแก่งแย่งจัด ทำพระกริ่งวัดสุทัศน์อันเลื่องชื่อ ซึ่งมีการจัดทำออกมามากมายหลายรุ่น สร้างรายได้มหาศาลแก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการผูกขาดรับสังฆทาน
พระครูโสภณกิตยาภรณ์ ชี้แจงโดยหมายให้เห็นว่า พระวิสุ ทธาธิบดี เจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม กำลังเข้าใจผิดหลงเชื่อบุคคลบาง กลุ่ม จึงได้มีคำสั่งห้ามตนสร้างพระกริ่งในนามวัดสุทัศน์อีกต่อไป และไม่ให้ ตนผูกขาดจัดการดูแลการรับสังฆทาน โดยให้มีการหมุนเวียนรับสังฆทานไป ทั่วทั้ง 15 คณะ นอกจากนี้พระครูโสภณฯ ยังได้ตีแผ่รายจ่าย-รายได้ ในการผลิตพระกริ่งแต่ละรุ่นว่านำไปใช้ในกิจการใด นอกเหนือจากคำชี้แจงต่อ กรณีมีข้อครหาว่าสร้างพระแข่งกับเจ้าอาวาส
เอกสารดังกล่าวจึงทำให้ชาวบ้านได้เห็นถึงกระบวนการในการ จัดสร้างพระกริ่งเพื่อหารายได้ รวมถึงความขัดแย้งต่างๆ ที่ดำรงอยู่ในวัดสุ ทัศนเทพวรารามอย่างชัดเจน และได้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของชาวบ้าน รอบวัดอย่างสูง
พระครูโสภณกิตยาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศน์ เจ้าคณะ 14 ผู้จัดทำเอกสารชิ้นนี้กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ขอทราบข้อเท็จจริงกับการขัดแย้ง เรื่องผลประโยชน์ภายในวัดว่า ขอที่จะไม่พูดเรื่องนี้อีก เพราะเท่าที่ได้เปิดเผย เอกสารชี้แจงออกไปก็ทำให้ถูกเพ่งเล็งมากพออยู่แล้ว อย่าให้มันกลายเป็นเรื่อง ราวอะไรใหญ่โตเลย เชื่อว่าอีก 2-3 วันคงตกลงกันได้
พระวิสุทธาธิบดี เจ้าอาวาสวัดวัดสุทัศนเทพวราราม กล่าวเพียงว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับการที่พระครูโสภณฯ ทำหนังสือเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลภายในวัด ต้องรอมติที่ประชุม กรรมการบริหารวัดซึ่งจะมีการประชุมกันในสิ้นเดือนนี้ อย่างไรก็ตาม การจะกระทำสิ่งใดจะต้องยึดหลักพระธรรมวินัย ส่วนการดำเนินการจะเป็น อย่างไรเป็นเรื่องที่ทางวัดจะจัดการกันเองภายใน เพราะไม่อยากให้ทางวัดเสีย หาย
พระพิพิธธรรมสุนทร เลขานุการและผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศน เทพวราราม พระนักเทศน์ชื่อดังปฏิเสธที่จะพูดถึงปัญหาผลประโยชน์ภายใน วัด โดยกล่าวเพียงว่า ขอให้รอหลังการประชุมกรรมการบริหารวัด วันที่ 30 พ.ค. จึงจะสามารถเปิดเผยได้ หากพูดอะไรไปตอนนี้อาจผิดวินัยในการปก ครอง
ทางด้าน นายสมชาย คล้ายเผ่า อายุ 45 ปี ชาวบ้านข้างวัด กล่าวถึงเอกสารชี้แจงที่พระครูโสภณกิติยาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพ วราราม เจ้าคณะ 14 นำมาแจกจ่ายญาติโยมบริเวณวัดว่า มันเป็นเรื่องของ ผลประโยชน์จากการสร้างพระกริ่งจำนวนมหาศาลที่ขัดกันของพระในวัด ตนอยู่ข้างวัดมาตั้งแต่เด็ก แต่ไม่เคยเข้าไปข้องเกี่ยวกับกิจกรรมของวัดสุทัศน เทพวรารามเลย เพราะมีแต่การโฆษณาหาเงินขายพระ ไม่เคยเห็นถึงคุณงาม ความดีอะไรในแง่ของหลักธรรมตามหลักพุทธศาสนา
ชาวบ้านข้างวัดรายนี้กล่าวว่า เมื่อก่อนพระในวัดก็ยังพอจะรวม กันได้ ทว่าต่อมาเมื่อมีเรื่องผลประโยชน์จากการค้าขายพระกริ่งเข้ามาก็ ทะเลาะกัน ตอนนี้มี 15 คณะ 7 คณะแยกตัวออกมาตั้งกิจการขายพระกริ่ง แข่งกันเอง พระบางรูปเอาญาติพี่น้องเข้ามาอยู่ใต้กุฏิวัด บอกว่าเอามาเป็นลูก ศิษย์ แต่บางคนเคยพูดว่าเคยเห็นเอารถตู้ รถกระบะเข้ามาขนถังสังฆทานออก ไป ไม่รู้จะเอาไปเวียนเทียนมาขายใหม่หรือเปล่า นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องการ เอาสีกาเข้ามาอยู่ด้วย ไม่ทราบจะมีอะไรเกินเลยหรือไม่
นายสมชายกล่าวว่า พระครูโสภณกิติยาภรณ์ พระที่ออก เอกสารชี้แจงนั้น ตนไม่เคยเห็นออกมาบิณฑบาต ไม่เห็นออกมาโปรดญาติ โยม พระในวัดหลายรูปมีรถเบนซ์ขับ กุฏิเมื่อก่อนเห็นยังเก่า มาตอนนี้แต่ละ คณะต่างออกแบบตกแต่งแข่งกันอย่างสวยงาม หลายกุฏิติดแอร์ ค่าไฟ ค่าน้ำ ก็ใช้ฟรี นอกจากนี้ยังมีพิธีกรรมสะเดาะเคราะห์บูชาพระนพเคราะห์ทั้ง 9 ด้วย ซึ่งพิธีนี้ไม่ทราบว่าเป็นพิธีกรรมแบบพุทธหรือไม่ พระพุทธเจ้าเคย สะเดาะเคราะห์ให้ใครหรือไม่ เหตุใดสาวกจึงทำเช่นนี้ เพราะเห็นมีการนำ สายสิญจน์มารัดหัวรวมกันแล้วนั่งพนมมือสวดให้พ้นเคราะห์
มันไม่ใช่แล้ว อยากรวย อยากโชคดี เล่นมานั่งเอาสาย สิญจน์ผูกหัวมัดรวมกันแบบนี้ อยากรวยก็ต้องทำมาหากิน ขยันขันแข็งทำ งาน ไม่ใช่มารอหวังผลดลบันดาลจากอำนาจศักดิ์สิทธิ์บ้าบออะไรแบบนี้ เพราะมันเป็นไปไม่ได้ ชาวบ้านรอบๆ บริเวณวัดไม่ค่อยมีใครเข้าไปยุ่ง ไม่ มีใครอยากสนใจนักหรอก เพราะเราอยู่ใกล้มัน ทำให้เราเห็นอะไรมาก บางที มีการนำญาติพี่น้องมาอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใต้กุฏิ เห็นแล้วอนาจใจและ ท้อแท้ในการประพฤติปฏิบัติของพระมาก แต่เราก็คงไปทำอะไรไม่ได้หรอก เพราะมันเต็มไปด้วยผลประโยชน์ เรื่องผลประโยชน์เข้าที่ไหนพังที่นั่น ไม่ใช่เฉพาะวงการเมือง แต่ได้ลามเข้ามาในวงการพระแล้ว นายสม ชายกล่าว
นางรัชนี แซ่ลี้ อายุ 31 ปี อาชีพค้าขายกล่าวว่า พระครู โสภณกิติยาภรณ์ และเจ้าอาวาสไม่ถูกกันเรื่องการออกพระกริ่งแข่งกัน ทำให้มีการออกเอกสารชี้แจงออกมากดดัน โดยยืมมือชาวบ้านเข้ามาร่วมด้วย ซึ่งเอกสารดังกล่าวก็เพิ่งออกมาได้ประมาณ 1 อาทิตย์ ให้เด็กวัยรุ่นอายุ 17- 18 เอามาแจกชาวบ้านรอบวัด เอามาวางไว้ทั่ว ไม่รู้ว่าทำเช่นนี้ชาวบ้านจะ ได้อะไร เชื่อว่าการออกเอกสารเพื่อชี้ให้เห็นถึงการแย่งผลประโยชน์กันในวัด จะทำให้ภาพพจน์ของวัดถูกมองไปในแง่ลบมากยิ่งขึ้น จะทำให้ชาวบ้านเสื่อม ศรัทธามากขึ้นด้วย
แม่ค้ารายนี้กล่าวอีกว่า ในวัดเต็มไปด้วยการทำการค้า มีแต่ป้ายโฆษณาให้ซื้อพระกริ่งรุ่นนั้นรุ่นนี้ ราคาก็แพงมาก องค์หนึ่งบางครั้ง ราคาเป็นเรือนหมื่น บางคนซื้อ 7-8 องค์ มีเรื่องการรับสังฆทานแบบแปลกๆ ที่มีพิธีการสวดสะเดาะเคราะห์และให้เอาเชือกสายสิญจน์ผูกบริเวณหัวมัดรวม กัน โดยบอกว่าเพื่อให้ญาติโยมมีสมาธิ ซึ่งก็ไม่เคยเห็นพิธีแบบนี้ที่ไหนมา ก่อน คงจะมีที่นี่แห่งเดียว แต่คนก็ยังมากันอยู่มาก เพราะเรื่องความเชื่อของ คนนั้นมันคงไปห้ามกันไม่ได้
ชาวบ้านอีกรายกล่าวว่า เอกสารที่ออกมาสามารถชี้ให้เห็นว่า ตอนนี้แม้แต่พระเองก็ยังแก่งแย่งผลประโยชน์จากการค้าขายพระกริ่ง ไม่ต้องไปพูดถึงวงการอื่นแล้ว ว่าเรื่องผลประโยชน์และเงินจะยิ่งใหญ่เพียงใด สามารถทำให้คนเปลี่ยนไปได้แค่ไหน เพราะพระแทนที่จะเป็นผู้เลี้ยงง่าย อยู่อย่างสันโดษ แต่กลับมาแข่งขันกันเพื่อหาผลประโยชน์เสียเอง เมื่อเป็นเช่น นี้แล้วญาติโยมจะหันไปพึ่งใครได้.
tchurit
203.157.14.242
30 พ.ค. 2544 / 07:52:12 น.
y
พระจริงๆท่านไม่วุ่นวายอย่างนี้หรอกครับ
นี่แค่ลูกชาวบ้านห่มผ้าเหลืองเท่านั้นเอง
ุุุ
ri9
203.170.186.31
30 พ.ค. 2544 / 08:28:56 น.
y
คุณ tchurit "ฐานะ" จ้า
ใบตอง
203.149.11.1
30 พ.ค. 2544 / 08:31:05 น.
y
...คุณ Tchurit คะ เรานินทา ตำหนิ หรือหาทางขจัดพระที่เราแน่ใจว่า
ประพฤติผิดวินัยจะบาปมั๊ยคะ ?......
หรือปล่อยไปตามกฏแห่งกรรม ชั่วช่างชีดีช่างสงฆ์ ถ้าทุกคนกลัวบาปจะเป็น
การดูดาย ไม่ปกป้องศาสนาหรือไม่ ?....
ปริศนา
203.155.204.135
30 พ.ค. 2544 / 08:45:49 น.
y
ธรรมดาของโลกนี่ครับ
พัลวัน
192.168.3.6
30 พ.ค. 2544 / 08:59:23 น.
y
พระพุทธเจ้าฝากพุทธศาสนาไว้กับพุทธบริษัทสี่
การที่อุบาสก อุบาสิกาจะตรวจสอบความประพฤติของพระสงฆ์เป็นเรื่องที่ทำได้ครับ
ผมเคยอ่านงานของท่านพระธรรมปิฏกชิ้นหนึ่ง
ท่านบอกว่าอย่าไปมองว่าคนที่นุ่งห่มเหลืองทุกคนเป็นพระ
คนที่เป็นพระต้องมีความประพฤติอย่างพระ
ดังนั้นหากเห็นใครมีความประพฤติไม่เหมาะสมก็อย่าตำหนิพระโดยรวมเลยครับ
ควรตำหนิกันเป็นคนๆไปและจัดการกันเป็นคนๆไป
ถ้าพุทธศาสนิกชนช่วยกันสอดส่องดูแลเรื่อยๆอย่างนี้
ศาสนามีแต่จะดีขึ้นครับ
rising_sun
210.50.30.4
30 พ.ค. 2544 / 10:21:43 น.
y
บาปหรือเปล่านี้ผมไม่รู้เหมือนกันครับคุณปริศนา
ถ้าต้องบาปจริงๆก็คงต้องยอมแบกรับไว้ละครับ
แต่อยากให้คนใกล้ตัวเขารู้ความจริงว่า
สถานการณ์ที่แท้เป็นอย่างไร
มองด้วยสายตาที่ตรงตามจริง ไม่ปฏิเสษความจริง
สิ่งใดที่เราพอจะทำได้บ้างที่จะไม่เป็นปัจจัยส่งเสริมให้เกิดความสกปรกเพิ่มขึ้นในพระพุทธศาสนาของเรา
สิ่งใดพอที่จะทำได้ ทำให้พระศาสนามั่นคงและสะอาดขึ้นได้บ้างก็ทำไปครับ
ผมมีความคิดว่าคนที่มีธรรมอยู่ในใจ เป็นกลุ่มพลังที่บริสุทธิ์
น่าจะเป็นกลุ่มที่ช่วยเผยแพร่ให้คนในสังคมมีจิตน้อมเข้ามาทางธรรมมากขึ้น
เมื่อคนมีจิตโน้มมาทางธรรมที่ถูกต้องมากขึ้น สังคมย่อมดีขึ้นตามครับ
โดยเฉพาะภาวะวิกฤตของชาติ ของโลกในเหมือนขณะนี้
คนที่พอจะเป็นหลักกู้ชาติ กู้โลกได้มากที่สุดก็คือคนที่มีธรรมในใจนี้ละครับ
tchurit
203.157.14.242
30 พ.ค. 2544 / 10:27:46 น.
y
ผมคิดว่าไม่บาปหรอกครับ ค.ปริศนา ถ้าทำด้วยเจตนาที่เป็นกุศล
ปรารถนาจะช่วยกันทำนุบำรุงพระศาสนาอย่างแท้จริง
ไม่ได้มีเจตนาที่จะเพ่งโทษท่านผู้ใด
น่าจะเป็นมหากุศลด้วยซ้ำ เพราะอาจจะถือว่าเราทำบุญให้กับพระศาสนาโดยรวม
ไม่ได้ทำเจาะจงพระสงฆ์องค์ใดองค์หนึ่ง
ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นนี้ ผมวิเคราะห์กับพระป่าสายปฏิบัติที่พอจะคุ้นเคยกับท่านอยู่เนืองๆ
คิดว่ามีมูลเหตุมาจากการที่พระรับเงิน หรือ ถือความเป็นเจ้าของในเงินได้
ทำให้เกิดกิเลสต่างๆตามมา รวมทั้งต้องคิดค้นกรรมวิธีหาเงินต่างๆ
จึงคิดกันกับท่านครับ ว่าน่าจะทดลองเริ่มการไม่รับเงินใดๆทั้งสิ้นจากคนที่มาทำบุญ
โดยส่วนตัวท่านทดลองทำมาหลายปีแล้ว แต่ตอนนี้คิดว่าจะเริ่มทดลองกับวัด หรือ
สำนักสงฆ์ที่พอจะคุ้นเคยกัน การไม่รับเงินก็ไม่ให้แม้แต่มีกรรมการวัดที่จะถือเงิน
เพราะในที่สุดก็จะลงเอยรูปแบบเดิมอีก คือมีการหาผลประโยชน์ภายในวัด
ญาติโยมคนไหนอยากทำบุญ ก็ให้ทำเป็นสิ่งของ
ธุระอะไรที่จะต้องใช้เงิน ญาติโยมเค้าก็จะปวารณาตัวเอาไว้เอง
วัดไหนต้องใช้เงินจ่ายค่าน้ำค่าไฟ ก็ให้ญาติโยมที่ปวารณาจัดการให้เลย
จริงๆแล้วเหตุที่พระท่านเสื่อม ผมเห็นด้วยกับที่ คุณพันทิพย์ น.ศ.ที่ทำหนังเรื่อง
Body & Soul ที่เธอกล่าวเอาไว้ตอนท้ายน่ะครับ ที่ว่า
ที่พระสงฆ์ทำผิดพระธรรมวินัยนั้น
ส่วนหนึ่งมาจากแรงผลักดันของชาวบ้านด้วยเช่นกัน
เพราะเราเอาความคิดแบบโลกๆของเราไปถวายท่าน
เห็นท่านเคร่งครัดมักน้อยสันโดษ ก็รู้สึกเลื่อมใสศรัทธา พอเลื่อมใสโดยไม่มี
สติปัญญา ก็พยายามหาของที่ตัวเองคิดว่าดีแบบโลกๆ ไปถวายท่าน
ท่านเองแรกๆ ก็ไม่อยากจะขัดศรัทธาญาติโยม ก็รับเอาไว้
นานๆ เข้า ก็อย่างที่พระพุทธองค์ท่านตรัสไว้น่ะครับ
ว่า ลาภสักการะฆ่าคนโง่ให้ตาย
ท่านก็หลงไปกับเรื่องโลกๆ ของเราๆ ไปด้วย
เลยพากันจูงพระศาสนาดำดิ่งไปด้วยกัน
บูชา bujadham@hotmail.com
203.155.45.182
30 พ.ค. 2544 / 11:10:55 น.
y
หากได้อ่านเรื่องพระวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้แล้วจะเห็นว่าแต่ละเรื่องนั้นท่านห้ามเพื่อไม่ให้พระกระทำการใดๆอันนำความเสื่อมเสียมาสู่คณะสงฆ์และตัวพระเอง ทั้งนี้เพื่อความเจริญงอกงามไพบูลย์ของพระและพระศาสนา ผมยังจำประวัติของท่านพระอาจารย์มั่น ในตอนที่ท่านได้ธุดงค์ไปปฏิบัติธรรม ณ. ถ้ำสาริกาได้ ตอนนั้นท่านได้เห็นธรรมและเกิดความซาบซึ้งในธรรมวินัยของพระพุทธองค์จนถึงกับน้ำตาร่วงว่าพระพุทธองค์ท่านทรงวางแนวทางการประพฤติปฏิบัติสำหรับพระดำเนินตามเพื่อความพ้นทุกข์พ้นจากความเสียหายไว้หมดแล้ว พระเองเพียงเป็นประพฤติปฏิบัติตามที่ท่านบอกท่านแนะไว้เท่านั้นก็จะพ้นจากทุกข์ความเสียหายได้ / เมื่อมาพิจารณาดูจากสภาพปัจจุบันที่"คน"มีความตั้งใจบวชเพื่อความพ้นทุกข์น้อยลง ไม่มีหิริ โอตัปปะ ไม่รักพระศาสนา ความเสื่อมก็เป็นไปได้ด้วยประการละฉะนี้
ทองจันทร์
129.103.103.26
30 พ.ค. 2544 / 13:22:48 น.
y
ถ้าผมบวชเป็นพระสิ่งที่ผมควรต้องการจากฆราวาสก็ควรจะเป็นแค่อาหารสองมื้อของแต่ละวันเพียงแค่เพื่อให้มีแรงในการปฏิบัติ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมคนไทยเราต้องโลภบุญด้วยการเอาเงินไปบริจาคให้พระด้วย อ้อ ผมว่าการมีพระห้อยคออยู่ก็ไม่เห็นจะมีประโยชน์ใดๆ ถ้าใจไม่ได้มีความดีใดๆอยู่ ดังนั้นผมจึงไม่ห้อยพระใดๆเลย
Pricha
203.150.6.78
30 พ.ค. 2544 / 14:09:08 น.
y
เป็นธรรมดาของทุกวงการครับ มีดี ก็มีชั่ว
ยิ่งมีผลประโยชน์มาก ความโลภ ก็ไม่เข้าใครออกใครครับ
ปิ่น
10.44.5.250
30 พ.ค. 2544 / 14:56:17 น.
y
ผมว่าการรักษาพระพุทธศาสนาเป็นหน้าที่ของชาวพุทธ โดยเฉพาะผู้ที่ศึกษาและปฏิบัติดีแล้วอย่างหลายท่านในลานธรรมนี้ เพราะสามารถจะติติงเพื่อสร้างสรรในหลักของธรรมวินัย และในสายตาของชาวโลกร่วมยุคกับเรา ไม่ใช่วิจารย์ตามสามาญสำนึกหรือด้วยอารมณ์ โดยเจาะจงเป็นแต่ละกรณีหรือแต่ละรูปไป
พระธรรมวินัยหลายๆข้อก็เกิดจากข้อติเตียนของฆราวาส
แต่ควรให้อยู่ในขอบเขตของสัมมาวาจาด้วย
ken
203.155.14.220
30 พ.ค. 2544 / 15:11:47 น.
y
ผมเคยเข้าไปทำบุญถวายสังฆทานที่วัดแห่งนี้พบว่าเราไม่ต้องซื้อเครื่องสังฆทานที่เป็นถังไปด้วย เพราะทางวัดมีถังที่บรรจุเครื่องสังฆทานอยู่เป็นจำนวนมาก เพียงแต่คนที่ต้องการทำบุญบริจาคเงินให้กับทางวัดเป็นจำนวนเงิน 100บาทหรือมากกว่านั้นตามแต่ศรัทธาก็สามารถนำถังที่เวียนกันซ้ำอยู่นั้นมาทำบุญได้อยู่ร่ำไปไม่มีวันจบสิ้น ช่างเป็นการแสดงให้เห็นถึงพุทธพานิชย์ได้อย่างชัดเจน และตามกุฏิต่างๆก็มักจะมีญาติโยมเดินทางไปเช่าพระกันอยู่เสมอ ไม่มีบรรยากาศของการอบรมเผยแผ่ธรรมะให้เห็นเลยเป็นเรื่องเศร้าของพระอารามหลวงแห่งนี้โดยแท้ สังเกตได้จากป้ายโฆษณาขายพระเครื่องและการจัดพิธีสะเดาะเคราะห์ต่างๆที่มีการประชาสัมพันธ์กันตลอดทั้งปี ผมพบเห็นแล้วก็ได้แต่เศร้าใจว่าทำไมไม่มีใครกล้านำเสนอเรื่องราวของพระอารามหลวงแห่งนี้ทางสื่อมวลชนบ้าง เพราะกระทำการผิดหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์อย่างเป็นล่ำเป็นสัน ไม่นึกถึงพระธรรมอันเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้ากันบ้าง สนใจแต่ที่จะใช้ผ้าเหลืองหากินเท่านั้น คนพวกนี้ไม่มีวันสำนึกตนหรอกครับจนเมื่อเป็นข่าว และถูกสังคมให้ความสนใจวิพากษ์วิจารณ์จึงจะเริ่มมีหิริโอตตัปปะ กันขึ้นมาบ้าง โทษที่พวกเขาจะได้รับตามพระธรรมวินัยก็เล็กน้อยเหลือเกินทำให้คนพวกนี้ยังมีโอกาสใช้ผ้าเหลืองหากินกันได้อีกต่อไปเมื่อกระแสข่าวฉาวโฉ่เริ่มสร่างซาลงไป จึงเป็นหน้าที่ของเรามนุษย์ผู้เป็นหนึ่งในพุทธบริษัทสี่นี่แหละที่ต้องช่วยกันสอดส่องวิพากษ์วิจารณ์ ถ้าขืนปล่อยให้ชั่วช่างชีดีช่างสงฆ์กันอยู่อย่างนี้ ต่อไปในอนาคตพระพุทธศาสนาก็จะมัวหมองกลายเป็นที่ทำมาหากินของพวกอวิชชาเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น จนในที่สุดก็จะหาแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคือพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ไม่ได้ เพราะไม่มีใครสนใจเผยแผ่ แต่หันไปมอมเมาผู้ศรัทธาด้วยพิธีกรรมที่เพิ่มความลุ่มหลงมัวเมาในการยึดมั่นถือมั่นจนไม่พบหนทางดับทุกข์ที่แท้จริง อันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา
บัณฑิต tree@itencity.com
172.22.22.108
30 พ.ค. 2544 / 15:32:26 น.
y
จุดมุ่งหมายของการให้ทาน โดยตรง=ควบคุมกิเลสส่วนบุคคล โดยอ้อม=ควบคุม
กิเลสของสังคม ทั้งสองนัยเป็นไปเพื่อการลดและเสียสละวัตถุและโอกาส พุทธศาสนิกต้องหันกลับมาทบทวน rethinking นัยยะของการทำบุญ ให้ทาน เสียใหม่ ก่อนที่มันจะกลายเป็นเครื่องมือในการทำลายสังคม จำกัดปัญญา และทำให้คนโง่มืดบอดยิ่งขึ้นจากการหลอกลวงของพวกพระปลอม (คงไม่ต้องยกกรณีของธรรมกาย และพุทธพาณิชย์)
,มหาสติ
202.183.172.125
30 พ.ค. 2544 / 15:55:34 น.
y
ฆารวาสมีอาการ เมาบุญ อยากได้บุญแบบไม่ลืมหูลืมตา ไม่ศึกษาเนื้อแท้
ของศาสนา เป็นช่องทางให้ "คนห่มผ้าเหลือง" แสวงหาประโยชน์จากศาสนา
ถึงเป็นฆารวาส ก็ควรหาโอกาสศึกษาพระธรรมวินัย จะได้ไม่เป็นส่วนหนึ่งใน
การทำให้พระสงฆ์ประพฤติผิด ๆ ได้
ปริศนา
203.155.204.135
30 พ.ค. 2544 / 16:12:23 น.
y
เป็นสมมุติสงฆ์ ไม่เคารพธรรมมะและวินัย ก็วุ่นวาย เรื่องผลประโยชย์เหมื่อน
ชาวบ้านแหละครับ
คอมจักร
202.183.254.59
30 พ.ค. 2544 / 19:20:48 น.
y
ดูไปก็เหมือนหนังเหมือนละคร
ต่างกันตรงที่พวกหนึ่งแต่งขึ้นมา ส่วนอีกพวกหนึ่งbase on true story
""""""""""""""""""""""""""
บทที่ ๒
..........................................
สังฆอุตสาหกรรมพระกริ่งวัดสุทัศน์
31 พฤษภาคม 2544 กองบรรณาธิการ
ผู้ช่วยเจ้าอาวาสเจ้าพิธีดำเนินการ จัดสร้างพระกริ่งโต้ข้อกล่าวหา สร้างพระแข่งกับเจ้าอาวาส เปิดโปงอุตสาหกรรมสร้างพระกริ่งวัดสุทัศน์ ระบุแต่ละคณะจัดสร้างพระ ออกมาวางแผงให้คนจองถ้วนทั่ว
ความคืบหน้ากรณีความขัดแย้งในเรื่องผลประโยชน์การสร้าง พระกริ่งของวัดสุทัศนเทพวราราม โดยบรรดาพระในวัดต่างจัดสร้างพระกริ่ง รุ่นต่างๆ ออกนำเสนอให้นักสะสมนำไปบูชา ซึ่งถูกเปิดโปงโดยพระครูโสภณ กิตยาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม เจ้าคณะ 14
พระครูโสภณกิตยาภรณ์ แจกแจงในเอกสารถึงการแย่งกันผลิต พระกริ่งวัดสุทัศน์ และโต้ข้อกล่าวหาว่าทำพระกริ่งแข่งกับพระวิสุทธาธิบดี เจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม ว่า ในการประชุมกรรมการบริหารวัด มีพระผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิดเจ้าอาวาสคือพระเทพวิริยาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาส เจ้าคณะ 1 ได้พยายามพูดให้เห็นว่าตนสร้างพระแข่งกับเจ้าอาวาส หรือมีอะไรกับเจ้าอาวาส ซึ่งการพูดลักษณะนี้ผู้พูดมีวัตถุประสงค์แฝงเร้น
ผู้ช่วยเจ้าอาวาส คณะ 14 ระบุว่า ในปี 2533 เจ้าอาวาส อายุ 59 ปี จึงได้กราบเสนอสร้างพระกริ่งรุ่นแรก คือพระกริ่งธรรมปิฎก 59 เจ้าอาวาสเห็นดีด้วย จึงช่วยกันจัดสร้างพระกริ่ง-พระชัยวัฒน์ ขึ้นเป็นครั้งแรก โดยตนเป็นเจ้าพิธีดำเนินงานตลอดมา และตนก็จัดพิธีสร้างพระกริ่งมาตลอด ทุกๆ ปี จนกระทั่งถึงรุ่นสุดท้าย เรียกว่ารุ่น 100 ปี ที่จริงเป็นรุ่น 100 ปี พระกริ่งไทย (คือสมเด็จพระสังฆราช (แพ)) ทรงสร้างพระกริ่งมาครบ 100 ปี พอดี (พ.ศ.2441-2541)
เหตุที่เรียกว่า รุ่นสุดท้าย เพราะประจวบเหมาะกับที่เจ้าอาวาส ประกาศห้ามเททองหล่อพระในวัดที่ด้านข้างพระอุโบสถ ตนถึงคิดว่าคงเป็น ครั้งสุดท้าย ต่อไปตนกับเจ้าอาวาสคงไม่ได้ร่วมพิธีกรรมเททองหล่อพระกริ่ง ด้วยกันอีกแล้ว เพราะคำว่า พระกริ่ง ต้องเททองหล่อในวัดสุทัศน์ ตนจึงได้ประกาศว่าเป็นรุ่นสุดท้าย และคำประกาศนี้ทำให้ตนถูกกล่าวหาอย่าง รุนแรงว่า กันท่าคนอื่น
ซึ่งผมก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่า ปีต่อๆ มาก็ยังทำยังสร้างกันได้ ญาติโยมทั้งหลายก็ยังสงสัยอยู่ นี่ถ้าผมรู้สักนิดว่ายังสร้างได้ ผมจะไม่ใช้ ประโยคนี้ เพราะผมก็สร้างทุกปีเหมือนกันครับ พระครูโสภณฯ กล่าวใน เอกสารชี้แจงถึงพระวิสุทธาธิบดี เจ้าอาวาส
พระครูโสภณฯ เปิดเผยต่อไปว่า ตนเองได้หยุดสร้างไปร่วม 3 ปี แล้วกลับมาสร้างอีกครั้งเป็นอนุสรณ์ครบ 50 ปี โดยไปทำพิธีเททองหล่อ พระที่วัดชัยพฤกษมาลา เป็นพระกริ่งรุ่น แพพันล้าน เมื่อวันที่ 9 ส.ค.2543 แต่ปรากฏว่าพระวิสุทธาธิบดีได้ทำพิธีเททองหล่อพระกริ่งที่วัดสังกะสี สมุทรปราการ ในวันที่ 11 พ.ย.2543 ซึ่งในเวลานั้นตนได้เปิดให้มีการสั่งจอง พระกริ่งรุ่น แพพันล้าน ไปแล้ว
ถ้าจะกล่าวหากันว่า พระกริ่งแพพันล้าน ที่ผมจัดสร้างเป็น การแข่งกับเจ้าอาวาสละก็ ลองพิจารณาดูทีหรือว่า คณะต่างๆ ที่ทำพร้อมๆ กัน ด้วยเวลาไล่เลี่ยกัน แข่งกับเจ้าอาวาสหรือไม่ ขออนุญาตเอ่ยนาม เช่น
คณะ 1 พระครูวินัยธรนิคม สร้างพระกริ่ง-พระชัยวัฒน์ รุ่นเนื้อทอง
พระครูพิมลสรภาณ สร้างพระกริ่ง-พระชัยวัฒน์ รุ่นปวเรศฯ
คณะ 2 พระครูใบฎีกาพิทยา สร้างพระกริ่ง-พระชัยวัฒน์ รุ่นพุทธยอดฟ้า
คณะ 3 พระมงคลเทพโมลี สร้างพระกริ่ง-พระชัยวัฒน์ รุ่นมังกรทอง (นานแล้ว)
คณะ 6 พระครูพิทักษ์ถิรธรรม สร้างพระกริ่ง-พระชัยวัฒน์ รุ่น 99 ปี หลวงปู่แป๊ะ
คณะ 7 พระครูสมุห์มงคล สร้างพระกริ่ง-พระชัยวัฒน์ รุ่นสุคโต โชคลาภ
คณะ 11 หลวงพ่อพระวิสุทธาธิบดี สร้างพระกริ่ง-พระชัยวัฒน์ รุ่นจอมไทย
คณะ 14 พระครูโสภณกิตยาภรณ์ สร้างพระกริ่ง-พระชัยวัฒน์ รุ่นแพพันล้าน
ศาลาโพธิ์ สร้างพระกริ่ง-พระชัยวัฒน์ รุ่นสรรพสิทธิ
ทั้งหมดนี้สร้างพร้อมๆ กัน ในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน มีการ โฆษณาประชาสัมพันธ์กัน และที่สร้างไว้แล้วแต่ยังไม่ได้โฆษณาประชา สัมพันธ์ยังมีอีก แต่ผมถูกกล่าวหาอยู่รูปเดียว ถ้าเป็นอย่างนี้ยังมีความยุติธรรม อยู่หรือ หรือว่าความยุติธรรมไม่มีอยู่ในวัดแล้ว
ถ้าผลประโยชน์หรือพรรคพวกอยู่เหนือเหตุผล ผมก็จนปัญญา หรือว่าค่าของคนอยู่ที่คนของใคร
พระครูโสภณฯ กล่าวในเอกสารชี้แจงด้วยว่า วอนขอความ กรุณา ขอความเป็นธรรมให้กับผู้ช่วยเจ้าอาวาส มิบังอาจทำพระแข่งกับเจ้า อาวาส แต่กลับโดนกลั่นแกล้งจากช่างทาสีให้มีความเสียหายอีกต่างหาก เพราะผมรู้ชะตากรรมของพระลูกวัดดีว่า ถ้าไม่ถูกหรือแข่งบารมีกับเจ้าอาวาส วัดไหนก็วัดนั้น จะต้องถึงขั้นหาวัดอยู่ไม่ได้ หรืออยู่ได้ก็ถูกตอนเหมือนไม้ บอนไซ หาความเจริญเติบโตในหน้าที่การงานไม่ได้ ถูกถอดยศปลดตำแหน่ง หรือโยกย้ายบรรจุกรุเหมือนบรรจุพระเครื่อง
พระครูโสภณฯ กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาได้รับความเมตตาจาก พระวิสุทธาธิบดี เจ้าอาวาสมาโดยตลอด แต่งตั้งตนเป็นเจ้าคณะ 14 สนับสนุนขอแต่งตั้งในหน้าที่การงาน ลาภยศ ท่านให้ผมทุกอย่างจนกระทั่ง มีวันนี้ได้เป็นพระครูโสภณกิตยาภรณ์ มีหรือครับที่ผมจะแข่งกับท่าน แม้แต่จะคิดยังไม่เคยคิด นอกจากความเคารพนับถือเท่านั้นจริงๆ
และหวังว่า พระเทพวิริยาภรณ์ ที่ได้กล่าวผมว่ามีอะไรกับ หลวงพ่อเจ้าอาวาส คงไม่ไปกล่าวหาหลวงพ่อว่า มีอะไรกับใครอื่นอีกนะ ครับ
พระรูปหนึ่งในวัดสุทัศนเทพวราราม เปิดเผยว่า เอกสารที่พระ ครูโสภณกิตยาภรณ์ทำออกมานั้น สืบเนื่องมาจากปัญหาหลายเรื่องที่สะสมกัน อยู่ โดยมีสาระสำคัญคือเรื่องของอำนาจ การแก่งแย่งสมณศักดิ์ และเรื่องผล ประโยชน์ภายในวัด ที่มีการแบ่งขั้วแบ่งฝ่ายกันว่าใครจะใหญ่กว่ากัน ใครจะเข้ายึดอำนาจบริหารจัดการภายในวัดได้มากกว่ากัน ซึ่งเจ้าอาวาสเองก็ ถูกโยงเข้าไปพัวพันด้วย โดยเฉพาะเรื่องที่ให้นายสุทธิกรเข้ามาเป็นผู้ควบคุม โครงการจัดสร้างวัตถุมงคลในวัด แม้ก่อนหน้านี้นายสุทธิกรเป็นพระครู แต่ถูกพระพิพิธธรรมสุนทรพามาให้เจ้าอาวาสจับสึก เนื่องจากเกิดกรณีเสพกับ เณร 3 รูป ไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด เจ้าอาวาสจึงต้องทำตามที่นายสุทธิ กรต้องการด้วย
คล้ายกับว่าเจ้าอาวาสเป็นหุ่นเชิดให้นายสุทธิกร ใช้ตำแหน่ง เจ้าอาวาสมาควบคุมพระเณรในวัด และยังให้เป็นผู้ควบคุมโครงการจัดสร้าง วัตถุมงคลด้วย ไม่รู้เลยหรือว่านายสุทธิกรถูกจับสึก ซึ่งทางตำรวจก็ยังบอก ห้ามเข้ามาเกี่ยวข้องกับทางวัดเป็นเวลา 3 ปีด้วย แต่ท่านเจ้าอาวาสกลับนำ ชายผู้นี้เข้ามาในวัดอีก และดูเหมือนนายสุทธิกรต้องการให้เซ็นหนังสืออะไร ท่านเจ้าอาวาสก็ยอมเซ็นให้แต่โดยดี เป็นไปได้ไหมว่านายสุทธิกรจะกุม ความลับอะไรของหลวงพ่ออยู่ ใช่เรื่องที่ในอดีตแม่ของนายสุทธิกรเคยเป็น โยมอุปัฏฐากหลวงพ่อเจ้าอาวาสมาแต่สมัยหนุ่มๆ หรือไม่ ทำให้เกรงใจ และไม่กล้าขัดใจนายสุทธิกร แม้จะมีเรื่องฉาวโฉ่มากมาย พระลูกวัดรายนี้ กล่าว
พระลูกวัดรายเดิมกล่าวต่อว่า พระผู้ใหญ่ในวัดไม่อยากจะบอก ว่าหลายรูปมีบาดแผล มีเรื่องฉาวด้วย แค่เรื่องฉันข้าวเย็นเป็นเรื่องปกติ ธรรมดามาก ซึ่งวัดใหญ่ๆ ในกรุงเทพฯ หลายวัดก็เป็นเช่นนี้ เพราะมีเรื่องผล ประโยชน์เข้ามานั่นเอง ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าพระเองก็ยังไม่หมดกิเลส บางรูปก็มิใช่ว่าจะมีความเป็นพระสักเท่าไหร่ ยังมีความโลภอยู่บ้างเช่นกัน เป็นลูกชาวบ้านซึ่งส่วนมากก็ฐานะยากจน เมื่อบวชเข้ามาก็พยายามจะแข่งขัน กันเพื่อสมณศักดิ์เพราะยศศักดิ์ เป็นที่มาแห่งอำนาจและผลประโยชน์ซึ่งจะ ตามมาต่อไป จึงมิใช่เรื่องแปลกที่มีเรื่องชิงดีชิงเด่นกันเกิดขึ้น
รายงานข่าวเปิดเผยว่า ก่อนหน้าที่จะมีการออกเอกสารชี้แจง ของพระครูโสภณกิตยาภรณ์นั้น ได้มีการทำบัตรสนเท่ห์โจมตีพระครูโสภณกิต ยาภรณ์ โดยระบุว่ามีเมียมีลูกชื่อนั้นชื่อนี้ แต่ไม่มีการระบุชื่อและแหล่งที่มา ของบัตรสนเท่ห์ว่าใครเป็นผู้ทำขึ้น ต่อมาพระครูโสภณกิตยาภรณ์จึงได้ออก เอกสารชี้แจงโดยระบุชื่อและท้าว่า หากบุคคลในเอกสารไม่พอใจสามารถแจ้ง ความดำเนินคดีได้ตามกฎหมาย นอกจากนี้ล่าสุดยังมีรายงานด้วยว่า พระพิพิธธรรมสุนทร เลขานุการและผู้ช่วยเจ้าอาวาส ได้สั่งการให้ในคนวัด ตามเก็บเอกสารที่พระครูโสภณกิตยาภรณ์ทำออกมาเผยแพร่แก่ญาติโยมรอบ บริเวณวัด เนื่องจากมีข้อความที่อาจก่อความเสียหายแก่พระพิพิธธรรมสุนทร และทางวัดด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พระพิพิธธรรมสุนทร เลขานุการและผู้ ช่วยเจ้าอาวาส ได้นำบอร์ดขนาด 1x1.5 เมตร มาเขียนบทกลอนที่บริเวณ ศาลาโพธิ์ ด้านในประตูวัด โดยบทกลอนดังกล่าวมีข้อความดังนี้
สังคมที่ไม่น่าอยู่
สังคมไร้เมตตา ไม่น่าอยู่
สังคมปากหอย-ปู ไม่อบอุ่น
สังคมปากเหยี่ยวกา แสนทารุณ
สังคมเนรคุณ วุ่นวายใจ
สังคมเงินพระเจ้า เศร้ากำสรด
สังคมยศเย่อหยิ่ง ยิ่งแย่ใหญ่
สังคมขัดแข้งขา พาบรรลัย
สังคมไร้สัตย์ศีล สิ้นสังคม
พระพิพิธธรรมสุนทร
tchurit
203.157.14.242
31 พ.ค. 2544 / 07:37:12 น.
y
ดิฉันรู้สึกกระดากใจเวลาอ่านเจอที่ไหนกล่าวว่า "ปัจจุบันป.ไทยเป็นศูนย์รวมของศาสนาพุทธ".....
ชาวต่างชาติที่ต้องการเข้ามาเมืองไทยเพื่อศึกษาศาสนาพุทธ ก็จะได้รับรู้แต่สิ่ง
ผิด ๆ ได้เห็นแต่กาฝากของศาสนา ถ้าไม่ได้เจอกัลยาณมิตร
คงจะต้องทำใจแล้วกระมัง มันเลยครึ่งของอายุศาสนาแล้ว
ทุกวันนี้ถ้าคนรุ่นหนุ่มสาวตนไหน สนใจเรื่องของธรรมะ ก็จะโดนคนรอบข้าง
มองว่าคร่ำครึ หรือมีปัญหาชีวิต จะอ่านหนังสือธรรมบางทียังต้องแอบอ่าน
.....ทางภาครัฐเองก็ไม่สนใจที่หาทางเผยแผ่สิ่งที่ถูกต้อง
อะไร ๆ มันก็เสื่อมไปตามวัฏจักรของมันแล้วล่ะคะ
เฮ้อ..........
สลด
203.155.204.135
31 พ.ค. 2544 / 08:39:35 น.
y
ค.สลด อย่าเพิ่ง สลด ครับ
เพิ่งจะกึ่งพุทธกาลเองครับ ยังมีเวลาอีกตั้งครึ่งหนึ่ง
พระพุทธศาสนาเจริญแล้วเสื่อม เสื่อมแล้วเจริญมาหลายรอบ
และในหลายสถานที่แล้วครับ
การเสื่อมก็หมายถึงว่าเมื่อหยุดเสื่อมก็จะเจริญครับ
ผมเชื่อมั่นว่าประเทศไทยของเรา มีบุญกุศลสั่งสมไว้มากพอ
ที่จะเป็นสถานที่ให้พระศาสนาเจริญขึ้นอีกครั้งครับ
บูชา bujadham@hotmail.com
203.155.45.174
31 พ.ค. 2544 / 11:06:33 น.
y
ช่วยกันคนละไม้คนละมือครับ
ช่วยเท่าที่พอช่วยได้
จะดี จะเสื่อม ก็อยู่ที่พวกเรานี้ละครับ
ถ้าช่วยๆกัน ก็คงเจริญขึ้น
ถ้าแค่ดู ก็คงเท่าเดิม
ถ้ายอมหันหลังให้ธรรม เดินตามกระแสไปเรื่อยๆ ก็คงเสื่อมลง
ความสลดเกิดขึ้นได้ครับ
ผลที่เกิดขึ้นเนื่องจากท่าทีต่อความสลดต่างหากครับที่สำคัญ ที่จะบอกว่าเราจะเป็นเช่นไร ???
tchurit
203.157.14.242
31 พ.ค. 2544 / 11:18:19 น.
y
k
k
172.16.23.227
31 พ.ค. 2544 / 14:18:45 น.
y
ขอบคุณ คุณ tchurit มากครับที่นำข้อมูลมาให้อ่าน ให้ได้ศึกษาและรับรู้สภาพที่เป็นจริงตามสังคม ในอีกมุมหนึ่ง
Vicha
203.151.36.3
31 พ.ค. 2544 / 20:48:44 น.
y
ขณะที่ Body & Soul เริ่มออกฉายเพื่อรอคำวิจารณ์จากนักวิจารณ์
Kilesa & monk ทางไทยโพสท์ก็รอคำวิจารณ์จากนักวิจารณ์ด้วยเช่นกัน
ระหว่าง คนในแวดวงบันเทิงอย่างคุณพันทิพย์ ลิมป์รุ่งโรจน์ กับ พระวัดสุทัศน์
ใครจะให้ปัญญากับ..สมชาย..มากกว่ากัน ???
.......................................
บทที่ ๓
เรื่องเล็กน้อยที่ชาวพุทธควรมองข้ามจริงหรือ ???
........................................
วัดสุทัศน์งัด 'ใบบัว' ปิดข่าวฉาว
1 มิถุนายน 2544 กองบรรณาธิการ
เจ้าอาวาสวัดสุทัศน์เรียกประชุม กรรมการบริหารวัด สั่งปิดปากพระเณรทุกรูป ห้ามเอ่ยถึงความขัดแย้ง ผลประโยชน์แข่งกันผลิตพระกริ่ง
พร้อมดำเนินการทางวินัยพระครูโสภณฯ รองเจ้าอาวาส ฐานนำความในออกนอก จนวัดเสียภาพพจน์ ระบุเรื่องเล็กน้อยสื่อมวลชน ไม่ควรมาสนใจ ด้านพระพิพิธธรรมสุนทร พระนักเทศน์ชื่อดัง บอกรู้จักผู้ใหญ่ไทยโพสต์ ย้ำนักข่าวปัญหาอื้อฉาว เป็นกิจการภายในวัดที่สามารถ ตกลงกันได้ บอกข่าวที่ไทยโพสต์ นำเสนอไปถูกต้องแล้ว แต่ขอให้หยุดเสียดีๆ อย่านำเอกสารเปิดโปง มาเปิดเผยอีกเพื่อเอาบุญ
การออกเอกสารชี้แจงเปิดเผยอุตสาหกรรมผลิตพระกริ่งภายใน วัดสุทัศนเทพวราราม รวมถึงการผูกขาดรับสังฆทาน โดยพระครูโสภณกิตยา ภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศน์ เจ้าคณะ 14 ทำให้เห็นถึงผลประโยชน์ มหาศาลจากกระบวนการสร้างพระกริ่งเพื่อนำออกมาให้ประชาชนบูชา และ การช่วงชิงผลประโยชน์ภายในวัด ซึ่งทำให้วัดสุทัศนเทพวรารามตกเป็นที่ วิพากษ์วิจารณ์ของประชาชนโดยชาวบ้านรอบวัดอย่างสูง และทำให้การ ประชุมกรรมการบริหารวัดต้องหยิบยกเรื่องดังกล่าวขึ้นมาประชุมเพื่อหาทาง ออก
พระวิสุทธาธิบดี เจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม ให้ สัมภาษณ์ถึงการประชุมคณะกรรมการบริหารวัดเมื่อค่ำวันที่ 30 พ.ค.ว่า ที่ประชุมได้มีการขอให้พระครูโสภณกิตยาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาส ยุติการออก เอกสาร ใบปลิว หรือคำแถลงการณ์ใดๆ ทุกชนิด อันจะนำมาซึ่งเรื่องราวอื้อ ฉาวและเกิดความเสียหายกับทางวัดอีกให้วุ่นวายในทันที เพื่อให้เกิดความ สงบขึ้นภายในวัด
เจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม กล่าวว่า พระครูโสภณกิตยา ภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาส เจ้าคณะ 14 ได้รับปากแล้วว่าจะหยุดดำเนินการแล้ว จะไม่มีอะไรแล้ว ขอให้ทุกอย่างจบ ส่วนเรื่องการพิจารณาโทษของผู้กระทำ การจ่ายแจกเอกสารคำชี้แจงนั้น จะต้องมีการพิจารณาโทษตามพระธรรมวินัย ว่าด้วยเรื่องจรรยาบรรณของพระสังฆาธิการ ซึ่งมีหลายเรื่องหลายประเด็น รวมๆ กัน ทั้งนี้เชื่อว่าจะไม่มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นภายในวัดอีก
ขอให้เลิกลงข่าวกันได้แล้ว ไปลงอะไรกันอย่างนั้น มันไม่ดี หนังสือพิมพ์ต้องทำตัวให้สร้างสรรค์ หันมาลงข่าวดีๆ กันบ้าง ไม่ใช่มาลง ข่าวทำลายกันอะไรแบบนี้ พอแล้ว ขอให้ยุติกันได้แล้ว ความจริงเรื่องนี้มัน ไม่มีอะไร เป็นเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ต้องไปลงอะไรกันอีกแล้วนะ พระวิสุทธาธิบดีกล่าว
พระพิพิธธรรมสุนทร เลขานุการเจ้าอาวาสและผู้ช่วยเจ้าอาวาส กล่าวว่า ในฐานะเลขาฯ เจ้าอาวาสวัดสุทัศน์ อยากจะขอร้องให้เรื่องทุกอย่าง ที่เกิดขึ้นจบลงก็แล้วกัน ถือว่าขอร้องกันก็แล้วกัน ขอให้ไปสนใจประเด็นอื่นที่ มีความสำคัญมากกว่านี้ เพราะเรื่องนี้มันไม่มีอะไร เป็นเรื่องเล็ก เป็นปัญหา ภายในที่สามารถตกลงกันได้ ซึ่งท่านเจ้าอาวาสก็ได้บอกในที่ประชุมแล้วว่า ท่านจะแก้ปัญหาภายในวัดด้วยตัวท่านเอง ขอให้ยุติได้แล้ว
เลขานุการเจ้าอาวาสวัดสุทัศน์ กล่าวว่า ในที่ประชุมกรรม การบริหารวัด พระวิสุทธาธิบดี เจ้าอาวาสวัดสุทัศน์ ได้ขอให้พระเณรในวัด ทุกรูปหยุดการให้ข่าวกับหนังสือพิมพ์เรื่องการออกเอกสารของพระครูโสภณกิต ยาภรณ์ เจ้าคณะ 14 เพราะเกรงจะเกิดปัญหาบานปลายไม่รู้จักจบ นอกจากนี้การออกมาให้สัมภาษณ์ยังเป็นการทำผิดกติกาสงฆ์ด้วย ยกเว้นจะ เป็นเรื่องเกี่ยวกับด้านวิชาการหรือหลักธรรม ทั้งนี้หากหนังสือพิมพ์หรือนักข่าว หยุดการเสนอข่าวเรื่องนี้ ก็ถือว่าจะได้บุญไปด้วย เพราะถือว่าได้มีส่วนช่วย บำรุงรักษาพระพุทธศาสนาอีกทางหนึ่ง
ฝากไปบอกบรรณาธิการเธอด้วย ว่าท่านเจ้าคุณพิพิธฯ ขอบคุณมากที่ช่วยลงข่าวให้ ที่ลงไปนั้นก็ถูกต้องแล้ว ที่มีการไปถามยังชาว บ้าน แต่ว่าอยากจะขอร้องกันดีๆ ให้เลิกลงข่าวได้แล้ว ไม่ต้องเอาเอกสารคำชี้ แจงของพระครูโสภณฯ ไปลงอีกนะ เรื่องนี้มันเรื่องเล็กๆ ไม่มีอะไร นึกว่าขอร้องกันก็แล้วกัน เพราะฉันกับเธอก็อยู่ในแวดวงสื่อมวลชนเหมือนกัน ไทยโพสต์เองฉันก็อ่านตั้งแต่ยังเป็นสยามโพสต์ ติดตามอ่านมาตลอด เป็นหนังสือที่ดีมาก ผู้ใหญ่ข้างในฉันก็รู้จัก เอาน่าขอให้จบ หากมาวันหลัง แล้วฉันจะให้พระกริ่ง พระพิพิธธรรมสุนทรกล่าว
ด้านพระครูโสภณกิตยาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศน์ ผู้สื่อ ข่าวรายงานว่า ได้ติดต่อไปยังคณ 14 หลายครั้ง ทว่าไม่สามารถติดต่อได้
มีรายงานว่า ก่อนการประชุมได้มีพระบางรูปพูดถึงกรณีที่มีข่าว เรื่องเอกสารคำชี้แจงของทางวัดไปปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์ แต่พระวิสุ ทธาธิบดี เจ้าอาวาสวัดสุทัศน์ ขอไม่พูดถึงเรื่องดังกล่าว เพราะต้องการให้ เรื่องทุกอย่างยุติเพียงเท่านี้.
tchurit
203.157.14.242
1 มิ.ย. 2544 / 07:09:55 น.
y
ภาคผนวช ๑
หลวงพี่แถลงต่อสมชาย
พิธีกรรมสำคัญอย่างไร ???(ต่อประชาชน)
............................
คำชี้แจงของพระครูโสภณกิตยาภรณ์
1- 2 มิถุนายน 2544 กองบรรณาธิการ
กราบเรียน พระเดชพระคุณพระวิสุทธาธิบดี เจ้าอาวาส ประธานที่ประชุมที่เคารพอย่างสูง และคณะกรรมการบริหารวัดที่นับถือทุกรูป
ก่อนอื่นผมต้องขออภัย ผมมีความจำเป็นต้องชี้แจง ต้องทำความเข้าใจด้วยความเคารพก่อนว่า บุคคล สถานที่ และเอกสารที่อ้าง อิง ที่ผมอาจจะกล่าวพาดพิงถึงบ้าง ไม่มีเจตนาใส่ร้ายป้ายสีใครทั้งสิ้น แต่เพื่อเป็นการเปรียบเทียบเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกันทั้งเป็นหลักฐาน ผมขอรับรองเอกสารหลักฐานทั้งหมด ถ้าเกิดความเสียหายแก่ใคร ก็ฟ้องร้อง ได้ตามกฎหมาย
อันเนื่องมาจากการประชุม
เนื่องจากในการประชุมคณะกรรมการบริหารวัด ครั้งที่ 1/2544 เมื่อวันศุกร์ที่ 2 มีนาคม 2544 ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 4 เวลา 19.00 น. ณ หอประชุมจันทสิริ วัดสุทัศนเทพวราราม เป็นการประชุมตามปกติ
เมื่อก่อนผมจะเข้าประชุมเป็นปกติ แต่เมื่อผมได้รับการแต่งตั้ง เป็นผู้รักษาการเจ้าคณะเขตทวีวัฒนาแล้ว ทางเจ้าคณะเขตทั้ง 34 เขต ทั่วกรุงเทพฯ จัดให้มีการประชุมขึ้นทุกๆ เดือนๆ ละ 1 ครั้ง ในวันขึ้น 8 ค่ำของทุกเดือน การประชุมจึงตรงกัน ผมจึงต้องเข้าประชุมทั้ง 2 แห่งโดย สลับกัน เพราะมีความสำคัญทั้ง 2 แห่ง ด้วยเหตุนี้ ในวันที่ 2 มีนาคม 2544 ผมจึงไม่ได้ลงประชุมที่วัดสุทัศนเทพวราราม ดังกล่าว
ในการประชุมคณะกรรมการบริหารวัด ครั้งที่ 1/2544 ซึ่งผมไม่ได้ลงร่วมประชุมด้วยนั้น ผมได้ทราบว่า...ท่านประธาน คือหลวงพ่อ เจ้าอาวาสได้กล่าวถึงการรับสังฆทานที่ศาลาพระกริ่งต่อที่ประชุม
ที่ประชุม...มีพระเถระผู้ใหญ่ ..ขออนุญาตเอ่ยนาม พระเทพวิริ ยาภรณ์ และพระศรีสมโพธิ ได้อภิปรายกันพอสมควรว่า...จะให้เลิกรับ สังฆทานเฉพาะที่ศาลาพระกริ่ง หรือว่า...จะให้ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนแบ่งกัน รับทั้งวัด คือ 15 คณะๆ ละ 2 วัน แต่ยังไม่ได้ข้อยุติก่อนจะปิดประชุมใน ครั้งนั้น
ดังนั้น ในการประชุมครั้งนี้ ผมได้ร่วมเข้าประชุมด้วย จึงขอโอกาสนี้กราบเรียนชี้แจงเรื่องดังกล่าว และจะขอเสนอบางเรื่องเพื่อ พิจารณาด้วย ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า คงจะให้โอกาสผมกราบเรียนชี้แจงบ้าง นะครับ ขอขอบพระคุณ
ย้อนหลังก่อนตั้งศาลารับสังฆทาน
ก่อนที่ผมจะกราบเรียนชี้แจง เรื่องการรับสังฆทานที่ศาลาพระ กริ่ง ขออนุญาตกล่าวย้อนหลังไปเมื่อปี พ.ศ.2533 ก่อน เพื่อการชี้แจงจะได้ ต่อเนื่องกัน
เมื่อ พ.ศ.2533 พระเดชพระคุณพระวิสุทธาธิบดี ในขณะที่ ดำรงสมณศักดิ์เป็นพระธรรมปิฎก เป็นเจ้าอาวาสวัดสุทัศน์ มีชนมายุ 59 ปี ผมได้กราบเรียนเสนอการจัดสร้างพระกริ่งรุ่นแรก คือพระกริ่งธรรมปิฎก 59 ด้วยเหตุผลที่ว่า...หลวงพ่อจะไม่ตาย...เพราะเมื่อหลวงพ่อตายไป แต่พระกริ่งที่หลวงพ่อสร้างไว้ยังอยู่ และจะมีชื่อเสียงต่อไป ผู้คนจะกล่าวถึงและถามหา เหมือนกับที่สมเด็จพระสังฆราช (แพ) วัดสุทัศน์ ทรงสร้างพระกริ่ง, สมเด็จพุฒาจารย์ (โต) วัดระฆังฯ สร้างพระสมเด็จ, หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ สร้างพระผงของขวัญ ดังนี้เป็นต้น
หลวงพ่อเห็นดีด้วย จึงได้ช่วยกันจัดสร้างพระกริ่ง-พระชัยวัฒน์ ขึ้นเป็นครั้งแรก โดยหลวงพ่อเป็นผู้จัดสร้าง-เททอง-ประธานจุดเทียนชัยและ ประธานนั่งอธิษฐานจิต มีผมเป็นเจ้าพิธีดำเนินงานตลอดมา เริ่มตั้งแต่ใน โอกาสทำบุญฉลอง ชนมายุครบ 59 ปี จัดสร้างพระกริ่ง-พระชัยวัฒน์ขึ้น 59 ชุด ผมได้ยืมเงินคุณธีระ วานิชธีระนนท์ มาเป็นทุนในการจัดสร้าง แล้วก็คืนเขาไปโดยไม่ได้ใช้เงินวัดแม้แต่บาทเดียว คือเริ่มจากศูนย์นั่นเอง แต่ก็ได้เงินไว้จัดตั้งกองทุนหนุนการศึกษาเยาวชนของชาติชั้นประถม-มัธยม- อุดมศึกษา จำนวน 200,000 บาท (สองแสนบาทถ้วน) ในนามของวัดสุทัศน เทพวรารามตามคำสั่งมหาเถรสมาคม
พ.ศ.2534 ปีที่หลวงพ่อมีชนมายุครบ 60 ปี ได้จัดทำพิธีทำบุญ ฉลองชนมายุอย่างยิ่งใหญ่ จัดสร้างวัตถุมงคลหลายรายการ ที่สำคัญคือ พระกริ่งบูชา ขนาดหน้าตักกว้าง 60 นิ้ว สำหรับประดิษฐานไว้ประจำวัด เพราะว่าวัดสุทัศน์นั้นถือว่าเป็นเจ้าตำรับพระกริ่งที่ยิ่งใหญ่ จึงสมควรมีและจัด สร้างไว้เป็นที่สักการะบูชา
เมื่อสร้างเสร็จแล้ว ได้นำไปประดิษฐานไว้ที่ด้านหน้าพระอุโบ สถชั้นบน มีคนมาสักการะเป็นประจำเหมือนกับที่ทำอยู่ทุกวันนี้ แต่เห็นว่าไม่ ดี เพราะจะมีเสด็จถวายผ้าพระกฐิน ผมจึงขออนุญาตหลวงพ่อเพื่อนำพระกริ่ง บูชานี้ไปประดิษฐานไว้ที่ศาลาราย (ศาลาพระกริ่งในปัจจุบัน) หลวงพ่อไม่ อนุญาต เพราะศาลารายในสมัยก่อนเป็นที่เปลี่ยนเครื่องฉลองพระองค์ในเวลา เสด็จถวายผ้าพระกฐิน ส่วนพระพิพิธธรรมสุนทร หรือพระมหาสุนทรในขณะ นั้น ให้เอาพระกริ่งไปไว้ใต้ต้นโพธิ์ ด้านพระวิหาร
ผมจึงได้อธิษฐานว่า...ถ้าหลวงพ่อพระกริ่งศักดิ์สิทธิ์มีอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ จงบันดาลใจให้หลวงพ่อเจ้าอาวาสอนุญาตยกศาลารายให้ แล้วก็เป็นดังคำอธิษฐาน อีกไม่กี่วันหลังจากนั้น หลวงพ่อเจ้าอาวาสก็อนุญาต ศาลารายให้ 1 หลัง ที่อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งขณะนั้นมีสภาพทรุดโทรม เป็นที่เก็บสัมภาระต่างๆ ผมจึงได้ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์เสียใหม่ โดยให้ พระครูประกาศสรวุฒิ (พระมหาศรีศักดิ์) เป็นผู้ช่วยดำเนินการ เมื่อบูรณะ ปฏิสังขรณ์เสร็จ นำหลวงพ่อพระกริ่งใหญ่ประดิษฐานเป็นที่เรียบร้อย หลวงพ่อเห็นว่าสวยงามดี จึงอนุญาตให้ผมอีก 1 หลัง จึงได้บูรณะ ปฏิสังขรณ์เช่นเดียวกัน โดยใช้เงินที่ได้จากการทำบุญบูชาวัตถุมงคลรุ่นธรรม ปิฎก 60 ซึ่งก็เหลือจากการที่ได้ถวายหลวงพ่อเจ้าอาวาสไปก่อสร้างโรงเรียน พระปริยัติธรรม ที่วัดโสดาประดิษฐาราม จ.ราชบุรี ประมาณ 4 ล้านบาท
ในโอกาสนี้ ผมจึงขออนุญาตหลวงพ่อเจ้าอาวาสจัดตั้งกองทุน บุญนิธิ โดยใช้ชื่อว่า...บุญนิธิสมเด็จพระสังฆราช (แพ)..ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติของพระองค์ท่าน แต่หลวงพ่อเจ้าอาวาสไม่อนุญาต เพราะเกรงว่าสมาคมศิษย์เก่าวัดสุทัศน์ที่เป็นศิษย์ของเจ้าพระคุณสมเด็จฯ จะว่าเอาได้
ผมจึงได้คิดจัดตั้งกองทุน โดยใช้ชื่อว่า บุญนิธิ พระกริ่งธรรม ปิฎก 60 หมายถึง ทรัพย์ที่เกิดจากบุญของพระกริ่งธรรมปิฎก 60" ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อ
1.ส่งเสริมสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
2.ส่งเสริมการศึกษาเยาวชนของชาติ
3.ส่งเสริมการศึกษาของพระภิกษุสามเณร
4.ก่อสร้างและปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุ วัดสุทัศนเทพวราราม
5.บำเพ็ญกุศลและสาธารณประโยชน์อื่นๆ
ในฐานะผู้ช่วยเจ้าอาวาส เมื่อผมได้รับความเมตตาอนุญาตให้ ใช้ได้ทั้ง 2 ศาลารายหลังเล็กๆ นี้แล้ว ผมคิดว่าในฐานะที่ผมเป็นทั้งผู้ช่วยเจ้า อาวาสและพระครูสัญญาบัตร จะนั่งนิ่งดูดายโดยไม่ช่วยสนองงานเจ้าอาวาส ด้านหนึ่งด้านใดบ้างเลยหรือ เช่น
ด้านการปกครอง ผมเป็นพระผู้น้อย จะคอยดูแลปกครองพระ ผู้ใหญ่ในวัดได้อย่างไร
ด้านการศึกษา ผมเป็นผู้มีความรู้น้อย เป็นเปรียญแค่ 3 ประโยค จะเป็นครูอาจารย์สอนหนังสือชั้นสูงๆ ขึ้นไปได้อย่างไร
ด้านเผยแผ่ ผมก็ไม่มีความรู้ความสามารถในการแสดงธรรม ได้ดี
เห็นมีอยู่อย่างเดียวที่พอจะทำได้ในฐานะผู้ช่วยเจ้าอาวาส คือด้านสาธารณูปการคือการก่อสร้างบูรณะปฏิสังขรณ์วัดวาอาราม เพราะการ ก่อสร้างบูรณะปฏิสังขรณ์นั้นต้องใช้เงิน ผมจึงจัดให้มีการรับสังฆทาน และจัดสร้างวัตถุมงคล ควบคู่กันไป
การจัดรับสังฆทาน สังฆทานมี 2 อย่าง คือ
1.ปาฏิปุคลิกทาน คือ การถวายเจาะจงแก่พระสงฆ์รูปใดรูป หนึ่ง
2.สังฆทาน คือ การถวายไม่เจาะจงแก่พระสงฆ์รูปหนึ่งรูปใด
วัตถุประสงค์การถวายสังฆทานที่ศาลาพระกริ่ง
1.เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่พุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธา เข้าวัดมาทำบุญบำเพ็ญกุศลอีกทางเลือกหนึ่ง ซึ่งก็มีอยู่หลายทาง
2.เพื่อเป็นจุดศูนย์รวมของญาติโยมที่ไม่มีพวก ไม่รู้จักพระ ผู้ใหญ่ ไม่รู้จักพระดังหรือพระหมอดู ต้องหิ้วต้องถือ หรือต้องแบกถัง สังฆทานตั้งแต่เช้า-เพล บางครั้งยังหาพระรับสังฆทานไม่ได้ หรือบางทีพบ หลวงพี่ท่านไม่ยอมรับ
3.เพื่อเป็นการประหยัด สำหรับญาติโยมที่ยากจนเป็นคนมีเงิน น้อย แต่มีศรัทธามาก อยากจะเข้าวัดทำบุญถวายสังฆทาน ไม่ต้องซื้อถัง สังฆทานที่ราคาแพง บางทีก็โดนยัดไส้ใส่ถัง ข้างล่างมีแต่กระดาษและน้ำ โดยทางวัดจัดเครื่องสังฆทานแห้งไว้ให้พร้อม ส่วนการบริจาคเงินใส่ตู้ทำบุญ ตามแต่ศรัทธาไม่ว่ากัน
4.เพื่อเป็นการดึงคนเข้าวัด ประหยัดทั้งเงิน-เวลา-สถานที่ก็หา ง่าย ญาติโยมคนใดที่มีเวลามากก็ถวายที่ศาลาพระกริ่ง ถ้ามีเวลาน้อยก็ถวายที่ ลานพระราหู สถานที่ก็ดูดีและสวยงามตามความเหมาะสม ไม่ลี้ลับเหมือน กับกุฏิ พอถวายสังฆทานเสร็จก็ขึ้นไปปิดทองไหว้พระ ทำบุญต่อไปในพระอุ โบสถ ต่อไปยังพระวิหาร สวดมนต์ ฟังเทศน์ เสร็จแล้วก็กลับบ้าน
ถ้าให้ไปถวายสังฆทานตามกุฏิ หรือคณะต่างๆ บางทีอาจจะ ไปเห็นราวตากผ้าอ้อมผ้าถุง ผ้านุ่งผ้าอาบ หรือไม่ก็กราบแมวกราบสุนัข อย่างนี้จะดีหรือครับ
ทั้ง 4 ข้อนี้ เป็นเหตุเป็นผล ที่ผมจัดให้มีการรับสังฆทานที่ ศาลาพระกริ่ง สิ่งที่ผมบริหารจัดการนั้น ผมถือหลักของพรหมวิหาร 4 เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา และมีพิธีกรรม คือ วิธีการกระทำ ตามหลักบาลีที่ว่า
โยนิโส วิจิเน ธมฺมํ ปญญายตฺถํ วิปสฺสติ
(คำแปล) เมื่อบุคคลใด ใช้ปัญญาเพ่งพินิจพิจารณา
ด้วยอุบายวิธีที่สมเหตุสมผล จะมองเห็นประโยชน์ด้วยปัญญา
...........
การถวายสังฆทานที่ศาลาพระกริ่ง ใช่ว่าพระท่านจะตั้งหน้าตั้ง ตารับสังฆทานอย่างเดียว ถ้าเช่นนั้นคงจะรับวันละหลายสิบรอบ แต่ที่นี่รับ วันละ 2 รอบ และไม่เกิน 3 รอบ เพราะพระท่านจะสอนธรรมะควบคู่กับ ให้คติธรรมประจำใจก่อน แล้วสวดให้อย่างเต็มที่ภายหลัง และมีด้ายสาย สิญจน์พันศีรษะนั้น เพื่อให้ญาติโยมนั่งสมาธิอยู่กับที่ดีกว่าให้เดินไปเดินมา เพราะว่าตามหลักไตรสิกขา เมื่อสมาทานศีลแล้วต้องมีสมาธิจึงจะเกิดปัญญา ญาติโยมเป็นจำนวนหลายร้อยคน ใช้เวลาประกอบพิธีสวดเสริมสิริมงคลถึง 2 ชั่วโมง อย่างนี้ถ้าไม่มีระเบียบแบบแผนหรือมีวิธีการ งานคงไม่เรียบร้อย
ขอความกรุณาช่วยตอบผมด้วยว่า ระหว่างโยมนั่งเอาด้ายสาย สิญจน์พันศีรษะ กับโยมยืนค้ำหัวพระแล้วชี้นิ้วสั่งงาน แบบไหน? จะดูดีกว่า กัน
ถ้าด้ายสายสิญจน์ไม่ดี เวลาจัดพิธีกรรมหรืองานต่างๆ ทำไมถึงไม่ใช้เชือกปอหรือเชือกพลาสติกเล่าครับ
สำหรับญาติโยมที่มีเวลาน้อย คอยไม่ไหวต้องรีบไปทำงาน ก็ถวายสังฆทานที่ลานพระราหู ไม่ต้องมีวิธีการมาก เพียงไหว้พระ, รับศีล, กล่าวคำถวายสังฆทาน, กรวดน้ำและรับพร ก็เป็นอันเสร็จพิธีเหมือนกัน
การจัดการอำนวยความสะดวกให้กับญาติโยมที่เข้าวัดทำบุญตาม สมควร ดังนี้
1) ได้จัดทำถังสังฆทานไว้ให้เพียงพอ
2) ได้จัดซื้อดอกไม้ ธูป เทียน ทอง ตามที่เขามีขาย ไว้ให้เพียงพอ
3) ได้จัดอาหารว่างไว้บริการ เช่น ขนมปัง กาแฟ ไมโล โอวัลติน
4) ได้จัดให้มีเจ้าหน้าที่คอยบริการ ให้ความสะดวกและชี้แนะ ตลอดเวลา
5) ได้จัดพระสงฆ์ที่มีความรู้ความสามารถ เป็นพระมหา เปรียญตั้งแต่ 6 ประโยคขึ้นไป และศึกษาจนจบปริญญาตรี กำลังศึกษา ปริญญาโท ที่สำคัญยิ่ง มีความตั้งใจที่จะฉลองศรัทธาญาติโยมในส่วนนี้ด้วย ความเต็มใจ
6) ไม่มีการเรียกร้องสิ่งของถวายสังฆทานหรือถวายพระสวด ใดๆ ทั้งสิ้น ไม่มีการเรี่ยไร ไม่มีการแจกซองผ้าป่าหรือว่าซองกฐิน
7) บทสวดมนต์ บทสวดที่พระท่านสวด ก็ท่องจำมาจาก หนังสือ มนต์พิธี ที่พระภิกษุ-สามเณร อุบาสก-อุบาสิกา ใช้สวดใช้ท่องกัน อยู่ทุกวันนี้ แต่ที่นี่สวดมากหน่อย ไม่ว่าจะเป็นพระคาถาชินบัญชร, คาถาโพธิบาท คือ บทบูรพารัสมิง, หรือแม้กระทั่งคาถามงคลจักรวาล 8 ทิศ ที่กล่าวมานี้ก็อยู่ในหนังสือมนต์พิธีทั้งสิ้น สวดจริงเสียงจริงมิใช่อัดเทป ซึ่งก็สวดผิดทำนองบ้าง ก็ไม่ถึงกับน่าเกลียดอะไร ถ้าจะเปรียบกับการเทศน์ มหาชาติ บางครั้งมีการเทศน์แหล่ แหล่แม่หม้าย หรือไม่ก็เทศน์แหล่ เรี่ยไรขอแบงก์ใบแดงๆ แบงก์ใบบางๆ แม้ปัจจุบัน ศาสตราจารย์ (พิเศษ) เสฐียรพงษ์ วรรษปก ป.ธ.ราชบัณฑิต ยังนำพระคาถาชินบัญชรไปแต่งเป็น เพลง อย่างนี้เป็นต้น ก็ลองคิดดูเอาเอง
สำหรับผู้ที่พูดว่า...สวดอะไร ฟังไม่รู้เรื่อง ก็ลองไปนั่งฟังให้ จบก็จะรู้เรื่อง เหมือนกับญาติโยมเขามานั่งฟังตั้ง 2 ชั่วโมง ไม่เห็นมีใครบ่น ใครพูด แถมยังต้องบริจาคเงินและผมก็ไม่ได้บังคับ กลับเห็นมีมากขึ้นๆ ทุกวัน บางคนมาแล้วมาอีกด้วยศรัทธาจริงๆ เสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลา แต่เขาก็มา เพราะได้รับความสุขใจ ซึ่งความศรัทธาแบบนี้หายาก ไม่เหมือน กับศรัทธาที่เขาพูดกันว่า...
ศรัทธาศรัทไธ พระไม่ดูดวงให้ก็ไม่ศรัทธา...
ศรัทธาศรัทไธ พระไม่ฝากงานให้ก็ไม่ศรัทธา
ศรัทธาศรัทไธ พระไม่ฝากลูกให้เข้าเรียนก็ไม่ศรัทธา..ฯลฯ
8) จัดสถานที่รองรับ ศาลาพระกริ่งนั้นเล็กและแคบเกินไป เมื่อจัดถวายสังฆทานใหม่ๆ ยังไม่มีปัญหา เพราะคนยังน้อย ต่อมามีคนมาก ขึ้นดังที่เห็น จึงจำเป็นต้องใช้บริเวณรอบศาลา ซื้อร่มมากางก็กันได้เพียงแดด เวลาฝนตกญาติโยมก็เปียกฝน มีคนใจบุญ ครอบครัว อภิจิระโภคี ใจดีบริจาคเงินซื้อเต็นท์ผ้าใบกางไว้รอบศาลา แต่ปัจจุบันไม่มีแล้ว เพราะโดน สั่งเก็บ คงเหลือแต่ที่ลานพระราหู ส่วนที่ศาลาพระกริ่งก็กลับไปใช้ร่มกางเช่น เคย ครั้นจะไม่กางร่มก็สงสารญาติโยม ต้องมานั่งตากแดดทำบุญ พวกญาติ โยมก็ใจดีเหลือหลาย บอกว่า...ที่แคบไม่เป็นไร ขออย่าให้พระอาจารย์ใจแคบ ก็แล้วกัน..สาธุ และจะสังเกตได้ว่า มีญาติโยมหลายหลาก บ้างก็พาลูกเด็ก เล็กแดงมาถวายสังฆทานบ้าง มานั่งตามร่มไม้พักผ่อนหย่อนใจบ้าง มาได้ยินได้ฟังพระสวดมนต์ จิตใจเกิดเป็นบุญกุศลทำแต่ความดี ไม่คิดกันบ้าง หรือว่า การทำบุญถวายสังฆทานที่ศาลาพระกริ่ง เป็นส่วนหนึ่งซึ่งช่วยประชา สัมพันธ์วัดสุทัศน์ให้ประชาชนคนจำนวนมากเข้ามาวัดสุทัศน์ เพื่อหลบร้อน ผ่อนคลาย ขจัดอบายมุข ตามนโยบายดึงคนเข้าวัด
กล่าวถึงลานพระราหู
ลานพระราหู เดิมทีที่ตรงนั้นเป็นสถานที่เก็บเศษขยะ ทั้งเศษไม้ เศษเหล็ก และสังกะสี เป็นต้น ผมจึงได้ขออนุญาตจัดทำจัดสร้าง เสียใหม่ดังที่เห็น เพื่อเป็นการรองรับระบายญาติโยมที่แออัดในศาลาพระกริ่ง ดังกล่าว มิใช่ว่า...ผมได้คืบ จะเอาศอก...เหมือนกับที่เขาบอกเขาพูดกันหรอก ครับ
มีพระผู้ใหญ่ในวัดบางรูป มักกล่าวถึงการถวายสังฆทานที่ศาลา พระกริ่ง โดยอ้างพระองค์นั้นบ้าง โยมคนนี้บ้าง ถามว่า...เขาทำอะไรกัน?.
คำถามอย่างนี้ อย่างเพิ่งไปตีความหรือคิดเอาเองว่า ไม่ดีไป เสียหมด ควรคิดไปในทางดีบ้าง อย่างมองเหรียญเพียงด้านเดียว จะได้นั่ง สบายใจ เช่น
ถ้าเป็นพระถาม ท่านอาจนำไปทำที่วัดของท่านบ้าง
ถ้าเป็นญาติโยมถาม เขาอาจจะเข้าร่วมพิธีบ้างก็ได้ เพราะเห็น คนมากจึงอยากรู้อยากถาม นี่คือสัญชาตญาณของคน แต่บางองค์บางคนรู้แล้ว ก็ยังถาม หรือว่ารู้แล้วแต่แกล้งโง่
ขอย้ำอีกครั้ง การรับสังฆทานที่นี่ ถ้าไม่ดีจริง คงไม่มีวัดอื่น เขาทำตาม และคงจะไม่มีญาติโยมมากขนาดนี้ จนไม่มีที่จะให้นั่งแล้ว เขามาถวายสังฆทานแล้วสบายกาย ใจเป็นสุข หมดความทุกข์ มีกำลังใจ หรือว่าเห็นญาติโยมจำนวนมากเขามีความสุข พระเลยเกิดความทุกข์แทนญาติ โยมเขา
เท่าที่ผมได้กราบเรียนชี้แจงในส่วนของการรับสังฆทานมาทั้ง หมดนี้ ก็เพื่อหวังให้เกิดความเข้าใจ ไม่มีเจตนาอะไรเป็นอย่างอื่นจริงๆ
หลวงพ่อครับ คราวหนึ่งเมื่อเดือนมิถุนายน 2541 หลวงพ่อได้ รับหนังสือร้องเรียนจากผู้หวังดี เรื่องที่ศาลาพระกริ่งแห่งนี้ ผมก็ได้ปฏิบัติตาม หลวงพ่อแล้ว
มาครั้งนี้ ปี 2544 ผมไม่อยากเห็นหลวงพ่อ ซึ่งเป็นพระมหา เถระผู้ใหญ่ ใช้บัตรสนเท่ห์ที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้เป็นเครื่องตัดสินใจ หรือคำยุแหย่จากใครๆ ดังกระแสคำพูดของพระหลายรูป หลายคนในขณะนี้ ซึ่งผมได้ยินได้ฟังแล้วไม่สบายใจเลย แต่ผมขอความกรุณาให้ใช้ดุลยพินิจตาม อำนาจหน้าที่ของเจ้าอาวาส ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ.2535 มาตรา 37 และ 38.....
หลวงพ่อครับ ได้โปรดเมตตาใช้อำนาจหน้าที่ของเจ้าอาวาสดัง กล่าว เป็นเครื่องตัดสินใจว่า การรับสังฆทานที่ศาลาพระกริ่ง ไม่ดีตรงไหน? และเสียหายอย่างไร โดยให้ผม...
1.แก้ไขส่วนที่เห็นว่าไม่ดี แล้วให้ทำต่อไป หรือสั่งการให้ หยุดก็ได้
2.ให้เจ้าคณะทั้ง 15 คณะ รับผิดชอบ โดยสับเปลี่ยนหมุน เวียนกัน รับทุกๆ วันก็ได้
ผมขอความกรุณาจากหลวงพ่ออีกครั้ง อย่าสั่งยุบหรือสั่งเลิก การรับสังฆทานที่ศาลาพระกริ่งเลยครับ ผมไม่ได้สงสารตัวเองหรอก เพราะบอกและเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า เนกาสี ลภเต สุขํ = กินคนเดียว ย่อมไม่ได้รับความสุข
แต่ผมเห็นใจและสงสารญาติโยมมากกว่า ที่จะต้องหิ้วถัง สังฆทานไปถวายตามกุฏิเหมือนเดิม หรือไม่ก็ย้ายไปทำที่วัดอื่น ซึ่งอาจจะ ต้องเดินทางไกลไปไม่สะดวก
หลวงพ่อผู้เป็นเจ้าอาวาส ได้โปรดช่วยคุ้มครองพุทธศาสนิกชน พวกเขาเหล่านั้นตามรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ตามมาตรา 38 บัญญัติว่า
บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการนับถือศาสนา นิกายของ ศาสนา หรือลัทธินิยมในทางศาสนา และย่อมมีเสรีภาพในการปฏิบัติตาม ศาสนบัญญัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือของตน เมื่อไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ ของพลเมืองดี และไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของ ประชาชน
ในการใช้เสรีภาพดังกล่าวตามวรรคหนึ่ง บุคคลย่อมได้รับการ คุ้มครองมิให้รัฐกระทำการใดๆ อันเป็นการลิดรอนสิทธิหรือเสียประโยชน์อัน ควรมีควรได้ เพราะเหตุที่ถือศาสนา นิกายของศาสนา ลัทธินิยมในทาง ศาสนา หรือปฏิบัติศาสนบัญญัติหรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือแตกต่าง จากบุคคลอื่น
ผมก็คงไม่ขออะไรจากหลวงพ่อไปมากกว่านี้หรอกครับ และ ผมจะไม่ขอมติจากที่ประชุมแห่งนี้ เพราะมีพระกรรมการบางรูปไม่อยากเห็น ผมรับสังฆทานที่ศาลาพระกริ่ง คอยโอกาสนี้มานานแล้ว ถึงกับลั่นวาจา ว่า...จะกวาดศาลาหน้าโบสถ์ให้เกลี้ยง..หรือประโยคฮิตล่าสุดว่า...พระครู โสภณฯ ตายแน่!!!...
ผมจะตายหรือจะอยู่ หลวงพ่อเท่านั้นที่รู้และจะเป็นผู้ตัดสิน.
tchurit
203.157.14.242
2 มิ.ย. 2544 / 08:52:32 น.
y
ภาคผนวช ๒
หลวงพี่แถลงต่อสมชาย
พิธีกรรมสำคัญอย่างไร ???(ต่อประชาชน)
................................................
พระครูโสภณกิตยาภรณ์ (3)
4 มิถุนายน 2544 กองบรรณาธิการ
พระครูโสภณฯ สร้างพระแข่งเจ้าอาวาสจริงหรือ?
1.ทำพระแข่งกับเจ้าอาวาส
ต่อแต่นี้ไป ผมจะได้ขออนุญาตพูดถึงการจัดสร้างวัตถุมงคล ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงรุ่นสุดท้าย ถ้าผมไม่พูดไม่ชี้แจงก็คงจะไม่ดี เพราะในการ ประชุมครั้งที่แล้ว มีพระผู้ใหญ่ที่นั่งใกล้ชิดหลวงพ่อ ขออนุญาตเอ่ยนาม คือ พระเทพวิริยาภรณ์ ซึ่งผมก็มีความเคารพนับถือท่านเป็นพระผู้ใหญ่ซึ่งมีกิจ นิมนต์มากองค์หนึ่ง เห็นได้จากโรงพยาบาลสงฆ์ทั้งเช้า-เพล เพราะท่านเป็น กรรมการสงฆ์อยู่ ท่านได้พยายามพูดเบี่ยงเบนประเด็นให้เห็นว่า...ผมสร้าง พระแข่งกับหลวงพ่อ หรือผมมีอะไรกันกับหลวงพ่อ ถ้าพูดอย่างนี้แสดงว่า ผู้พูดมีวัตถุประสงค์อะไรที่แอบแฝงซ่อนเร้นหรือสงสัยอยู่
ผมขอชี้แจงว่า สำหรับบัตรสนเท่ห์ก็คือบัตรสนเท่ห์ ผมไม่ถือ เป็นสาระ แต่พระผู้ใหญ่มาพูดผมต้องกราบเรียนชี้แจง ก็คงไม่พ้นที่จะต้องเอ่ย ชื่อบุคคล สถานที่ และเอกสารอ้างอิงบ้างคงไม่ว่ากัน จำเป็นจริงๆ ครับ ถ้าไม่นำมาอ้างก็หาว่าพูดไม่จริง ไม่มีหลักฐาน
การที่ผมได้กล่าวไว้แล้วในตอนต้น เกี่ยวกับเหตุผลที่จัดสร้าง พระกริ่งรุ่นแรก คือพระกริ่งธรรมปิฎก 59 และพระกริ่งธรรมปิฎก 60 มาแล้ว ต่อมาทุกๆ ปี ผมก็จัดพิธีสร้างมาตลอดเป็นที่ทราบกันแล้ว จนมาถึงรุ่นสุดท้าย เรียกว่ารุ่น 100 ปี พระกริ่งไทย ทำไม...เรียกว่า รุ่นสุดท้าย เพราะผมตกบันไดพลอยโจน ที่จริงเป็นรุ่น 100 ปี พระกริ่ง ไทย (คือสมเด็จพระสังฆราช (แพ) ทรงสร้างพระกริ่งมาครบ 100 ปีพอดี (ตั้งแต่ พ.ศ.2441-2541) ที่ผมเรียกว่า รุ่นสุดท้าย เพราะได้ประจวบเหมาะ กับที่หลวงพ่อเจ้าอาวาสได้ประกาศห้ามเททองหล่อพระในวัด คือที่ด้านข้าง พระอุโบสถ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันศุกร์ วันที่ 21 พฤศจิกายน 2540 พาดหัวข่าวว่า...วัดสุทัศน์ห้ามหล่อพระในวัด สกัดพวกอ้างหากินทำลายวัด เสียหาย...
เมื่อเป็นอย่างนี้ ผมก็คิดว่าคงเป็นครั้งสุดท้าย ต่อไปหลวงพ่อ เจ้าอาวาสกับผมคงไม่ได้ร่วมพิธีกรรมเททองหล่อพระกริ่งด้วยกันอีกแล้ว เพราะคำว่า พระกริ่ง ต้องเททองหล่อในวัดสุทัศน์ ผมจึงได้ประกาศว่าเป็น รุ่นสุดท้าย เท่านั้นเอง จึงถูกกล่าวหาอย่างรุนแรงว่า... กันท่าคนอื่น...ต่อไป พระวัดสุทัศน์หากินไม่ได้แล้ว ...เพราะพระครูโสภณฯ ซึ่งผมก็ไม่เคยคาดคิด มาก่อนเลยว่า...ปีต่อๆ มาก็ยังทำยังสร้างกันได้ ญาติโยมทั้งหลายก็ยังสงสัย อยู่ นี่ถ้าผมรู้สักนิดว่ายังสร้างได้ ผมจะไม่ใช้ประโยคนี้ เพราะผมก็สร้างทุกปี เหมือนกันครับ
ผมหยุดสร้างพระไปร่วม 3 ปี กลับมาสร้างครั้งนี้ก็เพื่อเป็น อนุสรณ์ที่มีอายุครบ 50 ปี ไปทำพิธีเททองหล่อที่วัดชัยพฤกษมาลา ตั้งแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2543 ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 เวลา 13.39 น. โดยถวายนามว่า แพพันล้าน ได้กำหนดการพิธีพุทธาภิเษกเป็น 3 ครั้ง ซึ่งก็นำลงพิมพ์ในโบรชัวร์เพื่อให้ทราบโดยทั่วกัน
กำหนดวันสั่งจอง โดยถือว่าถ้าของดีต้องมีสั่งจอง ถ้าไม่ชอบก็ ยกเลิกได้ เพราะสั่งจองชำระเพียง 50% และต้องสั่งจองวันขึ้นปีใหม่ ญาติโยมกำลังได้รับโบนัสกัน
กำหนดวันรับพระ ต้องชำระอีก 50% รับพระวันตรุษจีน เพราะญาติโยมได้รับแต๊ะเอียกัน
กำหนดการอย่างนี้ เพื่อที่ญาติโยมสนใจอยากจะได้พระกริ่งไว้ บูชาจะไม่มีปัญหาเรื่องเงินที่จะทำบุญ
นี่คือขั้นตอนที่ผมได้ดำเนินการมา ไม่เคยคิดว่าจะทำพระแข่ง กับหลวงพ่อ
ระยะเวลาก็ห่างกัน
ผมเททองหล่อพระกริ่งตั้งแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2543 ที่วัดชัยพฤกษมาลา กรุงเทพฯ
ส่วนหลวงพ่อ เททองพระกริ่งวันที่ 11 พฤศจิกายน 2543 ที่วัดสังกะสี สมุทรปราการ
เวลาห่างกันถึง 3 เดือน ส่วนการจัดพิธีพุทธาภิเษก ผมจัดที่ คณะ 14 เป็นกุฏิที่ผมอยู่เล็กและแคบ นิมนต์พระเกจิอาจารย์มานั่งปรกได้เพี ยง 5-6 รูป ก็เต็มแล้ว วัตถุมงคลรุ่น แพพันล้าน เป็นผลงานรุ่นแรกของผม ที่สร้างเอง เป็นพิธีเอง ในโอกาสที่ผมมีอายุครบ 50 ปี ต้องมีพิธีที่ยิ่งใหญ่ แต่ผมไปจัดที่พระอุโบสถไม่ได้ เกรงว่าจะไปกระทบกับรุ่นอื่น ผมจึงจัด 9 วัน 9 คืน ที่คณะ และต้องนิมนต์พระเกจิให้ได้ 50 รูป เท่ากับอายุผม เพื่อความเข้มขลังของวัตถุมงคล ต้องอาศัยบุญบารมีของพระเกจิอาจารย์ที่มี อาคมขลังดังกล่าว ผมนั้นได้แต่สร้างและจัดพิธีเท่านั้นเอง ไม่เก่งในเรื่องคาถา อาคม
ในขณะที่ผมจัดพิธีพุทธาภิเษก และมีการเปิดสั่งจองอยู่นั้น ก็ได้มีหนังสืออกโจมตีเป็นบัตรสนเท่ห์แจกไปทั่ว ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ อะไร มีกันอยู่ประจำโดยทั่วไป เป็นเรื่องเก่าที่พระสงฆ์เราก็รู้กันดีอยู่ 2 เรื่อง คือเรื่องเงินกับเรื่องผู้หญิง 2 เรื่องนี้ตีเมื่อไรก็เจ็บเมื่อนั้น จริงไม่จริงไม่ ต้องรับผิดชอบ เพราะเป็นบัตรสนเท่ห์ ไม่มีตัวตน ไม่มีคนเซ็นชื่อ ผลก็คือให้ผมเสียหาย จะได้ไม่มีใครมาทำบุญสั่งจองวัตถุมงคลรุ่น แพพัน ล้าน ที่กำลังจัดงานพุทธาภิเษก และเปิดสั่งจองอยู่นั้น ผมจึงได้ประกาศ ประชาสัมพันธ์ต่อหน้าญาติโยมที่เข้าร่วมพิธีเกือบ 1,000 คนว่า..
บัตรสนเท่ห์ที่ญาติโยมได้รับ ไม่มีอะไรหรอก นอกจากขัดผล ประโยชน์กัน เพราะที่วัดสุทัศน์ในขณะนี้มีการสร้างพระกริ่งกันถึง 8 รุ่น ญาติโยมไม่ต้องหัวหมุน แต่ต้องหมุนเงินให้ดี ทั้ง 8 รุ่นนี้ดีทั้งนั้น ที่สำคัญ ญาติโยมที่เป็นผู้หญิงอย่าเข้ามายุ่ง มาช่วยอาตมานะ เดี๋ยวโดนข้อหาเหมือน บัตรสนเท่ห์ ผู้ชายเข้ามาช่วยได้ แต่ก็อย่าเลย เดี๋ยวนี้เป็นเกย์ เป็นตุ๊ด เป็นแต๋ว เป็นประเทืองกันเยอะ แม้แต่พระเณรก็เป็นกันมาก ลำบากนะ ไม่รู้ใครเป็นใคร เมื่อเร็วๆ นี้ก็มีพระผู้ใหญ่ระดับเจ้าอาวาส วัดอยู่ในจังหวัด ติดๆ กับกรุงเทพฯ เรานี้เป็นโรคเอดส์ตายไป 1 องค์
ญาติโยมชอบใจ เลยพากันมาร่วมพิธีฯ กันใหญ่ คณะ 14 เลยกลายเป็นงานวัดจัดพิธีฯ 9 วัน 9 คืน วัตถุมงคลแพพันล้านกระเทือนเหมือ นกัน แต่ทุกรายการก็เกือบหมด
ถ้ากล่าวหากันว่า.. พระกริ่งแพพันล้าน ที่ผมจัดสร้างเป็นการ แข่งกับเจ้าอาวาสละก็ ลองพิจารณาดูทีหรือว่าคณะต่างๆ ที่ทำพร้อมๆ กันด้วยเวลาไล่เลี่ยกัน แข่งกับเจ้าอาวาสหรือไม่ ขออนุญาตเอ่ยนาม เช่น
คณะ 1 พระครูวินัยธรนิคม สร้างพระกริ่ง-พระชัยวัฒน์ รุ่นเนื้อทอง
พระครูพิมลสรภาณ สร้างพระกริ่ง-พระชัยวัฒน์ รุ่นปวเรศฯ
คณะ 2 พระครูใบฎีกาพิทยา สร้างพระกริ่ง-พระชัยวัฒน์ รุ่นพุทธยอดฟ้า
คณะ 3 พระมงคลเทพโมลี สร้างพระกริ่ง-พระชัยวัฒน์ รุ่นมังกรทอง (นานแล้ว)
คณะ 6 พระครูพิทักษ์ถิรธรรม สร้างพระกริ่ง-พระชัยวัฒน์ รุ่น 99 ปี หลวงปู่แป๊ะ
คณะ 7 พระครูสมุห์มงคล สร้างพระกริ่ง-พระชัยวัฒน์ รุ่นสุคโต โชคลาภ
คณะ 11 หลวงพ่อพระวิสุทธาธิบดี สร้างพระกริ่ง-พระชัยวัฒน์ รุ่นจอมไทย
คณะ 14 พระครูโสภณกิตยาภรณ์ สร้างพระกริ่ง-พระชัยวัฒน์ รุ่นแพพันล้าน
ศาลาโพธิ์ สร้างพระกริ่ง-พระชัยวัฒน์ รุ่นสรรพสิทธิ์
ทั้งหมดนี้ สร้างพร้อมๆ กัน ในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์กัน และที่สร้างไว้แต่ยังไม่ได้โฆษณาประชา สัมพันธ์ยังมีอีก แต่ผมถูกกล่าวหาอยู่รูปเดียว ถ้าเป็นอย่างนี้ยังมีความยุติธรรม อยู่หรือ หรือว่าความยุติธรรมไม่มีอยู่ในวัดแล้ว
ถ้าผลประโยชน์หรือพรรคพวกอยู่เหนือเหตุผล ผมก็จนปัญญา
หรือว่า ค่าของคนอยู่ที่คนของใคร
เจ้าคุณพระเทพดิลก (ระแบบ) วัดบวรฯ กล่าวกับศิษย์คนหนึ่ง ซึ่งเขามาเล่าให้ผมฟังว่า...พระครูโสภณฯ ไม่น่ามีบัตรสนเท่ห์เลย เพราะไม่มี ชื่ออยู่ในบัญชีดำของกรมการศาสนา และต่อท้ายด้วยประโยคที่ว่า..ถ้าไม่ ยกย่องก็อย่าเหยียบย่ำ..ครับ ขอบคุณครับ
ผมกราบเรียนชี้แจงอีกครั้งว่า ไม่ได้ทำพระแข่ง แต่ยังโดนกลั่น แกล้งอีกต่างหาก นอกจากมีบัตรสนเท่ห์แล้ว ยังโดนสั่งปิดข่าวจากสื่อมวลชน โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ข่าวสดหน้าพระเครื่อง เมื่อก่อนนั้นเคยลงประชา สัมพันธ์ฟรีให้เป็นประจำ ทำพิธีฯ หรือจัดสร้างวัตถุมงคลครั้งใด จะได้รับการ สนับสนุนเสนอข่าวเป็นอย่างดี
แต่ครั้งนี้ ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ข่าวสดหน้าพระเครื่องโดนคุก คามเสรีภาพอย่างหนัก ซึ่งพฤติกรรมเยี่ยงนี้ไม่เคยมีมาก่อน แม้แต่ยุคเผด็จการ ทรราชครองเมือง
เพราะการเสนอข่าวประชาสัมพันธ์พระกริ่งรุ่น แพพันล้าน เพียงครั้งเดียวเท่านั้นจริงๆ ครับ ฉบับวันศุกร์ วันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ.2543 จวนจะเป็นเหตุทำให้ผู้สื่อข่าว 3 คนต้องตกงาน ถ้ายังดื้อรั้นเสนอ ข่าวประชาสัมพันธ์พระกริ่งรุ่น แพพันล้าน อีก ผมสงสารเขาครับ ลองคิดดู
เมื่อสามีตกงาน-ภรรยาเขาล่ะ
เมื่อพ่อตกงาน-ลูกเขาล่ะ
และเมื่อลูกชายตกงาน-พ่อแม่ที่เขายังเลี้ยงดูอยู่ล่ะ
ทั้งที่เขาเหล่านี้วันเข้าพิธีแต่งงาน ผมเป็นประธานสงฆ์ในพิธี เพียงเท่านี้ผมก็พูดอะไรไม่ออกแล้ว.
tchurit
203.157.14.242
4 มิ.ย. 2544 / 13:33:02 น.
y
บทที่ ๔
ความเบื่อหน่ายของสมชาย
: (
"""""""""""""""""""""""""""""""""
ชาวบ้านสุดระอา พระแข่งปั๊มกริ่ง
4 มิถุนายน 2544 กองบรรณาธิการ
ชาวบ้านรอบวัดสุทัศน์ เอือมผลประโยชน์ดงขมิ้น แย่งกันออกพระกริ่งจนฉาวโฉ่ ระบุภายในวัดอุดมไปด้วยผลประโยชน์
พระระดับเจ้าคณะขี่เบนซ์คัน โก้จีวรปลิวแต่ไม่เคยออกมาบิณฑบาต มีเพียงเจ้าอาวาสเท่านั้น ที่เคร่งครัดออกบิณฑบาตทุกวัน
ความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ระหว่างพระผู้ใหญ่ในวัดสุทัศน เทพวราราม อันสืบเนื่องมาจากการแข่งขันออกพระกริ่ง รวมถึงผลประโยชน์ จากการรับสังฆทาน ถึงขั้นพระระดับผู้ช่วยเจ้าอาวาส คือพระครูโสภณกิตยา ภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม ทำให้มีการแฉโพยเอกสารถึง สร้อยสนกลในให้ประชาชนนอกวัดได้รับรู้ สร้างผลกระทบกระเทือนต่อการ สร้างพระกริ่งที่ผลิตกันราวอุตสาหกรรมและภาพพจน์ของวัดจนทำให้พระวิสุ ทธาธิบดี เจ้าอาวาส เรียกประชุมคณะกรรมการบริหารวัด พร้อมสั่งการให้ พระเณรทุกรูปห้ามพูดถึงเรื่องนี้กับบุคคลภายนอกอีกเด็ดขาด และเตรียมลง โทษทางวินัยกับพระครูโสภณฯ นอกจากนี้ยังขอให้สื่อมวลชนยุติการนำเสนอ ข่าวการแย่งชิงผลประโยชน์ของวัดอีกต่อไป
อย่างไรก็ตาม ประชาชนที่อยู่อาศัยโดยรอบบริเวณวัดยังคง วิพากษ์วิจารณ์ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความคลางแคลงใจ เพราะส่วนใหญ่ต่าง ทราบดีว่ามีอะไรเกิดขึ้นในวัดสุทัศน์
นางสมหมาย สกุลวงศ์ อายุ 40 ปี อาชีพรับจ้าง ชาวบ้านบริเวณวัดสุทัศนเทพวรารามกล่าวถึงเอกสารคำชี้แจงของพระครู โสภณกิตยาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาส ว่า ได้รับเอกสารคำชี้แจงมาประมา ณเกือบ 1 เดือนแล้ว โดยมีเด็กเอามาแจก บริเวณประตูวัดจะมีมากองเป็น ตั้งๆ โดยเฉพาะวันอาทิตย์จะมีมาก เมื่ออ่านแล้วเข้าใจว่าเป็นเรื่องของการ แย่งชิงกันเป็นใหญ่และเข้าควบคุมการออกพระกริ่งรุ่นต่างๆ แข่งกัน โดยมีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเป็นสาเหตุของความขัดแย้งกันภายในวัด
ชาวบ้านรายนี้กล่าวว่า หลวงพ่อเจ้าอาวาสมีคนคอยดูแลการ ออกพระกริ่ง ขณะที่พระครูโสภณกิตยาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาส ก็มีคนของตัว เป็นผู้ดูแลการออกพระกริ่งเช่นกัน หากจำไม่ผิด หลวงพ่อเจ้าอาวาสออกพระ กริ่งรุ่นจอมไทย ในราคา 3,900 บาท มีคนมาเช่าซื้อและเอาไปขายต่อได้ ราคาเป็นหมื่นบาท ทำให้พระกริ่งที่พระครูโสภณกิตยาภรณ์ราคาตก ทำให้เกิดการประสานงากันเกิดขึ้น ซึ่งตนเชื่อว่าน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ช่วย เจ้าอาวาสร้อนตัวและออกเอกสารคำชี้แจงเล่มเหลืองออกมา
นางสมหมายกล่าวว่า มีเพื่อนบ้านเล่าว่า เคยมีประชาชนที่ เดินผ่านไปมาบริเวณศาลาพระกริ่ง และขอเข้าห้องน้ำ ทว่าเจ้าหน้าที่ไม่ยอม ให้เข้า น้ำเปล่าที่จัดไว้ก็ไม่ให้กิน เพราะมิใช่ลูกค้าที่มาทำสังฆทาน ทำให้ชาวบ้านบางคนด่าว่ากัน ต่อมาก็มีบัตรสนเท่ห์ออกมาโจมตีพระครู โสภณกิตยาภรณ์ เพราะบริเวณศาลาพระกริ่งเป็นสถานีทำการรับสังฆทาน สะเดาะเคราะห์เสริมบารมี ซึ่งชาวบ้านบริเวณวัดไม่ค่อยเข้าไป โดยมากจะ เป็นคนที่อื่น และมักจะเป็นคนรวยขับรถยนต์ราคาแพงเป็นส่วนมาก
พระวัดนี้เป็นพระมีตังค์ หลายองค์มีรถเบนซ์และรถยนต์ราคา แพง บิณบาตก็ไม่ค่อยออกกันหรอก เพราะจะมีโยมมาถวายถึงกุฏิ และที่ว่ามีการก่อสร้างบูรณะปฏิสังขรณ์นั้น ก็เห็นบูรณะจนพังหมด ของเก่าของแก่กระเบื้องหลังคาโบสถ์ กำแพงวัดก็รื้อของเก่าอายุ 200-300 ปี และเอาของใหม่เข้าไปใส่ เวลาจะออกพระแต่ละทีก็จะไปจ้างหนังสือพิมพ์ให้ ช่วยโฆษณาโปรโมตพระกริ่ง จนคนที่เชื่อแห่กันมารอ บางครั้งมารอตั้งแต่ตี 4 ตี 5 บางคนก็มาปูเสื่อนอนรอก็มี เท่าที่ป้ารู้มาเรื่องราวก็เป็นแบบนี้ นางสมหมายกล่าว
ชาวบ้านอีกรายหนึ่งกล่าวว่า ผลประโยชน์จากสังฆทานเป็น เงินมหาศาล เพราะแต่ละครั้งจะมีโยมเข้ามาแต่ละรอบ 50-60 คนเกือบทุกวัน ยิ่งวันหยุดก็ยิ่งมาก เชื่อว่าเรื่องสังฆทานที่ศาลาพระกริ่งน่าจะเป็นสาเหตุให้ผู้ ช่วยเจ้าอาวาสออกเอกสารชี้แจงออกมาเพื่อกดดันเพื่อหวังผลอะไรบางอย่าง แต่เท่าที่ดูเจ้าอาวาสท่านก็ไม่น่าจะมีอะไร เพราะเห็นออกมาเดินบิณฑบาตท่า ทางเคร่งมาก ไม่เข้าตลาด ขณะที่พระลูกวัดอื่นเดินกันสบงปลิว ซึ่งอันที่จริง ระดับเจ้าอาวาสท่านไม่ต้องบิณฑบาตก็ได้ แต่ปรากฏว่าพระลูกวัดและผู้ช่วย เจ้าอาวาสกลับเป็นฝ่ายไม่บิณฑบาต
นายอนันต์ พงศ์เอี่ยม อายุ 49 ปี พนักงานองค์การขนส่งมวล ชนกรุงเทพ (ขสมก.) กล่าวว่า เรื่องเงินทองไม่เข้าใครออกใคร เรื่องที่ทางวัด ออกพระกริ่งจะไปว่าพระท่านคงไม่ถูกนัก เพราะโยมที่ไม่เข้าใจหลักพุทธ ศาสนาวิ่งเข้าไปพึ่งพระเอง ไม่ยอมพึ่งตัวเอง แต่ไปยึดวัตถุที่เป็นเพียงก้อนดิน ก้อนหิน โดยมีกรรมการวัด โรงงานหล่อพระ และพวกหนังสือพระเครื่องร่วม มือกันเพื่อสร้างวัตถุมงคลขึ้นมา เพราะต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์จากความเชื่อ ศรัทธาของประชาชน
นายแอบ พึ่งบุญ อายุ 49 ปี อาชีพค้าขายหลังวัดสุทัศน์ กล่าวว่า ตัวเขาได้รับแจกเอกสารชี้แจงเล่มสีเหลืองจากฆราวาสที่นำมายืน แจกประมาณ 2-3 อาทิตย์แล้ว โดยอีกส่วนหนึ่งเอามาแจกตามบ้าน เมื่ออ่านแล้วเข้าใจว่าภายในวัดมีเรื่องผลประโยชน์จากการออกพระกริ่ง ซึ่งออกกันมากเหลือเกินจนเป็นธุรกิจการค้า ซึ่งเรื่องเช่นนี้ไม่น่าที่จะเข้ามาเกิด ภายในวัด เพราะจะยิ่งทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาในพระพุทธศาสนามากยิ่ง ขึ้น
พระวัดสุทัศน์ออกพระกริ่งกันเกือบทุกคณะ จนพระรวยกว่า ฆราวาสแล้ว เพราะพระนั่งรถเบนซ์ แต่ว่าผมยังขี่มอเตอร์ไซค์ก๊อกๆ อยู่เลย แต่ก็ไม่คิดว่าจะเป็นอย่างนี้กันทั้งวัด เพราะทุกแห่งมีทั้งคนดีและคนไม่ดี ภายในวัดเองก็เหมือนกัน มีทั้งพระดีและพระที่ไม่ค่อยดี ซึ่งประชาชนจะต้อง ดูให้ดีว่าแต่ละองค์เป็นอย่างไร เรื่องเอกสารที่ออกมาผมยังเอาไปคุยกับเพื่อน บ้านเลยว่า ตอนนี้พระตีกันเองแล้ว เชื่อว่าพระครูที่ออกเอกสารชี้แจงออกมา ท่านจะร้อนตัวเกินไปหรือเปล่า เพราะหากไม่มีอะไร ทำไมต้องออกหนังสือชี้ แจงด้วย แล้วพระกริ่งที่ออกมากันมากมายนั้นผมก็ไม่เคยเข้าไปยุ่ง เพราะ ออกกันมามากมายจนไม่รู้กริ่งอะไรเป็นกริ่งอะไรแล้ว นายแอบกล่าว
นายแอบกล่าวว่า การออกพระกริ่งนั้นสมควรที่จะออกเมื่อ ประชาชนมาขอร้องให้ออกพระ และเงินที่ออกพระนั้นก็ควรนำไปใช้บูรณะ ปฏิสังขรณ์วัดวาอารามอย่างแท้จริง ไม่ใช่บูรณะกุฏิผู้ออกและก็ไม่ใช่มาทำกัน จนกลายเป็นเรื่องธุรกิจการค้าเช่นนี้ เพราะสิ่งนี้อาจถูกประชาชนมองว่าอาจจะ ไม่เหมาะสมที่พระจะมาทำเช่นนี้ ซึ่งราคาพระกริ่งนั้นก็มีราคาแพงมาก ราคาเรือนพัน เรือนหมื่น ไม่เห็นเคยทีที่ทางวัดออกพระราคา 10 บาท 20 บาท หรือ 100 บาท และออกแต่ละครั้งก็ต้องมีการสั่งจอง ทำให้มีการปั่น ราคากันเกิดขึ้น
ผู้สื่อข่าวรายงานถึงบรรยากาศพิธีรับสังฆทานและการสะเดาะ เคราะห์บริเวณหน้าศาลาพระกริ่งธรรมปิฏก 60 ของวัดสุทัศน์ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ วัด 4-5 คนเป็นผู้แนะนำญาติโยม โดยพิธีสะเดาะเคราะห์เสริมบารมีและพิธี สังฆทานจะทำพร้อมกัน และมีการสวดทำนองที่ต่างจากวัดทั่วไป
เจ้าหน้าที่วัดระบุว่า บทสวดที่ใช้เป็นบทสวดอย่างสูงสุดใน พระพุทธศาสนา วัดอื่นไม่รู้เรื่องเจ้าพิธี แต่ที่วัดสุทัศน์ซึ่งเป็นวัดหลวงมี ประสบการณ์เรื่องนี้มานานแล้ว เพราะเคยทำพิธีพุทธาภิเษก ทั้งนี้ที่มีการนำ สายสิญจน์มาผูกบริเวณศีรษะรวมกันนั้น เพื่อให้เกิดความเรียบร้อยในการจัด พิธี ซึ่งเป็นอุบายอย่างหนึ่งคล้ายๆ จะบอกว่าทุกข์อยู่ที่หัว กลัวอยู่ที่ใจ ไข้อยู่ที่ท้อง เมื่อต้องการหายจากทุกข์เลยต้องพันสายสิญจน์ที่หัว
เจ้าหน้าที่วัดรายหนึ่ง ซึ่งใส่ชุดฟอร์มซาฟารีสีเทา ปักป้ายชื่อที่ หน้าอกว่า บุญนิธิพระกริ่งธรรมปิฎก 60" กล่าวว่า การทำสังฆทานเริ่มจาก การจ่ายเงิน 99 บาทเป็นค่าถังสังฆทาน เสร็จแล้วมานั่งสวดพร้อมกับพระที่ นำประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อให้จิตใจจดจ่อกับการสะเดาะเคราะห์ จากนั้นจุด ธูปบูชา และหากผู้ใดต้องการถวายปัจจัยก็สามารถถวายได้โดยไม่มีการ กำหนดว่าจะต้องถวายเท่าใด คือแล้วแต่ศรัทธา โดยการทำสังฆทานจะทำวัน ละ 3 รอบ แต่ละรอบมีญาติโยมประมาณ 40-50 คน แต่หากเป็นวันหยุดหรือ วันปีใหม่จะมากเป็นพิเศษ บางครั้งถึง 500-600 คน จนต้องมีการนำเก้าอี้มาเส ริมจนล้น
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ภายในวัดยังมีการตั้งจุดขายพระกริ่ง รอบวัดหลายแห่ง โดยนำโปสเตอร์โฆษณามาติดทั่วบริเวณจุดขายพระกริ่ง โดยเฉพาะบริเวณศาลาพระกริ่งธรรมปิฎก 60 ซึ่งเป็นบริเวณที่มีญาติโยม จำนวนมากมาสะเดาะเคราะห์ ถวายสังฆทาน และบังสุกุล มีการจัดบอร์ด โดยนำเรื่องที่หนังสือพิมพ์ข่าวสดและหนังสือพระเครื่องที่กล่าวถึงความ ศักดิ์สิทธิ์ของพระกริ่งรุ่นต่างๆ มาขยายและใส่กรอบอย่างดีมาแสดงให้ญาติ โยมดู
""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
อ้าว! หนังสือพิมพ์ข่าวสดของผม
คอลัม"ชมรมพระเครื่อง" กลายเป็นผู้ต้องหาที่ทำให้พุทธพานิชย์เจริญงอกงามด้วย
หนังสือพิพม์ข่าวสดเขาคิดอย่างไรก็กรณีนี้นะ ????
ถึงว่าหาข่าวนี้ไม่เจอที่อื่นเลย
tchurit
203.157.14.242
4 มิ.ย. 2544 / 13:39:04 น.
y
ภาคผนวช ๒
หลวงพี่แถลงต่อสมชาย
พิธีกรรมสำคัญอย่างไร ???(ต่อประชาชน)
""""""""""""""""""""""""""""""""
พระครูโสภณกิตยาภรณ์ (4)
5 มิถุนายน 2544 กองบรรณาธิการ
ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน เป็นต้นมา จนถึงวันนี้ หนังสือ พิมพ์.....งดเสนอข่าวของพระครูโสภณกิตยาภรณ์ จะเสนอข่าวได้ต้องเสียเงิน ค่าโฆษณา ส่วนของคนอื่นเสนอข่าวได้แทบทุกวัน
ผมจะไม่ขอวิจารณ์ โปรดท่านได้อ่านแล้วพิจารณาตามหนังสือ เอกสารที่ลงนามโดยนามสิทธิกร (ดูเอกสารหมายเลข 1) พร้อมด้วยเอกสาร อีกฉบับหนึ่ง ซึ่งมีที่พิเศษ/2543 ลงวันที่ 12 ตุลาคม 2543 เรื่องการประชา สัมพันธ์การจัดสร้างวัตถุมงคลภายในวัดสุทัศนเทพวราราม (ดูเอกสารหมาย เลข 2)
ผมขอกราบเรียนชี้แจงต่อไปอีก โดยขอกล่าวย้อนหลังสักนิด เพื่อให้ติดต่อกันไป
ในปี 2542 ห ลวงพ่อจัดสร้างพระกริ่งรุ่น มังกรทอง ฉลอง 69 ปี เททองที่พุทธมณฑล จ.นครปฐม โดยมีสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เป็นประธานร่วมกับสำนักงาน เทศบาลนครหาดใหญ่ จ.สงขลา ที่จัดสร้าง พระพุทธมงคลมหาราช
ครั้งแรก ผมได้ข่าวก็ดีใจที่หลวงพ่อจะสร้างพระกริ่งมังกรทอง ฉลองอายุ 69 ปี ผมคงมีโอกาสได้รับใช้สนองงานในส่วนนี้ พอทราบอีกที กลายเป็นนายสิทธิกร ที่หลวงพ่อมอบหมายการจัดสร้างทั้งหมด โดยไม่ต้อง ใช้เจ้าพิธีตามที่ลงประกาศตามสื่อคือหนังสือพิมพ์หลายครั้ง หลายฉบับ ว่า..เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่เจ้าอาวาสวัดสุทัศน์สร้างพระกริ่งเอง โดยไม่ใช้เจ้าพิธี..คำว่า เจ้าพิธีในที่นี้คงหมายถึงผม เพราะคนเขารู้กันไปทั่ว แล้วว่า ..การจัดสร้างพระกริ่งของหลวงพ่อตั้งแต่รุ่นแรกจนถึงรุ่นสุดท้าย มีใครเป็นเจ้าพิธีดำเนินการ..แต่มาสร้างพระกริ่งมังกรทองไม่มีเจ้าพิธี คือผม กลับกลายเป็นพระชาญณรงค์ วัดเลา เขตบางขุนเทียน เป็นเจ้าพิธี แต่มาบัดนี้ ได้เปลี่ยนเป็น นายนิรันดร์ แดงวิจิตร (ในอดีตคือพระครูวินัยกรณ์โกศล) หรือพระครูหนูนั่นเอง
ด้วยความเคารพอยากรับใช้ เมื่อไม่มีบัญชาจึงไม่กล้าไปเสนอ หน้าสนองงานในส่วนนี้ พอดีได้รับเอกสารอีกฉบับหนึ่ง ซึ่งมีที่พิเศษ/2543 ลงวันที่ 9 ธันวาคม 2543 เรื่อง ขอความอนุเคราะห์การประชาสัมพันธ์ มี ความสำคัญอยู่ตอนหนึ่งว่า ได้มีการเปลี่ยนแปลงคณะบุคลากรที่ดูแลการจัด สร้างวัตถุมงคลจากพระภิกษุสงฆ์เป็นฆราวาสแล้ว..ผมก็คงเป็น 1 ในคณะ บุคลากรเหล่านั้น (ดูเอกสารหมายเลข 3)
เอกสารทั้ง 3 ฉบับนี้มีที่มาที่ไป ผมยังไม่ทราบว่าเป็นเอกสาร ลับเฉพาะคนรู้ใจ ที่ส่งไปให้สื่อมวลชนหนังสือพิมพ์ทุกฉบับหรือเปล่า และผมก็ยังไม่ทราบอีกว่า พระในวัดหรือเจ้าคณะต่างๆ ได้ทราบ รับรู้ เอกสารเหล่านี้หรือยัง เผื่อว่าต่อไปจะจัดสร้างวัตถุมงคลบ้างหรือได้จัดสร้างไว้ แล้ว จะได้ทราบได้รู้วิธีการเสนอข่าว โฆษณาประชาสัมพันธ์ มีขั้นตอนอย่าง ไร ใครเป็นผู้รับผิดชอบ
และเพื่อเป็นประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย สำหรับถ้าพระเถระ หรือเจ้าคณะทั้งหลายที่จะจัดสรางวัตถุมงคลให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามเป้า หมาย มีวิธีการทำอย่างไร ทำที่โรงงานไหน ใครเป็นช่างทำ ราคาองค์ละ เท่าไร การโฆษณาประชาสัมพันธ์อย่างไรจึงจะดังติดตลาด ผมขออนุญาตนำ เอกสารมาถวาย เป็นความรู้เสริมแก่ท่านที่สนใจจะสร้างพระกริ่งด้วยครับ (ดูเอกสารหมายเลข 6)
ปีนี้ พ.ศ.2544 หลวงพ่อจัดสร้างพระกริ่งจอมไทย ฉลองอายุ 70 ปี โดยงานมอบหมายให้นายสิทธิกรเป็นผู้ควบคุมการจัดสร้าง การโฆษณาประชาสัมพันธ์ทั้งหมด บรรลุวัตถุประสงค์ ประชาชนแห่กันมาทำ บุญบูชากันแน่นวัดเป็นประวัติศาสตร์ ได้ยอดเงินทำบุญบูชาถล่มทลายถึง 31 ล้านบาท ตามที่ประกาศในหนังสือพิมพ์ข่าวสด (ฉบับวันที่ 4 เดือนมีนาคม 2544) ต้องยอมรับว่า ...นี่เป็นเพราะบุญบารมีของหลวงพ่อโดยแท้จริง และเป็นเพราะความเก่งกล้าสามารถของนายสิทธิกรเขาด้วย
แต่พอผมมาได้อ่านหนังสือพิมพ์นิตยสารพระเครื่องฉบับหนึ่ง ชื่อ ราคาพระเครื่อง ฉบับที่ 16 เดือนมีนาคม พ.ศ.2544 หน้าที่ 12 สะเก็ดข่าว (ดูเอกสารหมายเลข 4) และหน้าที่ 13-14 เป็นหนังสือจากสำนัก งานเทศบาลนครหาดใหญ่ จ.สงขลา ลงวันที่ 12 มีนาคม 2543 กราบ นมัสการท่านเจ้าอาวาสวัดสุทัศน์ (ดูเอกสารหมายเลข 5) ผมได้อ่านแล้วก็ ประหลาดใจว่า ถ้านายสิทธิกรไม่ดีจริง จะสร้างพระกริ่งดังหลายรุ่นได้เงินก็ มากมาย ถึงจะอย่างไรก็แล้วแต่ ผมว่าเป็นเพราะบุญบารมีของหลวงพ่อที่ได้ บำเพ็ญปฏิบัติมาเสียมากกว่า จะทำอะไรก็ดีไปหมด
เริ่มตั้งแต่หลวงพ่อเป็นพระมหาวีระ ป.ธ.9 อยู่วัดเทพธิดาราม กทม. เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เสงี่ยม) อดีตเจ้าอาวาสวัดสุทัศน์ องค์ที่แล้ว ได้ไปนิมนต์มาอยู่ที่วัดสุทัศน์ได้เป็นเจ้าคุณ, เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาส, เป็นรองเจ้าอาวาส, เป็นเจ้าอาวาส, เป็นรองสมเด็จพระราชาคณะชั้นหิรัญ ยบัฏ ทำเอาพระที่อยู่วัดสุทัศน์มาก่อนที่เรียกกันว่า ลูกหม้อ ออกบัตร สนเท่ห์ต่อว่าเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ จนท่านต้องลุกขึ้นพูดในที่ ประชุมสงฆ์วันลงพระปาฏิโมกข์ว่า..องค์นี้แหละ คือเจ้าอาวาสวัดสุทัศน์องค์ ต่อไป..
ต่อมา เมื่อหลวงพ่อได้เป็นเจ้าอาวาส จัดสร้างพระกริ่ง มีผมเป็นเจ้าพิธี ก็ดังอีก ดังตั้งแต่รุ่นแรกจนถึงรุ่นสุดท้าย สร้างพระกริ่งมังกร ทอง และพระกริ่งจอมไทย ก็ดังอีก ผมจึงกล้าพูดได้อย่างเต็มปากว่า..หลวง พ่อมีบุญญาบารมี ทำอะไรก็ดีไปหมด...
ด้วยความเคารพอย่างจริงใจ ถ้าต่อไปหลวงพ่อจะจัดสร้างวัตถุ มงคล ไม่จำเป็นต้องใช้ผมหรือนายสิทธิกร เพราะเป็นพระ เป็นคนไม่ดี ใครก็ได้ที่หลวงพ่อเรียกใช้ เวลานี้ใครๆ ก็อยากวิ่งเข้ามารับใช้ ผมขอรับรอง ว่า ประสบผลสำเร็จอย่างแน่นอนครับ
เท่าที่ผมได้เขียนชี้แจงมาในประโยคที่ว่า ทำพระแข่งกับเจ้า อาวาส คงพอจะเข้าใจกันบ้างแล้ว วอนขอความกรุณา ขอความเป็นธรรม ให้กับผมบ้าง ขอได้โปรดเข้าใจตามนี้และช่วยชี้แจงต่อผู้ที่ไม่เข้าใจด้วยว่า ผมพระครูโสภณกิตยาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาส มิบังอาจทำพระแข่งกับเจ้า อาวาส แต่กลับโดนกลั่นแกล้งจากช่างทาสีให้มีความเสียหายอีกต่างหาก เพราะผมรู้ชะตากรรมของพระลูกวัดดีว่า ถ้าไม่ถูกหรือแข่งบารมีกับเจ้าอาวาส วัดไหนก็วัดนั้น จะต้องถึงขั้นหาวัดอยู่ใหม่ หรืออยู่ได้ก็ถูกตอนเหมือนไม้บอน ไซ หาความเจริญเติบโตในหน้าที่การงานไม่ได้ ถูกถอดยศปลดตำแหน่งหรือ โยกย้ายบรรจุกรุเหมือนบรรจุพระเครื่อง เรื่องนี้เป็นสัจธรรมความจริง เหมือนกับที่หลวงวิจิตรวาทการท่านว่าไว้..จงทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย ไม่มีใครเขาอยากเห็นเราเด่นเกิน.
tchurit
203.157.14.242
5 มิ.ย. 2544 / 15:30:31 น.
y
ภาคผนวช
ตัฒหา ? มานะ ? ทิฏฐิ ?
...........................
พระครูโสภณกิตยาภรณ์ (5)
6 มิถุนายน 2544 กองบรรณาธิการ
2.มีอะไรกันกับเจ้าอาวาส
มีอีกประโยคหนึ่งว่า ผมมีอะไรกันกับเจ้าอาวาส ซึ่งเป็น ประโยคที่พระเทพวิริยาภรณ์ มักกล่าวอยู่เสมอ ซึ่งก็เคยถามผมอยู่หลายครั้ง ว่า..เจ้าอาวาสมีอะไรกันกับเจ้าคุณพิพิธฯ
ผมไม่ทราบหรอกว่าหลวงพ่อเจ้าอาวาสมีอะไรกันกับเจ้าคุณ พิพิธฯ ทราบแต่เพียงว่า เจ้าคุณพิพิธฯ เป็นเลขาฯ ท่านเจ้าอาวาส
แต่สำหรับผมแล้ว มีอะไรกันกับหลวงพ่อหลายเรื่อง ผมขอ อนุญาตอธิบายเป็นเรื่องๆ ไป หวังเป็นอย่างยิ่งว่า หลวงพ่อต้องเข้าใจผมนะ ครับที่ผมจะพูดต่อไปนี้ ต่อไปจะได้ไม่มีใครต้องสงสัย แล้วมาถามอีกให้เสีย เวลาของการประชุม
1.หลวงพ่อเป็นพระอนุสาวนาจารย์ (พระคู่สวด) ในเวลาผม บวชพระ
2.หลวงพ่อเมตตาขอผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวรารามให้ ผม
3.หลวงพ่อเมตตาขอพระครูสัญญาบัตร ชั้นโท, ชั้นเอก, ชั้นพิเศษ ให้ผม
4.หลวงพ่อเมตตาแต่งตั้งผมเป็นเจ้าคณะ 14 วัดสุทัศนเทพวรา ราม
แต่ความจริงหลวงพ่อขอให้ผมเป็นเจ้าคณะ 14 เสียมากกว่า เพราะเมื่อพระสุนทรธรรมาภิมณฑ์ (อำนวย) อดีตเจ้าคณะ 14 ถึงแก่ มรณภาพลง หลวงพ่อเรียกผมไปพบที่กุฏิ แล้วบอกว่า ให้ผมไปเป็นเจ้าคณะ 14 ก่อนเพื่อบูรณปฏิสังขรณ์ เสร็จแล้วถ้าคณะไหนว่างจะย้ายก็บอก ที่หลวงพ่อบอกอย่างนี้ก็เกิดจากที่พระครูสิริธรรมสุนทร (เติม) อดีตเจ้าคณะ 7 มรณภาพลง คณะ 7 จึงว่างเจ้าคณะ เดิมทีหลวงพ่อตั้งใจจะให้ผมเป็นเจ้า คณะ 7 แต่มีเหตุจำเป็นต้องให้พระศรีวราภรณ์ (เชิด) ซึ่งเป็นเจ้าคณะ 2 อยู่ในขณะนั้นย้ายมาเป็นเจ้าคณะ 7 จนถึงปัจจุบัน
หลวงพ่อมีนโยบายต่อไปว่า จะให้ผมเป็นเจ้าคณะ 12 แทนพระราชรัตนวิมล (เฉย) ถ้าหากว่าพระปริยัติวงศาจารย์ (ช่วง) เจ้าคณะ 1 ซึ่งชราภาพมากแล้ว มรณภาพเมื่อไรก็จะให้พระราชรัตนวิมล (เฉย) ย้ายไปเป็นเจ้าคณะ 1 แล้วก็จะแต่งตั้งผมเป็นเจ้าคณะ 12 แทน
แต่ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน พระสุนทรธรรมาภิมณฑ์ (อำนวย) มรณภาพเสียก่อน ผมจึงมาตามคำขอของหลวงพ่อเจ้าอาวาส
ที่จริง หลวงพ่อเมตตาผมมาตั้งนานแล้ว จะแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะ ก็หลายครั้ง ผมขอผลัดเสมอมา เป็นต้นว่า คณะ 4 ว่าง จะแต่งตั้งผม ผมก็ไม่รับ ต่อมาคณะ 8 ว่าง จะแต่งตั้งผม ผมก็ไม่รับ แต่พอคณะ 14 ว่าง บอกให้ผมมาบูรณปฏิสังขรณ์ ผมจึงรับมาตามคำขอ
5.หลวงพ่อเมตตายกศาลาราย 2 หลัง ด้านหน้าพระอุโบสถให้ ผมรับสังฆทานและตั้งสำนักงานบุญนิธิพระกริ่งธรรมปิฎก 60
6.หลวงพ่อเมตตาจัดสร้างพระกริ่งกับผมทุกปี ที่มีการทำบุญวัน เกิดของหลวงพ่อ
7.หลวงพ่อเมตตานิมนต์ผมไปฉันเช้า-เพล บ้างในบางครั้งบาง โอกาส
8.หลวงพ่อยินดีและสนับสนุนที่ผมได้รับแต่งตั้งเป็นผู้รักษาการ แทนเจ้าคณะเขตทวีวัฒนา
9.หลวงพ่อพูดกับผมในพระอุโบสถวัดสุทัศน์ต่อหน้าพระประ ธาน หลังจากการทำวัตรเช้าแล้วในวันหนึ่งว่า..พระครูฯ เงินประมาณ 300,000 บาท (สามแสนบาทถ้วน) ที่อยู่ในธนาคารเป็นบัญชีของพระสุนทร ธรรมาภิมณฑ์ (อดีตเจ้าคณะ 14) ยกให้สำนักเรียนพระปริยัติธรรมก็แล้วกัน เพราะเงินจำนวนนี้ตกเป็นของสงฆ์คณะ 14 พระสุนทรธรรมาภิมณฑ์ไม่ได้ ทำพินัยกรรมไว้ ผมเห็นดีด้วย เพื่อเป็นการสนับสนุนการศึกษาของพระภิกษุ สามเณรวัดสุทัศน์เรา หลวงพ่อบอกต่อว่า ถ้าเงินบูรณะคณะ 14 ไม่พอก็ขอ ให้บอก จะช่วย ผมจึงกราบเรียนว่า ไม่เป็นไรครับ ผมหาเอง หลวงพ่อจึง ได้พูดประโยคสุดท้ายก่อนที่จะกราบพระประธานว่า..
ดีแล้ว มีอะไรช่วยกัน ช่วยจนกว่าจะตายจากกัน
นี่แหล่ะครับท่าน..มีอะไรช่วยกัน..ไม่ใช่..มีอะไรกัน เป็นคำ ตอบสุดท้าย
ในเมื่อหลวงพ่อท่านเป็นพระคู่สวดผม เป็นผู้มีความเมตตาต่อ ผมเสมอมา แต่งตั้งเอง และเป็นผู้เสนอขอแต่งตั้งในหน้าที่การงาน ลาภยศ ท่านให้ผมทุกอย่างจนกระทั่งมีวันนี้ได้ เป็นพระครูโสภณกิตยาภรณ์ มีหรือครับที่ผมจะแข่งกับท่าน แม้แต่คิดยังไม่เคยคิด นอกจากความเคารพ นับถือเท่านั้นจริงๆ
และหวังว่า พระเทพวิริยาภรณ์ที่ได้กล่าวหาผมว่ามีอะไรกัน กับหลวงพ่อเจ้าอาวาส คงไม่ไปกล่าวหาหลวงพ่อว่า มีอะไรกันกับใครคนอื่น อีกนะครับ ขอขอบคุณ.
tchurit
203.157.14.242
6 มิ.ย. 2544 / 22:01:41 น.
y
พระครูโสภณกิตยาภรณ์ (6)
7 มิถุนายน 2544 กองบรรณาธิการ
สถานะทางการเงิน หลักการและเหตุผล
ในฐานะที่ผมเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาส จึงสมควรที่จะมีวุฒิภาวะใน การรับผิดชอบต่อ ตำแหน่งและหน้าที่การงาน ที่ควรรับผิดและรับชอบควบคู่กันไป
สำหรับวัดสุทัศน์ คำว่า ผู้ช่วยเจ้าอาวาส และเจ้าคณะ มีความสำคัญยิ่ง ผู้ช่วยเจ้าอาวาสต้องช่วยเหลือเจ้าอาวาสไม่ด้านใดก็ด้านหนึ่ง เช่น ด้านการปกครอง ด้านการศึกษา ด้านการเผยแผ่ และด้านสาธารณูปการ
เจ้าคณะ วัดสุทัศน์ แบ่งการปกครองออกเป็น 15 คณะ ตามกติกาสงฆ์ โดยเจ้าอาวาสเป็นผู้แต่งตั้งเจ้าคณะเพื่อแบ่งเบาภาระของเจ้า อาวาส เจ้าคณะมีหน้าที่รับผิดชอบถวายในคณะ และต้องรับภาระในฐานะผู้ ช่วยเจ้าอาวาสอีกตามสมควร หรือตามที่เจ้าอาวาสจะมอบหมาย
ในการปกครองคณะสงฆ์ทั่วทั้งสังฆมณฑล ไม่ว่าจะเป็นคณะ สงฆ์ฝ่ายมหานิกาย หรือฝ่ายธรรมยุติกนิกาย พระสังฆาธิการทุกระดับชั้น ตั้งแต่ผู้ช่วยเจ้าอาวาสขึ้นไปต้องมีผลงานด้านใดด้านหนึ่งใน 4 ด้าน มีการศึกษา เป็นต้น จึงจะได้รับผลความดีความชอบแต่งตั้งหรือเลื่อน สมณศักดิ์เป็นพระครูบ้าง เป็นเจ้าคุณบ้าง ต่างกับที่ไปซื้อหรือว่าวิ่งเต้นอย่าง นั้นผลงานไม่ต้องมีก็ได้
ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผมจึงอยากมีผลงาน เผื่อว่าจะได้เป็นพระ ครูฯ กับเขาบ้าง แต่ยังรู้สภาวะในฐานะเป็นพระสงฆ์ อะไรดีไม่ดี อะไรควร ละควรเว้น อะไรควรประพฤติควรปฏิบัติ ยังมีสติสัมปชัญญะและมีหิริ โอตตัปปะอยู่อย่างสมบูรณ์
ในเบื้องต้น ผมขอกราบเรียนชี้แจงสถานการณ์การเงินในการ รับสังฆทานที่ศาลาพระกริ่ง อันที่จริงผมไม่ต้องชี้แจงก็ได้ เพราะในที่ประชุม ไม่มีใครถาม แต่มีผู้ตั้งประเด็นนอกห้องประชุมไว้นานแล้วว่า..
ฆ่าพระครูโสภณฯ เมื่อไรก็ได้ แต่ไม่อยากฆ่า เพราะเอาเงิน สังฆทานไปใช้
ผมขอเป็นผู้พิพากษาตีความคำว่า..สังฆทาน..สักครั้ง สังฆทาน แปลว่า ให้ หรือถวายแก่พระสงฆ์ พระสงฆ์ที่เจาะจงรูปใดรูปหนึ่ง ชื่ออะไร อยู่ที่ไหนวัดไหน ก็ได้ หรือไม่เจาะจงพระสงฆ์รูปใดรูปหนึ่ง เจอก็ถวาย ชื่ออะไรไม่สำคัญ อยู่วัดไหนนั้นก็ไม่เลือก ผู้ที่จะถวายเป็นพระสงฆ์ก็มี ประชาชนก็มี ถวายสังฆทานแล้วก็แล้วไป ไม่ติดใจในสังฆทานเหล่านั้น เช่น ถวายสังฆทานตามกุฏิก็เป็นของพระสงฆ์ที่รับนั้น ถวายกลางทางในเวลา ออกไปบิณฑบาตญาติโยมนิมนต์รับสังฆทานก็เป็นของรูปที่รับนั้น หรือจะ ถวายในที่สาธารณะนิมนต์พระสงฆ์ 9 รูป ไปรับสังฆทานก็เป็นของพระสงฆ์ ทั้ง 9 รูปนั้น ไม่เห็นนำของนำเงินมาเป็นของสงฆ์หรือเป็นสมบัติของวัดเลย มันไม่เหมือนกับเงินกฐินหรือเงินผ้าป่า นำกันมาเป็นคณะนิมนต์พระทั้งวัดลง รับแล้วประกาศวัตถุประสงค์จะสร้างโบสถ์สร้างศาลา
การใช้ศาลาพระกริ่งเป็นที่รับสังฆทาน เป็นการเปิดทางบุญ เป็นที่ยึดเหนี่ยวใจคนเป็นที่พึ่งของคนยามยาก เมื่อก่อนนั้นคนมีน้อย ผลประโยชน์คือเงินได้น้อย ก็ไม่มีใครอยากรู้อยากถาม แต่เวลานี้มีคนมามาก ผลประโยชน์คือเงินก็มากตาม จึงมีคนอยากถามอยากรู้ เอ้า..!!! เมื่ออยาก ถามก็จะเฉลย เมื่ออยากรู้ก็จะบอก แล้วอย่าหลอกฆ่า..ผมนะ
เดิมทีศาลาพระกริ่งแห่งนี้มีอะไร? ผมกับพระมหาศรีศักดิ์ช่วย กันรับช่วยกันเรียกศรัทธา คนก็มาน้อย รายรับก็พอมีพอใช้และก็พอกิน พระมหาศรีศักดิ์ผู้ทำบัญชี ส่วนผมนี้มีหน้าที่รับจ่าย จ่ายเหลือก็เก็บไว้ใน ธนาคารเป็นกองทุนบุญนิธิฯ กองทุนการศึกษาเด็กประถม-มัธยม-อุดมศึกษา บ้าง ถ้าต้องการใช้ก็เบิกออกมา
ต่อมาพระมหาศรีศักดิ์ลาออกไป ก็มีพระรูปใหม่เข้ามารับหน้าที่ ทำอย่างนี้กันตลอดมา
ถามว่า...รายรับกับรายจ่าย อย่างไหนมากกว่ากัน?
ตอบว่า...รายรับมากกว่ารายจ่าย
ถามว่า...เมื่อรายรับมากกว่ารายจ่าย นำเงินไปทำอะไร
ตอบว่า...ฝากธนาคาร ในนามบุญนิธิฯ และกองทุนการศึกษา
ถามว่า...ทำไมจึงไม่นำเงินไปถวายเจ้าอาวาส
ตอบว่า...ถ้านำเงินไปถวายเจ้าอาวาส จะต้องตกเป็นของสงฆ์ ลงบัญชีวัดทันที เมื่อการเงินตกเป็นของสงฆ์ลงบัญชีวัดแล้ว การเบิกใช้จ่ายแต่ ละครั้งจะยาก ต้องขออนุมัติจากที่ประชุมสงฆ์ก่อนถึงจะเบิกมาใช้จ่ายได้ เช่น เงินกัณฑ์เทศน์มหาชาติ ได้จากการช่วยกันจัดของพระสงฆ์ทั้งวัด จึงเป็นเงิน ของสงฆ์ เมื่อจะนำมาใช้ในงานวันอดีตเจ้าอาวาสต้องขออนุมัติจากสงฆ์ก่อน ก็ยังมีพระสงฆ์คัดค้าน
ดังนั้น ผมจึงบริหารจัดการเอง เพื่อความคล่องตัวและสะดวก ในการบูรณปฏิสังขรณ์หรือแจกทุนสนับสนุนการศึกษาเหล่านี้ เป็นต้น เมื่อเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสในด้านสาธารณูปการไม่มีผลงานด้านการก่อสร้าง บูรณปฏิสังขรณ์ เพราะไม่มีเงินจะทำ จึงไม่มีความเจริญในหน้าที่การงาน ไม่ได้เลื่อนชั้นหรือเลื่อนตำแหน่ง ยิ่งในเวลานี้มีการพิจารณาสมณศักดิ์ เขายึด หลักการก่อสร้าง การศึกษา การปกครองอยู่ด้วย ยกตัวอย่างให้เห็น เช่น เจ้าคุณพระศรีวิสุทธิมุนี (ประมวล ป.ธ.9) เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2520 ถึงปัจจุบัน เป็นเวลานานถึง 24 ปี ยังไม่ได้เลื่อน สมณศักดิ์เป็นชั้นราชเลย ที่เขาเป็นพร้อมกันหรือทีหลัง เดี๋ยวนี้เป็นชั้นราชฯ ชั้นเทพฯ ชั้นธรรม ไปกันหมดแล้ว พระศรีวิสุทธิมุนีก็ยังเป็นพระศรีวิสุทธิ มุนี มีดีตรงทำกิจวัตรปฏิบัติดี มีบาตรออกโปรด มีโบสถ์ลงทำวัตร อย่างนี้เรียกว่าไม่มีผลงาน ถึงจะรับสังฆทานที่กุฏิมากมายก็ตาม
ส่วนผมนั้น..
พ.ศ.2527 เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาส
พ.ศ.2530 เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นโท
พ.ศ.2535 เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นเอก
พ.ศ.2540 เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นพิเศษ
พ.ศ.2544 ไม่ทราบว่าจะได้เป็นเจ้าคุณกับเขาบ้างหรือเปล่าก็ ไม่รู้ เพราะทางคณะสงฆ์ท่านกำหนดอายุราชการไว้ 5 ปี ถึงจะมีสิทธิ์เสนอ ขอ จะได้หรือไม่ได้ต้องดูกันที่ผลงาน
ดังนั้น ผมจึงต้องบริหารจัดการหาเงินเอง จัดสร้างวัตถุมงคล บ้าง จัดรับสังฆทานบ้าง (ครั้นจะเทศน์ก็ไม่เก่ง ดูดวงก็ไม่เป็น กิจนิมนต์ฉัน เช้าฉันเพลก็ไม่ค่อยจะมี) เมื่อได้เงินมาก็ทำสาธารณประโยชน์บ้าง สาธารณกุศลบ้าง ทำการบูรณปฏิสังขรณ์บ้าง ส่งเสริมการศึกษาบ้าง ใช้ฉันใช้บริโภคบ้าง เหล่านี้จะได้มีผลงานเข้าตากรรมการกับเขา
แต่ถ้าผมนำเงินของวัดของสงฆ์มาใช้ แล้วอ้างว่าเป็นผลงาน ของตัวเอง เกรงว่าจะถูกนินทาไม่เลิก ถึงจะได้เป็นเจ้าคุณเป็นพระครูก็อยู่ไม่ เป็นสุขครับ.
tchurit
203.157.14.242
7 มิ.ย. 2544 / 07:52:36 น.
y
พระครูโสภณกิตยาภรณ์ (7)
8 มิถุนายน 2544 กองบรรณาธิการ
หลักการและเหตุผลในการจัดสร้างวัตถุมงคล
หลักการและเหตุผลในการจัดสร้าง วัตถุมงคลแต่ละรุ่น ตั้งแต่รุ่นแรกจนถึงรุ่นสุดท้ายคือ รุ่นแพพันล้าน ดังจะกล่าวสรุปต่อไปนี้
เหตุผลเบื้องต้น
ผมได้กราบเรียนแต่ต้นแล้วว่า ผู้สร้างพระจะไม่ตาย คือถึงแม้ว่าผู้สร้างจะตาย แต่วัตถุมงคลยังอยู่ จะมีผู้ถามหาและกล่าวถึงอยู่ ตลอดเวลา เช่น สมเด็จพระสังฆราช (แพ) เป็นต้น ดังนั้น วัตถุมงคลที่จัด สร้างต้องดีทั้งมวลสาร การหล่อตามตำราแบบโบราณและด้านพิธีกรรม ผมคงจะไม่กล่าวให้เสียเวลา เพราะว่าทุกท่านทราบดีอยู่แล้ว
เหตุผลต่อมา
การจัดสร้างวัตถุมงคลทุกครั้งทุกรุ่น นอกจากสร้างเป็นที่ระลึก แล้ว ยังจะได้นำเงินที่เหลือจากการหักค่าใช้จ่ายแล้ว ไปใช้ให้เป็นประโยขน์ แก่วัดวาอารามหรือสังคมส่วนรวม ตลอดกระทั่งจัดตั้งเป็นกองทุนบุญนิธิฯ หรือกองทุนสนับสนุนการศึกษา ดังนี้เป็นต้น จะได้มีผลงานดังกล่าวแล้ว
สถานะการเงิน
ผมคงจะไม่ลงไปลึกในรายละเอียดว่า จัดสร้างวัตถุมงคลมากี่ รุ่น รุ่นไหนลงทุนเท่าไร? ได้กำไรเท่าไร? ขาดทุนเท่าไร?
การลงทุนหรือค่าใช้จ่าย
ค่ามวลสารคือเนื้อ มีการซื้อทองคำ-เงิน เป็นต้น ค่าพิธีกรรม การจัดพุทธาภิเษกและค่าโฆษณาเหล่านี้ไม่มีใครสนใจหรือไต่ถาม ผู้ที่ทำหรือ จัดสร้างเท่านั้นที่รู้
ได้กำไรหรือขาดทุน
การจัดสร้างวัตถุมงคลในปัจจุบัน ก็คล้ายกับธุรกิจชนิดหนึ่งที่มี การลงทุน มีนายทุนหรือบุคคลมาลงทุนจัดสร้างทั้งหมด รุ่นไหนดังก็ได้กำไร รุ่นไหนไม่ดังก็ขาดทุน เที่ยวมองหาพระอาจารย์หรือหลวงพ่อรูปไหนมีชื่อ เสียงดีน่าจะขายได้ จึงจัดสร้างกัน แต่พระอาจารย์บางรูปขายไม่ได้จริงๆ แม้แต่จัดสร้างเองก็เจ๊งมาแล้ว ดังเป็นที่ทราบกันดี หนีเจ้าหนี้กันจ้าละหวั่น
แต่ผมนั้น เป็นเจ้าพิธีดำเนินการจัดสร้างในนามของพระธรรม ปิฎก และพระวิสุทธาธิบดี ตลอดมาทุกปี รายรับ-รายจ่าย ทั้งหมดผมเป็นผู้ กำหนดทั้งสิ้น
ไม่ได้กู้ยืมหรือนำเงินของสงฆ์ของวัดมาจัดสร้างแม้แต่บาท เดียว
ถ้ารุ่นไหนมีคนศรัทธาบูชากันมากก็ดีไป ถ้าไม่มีคนสนใจและ ศรัทธาก็ต้องใช้หนี้ ด้วยเหตุนี้จึงจัดสร้างจำนวนปีละไม่มาก ซึ่งบางรายการก็ หมด บางรายการก็เหลือ การรับเงินทำบุญบูชาไม่มีปัญหาอะไร มากบ้าง น้อยบ้าง เป็นธรรมดา
บางท่านบางคนไม่รู้ ดูรายการที่โบรชัวร์จับตัวเลขคูณทันที ผลที่ได้รับเป็นเงินหลายสิบล้านบาท ถ้าคิดอย่างนี้กัน รูปไหนจัดสร้างวัตถุ มงคลมานาน คงมีเงินเป็นพันเป็นหมื่นล้านบาทแล้ว เหล่าพระสงฆ์สามเณร ทั้งวัดคงแย่งกันจัดสร้างเหมือนรายการ ชิงร้อยชิงล้าน กันแล้วล่ะตอนนี้
ถามว่า...เงินได้จากการจัดสร้างวัตถุมงคล เอาไปทำอะไร
ตอบว่า...ฝากธนาคารไว้ในนามบุญนิธิฯ และกองทุนการ ศึกษา
ถามว่า...ทำไมจึงไม่นำไปถวายเจ้าอาวาส
ตอบว่า...ถ้านำไปถวายเจ้าอาวาส จะต้องตกเป็นของสงฆ์ลง บัญชีวัดทันที ซึ่งจะมีผลเป็นอย่างไรก็ได้ชี้แจงมาแล้ว
ดังนั้น การจัดสร้างวัตถุมงคลทุกรุ่นก็ดี การรับสังฆทานที่ศาลา พระกริ่งก็ดี เป็นปัจจัยที่พึงมีพึงได้นั้น เกิดจากการบริหารจัดการเองของผม โดยไม่ได้รบกวนเงินสงฆ์ หรือเงินวัดแม้แต่บาทเดียว เมื่อได้ปัจจัยหรือเงิน มา ก็น่าจะอยู่ในดุยพินิจของผู้บริหารมิใช่หรือว่า..
จะยกมอบตอบแทนเป็นของสงฆ์ด้วยวิธีใด
จะยกถวายเจ้าอาวาส
จะบูรณปฏิสังขรณ์พระอาราม แค่ไหน อย่างไร และเมื่อไร ส่วนที่ผมได้ทำไปแล้วและจะทำอะไรแก่วัด แก่พระศาสนา แก่การศึกษา แก่สาธารณชน แก่เยาวชนอย่างไร จะมีรายละเอียดต่อไปอีก ส่วนใครที่จะ สร้างวัตถุมงคลแล้วอ้างว่าจะยกถวายเจ้าอาวาสทุกบาททุกสตางค์นั้นก็อีกเรื่อง หนึ่ง ซึ่งก็แล้วแต่วัตถุประสงค์และเจตนาจริงใจของผู้นั้น
ได้มีพระมาบอกกับผม มีคนเขาพูดว่า.. พระครูโสภณฯ หวงเงิน ไม่ยอมถวายหลวงพ่อ แบมือขอก็ไม่ยอม
ถ้าพูดอย่างนี้ก็คงเกินความจริงไป ถามหลวงพ่อดูวันนี้ก็ได้ มีครั้งไหน เมื่อไรที่หลวงพ่อบอกหรือสั่งแล้วผมไม่ปฏิบัติตาม ยกตัวอย่างเช่น เมื่อ พ.ศ.2542 ผมรับที่จะบริจาคเงินสร้างศาลาบำเพ็ญกุศล 1 หลัง ในงานพระราชทานเพลิงศพแม่มา รอดบำเรอ โยมมารดาของหลวงพ่อที่วัด โสดาประดิษฐาราม จ.ราชบุรี จำนวนประมาณ 4,000,000 บาท (สี่ล้านบาท ถ้วน)
พอสร้างเสร็จแล้ว หลวงพ่อบอกผมว่า มีผู้มารับเป็นเจ้าภาพ ไปแล้ว (เจ้าคุณพระศรีสมโพธิ (แสงทอง อริยเมธี ป.ธ.9) ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดสุทัศน์ เป็นผู้ติดต่อประสานงานหาเจ้าภาพ คือพระครูสมุห์สุชิน เจ้า อาวาสวัดสังกะสี จ.สมุทรปราการ รับเป็นเจ้าภาพไป) ผมก็ขออนุโมทนา สาธุการด้วย
หลวงพ่อบอกให้ผมรับบริจาคเป็นเจ้าภาพสร้างศาลาหลังใหม่ ซึ่งใหญ่กว่าเดิม ราคาก่อสร้างประมาณ 7,500,000 บาท (เจ็ดล้านห้าแสน บาทถ้วน) ผมก็ยินดีรับบริจาคทันที ไม่ได้ปฏิเสธหรือหวงเงินต่อหลวงพ่อแม้ แต่ประการใดๆ ทั้งสิ้น
หรือกล่าวย้อนหลังไปอีกนิดหนอ่ย หลวงพ่อบอกผมว่า..ได้รับ เป็นเจ้าภาพห้องพิเศษที่ ร.พ.สงฆ์ไว้ 1 ห้อง จำนวนเงิน 300,000 บาท (สามแสนบาทถ้วน) ผมก็ถวายหลวงพ่อไปโดยทันที ไม่มีการหวงเงินแม้แต่ น้อย เพียงแต่ขอให้หลวงพ่อเอ่ยปากบอกหรือสั่ง ผมจะปฏิบัติตามวัตถุ ประสงค์ทันที
และเพื่อเป็นการป้องกันชื่อเสียงของหลวงพ่อเจ้าอาวาสอีกทาง หนึ่งด้วย เพราะหลวงพ่อเป็นพระมหาเถระผู้ใหญ่ เป็นถึงกรรมการมหา เถรสมาคม เหมือนสมัยที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เสี่ยม) อดีตเจ้าอาวาส ท่านจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเงินๆ ทองๆ และจะพูดอยู่เสมอว่า พระสงฆ์เรา จะเสียพระมีอยู่ 2 เรื่อง คือเรื่องเงินกับเรื่องผู้หญิง (แต่ปัจจุบันต้องเพิ่มตุ๊ดเข้า ไปด้วยเป็น 3 อย่าง) ดังนั้น ผมจึงได้จัดการบริหารเอง เช่น มีคนมาทำบุญ บูชาพระกริ่ง เขาขอใบอนุโมทนาบัตรเพื่อไปลดหย่อนภาษี ผมก็ออกให้เขาไป โดยมีลายเซ็นผมรับรอง เพราะเขาบริจาคจริง ไม่ใช่บริจาคหมื่นเขียนเป็น แสน ทางกรมสรรพากรมีหนังสือมาถึงเจ้าอาวาสเพื่อขอยืนยัน หลวงพ่อเจ้า อาวาสก็ปัดส่งไปให้ผม ผมก็รับผิดชอบเอง หรือเรื่องเงินๆ ทองๆ ที่ศาลาพระ กริ่ง มีคนมาถามหลวงพ่อๆ ก็บอกปัดไปว่าไม่รู้ ต้องไปถามพระครูโสภณฯ ถูกต้องแล้วครับ ผมรับผิดชอบเอง ถ้าเป็นของสงฆ์ของวัดแล้วหลวงพ่อจะ บอกปัดทำไม?.
tchurit
203.157.14.242
8 มิ.ย. 2544 / 17:45:11 น.
y
พระครูโสภณกิตยาภรณ์ (8)
9 มิถุนายน 2544 กองบรรณาธิการ
ผมขอกราบเรียนชี้แจงว่า เงินที่ผมได้มาจาก การทำสังฆทานก็ดี การจัดสร้างวัตถุมงคลก็ดี ที่ได้นำมารวมจัดตั้งเป็นกองทุนนี้ มีวัตถุประสงค์ในการใช้จ่าย หลายประการดังกล่าวแล้ว
ท่านคณะกรรมการเชื่อหรือไม่ว่า ทราบหรือไม่ว่า..กว่าผมจะ ได้กองทุนนี้มา ทั้งผมทั้งพระเณรและเจ้าหน้าที่ ต้องทนเจ็บปวดรวดร้าวขนาด ไหน มีทั้งการดูถูกดูแคลน เหยียดหยามเหยียบย่ำประฌามต่างๆ นานา และพยายามกลั่นแกล้งกัน ไม่ทางตรงก็ทางอ้อมจากบุคคลภายในและภาย นอก ถ้าเป็นคนภายนอกจะไม่เข้าใจก็ได้ ผมไม่ถือสาว่าอะไร แต่นี่เป็นคน ภายใน เป็นพวกเดียวกัน เป็นพระภิกษุเหมือนกัน อยู่วัดเดียวกัน ไม่ใช่จะ เกิดวันนี้หรือเมื่อวาน แต่มีมานานจนถึงวันนี้ มากมายหลายเรื่อง สุดที่จะ กล่าวได้ เช่นล่าสุด...
ผมได้รับแต่งตั้งเป็นผู้รักษาการเจ้าคณะเขตทวีวัฒนา ถือว่าเป็น ศักดิ์ศรีแก่วัดและเป็นเกียรติประวัติแก่ผม
วัดสุทัศน์เป็นพระอารามหลวงชั้นเอกอุ ตามประวัติมีเจ้าคณะ เขต (เจ้าคณะอำเภอ) เพียง 2 รูป คือสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เสงี่ยม) ในขณะดำรงสมณศักดิ์เป็นพระศรีสมโพธิ เป็นเจ้าคณะอำเภอพระนคร และพระวิสุทธาธิบดี (วีระ) ในขณะดำรงสมณศักดิ์เป็นพระราชเมธี เป็นเจ้าคณะอำเภอพระโขนง
ส่วนผมเป็นแต่เพียงผู้รักษาการเจ้าคณะเขตทวีวัฒนาเท่านั้น ก็ยังไม่แน่นอนว่าจะได้เป็นหรือไม่ เพราะเวลานี้มีผู้หวังดีขยายผลนำบัตร สนเท่ห์ส่งไปให้ผู้บังคับบัญชาระดับสูง เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ผมได้รับการแต่งตั้ง ก็ไม่เป็นไร แล้วแต่วาสนาบารมี หรืออยู่ที่ท่านผู้บังคับบัญชาจะพิจารณาเห็น สมควร ต้องขออนุญาตยืมสโลแกนของท่าน ผู้ว่าฯ กทม.มากล่าวว่า..ถ้าจะ ใช้ผม กรุณาเลือกผม..
เพราะผมเคยมีประสบการณ์ผ่านงานเลขานุการเจ้าคณะใหญ่ หนเหนือ รูปที่ 1 ในเจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์ (เสงี่ยม) อดีตเจ้าอาวาส วัดสุทัศน์ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือและกรรมการมหาเถรสมาคมมาแล้ว.
tchurit
203.157.14.242
9 มิ.ย. 2544 / 12:56:11 น.
y
พระครูโสภณกิตยาภรณ์ (9)
11 มิถุนายน 2544 กองบรรณาธิการ
ผมจำติดใจ ที่หลวงพ่อเจ้าอาวาสได้พร่ำสอน ในวันสวดพระปาติโมกข์อยู่เสมอว่า ให้พระสงฆ์ภายในวัดสามัคคีกัน ผมจึงอดทนอดกลั้นเสมอมา ได้ตั้งใจประกอบสิ่งที่ดี
เห็นว่าดีมีประโยชน์แก่วัด แก่พระศาสนา และสังคมส่วนรวม ด้วยเงินที่ได้มาดังกล่าวแล้ว ดังนี้
พ.ศ.2528 จัดสร้างพระกริ่งเนื้อผง ได้รับเงินจัดตั้งกองทุน สงเคราะห์นักเรียนชั้นประถมศึกษา จำนวน 20,000 บาท (สองหมื่นบาท ถ้วน)
พ.ศ.2529 จัดสร้างเหรียญสมเด็จพระปิยมหาราช รัชกาลที่ 5 เหลือเงินจัดตั้งทุนสงเคราะห์นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา จำนวน 150,000 บาท (หนึ่งแสนห้าหมื่นบาทถ้วน)
พ.ศ.2533 จัดสร้างพระกริ่ง-พระชัยวัฒน์ รุ่น ธรรมปิฎก 59 เหลือเงินจัดตั้งทุนสงเคราะห์นักเรียนชั้นอุดมศึกษา จำนวน 200,000 บาท (สองแสนบาทถ้วน)
พ.ศ.2534 จัดสร้างพระกริ่ง-พระชัยวัฒน์ รุ่น ธรรมปฎก 60 วันทำบุญวันเกิดหลวงพ่อ แจกทุนการศึกษาเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษา, มัธยมศึกษา, อุดมศึกษา และบริจาคแก่โรงพยาบาลศิริราช, โรงพยาบาลสงฆ์ เป็นจำนวนเงิน 150,000 บาท (หนึ่งแสนห้าหมื่นบาทถ้วน)
- ถวายหลวงพ่อเจ้าอาวาสไปก่อสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรม เป็นตึกทรงไทย 2 ชั้น มีมุขหน้า ที่วัดโสดาประดิษฐาราม จ.ราชบุรี จำนวนเงิน 4 ล้านกว่าบาท -เททองหล่อพระกริ่งใหญ่ที่สุดในโลก ขนาดหน้า ตัก 60 นิ้ว ประดิษฐานที่ศาลาพระกริ่งวัดสุทัศน์ สิ้นเงินไป 240,200 บาท (สองแสนสี่หมื่นสองร้อยบาทถ้วน) -เททองหล่อพระศรีศากยมุนีจำลอง ขนาดหน้าตักกว้าง 39 นิ้ว ไปประดิษฐานที่โรงเรียนปริยัติธรรม วัดโสดาประ ดิษฐาราม จ.ราชบุรี สิ้นเงิน 30,000 บาท (สามหมื่นบาทถ้วน) -บูรณ ปฏิสังขรณ์ ศาลาราม 2 หลัง ที่ตั้งสำนักงานบุญนิธิฯ และประดิษฐานพระ กริ่ง สิ้นค่าใช้จ่าย 397,400 บาท (สามแสนเก้าหมื่นเจ็ดพันสี่ร้อยบาทถ้วน) - บริจาครับเป็นเจ้าภาพกัณฑ์เทศน์มหาชาติประจำปี 100,000 บาท (หนึ่งแสน บาทถ้วน)
พ.ศ.2535 จัดสร้างพระกริ่ง-พระชัยวัฒน์-หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน จ.พิจิตร วันทำบุญวันเกิดหลวงพ่อแจกทุนการศึกษานักเรียนชั้น ประถมศึกษา, มัธยมศึกษา, อุดมศึกษา และบริจาคให้แก่โรงพยาบาลสงฆ์, โรงพยาบาลศิริราช, โรงพยาบาลรามาธิบดี พร้อมนักศึกษาพยาบาล เป็นจำนวนเงิน 150,000 บาท (หนึ่งแสนห้าหมื่นบาทถ้วน) -ทำป้ายวัดและ มูลนิธิพระกริ่งธรรมปิฎก 60 ด้วยหินอ่อนแกะสลัก สิ้นเงินไป 55,000 บาท (ห้าหมื่นห้าพันบาทถ้วน)
-บูรณปฏิสังขรณ์ซุ้มประตูเข้าทั้งหมด 11 ซุ้มๆ ละ 140,000 บาท สิ้นเงิน 1,540,000 บาท (หนึ่งล้านห้าแสนสี่หมื่นบาทถ้วน) - บริจาคปัจจัยจำนวน 100,000 บาท (หนึ่งแสนบาทถ้วน) ในการฉลองและ ถวายรางวัลพระภิกษุ-สามเณร ที่สอบบาลีสนามหลวงเปรียญธรรม 9 ประโยคได้
-บริจาคเงิน 12,800 บาท (หนึ่งหมื่นสองพันแปดร้อยบาทถ้วน) ซ่อมแซมตู้ใส่หนังสือของโรงเรียนปริยัติธรรม
พ.ศ.2539 จัดสร้างพระกริ่ง-พระชัยวัฒน์-รูปหล่อสมเด็จพระ พุฒาจารย์ (โต) นำเงินไปบูรณปฏิสังขรณ์โรงเรียนประยัติธรรม (หอติสสเท วาภิธาน) สิ้นค่าบูรณะไป 1,835,862.06 บาท (หนึ่งล้านแปดแสนสามหมื่น ห้าพันแปดร้อยหกสิบสองบาทหกสตางค์)
พ.ศ.2540 จัดสร้างวัตถุมงคลพระกริ่ง-พระชัยวัฒน์ รุ่นสดุ้งกลับ ได้นำเงินมาบูรณปฏิสังขรณ์คณะ 14 สิ้นเงินทั้งหมด 6,651,882.70 บาท (หกล้านหกแสนห้าหมื่นหนึ่งพันแปดร้อยแปดสิบสองบาทเจ็ดสิบสตางค์) - บริจาครับเป็นเจ้าภาพกัณฑ์เทศน์มหาชาติประจำปี 50,000 บาท (ห้าหมื่น บาทถ้วน)
พ.ศ.2541 จ้างช่างทาสีซุ้มประตูจำนวน 9 ซุ้ม และกำแพง โดยรอบวัดสิ้นเงินไป 48,500 บาท (สี่หมื่นแปดพันห้าร้อยบาทถ้วน) - บริจาครับเป็นเจ้าภาพกัณฑ์เทศน์มหาชาติประจำปี 50,000 บาท (ห้าหมื่นบาท ถ้วน) -ได้รับแต่งตั้งเป็นอาจารย์ใหญ่ ร.ร.พุทธศาสนาวันอาทิตย์วัดสุทัศนเทพ วราราม ได้ปรับปรุงดัดแปลงสำนักงานและจัดซื้อจัดจ้าง สิ้นเงิน 623,453.26 บาท (หกแสนสองหมื่นสามพันสี่ร้อยห้าสิบสามบาทยี่สิบหกสตางค์) (ดูเอกสารหมายเลข 7)
-ถวายทุนการศึกษาแก่พระภิกษุ-สามเณรและคฤหัสถ์ผู้เป็น อาจารย์สอน เด็กนักเรียน พอ.วัดสุทัศนเทพวราราม 24 ทุนๆ ละ 4,500 บาท เป็นเงิน 108,000 บาท (หนึ่งแสนแปดพันบาทถ้วน) (ดูเอกสารหมาย เลข 8 )
-แจกทุนนักเรียน พอ.วัดสุทัศนเทพวราราม ที่เรียนดีและสอบ ธรรมศึกษาชั้นตรีได้ในสนามหลวง เป็นจำนวนเงิน 126,000 บาท (หนึ่งแสน สองหมื่นหกพันบาทถ้วน) (ดูเอกสารหมายเลข 9) -นำเงินจากการถวาย สังฆทานเพื่อช่วยชาติกู้ภัยเศรษฐกิจให้แก่รัฐบาลโดยนายกฯ ชวน หลีกภัย จำนวนเงิน 733,248.50 บาท (เจ็ดแสนสามหมื่นสามพันสองร้อยสี่สิบแปด บาทห้าสิบสตางค์)
พ.ศ.2542 บริจาครับเป็นเจ้าภาพกัณฑ์เทศน์มหาชาติประจำปี 50,000 บาท (ห้าหมื่นบาทถ้วน)
-ถวายหลวงพ่อเจ้าอาวาส 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาท ถ้วน) เพื่อซื้อที่ดินก่อสร้างฌาปนสถาน ที่วัดโสดาประดิษฐาราม จ.ราชบุรี
-ถวายหลวงพ่อเจ้าอาวาส 7,500,000 บาท (เจ็ดล้านห้าแสน บาทถ้วน) เพื่อก่อสร้าง ศาลาพระกริ่งธรรมปิฎก ที่วัดโสดาประดิษฐาราม จ.ราชบุรี -ถวายทุนการศึกษาแก่พระภิกษุ-สามเณร และคฤหัสถ์ ผู้เป็นอาจารย์ สอน เด็กนักเรียน พอ.วัดสุทัศนเทพวราราม จำนวน 24 ทุนๆ ละ 4,500 บาท เป็นเงิน 108,000 บาท (หนึ่งแสนแปดพันบาทถ้วน) (ดูเอกสารหมาย เลข 10) -แจกทุนนักเรียน พอ.วัดสุทัศนเทพวราราม ที่เรียนดีและสอบธรรม ศึกษาชั้นตรี, ชั้นโท ได้ในสนามหลวง เป็นจำนวนเงิน 201,500 บาท (สองแสนหนึ่งพันห้าร้อยบาทถ้วน) (ดูเอกสารหมายเลข 11)
พ.ศ.2543 ถวายทุนการศึกษาแก่พระภิกษุ-สามเณร จำนวน 24 ทุนๆ ละ 3,000 บาท เป็นเงิน 72,000 บาท (เจ็ดหมื่นสองพันบาทถ้วน) (ดูเอกสารหมายเลข 12) -ถวายทุนการศึกษาพระภิกษุ-สามเณร และคฤหัสถ์ผู้ เป็นอาจารย์สอน เด็กนักเรียน พอ.วัดสุทัศนเทพวราราม ที่สอบธรรมศึกษา ชั้นตรี, ชั้นโท และชั้นเอกได้ในสนามหลวง ทุนอาหารกลางวัน งานวันมอบ ประกาศนียบัตรและอุปกรณ์สำนักงาน พอ.วัดสุทัศนเทพวราราม เป็นจำนวน เงิน 530,000 บาท (ห้าแสนสามหมื่นบาทถ้วน) (ดูเอกสารหมายเลข 13) - บริจาครับเป็นเจ้าภาพกัณฑ์เทศน์มหาชาติประจำปี 50,000 บาท (ห้าหมื่น บาทถ้วน)
หมายเหตุ
-รายจ่ายทั้งหมดนี้ ยังไม่นับรวมที่ถวายเนื่องในโอกาสทำบุญ วันเกิดหลวงพ่อเจ้าอาวาสและบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายหลวงพ่อสมเด็จพระ พุฒาจารย์ (เสงี่ยม) อดีตเจ้าอาวาส (26, 27 มกราคม)
-งานสมโภชหิรัณยบัฏของหลวงพ่อพระวิสุทธาธิบดี ปี 2536
-ถวายพระสวดรับสังฆทานและรางวัลเจ้าหน้าที่ ซึ่งทุกท่านทุก คนทำด้วยความเต็มใจ ไม่เรียกร้องใดๆ ทั้งสิ้น
-ค่าใช้จ่ายทุกอย่างเกี่ยวกับการรับสังฆทาน ตั้งแต่ดอกไม้ ธูป เทียนขึ้นไป
-ค่าใช้จ่ายทุกอย่างเกี่ยวกับการจัดสร้างวัตถุมงคล ตั้งแต่ช่าง, มวลสาร, พิธีพุทธาภิเษก, โฆษณาประชาสัมพันธ์, อุปกรณ์ทุกอย่างและแรง งานทั้งหมด
-สร้างพระกริ่งรุ่นสมโภชหิรัณยบัฏ เนื้อนวโลหะฯ 1,000 ชุด พร้อมกล่องแจกงานสมโภชหิรัณยบัฏของพระวิสุทธาธิบดี
-สร้างพระกริ่งนวโลหะฯ 5,000 องค์ แจกงานพ่อลี, พระชัย วัฒน์เนื้อทองทิพย์ 5,000 องค์ พร้อมกล่อง แจกงานแม่มา รอดบำเรอ
ตามที่ผมได้ชี้แจงการใช้จายเงินในส่วนที่พอจำได้และเห็นอยู่ เพื่อให้รู้ว่าผมนำเงินที่ได้จากการจัดสร้างวัตถุมงคลและรับสังฆทานมาใช้จ่าย จริงๆ มิได้นำเงินของวัดเงินของสงฆ์หรือเงินงบประมาณแผ่นดินมาใช้จ่าย หรือบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ในนามของผมแต่ประการใด ที่มีเหลือก็เก็บฝาก ธนาคารไว้ มีอะไรที่เห็นว่าเป็นสาธารณประโยชน์ก็จะได้ทำต่อไป ผมมีความ บริสุทธิ์ใจจึงกล้าเปิดใจ แสดงให้ที่ประชุมเห็นว่า เงินที่ได้มามีที่มา มีที่ไป มีรายรับ มีรายจ่าย มีรายได้ มีรายเหลือ
และผมคงจะไม่ต้องนำบัญชีรายรับ-รายจ่าย ที่ตบแต่งตัวเลข เหมือนกับที่เขาทำกันมาแสดงให้ที่ประชุมแห่งนี้ดู.
tchurit
203.157.14.242
11 มิ.ย. 2544 / 17:09:47 น.
y
พระครูโสภณกิตยาภรณ์ (10)
12 มิถุนายน 2544 กองบรรณาธิการ
พ.ศ.2539 จัดสร้างพระกริ่ง-พระชัยวัฒน์-รูปหล่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) นำเงินไปบูรณปฏิสังขรณ์โรงเรียนประยัติธรรม (หอติสสเทวาภิธาน)
สิ้นค่าบูรณะไป 1,835,862.06 บาท (หนึ่งล้านแปดแสนสามหมื่นห้าพันแปดร้อยหกสิบสองบาทหกสตางค์)
พ.ศ.2540 จัดสร้างวัตถุมงคลพระกริ่ง-พระชัยวัฒน์ รุ่นสดุ้งกลับ ได้นำเงินมาบูรณปฏิสังขรณ์คณะ 14 สิ้นเงินทั้งหมด 6,651,882.70 บาท (หกล้านหกแสนห้าหมื่นหนึ่งพันแปดร้อยแปดสิบสองบาทเจ็ดสิบสตางค์) - บริจาครับเป็นเจ้าภาพกัณฑ์เทศน์มหาชาติประจำปี 50,000 บาท (ห้าหมื่น บาทถ้วน)
พ.ศ.2541 จ้างช่างทาสีซุ้มประตูจำนวน 9 ซุ้ม และกำแพง โดยรอบวัดสิ้นเงินไป 48,500 บาท (สี่หมื่นแปดพันห้าร้อยบาทถ้วน) - บริจาครับเป็นเจ้าภาพกัณฑ์เทศน์มหาชาติประจำปี 50,000 บาท (ห้าหมื่นบาท ถ้วน) -ได้รับแต่งตั้งเป็นอาจารย์ใหญ่ ร.ร.พุทธศาสนาวันอาทิตย์วัดสุทัศนเทพ วราราม ได้ปรับปรุงดัดแปลงสำนักงานและจัดซื้อจัดจ้าง สิ้นเงิน 623,453.26 บาท (หกแสนสองหมื่นสามพันสี่ร้อยห้าสิบสามบาทยี่สิบหกสตางค์) (ดูเอกสารหมายเลข 7)
-ถวายทุนการศึกษาแก่พระภิกษุ-สามเณรและคฤหัสถ์ผู้เป็น อาจารย์สอน เด็กนักเรียน พอ.วัดสุทัศนเทพวราราม 24 ทุนๆ ละ 4,500 บาท เป็นเงิน 108,000 บาท (หนึ่งแสนแปดพันบาทถ้วน) (ดูเอกสารหมาย เลข 8 )
-แจกทุนนักเรียน พอ.วัดสุทัศนเทพวราราม ที่เรียนดีและสอบ ธรรมศึกษาชั้นตรีได้ในสนามหลวง เป็นจำนวนเงิน 126,000 บาท (หนึ่งแสน สองหมื่นหกพันบาทถ้วน) (ดูเอกสารหมายเลข 9) -นำเงินจากการถวาย สังฆทานเพื่อช่วยชาติกู้ภัยเศรษฐกิจให้แก่รัฐบาลโดยนายกฯ ชวน หลีกภัย จำนวนเงิน 733,248.50 บาท (เจ็ดแสนสามหมื่นสามพันสองร้อยสี่สิบแปด บาทห้าสิบสตางค์)
พ.ศ.2542 บริจาครับเป็นเจ้าภาพกัณฑ์เทศน์มหาชาติประจำปี 50,000 บาท (ห้าหมื่นบาทถ้วน)
-ถวายหลวงพ่อเจ้าอาวาส 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาท ถ้วน) เพื่อซื้อที่ดินก่อสร้างฌาปนสถาน ที่วัดโสดาประดิษฐาราม จ.ราชบุรี
-ถวายหลวงพ่อเจ้าอาวาส 7,500,000 บาท (เจ็ดล้านห้าแสน บาทถ้วน) เพื่อก่อสร้าง ศาลาพระกริ่งธรรมปิฎก ที่วัดโสดาประดิษฐาราม จ.ราชบุรี -ถวายทุนการศึกษาแก่พระภิกษุ-สามเณร และคฤหัสถ์ ผู้เป็นอาจารย์ สอน เด็กนักเรียน พอ.วัดสุทัศนเทพวราราม จำนวน 24 ทุนๆ ละ 4,500 บาท เป็นเงิน 108,000 บาท (หนึ่งแสนแปดพันบาทถ้วน) (ดูเอกสารหมาย เลข 10) -แจกทุนนักเรียน พอ.วัดสุทัศนเทพวราราม ที่เรียนดีและสอบธรรม ศึกษาชั้นตรี, ชั้นโท ได้ในสนามหลวง เป็นจำนวนเงิน 201,500 บาท (สองแสนหนึ่งพันห้าร้อยบาทถ้วน) (ดูเอกสารหมายเลข 11)
พ.ศ.2543 ถวายทุนการศึกษาแก่พระภิกษุ-สามเณร จำนวน 24 ทุนๆ ละ 3,000 บาท เป็นเงิน 72,000 บาท (เจ็ดหมื่นสองพันบาทถ้วน) (ดูเอกสารหมายเลข 12) -ถวายทุนการศึกษาพระภิกษุ-สามเณร และคฤหัสถ์ผู้เป็นอาจารย์สอน เด็กนักเรียน พอ.วัดสุทัศนเทพวราราม ที่สอบธรรมศึกษา ชั้นตรี, ชั้นโท และชั้นเอกได้ในสนามหลวง ทุนอาหารกลางวัน งานวันมอบ ประกาศนียบัตรและอุปกรณ์สำนักงาน พอ.วัดสุทัศนเทพวราราม เป็นจำนวน เงิน 530,000 บาท (ห้าแสนสามหมื่นบาทถ้วน) (ดูเอกสารหมายเลข 13) - บริจาครับเป็นเจ้าภาพกัณฑ์เทศน์มหาชาติประจำปี 50,000 บาท (ห้าหมื่น บาทถ้วน)
หมายเหตุ
-รายจ่ายทั้งหมดนี้ ยังไม่นับรวมที่ถวายเนื่องในโอกาสทำบุญ วันเกิดหลวงพ่อเจ้าอาวาสและบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายหลวงพ่อสมเด็จพระ พุฒาจารย์ (เสงี่ยม) อดีตเจ้าอาวาส (26, 27 มกราคม)
-งานสมโภชหิรัณยบัฏของหลวงพ่อพระวิสุทธาธิบดี ปี 2536
-ถวายพระสวดรับสังฆทานและรางวัลเจ้าหน้าที่ ซึ่งทุกท่านทุก คนทำด้วยความเต็มใจ ไม่เรียกร้องใดๆ ทั้งสิ้น
-ค่าใช้จ่ายทุกอย่างเกี่ยวกับการรับสังฆทาน ตั้งแต่ดอกไม้ ธูป เทียนขึ้นไป
-ค่าใช้จ่ายทุกอย่างเกี่ยวกับการจัดสร้างวัตถุมงคล ตั้งแต่ช่าง, มวลสาร, พิธีพุทธาภิเษก, โฆษณาประชาสัมพันธ์, อุปกรณ์ทุกอย่างและแรง งานทั้งหมด
-สร้างพระกริ่งรุ่นสมโภชหิรัณยบัฏ เนื้อนวโลหะฯ 1,000 ชุด พร้อมกล่องแจกงานสมโภชหิรัณยบัฏของพระวิสุทธาธิบดี
-สร้างพระกริ่งนวโลหะฯ 5,000 องค์ แจกงานพ่อลี, พระชัย วัฒน์เนื้อทองทิพย์ 5,000 องค์ พร้อมกล่อง แจกงานแม่มา รอดบำเรอ
ตามที่ผมได้ชี้แจงการใช้จายเงินในส่วนที่พอจำได้และเห็นอยู่ เพื่อให้รู้ว่าผมนำเงินที่ได้จากการจัดสร้างวัตถุมงคลและรับสังฆทานมาใช้จ่าย จริงๆ มิได้นำเงินของวัดเงินของสงฆ์หรือเงินงบประมาณแผ่นดินมาใช้จ่าย หรือบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ในนามของผมแต่ประการใด ที่มีเหลือก็เก็บฝาก ธนาคารไว้ มีอะไรที่เห็นว่าเป็นสาธารณประโยชน์ก็จะได้ทำต่อไป ผมมีความ บริสุทธิ์ใจจึงกล้าเปิดใจ แสดงให้ที่ประชุมเห็นว่า เงินที่ได้มามีที่มา มีที่ไป มีรายรับ มีรายจ่าย มีรายได้ มีรายเหลือ
และผมคงจะไม่ต้องนำบัญชีรายรับ-รายจ่าย ที่ตบแต่งตัวเลข เหมือนกับที่เขาทำกันมาแสดงให้ที่ประชุมแห่งนี้ดู
บางท่านอาจจะเห็นว่า ผมยังทำน้อยไป (แล้วมีใครทำมาก กว่าผมครับที่หาเงินมาทำเอง มีเงินฝากธนาคารไว้ทำไม..ไม่เกิดประโยชน์ ที่จริงผมไม่ได้มีความสุขกับการเห็นตัวเลขในธนาคารหรอกครับ..
ผมเคยขออนุญาตทำหรือบำเพ็ญสาธารณประโยชน์มากกว่านี้ หลวงพ่อเจ้าอาวาสเป็นผู้อนุญาต แต่มีผู้มีอำนาจมาสั่งระงับ สั่งยกเลิกทุกครั้ง ไป เช่น
เมื่อ พ.ศ.2535 หลวงพ่อเจ้าอาวาสอนุญาตให้ผม บูรณ ปฏิสังขรณ์ซุ้มประตูทางเข้าวัดทั้งหมด 11 ซุ้ม สิ้นเงินไปประม าณ 1,500,000 บาท มีพระมหาศรีศักดิ์เป็นผู้ช่วย เมื่อสร้างแล้วจะได้ให้ช่างทำ งานต่อ เพราะว่ามีฝีมือ หลวงพ่ออนุญาตให้ผมทำกำแพงแกว เกย ซุ้มประตู โดยรอบพระอุโบสถวัดสุทัศน์ แต่ทำไปได้เฉพาะด้านหน้าพระอุโบสถก็โดน ขัดขวางจากผู้หวังดี ไปเชิญรองอธิบดีกรมศิลปากรมาสั่งระงับ
ต่อมา พ.ศ.2542 หลวงพ่อเจ้าอาวาสอนุญาตให้ผม บูรณ ปฏิสังขรณ์ศาลาการเปรียญหลังใหม่ พร้อมทั้งศาลารายอีก 6 หลัง ผมดีใจ เตรียมร่างหนังสือขออนุญาตและเชิญเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรมาตรวจสอบ พร้อมทั้งแต่งตั้งพระสงฆ์ภายในวัดสุทัศน์เป็นคณะกรรมการร่วมกัน บูรณปฏิสังขรณ์ โดยผมจะเป็นผู้บริจาคเงินในการนี้ทั้งหมด ไม่ต้องนำเงิน ของวัดมาใช้เลย..อีก 2 วันต่อมา..พระมหาดุสิตไปบอกกับผมว่า..
ที่หลวงพ่ออนุญาตให้บูรณะศาลาการเปรียญนั้น ไม่ต้องทำแล้ว เจ้าคุณพิพิธฯ จะทำเอง..
tchurit
203.157.14.242
12 มิ.ย. 2544 / 07:01:29 น.
s
ขอมอบปริญญาเอก Phd ด้านกำจัดมารศาสนา ให้กับคุณ tchurit ขอให้ทำงานอย่างต่อเนื่อง อย่าปล่อย
..
202.28.26.133
14 มิ.ย. 2544 / 01:59:41 น.
y
อ่านแล้วเวียนหัวจัง ต้องขอลาไปทำใจสักพัก
คนไกลวัด
12.87.153.68
17 มิ.ย. 2544 / 04:50:17 น.
y
พระครูโสภณกิตยาภรณ์
(11)
13 มิถุนายน 2544 กองบรรณาธิการ
บางท่านอาจจะเห็นว่า ผมยังทำน้อยไป (แล้วมีใครทำมาก
กว่าผมครับ ที่หาเงินมาทำเอง
มีเงินฝากธนาคารไว้ทำไม..ไม่เกิดประโยชน์
ที่จริงผมไม่ได้มีความสุข กับการเห็นตัวเลขในธนาคารหรอกครับ
ผมเคยขออนุญาต ทำหรือบำเพ็ญสาธารณประโยชน์มากกว่านี้
หลวงพ่อเจ้าอาวาสเป็นผู้อนุญาต แต่มีผู้มีอำนาจมาสั่งระงับ สั่งยกเลิกทุกครั้งไป
เช่น
เมื่อ พ.ศ.2535 หลวงพ่อเจ้าอาวาส อนุญาตให้ผม บูรณ
ปฏิสังขรณ์ซุ้มประตูทางเข้าวัดทั้งหมด 11 ซุ้ม สิ้นเงินไปประมาณ 1,500,000
บาท มีพระมหาศรีศักดิ์เป็นผู้ช่วย เมื่อสร้างแล้วจะได้ให้ช่างทำ งานต่อ
เพราะว่ามีฝีมือ หลวงพ่ออนุญาตให้ผมทำกำแพงแกว เกย ซุ้มประตู
โดยรอบพระอุโบสถวัดสุทัศน์ แต่ทำไปได้เฉพาะด้านหน้าพระอุโบสถก็โดน
ขัดขวางจากผู้หวังดี ไปเชิญรองอธิบดีกรมศิลปากรมาสั่งระงับ
ต่อมา พ.ศ.2542 หลวงพ่อเจ้าอาวาสอนุญาตให้ผม บูรณ
ปฏิสังขรณ์ศาลาการเปรียญหลังใหม่ พร้อมทั้งศาลารายอีก 6 หลัง ผมดีใจ
เตรียมร่างหนังสือขออนุญาตและเชิญเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรมาตรวจสอบ
พร้อมทั้งแต่งตั้งพระสงฆ์ภายในวัดสุทัศน์เป็นคณะกรรมการร่วมกัน
บูรณปฏิสังขรณ์ โดยผมจะเป็นผู้บริจาคเงินในการนี้ทั้งหมด ไม่ต้องนำเงิน
ของวัดมาใช้เลย
อีก 2 วันต่อมา...
พระมหาดุสิตไปบอกกับผมว่า..ที่หลวงพ่ออนุญาตให้บูรณะ
ศาลาการเปรียญนั้น ไม่ต้องทำแล้ว เจ้าคุณพิพิธฯ จะทำเอง..
ผมได้ฟังแล้ว พูดอะไรไม่ออก บอกอะไรไม่ถูกจริงๆ มีที่ไหนครับ
คนที่จะสมัครใจ พร้อมใจ ยินยอมที่จะเสียเงินหลายล้านบาทให้
กับสงฆ์ให้กับวัด แล้วมีคนมาขัดขวาง จะด้วยเหตุผลกลใดก็ฝากให้ท่านทั้ง
หลายเก็บไปคิดแล้วกัน แล้วจะมาถามผมอีกหรือครับว่าเอาเงินไปไหน?
ได้เงินมาแล้วเอาไปทำอะไร?
หรือว่ากลัวผมจะทำดีเกินไป เหมือนกับที่ทำการ บูรณ ปฏิสังขรณ์คณะ
14 วัดสุทัศน์ กล่าวหาว่า...ทำดีเกินไป ดีกว่ากุฏิเจ้า อาวาส..พูดโดยไม่คิดว่า
ที่ผมทำไปนี้ก็เพื่อวัด เพื่อพระศาสนา คณะ 14 เป็นเสนาสนะสงฆ์
เป็นสมบัติของวัด ไม่ได้เป็นสมบัติของผมเลย ถ้าผมตาย ย้ายสึก
ถูกถอดยศปลดตำแหน่ง คณะ 14 ก็เป็นของสงฆ์ของวัด จัดตั้งเจ้า
คณะรูปใหม่มาดูแลรักษากันต่อไป แต่เมื่อทำแล้วต้องทำให้ดี มีความมั่นคง
ถาวรและสวยงามด้วย ก็สิ้นเงินไป 6 ล้านกว่าบาท ซึ่งเป็นเงินบริจาคของ
ญาติโยมที่ทำบุญบูชาวัตถุมงคลทั้งสิ้น ไม่ได้นำเงินของวัดของสงฆ์มาใช้หรือ
ขอเงินจากงบประมาณใดๆ เลย
1 เดือนต่อมา ผมได้นำเรื่องนี้มาพูดในที่ประชุมแห่งนี้ คงจำกันได้ดี
และวันนี้ผมจะขอพูดเป็นครั้งสุดท้ายว่า
ทั้งหลายทั้งปวงที่ผมได้ทำมานี้ ก็เพื่อพระศาสนาและวัดของ เรา
ผมสำนึกอยู่เสมอว่า ผมบรรพชาเป็นสามเณรที่วัดสุทัศน์ (สมัยที่สมเด็จ
พระพุฒาจารย์ (เสงี่ยม) เป็นเจ้าอาวาส สามเณรที่มาอยู่วัดสุทัศน์ต้องสึก
แล้วบวชใหม่ให้ถืออุปัชฌาย์เดียวกัน) ผมอุปสมบทก็ที่พระอุโบสถหลังนี้
ได้ดีมีชื่อเสียงเป็นพระครูโสภณฯ ก็ได้จากวัดนี้ เงินทองมีกินมีใช้ก็ได้มาจาก
การจัดสร้างวัตถุมงคลที่วัดสุทัศน์ ก็ผมอยู่วัดสุทัศน์ เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัด
สุทัศน์ ก็ต้องใช้ชื่อวัดสุทัศน์ใช่ไหมครับ
เพราะฉะนั้น ผมจึงต้องตอบแทนบุญคุณของวัด บุญคุณของ
พระศาสนา ไม่ใช่ทำเพื่อต้องการแข่งเป็นเจ้าอาวาส เป็นเจ้าคุณชั้นราช,
ชั้นเทพ, ชั้นธรรม หรือเป็นสมเด็จฯ ไม่ได้เป็นหรอกครับ ผมรู้ตัวดีมีความรู้
น้อย
หรือจะร่วมมือกันสกัดกั้นเหมือนกับที่พระท่านได้ยินแล้ว
มาบอกผมว่า..ได้ยินคนขับรถ 2 คนคุยกันที่ 4 แยกวัดสุทัศน์ เมื่อวันจัดงาน
พุทธาภิเษกพระกริ่งจอมไทย
คนแรกพูดทำนองว่า..กูหมั่นไส้ไอ้..ดูมันจัดงานเสียใหญ่โต
อีกคนจึงพูดขึ้นทำนองว่า..ณ วันนี้ ต้องมีไอ้.. ถ้าไม่มีไอ้..แล้ว
พระคุณโสภณฯ จะยิ่งใหญ่
คนแรกจึงเห็นด้วย บอกทำนองว่า..เออ..จริงๆ
จึงเป็นที่น่าเชื่อถือได้ว่า คนขับรถโดยมากมักจะรู้และกำความ
ลับของเจ้านาย แสดงว่าต่อไปกลัวผม (พระครูโสภณฯ) จะยิ่งใหญ่
ไม่ต้องกลัวผมยิ่งใหญ่หรอก เท่านี้ก็แย่แล้ว!! แม้แต่รถส่วนตัวผมยังไม่ซื้อ
เดินทางไปต่างจังหวัดก็ขอยืมรถเสี่ยป่อง เจ้าของโรงพิมพ์สีไทย ถ้าเดินทาง
ในกรุงเทพฯ หรือใกล้ๆ ก็นั่งแท็กซี่เวลาไป เวลากลับอาศัยรถพระวัดอื่นที่
รู้จักกันมาส่ง จนถูกแซวว่ามีเงินเป็นล้านไม่ยอมซื้อรถ ก็เพื่อรักษาภาพพจน์
ของสงฆ์ส่วนรวมและส่วนตน ที่ประชาชนเขามองพระสงฆ์ในภาพลบอยู่ ขณะนี้
ผมมีความภูมิใจว่า เด็กบ้านนอกคนนี้ ที่มาบวชเป็นพระสงฆ์
มีโอกาสได้บูรณปฏิสังขรณ์พระอารามหลวง ที่พระมหากษัตริย์ไทยถึง 3
พระองค์ทรงสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์ไว้ ทั้งนี้ก็มีเจตนาเพื่อถวายเป็นพระราช
กุศลเป็นราชสักการะ ร่วมกับประชาชนผู้บริจาคเงินทำบุญบูชาวัตถุมงคลและ
ถวายสังฆทานดังกล่าวแล้ว
สุดท้าย เมื่อผมไม่ได้มีโอกาสตอบแทนพระคุณของวัดโดย
เฉพาะพระอุโบสถ ซึ่งเป็นที่ให้กำเนิดผมเกิดเป็นพระสงฆ์ในบวรพระพุทธ
ศาสนา และศาลาการเปรียญ ซึ่งเป็นสถานที่ให้ความรู้ดังตั้งใจ ที่ถือว่าเป็น
หลักชัยของศาสนาพุทธ ผมจึงต้องหยุด
ต่อมา ได้ทราบว่าทางวัดจะได้รับงบประมาณแผ่นดิน
หลวงพ่อเจ้าอาวาสจึงได้ประกาศแต่งตั้งคณะกรรมการบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นมา 2
คณะ นับว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่หลวงพ่อเจ้าอาวาสได้แต่งตั้ง
กรรมการ แต่ก่อนนั้นไม่เคยมี
แม้แต่ช่างรับเหมาบูรณปฏิสังขรณ์ก็ใช้ช่างเดียว มาตลอด
ไม่เคยมีการประมูลประกวดราคากันเลย
กรรมการคณะแรก ดูแลการบูรณปฏิสังขรณ์ศาลาการเปรียญ
อีกคณะหนึ่งไปดูแลบูรณปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ ซึ่งมีพระสงฆ์กรรมการทั้ง
หมดจำนวน 9 รูป ซึ่งมีผมเป็นกรรมการอยู่ด้วย ตั้งแต่วันนั้น วันที่ 12 สิงหาคม
2542 จนถึงวันนี้ กรรมการทั้ง 2 คณะ ไม่ได้ทำงานเลย
ไม่เคยดูงานตรวจตรางานอะไรทั้งสิ้น แม้แต่การประชุมปรึกษาหารือกันก็ยัง
ไม่มี อย่างนี้ถือว่าไม่เอาใจใส่ไม่เอื้อเฟื้อต่อคำสั่งเจ้าอาวาส ไม่มีความรับผิด
ชอบ ต้องพิจารณาตนเอง
ผมได้พิจารณาตนเองแล้วเห็นว่า ในฐานะผู้ช่วยเจ้าอาวาส
ไม่มีโอกาสที่จะได้บูรณปฏิสังขรณ์พระอารามแห่งนี้ต่อไปอีกแล้ว
จึงหันไปสนับสนุนการศึกษาของเยาวชน ซึ่งเป็นอนาคตของ
ชาติของพระศาสนา คือ (ศพอ.สท.) ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์วัด
สุทัศน์ ซึ่งก็เป็นสมบัติของวัดสุทัศนเทพวรารามอีกเหมือนกัน.
tchurit
203.157.14.242
18 มิ.ย. 2544 / 13:43:23 น.
y
พระครูโสภณกิตยาภรณ์
(12)
14 มิถุนายน 2544 กองบรรณาธิการ
สรุปประเด็น
เมื่อกล่าวโดยสรุป เท่าที่ผมได้กราบเรียนชี้แจงต่อ
หลวงพ่อเจ้าอาวาส ผู้เป็นประธานที่เคารพ และกรรมการทุกรูปแบบที่นับถือ
มีอยู่ 3 ประเด็น คือ
ประเด็นที่ 1 การรับสังฆทานที่ศาลาพระกริ่ง
ประเด็นที่ 2 การจัดสร้างวัตถุมงคล
ประเด็นที่ 3 ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์
ประเด็นที่ 1
ผมได้กราบเรียนชี้แจง การรับสังฆทาน, การบริหารจัดการ,
สถานะการเงินและข้อเสนอแล้ว
ประเด็นที่ 2
ผมได้กราบเรียนชี้แจง การจัดสร้างวัตถุมงคล, การบริหาร จัดการ,
สถานะการเงินมาแล้ว แต่ผมยังไม่มีข้อเสนอ
ข้อเสนอ
เพื่อให้วัดสุทัศนเทพวรารามของเรา เป็นวัดที่มีทัศนียภาพสวย งาม
สะอาดร่มเย็น เป็นเอกลักษณ์ของพระอารามหลวงอย่างแท้จริง
เป็นศูนย์กลางของการปฏิบัติธรรมของพระสงฆ์ เพื่อเผยแผ่ธรรมะ อย่าเปิดวัด
ให้ประชาชนเข้ามาท่องเที่ยว ถ้าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวก็ไม่พ้นคนมาขายของ
ขายสินค้า มีหน้าม้า มีหน้าผี มีไกด์ผี สร้างความเสื่อมเสียให้แก่วัดให้
ประเทศชาติ เข้ามาหาผลประโยชน์กัน พระสงฆ์สร้างวัตถุมงคลบุคคลมาสร้าง
พระ แจกบ้าง จำหน่ายบ้าง กลายเป็นวัดพุทธพาณิชย์ เกิดผลประโยชน์ขัด กัน
เกิดเป็นปัญหาติดตามมา ผมจึงขอเสนอ ดังนี้
1.ห้ามเททองหล่อพระทุกชนิดภายในบริเวณวัดทั้งหมด
ทั้งเขตพุทธาวาสและเขตสังฆวาส (ตามที่หลวงพ่อได้ประกาศห้ามไปแล้ว)
2.ห้ามจัดพิธีพุทธาภิเษก ที่พระอุโบสถ, พระวิหาร, ศาลาการ เปรียญ
และตามคณะต่างๆ
3.ถ้าพระสงฆ์รูปใด บุคคลใด จัดสร้างวัตถุมงคลหรือสิ่งของอื่น ใด
เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน, ซื้อขาย อันได้มาซึ่งค่าตอบแทนเป็นเงิน
ห้ามใช้ชื่อวัดโฆษณา, ประชาสัมพันธ์ทางสื่อทุกชนิด และห้ามติดป้าย
โฆษณาโดยทั่วไป
4.ห้ามให้เช่า, จำหน่าย, เป็นตัวแทนจำหน่ายหรือซื้อขายวัตถุ
มงคลและสิ่งของในบริเวณเขตพุทธาวาสทั้งหมด
5.วัตถุมงคลหรือสิ่งของที่จัดสร้างจัดทำไว้แล้ว ให้เช่าให้
จำหน่ายภายในคณะจนกว่าจะหมด เมื่อหมดแล้วห้ามจัดสร้างจัดทำอีกต่อไป
ไม่ว่าจะเป็นในวัดหรือนอกวัด
6.ห้ามไม่ให้พระภิกษุ-สามเณร ภายในวัดหรือทางวัดเองแจก
ซองเรี่ยไรงานการกุศลทุกชนิดอันจะนำมาซึ่งความเสียหายแก่วัด และญาติ
โยมทั้งหลายเขาเดือดร้อน เพราะเศรษฐกิจไม่ดี
หมายเหตุ
ข้อเสนอทั้งหมดนี้ ต้องออกเป็นคำสั่งเจ้าอาวาส ประกาศเป็น
ทางการ ให้มีผลปฏิบัติภายใน 3 เดือนนี้ ถ้าผู้ใดขัดขืนไม่ปฏิบัติตาม
ต้องได้รับโทษสถานหนัก.
tchurit
203.157.14.242
18 มิ.ย. 2544 / 13:48:43 น.
y
พระครูโสภณกิตยภรณ์
(13)
15 มิถุนายน 2544 กองบรรณาธิการ
ประเด็นที่ 3
ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนา วันอาทิตย์เป็นของวัด จัดตั้งขึ้น
ตามกติกาสงฆ์ วัดสุทัศนเทพวราราม พุทธศักราช 2541 หมวด 4 ข้อ 77-109
เพื่อเป็นสถานที่ผลิตเยาวชน ให้เป็นคนดีมีชีวิตคู่คุณธรรม
เป็นพลเมืองดีของประเทศ และเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีของพระพุทธศาสนา
มีปรัชญาที่ว่า..ส่งเสริมการศึกษา พัฒนาเยาวชน
ฝึกฝนจิตใจห่างไกลยาเสพย์ติด ชีวิตคู่คุณธรรม
และ ศพอ.สท.ได้รับความนิยมศรัทธาจากประชาชนผู้ปกครอง
พาลูกจูงหลานเข้ามาเรียน เข้ามาฝึกมารยาทไทย ไหว้พระสวดมนต์มากขึ้น
เรื่อยๆ จากจำนวน 100 กว่าๆ มาเป็น 200 จนถึงปัจจุบัน มีจำนวนถึง 300
กว่าคน อาจกล่าวได้ว่ามีจำนวนนักเรียนมากกว่า ศพอ.ทุกวัด เพราะว่า
ศพอ.สท.มีการจัดการศึกษาที่ดี มีคณะกรรมการบริหาร และสวัสดิการที่ดี เช่น
มีการสอนวิชาพระพุทธศาสนา, ธรรมศึกษาชั้นตรี, ชั้นโท และชั้นเอก
มารยาทชาวพุทธ, ศาสนพิธ, ภาษาอังกฤษ, คณิตศาสตร์, วาทศิลป์, นาฏศิลป์,
ดนตรีไทย และคัดไทย
มีนมให้ดื่ม มีอาหารกลางวันให้รับประทาน ทุกอย่างฟรีหมด
เหล่านี้เป็นต้น จึงเกิดเป็นผลตามมาดังกล่าว
ปี 2541 - ส่งนักเรียนเข้าสอบธรรมศึกษาชั้นตรี ได้จำนวน 35 คน
ปี 2542 - ส่งนักเรียนเข้าสอบธรรมศึกษาชั้นตรี ได้จำนวน 42 คน
- ส่งนักเรียนเข้าสอบธรรมศึกษาชั้นโท ได้จำนวน 26 คน
ปี 2543 - ส่งนักเรียนเข้าสอบธรรมศึกษาชั้นตรี ได้จำนวน 50 คน
- ส่งนักเรียนเข้าสอบธรรมศึกษาชั้นโท ได้จำนวน 28 คน
- ส่งนักเรียนเข้าสอบธรรมศึกษาชั้นเอก ได้จำนวน 24 คน
เด็กที่สอบธรรมศึกษาได้ทั้งหมด ทุกปีก็ได้มอบทุนการศึกษาให้
ธรรมศึกษาตรี ทุนละ 1,000 บาท ธรรมศึกษาโท ทุนละ 2,000 บาท
ธรรมศึกษาเอก ทุนละ 3,000 บาท
และทางสำนักเรียนวัดสุทัศน์ ก็มอบทุนให้อีกทุนละ 200 บาท
แก่ทุกคนที่สอบได้ นอกจากนี้เด็กนักเรียนคนใดเรียนเก่ง มารยาทดี
พ่อแม่มีรายได้น้อย เป็นเด็กด้อยโอกาส ก็จะได้รับทุนการศึกษาเป็นรายปี
และมีทุนต่อเนื่อง เด็กที่เรียนเก่งในโรงเรียนได้รับทุนการศึกษาแล้ว
ถ้าสามารถไปเก่งนอกโรงเรียน เช่น ตอบปัญหาธรรมะ บรรยายธรรมะ
สวดสรภัญญะ หรือโต้วาทีแข่งกับ ศพอ.ต่างโรงเรียน จะได้รับทุนการศึกษา
อีกต่างหาก
เด็กเยาวชนเหล่านี้ เปรียบเสมือนเป็นเมล็ดพืชที่เราจะเพาะ
พันธุ์แทนต้นไม้ใหญ่ซึ่งนับวันก็จะหมดไป หมดอายุตายเองบ้าง ถูกขโมยตัด
ไปบ้าง
ถ้าเป็นต้นไม้หวังดอกหวังผล วันนี้ยังไม่มีดอกให้ดู มีผลให้ ทาน
แต่วันข้างหน้านั้น จะมีดอกมีผลให้กับคนทั้งประเทศ เขาเหล่านี้จะเป็น
ทรัพยากรบุคคลที่ดีมีคุณธรรม มีคุณค่าต่อชาติและพระพุทธศาสนา
เยาวชนสนใจธรรมะ เข้ามาหาพระสงฆ์เพื่อศึกษา ย่อมดีกว่า
เยาวชนไม่สนใจธรรมะ กลับนิมนต์พระไปเที่ยวสั่งสอน..มิใช่หรือ?
เยาวชนสนใจธรรมะ เข้ามาศึกษาจนเข้าใจ..แล้วแจกทุนการ
ศึกษาย่อมดีกว่า...แจกทุนการศึกษาแก่เยาวชนที่ไม่สนใจมิใช่หรือ?
ทาง ศพอ.สท.ไม่ขออะไรจากหลวงพ่อเจ้าอาวาส พระ เถรานุเถระ
คณะกรรมการบริหาร มากไปกว่านี้ นอกจากสถานที่เรียนและกำ ลังใจ
1.ขออนุญาตใช้สถานที่ศาลาการเปรียญ ซึ่งเคยเป็นที่ให้เด็ก
ไหว้พระสวดมนต์ นั่งสมาธิ ฝึกมารยาท ศาสนพิธี และการฝึกพูดวาทศิลป์
เฉพาะวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 12.30-16.00 น.
2.ขออนุญาตให้สถานที่ศาลาราย โดยรอบศาลาการเปรียญซึ่งมี อยู่ 6
หลัง ขอใช้เพียง 2 หลัง เพื่อให้เป็นห้องเรียนห้องสอน (ถ้าเป็นไปได้
จะเปิดสอนคอมพิวเตอร์ด้วย)
3.สำหรับพระอุโบสถ ยังขออนุญาตใช้เหมือนเดิม เพื่อให้เด็ก
นักเรียนได้เข้าโบสถ์ไหว้พระสวดมนต์
4.การจัดกิจกรรมของเด็กนักเรียน ศพอ.ปีละ 2 ครั้ง
คือกิจกรรมวันแม่ วันที่ 12 สิงหาคมและวันจบการศึกษา มีพิธีมอบ
ประกาศนียบัตร วุฒิบัตรเกียรติบัตร และแจกทุนการศึกษาในเดือนธันวาคม
ของทุกปี
ทาง ศพอ.มีหนังสือกราบเรียนไปยังพระเถรานุเถระ พระภิกษุ
สามเณรภายในวัด เพื่อจะได้รับทราบและขอรับบริจาคปัจจัยเพื่อแจกทุนสนับ
สนุนการศึกษา เพราะถือว่า ศพอ.เป็นของวัด
ดังนั้น ตั้งแต่ปีการศึกษานี้ขอกราบเรียนว่า ทาง ศพอ.สท
.จะแจ้งการจัดกิจกรรมในแต่ละคราวให้ทราบ แต่จะไม่ขอรับบริจาคปัจจัยจาก
พระเถรานุเถระ พระภิกษุ ภายในวัดสุทัศนเทพวราราม
ตามที่ผมได้ขออนุญาตมาทั้ง 4 ข้อนี้ หวังใจเป็นอย่างยิ่งว่า
คงได้รับความเมตตานุเคราะห์จากพระเดชพระคุณพระวิสุทธาธิบดี ซึ่งได้เคย
มีเมตตาต่อศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ด้วยดีเสมอมา
คงจะเมตตาอีก สักครั้ง
เท่าที่ผมได้กราบเรียนชี้แจงมาทั้งหมดนี้ ก็ด้วยเจตนาบริสุทธิ์
และปกป้องหลวงพ่อ เพื่อรักษาชื่อเสียงของวัดและเพื่อความโปร่งใสความเข้า
ใจที่ถูกต้องในตัวผม
ผมยอมเจ็บ..แต่ถ้าเจ็บนี้แลกกับคนที่ผมเคารพนับถือคือหลวง
พ่อให้ปราศจากมลทินมัวหมอง และข้อข้องใจข้อครหาใดๆ ก็ตาม ที่จะเกิดมี
ผมยินดีและยอมเจ็บครับ
ภาคผนวก
สืบเนื่องมาจากการประชุมกรรมการบริหารวัด ครั้งที่ 2/2544 ณ
หอสมุดจันทสิริมหาเถร เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2544
ที่ประชุมได้รับรองรายงานการประชุมฯ ครั้งที่ 1/2544
ผมจึงได้นำบันทึก (ข้อที่ 5.เรื่องอื่นๆ ถ้ามี) ซึ่งประธานได้กล่าวปรารภเรื่อง
การถวายสังฆทานที่ศาลาพระกริ่งฯ มาเปรียบเทียบให้ดูว่า
พระเทพวิริยาภรณ์ (เฉย เขมโก ป.ธ.4) ที่ได้เป็นเจ้าคุณถึง
พระราชาคณะชั้นเทพ มีสิทธิ์ที่จะเป็นเจ้าอาวาสวัดสุทัศน์ได้ ท่านมีความ
สามารถพิเศษอยู่อย่างหนึ่ง ซึ่งพูดคล้องตามหลวงพ่อเจ้าอาวาสได้ดีมาก
เห็นได้จากบันทึกการประชุมฯ ที่ผมได้ขีดเส้นใต้ไว้ให้ดูแล้ว (โปรดดูบันทึก
การประชุมในหน้า 3-4)
ประธาน..(พระวิสุทธาธิบดี) ได้ปรารภเรื่องการถวายสังฆทาน
ที่ศาลาพระกริ่ง ควรให้เลิกดีหรือไม่
พระเทพวิริยาภรณ์..รีบตอบรับทันทีว่า..เห็นด้วยอย่างยิ่ง
ประธาน..กล่าวอีกว่า สังฆทานเป็นการถวายเพื่อสงฆ์
และทำอย่างไรจึงจะได้เฉลี่ยไปทั่วทุกคณะ
พระเทพวิริยาภรณ์ สนองรับว่า ควรจะให้เป็นส่วนกลาง
คือสับเปลี่ยนเป็นคณะต่างๆ ในแต่ละวันหรือยกเลิกเสียก็ได้
เห็นไหมเล่าครับว่า พระเทพวิริยาภรณ์ (เฉย) ท่านไม่เฉย เหมือนชื่อ
คือมีความรู้สึกตอบสนองหลวงพ่อเจ้าอาวาสได้ไวจริงๆ ถึงได้เจริญเร็ว
tchurit
203.157.14.242
18 มิ.ย. 2544 / 13:50:29 น.
y
พระครูโสภณกิตยาภรณ์
(จบ)
16 มิถุนายน 2544 กองบรรณาธิการ
ผมได้อ่านบันทึกการประชุมฯ ที่รับรองแล้ว จับประเด็นหลักๆ ได้
5 ประเด็นเกี่ยวกับการถวายสังฆทาน ที่ศาลาพระกริ่ง ดังนี้
ประเด็นที่ 1 ควรจะยกเลิกเสียดีหรือไม่ (ผมได้กราบเรียนชี้ แจง -
เสนอไว้ในเบื้องต้นแล้ว)
ประเด็นที่ 2 เสียทัศนียภาพ
มีพุทธศาสนิกชนมากมายทั้งชายหญิง เด็กเล็กเด็กโต พากันเข้า
มาที่วัดไหว้พระสวดมนต์ คนเข้าวัดวันหนึ่งๆ ร่วมร้อยคน ถ้าเป็นวันเสาร์-
อาทิตย์-นักขัตฤกษ์ จะมีหลายร้อยคน
ประชาชนคนเข้าวัดมันช่างน่ารังเกียจจน เสียทัศนียภาพเชียวหรือ
หรือว่าเราจะรักษาทัศนียภาพเฉพาะบริเวณด้านหน้าพระ
อุโบสถเพียงที่เดียว ที่อื่นไม่เป็นไร ไม่ต้องรักษา เพราะว่าไม่ใช่วัดสุทัศน์
ยกตัวอย่างเช่น คณะ 1 ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับศาลาพระกริ่ง เจ้าคณะ 1
คือพระเทพวิริยาภรณ์ ได้ทุบกำแพงวัดจัดทำประตูใหม่ จากประตูไม้ที่พระ
สงฆ์สามเณรเดินเข้า-ออก บ้างเป็นบางครั้ง ทุบทำให้กว้าง ติดตั้งประตูเหล็ก
ใส่กลอนล็อกกุญแจ สำหรับเป็นทางลับเฉพาะรถเบนซ์เข้า-ออก ไปจอดใต้ถุน
คณะ 1 ไม่เห็นมีใครจะหวังดีต่อวัด ไปเชิญรองอธิบดีกรมศิลปากรมาตรวจ
สอบ เห็นมีแต่นายท่ารถเมล์เขาพูดกัน เพราะมันจอดขวางทางเข้า-ออก
หรือว่าอย่างนี้ไม่เสียทัศนียภาพ
ประเด็นที่ 3 มีเสียงรบกวนแก่คนใกล้เคียง
อันที่จริง การสวดมนต์รับสังฆทานก็คือการสวดมนต์ ไหว้พระ ให้ศีล
ให้พร อนุโมทนาสาธุการแก่ญาติโยมนั่นเอง ไม่ใช่ร้องเพลงคาราโอ
เกะสักหน่อย แต่ถ้าเป็นพระร้องเพลง ญาติโยมคงไม่มานั่งฟังกันหรอก
คนใกล้เคียงก็เห็นมี นายกลอย นางรวย เขาก็ชอบ เพราะจะได้ขายเครื่องดื่ม
ส่วนในพระอุโบสถมีทำวัตรเช้า-เย็น หรือบางทีก็มีบวชนาค พระที่รับสังฆทาน
ท่านก็ทราบก็เห็น
มีอยู่ก็ที่คณะ 1 นี้แหล่ะที่อยู่ใกล้เคียง แต่เสียงพระสวดมนต์
คงจะไม่ไปรบกวน เพราะปิดประตูหน้าต่างเปิดแอร์อยู่แล้ว ค่าไฟฟ้าไม่ต้อง
เสีย โดยเฉพาะกุฏิเจ้าคณะใช้ฟรี อาศัยบารมีของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โสม)
อดีตเจ้าอาวาสวัดสุทัศน์ที่ท่านย้ายมาจากวัดราษฎร์บูรณะ (วัดเลียบ)
นอกจากนี้ก็ไม่เห็นจะมีรบกวนใคร
ประเด็นที่ 4 สังฆทานต้องเป็นของสงฆ์ ผมได้กราบเรียนชี้ แจงคำว่า
สังฆทาน ไว้ในเบื้องต้นแล้ว
คำว่าของสงฆ์ คือศาสนสมบัติของวัด ยกตัวอย่างเช่น
เมื่อพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่งได้ถึงแก่มรณภาพลง บริขารทั้งหมดก็ตกเป็นของ
สงฆ์ เว้นแต่ได้ทำพินัยกรรมไว้ ได้มีพระเถรานุเถระที่เป็นเจ้าคณะและมิได้
เป็นเจ้าคณะ ตลอดพระอันดับทั่วไปของวัดสุทัศน์ได้มรณภาพลง บางรูปทำ
พินัยกรรมไว้ ก็เป็นไปตามพินัยกรรมนั้น แต่บางรูปไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้
บริขารของมีค่าทั้งหมดจึงต้องตกเป็นของสงฆ์ ก็คงไม่มีปัญหา
เพราะผมเคยได้ยินพระผู้ใหญ่พูดว่า พระตายองค์ ทำให้พระ ดีๆ
ตายไปอีกหลายองค์ ผมได้ฟังแล้วงงในตอนแรก แล้วก็ไม่แปลกใจเลย
เพราะแค่เพียงพระเครื่อง 1 องค์ หรือนาฬิกา 1 เรือน ราคาก็เกิน 5 มาสก
(หนึ่งบาท) แล้ว
เมื่อผมได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะ 14 จึงได้นำบริขารของมีค่า
มีพระเครื่อง เป็นต้น ของอดีตเจ้าคณะ 14 คือพระสุนทรธรรมาภิมณฑ์ (อำนวย)
ออกให้ประมูล ได้ปัจจัยจัดตั้งเป็นกองทุน ธรรมาภิมณฑ์ สำหรับคณะ 14
วัดสุทัศน์ ไว้จำนวน 1,692,315 บาท (หนึ่งล้านหกแสน
เก้าหมื่นสองพันสามร้อยสิบห้าบาทถ้วน) ถ้าไม่นำออกให้ประมูล ต่อไปไม่
ทราบว่าจะเหลือเป็นของสงฆ์หรือเปล่า แต่ปัจจุบันจำนวนนี้มีบัญชีเป็นของวัด
สุทัศนเทพวราราม (คณะ 14) มีหลวงพ่อเจ้าอาวาสกับผมร่วมเซ็นชื่อฝากไว้ที่
ธนาคารกรุงไทย ตามบัญชีเลขที่ 153-2-04001-6
ประเด็นที่ 5 สังฆทานเป็นของส่วนกลาง แบ่งๆ เฉลี่ยกันไป
ให้ทั่วทุกคณะ (วัดสุทัศน์มี 15 คณะ) ก็ไหนเห็นบอกว่า เสียทัศนียภาพ
เสียงรบกวนคนใกล้เคียงไงล่ะครับ
ทั้ง 5 ประเด็นที่ผมได้ชี้ให้เห็นมานี้ เป็นเรื่องเฉพาะที่กองเล ขาฯ
ได้บันทึกไว้ในการประชุมเท่านั้น ส่วนที่ไม่ได้บันทึกไว้ผมจะไม่กล่าว ถึง
ก็คงจะพอเป็นอุทาหรณ์ชี้ให้เห็นได้ชัดแล้วว่าอะไรเป็นอะไร แต่ถ้ายังมี
ปัญหาใดที่ใครยังไม่ทราบ กรุณาสอบถามโดยตรงได้ทุกเวลาที่...
พระครูโสภณกิตยาภรณ์
รองเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม เจ้าคณะ 14
***********************************************
จบซะที
อ่านเองผมก็เหนื่อยเหมือนกัน
เหนื่อยทั้งกาย เหนื่อยทั้งใจ
: (
tchurit
203.157.14.242
18 มิ.ย. 2544 / 13:54:08 น.
y
หายเหนื่อยแล้วมาใหม่นะคะ เอาใจช่วยค่ะ : )
วิลาศินี
203.185.99.45
20 มิ.ย. 2544 / 08:08:52 น.
y
บังเอิญผมพึ่งเป็นสมาชิกใหม่ได้ไม่นานมานี้ ได้อ่าน บทความเรื่อง มหาสติปัฏฐานสูตร ก่อนหน้านี้ประทับใจมากครับ
เพราะขณะที่อ่านได้ปฏิบัติธรรมตามแล้วรู้สึกมีปัญญาขึ้นกว่าก่อนมาก
พออ่านบทความนี้ต่อ จิตก็ปรุงว่า
พระฉาวในวัดนี้ถ้าปฏิบัติตามหลักมหาสติปัฏฐานสูตร 4 จะรู้ทันทีว่าตนเองกำลังคลุกอยู่ในบ่อปฏิกูล บ่อมลทิน
คือมัวเมาในการสร้างวัด สร้างวัตถุ หวังในลาภ
ไม่ยอมทิ้งเปลือกไปหาแก่นแท้เสียที
ก็อย่างที่ท่านสาธุชนได้กล่าวตอนต้นแหละครับ ว่าพระมีดี มีชั่ว แต่พระชั่ว มักจะมีชื่อเสีย ดังกระฉ่อนเสมอ ระบบปกครองของสมมติสงฆ์ ไม่ขับเคลื่อนวงล้อธรรมจักร หรือไร
พลกั้บ
203.148.221.131
20 มิ.ย. 2544 / 20:18:13 น.
y
เรียน ท่านบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์
ตามที่หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ได้เสนอข่าว โดยการคัดลอกบท ความซึ่งเป็นคำชี้แจง ของพระครูโสภณกิตยาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม เจ้าคณะ 14 อันเป็นบทความซึ่งเป็นสิทธิ์ของ พระครูโสภณกิตยาภรณ์ นำพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ เอ็กซ์-ไซท์ ซึ่งจัดพิมพ์และจำหน่าย จ่าย แจก ควบคู่หรือพร้อมกันกับ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์รายวัน เริ่มตั้งแต่ฉบับประจำวันที่ 1 มิถุนายน 2544 เป็นต้นมาและติดต่อกันจนปัจจุบัน ทั้งยังแสดงเจตนาที่จะคัดลอกบทความ ดังกล่าวลงโฆษณาหรือเผยแพร่ ในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์อีกต่อไป โดยมิได้รับอนุญาตหรือความยินยอม จากพระครูโสภณกิตยาภรณ์ อันเป็นการละเมิดสิทธิ์ของ พระครูโสภณกิตยาภรณ์นั้น การกระทำดังกล่าว ทำให้พระครูโสภณกิตยาภรณ์ได้รับความเสียหาย ทั้งนี้พระครูโสภณกิตยาภรณ์ไม่มีเจตนา ไม่เคยอนุญาต และไม่ยินยอม ทั้งไม่มีความประสงค ์ที่จะให้หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ คัดลอกบทความคำชี้แจงดังกล่าว ของพระครูโสภณกิตยาภรณ์ลงโฆษณาเผยแพร่ ในหนังสือพิมพ์ดังกล่าวอีกต่อไป และได้มอบหมายให้ข้าพเจ้าเป็นทนาย ความดำเนินการในเรื่องนี้
ฉะนั้น โดยหนังสือนี้ ข้าพเจ้าในฐานะทนายความผู้ได้รับ มอบอำนาจจากพระครูโสภณกิตยาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวรา ราม เจ้าคณะ 14 ขอแจ้งมายังท่าน ในฐานะบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ไทย โพสต์ ให้งด ระงับ และหยุดการเสนอข่าวโดยการคัดลอกบทความ คำชี้แจง ของพระครูโสภณกิตยาภรณ์ดังกล่าว ลงโฆษณาเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ไทย โพสต์อีกต่อไปโดยเด็ดขาด ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ท่านได้รับหนังสือนี้เป็นต้นไป หากท่านฝ่าฝืน ข้าพเจ้ามีความเสียใจที่จะต้องดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
ขอแสดงความนับถือ
(นายปัญญา เอี่ยมละออ)
ทนายความผู้รับมอบอำนาจ
////////////////.
ตอบ นายปัญญา เอี่ยมละออ
จดหมายฉบับนี้มาถึงบรรณาธิการที่รักของผม ลงทะเบียนวัน ที่ 20 มิ.ย. 44 มาจากที่ทำการไปรษณีย์นครปฐม บ.ก.ที่รักส่งมาให้ผมซึ่ง เป็นทะแนะไม่ใช่ทนาย ในฐานะทะแนะอ่านแล้วก็นึกขำในใจว่าอะไรกัน เพราะเอ็กซ์-ไซท์ ไทยโพสต์ จบคำคัดลอกคำชี้แจงของพระครูโสภณกิตยา ภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวรารามไปหลายมื้อแล้ว เหตุไฉนเพิ่งส่ง คำขู่ เอ้ยคำเตือนมา
แล้วทำไมพระครูถึงได้ไปใช้บริการของคุณทนายไกลถึง นครปฐม
ครับ หนังสือพิมพ์ก็ทำหนังสือพิมพ์ คำชี้แจงของพระครูก็เป็น คำชี้แจงออกเป็นหนังสือแจกจ่ายให้กับประชาชนโดยรอบวัดอย่างเปิดเผย เป็นเอกสารสาธารณะ ทางไทยโพสต์ พิจารณาดูแล้วว่า เนื้อหาเป็นการเปิด โปงให้เห็นถึงกระบวนการในการหารายได้ด้วยวิธีต่างและความขัดแย้งผล ประโยชน์ อาทิ เรื่องสังฆทาน เรื่องแข่งกันทำพระกริ่งออกจำหน่าย เป็นต้น เรื่องต่างๆ ล้วนเป็นประโยชน์ต่อพุทธศาสนิกชนให้เห็นและทราบถึง ขบวนการพุทธพาณิชย์ ที่พระครูโสภณกิตยาภรณ์ควรจะได้ภาคภูมิใจที่เปิด เผยออกมาให้ประชาชนได้รับทราบเบื้องหลังไม่ปกติของธุรกิจสงฆ์
เมื่อได้นำเสนอไปแล้ว ก็เป็นอันหมดหน้าที่ของสื่อมวลชน หน้าที่ต่อไปก็เป็นของวัดสุทัศนเทพวราราม จะดำเนินการชำระความเพื่อให้ ทุกส่วนหยุดกิจกรรมเชิงพุทธพาณิชย์ หันมาเนินตามแนวทางพระ พุทธ องค์..เรื่องก็มีอยู่เท่านี้
เอ..แล้วทำไมถึงได้มอบหมายให้ทนายมาบอกให้ไทยโพสต์ หยุดเสียเล่าครับ ก็ไหนพระครูยืนยันเอกสารหลักฐานในหนังสือชี้แจงเป็นมั่น เหมาะ รึเกรงว่า เอกสารในส่วนที่เกี่ยวข้องกับรายรับ รายจ่าย ที่ได้จ่ายให้ ใครต่อใคร รวมทั้งต้นทุนในการผลิตพระกริ่ง จะถูกเปิดเผย..
ก็ไม่แน่หรอกครับคุณทนาย วันดีคืนดีผมจะส่งเอกสารให้คุณ ทนายไตร่ตรองดูทีหรือว่า จะค้าความเรื่องหรือจะช่วยกันจรรโลงพระศาสนา ก็แล้วแต่คุณทนายจะเลือกก็แล้วกัน..เอวัง
/////////
tchurit
203.157.14.243
22 มิ.ย. 2544 / 08:12:18 น.